เปิดปั๊มขายผลิตภัณฑ์ยาง ปตท.จับมือกยท.สร้างช่องทางตลาดช่วยเกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/317787

x

เปิดปั๊มขายผลิตภัณฑ์ยาง ปตท.จับมือกยท.สร้างช่องทางตลาดช่วยเกษตรกร

วันพฤหัสบดี ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 06.00 น.

พล.อ.ฉัตรเฉลิม เฉลิมสุข ประธานกรรมการการยางแห่งประเทศไทย เปิดว่า การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ร่วมกับบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในโครงการจุดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ยางพาราช่วยพัฒนาเกษตรกรไทย เพื่อขับเคลื่อนการใช้ยางพาราภายในประเทศ ที่มุ่งเน้นให้มีการนำวัตถุดิบไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ยางเพื่อเพิ่มมูลค่า ทดแทนการพึ่งพาการส่งออกในรูปของวัตถุดิบเพียงอย่างเดียว โดย ปตท.จะช่วยสนับสนุนช่องทางการตลาดผ่านสถานีบริการน้ำมันของ ปตท. ทั้ง 14 แห่ง ในจังหวัดที่มีพื้นที่ปลูกยางพารา เพื่อให้เข้าถึงลูกค้าและสามารถจำหน่ายสินค้าได้มากยิ่งขึ้น

นายธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการ กยท. กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้เพื่อเป็นช่องทางทางการตลาดให้เกษตรกรชาวสวนยาง สถาบันเกษตรกรผู้แปรรูปผลิตภัณฑ์ยางพารา ที่ผ่านการคัดสรรจากทั่วประเทศ ให้มีพื้นที่จำหน่ายและนำเสนอผลิตภัณฑ์แปรรูปยางพาราในสถานีบริการน้ำมัน ตามที่ ปตท. กำหนด นอกจากนั้นยังเป็นพื้นที่ในการที่เกษตรกร สถาบันเกษตรกร ได้มีการพบปะ แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และนวัตกรรมเพื่อพัฒนาสินค้าให้มีคุณภาพตรงตามความต้องการของตลาดมากยิ่งขึ้น ที่สำคัญเพื่อยกระดับมาตรฐานในการผลิต การแปรรูป และการสร้างมูลค่าเพิ่มให้เกิดประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ในส่วนของ กยท. จะดำเนินการจัดหาเกษตรกรชาวสวนยาง สถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง และผู้ประกอบกิจการยาง ที่ผ่านการคัดสรรจากทั่วประเทศ เพื่อเข้าร่วมโครงการในครั้งนี้

นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจปิโตเลียมขั้นปลาย บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การเปิดพื้นที่ในสถานีบริการน้ำมัน ปตท. ทั่วประเทศ ให้เป็นศูนย์กลางของชุมชนได้นำสินค้าแปรรูปจากยางพาราเข้ามาจำหน่ายโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายตลอดปี 2561 นี้ จะช่วยพัฒนาและเพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้าของเกษตรกรผู้ปลูกยางพาราได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยเพิ่มรายได้และลดรายจ่ายในการหาพื้นที่จำหน่ายให้แก่เกษตรกรชาวสวนยางได้อีกช่องทางหนึ่ง

แตกใบอ่อน : ปัญหาอยู่ที่ความไว้ใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/317784

807934531

แตกใบอ่อน : ปัญหาอยู่ที่ความไว้ใจ

วันพฤหัสบดี ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ไม่รู้ว่าสุดท้ายแล้วเรื่องจะจบลงอย่างไรสำหรับกรณีโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา ที่วันนี้กลุ่มชาวบ้าน “เครือข่ายคนสงขลา-ปัตตานี ไม่เอาโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา” พากันเดินทางมาปักหลักประท้วงคัดค้านโครงการอยู่ที่ริมรั้วทำเนียบรัฐบาล

แม้ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะออกมาป่าวประกาศหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 30 มกราคม ว่า ได้สั่งการให้ นายศิริ จิระพงษ์พันธ์ รมว.พลังงาน เข้าไปแก้ปัญหาให้ชาวบ้าน โดยเบื้องต้นได้มีการชะลอโครงการออกไปก่อนแล้ว

แต่ท้ายสุด ก็ดูเหมือนว่า “คำพูด” ของนายกฯ ในรอบนี้จะแทบไม่เหลือความศักดิ์สิทธิ์ เพราะเครือข่ายคนสงขลา-ปัตตานีฯ ต่างยังยืนยันเสียงแข็งจะปักหลักอยู่ชุมนุมต่อไป โดยมีเงื่อนไขเดียว คือ ต้องประกาศเลิกโครงการเท่านั้น

การตัดสินใจของชาวบ้านครั้งนี้ มองเผินๆ อาจทำให้ “แฟนคลับ” ของนายกฯไม่พอใจ เพราะจากที่ไปไล่ๆอ่าน ความคิดเห็นดูตามเฟซบุ๊ค ทวิตเตอร์ หรือเว็บข่าวต่างๆ ก็เห็นหลายคนออกมาก่นกล่าวหาชาวบ้านว่าตีรวนบ้างล่ะ รับเงินต่างชาติบ้างล่ะ ไล่กลับบ้านไปสู้คดีบ้างล่ะ และอื่นๆ อีกสารพัด

ทั้งที่ความเป็นจริงซึ่งเป็นเนื้อแท้ของปัญหา และเป็นสาเหตุที่ทำให้ชาวบ้านเขาตัดสินใจปักหลักสู้ต่อ ก็มาจากเหตุผลเรื่องเดียว นั่นคือ “ความไว้ใจ”

โดยเฉพาะความไว้ใจที่มีต่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นั่นแหละ

ต้องไม่ลืมว่า คำพูดลักษณะนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ได้เคยใช้ครั้งแรก แต่ท่านเคยใช้มาแล้วตั้งแต่การชุมนุมคัดค้านโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ ที่สุดท้ายปัญหาก็ยังคาราคาซังมาจนถึงวันนี้ แถมไม่พอก็ยังมีความพยายาม “ดิ้น” ที่จะปลุกผีโครงการนี้ขึ้นมาอยู่รอบแล้วรอบเล่า

