Child-support subsidy rises to Bt600 monthly per child

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

http://www.nationmultimedia.com/detail/national/30346451

File photo
File photo

Child-support subsidy rises to Bt600 monthly per child

Breaking News May 28, 2018 17:26

By Khanittha Thepphajorn
The Nation

3,643 Viewed

Parents can claim a larger child-support subsidy from the Social Security Office (SSO) under the new guideline approved by the Cabinet on Monday.

The increased subsidy, up from Bt400 to Bt600 per child per month, will take effect retroactively from January 1 this year.

“The number of children covered for each family will also rise from two to three per family,” Government Spokesman Lt-General Sansern Kaewkamnerd said on Monday.

The SSO has provided child-support subsidies for children up to six years old to parents who are social-security-fund members.

Sansern said the government believed the increased payments would help shore up the birth rate in Thailand.

Two defrocked monks diagnosed with illness at Bangkok prison

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

http://www.nationmultimedia.com/detail/national/30346441

File photo
File photo

Two defrocked monks diagnosed with illness at Bangkok prison

national May 28, 2018 16:09

By The Nation

2,078 Viewed

Two former monks have shown signs of illness during their detention at the Bangkok Remand Prison.

Doctors from the Corrections Department’s hospital have diagnosed Suwit Thongprasert, widely known as Phra Buddha Isara, with a herniated disc.

Suwit was defrocked last Thursday and sent to jail over two charges, one over alleged unauthorised use of royal initials in amulet making and the other over his alleged actions as a co-leader of the People’s Democratic Reform Committee protests in 2014.

Bangkok Remand Prison chief Krit Krasaetip said Suwit said he did not intend to be treated outside the prison.

“He says he can still bear the pain. He is afraid if he seeks treatments outside, he will be targeted for criticism,” Krit said.

The other ill former monk is Somsong, previously known as Phra Attakij Sophon and the secretary to Bangkok’s monastic chief.

Doctors have found he has arrhythmia, an irregular heartbeat. Somsong was also defrocked and sent to the prison last Thursday for allegedly embezzling state funds for temples.

กษ.เผยรอข้อสรุป’สัตว์ตามธรรมชาติ’ ชี้ต้องดูผลกระทบวิถีชีวิตชาวบ้านด้วย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/325859

กษ.เผยรอข้อสรุป'สัตว์ตามธรรมชาติ' ชี้ต้องดูผลกระทบวิถีชีวิตชาวบ้านด้วย

กษ.เผยรอข้อสรุป’สัตว์ตามธรรมชาติ’ ชี้ต้องดูผลกระทบวิถีชีวิตชาวบ้านด้วย

วันเสาร์ ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2561, 16.52 น.

กษ.รอกฤษฏีกา เรียกทุกฝ่ายถก ‘สัตว์ตามธรรมชาติ’  ปลัดเกษตรฯ ชี้ก่อนออกประกาศคุ้มครองต้องดูผลกระทบวิถีชีวิตชาวบ้านด้วย ด้านคณะอนุกรรมการ เตรียมเสนอแนบท้าย พ.ร.บ.ป้องกันทารุณกรรมสัตว์ กำหนดสัตว์ตามธรรมชาติ 15 ชนิด 

10 มี.ค.61 นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์(กษ.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าการออกประกาศคุ้มครองสัตว์ตามธรรมชาติ ใน พ.ร.บ.ป้องกันการทารุณกรรมสัตว์ ปี 2557 ว่า กำลังรอสำนักกฤษฏีกา เรียกประชุมทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง โดยกระทรวงเกษตรฯ กรมปศุสัตว์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ซึ่งกระทรวงเกษตรฯได้ทำหนังสือไปหารือกฤษฏีกา ถึงการออกประเภทสัตว์

ปลัดกระทรวงเกษตรฯ กล่าวว่า สำหรับสัตว์ตามธรรมชาติ 15 ชนิด เป็นเรื่องของคณะอนุกรรมการกำหนดประเภทสัตว์ตามธรรมชาติ นำเสนอขึ้นในที่ประชุม โดยมีรองปลัดกระทรวงเกษตรฯเป็นประธาน ซึ่งตนสอบถามความคืบหน้าว่าตอนนี้อยู่ระหว่างกฤษฏีกาเชิญผู้ดูแลกฎหมายสองฉบับ มาหารือเร็วๆนี้

