เร่งช่วยเหลือชาวนาเกลือทะเล หนุนพัฒนายกระบบสหกรณ์-ส่งเสริมแปรรูปผลิตสารฝนหลวง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/324964

เร่งช่วยเหลือชาวนาเกลือทะเล หนุนพัฒนายกระบบสหกรณ์-ส่งเสริมแปรรูปผลิตสารฝนหลวง

เร่งช่วยเหลือชาวนาเกลือทะเล หนุนพัฒนายกระบบสหกรณ์-ส่งเสริมแปรรูปผลิตสารฝนหลวง

วันพุธ ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดว่า ได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสหกรณ์การเกษตรเกลือทะเลไทย เพชรบุรี จำกัด ต.บ้านแหลม อ.บ้านแหลม จ.เพชรบุรี ซึ่งมีสมาชิก 261 คน พื้นที่ทำนาเกลือ 16,286 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 45.24 ของพื้นที่นาเกลือ จ.เพชรบุรี มีจุดเด่น คือ ขบวนการผลิตเกลือทะเลสหกรณ์จากการรวบรวมผลผลิตเกลือทะเลของสมาชิกผ่านชุมชนสหกรณ์ และนำมาแปรรูปเกลือทะเล

ในด้านผลผลิต สหกรณ์ได้กำหนดแผนรวบรวมผลผลิตจากสมาชิก โดยการทำ MOU กับสมาชิกสหกรณ์ฯ รวบรวมเกลือผ่านชุมนุมสหกรณ์เกลือทะเลไทย จำกัด ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ – ธันวาคม 2561 ดังนี้ 1.เกลือขาว จำนวน 2,423 ตัน 2.เกลือกลาง จำนวน 62,579 ตัน 3.เกลือดำ จำนวน 3,432 ตัน รวมทั้งสิ้น 68,434 ตัน ปัจจุบันสหกรณ์รวบรวมเกลือจากสมาชิก จำนวน 614,310 กิโลกรัม และส่งผ่านชุมนุมฯ ไปแล้ว 469,950 กิโลกรัม

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้ดำเนินการช่วยเหลือสมาชิกของสถาบันเกษตรกรที่ทำนาเกลือ ของ จังหวัดสมุทรสาคร สมุทรสงคราม และเพชรบุรี โดยจัดทำโครงการสร้างระบบการผลิตและการตลาดเกลือ ทะเลของสถาบันเกษตรกรด้วยวิธีการยกระดับราคาให้ยั่งยืน ด้วยการกำหนดให้สหกรณ์หรือกลุ่มเกษตรกร เป็นกลไกแก้ไขปัญหาร่วมกันในการผลิตเกลือคุณภาพมาตรฐาน และรักษาระดับราคาเกลือในช่วงฤดูแล้งของทุกปี ที่มีเกลือทะเลมากที่สุดประมาณ 3 – 4 เท่า ของช่วงปกติ โดยใช้เงินกองทุนสงเคราะห์เกษตรกร วงเงิน 52.5 ล้านบาท เป็นเงินปลอดดอกเบี้ย กำหนดชำระคืนภายใน 5 ปี ระยะเวลาเริ่มโครงการ ตั้งแต่ปีการผลิต พ.ศ. 2559 ถึงปีพ.ศ.2563

อย่างไรก็ตาม ภายหลังที่ได้หารือร่วมกับสมาชิกสหกรณ์ พบว่ายังมีปัญหาในการดำเนินงานหลายด้าน อาทิ 1.เรื่องต้นทุนการผลิตเกลือที่สูง ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องร่วมกันศึกษาหาแนวทางในการลดต้นทุนการผลิตเกลือให้ต่ำลง 2.ส่งเสริมคุณภาพเกลือ โดยภาครัฐต้องเร่งรัดให้มีการจัดทำมาตรฐานของสินค้าเกลือทะเล จำแนกเกลือให้มีหลายระดับ เพื่อยกระดับให้เป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญ สามารถสร้างตลาดทั้งภายในและภายนอกประเทศได้อย่างถาวร และเป็นที่รู้จักและต้องการของตลาดโลก ซึ่งต้องมีการระดมความร่วมมือในเรื่องดังกล่าวอย่างจริงจัง ผลักดันเกลือไทยเป็นที่รู้จักในสังคมโลก เพื่อสนับสนุนให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและมีอาชีพที่มั่นคง 3.การแปรรูปผลผลิตเกลือให้สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในด้านอื่นๆ เช่น สนับสนุนการนำเกลือทะเลมาใช้ในการผลิตสารฝนหลวง เพื่อช่วยให้เกษตรกรได้มีช่องทางการตลาดเพิ่มขึ้น โดยยังคงคุณภาพและคุณสมบัติของเกลือทะเลที่ทำการผลิตสารฝนหลวงให้ได้มาตรฐาน พร้อมทั้งให้สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) ทำการศึกษาวิจัยการพัฒนาเกลือทะเล เพื่อนำไปใช้ประโยชน์อื่นๆ อย่างกว้างขวาง และ 4.ส่งเสริมยกระดับระบบสหกรณ์นาเกลือให้เกิดความเข้มแข็ง มีการบริหารจัดการที่ดี ซึ่งจะต้องหาแนวทางส่งเสริมและพัฒนาต่อไป

“พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงวางรากฐานรักษาอาชีพทำนาเกลือไว้ให้คนไทย ทรงพระราชทานพื้นที่ที่สำคัญในการทำนาเกลือจนเกิดประโยชน์ต่อคนไทยมาช้านาน ไม่ใช่เฉพาะทำให้คนไทยไม่เป็นโรคคอหอยพอกเท่านั้น แต่ยังนำเกลือไปใช้ประโยชน์ในด้านอื่นๆ ได้อีก ดังนั้นเราจะรักษาอาชีพทำนาเกลือไว้อย่างไร เป็นเรื่องที่ต้องช่วยกันทุกฝ่าย เชื่อว่าความร่วมมือและความรู้จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะสามารถสืบสานพระราชปณิธานของรัชกาลที่ 5 ให้คงอยู่กับคนไทยได้นานเท่านาน” นายวิวัฒน์ กล่าว

กรมชลฯผันน้ำ’เขื่อนเพชร’ช่วยผลิตประปาหัวหิน แก้ขาดแคลนระยะ20ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/324979

กรมชลฯผันน้ำ'เขื่อนเพชร'ช่วยผลิตประปาหัวหิน แก้ขาดแคลนระยะ20ปี

กรมชลฯผันน้ำ’เขื่อนเพชร’ช่วยผลิตประปาหัวหิน แก้ขาดแคลนระยะ20ปี

วันอังคาร ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2561, 17.51 น.