ตัวอย่างมีให้เห็นทนโท่ขนาดนี้ มีหรือที่คน “เทพา-ปัตตานี” จะยอมเชื่อง่ายๆ

นอกจากนี้ ต้องไม่ลืมเช่นกันว่า ก่อนหน้านี้เมื่อคราวประชุม ครม.สัญจร ที่ จ.สงขลา 27-28 พ.ย. ปีที่แล้ว ซึ่งชาวบ้านได้จัดกิจกรรมเดินไปหานายกฯ เพื่อยื่นหนังสือชี้แจงเหตุผลว่าทำไมถึง “ไม่เอา” โรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา แต่สุดท้ายกลับมีชาวบ้านถูกเจ้าหน้าที่บุกเข้าขัดขวางจับกุมดำเนินคดีฐานทำผิด พ.ร.บ.ชุมนุม รวดเดียวถึง 17 คน ซึ่งไม่เพียงแต่ทำให้ชาวบ้านคิดว่า รัฐบาลกำลัง “ฉีก” จดหมายของชาวบ้านทิ้งไปเท่านั้น แต่มิหนำซ้ำยังช่วยกันเอากฎหมายมา “ปิดปาก” ชาวบ้านไม่ให้พูด ไม่ให้เรียกร้องใดๆ อีก

แล้วแบบนี้ใครล่ะจะยอมไว้ใจ

ที่สำคัญกรณีของ “เทพา” ไม่ได้เป็นกรณีเดียวที่สะท้อนให้เห็นถึงการผลักชาวบ้านให้กลายเป็นศัตรู เพราะปัจจุบันยังมีอีกหลายกลุ่มหลายก้อนที่ออกมาเคลื่อนไหวทางสังคม ซึ่งโดยเนื้อแท้ปัญหาที่ถูกหยิบจับขึ้นมาพูดถึงก็เป็นปัญหาความเท่าเทียมกันในสังคมทั่วไป แต่ก็ถูก คสช.และกองเชียร์ เหมารวม “ยัดข้อหา” ให้กลายเป็นกลุ่มการเมืองที่คอยจ้องล้มรัฐบาล จ้องล้มคสช. อยู่ร่ำไป

นี่ไงครับถึงทำให้ “กองหนุน” พากันเดินหนีห่างจาก คสช. มากขึ้นทุกวัน

มะลิลา

ดันขยายพันธุ์เพิ่มประชากร‘ปูขาว’ ผุดสูตรอาหารเพิ่มคุณภาพพ่อแม่พันธุ์-ปั้นเป็นสัตว์ศก.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/317790

x

ดันขยายพันธุ์เพิ่มประชากร‘ปูขาว’ ผุดสูตรอาหารเพิ่มคุณภาพพ่อแม่พันธุ์-ปั้นเป็นสัตว์ศก.

วันพฤหัสบดี ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายอดิศร พร้อมเทพ อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า กรมประมงมีนโยบายที่จะเร่งศึกษาค้นคว้าวิจัยในการผลิตลูกพันธุ์ปูทะเล เพื่อเพิ่มปริมาณในธรรมชาติ ให้เกิดความสมดุลของระบบนิเวศ พร้อมส่งเสริมการเพาะเลี้ยงเพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภค ซึ่ง “ปูขาว” หรือ “ปูทองหลาง” เป็นปูทะเลอีกสายพันธุ์หนึ่ง ที่กรมประมงกำลังผลักดันให้มีการศึกษา วิจัย การเพาะขยายพันธุ์ เพื่อให้เกษตรกรสามารถนำไปต่อยอดในเชิงพาณิชย์ เป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจ นอกเหนือจากการปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ โดยศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งตรัง ได้มีการศึกษา วิจัยเกี่ยวกับปูชนิดนี้มาอย่างต่อเนื่อง และได้ส่งเสริมการเพาะเลี้ยงให้กับเกษตรกรได้มีความรู้ เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาอาชีพ เช่น การเปิดเป็นแหล่งเรียนรู้ให้ประชาชนทั่วไปได้มีส่วนร่วมในการดูแลรักษาทรัพยากรปูทะเล เป็นสถานที่ศึกษาดูงานของเกษตรกรและนักศึกษาในด้านเทคนิคการเพาะเลี้ยงปูทะเลให้มีอัตราการรอดสูง เป็นต้น

นายโกวิทย์ เก้าเอี้ยน ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งตรัง เปิดเผยว่า ปูขาว หรือ ปูทองหลาง (Scylla paramamosain) มีความเหมาะสมกับการเลี้ยงในบ่อดิน มีการเจริญเติบโตเร็ว ขนาดตัวใหญ่ ส่วนในด้านการผลิตลูกพันธุ์ปูขาวให้ได้ปริมาณากนั้น ต้องใช้แม่พันธุ์ปูไข่นอกกระดองที่มีคุณภาพ ซึ่งโดยธรรมชาติการผสมพันธุ์ของปูเกิดขึ้นหลังจากตัวเมียลอกคราบใหม่ๆ ตัวผู้จะเข้าผสมพันธุ์และปล่อยถุงน้ำเชื้อ (Spermatophorn) ไปเก็บไว้ใน Receptacle ของปูตัวเมีย เมื่อไข่พัฒนาเต็มที่ ตัวเมียจะปล่อยไข่ออกมาผสมกับน้ำเชื้อ แล้วนำไข่มาเก็บบริเวณจับปิ้ง เรียกว่า “ปูไข่นอกกระดอง” โดยไข่ที่ได้รับการปฏิสนธิจะพัฒนาเป็นตัวอ่อนและฟักเป็นลูกปูระยะซูเอี๋ย ซึ่งปริมาณความแข็งแรงของลูกปูแรกฟักขึ้นอยู่กับอายุ ความสมบูรณ์แข็งแรง ขนาดของพ่อแม่พันธุ์ สภาพแวดล้อม และที่สำคัญคืออาหารที่พ่อแม่พันธุ์ได้รับ การจัดการอาหารสำหรับพ่อแม่พันธุ์ปู นับเป็นสิ่งสำคัญไม่น้อยไปกว่าการจัดการด้านสภาพแวดล้อม และเทคนิคการเพาะขยายพันธุ์