“ส่วนตัวผมมองว่า สัตว์เลี้ยง มีพ.ร.บ.ป้องกันทารุณกรรมสัตว์ คุ้มครอง และสัตว์ป่า ก็มีกฎหมายดูแล ยังมีสัตว์อยู่ในธรรมชาติ  อีกหลายชนิด ไม่มีกฎหมายคุ้มครอง กระทรวงเกษตรฯจึงทำหนังสือหารือกฤษฏีกา ซึ่งต้องรอความชัดเจนตรงนั้นก่อน เพราะสัตว์ตามธรรมชาติ หากตีคุมทั้งหมด ทำให้วิถีชีวิตชาวบ้านเปลี่ยนไป เช่น เขียด กบ ที่ชาวบ้านยังหาจับมากินมาซื้อขายกันในตลาดท้องถิ่น ในข้อนี้ทำให้กฎหมายต้องเขียนเผื่อไว้ ที่ให้อำนาจรมว.เกษตรฯในการประกาศคุ้มครองสัตว์บางประเภท ตอนนี้สัตว์ในธรรมชาติ หากกำหนดอะไรต้องดู ผลกระทบวิถีชาวบ้านด้วย ซึ่งประเด็นในพ.ร.บ.ป้องกันทารุณกรรมสัตว์ ได้เร่งรีบทำเรื่องถึงกฤษฏีกา เพื่อไม่ให้กฎหมายออกไปทับซ้อนกัน และดูผลการบังคับใช้อย่างไร “นายเลิศวิโรจน์ กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามถึงแหล่งน้ำชลประทาน ยังมีการประกาศเขตห้ามจับสัตว์น้ำทุกชนิด ปลัดกระทรวงเกษตรฯกล่าวว่าช่วงที่ประกาศห้ามได้กำหนดขอบเขตชัดเจน เพื่อป้องกันไม่ให้อุปกรณ์ จับปลา หรือเรือชาวประมง มาเข้าใกล้เครื่องมือ อาคารส่งน้ำ ถ้ามาหาปลาใกล้ๆ ที่ประตูระบาย ทำให้มีปัญหาเป็นอันตรายกับชาวประมงได้ และอาจทำให้กลไกอาคารชลประทานเสียหาย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าทั้งนี้ในสัตว์ตามธรรมชาติ 15 ชนิด มีเสือทุกสายพันธุ์รวมอยู่ด้วย ในเบื้องต้น ในการหารือของคณะอนุกรรมการฯร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เห็นว่า ควรจะแนบท้ายประกาศเพิ่มเติมในพ.ร.บ.ป้องกันการทารุณกรรมสัตว์ จะกำหนดสัตว์ตามธรรมชาติอีกเพียง 15 ชนิด แต่เพื่อให้เกิดความชัดเจน กรมปศุสัตว์ต้องหารือกับสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาอีกครั้ง เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบกับสังคมและวิถีชีวิตชาวบ้าน โดยสัตว์ 15 ชนิด ประกอบด้วย ช้าง เสือ หมี ลิง ชะนี นางอาย ชะมด หมูป่า ตัวนิ่ม ตัวลิ่น สุนัขจิ้งจอก นกเงือก นกพิราบ นกเขาชวา และกระรอกสามสี

‘สาทิตย์’ชี้ปัญหายางพารา เกิดจากการบริหารด้วยความไม่เข้าใจถ่องแท้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/325769

'สาทิตย์'ชี้ปัญหายางพารา  เกิดจากการบริหารด้วยความไม่เข้าใจถ่องแท้

‘สาทิตย์’ชี้ปัญหายางพารา เกิดจากการบริหารด้วยความไม่เข้าใจถ่องแท้

วันเสาร์ ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2561, 10.21 น.
10 มี.ค.61 นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย อดีต สส.ตรัง พรรคประชาธิปัตย์ และแกนนำ กปปส. ให้สัมภาษณ์ที่จังหวัดตรัง ถึงกรณีเครือข่ายสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางพารา 14 จังหวัดภาคใต้ ร่วมกับแกนนำชาวสวนยางทุกกลุ่ม  และสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจแห่งประเทศไทย (สร.กยท.) เตรียมเคลื่อนไหวขับไล่ พลเอก ฉัตรเฉลิม เฉลิมสุข  ประธานคณะกรรมการการยางแห่งประเทศไทย นายธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย หลังจากเปิดให้บริษัทเอกชนเข้ามาเป็นผู้จัดเก็บเงินค่าธรรมเนียมการส่งออกยางพารา (Cess) โดยไม่ฟังเสียงคัดค้านของพนักงานการยางแห่งประเทศไทย รวมทั้งเครือข่ายสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางฯ และเสียงคัดค้านของกลุ่มชาวสวนยางทุกกลุ่ม เป็นความตั้งใจเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์ร่วมกับนายทุน ทำลายองค์กรการยางแห่งประเทศไทย

โดยนายสาทิตย์ กล่าวว่า นโยบายการบริหารจัดการเรื่องยางพาราภาครัฐมีปัญหามาก ความจริงสภาสมัยที่ผ่านมาได้ออกกฎหมายที่รวมหน่วยงานด้านยางพาราเข้าไว้เป็นหน่วยงานเดียวกัน มีความมุ่งหวังการจัดการเรื่องยางพาราจะมีเอกภาพและประสิทธิภาพ แต่ดูเหมือนว่าหลังจากรวมทุกหน่วยงานเข้ามาแล้ว การบริหารจัดการกับตรงกันข้าม ตนเข้าใจว่าปัญหาใหญ่สุดมาจากบอร์ดของการยางแห่งประเทศไทยที่ได้คนที่ยังไม่มีความเข้าใจในเรื่องหลักการการบริหารจัดการยางพาราอย่างถ่องแท้และชัดเจน จึงทำให้เกิดปัญหาการบริหารจัดการที่ไม่สามารถจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีประโยชน์ต่อพี่น้องชาวสวนยางพาราตามความจริง เช่น ราคายางพาราไม่เขยิบขึ้นในขณะเดียวกันมีการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบบางประการทำให้มีการต่อต้านเกิดขึ้น