6 มี.ค.61 นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ปริมาณน้ำต้นทุนเขื่อนปราณบุรี มีน้ำน้อย และเป็นแหล่งน้ำดิบหลักในการผลิตน้ำประปาของเทศบาลเมืองหัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ จากฝนทิ้งช่วง ทำให้โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาปราณบุรี ต้องสำรองน้ำในอ่างเก็บน้ำปราณบุรี สำหรับส่งให้เทศบาลเมืองหัวหิน และการประปาตำบลอื่นๆ เพื่อใช้ในการผลิตน้ำประปาถึง 120 ล้าน ลบ.ม.ต่อปี ส่งผลกระทบต่อผู้ใช้น้ำภาคการเกษตร รวมทั้งเทศบาลเมืองหัวหินเอง ก็มีความเสี่ยงที่จะขาดแคลนน้ำดิบสำหรับผลิตน้ำประปาได้ในอนาคต

ทั้งนี้ ได้แก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำดิบผลิตประปา อ.หัวหิน ด้วยการส่งน้ำดิบจากเขื่อนเพชร มายังพื้นที่ อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี และ อ.หัวหิน เพื่อเสริมความมั่นคงของน้ำดิบ และเป็นการวางแผนการใช้น้ำของเมืองหัวหินให้รองรับการขยายตัวของเมือง และการท่องเที่ยว ในระยะเวลา 20 ปีข้างหน้าอีกด้วย และปัจจุบันมีการใช้น้ำสูงขึ้นจากการขยายพื้นที่เมือง แหล่งท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น โดยโครงการผันน้ำเขื่อนเพชร – หัวหิน ใช้สถานีสูบน้ำไฟฟ้า 4 เครื่อง อัตราการสูบ 64,000 ลบ.ม./วัน ด้วยท่อขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1 เมตร ความยาว 41.7 กม.ได้สร้างสถานีสูบน้ำปี 60 และอยู่ระหว่างดำเนินการระบบท่อส่งน้ำดิบจนแล้วเสร็จต่อไป

สถาปนา’43 ปี ส.ป.ก.ส.ป.ก.’ สานต่อศาสตร์พระราชาสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/324837

สถาปนา'43 ปี ส.ป.ก.ส.ป.ก.' สานต่อศาสตร์พระราชาสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน

สถาปนา’43 ปี ส.ป.ก.ส.ป.ก.’ สานต่อศาสตร์พระราชาสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน

วันอังคาร ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2561, 10.21 น.

6 มี.ค.61 เมื่อเวลา 8.00 น. สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) จัดงานเนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสถาปนา  ส.ป.ก. ครบรอบ 43 ปี ในวันที่ 6มีนาคม 2561 ณ ส.ป.ก. ถนนราชดำเนินนอก กรุงเทพมหานคร ภายใต้แนวคิด “43 ปี ส.ป.ก. สานต่อศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน” ซึ่งภายในงานมีการจัดนิทรรศการโดยน้อมนำพระบรมราโชบายของพระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 มาปรับใช้ ในพื้นที่การปฏิรูปที่ดิน เพื่อแก้ปัญหาในแต่ละภูมินิเวศ ผสมผสาน วัฒนธรรม และเอกลักษณ์ของแต่ละภูมิภาค ทำให้เกษตรกรมีชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น อีกทั้งคาราวานร้านค้าจำหน่ายผลผลิตและผลิตภัณฑ์ของฝากของที่ระลึก แต่ละจังหวัดกว่า 80 บูธ โดยจัดขึ้นระหว่างวันที่ 5-7 มีนาคม2561

ทั้งนี้ พลเอก ธนะศักดิ์ เก่งถนอมม้า ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ได้จัดตั้งขึ้นตั้งแต่วันที่ 6 มีนาคม 2518 ตลอดระยะเวลา 43 ปี แห่งการปฏิรูปที่ดิน ส.ป.ก. เป็นหน่วยงานหลักในการจัดที่ดินทำกินให้แก่เกษตรกร ได้ดำเนินการมอบหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก.4-01) ให้เกษตรกร จำนวน 2.8 ล้านราย เนื้อที่ประมาณ 35 ล้านไร่

-จัดเป็นที่ดินทำกิน ใน 67 จังหวัด มีเกษตรกรได้รับจัดที่ดิน 2,198,721 ราย เนื้อที่ 34,990,480 ไร่

-จัดเป็นที่ดินชุมชน หรือที่อยู่อาศัย ใน 62 จังหวัด มีเกษตรกรได้รับจัดที่ดิน 587,846 ราย เนื้อที่ 368,859 ไร่

-จัดที่ดินเอกชน ใน 53 จังหวัด มีเกษตรกรได้รับจัดที่ดิน 29,175 ราย เนื้อที่ 469,030 ไร่

-ใช้พื้นที่ปลูกไม้เศรษฐกิจและพื้นฟูสภาพแวดล้อมนับจากปี พ.ศ. 2545 – 2560 เนื้อที่รวม 107,067 ไร่

นอกจากนี้ ส.ป.ก. ยังมีกิจกรรมที่ดำเนินการส่งเสริมอาชีพให้เกษตรกร 40,684 ราย พัฒนาเกษตรกรปราดเปรื่องฯ (Smart Farmer) 22,268 ราย พัฒนาผู้แทนเกษตรกร 39,801 ราย มีศูนย์เรียนรู้ฯ 7,118 แห่ง (ขยายผลให้ความรู้กับเกษตรกร 760,541 ราย) สร้างและพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ 49,548 ราย พัฒนาความรู้ผ่านกระบวนการวิสาหกิจชุมชน 142,502 ราย อบรมเกษตรกรภายใต้แนวทางพระราชดำริ 29,942 ราย มีนิคมเศรษฐกิจพอเพียง 156 แห่ง นิคมการเกษตร 58 แห่ง บริการให้สินเชื่อเงินกองทุนฯ ให้แก่เกษตรกรไปแล้วเป็นจำนวนเงิน 11,132.926 ล้านบาท และการแก้ไขปัญหาการครอบครองที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมโดยมิชอบด้วยกฎหมาย โดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 44 แห่งรัฐธรรมนูญฯ ตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 36/2559 ลงวันที่ 5 กรกฎาคม 2559 ซึ่งเป็นนโยบายการจัดที่ดินให้เกษตรกรที่ไร้ที่ดินทำกินของรัฐบาล