ทางศูนย์ฯ ได้ศึกษา ค้นคว้า สูตรอาหารสำหรับนำมาเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์ปูขาว เพื่อเพิ่มความสมบูรณ์เพศ พบว่า พ่อแม่พันธุ์ปูขาวที่เลี้ยงด้วยอาหารทดลอง ที่มีส่วนผสมของอาหารสด 60 เปอร์เซ็นต์ คือ หอยแครง 7.5 เปอร์เซ็นต์ เพรียงทราย 30 เปอร์เซ็นต์ หมึก 7.5 เปอร์เซ็นต์ และเนื้อกุ้ง 15 เปอร์เซ็นต์ ผสมกับ 40 เปอร์เซ็นต์ ของส่วนผสมอื่นที่ประกอบด้วย อาหารผงสำเร็จรูป 36 เปอร์เซ็นต์ สไปรูลิน่า 2 เปอร์เซ็นต์ วิตามินซี 1 เปอร์เซ็นต์ และน้ำมันปลา 1 เปอร์เซ็นต์ ช่วยให้พ่อแม่พันธุ์ปูขาวมีความสมบูรณ์เพศ โดยพบว่า แม่พันธุ์และพ่อพันธุ์ปูขาวที่เลี้ยงด้วยอาหารสูตรดังกล่าว มีการปล่อยไข่ออกนอกกระดองมากขึ้น ดัชนีความสมบูรณ์เพศ และคุณภาพของน้ำเชื้อสูงขึ้น เนื่องจากอาหารสูตรดังกล่าว มีองค์ประกอบของกรดไขมัน (ARA, EPA, DHA) และโปรตีนในปริมาณมาก ช่วยให้แม่พันธุ์ปูขาวนำไปใช้ในการพัฒนาไข่ให้สมบูรณ์ ที่สำคัญคือมีฮอร์โมนหลายชนิดจากเพรียงทราย และหมึก ช่วยกระตุ้นการเจริญของรังไข่ พัฒนาเซลล์ไข่ให้กลายเป็นไข่แก่พร้อมปล่อยไข่ออกนอกกระดอง ช่วยให้พ่อพันธุ์ปูขาวมีน้ำเชื้อสมบูรณ์ คุณภาพดี นอกจากนี้ยังมีสารสีจากเนื้อกุ้ง ช่วยลดความผิดปกติและป้องกันการเสื่อมสภาพของเซลล์สเปิร์มอีกด้วย

อธิบดีกรมประมงกล่าวในตอนท้ายว่า การพัฒนาเทคนิคในการอนุบาลลูกพันธุ์ปูขาวและการเพาะเลี้ยงปูขาวให้มีอัตราการเจริญเติบโตและรอดตายสูงนั้น ถือเป็นภารกิจหลักของกรมประมงในการเพิ่มผลผลิตสัตว์น้ำ อีกทั้งยังเป็นการเร่งผลักดันปูขาวให้เป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจในอนาคต แต่ทั้งนี้ต้องขอความร่วมมือจากประชาชนทุกท่านให้ช่วยดูแลรักษาทรัพยากรสัตว์น้ำและนำมาใช้ประโยชน์อย่างคุ้มค่า เพื่อให้เกิดความยั่งยืนของทรัพยากรสัตว์น้ำและอาชีพประมง

กรมส่งเสริมฯต่อยอดพัฒนาศพก. รับแผนขยาย‘เกษตรแปลงใหญ่’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/317786

x

กรมส่งเสริมฯต่อยอดพัฒนาศพก. รับแผนขยาย‘เกษตรแปลงใหญ่’

วันพฤหัสบดี ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายสำราญ สาราบรรณ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า ในปี 2561 กรมส่งเสริมการเกษตรจะดำเนินการพัฒนาเกษตรกรให้เป็น Smart Farmer ไม่น้อยกว่า 70% และพร้อมที่จะก้าวสู่การเกษตรแบบแปลงใหญ่ พัฒนาเกษตรกรที่เป็นแปลงใหญ่ ในปี 2559 จำนวน 597 แปลง ทุกประเภทสินค้าให้เป็นผู้จัดการแปลงใหญ่และเกษตรกรแปลงใหญ่ต้องได้รับความรู้ทั้งจาก ศพก. และ ศพก.เครือข่าย ยกระดับ ศพก. ทั้ง 882 ศูนย์ ให้ได้รับการพัฒนาและผ่านเกณฑ์เป็นระดับดี (A) ซึ่งได้พัฒนาหลักสูตรการเรียนรู้ร่วมกับแปลงใหญ่ ที่ยึดตามเป้าหมายการพัฒนาแปลงใหญ่ 5 ด้าน ดังนี้

การลดต้นทุนการผลิต (20%) การเพิ่มผลผลิต (20%) การเพิ่มคุณภาพผลผลิต/การจัดทำมาตรฐาน การบริหารจัดการ และการจัดการด้านการตลาด ซึ่งอาจมีหลักสูตรเพิ่มเติมตามความเหมาะสมของแต่ละพื้นที่ สร้างมาตรฐานสินค้าแปลงใหญ่ ให้เป็น GAP แปลงใหญ่ รวมทั้งการจัดงานถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อเริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ (Field Day) เพื่อถ่ายทอดความรู้แบบเห็นของจริง ใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมในการผลิตของแต่ละชนิดสินค้า เพื่อให้เกษตรกรสามารถนำไปใช้ในการปฏิบัติในฤดูกาลผลิตใหม่และใช้ประโยชน์จากศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ทั้ง 882 ศูนย์ เป็นแหล่งศึกษาความรู้ แหล่งกระจายสินค้าที่มีแปลงใหญ่เป็นผู้ผลิต กรมส่งเสริมการเกษตร จะบูรณาการการดำเนินงานระหว่างหน่วยงานในทุกระดับให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งการใช้นวัตกรรม เทคโนโลยีที่เหมาะสม เข้าไปสนับสนุน และดำเนินการเชื่อมโยง ศพก. กับการส่งเสริมระบบแปลงใหญ่ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

เกษตรกรเตรียมเฮ ทส.เตรียมแก้‘กม.’ หนุนปลูก‘ไม้ศก.’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/317568

x

เกษตรกรเตรียมเฮ ทส.เตรียมแก้‘กม.’ หนุนปลูก‘ไม้ศก.’

