คุมเข้มสหกรณ์ลงทุน เปิดหลักสูตรติวเข้มการเฝ้าระวังการทำธุรกรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/325210

x

คุมเข้มสหกรณ์ลงทุน เปิดหลักสูตรติวเข้มการเฝ้าระวังการทำธุรกรรม

วันพฤหัสบดี ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายณรงค์พล พัฒนศรี ผอ.สำนักงานส่งเสริมสหกรณ์กรุงเทพมหานคร พื้นที่ 1 กรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า สำนักงานโดยกลุ่มส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจสหกรณ์ เตรียมจัดอบรมในรูปแบบ Unit School เพื่อถ่ายทอดความรู้แก่บุคลากรทั้งข้าราชการและพนักงานราชการ ที่ต้องทำหน้าที่กำกับดูแลและส่งเสริมสหกรณ์ในเขต กทม. ให้มีความเข้าใจในแนวทางการตรวจสอบการลงทุนของสหกรณ์ตามกฎหมายและการเฝ้าระวังการทำธุรกรรมระหว่างสหกรณ์ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ส่งเสริมสหกรณ์มีความรู้เกี่ยวกับขั้นตอนและวิธีการตรวจสอบการลงทุนของสหกรณ์ว่าเป็นไปตามกฎหมายหรือไม่

ทั้งนี้ สำนักงานส่งเสริมสหกรณ์กรุงเทพมหานคร พื้นที่ 1 มีสหกรณ์ออมทรัพย์ที่อยู่ในความกำกับดูแล 161 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 57 ของสหกรณ์อยู่ในความรับผิดชอบทั้งหมด 329 แห่ง ส่วนหนึ่งเป็นสหกรณ์ออมทรัพย์ขนาดใหญ่ที่มีเงินฝากจำนวนมาก ซึ่งหลังจากนำให้เงินกู้แก่สมาชิกแล้วยังมีเงินทุนเหลือ ส่งผลทำให้สหกรณ์ออมทรัพย์ที่มีสภาพคล่องส่วนเกินนำเงินไปลงทุนในตราสารทุน ตราสารหนี้ และหลักทรัพย์ในรูปแบบต่างๆ นอกจากนี้ปัจจุบันยังมีสหกรณ์ทำธุรกรรมฝากและกู้ระหว่างกันเป็นจำนวนมาก จนเกิดความเสี่ยงจากการไม่ได้รับเงินคืน เนื่องจากขาดการประเมินความสามารถในการชำระหนี้คืนจากสหกรณ์ลูกหนี้ ไม่ได้ติดตามตรวจสอบว่าสถานะทางการเงินสหกรณ์ที่มาขอกู้เป็นอย่างไร และกู้แล้วนำเงินไปลงทุนในเรื่องที่มีความเสี่ยงหรือไม่ ซึ่งเจ้าหน้าที่ส่งเสริมสหกรณ์ต้องติดตามตรวจสอบและให้คำแนะนำในเรื่องการทำธุรกรรมระหว่างสหกรณ์ และควรเฝ้าระวังการกู้และฝากระหว่างสหกรณ์ไม่ให้มีสัดส่วนที่สูงจนเกินไป เพื่อป้องกันปัญหาความเสี่ยงและเกิดความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต สิ่งสำคัญคือผู้ที่ได้รับผลกระทบตามมาคือตัวสมาชิกผู้ฝากเงินและถือหุ้นในสหกรณ์ ซึ่งย่อมต้องได้รับความเสียหายไปด้วย ดังนั้น จำเป็นต้องเร่งสร้างความเข้าใจให้กับเจ้าหน้าที่ส่งเสริมสหกรณ์ได้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการตรวจสอบการลงทุนของสหกรณ์ตามกฎหมายและการเฝ้าระวังการทำธุรกรรมระหว่างสหกรณ์ เพื่อที่จะสามารถนำไปปฏิบัติหน้าที่ในการกำกับดูแลสหกรณ์ต่อไป

แตกใบอ่อน : ได้เวลาคิดบัญชี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/325208

807934531

แตกใบอ่อน : ได้เวลาคิดบัญชี

วันพฤหัสบดี ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

อาจต้องถือเป็นคำพิพากษา “ประวัติศาสตร์” อีกครั้งหนึ่งของประเทศไทย สำหรับคำพิพากษาของศาลปกครองกลาง เมื่อวันที่ 6 มีนาคมที่ผ่านมา ซึ่งมีคำสั่งให้เพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการที่ให้ “กรมควบคุมมลพิษ” จ่ายชดเชยค่าเสียหาย หรือ “ค่าโง่” จากโครงการก่อสร้างระบบบำบัดน้ำเสียคลองด่าน จ.สมุทรปราการ ให้แก่ “กลุ่มกิจการร่วมค้าเอ็นวีพีเอสเคจี” (NVPSKG) ซึ่งประกอบไปด้วย บริษัท นอร์ทเวสต์ วอเตอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด, บริษัท วิจิตรภัณฑ์ก่อสร้าง จำกัด, บริษัท ประยูรวิศว์การช่าง จำกัด (ชื่อขณะนั้น), บริษัท สี่แสงการโยธา (1979) จำกัด, บริษัท กรุงธน เอนจิเนียร์ จำกัด และ บริษัท เกตเวย์ ดิเวลลอปเมนต์ จำกัด คิดเป็นมูลค่ารวมดอกเบี้ยถึงกว่า 9.6 พันล้านบาท