ขณะที่นายสุรจิตต์ อินทรชิต เลขาธิการ ส.ป.ก. เปิดเผยว่า “ในปี 2561 เป้าหมายหลักในการดำเนินงานของ ส.ป.ก. ยังคงเน้นการจัดที่ดินให้เกษตรกรผู้ยากไร้ให้ได้มีที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง โดยมุ่งเน้นการจัดที่ดินเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อเกษตรกร พัฒนาอาชีพเกษตรกรรม จัดให้มีโครงสร้างพื้นฐานและปัจจัยการผลิตเพื่อชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ซึ่งภาครัฐพร้อมที่จะสนับสนุนในทุกด้านตามความเหมาะสมและจำเป็นในแต่ละพื้นที่ ตลอดระยะเวลา 43 ปี ส.ป.ก. ยึดมั่นในศาสตร์พระราชา โดยได้นำหลักพระบรมราโชบายของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 มาใช้ในการดำเนินงาน คือ การจัดที่ดินทำกินให้เกษตรกรผู้ไร้ที่ดินทำกิน และต้องทำความเข้าใจกับเกษตรกรในเรื่องการใช้ประโยชน์ในพื้นที่ปฏิรูปที่ดินที่ได้รับอย่างเต็มที่ มีการช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกัน โดยได้น้อมนำแนวทางพระราชดำริเรื่องของเศรษฐกิจพอเพียงหรือแม้แต่การทำเกษตรทฤษฎีใหม่ มาประยุกต์ใช้ในพื้นที่ปฏิรูปที่ดิน เพื่อให้เกษตรกรมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น สามารถพึ่งพาตนเองได้ อย่างมั่นคงและยั่งยืน”

อย่างไรก็ตาม ในวันคล้ายวันสถาปนาครบรอบ 43 ปี ของ ส.ป.ก. ซึ่งได้จัดขึ้นเป็นประจำของทุกปี ในปีนี้นอกจากการทำบุญเลี้ยงพระตามประเพณีแล้ว ภายในงานยังมีกิจกรรมต่างๆ อาทิ การจัดนิทรรศการด้านการเกษตร ตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมิทร มหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ประยุกต์การทำเกษตรทฤษฎีใหม่สู่ภูมิปัญญาท้องถิ่น โคก หนอง นา โมเดล เป็นการจัดการพื้นที่ ซึ่งเหมาะกับพื้นที่การเกษตรที่มีอยู่อย่างจำกัดให้ได้ประโยชน์สูงสุด ผสมผสานเกษตรทฤษฎีใหม่เข้ากับภูมิปัญญาพื้นบ้านเพื่อเป้าหมายการพึ่งตนเอง การแสดงผลงานการวิจัยในเขตปฏิรูปที่ดิน การมอบรางวัลแด่ข้าราชการดีเด่น ประจำปี พ.ศ.2560 ซึ่งจะต้องเข้ารับรางวัลครุฑทองคำ ในวันข้าราชการพลเรือน วันที่ 1 เมษายน 2561 ณ ทำเนียบรับบาล, Talent of the year, รางวัลชนะเลิศการเขียนบทความทางวิชาการ และรางวัลชนะเลิศการประกวดออกแบบตราสัญลักษณ์ 43 ปี ส.ป.ก. เพื่อเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้แก่ ข้าราชการ ลูกจ้างพนักงาน และเจ้าหน้าที่ ส.ป.ก. และที่พลาดไม่ได้การออกร้านค้าจำหน่ายสินค้าของ กลุ่มวิสาหกิจชุมชน และเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดิน 72 จังหวัด โดยแบ่งเป็น 7 กลุ่มสินค้า อาทิเช่น กลุ่มอาหารสด กลุ่มข้าวสารอาหารแห้ง กลุ่มเครื่องดื่ม กลุ่มผ้าและของฝาก กลุ่มสมุนไพร และกลุ่มผักสด

7หน่วยงานเสริมความเข้มแข็งสหกรณ์ สนับสนุนจัดทำงบการเงินเอง/ตัดปัญหาขาดเงินจ้างนักบัญชี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/324762

7หน่วยงานเสริมความเข้มแข็งสหกรณ์  สนับสนุนจัดทำงบการเงินเอง/ตัดปัญหาขาดเงินจ้างนักบัญชี

7หน่วยงานเสริมความเข้มแข็งสหกรณ์ สนับสนุนจัดทำงบการเงินเอง/ตัดปัญหาขาดเงินจ้างนักบัญชี

วันอังคาร ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เปิดเผยว่า โครงการสร้างความเข้มแข็งให้สหกรณ์จัดทำบัญชีและงบการเงินได้ เป็นการบูรณาการความร่วมมือของ 7 หน่วยงาน ประกอบด้วย กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กรมส่งเสริมสหกรณ์ ชุมนุมสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนแห่งประเทศไทย จำกัด ชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์แห่งประเทศไทย จำกัด ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด ชุมนุมสหกรณ์บริการเดินรถแห่งประเทศไทย จำกัด และสถาบันพัฒนา องค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) เพื่อร่วมมือกันในการพัฒนาบุคลากรด้านบัญชีของสหกรณ์และเสริมสร้างความเข้มแข็งของสหกรณ์ให้จัดทำบัญชีและงบการเงินได้ เนื่องจากปัจจุบันมีสหกรณ์ขนาดเล็กที่ไม่ได้จัดจ้างผู้ทำบัญชีหรือมอบหมายให้มีผู้ทำบัญชี หรือมอบหมายกรรมการจัดทำบัญชี แต่ยังไม่มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการจัดทำบัญชี ทำให้มีสหกรณ์จัดทำบัญชีและงบการเงินไม่ได้เป็นจำนวนมาก ส่งผลให้สหกรณ์ไม่สามารถนำข้อมูลบัญชีไปใช้ในการบริหารจัดการสหกรณ์และไม่สามารถส่งงบการเงินให้ตรวจสอบบัญชีได้

ดังนั้น ทั้ง 7 หน่วยงาน จึงได้ประสานความร่วมมือให้บุคลากรของแต่ละหน่วยงานมาร่วมกันสร้างความเข้มแข็งให้สหกรณ์ได้จัดทำบัญชีและงบการเงินได้ถูกต้องตามมาตรฐานการบัญชีสหกรณ์อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน และนำข้อมูลบัญชีไปใช้ประโยชน์ในการบริหารจัดการสหกรณ์ได้โดยใช้พื้นที่ทำการสหกรณ์เป็นศูนย์กลาง การอบรมพัฒนา และชุมนุมสหกรณ์และสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน เป็นแกนหลักในกระบวนการพัฒนาผู้ทำบัญชีสหกรณ์ ซึ่งกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ร่วมกำหนดหลักสูตรการจัดทำบัญชีและงบการเงินของสหกรณ์ และระบบการควบคุมภายใน ให้การสนับสนุนด้านวิทยากรในการให้ความรู้ด้านการจัดทำบัญชีและงบการเงินแก่สหกรณ์และสมาชิกเครือข่ายผู้ทำบัญชีสหกรณ์ ให้เหมาะสมกับศักยภาพของผู้ทำบัญชีสหกรณ์ ทั้งการจัดทำบัญชีด้วยมือและจัดทำบัญชีด้วยโปรแกรมระบบบัญชี และผลักดันด้านบุคลากรให้สหกรณ์มีผู้ทำบัญชีรวมถึงกำกับดูแลการจัดทำบัญชีและงบการเงินของสหกรณ์ เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายสหกรณ์จัดทำบัญชีและงบการเงินได้ โดยมีสำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์ ทำหน้าที่ติดตามและรายงานความก้าวหน้าการดำเนินงานต่อไป

“กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ได้สนับสนุนและสอนแนะการจัดทำบัญชีแก่สหกรณ์ เพื่อให้สหกรณ์สามารถจัดทำบัญชี ปิดบัญชีได้อย่างรวดเร็วและใช้ประโยชน์จากข้อมูลทางบัญชีในการวิเคราะห์และวางแผนการดำเนินงานได้ รวมทั้งได้มีการพัฒนาศักยภาพบุคลากรให้สามารถจัดทำบัญชีและงบการเงินของสหกรณ์ได้อย่างถูกต้อง มีประสิทธิภาพ เกิดความโปร่งใส มีคุณภาพ น่าเชื่อถือ เพื่อเป็นการพัฒนาความเข้มแข็งแก่สหกรณ์อย่างยั่งยืน” อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าว

รักษ์เกษตร : เทคนิคในการปลูกผักใบเขียว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/324764

รักษ์เกษตร : เทคนิคในการปลูกผักใบเขียว

รักษ์เกษตร : เทคนิคในการปลูกผักใบเขียว

วันอังคาร ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

คำถาม ผมขอทราบเรื่อง เกร็ดความรู้ในการปลูกผักใบเขียว ด้วยนะครับ

ทรงพล สลวยงาม

อ.เมือง จ.ชัยนาท

คำตอบ

ผักใบเขียวทุกชนิด มีประโยชน์ต่อร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สีเขียวในผักประกอบไปด้วยคลอโรฟิลล์ เบต้าแคโรทีน และวิตามินต่างๆ มีสารช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของโรคมะเร็ง ช่วยบำรุงหัวใจและหลอดเลือด ช่วยบำรุงสมองและความจำ ชะลอความเสื่อมของเซลล์ต่างๆ ควบคุมสมดุลของร่างกาย ยังมีสารอาหารที่สำคัญอีกคือ แคลเซียม ช่วยเสริมสร้างให้กระดูกและฟันให้แข็งแรง มีใยอาหารเป็นส่วนประกอบหลัก ซึ่งช่วยทำให้ขับถ่ายได้สะดวก ช่วยลดคอเลสเตอรอล รวมทั้งลดระดับน้ำตาลในเลือด คุณประโยชน์หลายอย่างที่กล่าวไว้ เราสามารถที่จะปลูกผักกินเองได้ ดังนี้

วิธีการปลูกผักใบเขียว

1.ผักประเภทที่ต้องเพาะกล้าก่อน แล้วจึงย้ายปลูก เป็นพืชผักที่เมล็ดพันธุ์มีขนาดเล็ก ต้องการการดูแลรักษาระยะต้นกล้ามากกว่าพืชผักชนิดอื่น เช่น กะหล่ำดอก กะหล่ำปลี ผักกาดขาวปลี มะเขือเทศ เป็นต้น แปลงเพาะกล้า ควรมีขนาดกว้าง 1 เมตร สูง 10 เซนติเมตร อาจปลูกโดยการหว่านเมล็ดผักให้สม่ำเสมอ อย่าให้แน่นเกินไป หรือโรยเมล็ดตามร่องเล็กๆ บนแปลงเพาะ แต่ละร่องห่างกัน 15-20 เซนติเมตร หลังจากนั้น ให้เกลี่ยดินกลบบางๆ และใช้ฟางข้าวคลุมดิน แล้วรดน้ำ ควรให้น้ำกล้าผักวันละ 2 ครั้ง เมื่อกล้าผักอายุได้ 1-2 สัปดาห์ ให้ถอนต้นกล้าอ่อนแอ หรือที่เป็นโรค และต้นที่อยู่ชิดกันทิ้งไป กล้าที่เหมาะสมจะย้ายปลูก ควรมีใบจริง 3-5 ใบ

2.ผักประเภทที่หว่านเมล็ดลงในแปลงได้เลย ผักประเภทนี้ มีอายุสั้น โตเร็ว มีระยะปลูกถี่ เมล็ดหาง่าย และราคาถูก เช่น ผักชี ผักกาดเขียว กวางตุ้ง คะน้า สามารถปลูกได้ 2 วิธีคือ

-โดยหว่านเมล็ดให้กระจายทั่วแปลง คลุมด้วยฟางบางๆ และรดน้ำเป็นฝอยละเอียดให้ทั่วแปลง เมื่อต้นกล้างอก และมีใบจริงประมาณ 1-2 ใบ ให้เริ่มถอนแยก โดยเลือกต้นกล้าที่แข็งแรงไว้ และจัดระยะปลูกให้พอเหมาะ

-โดยการโรยเป็นแถว วิธีนี้ จะประหยัดเมล็ดพันธุ์ได้มากกว่าวิธีหว่าน โดยโรยเมล็ดให้เป็นแถวในร่อง เมื่อต้นกล้างอก ให้ถอนต้นที่อ่อนแอ และเบียดชิดกันทิ้งไป

3.ผักประเภทที่ใช้ปลูกเป็นหลุม ผักประเภทนี้ เป็นพวกที่มีเมล็ด เช่น ถั่วฝักยาว ถั่วลันเตา แตงกวา ฟักทอง มะระ ผักกาดหัว เป็นต้น โดยหยอดเมล็ดตามหลุมปลูกที่เตรียมไว้ หลุมละ 2-3 เมล็ด ลึกประมาณ 2.5 เซนติเมตร กลบด้วยดินบางๆ เมื่อต้นกล้ามีใบจริงประมาณ 2 ใบ ให้ถอนต้นที่อ่อนแอทิ้ง เหลือไว้หลุมละ 1 ต้น

การดูแลรักษา

1.หลังจากปลูกผักแล้ว ให้ใช้ฟางข้าว อัตรา 1 ตันต่อไร่ คลุมดินระหว่างแถวของผักที่ปลูก เพื่อรักษาความชื้น ควบคุมวัชพืช และเมื่อฟางข้าวสลายตัว จะช่วยเพิ่มอินทรียวัตถุให้แก่ดินอีกด้วย

2.การให้ปุ๋ย ใช้น้ำหมักชีวภาพฉีดพ่น อัตรา 2 ลิตรต่อไร่ เจือจาง 1:1,000 ทางใบ และลำต้น หรือรดลงดิน ควรทำในตอนเช้า หรือหลังจากฝนตก และให้อย่างสม่ำเสมอทุก 7 วัน จนกระทั่งเก็บเกี่ยวผลผลิต จะช่วยเร่งการเจริญเติบโตของรากพืช เพิ่มการขยายตัวของใบ การยืดตัวของลำต้น และส่งเสริมการออกดอก และติดผลได้ดีขึ้น