วันพุธ ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.
นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ เปิดเผยว่า ได้หารือกับ พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่องส่งเสริมการปลูกไม้เศรษฐกิจ โดย พล.อ.สุรศักดิ์ยืนยันว่า กำลังแก้กฎหมายในมาตรา 7 ของพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 เพื่อจะให้เกษตรกรสามารถปลูกไม้ได้ทุกชนิดบนพื้นที่กรรมสิทธิ์ของตนเอง ทั้งโฉนด น.ส.3, ส.ป.ก., น.ค. และอื่นๆ ซึ่งจะทำให้พื้นที่เหล่านั้นได้ใช้ประโยชน์ได้หลากหลายมากกว่าพืชเกษตร 3-4 ชนิด เช่น ข้าว ข้าวโพด มันสำปะหลัง อ้อย ซึ่งมีราคาถูกทำเท่าไหร่ก็มีแต่หนี้ ไม้ที่ปลูกในพื้นที่กรรมสิทธิ์ของเกษตรกรทั้งหมดสามารถจะใช้ประโยชน์ได้อย่างเสรี พืชผล ต้นไม้บนที่ทำกินของเกษตรกรต้องเป็นของเกษตรกร กฎหมายต้องละเว้นให้สามารถ ตัด ฟัน แปรรูป ทำการค้า ขายได้ โดยเจ้าหน้าที่ป่าไม้จะเข้ามาดูแลอำนวยความสะดวกให้ ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยมีป่าไม้เพิ่มขึ้นจำนวนมากมาย สามารถสร้างเศรษฐกิจให้ไทยโดยรวมได้มหาศาล เกษตรกรสามารถทำการผลิตในพื้นที่ของตนเองได้มั่นคงมากยิ่งขึ้น โดยในขณะนี้กำลังมีการรับฟังความคิดเห็นในการแก้ไขกฎหมายดังกล่าว

ส่องเกษตร : ปลดล็อก‘กัญชา’…แก้กม.ป่าไม้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/317567

449007

ส่องเกษตร : ปลดล็อก‘กัญชา’…แก้กม.ป่าไม้

วันพุธ ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

สภาเกษตรกรแห่งชาติซึ่งมีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายในการเสนอแนะต่อรัฐบาลถึงการกำหนดแผนแม่บทและนโยบายต่างๆที่จะพัฒนาความเข้มแข็งแก่เกษตรกร,แก้ไขปัญหาเกษตรกร ตลอดจนเสนอแนวทางสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาองค์ความรู้ด้านผลผลิตเกษตรและผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการแปรรูป เป็นต้น ปัจจุบันประธานคือ นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ อดีตรมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และอดีตรมช.เกษตรและสหกรณ์ ในช่วงนี้กำลังนำเสนอเรื่องสำคัญ 2 เรื่องต่อภาครัฐ ถ้าผลักดันได้สำเร็จ น่าจะเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมและต่อพี่น้องเกษตรกรในอนาคตอย่างมาก

เรื่องหนึ่งคือ การเสนอให้“ปลดล็อก”กฎหมายเกี่ยวกับ“กัญชา” เพื่อให้ทำการศึกษาวิจัยนำมาสกัดสารที่ใช้รักษาโรคมะเร็งได้ กับอีกเรื่องคือผลักดันให้แก้ไขกฎหมาย“ป่าไม้” ให้เกษตรกรสามารถปลูกไม้เศรษฐกิจ“มีค่า” ได้ทุกชนิดบนพื้นที่กรรมสิทธิ์ของตน แล้วตัด เลื่อยนำไปใช้ประโยชน์ได้เสรี

ในเรื่อง“กัญชา”นั้น สภาเกษตรกรแห่งชาติได้ทำหนังสือขอเข้าพบพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เพื่อชี้แจงให้เข้าใจถ่องแท้ถึงความจำเป็นในการปลดล็อกกฎหมายเพื่อให้ประเทศไทยสามารถศึกษาวิจัยและนำมาสกัดสาร THC ที่ใช้รักษาโรคมะเร็งได้ดี รวมทั้งโรคอื่นๆทั้งโรคชักกระตุก ลมชัก และลดความเจ็บปวด เป็นต้น ซึ่งหลายประเทศในโลกโดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาต่างยอมรับผลวิจัยนี้และมีการสกัดสารดังกล่าว ส่งออกไปขายในราคาแพงมาก ราว 3,500 ดอลลาร์ (คิดเป็นเงินไทยกว่า 1 แสนบาท)ต่อ 10 cc

กฎหมายไทยกำหนดให้“กัญชา”เป็นยาเสพติดประเภทที่ 5 ขณะที่ผลวิจัยที่ยอมรับกันทั่วโลกพบว่า สารที่สกัดได้ ใช้รักษาโรคได้ดี มีพิษภัยน้อยถ้าควบคุมการใช้ในปริมาณเหมาะสม ทำให้หลายประเทศปลดล็อกกฎหมายห้ามกันไปมากและเร่งวิจัยสกัดสารไปใช้ จนเป็นกระแสทั่วโลก หน่วยงานไทยที่เกี่ยวข้องก็พยายามทำเรื่องนี้มา 2-3 ปี เคยสัมมนาร่วมกันระหว่าง องค์การเภสัช องค์การอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข กับสำนักงานคณะกรรมการปราบปรามยาเสพติด(ป.ป.ส.) จนเห็นด้วยที่จะเปิดให้ศึกษาวิจัยอย่างเป็นทางการ อยู่ในขั้นตอนให้รมว.สาธารณสุขประกาศเป็นกฎกระทรวง ซึ่งเคยรายงานให้นายกฯทราบแล้ว และกำลังจะเปิดเวทีสัมมนาใหญ่ 8-9 ก.พ.นี้ จากนั้นจะใช้พื้นที่ทหาร 4.8 พันไร่ ในจ.สกลนคร ทดลองปลูกเพื่อวิจัยสกัดทางยา แต่พอข่าวเป็นที่สนใจมาก นายกฯประยุทธ์กลับพูดทำนองเบรกว่า ไทยยังไม่มีนโยบายปลดล็อกกัญชา..ทำให้หน่วยงานต่างๆไม่กล้าขับเคลื่อนต่อ

นายประพัฒน์ระบุว่า ปัจจุบันไทยก็นำเข้าสารสกัดจากกัญชาในราคาแพงมากมาใช้รักษาโรค ขณะที่หน่วยงานไทยเองก็มีศักยภาพที่จะวิจัยสกัดสารเองได้ ดังนั้นเพื่อประโยชน์ของส่วนรวม ทำไมไม่ทำ ถ้าได้อธิบายให้นายกฯเข้าใจถ่องแท้ จนยอมให้ขับเคลื่อนต่อ ก็จะเป็นประโยชน์ต่อคนไทย มิเช่นนั้นก็ต้องใช้ยาแพงกันไปเช่นนี้

เรื่องนี้ ผมจึงขอลุ้นเอาใจช่วยอย่างเต็มที่ด้วยคน….