จะว่าไปกรณี “ค่าโง่” คลองด่าน ก็เปรียบเสมือนกับ “หนามยอกอก” คนไทยทั้งประเทศมาโดยตลอด เพราะโดยข้อเท็จจริงแล้วเราไม่ได้ต้องสูญเพียงเฉพาะเสียแค่ค่าโง่เกือบ 1 หมื่นล้านบาท ให้กับ “กิจการร่วมค้า NVPSKG” เท่านั้น แต่ก่อนหน้านั้นยังสูญเสียเม็ดเงินไปถึงกว่า 2 หมื่นล้านบาท สำหรับการดำเนินการก่อสร้างโครงการ ที่สุดท้ายกลับเป็นเพียงโครงการบำบัดน้ำเสียที่พิกลพิการไม่สามารถใช้งานได้จริง และต้องทิ้งให้กลายเป็นพื้นที่รกร้างว่างเปล่ามาจนถึงทุกวันนี้

หรือง่ายๆ นี่คือการละเลงเงินทิ้งไปเปล่าๆ ปลี้ๆ ถึงกว่า 3 หมื่นล้านบาท โดยที่คนไทยไม่ได้อะไรกลับมาแม้แต่นิดเดียว

มิหนำซ้ำ โครงการนี้ยังเต็มไปด้วยความอื้อฉาวเรื่องการทุจริตคอร์รัปชั่น โยงใยกับนักการเมือง กลุ่มการเมือง รวมถึงข้าราชการน้อยใหญ่ และภาคเอกชนอีกหลายคน หลายสำนัก

เงินแต่ละบาทที่ถูกควักจ่ายออกไป จึงเป็นยิ่งกว่า “ค่าโง่” ที่คอยเสียดแทงใจของคนไทย เพราะทุกคนต่างรู้ทั้งรู้ว่ามีการทุจริตฉ้อโกง แต่กลับทำอะไรไม่ได้ นอกจากยอมจำใจควักเงินให้กับเขาไป

คำสั่งของศาลปกครองกลางจึงเปรียบเสมือนดั่งแสงสว่างวาบใหญ่ หลังจากที่ก่อนหน้านี้มีคำพิพากษาจากศาลอาญา และศาลแขวงดุสิต ช่วยยืนยันมาแล้วถึงความมีอยู่จริงของขบวนการทุจริต “คลองด่าน” ที่มีการฮั้วกันทั้งหมดของฝ่ายผู้ว่าจ้างและผู้รับจ้าง จนกระทั่งนำไปสู่การทำสัญญาที่มิชอบ

ดังนั้นไม่ว่าเวลานี้ที่เหลือจากนี้ บริษัทวิจิตรภัณฑ์ก่อสร้าง จำกัด รวมทั้งบริษัทอื่นๆ ในกลุ่มกิจการร่วมค้าNVPSKG ที่การฟ้องร้องบังคับ “กรมควบคุมมลพิษ” ให้จ่ายเงินที่เหลือตามคำสั่งอนุญาโตตุลาการ จะมีการอุทธรณ์คำสั่งศาลปกครองกลางครั้งนี้หรือไม่

สิ่งที่รัฐโดยเฉพาะ “กรมควบคุมมลพิษ” ในฐานะผู้เสียหายและเจ้าทุกข์จะต้องมีความชัดเจนหลังจากนี้ คือ การจัดการทวงคืนความเสียหายทั้งหมดที่เกิดขึ้นกับโครงการนี้ จะดำเนินการได้ด้วยวิธีไหน อย่างไร

ส่วนไหนดำเนินการเล่นงานเอาผิดได้ก็ต้องดำเนินการ ส่วนไหนดำเนินการเพื่อเรียกร้องความเสียหายคืนได้ก็ต้องดำเนินการ หัวเด็ดตีนขาดยังไง ประเด็นเหล่านี้ต้องมีความชัดเจนออกมาให้ได้

เพราะนี่คือเงินของประชาชนนะครับ ไม่ใช่เงินรัฐบาล

มะลิลา

เฝ้าระวังโลกร้อนกระทบคุณภาพน้ำ กรมชลนำร่องเก็บข้อมูล4อ่างเพิ่มประสิทธิภาพบริหารจัดการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/325212

เฝ้าระวังโลกร้อนกระทบคุณภาพน้ำ กรมชลนำร่องเก็บข้อมูล4อ่างเพิ่มประสิทธิภาพบริหารจัดการ

เฝ้าระวังโลกร้อนกระทบคุณภาพน้ำ กรมชลนำร่องเก็บข้อมูล4อ่างเพิ่มประสิทธิภาพบริหารจัดการ

วันพฤหัสบดี ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

กรมชลประทานเฝ้าระวังภาวะโลกร้อนส่งผลต่อคุณภาพน้ำ สั่งติดตามอย่างใกล้ชิดเพื่อเป็นข้อมูลช่วยตัดสินใจในการใช้น้ำ และการบริหารจัดการน้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุด นำร่อง 4 อ่างฯ ก่อนขยายผลไปทั่วประเทศ