เมื่อผักเริ่มติดดอกออกผล ให้ฉีดพ่นน้ำหมักชีวภาพรอบๆ ต้น แล้วพรวนดิน รดน้ำ และกำจัดวัชพืช อย่างสม่ำเสมอ การให้น้ำ ควรรดน้ำในช่วงเวลาเช้าและเย็น ไม่ควรรดตอนแดดจัด อย่าปล่อยให้น้ำขังแปลงเป็นอันขาด เพราะจะทำให้ผักเน่า ข้อสำคัญสำหรับน้ำหมักชีวภาพที่จะนำไปใช้ ต้องทำการเจือจางตามชนิดของพืช ก่อนใช้นะครับ

 

นายรัตวิ

รายงานพิเศษ : เจาะอุโมงค์ส่งน้ำแม่กวง…บูรณาการหน่วยงานน้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/324763

รายงานพิเศษ : เจาะอุโมงค์ส่งน้ำแม่กวง...บูรณาการหน่วยงานน้ำ

รายงานพิเศษ : เจาะอุโมงค์ส่งน้ำแม่กวง…บูรณาการหน่วยงานน้ำ

วันอังคาร ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

รัฐบาลได้ให้ความสำคัญในเรื่องการแก้ปัญหาเกี่ยวกับน้ำของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง และคุณภาพน้ำ เพราะน้ำเป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาประเทศ

แต่ปัจจุบันมีหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องกับเรื่องน้ำกว่า 30 หน่วยงาน ทำงานซ้ำซ้อนขาดประสิทธิภาพ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และนายกรัฐมนตรี จึงมีคำสั่ง ที่ 46/2560 จัดตั้ง สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำของประเทศทั้งระบบมีเอกภาพ ลดความซ้ำซ้อนของหน่วยงาน โดยทำหน้าที่บูรณาการงาน ข้อมูล แผนงาน โครงการ งบประมาณ ตลอดจนการติดตามประเมินผล และควบคุมการปฏิบัติงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่มีอยู่ในปัจจุบัน รวมทั้งขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การบริหารจัดการน้ำของประเทศ ให้เป็นไปตามเป้าหมาย

โครงการเพิ่มปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำเขื่อนแม่กวงอุดมธาร จ.เชียงใหม่ เป็นโครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ที่ใช้งบมากกว่า 15,000 ล้านบาท ที่ถูกนำมาเร่งรัดดำเนินการตามคำสั่งการดังกล่าว เนื่องจากมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายหน่วยงาน โดยมีกรมชลประทานเป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินงาน

พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ผ่านมาการดำเนินโครงการเพิ่มปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำเขื่อนแม่กวงอุดมธารา ค่อนข้างจะล่าช้า จึงได้สั่งการให้ สทนช. เร่งรัดบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในระดับนโยบายและพื้นที่ เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปตามแผนที่วางไว้ และสอดคล้องกับยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ในเรื่องการสร้างความมั่นคงในเรื่องน้ำภาคการผลิต (เกษตรและอุตสาหกรรม) และการจัดการน้ำท่วมและอุทกภัย ซึ่งโครงการนี้จะสามารถสร้างความมั่นคงในเรื่องน้ำ แก้ไขปัญหาขาดแคลนน้ำ น้ำท่วม และคุณภาพน้ำในลุ่มน้ำปิงได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการ สทนช. กล่าวว่า ในปัจจุบันการเติบโตทั้งทางด้านการท่องเที่ยว อุตสาหกรรม และการขยายตัวของชุมชนในพื้นที่อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ และจังหวัดลำพูนเป็นไปอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้มีความต้องการใช้น้ำในปริมาณที่สูงกว่าปริมาณน้ำต้นทุนในอ่างเก็บน้ำเขื่อนแม่กวงอุดมธารา ทำให้เกิดปัญหาการขาดแคลนน้ำเป็นปริมาณปีละ 137 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) และในอนาคตมีแนวโน้มว่าจะขาดแคลนน้ำมากถึงปีละ 173 ล้านลบ.ม.

โครงการเพิ่มปริมาณนํ้าในอ่างเก็บนํ้าเขื่อนแม่กวงอุดมธารา จังหวัดเชียงใหม่ เป็นการพัฒนาลุ่มน้ำปิงตอนบนซึ่งมีลุ่มน้ำสาขาสำคัญๆ 3 ลุ่มน้ำคือ ลุ่มน้ำแม่กวง ลุ่มน้ำแม่งัด และลุ่มน้ำแม่แตง โดยที่ผ่านมาได้มีการสร้างอ่างเก็บน้ำเขื่อนแม่กวงอุดมธาราอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ตั้งแต่ปี พ.ศ.2519 เพื่อประโยชน์ด้านอุปโภค บริโภค และการเกษตร ในเขตพื้นที่ จ.เชียงใหม่และลำพูน แต่มีปัญหาน้ำไม่เพียงพอกับความต้องการ ประกอบน้ำปริมาณน้ำท่าที่ไหลลงอ่างฯโดยเฉลี่ยในแต่ละปีจะมีน้อยกว่าปริมาณความจุ ในขณะที่ปริมาณน้ำท่า ในลุ่มน้ำแม่งัด และแม่แตง ในฤดูฝนจะมีปริมาณน้ำมากเกินความต้องการเกิดภาวะน้ำท่วมเป็นประจำ

ดังนั้นเพื่อให้การบริหารจัดการน้ำในทั้ง 3 ลุ่มน้ำดังกล่าว ซึ่งล้วนเป็นลุ่มน้ำสาขาของลุ่มน้ำปิง เกิดประโยชน์สูงสุด จึงได้ดำเนินโครงการเพิ่มปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำเขื่อนแม่กวงอุดมธาราดังกล่าว โดยเจาะอุโมงค์ส่งน้ำเพื่อส่งน้ำจากลำน้ำแม่แตง ในส่วนที่เกินความต้องการช่วงฤดูฝนระหว่างเดือนกรกฎาคมถึงเดือนพฤศจิกายน ประมาณ 113 ล้านลบ.ม.ต่อปี ไปยังอ่างเก็บน้ำเขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล และผันน้ำส่วนเกินของอ่างเก็บน้ำเขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล ประมาณ 47 ล้านลบ.ม.ต่อปี ผ่านอุโมงค์ส่งน้ำไปยังอ่างเก็บน้ำเขื่อนแม่กวงอุดมธารา รวมปริมาณน้ำที่ผันทั้งสิ้นประมาณ 160 ล้านลบ.ม.ต่อปี

นอกจากนี้ยังจะดำเนินโครงการส่งน้ำจากอ่างเก็บน้ำเขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล กลับไปยังระบบส่งน้ำของโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาแม่แตง เพื่อสนับสนุนให้พื้นที่การเกษตรในลุ่มน้ำแม่แตงในฤดูแล้งประมาณ 25 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปีอีกด้วย ซึ่งจะทำให้ประชาชนที่อยู่ทั้ง 3 ลุ่มน้ำย่อยของลุ่มน้ำปิง ได้รับประโยชน์จากโครงการนี้ ทำให้มีความมั่นคงในเรื่องน้ำตลอดปี ทั้งน้ำเพื่อการเกษตร การอุปโภคบริโภค ลดปัญหาน้ำท่วมโดยเฉพาะในลุ่มน้ำแม่แตง รวมทั้งพื้นที่เศรษฐกิจของจังหวัดเชียงใหม่