ส่วนอีกเรื่องเกี่ยวกับกฎหมาย“ป่าไม้”นั้น มีแนวโน้มที่ดีมาก โดยนายประพัฒน์บอกว่าได้หารือกับพล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ไป 2 ครั้งแล้ว เรื่องการส่งเสริมปลูกไม้เศรษฐกิจ ซึ่งพล.อ.สุรศักดิ์ ยืนยันว่า กำลังแก้กฎหมายมาตรา 7 ของพ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 เพื่อให้เกษตรกรสามารถปลูกไม้ได้ทุกชนิดไม่ว่าจะเป็นไม้พะยูง,ไม้เทพทาโร,จำปาทอง,ไม้สัก,ไม้ชิงชัน ฯลฯ บนพื้นที่กรรมสิทธิ์ของตนเอง ทั้งที่โฉนด น.ส.3, ส.ป.ก., น.ค. และอื่นๆ ทำให้ใช้ประโยชน์พื้นที่ได้หลากหลายมากกว่าปลูกพืชเกษตร 3-4 ชนิดเช่น ข้าว ข้าวโพด มันฯ ที่ล้วนราคาถูก ทำเท่าไรก็มีแต่หนี้

หากแก้กฎหมายได้แล้ว ต่อไปไม้ที่ปลูกในพื้นที่กรรมสิทธิ์ทั้งหมดจะใช้ประโยชน์ได้อย่างเสรี สามารถ ตัด ฟัน แปรรูป ทำการค้า ขายได้ โดยเจ้าหน้าที่ป่าไม้จะดูแลอำนวยความสะดวกให้ จะทำให้ประเทศไทยมีป่าไม้เพิ่มขึ้นจำนวนมาก สร้างเศรษฐกิจโดยรวมได้มหาศาล ขณะนี้อยู่ในขั้นรับฟังความคิดเห็นในการแก้ไขกฎหมายดังกล่าว

นับเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่จะช่วยให้เกษตรกรที่ยังมีที่ดินเหลืออยู่ ได้มีหนทางใหม่ๆในการปลูกพืชเศรษฐกิจราคาดี ช่วยให้หายจนได้ จึงควรที่จะเร่งดำเนินการโดยเร็ว…ผมขอเชียร์อีกเรื่องครับ

สาโรช บุญแสง

ปลุกกระแส‘เปลี่ยนเปลือกให้เป็นปุ๋ย’ ช่วยลดซังข้าวโพด-หมอกควัน-เพิ่มปุ๋ยอินทรีย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/317569

x

ปลุกกระแส‘เปลี่ยนเปลือกให้เป็นปุ๋ย’ ช่วยลดซังข้าวโพด-หมอกควัน-เพิ่มปุ๋ยอินทรีย์

วันพุธ ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ปัญหาหมอกควันจากการเผาซังข้าวโพดเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นประจำในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งมาตรการที่กระทรวงเกษตรฯโดยกรมพัฒนาที่ดิน ดำเนินการในหลายปีที่ผ่านมา คือ การลดปริมาณตอซัง การประกาศ 60 วัน ห้ามเผา ระหว่างวันที่ 20 กุมภาพันธ์ ถึง 20 เมษายน และมาตรการยั่งยืนโดยการเร่งจัดทำแผนยุทธศาสตร์ จัดระเบียบพื้นที่ป่าไม้กับชุมชน โดยกระบวนการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนตามกลไกประชารัฐและอีกแนวทางหนึ่งที่สำคัญคือ การรณรงค์ให้เกษตรกรตระหนักถึงคุณค่าของ “ดิน”โมเดลดังกล่าวรู้จักกันในนาม “แม่แจ่มโมเดล”

ทั้งนี้ ความสำเร็จของโครงการ “แม่แจ่มโมเดล” ในปี 2559 ถือเป็นครั้งแรกที่ฮอตสปอต (จุดวัดความร้อน) ที่แม่แจ่มต่ำที่สุดเป็นประวัติการณ์สามารถลดจุดความร้อนที่เกิดจากการเผาไหม้ หรือฮอตสปอตลงไปได้กว่า 90% จากที่เคยเกิดราว 240 จุด เหลือเพียง 9 จุด (ข้อมูล ณ วันที่ 29 มีนาคม 2559) สำหรับในปีนี้ได้ตั้งเป้าพัฒนาคน โดยระดมจิตอาสาทุกภาคส่วนทั้ง รัฐ เอกชน ประชาชน ประชาสังคม ศาสนาและสื่อมวลชน เข้าร่วมลงมือทำไปพร้อมๆ กับการกระตุ้นให้กำลังใจ โดยมุ่งปรับวิธีคิดของแกนนำชาวบ้านที่มีความสนใจและเยาวชนในระดับในโรงเรียนต้นแบบ ที่มีการจัดการเรียนการสอน เน้นการสร้างเสริมประสบการณ์ให้กับผู้เรียนให้เรียนรู้การปรับเปลี่ยนจากเกษตรเชิงเดี่ยวมาทำทฤษฎีใหม่ประยุกต์ เป็นการบูรณาการศาสตร์ด้านต่างๆ ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ลงปฏิบัติจริงในพื้นที่เพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นจริง