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า สถานการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate change) หรือที่รับทราบกันว่าภาวะโลกร้อนที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน นอกจากจะส่งผลกระทบต่อปริมาณฝนที่ไม่มีความแน่นอน ฤดูกาลเปลี่ยนแปลงไป ทำให้การบริหารจัดการน้ำค่อนข้างยากขึ้น จะต้องมีการวางแผนรองรับอย่างรอบคอบแล้ว ยังจะส่งผลกระทบต่อคุณภาพน้ำด้วย เช่น อุณหภูมิโลกที่ร้อนขึ้นทำให้น้ำระเหยเร็ว ค่าความเค็มของน้ำจะเพิ่มขึ้น หรือปริมาณน้ำฝนจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงทำให้คุณภาพของน้ำเปลี่ยนไปเช่นกัน ซึ่งอาจจะเหมาะสม หรือไม่เหมาะกับการปลูกพืชบางชนิด เป็นต้น กรมชลประทานจึงได้สั่งการให้ทำการติดตามการเปลี่ยนแปลงคุณภาพของน้ำในอ่างเก็บน้ำที่ความสำคัญต่อภาคการเกษตร โดยระยะแรกได้นำร่องดำเนินการในพื้นที่ โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาลำนางรอง ประกอบด้วย อ่างเก็บน้ำลำนางรอง อ่างเก็บน้ำคลองมะนาว อ่างเก็บน้ำลำจังหัน และอ่างเก็บน้ำลำปะเทีย จังหวัดนครราชสีมาและบุรีรัมย์ ตลอดทั้งปี หลังจากนั้นจะขยายผลไปยังพื้นที่อื่นๆ

นายธนา สุวัฑฒน ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนา กล่าวว่า กรมชลประทานได้ทำการติดตามการเปลี่ยนแปลงคุณภาพของน้ำในอ่างเก็บน้ำทั้ง 4 แห่ง ดังกล่าวอย่างต่อเนื่องตามแผนการส่งน้ำแก่เกษตรกรทุกฤดูกาลเป็นเวลา 2 ปี พบว่า น้ำมีความอุดมสมบูรณ์สูง เหมาะกับการนำไปใช้ปลูกพืชแทบทุกชนิด รวมถึงการทำประมง สามารถนำไปใช้ได้ในทุกกิจกรรมทางชลประทาน แต่ปริมาณน้ำในอ่างฯ ทั้ง 4 มีค่าดัชนีชี้วัดที่ตรงกันคือ ค่าความเค็ม ที่สูงกว่าภูมิภาคอื่นๆ แต่ยังไม่มีผลต่อการเกษตรกรรม และ Climate Change ยังไม่มีผลกระทบที่ชัดเจนต่อภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย

อย่างไรก็ตาม หากวันหนึ่งสภาวะโลกที่เปลี่ยนแปลงส่งผลต่อคุณภาพน้ำจากอ่างเก็บน้ำชลประทาน อาจมาในรูปแบบที่ไม่มีผลกระทบต่อการเกษตร แต่มีผลต่อการอุปโภค-บริโภค เช่น มีแร่ธาตุบางชนิดมากเกินไป หรือในรูปแบบอื่นๆ กรมชลประทานก็จะสามารถเตือนเกษตรกร และประชาชนได้ทันการณ์ ดังนั้น การติดตามเฝ้าระวังช่วยให้กรมชลประทานได้รับรู้สภาพน้ำและนำน้ำไปใช้อย่างถูกต้อง ลดความเสี่ยงจากความเสียหาย ประหยัดน้ำและงบประมาณ ทำให้การใช้น้ำเกิดประสิทธิภาพ และที่สำคัญที่สุด คือความปลอดภัยต่อน้ำดื่มน้ำใช้ที่ประชาชนใช้ในการอุปโภคบริโภค” นายธนา กล่าว

นอกจากนี้ การติดตามและเฝ้าระวังอย่างเป็นระบบด้วยการคำนวณทางคณิตศาสตร์ ยังจะช่วยดูแลคุณภาพน้ำในอ่างเก็บน้ำตามยุทธศาสตร์ของกรมชลประทานได้เป็นอย่างดี ในอนาคตกรมชลประทานจะมีการพัฒนาเครื่องมือวัดค่าคุณภาพน้ำแบบหัวรวม ใช้อ่านค่าดัชนีที่สำคัญของน้ำในเบื้องต้น เหมาะกับนำไปใช้อ่านค่าคุณภาพน้ำแบบทันต่อสถานการณ์ โดยเฉพาะอ่างเก็บน้ำสำคัญที่ต้องส่งน้ำให้กับพืชเศรษฐกิจ

สำหรับการติดตามการเปลี่ยนแปลงคุณภาพน้ำในพื้นที่ดังกล่าว จะขยายผลดำเนินงานในทุกภูมิภาคของประเทศ คาดว่าภูมิภาคต่อไปจะเป็นภาคตะวันออกของประเทศไทย