นายสาทิตย์ กล่าวอีกว่า อย่างกรณีเงินค่าธรรมเนียมการส่งออกยางพารา (Cess) ที่ให้ภาคเอกชนจัดเก็บ ซึ่งผิดหลักเกณฑ์โดยสิ้นเชิง เงินค่าธรรมเนียมการส่งออกยางพารา  (Cess) เป็นเงินของชาวสวนยางพาราที่จัดเก็บเพื่อนำเงินมาพัฒนาระบบยางพาราโดยส่วนรวม ซึ่งคนจัดการจะต้องเป็นภาครัฐต้องมีการจัดการที่ชัดเจน ในยุครัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ได้มีการปรับอัตราของการจัดเก็บเงินค่าธรรมเนียมการส่งออกยางพารา (Cess) ขึ้นเพื่อให้มีเงินมากเพียงพอในการพัฒนาระบบยางพารา ดังนั้นระบบจัดเก็บรัฐต้องดูแล การให้เอกชนเข้ามาดูแลผิดวัตถุประสงค์ และทำให้เกิดปัญหาตามมา ปัญหาใหญ่ที่ตามมา คือบอร์ดมีลักษณะไม่ฟังเสียงใคร และมีการรวบอำนาจการบริหารจัดการไม่สามารถทำให้ทุกภาคส่วนออกมาพูดจาได้

“ดังนั้นเมื่อมีแกนนำยางพาราออกมาเคลื่อนไหว อย่ามองว่าเป็นประเด็นการเมือง เคลื่อนไหวกระทบความมั่นคงของรัฐบาล แล้วใช้วิธีความมั่นคงมาจัดการ เพราะว่าการเคลื่อนไหวมาจากปัญหา คนที่มีปัญหาต้องมีโอกาสที่จะส่งเสียงบ้าง การไม่มีโอกาสที่จะส่งเสียงมันเป็นการสร้างความกดดันให้เกิดขึ้น และเมื่อไม่มีการมีส่วนร่วมการแก้ไขปัญหายางอย่างมีประสิทธิภาพก็ไม่เกิดขึ้น ดังนั้นอย่างใช้การใช้การบริหารจัดการแบบเดียวกับปัญหาความมั่นคง เพราะมันคนละเรื่องกัน อย่ามองว่าแกนนำที่ออกมาเคลื่อนไหวเพื่อจะที่ไปโค่นล้มนั่นโน่น นี่ไม่ใช่ ถ้ามีการบริหารถูกต้องฟังเสียง เปิดการมีส่วนร่วมทุกอย่างก็จบจึงต้องเกิดการยอมรับของบอร์ดก่อนว่าอย่ารวบอำนาจ และอย่าตัดสินใจโดยไม่ฟังเสียงใคร” นายสาทิตย์ กล่าว

นายสาทิตย์ กล่าวอีกว่า ตนคิดว่าเสียงปากท้อง เสียงท้องของคนต้องดังกว่าเสียงใดๆ ดังนั้นตนให้กำลังใจกับคนที่ออกมาพูดในสิ่งที่ถูกต้องเพื่อประเทศชาติบ้านเมือง ขณะเดียวกันก็เรียกร้องไปยัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีกรุณารับฟังเสียงประชาชนและเปิดโอกาสช่องทางให้เขาได้พูด และถ้าลงมาดูบอร์ดให้ดูประสิทธิภาพบริหารจัดการด้วยว่ามีปัญหาอย่างไร แล้วจะรู้ว่าปัญหายางพาราไม่ได้เกิดจากการเคลื่อนไหวของคน แต่เกิดจากบริหารภาครัฐที่เป็นปัญหา

ได้ฤกษ์เปิดปฏิบัติการฝนหลวง จับตา‘ภัยแล้ง’รุนแรง-เกษตรฯสั่งเตรียมพร้อมรับมือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/325501

ได้ฤกษ์เปิดปฏิบัติการฝนหลวง จับตา‘ภัยแล้ง’รุนแรง-เกษตรฯสั่งเตรียมพร้อมรับมือ

ได้ฤกษ์เปิดปฏิบัติการฝนหลวง จับตา‘ภัยแล้ง’รุนแรง-เกษตรฯสั่งเตรียมพร้อมรับมือ

วันศุกร์ ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีเปิดปฏิบัติการฝนหลวงสู้ภัยแล้ง ประจำปี 2561 อย่างเป็นทางการ ณ สนามบินนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ พร้อมเปิดเผยว่า สถานการณ์ภัยแล้งในปี 2561 มีแนวโน้มทวีความรุนแรงมากขึ้น เนื่องมาจากความผันแปรของสภาพภูมิอากาศและสภาวะโลกร้อน ประกอบกับสถานการณ์ภัยพิบัติ ที่กำลังเกิดขึ้นขณะนี้ อาทิ สถานการณ์หมอกควันและไฟป่า ปัญหาภัยแล้ง และการขาดแคลนน้ำเพื่อใช้ทำการเกษตร เป็นต้น รวมถึงสถานการณ์ปริมาณน้ำเก็บกักในอ่างเก็บน้ำและเขื่อนสำคัญทั่วประเทศ ยังมีเขื่อนหลักบางแห่งที่มีปริมาณน้ำต่ำกว่าเกณฑ์ และมีการขอรับบริการฝนหลวงเพื่อช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรด้วย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เห็นความสำคัญของปัญหาดังกล่าว จึงมอบหมายให้กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ดำเนินโครงการปฏิบัติการฝนหลวงสู้ภัยแล้ง ประจำปี 2561 ซึ่งเป็นภารกิจสำคัญตามนโยบายของรัฐบาลที่กำชับให้ทุกหน่วยงานมุ่งดำเนินงานเชิงรุกเพื่อช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรและประชาชน

