จัดยิ่งใหญ่งานวันเกษตรแห่งชาติ 26ม.ค.-3ก.พ.ดันนวัตกรรมพัฒนาเกษตรไทยสู่ยุค4.0

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/315653

x

จัดยิ่งใหญ่งานวันเกษตรแห่งชาติ 26ม.ค.-3ก.พ.ดันนวัตกรรมพัฒนาเกษตรไทยสู่ยุค4.0

วันจันทร์ ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายธนิตย์ เอนกวิทย์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกับ มหาวิทยาลัย
เกษตรศาสตร์ เตรียมจัดงานวันเกษตรแห่งชาติภายใต้แนวคิด “ศาสตร์พระราชา พัฒนาเกษตรไทย 4.0” ระหว่างวันที่ 26 มกราคม-3 กุมภาพันธ์ ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ในหลวง รัชกาลที่ 9และเป็นช่องทางให้หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา นักวิชาการ นักวิจัย และกลุ่มเกษตรกร นำเสนอผลงานด้านวิชาการ องค์ความรู้ นวัตกรรม เทคโนโลยี และงานประดิษฐ์ด้านการเกษตร อีกทั้งเพื่อให้เกษตรกรเห็นความสำคัญของการทำเกษตรแบบยั่งยืน สนับสนุนการส่งเสริมอาชีพและธุรกิจด้านการเกษตร เพื่อให้เกษตรกรในประเทศสามารถแข่งขันกับสินค้านำเข้าในเชิงคุณภาพได้ และนำนวัตกรรมที่ได้รับไปพัฒนาต่อยอด เพื่อสร้างความสำเร็จให้กับภาคการเกษตรและอุตสาหกรรมการเกษตรของประเทศต่อไป

นายวราวุธ ชูธรรมธัช รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า ภายในงานวันเกษตรแห่งชาตินั้น หน่วยงานในสังกัด
กระทรวงเกษตรฯทั้ง 22 หน่วยงาน ได้นำผลงานที่น้อมนำศาสตร์พระราชาที่เกี่ยวข้องกับงานด้านการเกษตรมาจัดแสดงและให้ความรู้ โดยมีไฮไลท์ที่สำคัญ คือ การจัดแสดงนิทรรศการศาสตร์พระราชา 4 โซน ประกอบด้วย 1.โซนศาสตร์พระราชาด้านพืช อาทิ การจัดแสดงธัญโอสถทางเลือกสำหรับผู้รักสุขภาพ นวัตกรรมข้าวไทย โดรนเพื่อเกษตรอินทรีย์ และเห็ดภูฏานลูกผสมสายพันธุ์ใหม่ 2.ด้านดิน อาทิ พระอัจฉริยภาพด้านการบริหารจัดการพื้นที่เกษตรน้ำน้อย นวัตกรรมย้อนกลับ การแกล้งดิน 3.ด้านน้ำ อาทิ ศาสตร์พระราชาปูม้า 4.0 ธนาคารปูไข่โซลาร์เซลล์ ฝายน้ำพับได้ Version 4.0 และ 4.ด้านการส่งเสริมอาชีพ อาทิ การจัดแสดงกี่ทอผ้าไหมแบบไม่ลอกกาว ศาสตร์พระราชาพัฒนาปศุสัตว์ 4.0 จัดแสดงการเรียนรู้พระเกียรติคุณและพระอัจฉริยภาพกษัตริย์เกษตร ผ่านภาพยนตร์ 2 มิติ นอกจากนี้ ยังมีการจำหน่ายสินค้าข้าวจากกลุ่มชาวนา และ Young Smart Farmer Farm shop ให้เลือกซื้อผลิตภัณฑ์การเกษตรจากผู้ผลิตได้โดยตรงด้วย

ทั้งนี้ การจัดงานวันเกษตรแห่งชาติจะสามารถทำให้เกษตรกร และผู้เข้าชมงานสามารถมองเห็นแนวทางการพัฒนาเกษตรไทยให้ก้าวไปสู่ 4.0 ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น จึงขอเชิญชวนให้ผู้สนใจร่วมเป็นส่วนหนึ่งในงานครั้งนี้ ระหว่างวันที่ 26 มกราคม-3 กุมภาพันธ์ 2561 ณ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน

เกษตรบูรณาการ : บู๊ เจอ เบิร์ด งานเลยงอก … ยาก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/315655

251598

เกษตรบูรณาการ : บู๊ เจอ เบิร์ด งานเลยงอก … ยาก

วันจันทร์ ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ตามติดการทำงานของรัฐมนตรีเกษตรฯภายใต้ร่มผ้าของรัฐมนตรีว่าการเกษตรฯ ที่ชื่อนายกฤษฎา บุญราช ที่ว่ากันว่า เป็นถึงอดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย ที่เป็นสายบู๊ และยังมีบุ๋น แถมยังมีตัวช่วย ที่เป็น รมช. มาอีก2 คือ นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร ที่ว่ากันว่า เข้าถึงพวกสายกินผัก รักธรรมชาติ และตามด้วยผู้ช่วยอีกคน ที่มาจากสายคลังรากหญ้า เพราะท่านทำงานร่วมกับเกษตรฯ อันเนื่องมาจากท่านเป็นผู้บริหารใหญ่ ของธนาคารเพื่อการเกษตรฯมาก่อน  นั่นคือ ท่าน “ลักษณ์ วจนานวัช”