เตือนระวังสภาพอากาศแห้งแล้ง เพลี้ยไฟถล่มสวนส้มเขียวหวาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/325209

x

เตือนระวังสภาพอากาศแห้งแล้ง เพลี้ยไฟถล่มสวนส้มเขียวหวาน

วันพฤหัสบดี ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

กรมวิชาการเกษตรประกาศแจ้งเตือนเกษตรกรสวนส้มเขียวหวาน จากสภาพอากาศแห้งแล้ง ในช่วงเช้าจะมีอากาศเย็นถึงหนาว และกลางวันมีอากาศร้อน ขอให้เฝ้าระวังเพลี้ยไฟในระยะที่ส้มติดผลอ่อนจนถึงผลส้มมีขนาดเบอร์ 4 จะพบตัวอ่อนและตัวเต็มวัยใช้ปากเขี่ยดูดกินน้ำเลี้ยงจากใบอ่อนและผลอ่อน ส่งผลให้ใบผิดปกติ ใบแคบเรียว กร้าน มักพบเพลี้ยไฟเข้าทำลายรุนแรงในระยะผลอ่อน ตั้งแต่กลีบดอกร่วงจนถึงผลส้มเขียวหวานมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 1.5 เซนติเมตร ส้มผลอ่อนที่ถูกทำลายจะเกิดวงสีเทาเงินบริเวณขั้วและก้นผล หรือเป็นทางสีเทาเงินตามความยาวของผล ทำให้ผลแคระแกร็น

แนวทางในการป้องกันและแก้ไขการเข้าทำลายของเพลี้ยไฟ เกษตรกรควรควบคุมบังคับให้ต้นส้มแตกยอด ออกดอก และติดผลในระยะเดียวกัน เพื่อง่ายต่อการป้องกันกำจัด สะดวกในการดูแลรักษา ช่วยลดจำนวนครั้งในการพ่นสารเคมี และช่วยอนุรักษ์ศัตรูธรรมชาติที่พบมากในสวนส้ม จากนั้น ให้เกษตรกรเก็บยอด ใบ หรือเด็ดผลอ่อนที่ถูกเพลี้ยไฟเข้าทำลายนำไปเผาไฟทิ้งนอกแปลงปลูก เพื่อลดปริมาณเพลี้ยไฟ ช่วยให้ต้นส้มฟื้นตัวเร็วขึ้น และช่วยการแตกยอดของส้มรุ่นต่อไปอีกด้วย

เกษตรกรควรหมั่นสำรวจตรวจดูเพลี้ยไฟในแปลงปลูกช่วงที่ส้มเขียวหวานแตกใบอ่อนและผลอ่อน หากพบการเข้าทำลายผลมากกว่า 10% หรือพบเข้าทำลายยอดมากกว่า 50% ให้เกษตรกรพ่นด้วยสารฆ่าแมลงอิมิดาโคลพริด 10% เอสแอล อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารโคลไทอะนิดิน 16% เอสจี อัตรา 5 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารคาร์โบฟูแรน 20% อีซี อัตรา 40 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร

‘กฤษฏา’ยัน’พิษสุนัขบ้า’ไม่ระบาดเพิ่ม จ่อหารือสธ.ตั้งโรงงานผลิตวัคซีน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/325235

'กฤษฏา'ยัน'พิษสุนัขบ้า'ไม่ระบาดเพิ่ม จ่อหารือสธ.ตั้งโรงงานผลิตวัคซีน

‘กฤษฏา’ยัน’พิษสุนัขบ้า’ไม่ระบาดเพิ่ม จ่อหารือสธ.ตั้งโรงงานผลิตวัคซีน

วันพุธ ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2561, 16.56 น.

‘กฤษฏา’ จี้ กรมปศุสัตว์ คุมเข้มพื้นที่ระบาดพิษสุนัขบ้า เผย 13 จว.ประกาศโรคระบาด สถานการณ์เอาอยู่ไม่ระบาดเพิ่ม จ่อหารือ สธ.ตั้งโรงงานผลิตวัคซีน

7 มี.ค.61 นายกฤษฏา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยกรณีเกิดโรคระบาดพิษสุนัขบ้า ว่า ได้เน้นย้ำกรมปศุสัตว์และหน่วยงานในพื้นที่ ต่อไปจะต้องทำงานให้ฉับไวมากขึ้น ซี่งขณะนี้มีการประกาศเขตเฝ้าระวังโรคระบาดพิษสุนัขบ้า 31 จังหวัด ให้เร่งฉีดวัคชีน ในบริเวณรัศมี 5 กม.จากที่พบเชื้อโรคที่ตรวจจากหัวสุนัข โดยพื้นที่โรคระบาด 13 จังหวัด สามารถคุมสถานการณ์ได้แล้ว โดยระดมเจ้าหน้าออกบริการประชาชนให้นำสัตว์เลี้ยงมาฉีดวัคซีน และประชาชนสามารถติดต่อผ่านปศุสัตว์ทุกพื้นที่ให้เข้าไปฉีดในชุมชนได้ ทำให้คุมได้แล้ว 13 จังหวัดไม่น่าขยายเพิ่ม

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีนายกฯ ให้ตั้งโรงงานผลิตวัคซีน นายกฤษฏา กล่าวว่าสำหรับการตั้งโรงงานผลิตวัคซีน จะหารือ กับกระทรวงสาธารณสุข เพื่อให้เกิดความชัดเจน ในเรื่องตั้งโรงงาน