ด้าน นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร กล่าวว่า กรมฝนหลวงและการบินเกษตร เป็นหน่วยงานที่มีภารกิจหลักในการปฏิบัติการฝนหลวงเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยแล้งให้แก่เกษตรกรและผู้ใช้น้ำทั่วทั้งประเทศ รวมถึงการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้กับระบบบริหารจัดการน้ำของประเทศ โดยมีแผนปฏิบัติการประจำปี ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม ถึงวันที่ 31 ตุลาคม ของทุกปี ภายใต้การดำเนินงานตามยุทธศาสตร์ 4 ยุทธศาสตร์ ได้แก่ การเพิ่มประสิทธิภาพการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยแล้งและบรรเทาภัยพิบัติเชิงพื้นที่ การเพิ่มประสิทธิภาพการดัดแปรสภาพอากาศ การเพิ่มขีดความสามารถ การบริหารจัดการด้านการบิน และการพัฒนาระบบบริหารจัดการภาครัฐซึ่งสำหรับในปี 2561 กรมฝนหลวงและการบินเกษตร เตรียมจัดตั้งหน่วยปฏิบัติการฝนหลวง 5 ภูมิภาคทั่วประเทศ จำนวน 7 หน่วยปฏิบัติการ ได้แก่ ภาคเหนือ จำนวน 2 หน่วยฯ คือ หน่วยปฏิบัติการฝนหลวงจังหวัดเชียงใหม่ เปิดหน่วยฯ ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2561 เป็นต้นไป หน่วยปฏิบัติการฝนหลวงจังหวัดพิษณุโลก เปิดหน่วยฯ ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2561 เป็นต้นไป ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำนวน 1 หน่วยฯ คือ หน่วยปฏิบัติการฝนหลวงจังหวัดขอนแก่น เปิดหน่วยฯ ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2561 เป็นต้นไป ภาคกลาง จำนวน 2 หน่วยฯ คือ หน่วยปฏิบัติการฝนหลวงจังหวัดนครสวรรค์ เปิดหน่วยฯ ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2561 เป็นต้นไป หน่วยปฏิบัติการฝนหลวงจังหวัดกาญจนบุรี เปิดหน่วยฯ ตั้งแต่วันที่ 6 มีนาคม 2561 เป็นต้นไป ภาคตะวันออก จำนวน 1 หน่วยฯ คือ หน่วยปฏิบัติการฝนหลวงจังหวัดจันทบุรี เปิดหน่วยฯ ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม2561 เป็นต้นไป ภาคใต้ จำนวน 1 หน่วยฯ คือ หน่วยปฏิบัติการฝนหลวงหัวหิน เปิดหน่วยฯ ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2561 เป็นต้นไป

นายสุรสีห์กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับการปฏิบัติการฝนหลวง ยังมีความร่วมมือจากหน่วยงานร่วมบูรณาการที่เกี่ยวข้องด้วย อาทิ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) สนับสนุนน้ำแข็งแห้งในการปฏิบัติการฝนหลวง กรมชลประทานและกรมป่าไม้ เรื่องบริหารจัดการน้ำและการอนุรักษ์ป่าต้นน้ำ การวิจัยพัฒนาจรวดดัดแปรสภาพอากาศ กับสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ ดำเนินโครงการอากาศยานไร้คนขับ UAV กับคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ การสนับสนุนข้อมูลเกี่ยวกับงานวิจัยเพื่อแก้ไขปัญหาภัยแล้ง กับสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง การดำเนินงานเกี่ยวกับเทคโนโลยีที่ใช้สนับสนุนการปฏิบัติการฝนหลวง เกี่ยวกับการดัดแปรสภาพอากาศโดยพลุสารดูดความชื้นและพลุสารซิลเวอร์ไอโอไดร์กับกองทัพอากาศ และการวิจัยสารฝนหลวงทางเลือก กับสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย เป็นต้น

ทั้งนี้ การดำเนินการปฏิบัติการฝนหลวงสู้ภัยแล้ง และบรรเทาปัญหาภัยพิบัติต่างๆ กรมฝนหลวงและการบินเกษตร พร้อมเคียงข้างประชาชนเพื่อต่อสู้กับปัญหาภัยแล้ง การขาดแคลนน้ำ ปัญหาหมอกควัน และไฟป่า รวมถึงการยับยั้งพายุลูกเห็บ โดยจะมุ่งมั่นทุ่มเทอย่างสุดความสามารถในการปฏิบัติภารกิจ และ จะพัฒนาเทคโนโลยีฝนหลวง ซึ่งเป็นศาสตร์
พระราชาที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร พระราชทานไว้ให้ นำมาช่วยเหลือพื้นที่การเกษตร ป่าไม้ และประชาชนคนไทยให้รอดพ้นจากความทุกข์ยากอย่างยั่งยืน