อย่างไรก็ตาม การดำเนินงานในช่วงที่ผ่านมาค่อนข้างจะล่าช้ากว่าแผนที่กำหนดไว้ เนื่องจากซึ่งโครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ที่มีการเจาะอุโมงค์ส่งน้ำที่ใหญ่และยาวที่สุดในประเทศไทย ทำให้มีหลายหน่วยงานเข้ามาเกี่ยวข้อง

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า แม้การดำเนินงานขณะนี้จะล่าช้าไปบ้าง กรมชลประทานจะบูรณาการกับ สทนช.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเร่งดำเนินงานโครงการดังกล่าว ให้แล้วเสร็จตามแผนงาน คือ ภายในปี 2564 เพื่อสร้างความมั่นคงในเรื่องน้ำ แก้ไขปัญหาขาดแคลนน้ำ ปัญหาน้ำท่วม และปัญหาคุณภาพน้ำในลุ่มน้ำปิงอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

สำหรับความก้าวหน้าในการก่อสร้างนั้น ซึ่งจะแบ่งการขุดเจาะอุโมงค์ส่งน้ำออกเป็น 2 ช่วง ด้วยกันคือ อุโมงค์ส่งน้ำช่วงแม่งัด-แม่กวง และอาคารประกอบ ระยะทาง 22.975 กิโลเมตร ปัจจุบันสามารถขุดได้ระยะทาง 4,713 เมตร คิดเป็นความก้าวหน้า 26.604% ส่วนช่วงที่ 2 คือ อุโมงค์ส่งน้ำช่วงแม่แตง-แม่งัดและอาคารประกอบ ระยะทาง 25.624 กิโลเมตร ปัจจุบันสามารถขุดได้ระยะทาง 647 เมตร คิดเป็นความก้าวหน้า 9.945 %

ส่วนการขอใช้พื้นที่ในการดำเนินโครงการในส่วนที่เป็นพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ประมาณ 745 ไร่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อนุมัติเรียบร้อยแล้ว จะเหลือ
เฉพาะพื้นที่ในเขตอุทยานแห่งชาติศรีลานนา จำนวนประมาณ 229 ไร่ อยู่ระหว่างการเสนอคณะรัฐมนตรี เห็นชอบในหลักการเพิกถอนพื้นที่อุทยานแห่งชาติ

“เมื่อโครงการเพิ่มปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำเขื่อนแม่กวงอุดมธาราแล้วเสร็จ จะสามารถเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนของอ่างเก็บน้ำเขื่อนแม่กวงอุดมธาราเฉลี่ยปีละประมาณ 160 ล้านลบ.ม. ซึ่งจะใช้ในการเกษตร อุปโภค-บริโภค อุตสาหกรรม และรักษาระบบนิเวศ ช่วยเพิ่มเสถียรภาพการส่งน้ำของพื้นที่ชลประทานโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาเขื่อนแม่กวงอุดมธารา จำนวน 175,000 ไร่ และ เพิ่มพื้นที่เพาะปลูกช่วงฤดูแล้งของโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาแม่แตง จำนวน 14,550 ไร่ ช่วยสนับสนุนน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค การท่องเที่ยว และภาคอุตสาหกรรม ในเขตพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่และลำพูน จากปีละ 13.31 ล้านลบ.ม. เป็น 49.99 ล้านลบ.ม.” อธิบดีกรมชลประทานกล่าว

นอกจากนี้ โครงการดังกล่าวยังจะเพิ่มขีดความสามารถและประสิทธิภาพในการจัดการน้ำในลุ่มน้ำปิงตอนบน โดยกรมชลประทานจะนำระบบโทรมาตรและระบบเตือนภัยน้ำท่วมมาใช้ในการบริหารจัดการน้ำและเตือนภัยจากน้ำหลากที่เกิดขึ้นล่วงหน้าอีกด้วย

สทนช.จะเป็นหน่วยงานหลักร่วมบูรณาการกับกรมชลประทานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สร้างอุโมงค์ส่งน้ำที่ใหญ่จะยาวที่สุดในประเทศไทยครั้งนี้ สำเร็จได้ตามเป้าหมายหรือไม่ ปี 2564 รู้กัน….

‘สหกรณ์-กรุงไทย’ทำบัตรรูดปื๊ด ลดเงินสด-ต่อยอดเชื่อมโยงธุรกิจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/324761

‘สหกรณ์-กรุงไทย’ทำบัตรรูดปื๊ด  ลดเงินสด-ต่อยอดเชื่อมโยงธุรกิจ

‘สหกรณ์-กรุงไทย’ทำบัตรรูดปื๊ด ลดเงินสด-ต่อยอดเชื่อมโยงธุรกิจ

วันอังคาร ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายธีระ วงศ์เจริญ ที่ปรึกษา รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมสหกรณ์ กับ บมจ.ธนาคารกรุงไทย ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือพัฒนาระบบบริหารจัดการทางการเงิน ให้แก่สหกรณ์ และสมาชิกสหกรณ์ ด้วยการจัดทำบัตรสมาชิกสหกรณ์เป็นบัตรเงินสดมีอายุการใช้งาน 3 ปี

นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า โครงการบัตรสมาชิกสหกรณ์ นอกจาก จะสามารถสร้างระบบการบริหารจัดการด้านการเงินที่มีประสิทธิภาพของสหกรณ์ทั่วประเทศแล้ว ยังช่วยสร้างความมั่นคงในการดำเนินงานให้กับสหกรณ์ โดยนำไปต่อยอดเพื่อเชื่อมโยงธุรกิจระหว่างสหกรณ์ต่อไปได้ เบื้องต้นตั้งเป้าหมายส่งเสริมให้สหกรณ์การเกษตรขนาดใหญ่ระดับอำเภอ 822 แห่งทั่วประเทศเข้าร่วมโครงการ แต่ในระยะแรกจะนำร่องในสหกรณ์ที่มีความพร้อมประมาณ 120 แห่ง