ด้านนายแพทย์สรวิศ ธานีโต โฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่าในพื้นที่กรุงเทพฯอยู่ในพื้นที่ที่กรมปศุสัตว์ ประกาศเขตโรคระบาดพิษสุนัขบ้าชั่วคราว 31 จ. โดยจะมีการควบคุมโรคระยะ 5 กม.ฉีดวัคชีนป้องกันโรคสัตว์ไม่เจ้าของและเก็บเข้าเชลเตอร์ ไม่ปลอยเพ่นพ่าน ทุกจังหวัดจัดหาสถานที่ เพื่อเก็บมาเลี้ยง ทั้งนี้กรมไปดูทุกพื้นที่เกิดโรค ไม่ให้ระบาดเพิ่มจากที่ตรวจพบเชื้อพิษสุนัขบ้า จากหัวสุนัข ยังคงจำนวน 31 จ.ในส่วนพื้นที่สีแดง ประกาศเขตโรคพิษสุนัขบ้าระบาด 13 จังหวัด ได้ดำเนินการควบคุมโรคอย่างเข้มข้นตามขั้นตอน โดยขณะนี้ มีผู้เสียชีวิต3ราย

เอาจริง!คำสั่งหยุดกรีดยาง ‘กฤษฏา’ชี้รอสรุปเม็ดเงินชดเชยเกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/325112

เอาจริง!คำสั่งหยุดกรีดยาง 'กฤษฏา'ชี้รอสรุปเม็ดเงินชดเชยเกษตรกร

เอาจริง!คำสั่งหยุดกรีดยาง ‘กฤษฏา’ชี้รอสรุปเม็ดเงินชดเชยเกษตรกร

วันพุธ ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2561, 12.37 น.

7 มี.ค.61 นายกฤษฏา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่าภายในสัปดาห์หน้าจะมีความชัดเจนในเรื่องมาตรการหยุดกรีดยาง อาจหยุดกรีดยาง 3 ล้านไร่ ช่วง 3 เดือน จ่ายชดเชยให้ชาวสวนยาง ไร่ละ 1.5 พันบาทต่อเดือน รวม 3 เดือน 4.5 พันบาท โดยจะเริ่มในฤดูเปิดกรีดนี้ระหว่างเดือนพ.ค.ถึงเดือนก.ค. หรือหยุดกรีดวันเว้นวัน จากกรีดเดือนละ 20 วัน ชะลอกรีดเพียง 15 วัน โดยขณะนี้ อยู่หว่างหาแหล่งเงินชดเชย โดยไม่เป็นภาระงบประมาณ

“สรุปว่าทำแน่ และกำลังหาเม็ดเงินชดเชยช่วงหยุดกรีด ระหว่างนี้ขอความชัดเจนในเรื่องมาตรการหยุดกรีด” นายกฤษฏา กล่าว

เคลื่อนไทยนิยมยั่งยืน กรมชลลุยรับฟังความเห็น8หมื่นหมู่บ้านทั่วปท.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/324962

x

เคลื่อนไทยนิยมยั่งยืน กรมชลลุยรับฟังความเห็น8หมื่นหมู่บ้านทั่วปท.

วันพุธ ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทานได้เริ่มขับเคลื่อนโครงการไทยนิยมยั่งยืนตามนโยบายของรัฐบาล เพื่อพัฒนาทั้งด้านเศรษฐกิจในการดูแลปัญหาปากท้อง ความเป็นอยู่ของประชาชน และความมั่นคงของประเทศ โดยกรมชลประทานอยู่ระหว่างดำเนินงานในช่วงแรก คือ การรับฟังความคิดเห็นประชาชน เพื่อนำไปวิเคราะห์ค้นหาความต้องการที่แท้จริงของแต่ละหมู่บ้านรวม 83,151 แห่งทั่วประเทศ หลังจากนั้นจะดำเนินงานในช่วงที่ 2 ระหว่างวันที่ 21 มีนาคม – 10 เมษายน โดยสร้างความรับรู้และปฏิบัติตามสัญญาประชาคม และช่วงสุดท้ายระหว่างวันที่ 11-30 เมษายน 2561 จะเป็นการสร้างการรับรู้ ปรับความคิด เพื่อการมีส่วนร่วมในการพัฒนา ตามวิถีไทย วิถีพอเพียง

ทั้งนี้ในการเข้าร่วมทีมขับเคลื่อน “โครงการไทยนิยมยั่งยืน” กรมชลประทานมีความตั้งใจที่จะเข้าร่วมรับฟังปัญหาในทุกเวทีเพื่อนำปัญหามาแก้ไข หรือบูรณาการร่วมกับหน่วยงานอื่นเพื่อให้งานสำเร็จ โดยในส่วนของกรมชลประทานนั้นจะใช้ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) เป็นพื้นที่ทำงานและสั่งการ ซึ่งมีอธิบดีกรมชลประทานเป็นประธานศูนย์ และรองอธิบดีทั้ง 4 คนรับผิดชอบพื้นที่ในแต่ละภูมิภาคเพื่อประสานงานในห้วงเวลาที่สำคัญนับจากนี้ต่อเนื่องไปจนถึงอนาคต

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ กรมชลประทานมี 4 โครงการที่ดำเนินการอยู่แล้ว และสอดคล้องกับ โครงการไทยนิยมยั่งยืน ที่จะสามารถเข้าช่วยเหลือชุมชนหรือหมู่บ้านที่มีความต้องการได้ทันที ได้แก่ โครงการจ้างแรงงานชลประทานสร้างรายได้เกษตรกร โครงการส่งเสริมการใช้ยางพาราในหน่วยงานภาครัฐ โครงการพัฒนาแหล่งน้ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และโครงการพัฒนาแหล่งน้ำชลประทานในพื้นที่ต่างๆ