เสริมแกร่ง‘อสค.-องค์การสุรา’ จับมือลงนามพัฒนา-ปรับปรุงประสิทธิภาพธุรกิจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/325498

x

เสริมแกร่ง‘อสค.-องค์การสุรา’ จับมือลงนามพัฒนา-ปรับปรุงประสิทธิภาพธุรกิจ

วันศุกร์ ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ดร.ณรงค์ฤทธิ์ วงศ์สุวรรณ ผู้อำนวยการองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) เปิดเผยว่า อ.ส.ค. ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับองค์การสุรา ในการส่งเสริมพัฒนาขีดความสามารถทางธุรกิจเป็นระยะเวลา 3 ปี เพื่อสนองตอบต่อความต้องการของผู้บริโภค พร้อมขยายตลาดทั้งภายในและต่างประเทศ โดยมีขอบเขตความร่วมมือ 5 แนวทางหลัก คือ 1.ร่วมมือวิจัยและพัฒนาเพื่อส่งเสริมพัฒนา และปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตและผลิตภัณฑ์ 2.สร้างความร่วมมือการใช้บริการระหว่างกันด้านวัตถุดิบ การผลิต และการจำหน่ายในอัตราพิเศษ 3.ร่วมมือทำตลาดทั้งภายในและต่างประเทศ 4.สร้างความร่วมมือการส่งเสริมพัฒนาบุคลากร พร้อมแลกเปลี่ยนข้อมูลทางวิชาการ ระบบสารสนเทศ ตลอดจนสนับสนุนการเพิ่มพูนความรู้แก่บุคลากรของทั้งสองฝ่าย และ 5.ร่วมดำเนินโครงการที่มีความสนใจร่วมกัน

เบื้องต้นทั้งสองฝ่ายได้มีแผนนำน้ำนมที่เหลือจากการผ่านการตัดกล่องและชิม(Sensory Test) หรือน้ำนมเสื่อมสภาพที่ไม่ได้ใช้ในโรงงานแปรรูปของ อ.ส.ค. เข้าสู่กระบวนการกลั่นแอลกอฮอล์ขององค์การสุรา ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับน้ำนมที่เหลือจากการทำ Sensory Test ขณะเดียวกัน อ.ส.ค. ก็จะใช้ผลิตภัณฑ์แอลกอฮอล์ขององค์การสุราในการทำความสะอาดและฆ่าเชื้อเครื่องจักร เครื่องมือ และอุปกรณ์ในห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์ที่ใช้แปรรูปผลิตภัณฑ์นมไทย-เดนมาร์ค รวมทั้งทำความสะอาดอุปกรณ์ภายในฟาร์มโคนมไทย-เดนมาร์ค และนำมาใช้เช็ดทำความสะอาดเต้านมโค เป็นต้น

“แต่ละปีจะมีน้ำนมที่เหลือจากการทำ Sensory Test คิดเป็น 1.2% หรือประมาณ 365 ตัน/ปี โดย อ.ส.ค.จะส่งมอบน้ำนมดังกล่าวให้กับองค์การสุรา เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในการกลั่นหรือแปรรูปเป็นแอลกอฮอล์ เพื่อนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์และช่วยเพิ่มมูลค่าสินค้า คาดว่า จะช่วยพัฒนาขีดความสามารถและเสริมแกร่งทางธุรกิจให้กับ อ.ส.ค.และองค์การสุราได้ทางหนึ่ง” ดร.ณรงค์ฤทธิ์ กล่าว

เลาะรั้วเกษตร : เกลือ…อย่าคิดว่าไม่สำคัญ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/325500

281225166

เลาะรั้วเกษตร : เกลือ…อย่าคิดว่าไม่สำคัญ

วันศุกร์ ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

เมื่อกลางเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ชาวนาเกลือได้เข้ามาร้องเรียนกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กฤษฎา  บุญราช ถึงกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เลยทีเดียว ข้อที่ชาวนาเกลือมาขอใหกระทรวงเกษตรฯ ช่วยเหลือมีอยู่ 4 ข้อ คือ 1.การแก้ไขปัญหาหนี้สินของชาวนาเกลือ 2.พัฒนาสินค้าเกลือทะเลทั้งระบบ และขอให้มีหน่วยงานที่รับผิดชอบดูแลการทำนาเกลือที่ชัดเจน 3.การนำเข้าเกลือจากต่างประเทศ ทำให้เกลือในประเทศราคาตกต่ำ และ 4.การสนับสนุนกองทุนหมุนเวียนของสหกรณ์เกลือทะเล และหาช่องทางการตลาด

ชาวนาเกลือที่มาเยือนกระทรวงเกษตรฯนี้ เป็นผู้แทนของสมาพันธ์ชาวนาเกลือทะเลไทย ที่มีสมาชิกเป็นชาวนาเกลือของ 3 จังหวัด คือ สมุทรสาคร สมุทรสงคราม และเพชรบุรี รวมสมาชิกกว่า 1,000 ราย พื้นที่ทำนาเกลือประมาณ 62,000 ไร่

เรื่องหนี้สิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ มอบให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ไปดำเนินการ เรื่องการนำเข้าเกลือจากต่างประเทศ รับปากว่าจะไปคุยกับกระทรวงพาณิชย์ให้ เรื่องการตลาดเกลือ มอบให้กรมฝนหลวงและการบินเกษตรพิจารณาซื้อเกลือจากเกษตรกรมาใช้ในการทำฝนหลวง