ทั้งนี้ ภายหลังจากที่สหกรณ์สมัครเข้าร่วมโครงการแล้ว ธนาคารกรุงไทยจะติดตั้งเครื่อง Mobile EDC ไว้ที่สหกรณ์ เพื่อใช้ในการเติมเงินเข้าบัตร และสามารถนำไปใช้ได้ทั้งการจ่ายเงินกู้ เงินปันผลเฉลี่ยคืน หรือจ่ายค่าผลผลิตทางการเกษตรที่สหกรณ์รับซื้อจากสมาชิก อีกทั้งสามารถใช้บัตรในการส่งเสริมทำธุรกิจและเชื่อมโยงเครือข่ายระหว่างสหกรณ์ รวมทั้งสามารถใช้บัตรรูดซื้อสินค้าต่างๆ จากร้านค้าสหกรณ์ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการบริหารจัดการเงินสดได้อย่างมีประสิทธิภาพ และให้สมาชิกปลอดภัยจากการถือเงินสดจำนวนมาก แต่เบื้องต้นบัตรดังกล่าวจะทำธุรกรรมได้ระหว่างสมาชิกเท่านั้น ส่วนในอนาคตจะพัฒนาช่องทางเพิ่มขึ้น โดยเพิ่มคุณสมบัตรเป็นบัตร Visa เพื่อสร้างความสะดวกให้สมาชิกสามารถนำบัตรไปซื้อสินค้าจากร้านค้าทั่วไปได้ด้วย

กรมชลฯสนองแนวพระราชดำริ ฟื้นฟูป่าชายเลนแหลมผักเบี้ย200ไร่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/324693

กรมชลฯสนองแนวพระราชดำริ ฟื้นฟูป่าชายเลนแหลมผักเบี้ย200ไร่

กรมชลฯสนองแนวพระราชดำริ ฟื้นฟูป่าชายเลนแหลมผักเบี้ย200ไร่

วันจันทร์ ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2561, 15.37 น.

กรมชลฯสนองแนวพระราชดำริ ฟื้นฟูป่าชายเลนแหลมผักเบี้ย200ไร่ สร้างระบบบำบัดน้ำเสีย ระบบกำจัดขยะมูลฝอย ปรับปรุงพื้นที่เสื่อมโทรม เป็นโมเดลขยายผลชายฝั่งทะเลไทย กลับคืนสภาพเป็นป่าชายเลนที่อุดมสมบูรณ์

5 มี.ค.61 นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า การขยายผลโครงการศึกษาวิจัยและพัฒนาสิ่งแวดล้อมแหลมผักเบี้ย อันเนื่องมาจากพระราชดำริ อ.บ้านแหลม จ.เพชรบุรี เป็นโครงการที่กรมชลประทานได้สนองพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถรบพิตร โดยร่วมมือกับสำนักงานมูลนิธิชัยพัฒนาและสำนักงาน กปร.จัดทำโครงการแบบการศึกษาวิจัยและพัฒนาฟื้นฟูสภาพป่าชายเลน จากสภาพพื้นที่จริงเพื่อเป็นต้นแบบให้กับพื้นที่อื่นๆ แบ่งเป็น 4 โครงการย่อย ได้แก่ การบำบัดน้ำเสียจากชุมชน , การกำจัดขยะชุมชนโดยวิธีฝังกลบด้วยดินอย่างถูกสุขาภิบาลซึ่งใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม , การนำผลพลอยได้จากการกำจัดขยะมาใช้ประโยชน์ และการนำน้ำที่ได้รับการบำบัดดีแล้วไปใช้ประโยชน์เพื่อการเกษตร

อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ได้ทำการสำรวจออกแบบและก่อสร้างโครงการฯ โดยตระหนักถึงหลักการอนุรักษ์ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมเป็นสำคัญ ใช้พื้นที่เสื่อมโทรมของแหลมผักเบี้ย ประมาณ 200 ไร่ สำหรับสร้างระบบบำบัดน้ำเสีย และระบบกำจัดขยะมูลฝอย ทำการปรับปรุงพื้นที่เสื่อมโทรมให้มีสภาพเป็นป่าชายเลนที่อุดมสมบูรณ์

“ได้สนองพระราชดำริด้วยการร่วมพิจารณาวางแผนการดำเนินงาน และรับผิดชอบออกแบบก่อสร้างและบำรุงรักษาโครงการฯ มีการก่อสร้างบ่อรวมน้ำเสีย ความจุ 10,000 ลูกบาศก์เมตร พร้อมสถานีสูบน้ำและท่อส่งน้ำเสีย ระยะทางยาว 18 กิโลเมตร สามารถส่งน้ำได้สูงสุดวันละ 10,000 ลูกบาศก์เมตร ปัจจุบันส่งน้ำวันละ 5,000 ลูกบาศก์เมตร สำหรับบ่อบัดน้ำเสีย (Lagoon Treatment) สามารถบำบัดน้ำเสียได้วันละ 10,000 ลูกบาศก์เมตร

นอกจากนี้ ยังได้ดำเนินการก่อสร้างระบบบำบัดน้ำเสียรูปแบบอื่นๆ เพื่อทำการทดลองศึกษาวิจัยพัฒนารูปแบบของระบบตามที่คณะวิจัยจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ต้องการ โดยวิศวกรจากกรมชลประทานร่วมพิจารณาออกแบบและดำเนินการก่อสร้าง พร้อมกับการเก็บข้อมูลผลการศึกษาจากระบบต่างๆ ที่ได้จัดทำขึ้น มีการปรับปรุงประสิทธิภาพและบำรุงรักษาระบบบำบัดต่างๆ และดำเนินการก่อสร้างงานในโครงการฯ เพิ่มเติม จนถึงปัจจุบันคณะวิจัยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้เข้ามาดำเนินการบริหารงานและทำงานวิจัยต่างๆ ส่วนกรมชลประทานได้รับมอบหมายให้ดูแลและบำรุงรักษาระบบำบัดให้ใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ” นายทองเปลว กล่าว

คาดผลผลิตข้าวนาปรังทะลุ7.8ล้านตัน n เกษตรฯเร่งเคลื่อน5โครงการ n ดันแผนผลิตสอดคล้องตลาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/324514

x

คาดผลผลิตข้าวนาปรังทะลุ7.8ล้านตัน n เกษตรฯเร่งเคลื่อน5โครงการ n ดันแผนผลิตสอดคล้องตลาด

วันจันทร์ ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยถึงสถานการณ์ข้าวนาปรังปีเพาะปลูก 2560/61 โดยผลพยากรณ์เบื้องต้นคาดว่า ผลผลิตข้าวนาปรัง ปีเพาะปลูก 2560/61 จะมีปริมาณ 7.8 ล้านตัน ซึ่งเชื่อว่าไม่ส่งผลกระทบต่อราคาข้าวเปลือกที่เกษตรกรขายได้ หากมีการบริหารจัดการที่ดี สำหรับผลผลิตต่อไร่คาดว่าจะเก็บเกี่ยวได้ 665 กก.ต่อไร่ โดยข้าวพันธุ์ปทุมธานี 1 ข้าวเจ้าอื่นๆ และข้าวเหนียว มีผลผลิตต่อไร่เพิ่มขึ้นเนื้อที่เพาะปลูก คาดว่ามีจำนวน 11.9 ล้านไร่