“ไทยนิยมยั่งยืน คือ นิยมในความดี เพื่อให้เกิดความยั่งยืน มั่นคง อยู่ดีมีสุข เป็นสำคัญ จะเห็นว่ากรอบดำเนินการทั้ง 10 เรื่องมุ่งเน้นว่าสุดท้ายแล้วผลลัพธ์คือเพื่อประชาชนให้อยู่ดีมีสุข รู้สิทธิหน้าที่ของตัวเองและชุมชนที่ตนอาศัย ซึ่งการพัฒนาแหล่งน้ำเพิ่มพื้นที่ชลประทานนั้น เป็นการดำเนินงานที่สอดคล้องกับผลลัพธ์ของโครงการไทยนิยมยั่งยืน คือ เป็นการทำให้ประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น มีความสุข ซึ่งกรมชลประทานได้ตั้งเป้าหมายที่จะพัฒนาแหล่งน้ำเพิ่มพื้นที่ชลประทาน ให้ได้ 36.66 ล้านไร่ภายใน 3 ปีข้างหน้า” อธิบดีกรมชลประทานกล่าวในตอนท้าย

ส่องเกษตร : ไม่ไว้วางใจ…คดีเจ้าสัวล่าเสือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/324959

449007

ส่องเกษตร : ไม่ไว้วางใจ…คดีเจ้าสัวล่าเสือ

วันพุธ ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

กลายเป็น “ความรู้สึกร่วม” มากขึ้นทุกขณะ ที่เสื่อมความเชื่อถือต่อการทำคดีของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ในคดี“เจ้าสัว”พรานบรรดาศักดิ์ล่า-ฆ่าเสือดำและสัตว์อื่นๆในป่าทุ่งใหญ่นเรศวร พร้อมๆกับการปักใจเชื่อมากขึ้นทุกขณะเช่นกันว่า เห็นทีคดีนี้ จะจบลงที่การ “ลอยนวล” ของคนรวย เหมือนเช่นหลายๆ คดีที่ผ่านมาเป็นแน่แท้

การแสดงความข้องใจของสังคมโดยกลุ่มต่างๆมีออกมามากมายในโลกโซเชียลมีเดียซึ่งมีทั้งนักวิชาการ คนดังวงการต่างๆจนถึงเหล่าศิลปินดารา ด้วยเห็นว่า ภารกิจหลักอยู่ที่คดีใหญ่ “ล่าสัตว์ ฆ่าสัตว์ป่าสงวน” ยังอืดอาดล่าช้า แต่กลับไปมุ่งประเด็นอื่นๆที่สร้างความสับสนและยิ่งสร้างความสงสัยให้สังคมว่า กำลังมีการเบี่ยงเบนประเด็นหรือเปล่า เมื่อเกิดการกระทำในลักษณะเหมือนเป็นการกดดันเจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร ผู้ทำหน้าที่จับกุมครั้งนี้ ตลอดจนการลงโทษภาคทัณฑ์ร้อยเวร สภ.ทองผาภูมิ หาว่าบกพร่องต่อหน้าที่ในการรับแจ้งความคดีนี้ เป็นต้น

จนทำให้ภาคประชาสังคมต่างๆออกมาเคลื่อนไหวกดดัน-ทวงถามคดี ไม่ว่านิสิตคณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ว่าที่บัณฑิตในอนาคตที่จะต้องออกไปทำงานรักษาผืนป่าและสัตว์ป่าของประเทศไทย,การเคลื่อนไหวของกลุ่ม“T’challa”นัดรวมพลคนพันธุ์เสือดำ ใส่หน้ากากเสือดำประท้วงกันกลางกรุงโดยมี“ทิชา ณ นคร” อดีตสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ร่วมด้วย ฯลฯ

และล่าสุดการออกโรงอีกครั้งของมูลนิธิ “สืบนาคะเสถียร” โดย “ศศิน เฉลิมลาภ” เพื่อทวงถามความคืบหน้าคดี หลังจากผ่านมาครบ 1 เดือนแล้ว แต่การสอบสวนเพื่อดำเนินคดีต่อนายเปรมชัย กรรณสูต ประธานบริษัทอิตาเลียนไทยฯกับพวกกลับดำเนินไปด้วยความล่าช้าในสายตาของสาธารณชน

คำแถลงของมูลนิธิสืบ ระบุว่า 1.เมื่อพิจารณาจากพฤติการณ์แห่งคดี ที่มีข้อเท็จจริงว่า นายเปรมชัยกับพวกลักลอบนำอาวุธปืนซุกซ่อนไว้ในรถก่อนขออนุญาตเข้าไปในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าตั้งแต่แรกแล้ว ซึ่งมีการเข้าไปตั้งแคมป์ในเส้นทางและบริเวณพื้นที่ที่ไม่อนุญาต ซึ่งเป็นบริเวณที่สงวนไว้สำหรับการอยู่อาศัยและหากินของสัตว์ป่าตามธรรมชาติเท่านั้น แสดงให้เห็นว่า อาจมีเจตนาเข้าไปเพื่อล่าสัตว์ป่าตั้งแต่แรกหรือไม่ ประกอบกับเสียงปืนดังมาจากบริเวณที่ไม่อนุญาต จึงมีเพียงกลุ่มของนายเปรมชัยเท่านั้นที่เข้ามาพร้อมอาวุธปืน รวมถึงซากสัตว์ป่าและร่องรอยกระสุนบนซากสัตว์ป่าที่ตรวจพบ ล้วนเป็นพยานวัตถุสำคัญที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ และชัดเจนยิ่งว่าได้ร่วมกันกระทำความผิดสำเร็จฐานล่าสัตว์ป่าคุ้มครองภายในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า