ส่วนเรื่องการพัฒนาสินค้าเกลือทั้งระบบนั้น ในพ.ร.บ.มาตรฐานสินค้าเกษตรยังไม่ได้ระบุว่า “เกลือทะเล” เป็นสินค้าเกษตร สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ หรือ มกอช. จึงยังจัดทำมาตรฐานสินค้าเกลือทะเลไม่ได้ ต้องส่งให้กฤษฎีกาตีความเสียก่อน สำหรับหน่วยงานที่รับผิดชอบเกี่ยวกับการทำนาเกลือโดยตรงยังไม่ได้ระบุ แต่ปัจจุบันนี้มีกรมส่งเสริมสหกรณ์ดูแลสหกรณ์ชาวนาเกลืออยู่

มาเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ วิวัฒน์ ศัลยกำธร รับลูกต่อ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสหกรณ์การเกษตรเกลือทะเลไทยเพชรบุรี จำกัด ที่จังหวัดเพชรบุรี พร้อมกับโปรยยาหอมว่า กระทรวงเกษตรฯ มีนโยบายที่จะพัฒนาและยกมาตรฐานการผลิตเกลือไทยให้เป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญ เป็นที่รู้จักและเป็นที่ต้องการในตลาดโลกอย่างถาวร

วิธีการคือ จะลดต้นทุนการผลิต และจัดทำมาตรฐานสินค้าเกลือทะเล มีการแปรรูปเกลือให้นำไปใช้ประโยชน์ในด้านอื่นๆ เช่น การทำฝนหลวง ของอธิบดี สุรสีห์ กิตติมณฑลพร้อมกับบอกให้สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตรของ ผู้อำนวยการสำนักฯ พรรณพิมล ชัญญานุวัตร ทำการศึกษาวิจัยการพัฒนาเกลือทะเลเพื่อนำไปใช้ประโยชน์อื่นๆ ให้กว้างขวาง รวมทั้งจะส่งเสริมยกระดับสหกรณ์นาเกลือให้เกิดความเข้มแข็ง

ยาหอม หอมฟุ้ง ดูมีความหวัง…. แต่การดำเนินงานคงไม่ได้ง่ายเหมือนที่พูดหรือให้สัญญิงสัญญาเอาไว้เพราะตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาไม่มีหน่วยงานใดรับผิดชอบดูแลการทำนาเกลือ จนกระทั่งวันที่ 1 มีนาคม 2554 ครม.ได้มีมติเห็นชอบตามที่คณะกรรมการนโยบายและแผนพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์เสนอ ให้ถือว่าการทำนาเกลือทะเล เป็นอาชีพการเกษตร และให้ถือว่าชาวนาเกลือเป็นเกษตรกร ซึ่งก่อนหน้านี้กำหนดให้การทำนาเกลือเป็นกิจกรรมประเภทการทำเหมืองหินและเหมืองแร่ ซึ่งไม่เข้าข่ายที่คณะกรรมการนโยบายและมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร หรือ คชก. จะช่วยเหลือชาวนาเกลือในกรณีที่ได้รับความเดือดร้อนได้

เมื่อชาวนาเกลือเป็นเกษตรกร กระทรวงเกษตรฯ จึงมอบให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ดูแลชาวนาเกลือ และเมื่อปลายปี 2559 กระทรวงเกษตรฯ โดยเกษตรและสหกรณ์จังหวัด ก็เป็นเจ้าภาพจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นร่างยุทธศาสตร์เกลือทะเล พ.ศ. 2560 – 2564 ขึ้น ซึ่งร่างยุทธศาสตร์ดังกล่าวเป็นแผนพัฒนาเกลือทะเลของจังหวัดเพชรบุรี สมุทรสงคราม และสมุทรสาคร

สิ่งที่รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ วิวัฒน์ ศัลยกำธร ว่าเป็นนโยบายของกระทรวงเกษตรฯนั้น ปรากฏอยู่ในกลยุทธ์ที่จะดำเนินการตามยุทธศาสตร์ที่กล่าวมาแล้วทั้งหมด

ไม่ต้องถึงกับช่วยให้เกลือเป็นสินค้าส่งออก ถ้าจะช่วยเหลือชาวนาเกลือจริงๆ กระทรวงเกษตรฯ น่าจะพิจารณาขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ดังกล่าวให้บรรลุผล ยังมีเวลาอีก 4 ปี น่าจะเห็นหน้าเห็นหลังบ้าง ซึ่งยังมีกลยุทธ์ที่น่าสนใจอีกหลายประการในยุทธศาสตร์นั้น เช่น พัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร การเสนอร่างพ.ร.บ. เกลือทะเลเพื่อคุ้มครองชาวนาเกลือ การบริหารจัดการฐานข้อมูลเกลือทะเลด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศ เป็นต้น

เกลือ…คือวิถีชีวิต เศรษฐกิจ และสุขภาพ (ไอโอดีน)…อย่าคิดว่าเกลือไม่สำคัญนะจะบอกให้….