ด้าน นายปราโมทย์ ยาใจ รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวว่า กิจกรรม “เปลี่ยนเปลือกให้เป็นปุ๋ย” มุ่งให้ความรู้เกษตรกรและเครือข่ายผู้สนใจ ร่วมกันนำศาสตร์พระราชาที่ได้เรียนรู้ลงมือทำทันทีในพื้นที่โรงเรียน และขยายผลไปยังเกษตรกรผู้สนใจ หวังสร้างการขยายผลทั่วประเทศเตรียมตั้งกลไกความร่วมมือทุกภาคส่วนในพื้นที่สานต่อแม่แจ่มโมเดลหยุดปัญหาการชะล้างหน้าดินและหมอกควัน เป็นต้นแบบการจัดการดินด้วยศาสตร์พระราชาที่ได้รับการยอมรับจากทั่วโลก

เกษตรฯลุยขันนอตกลุ่มจังหวัด ส่ง‘รองปลัด-อธิบดี’ประกบรายพื้นที่ดันปฏิรูป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/317572

x

เกษตรฯลุยขันนอตกลุ่มจังหวัด ส่ง‘รองปลัด-อธิบดี’ประกบรายพื้นที่ดันปฏิรูป

วันพุธ ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้เดินทางลงพื้นที่มอบนโยบายปฏิรูปเกษตรในกลุ่มจังหวัดภาคอีสานตอนบน เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง รวมถึงแลกเปลี่ยนความคิดความเห็นจากพื้นที่ในการขับเคลื่อนนโยบาย 2 ระดับ ได้แก่ ฝ่ายอำนวยการ ประกอบด้วย คณะอนุกรรมการพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ของจังหวัด ที่จะต้องนำนโยบายรัฐบาล กระทรวงเกษตรฯ และข้อมูลในพื้นที่มากำหนดยุทธศาสตร์การทำงานทั้งการทำเกษตรกรรมเชิงรุก อาทิ การสนับสนุนให้ผลิตสินค้าเกษตรใหม่ๆ ตามความต้องการของตลาด การแปรรูปเกษตรอุตสาหกรรมเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม นำระบบข้อมูลสารสนเทศและนวัตกรรมมาใช้ในขั้นตอนการผลิต การแปรรูป และการตลาดเพิ่มขึ้น

ขณะที่ฝ่ายปฏิบัติการ ประกอบด้วย คณะกรรมการอำนวยการขับเคลื่อนงานนโยบายและการแก้ไขปัญหาภาคเกษตรระดับจังหวัด และคณะทำงานปฏิบัติการขับเคลื่อนงานนโยบายสำคัญและแก้ไขปัญหาการเกษตรระดับอำเภอ โดยมีสำนักงานเกษตรจังหวัด/อำเภอ เป็นผู้รับผิดชอบ โดยมีหน่วยงานในสังกัดร่วมปฏิบัติงานตามโครงการและแผนงานที่ถูกกำหนดโดยฝ่ายอำนวยการ

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ มีหน่วยงานและบุคลากรในพื้นที่จำนวนมาก การสร้างความเข้าใจในนโยบายของกระทรวงจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องเร่งดำเนินการ เพื่อให้เกิดความเข้าใจไปในทิศทางเดียวกัน ร่วมมือบูรณาการทำงานร่วมกันท่ามกลางความท้าท้าย 3 ด้าน คือ การปฏิรูปภาคเกษตรเพื่อให้เกษตรกรอยู่ดีมีสุข 2.การพัฒนากลไกตลาดให้เอื้อต่อการผลิตของเกษตรกร 3.การรับมือกับระบบการค้าเสรีของโลก และภัยคุกคาม 3 ประเภท คือ 1.การไม่ใส่ใจดูแลแก้ไขปัญหาให้กับเกษตรกร 2.การแก้ไขปัญหาการเกษตรแบบไม่ยั่งยืน หวังเพียงผลคะแนนนิยม ทางการเมืองเท่านั้น 3.การทุจริตคอร์รัปชั่น และประพฤติมิชอบในวงราชการ

“ปัจจุบันได้มอบหมายให้ผู้บริหารระดับสูงกระทรวงเกษตรฯ ประกอบด้วย รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ อธิบดี และผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรฯ รวม 30 คน ลงมาเป็นผู้แนะนำการทำงานเป็นรายจังหวัดแล้ว ขณะเดียวกันขอให้ผู้บริหารระดับสูงกระทรวงเกษตรฯที่รับผิดชอบจังหวัด เข้าไปติดตามรับฟังปัญหาต่างๆในจังหวัดที่ตนเองรับผิดชอบ เพื่อช่วยเหลือแก้ไขปัญหาให้จังหวัดเหล่านั้น หากเป็นปัญหาเชิงนโยบายหรือต้องการขอรับการสนับสนุนจากผู้กำหนดนโยบายหรือรัฐบาล ก็ขอให้แจ้งมาที่ผมได้ทันทีและตลอดเวลา” นายกฤษฎา กล่าว

รายงานพิเศษ : ศูนย์ถ่ายทอดฯสหกรณ์ที่5ขับเคลื่อนการบริหารจัดการสหกรณ์ สู่ความเข้มแข็งผ่านกระบวนการให้ความรู้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/317570

รายงานพิเศษ : ศูนย์ถ่ายทอดฯสหกรณ์ที่5ขับเคลื่อนการบริหารจัดการสหกรณ์  สู่ความเข้มแข็งผ่านกระบวนการให้ความรู้

รายงานพิเศษ : ศูนย์ถ่ายทอดฯสหกรณ์ที่5ขับเคลื่อนการบริหารจัดการสหกรณ์ สู่ความเข้มแข็งผ่านกระบวนการให้ความรู้

วันพุธ ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

จากเป้าหมายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกรมส่งเสริมสหกรณ์ ที่ต้องการยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกร ด้วยการสร้างแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทย ภายใต้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง โดยนำนวัตกรรมเทคโนโลยีและองค์ความรู้เข้ามาช่วยขับเคลื่อน เพื่อให้สามารถลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และนำไปสู่เป้าหมายปลายทางคือ คุณภาพชีวิตของเกษตรกรดีขึ้น มีรายได้เพิ่มขึ้น หนี้สินลดลง และมีความภาคภูมิใจในอาชีพเกษตรกร สร้างรายได้หลักให้กับประเทศต่อไป