2.จากพฤติการณ์แห่งคดีและพยานหลักฐานเห็นได้ชัดว่า ไม่ใช่คดีที่ซับซ้อน จึงขอให้ตำรวจ เร่งรัดดำเนินการเพื่อสรุปสำนวน พร้อมความเห็นไปยังอัยการและส่งฟ้องศาลอย่างรวดเร็ว และอย่าพยายามเบี่ยงเบนประเด็นการสอบสวนโดยการมุ่งไปสู่การ
เสาะหาพยานวัตถุที่อาจเปลี่ยนแปลงได้

3.ขอให้กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ และรัฐบาล เร่งรัดติดตามคดีนี้อย่างใกล้ชิด และขอให้กรมอุทยานฯตรวจสอบสำนวนคดีในชั้นอัยการอย่างรอบคอบก่อนส่งฟ้องศาล เพื่อป้องกันความคลาดเคลื่อนไปจากพฤติการณ์แห่งคดีที่ปรากฏชัดแจ้งนี้

4.ขอให้รัฐบาลหน่วยงานของภาครัฐออกมายืนเคียงข้างประชาชน เพื่อสนับสนุนกิจกรรมทางอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และร่วมกันประณามผู้ที่มีเจตนาทำร้ายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเพื่อให้เกิดตัวอย่างที่ดีให้แก่สังคมต่อไปในอนาคต

“ขอประกาศว่า หากในสำนวนคดีที่ตำรวจส่งฟ้องศาลไม่มีข้อหาเจตนาฆ่าล่าสัตว์ป่า เราคิดว่า เราไม่จำเป็นต้องนัดกับใครให้ออกมาเรียกร้องเรื่องนี้ เพราะพวกเราไม่ยอม นั่นหมายความว่า จะเกิดปรากฏการณ์ เป่านกหวีด ประชาชนจะออกมาเดินกลางถนนอีกครั้งหนึ่งเองอย่างแน่นอน” นายศศิน กล่าวในตอนท้าย

ผมคงไม่ต้องขยายความอะไรมากนัก แค่ขอย้ำว่า แม้มีโอกาสน้อยที่ประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยเหมือนปี 2516 ที่คดีล่า-ฆ่าสัตว์ป่าป่าทุ่งใหญ่นเรศวรโดยกลุ่ม “อภิสิทธิ์ชน”คนมีอำนาจอิทธิพล เคยเป็นชนวนสำคัญหนึ่งที่พัฒนาสู่การโค่นล้มรัฐบาลเผด็จการทหารด้วยน้ำมือประชาชนในเหตุการณ์ 14 ตุลาฯมาแล้ว แต่รัฐบาลคสช.ก็อย่าได้ประมาทไปกับคดีแบบเดียวกันนี้ในปี 2561 นี้ เพราะพลังประชาชนที่รักในความถูกต้อง หวงแหนชีวิตสัตว์ป่าและทรัพยากรธรรมชาตินั้น ดูถูกไม่ได้เลย ไม่งั้นอาจจะต้องเสียใจเมื่อสายเกินไป….เดี่ยวจะหาว่าไม่เตือน

สาโรช บุญแสง

ไทยดัน3ชาติงัดมาตรการหยุดกรีดยาง ควบคุมโควตาส่งออก-สร้างเสถียรภาพราคาในตลาดโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/324963

x

ไทยดัน3ชาติงัดมาตรการหยุดกรีดยาง ควบคุมโควตาส่งออก-สร้างเสถียรภาพราคาในตลาดโลก

วันพุธ ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้ร่วมหารือกับเอกอัครราชทูตและผู้แทนจากประเทศผู้ผลิตยางรายใหญ่ของโลก ได้แก่ มาเลเซีย อินโดนีเซีย และเวียดนาม เรื่องความร่วมมือเพื่อสร้างเสถียรภาพราคาและพัฒนาอาชีพการทำสวนยาง ตลอดจนอุตสาหกรรมยางให้มีความมั่นคงและยั่งยืน โดยมีประเด็นสำคัญ คือ การติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานมาตรการควบคุมปริมาณการส่งออกยางพารา (AETS) ภายใต้ข้อตกลงสภาไตรภาคียางพาราระหว่างประเทศ (ITRC) ประกอบด้วย ประเทศไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย โดยกำหนดการลดโควตาการส่งออกยางพาราร่วมกันของ 3 ประเทศสมาชิก ITRC จำนวน 350,000 ตัน ที่แก้ไขปัญหาราคายางในระยะสั้น ภายในระยะเวลา 3 เดือน ตั้งแต่เดือนมกราคม จนถึงสิ้นเดือนมีนาคม 2561 ซึ่งนับจากนี้ยังเหลือเวลาอีกประมาณ 1 เดือน โดยทั้ง 3 ประเทศยืนยันที่จะดำเนินการอย่างเข้มงวดและจริงจังมากขึ้น เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด และเกิดความต้องการใช้ยางในตลาดโลกเพิ่มมากขึ้น จะส่งผลให้ราคายางปรับตัวสูงขึ้น