แว่นขยาย

เดินหน้าตั้งผู้ตรวจสอบบัญชี ช่วยสหกรณ์ออมทรัพย์รถไฟ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/325496

เดินหน้าตั้งผู้ตรวจสอบบัญชี  ช่วยสหกรณ์ออมทรัพย์รถไฟ

เดินหน้าตั้งผู้ตรวจสอบบัญชี ช่วยสหกรณ์ออมทรัพย์รถไฟ

วันศุกร์ ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าวว่า กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะหน่วยงานที่กำกับการตรวจสอบบัญชีของสหกรณ์ออมทรัพย์สโมสรรถไฟ จำกัด ได้ตรวจพบความผิดปกติของงบการเงินของสหกรณ์ จึงเข้าไปตรวจสอบพบว่า สหกรณ์ออมทรัพย์สโมสรรถไฟ จำกัด ได้มีการจ่ายเงินกู้ให้กับสมาชิกที่เป็นกรรมการและผู้จัดการสหกรณ์ จำนวน 6 ราย เป็นเงิน 2,000 กว่าล้านบาท ซึ่งการจ่ายเงินกู้ดังกล่าวไม่เป็นไปตามระเบียบของสหกรณ์ ว่าด้วยเงินกู้พิเศษ พ.ศ. 2554 กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ได้รายงานข้อสังเกตให้รองนายทะเบียนสหกรณ์ทราบเพื่อดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อไป ปัจจุบันลูกหนี้ดังกล่าวไม่สามารถส่งชำระหนี้รายเดือนให้กับสหกรณ์ได้ ส่งผลให้สหกรณ์ขาดสภาพคล่องทางการเงิน และสมาชิกสหกรณ์ได้รับความเดือดร้อน ตามที่เป็นข่าวแล้วนั้น

อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าวอีกว่า กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ไม่ได้นิ่งนอนใจต่อปัญหาที่เกิดขึ้น ได้มีการประชุมหารือกับคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ ประกอบด้วย นายกิติศักดิ์ ทองระกาศ ประธานที่ปรึกษาสหกรณ์ฯ นายสมบัติ ฤกษ์ฉาย เลขานุการสหกรณ์ฯ นายประเสริฐ ศรีสะอาด ประธานกรรมการสหกรณ์ฯ และนายกมลชนก มุกดา ผู้จัดการสหกรณ์ฯ เพื่อแก้ไขปัญหาของสหกรณ์ โดยที่สหกรณ์ได้มีการกำหนดแผนพื้นฟูสถานะของสหกรณ์ให้มีความมั่นคง ส่วนกรมตรวจบัญชีสหกรณ์จะให้ความช่วยเหลือสหกรณ์โดยจะแต่งตั้งผู้สอบบัญชีภาครัฐในการตรวจสอบบัญชีสหกรณ์สำหรับปีบัญชีสิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2561 เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับสมาชิกและสหกรณ์อื่นที่ดำเนินธุรกิจร่วมกันกับสหกรณ์ออมทรัพย์สโมสรรถไฟ จำกัด รวมทั้งติดตามการดำเนินการแก้ไขปัญหาของสหกรณ์อย่างใกล้ชิดต่อไป

ระดมเครื่องสูบ-รถบรรทุกน้ำ เข้าช่วยเหลือพื้นที่นอกเขตชลประทานสู้ฝนทิ้งช่วง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/325499

x

ระดมเครื่องสูบ-รถบรรทุกน้ำ เข้าช่วยเหลือพื้นที่นอกเขตชลประทานสู้ฝนทิ้งช่วง

วันศุกร์ ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยถึงสถานการณ์น้ำก่อนเข้าสู่ช่วงฤดูแล้งในปีนี้ว่า ขณะนี้ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ทั่วประเทศมีปริมาณรวม 53,049 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) หรือคิดเป็นร้อยละ 75 ของปริมาณน้ำรวมกันทั้งหมดคือ 74,000 ล้านลบ.ม. เป็นน้ำใช้การได้ 29,505 ล้านลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 62 เมื่อเทียบกับปี 2560 ปีนี้มีปริมาณน้ำมากกว่าถึง 7 ล้านลบ.ม. ดังนั้นจึงมั่นใจได้ว่า ฤดูแล้งปีนี้พื้นที่ในเขตชลประทานไม่มีความเสี่ยงเรื่องการขาดแคลนน้ำ เนื่องจากปริมาณน้ำที่มีอยู่เพียงพอสำหรับใช้ในการอุปโภคบริโภคและการเกษตรไปจนถึงสิ้นฤดูอย่างแน่นอน

อย่างไรก็ตาม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีความห่วงใยเรื่องจุดเสี่ยงภัยแล้งนอกเขตชลประทาน ใน 47 จังหวัด 339 อำเภอ 1,552 ตำบล รวมพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 3.8 ล้านไร่ จึงได้สั่งการและกำชับให้กรมชลประทานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมความพร้อมให้การช่วยเหลือ โดยในส่วนของกรมประทานนั้น ขณะนี้ได้ให้สำนักงานชลประทานทั้ง 17 แห่ง ลงสำรวจพื้นที่เสี่ยงที่จะเกิดภัยแล้งแล้ว

นอกจากนี้ กรมชลประทานยังได้ส่งเครื่องสูบน้ำจำนวน 1,700 เครื่อง และรถบรรทุกน้ำ 242 คัน กระจายเข้าไปยังพื้นที่เสี่ยงภัยแล้งเสริมจากของเดิมที่มีประจำการอยู่แล้วในโครงการชลประทานทั่วประเทศ เพื่อเติมศักยภาพการช่วยเหลือให้ได้มากที่สุด อีกทั้งยังมีเครื่องสูบน้ำสำรองไว้ที่ส่วนกลางอีก 663 เครื่อง ดังนั้น ประชาชนที่ประสบปัญหาภัยแล้ง ขาดแคลนน้ำ สามารถติดต่อขอความช่วยเหลือจากโครงการชลประทานในพื้นที่ของท่านได้ตลอด 24 ชั่วโมง” ดร.ทวีศักดิ์กล่าว

รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวเพิ่มเติมว่า หากมองย้อนไป ณ วันที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558 ซึ่งเป็นปีที่เกิดภัยแล้ง มีน้ำใช้การเพียง 20,000 ล้าน ลบ.ม. เทียบกับน้ำ ณ วันที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ.2560 มีน้ำใช้การถึง 40,000 ล้าน ลบ.ม.จึงเห็นได้ชัดว่าในปีนี้มีน้ำมากกว่าปีที่เกิดภัยแล้งถึง 2 เท่า ถึงกระนั้นก็ตาม กรมชลประทานได้กำชับไปถึงอ่างเก็บน้ำของโครงการชลประทานทั่วประเทศรวมกว่า 500 แห่ง ให้ใช้น้ำอย่างประหยัด จัดสรรน้ำให้เพียงพอต่อการปลูกพืชของเกษตรกร พร้อมให้ดำเนินการแก้ไขภาวะการรั่วซึมของน้ำทุกรูปแบบ จึงขอย้ำอีกครั้งว่าปีนี้ในพื้นที่ชลประทานไม่มีความเสี่ยงสถานการณ์ภัยแล้งอย่างแน่นอน

เร่งประสานอย.สอบปลา‘ฟุกุชิมะ’ l สกัดผู้บริโภคแตกตื่นปนเปื้อนสารกัมมันตรังสี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/325211

x

เร่งประสานอย.สอบปลา‘ฟุกุชิมะ’ l สกัดผู้บริโภคแตกตื่นปนเปื้อนสารกัมมันตรังสี

วันพฤหัสบดี ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ประมงเร่งประสาน อย. ตรวจสอบปลาสดที่นำเข้าจากฟุกุชิมะ ประเทศญี่ปุ่น หนุนสร้างความเชื่อมั่นในระบบตรวจสอบสินค้าสัตว์น้ำที่นำเข้าจากต่างประเทศ หวั่นผู้บริโภควิตกปนเปื้อนสารกัมมันตภาพรังสี

นางอุมาพร พิมลบุตร รองอธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า สืบเนื่องจากกรณีข่าวมีการนำเข้าปลาสดจากฟุกุชิมะของญี่ปุ่นมายังประเทศไทย กระทั่งทำให้เกิดความวิตกเรื่องการปนเปื้อนกัมมันตภาพรังสีนั้น เบื้องต้นได้รับรายงานว่า บริษัทผู้นำเข้าได้นำเข้าปลากลุ่ม Hirame หรือ Flatfish ประกอบด้วยปลาFlounder จำนวน 100 กก. และ Sole 30 กก. เมื่อวันที่ 2 มีนาคมที่ผ่านมา และได้ถูกกระจายสินค้าไปยังร้านอาหารในเขต กทม. หลายร้าน อย่างไรก็ตาม ปลาจำนวนดังกล่าวได้รับการตรวจสอบแล้ว โดยมาตรฐานในการตรวจสอบการนำเข้าอาหารจากต่างประเทศนั้น อย. เป็นผู้รับผิดชอบติดตามตรวจสอบเรื่องปริมาณสารกัมมันตรังสีในอาหาร โดยกระทรวงสาธารณสุขได้ออกประกาศ เรื่อง มาตรฐานอาหารที่ปนเปื้อนสารกัมมันตรังสีปี พ.ศ. 2554 สำหรับสินค้าบริโภคที่จะนำเข้าต้องได้รับการรับรองจากหน่วยงานของรัฐ หรือห้องปฏิบัติการที่ได้รับการรับรองระบุปริมาณไม่เกินมาตรฐานที่กำหนดและ อย. เป็นผู้สุ่มตรวจควบคุม

ทั้งนี้ เพื่อตรวจสอบความปลอดภัยของปลาลอตดังกล่าว กระทรวงเกษตรฯ จึงมีนโยบายเร่งด่วนสั่งการให้กรมประมงประสานกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เพื่อประชุมหารือร่วมกันกำหนดมาตรการในการกำกับดูแล ตรวจสอบ ให้ผู้บริโภคเกิดความมั่นใจ อีกทั้งประสานกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เพื่อประชุมหารือถึงแนวทางการทำงานร่วมกันให้ชัดเจน เพื่อให้ผู้บริโภคเกิดความเชื่อมั่นในระบบตรวจสอบสินค้าเกษตรและอาหารที่มีการนำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ มุ่งเน้นที่จะยกระดับความปลอดภัยของสินค้าเกษตรและอาหารอย่างต่อเนื่อง

รองอธิบดีกรมประมง กล่าวในตอนท้ายว่า กรณีสินค้าประมงที่นำเข้าตามที่เป็นข่าวนั้น มีการนำเข้าอย่างถูกต้องเป็นไปตามประกาศกรมประมง เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการขออนุญาตและการอนุญาตนำเข้าสัตว์น้ำหรือผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำ พ.ศ. 2560 รวมถึงเป็นไปตามข้อกำหนดของประกาศกระทรวงสาธารณสุขข้างต้น อย่างไรก็ตาม ขอให้ประชาชนอย่าตื่นตระหนก เนื่องจากการนำเข้าปลาจากทุกประเทศ เจ้าหน้าที่ด่านตรวจประมงจะต้องตรวจสอบอย่างเข้มงวดอยู่แล้ว