นายกัณวีย์ บุญญพันธุ์ ผู้อำนวยการศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ที่ 5 จ.นครราชสีมา เปิดเผยว่า ศูนย์ถ่ายทอดฯ สหกรณ์ที่ 5 การขับเคลื่อนการบริหารจัดการสหกรณ์ โดยส่งเสริมให้ระบบสหกรณ์เป็นองค์กรรูปแบบเศรษฐกิจที่เกิดจากการรวมตัวของประชาชนเพื่อช่วยเหลือซึ่งกันและกันด้านอาชีพตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ จนถึงปลายน้ำ และมีความสอดคล้องกับหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เป็นสิ่งจำเป็นและสำคัญอย่างยิ่ง เพราะหากสหกรณ์เข้มแข็งแล้ว จะสามารถสร้างความมั่นคงทางอาชีพให้สมาชิกได้ ดังนั้น การที่สหกรณ์จะสามารถสนองตอบต่อความต้องการที่แท้จริงของสมาชิกได้ จะต้องมีส่วนร่วมระหว่างสมาชิก กรรมการ ฝ่ายจัดการสหกรณ์ ผู้ตรวจสอบกิจการ ในการร่วมกันคิด ตัดสินใจ รับผลประโยชน์ และประเมินผลร่วมกัน ตามหลักการบริหารจัดการกิจการที่ดี โดยเฉพาะสมาชิกสหกรณ์จะต้องมีจิตสำนึกในความเป็นเจ้าของสหกรณ์ เป็นผู้บริหารและเป็นผู้ใช้บริการ ซึ่งถือเป็นเอกลักษณ์ของระบบสหกรณ์ที่แตกต่างจากธุรกิจอื่น ที่ทุกคนทุกฝ่ายต้องร่วมกันทำหน้าที่ของตนเองด้วยความเสียสละ ช่วยเหลือซึ่งกันและกันจึงจะผลักดันให้สหกรณ์เข้มแข็งได้ แต่หากขาดการมีส่วนร่วมดูแลกำกับในกิจการของสหกรณ์ก็จะไม่สามารถดำเนินกิจการสู่เป้าหมายได้

สำหรับในปี 2561 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้กำหนดให้เป็นปีแห่งการพัฒนาคน และยกระดับการบริหารจัดการ (The year of developing human resources and enhancingmanagement capability) กรมส่งเสริมสหกรณ์จึงได้กำหนดแนวทางการดำเนินงาน ใน 4 แนวทาง คือ 1.สร้างความเข้มแข็งของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร 2.ส่งเสริมสหกรณ์/กลุ่มเกษตรกรให้มีบทบาทขับเคลื่อนนโยบายรัฐ 3.ยกระดับคุณภาพและมาตรฐานสินค้า/สร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าเกษตร และ 4.พัฒนาคน ซึ่งการพัฒนาศักยภาพการบริหารจัดการสหกรณ์สู่ความเข้มแข็ง โดยการพัฒนาบุคลากรทุกฝ่ายในสหกรณ์ให้รู้บทบาทหน้าที่ และทำหน้าที่ของตนเอง รวมถึงร่วมกันกำกับดูแลกิจการสหกรณ์เพื่อสร้างความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืนให้แก่สมาชิก ซึ่งจะส่งผลให้สหกรณ์มีความเข้มแข็งและสมาชิกมีความอยู่ดี กินดี ต่อไป

ทั้งนี้ กรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้มอบหมายให้ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ที่ 5 ดำเนินโครงการพัฒนาศักยภาพการบริหารจัดการสหกรณ์สู่ความเข้มแข็ง มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาการบริหารจัดการสหกรณ์ให้เข้มแข็ง โดยพัฒนาศักยภาพคณะกรรมการสหกรณ์ ผู้นำกลุ่มในการบริหารจัดการและขับเคลื่อนแผนงานให้สนองความต้องการอันจำเป็นของสมาชิกได้ และให้สมาชิกเข้าใจสิทธิ หน้าที่ แนวทางดำเนินงานรูปแบบสหกรณ์และการมีส่วนร่วมในการกำกับ ดูแลกิจการสหกรณ์ โดยได้จัดประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อร่วมกันหาแนวทาง ทิศทางการดำเนินงานของสหกรณ์อย่างมีส่วนร่วมทั้งระดับคณะกรรมการสหกรณ์ ประธานกลุ่มเลขานุการกลุ่มและสมาชิกสหกรณ์ โดยได้จัดโครงการแล้วในจังหวัดนครราชสีมา บุรีรัมย์ และศรีสะเกษ ซึ่งในแต่ละจังหวัดได้มีการประชุมเชิงปฏิบัติการและให้ความรู้ในด้านการวางแผนการบริหารจัดการและได้มีการระดมความคิดร่วมกันในการวางแผนในการพัฒนาสหกรณ์ของตนเองในแต่ละบริบทของสหกรณ์

“ผลจากการดำเนินโครงการ สหกรณ์ที่เข้าร่วมโครงการได้มีการกำหนดแผนงานของตนเอง อาทิ การสร้างความเข้มแข็งทางการเงิน โดยโครงการระดมทุน กระตุ้นเงินฝาก การลดค่าใช้จ่าย และเพิ่มปริมาณผลผลิต โดยโครงการการรณรงค์ไถกลบตอซัง ลดการใช้ปุ๋ยเคมี การผลิตปุ๋ยอินทรีย์ใช้เอง เป็นต้น ทั้งนี้ เมื่อมีดำเนินการไประยะหนึ่งประมาณ 3 เดือน หรือ 6 เดือน ศูนย์ฯ ร่วมกับสำนักงานสหกรณ์จังหวัด จะติดตามผลการดำเนินการโครงการตามแผนที่แต่ละสหกรณ์ได้วางไว้ เพื่อให้ทราบผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับสมาชิก ปัญหาอุปสรรคที่เกิดขึ้น เพื่อหาแนวทางในการปรับปรุงแก้ไข และส่งเสริมให้เกิดประโยชน์กับสมาชิกของสหกรณ์อย่างแท้จริง และมีความมั่นคงและยั่งยืนต่อไป”นายกัณวีย์ กล่าว

มูลนิธิชีววิถีย้ำต้องแบน’พาราควอด’เท่านั้น เผยผิดหวังคสช.ไม่กล้าหักนายทุน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/317627

มูลนิธิชีววิถีย้ำต้องแบน'พาราควอด'เท่านั้น เผยผิดหวังคสช.ไม่กล้าหักนายทุน

มูลนิธิชีววิถีย้ำต้องแบน’พาราควอด’เท่านั้น เผยผิดหวังคสช.ไม่กล้าหักนายทุน

วันอังคาร ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2561, 22.15 น.