ด้านราคาข้าวเปลือกที่เกษตรกรขายได้ตั้งแต่ช่วงต้นปีมาถึงขณะนี้ยังอยู่ในเกณฑ์ดี โดยราคาข้าวเปลือกเจ้าความชื้น 15% ในช่วงเดือนมกราคม -กุมภาพันธ์ เฉลี่ยตันละ 7,748 บาท สูงขึ้นจากตันละ 7,438 บาท ในช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ทั้งนี้ผลผลิตข้าวนาปรังจะออกสู่ตลาดมากในช่วงเดือนมีนาคม – เมษายน 2561 ประมาณร้อยละ 58 ของผลผลิตข้าวนาปรังทั้งหมด

อย่างไรก็ดี รัฐบาลได้เตรียมการเพื่อให้การผลิตข้าวสอดคล้องกับความต้องการตลาด จึงเห็นชอบให้ดำเนินโครงการปรับพื้นที่ปลูกพืชทดแทนการปลูกข้าวรอบที่ 2 (ข้าวนาปรัง) ภายใต้แผนการผลิตและการตลาดข้าวครบวงจร ปี 2560/61 (ด้านการผลิต) 5 โครงการดังนี้

1.โครงการส่งเสริมการปลูกพืชหลากหลาย ฤดูนาปรัง ปี 2561 เป้าหมาย 150,000 ไร่ 53 จังหวัด โดยสนับสนุนค่าใช้จ่ายให้เกษตรกรในการปรับเปลี่ยนการปลูกข้าวไปปลูกพืชที่หลากหลาย ไร่ละ 2,000 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 15 ไร่ 2.โครงการปลูกพืชปุ๋ยสด ฤดูนาปรัง ปี 2561 เป้าหมาย 200,000 ไร่ 22 จังหวัดลุ่มน้ำเจ้าพระยาและแม่กลอง โดยสนับสนุนเมล็ดพันธุ์พืชปุ๋ยสดไร่ละ 5 กก. และสนับสนุนค่าไถ 2 ครั้ง ครั้งละ 500 บาท 3.โครงการขยายการส่งเสริมการปลูกพืชหลากหลาย ฤดูนาปรัง ปี 2561 เป้าหมาย 300,000 ไร่ 53 จังหวัด โดยสนับสนุนค่าใช้จ่ายให้เกษตรกรในการปรับเปลี่ยนการปลูกข้าวไปปลูกพืชที่หลากหลาย ไร่ละ 2,000 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 15 ไร่ 4.โครงการขยายการปลูกพืชปุ๋ยสด ฤดูนาปรัง ปี 2561 เป้าหมาย 200,000 ไร่ 10 จังหวัด โดยสนับสนุนเมล็ดพันธุ์พืชปุ๋ยสด ไร่ละ 5 กก. และสนับสนุนค่าไถ 2 ครั้ง ครั้งละ 500 บาท และ 5.โครงการส่งเสริมการปลูกพืชอาหารสัตว์ ฤดูนาปรัง ปี 2561 เป้าหมาย 400,000 ไร่ 28 จังหวัด โดยสนับสนุนค่าปัจจัยการผลิตให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนไปปลูกพืชอาหารสัตว์ ไร่ละ 2,000 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 15 ไร่

‘ไทย-อิสราเอล’สานต่อความร่วมมือ ร่วมพัฒนา‘หมู่บ้านสหกรณ์หุบกะพง’เพชรบุรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/324515

x

‘ไทย-อิสราเอล’สานต่อความร่วมมือ ร่วมพัฒนา‘หมู่บ้านสหกรณ์หุบกะพง’เพชรบุรี

วันจันทร์ ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นางสาวอัญชนา แก้วชื่น ผอ.ศูนย์สาธิตสหกรณ์โครงการหุบกะพง จ.เพชรบุรี เปิดเผยว่า นายกิล ฮาสเกล รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศของอิสราเอล ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ความร่วมมือเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศของอิสราเอล (MASHAV) พร้อม ดร.เมเอียร์ ชโลโม เอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทยและคณะ ได้เดินทางเข้าเยี่ยมชมการดำเนินงาน ศูนย์สาธิตสหกรณ์โครงการหุบกะพง

โดยหมู่บ้านสหกรณ์หุบกะพง เป็นโครงการตามพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดหาที่ดินให้แก่เกษตรกรที่ขาดแคลนที่ดินทำกินได้เข้าอยู่อาศัยและทำการเกษตรตั้งแต่ปี 2507 ต่อมาได้มีพระราชดำริให้นำวิธีการสหกรณ์มาใช้ในการพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่และส่งเสริมอาชีพให้ชาวบ้าน และมีการจดทะเบียนจัดตั้งสหกรณ์การเกษตรเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2514

เอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทยในขณะนั้น เล็งเห็นถึงความสำคัญ และต้องการเข้ามาช่วยพัฒนาการเกษตร การบริหารจัดการน้ำ และเทคโนโลยีการเกษตรในพื้นที่แห้งแล้งให้กับพื้นที่หุบกะพง โดยส่งผู้เชี่ยวชาญสาขาต่างๆ มาให้ความรู้ จนนำไปสู่การลงนามสัญญาความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทยกับอิสราเอล ในการดำเนินโครงการไทย-อิสราเอล เพื่อพัฒนาชนบท(หุบกะพง) ระหว่างปีพ.ศ. 2509 – พ.ศ. 2514 พร้อมทั้งมีการสานต่อความร่วมมือและเชื่อมความสัมพันธ์กันจนถึงปัจจุบัน

นางสาวอัญชนากล่าวต่อว่า เมื่อเดือนธันวาคม 2560 ที่ผ่านมา ดร.เมเอียร์ ชโลโม เอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย พร้อมคณะ ได้เดินทางเยี่ยมชมและติดตามการดำเนินงานในพื้นที่โครงการภายในศูนย์สาธิตสหกรณ์หุบกะพง และมีความประสงค์ที่จะสนับสนุนเทคโนโลยีการเกษตร ในด้านการปลูกพืชในโรงเรือน (Green House) เพื่อเป็นพื้นที่ศึกษาและทดลองก่อนขยายผลสู่สมาชิกเกษตรกรในพื้นที่ และขยายผลไปยังประชาชนทั่วประเทศต่อไป ทั้งนี้ การปลูกพืชในโรงเรือนจะสามารถควบคุมสภาพแวดล้อมภายในโรงเรือน ป้องกันแมลงศัตรูพืชได้ง่าย ส่งผลดีต่อการงดใช้ยาฆ่าแมลง ซึ่งทำให้ปลอดสารตกค้างและโรคในผลผลิต อีกทั้งยังช่วยให้เกษตรกรสามารถผลิตพืชได้ทั้งปี เพราะสามารถควบคุมปัจจัยในการเจริญเติบโตของพืชได้ ซึ่งโรงเรือนปลูกพืชจะติดตั้งระบบน้ำหยดและการกระจายน้ำที่จะช่วยทำให้การปลูกพืชและการทำการเกษตรนั้นมีประสิทธิภาพและลดต้นทุนการผลิตได้อย่างดี