นอกจากนี้ ไทยได้นำเสนอต่อที่ประชุมเกี่ยวกับมาตรการสร้างเสถียรภาพราคายาง 5 มาตรการ 1.มาตรการบริหารจัดการการผลิต โดยไทยมีนโยบายลดพื้นที่ปลูกยางในพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมด้วยการโค่นยางเพื่อไปปลูกพืชอื่น ซึ่งจะจำกัดปริมาณผลผลิตให้มีความสมดุลกับความต้องการใช้ ปีละ 200,000 ไร่ 2.มาตรการการปลูกยางพาราร่วมกับพืชเศรษฐกิจอื่น 3.เพิ่มการใช้ยางในประเทศ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน โดยการรณรงค์ให้หน่วยงานภาครัฐ เพิ่มปริมาณการใช้ยางพาราในประเทศสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในรูปแบบต่างๆ อาทิ สระน้ำ ยางปูพื้น ถนนยางพารา 4.มาตรการหยุดกรีด โดยให้พื้นที่ปลูกยางในหน่วยงานภาครัฐ ยกเว้นพื้นที่ที่ใช้ในการวิจัย หยุดกรีดยางเป็น 3 เดือน คิดเป็นพื้นที่ประมาณ 100,000 ไร่ เพื่อลดปริมาณผลผลิตออกสู่ตลาด นอกจากนี้ไทยยังมีแนวคิดในการลดพื้นที่กรีดยางเพิ่มเติมอีก 2 แนวทาง ได้แก่ หยุดกรีดยาง 3 ล้านไร่ เป็นระยะเวลา 3 เดือน ตั้งแต่พฤษภาคมถึงกรกฎาคม และหยุดกรีดยางทุกไร่ โดยให้กรีดแบบวันเว้นวัน และ 5.มาตรการการควบคุมการผลิต-ราคายางพารา ที่ปัจจุบันยางพาราของประเทศไทยเป็นสินค้าควบคุม โดยกระทรวงพาณิชย์จะเข้ามาดูกลไกราคายางพารา

“ในการประชุม ไทยได้ขอให้ประเทศสมาชิกรับไปพิจารณา คือ มาตรการหยุดกรีดยาง และคณะกรรมการราคายางระหว่างประเทศ ซึ่งเบื้องต้นจากการหารือนั้น อินโดนีเซียสนใจมากที่สุดในเรื่องการลดกรีดยาง โดยแต่ละประเทศจะนำข้อเสนอไปพิจารณาเพื่อหาข้อสรุปร่วมกันต่อไป” นายกฤษฎา กล่าว

‘สหกรณ์จุฬาฯ’จัดสรรกำไร เฉลี่ยคืนสมาชิก750ล้านบาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/324960

x

‘สหกรณ์จุฬาฯ’จัดสรรกำไร เฉลี่ยคืนสมาชิก750ล้านบาท

วันพุธ ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายณรงค์พล พัฒนศรี ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมสหกรณ์กรุงเทพมหานครพื้นที่ 1 กรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา สหกรณ์ออมทรัพย์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จำกัด ได้จัดประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2560 ซึ่งในฐานะหน่วยงานที่มีหน้าที่ดูแล แนะนำ ส่งเสริมสหกรณ์ดังกล่าวจึงได้เข้าร่วมประชุมด้วย

โดยที่ประชุมได้รับทราบคำสั่งนายทะเบียนสหกรณ์ ที่ให้คณะกรรมการสหกรณ์ออมทรัพย์จุฬาฯ แก้ไขข้อบกพร่อง หลังปรากฏข้อเท็จจริงจากรายงานของผู้สอบบัญชีในการตรวจงบการเงินของสหกรณ์ออมทรัพย์จุฬาฯ พร้อมทั้งลงมติรับรองงบการเงินของสหกรณ์ออมทรัพย์จุฬาฯ ประจำปี 2560 ที่มีกำไรสุทธิจำนวน 932 ล้านบาท โดยเป็นเงินปันผลและเงินเฉลี่ยคืนให้กับสมาชิก จำนวนทั้งสิ้น 750 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม การจ่ายปันผลและเงินเฉลี่ยคืนนั้น จะยังไม่ถูกจัดสรรให้กับสมาชิกในทันที เนื่องจากสหกรณ์ต้องแก้ไขข้อบกพร่องตามคำสั่งของนายทะเบียนให้แล้วเสร็จก่อน แล้วรายงานให้นายทะเบียนสหกรณ์ทราบ และเมื่อนายทะเบียนสหกรณ์รับทราบรายงานการแก้ไขโดยเห็นว่ามีความถูกต้องเหมาะสมแล้วจึงจะจัดสรรเงินปันผลและเฉลี่ยคืนให้แก่สมาชิกได้ ซึ่งหลังจากนี้เมื่อสหกรณ์ฯ ได้รายงานผลการแก้ไขข้อบกพร่องให้นายทะเบียนสหกรณ์ทราบ จะได้เร่งพิจารณารายละเอียดต่างๆ และอาจจะต้องร่วมกับฝ่ายกฎหมาย หรือขอความเห็นจากกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ หากเห็นว่าสหกรณ์ฯ ได้แก้ไขข้อบกพร่องเสร็จสิ้นแล้ว จะได้รีบแจ้งผลการพิจารณาให้สหกรณ์ฯ ทราบเพื่อจ่ายเงินปันผลและเงินเฉลี่ยคืนให้กับสมาชิกโดยเร็วต่อไป