30 ม.ค.61 นายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี (Biothai) กล่าวถึงกรณีที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติไม่ยกเลิกการนำเข้าสารกำจัดศัตรูพืช “พาราควอต” (Paraquat) แต่กลับโดยให้กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงพาณิชย์ไปศึกษาใหม่ ว่าเป็นมติที่ไม่มีประโยชน์อะไรเลย เพราะเป็นเพียงการกลับไปยังจุดเดิมที่มีการพูดคุยกันมานานกว่า 1 ปีแล้ว

นายวิฑูรย์ กล่าวต่อไปว่า ขณะที่ผลการศึกษาของกระทรวงสาธารณสุขก็ชัดเจนถึงผลกระทบทั้งด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อม โดยมีรายงานผู้ป่วยที่ได้รับพิษจากการใช้สารพาราควอต หรือเกิดการอุบัติเหตุจนต้องสัมผัสสารชนิดนี้ ทางการแพทย์พบว่าผู้ป่วยจากสาเหตุนี้มีอัตราการเสียชีวิตสูงถึงร้อยละ 20 ซึ่งถือว่าอันตรายมาก ปัจจุบันมี 53 ประเทศที่ห้ามใช้ในประเทศแล้ว โดยล่าสุดคือบราซิล ซึ่งเคยประกาศให้ใช้ได้เฉพาะเครื่องจักรฉีดพ่นเท่านั้น ปัจจุบันก็ประกาศห้ามนำเข้าและห้ามใช้แล้ว รวมไปถึงประเทศยักษ์ใหญ่อย่างจีนก็ห้ามด้วยเช่นกัน

“มติ ครม. ที่อกมาเป็นการยืดเวลาชัดเจน เอื้อประโยชน์ให้กับเอกชน เพราะท้ายที่สุดก็โยนให้ ข้าราชการ3 กระทรวงไปตกลงกันเอง แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลไม่กล้าหาญเพียงพอในการปกป้องชีวิตเกษตรกร และสิ่งแวดล้อม อีกทั้งบอกว่าเป็นรัฐบาล 4.0  แต่งให้ประเด็นที่สหประชาชาติ เรียกร้องให้หยุดละเมิดกลับไม่ได้รับความสนใจ” ผอ.มูลนิธิชีววิถี กล่าว

นายวิฑูรย์  ยังย้ำอีกว่า ประเด็นเรื่องของการใช้พาราควอตในเชิงสุขภาพได้ข้อยุติมานานแล้ว โดยกระทรวงสาธารณสุข เห็นว่าสารชนิดนี้มีผลกระทบต่อสุขภาพ  ขณะที่กระทรวงเกษตรเองก็มีข้อเสนอทางออก แต่กลับโยนกลับไปให้ถกเถียงกันใหม่ จึงเป็นเรื่องที่น่าผิดหวังว่ารัฐบาลชุดนี้ไม่ได้มีความกล้าหาญเพียงพอพึ่งไม่ได้ จึงขอเรียกร้องประชาชนให้ออกมากดดันหน่วยงานและภาคเอกชนที่จัดจำหน่ายสารเคมีชนิดนี้เพื่อบอกว่า เราไม่ต้องการสารพาราควอต ที่ทำลายสุขภาพและสิ่งแวดล้อม

ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ชี้แจงถึงมติ ครม. ดังกล่าวว่า กล่าวว่า การให้ยกเลิกการนำเข้าสารพาราควอต  ได้สั่งให้กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปรึกษาหารือกันเพราะต้องฟังเสียงจากทุกฝ่าย ทั้งนี้ฝ่ายเกษตรกรเองยังมีปัญหาเรื่องของทางออกในการใช้สารวัชพืชต้องหาสารอื่นทดแทน แต่เรายังไม่สามารถหาสารอื่นทดแทนได้ ขณะเดียวกันต้องหาแนวทางป้องกันสารพาราควอตในการใช้ให้เกิดความปลอดภัยได้อย่างไร

“ผมห่วงพี่น้องเกษตรกร และผู้บริโภค ก็อยู่ที่ว่าจะใช้สารนี้ได้อย่างไร หากมีความจำเป็นต้องใช้ ซึ่งผมจะหาทางลดการใช้สารเคมีเหล่านี้ได้อย่างไร  ถ้าไม่นำเข้าจะใช้วิธีไหนได้บ้าง” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

อนึ่ง..ก่อนหน้านี้เมื่อ 21 ธ.ค. 2560 สมาคมวิทยาการวัชพืชแห่งประเทศไทย เคยจัดเสวนาเรื่อง “สารเคมีกำจัดศัตรูพืช…อุปสรรคหรือตัวช่วยไทยแลนด์ 4.0?” ซึ่งนางจรรยา มณีโชติ นายกสมาคมวิทยาการวัชพืชแห่งประเทศไทย กล่าวในเวทีเสวนานี้ว่า ปัญหาของสารเคมีเกษตรในไทยมิได้มาจากตัวสารเคมีโดยตรง แต่เป็นเพราะผู้เกี่ยวข้องทั้งเกษตรกรและร้านค้าจำหน่ายเคมีภัณฑ์เกษตรขาดความรู้หรือความตระหนัก จึงเสนอแนะว่าให้ทำอย่างในสหรัฐอเมริกา ที่สารเคมีบางชนิด เช่น พาราควอด ทั้งผู้ขายและผู้ซื้อต้องผ่านการอบรมและมีใบอนุญาต

ข่าวที่เกี่ยวข้อง : นักวิชาการชี้ปัญหาสารเคมีเกษตรในไทยเหตุคือใช้ไม่เป็น แนะคุมบางชนิดก่อนซื้อต้องมีใบอนุญาต