มาถึงวันนี้ เกือบกว่า 2 เดือน ที่ทำงานมาก็ให้ความเป็นมาเป็นไปเด่นชัดมากขึ้น ตามสไตล์บู๊ของ ท่าน “กฤษฎา” ที่ทำงานตามสไตล์มหาดไทย ที่มีการมอบหมาย และจี้งานแบบวันต่อวัน ซึ่งต้องมีอะไร คืบหน้าให้เห็นเด่นชัด ตามภาระหน้าที่ที่มอบหมายไปซึ่งงานนี้หลังจากที่มีการปรับ ครม. “ประยุทธ์ 5”พี่ใหญ่ “กฤษฎา” ก็มาพร้อมกับใบสั่งให้เร่งสางปัญหาภาคการเกษตรฯ ให้เห็นเด่นชัดใน 3 เดือน เรื่องราคาสินค้าเกษตร เช่น ยางพารา รวมทั้งเรื่องการส่งเสริมการเลี้ยงโคเนื้อ ในส่วนของโครงการโคบาลบูรพาที่ว่ากันว่าจะหนุนนำการลดการนำเข้าเนื้อโคจากต่างประเทศ ที่ไทยเรายังนำเข้าจากต่างประเทศ ยังมีเรื่องราวของปัญหาราคาตามมาทุกอย่าง จากปากของรัฐมนตรี “กฤษฎา” ลั่นวาจาว่า 3 เดือน ทุกสินค้าต้องมีราคาดีขึ้น ต้องไม่ต่ำกว่าต้นทุนการผลิตจริงๆและจะเป็นของขวัญปี 2561 ให้กับคนไทย ที่เป็นเกษตรกร

แต่มาวันนี้  มีความชัดเจนว่า ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ออกอาการเครียดลงกระเพาะ จนเพื่อนพ้องน้องพี่ต้องออกมาเตือนว่าอย่าเครียด ค่อยๆ เดินหน้า แล้วคนอย่างท่าน “กฤษฎา” ก็พบสัจธรรม ว่าเล่นกับคนเกษตรฯนั้นยากยิ่ง ไม่เหมือนมหาดไทย เพราะเกษตรฯสั่งไป 100 ก็เงียบ ส่วนมหาดไทย สั่ง 10 ได้ 100 สั่งผู้ว่าฯสั่งนายอำเภอขี้ค้านจะเสนอตัว เสนอแผนงานทางเลือกให้เดินหน้า แต่มาถึงคนกระทรวงเกษตรฯ สั่งจนน้ำตาไหล จบสุดท้ายยังไม่มีอะไรคืบ จน รมต.น้ำตานอง เหมือนเดิมจนหลายครั้งถึงกับออกอาการท้อ บ่นกับคนใกล้ชิดว่า งง กับคนกระทรวงเกษตรฯ เป็นถึงรัฐมนตรีต้องมาตามงานกับข้าราชการเองทุกเรื่อง ทั้งที่เป็นหน้าที่ปลัดกระทรวงเกษตรฯ ต้องบอกว่าอดีตปลัด สายบู๊เจอปลัดสายเบิร์ดๆ อย่างท่าน“เลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ” งานนี้ต้องวัดใจ เพราะหากปล่อยไว้ งานที่รับใบสั่งมาจากท่านรองนายกฯ “สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” คงไม่งอกเงยแน่แท้ ส่วนจะทำอย่างไรต้องขึ้นอยู่กับไม้เด็ดของอดีตปลัดสายบู๊ ล่ะเจ้าคะ อย่าลืมคนเกษตรบางคน เดินก้มหน้าแทบไม่ได้นะเจ้าคะ เพราะ …. ลากดิน ก็น่าเห็นใจ ท่านปลัดสายเบิร์ด อย่างท่าน “เลิศวิโรจน์” เพราะคงสั่งใคร ลำบากเช่นกัน ยังไงเอาใจช่วยเจ้าคะ

สุดท้ายมาว่ากันด้วยเรื่อง “กัญชา” เป็นยาวิเศษที่ว่ากันว่า ถึงวันนี้หลายประเทศเขาวิจัยพัฒนา ไปถึงดาวอังคาร บานตะเกียงซึ่งล่าสุดสภาเกษตรกรแห่งชาติ และกระทรวงสาธารณสุข ก็เผยออกมาว่าจะหนุนนำให้มีการศึกษาวิจัย อย่างจริงจังเพราะ ที่ผ่านมา เรานำเข้ายาที่สกัดจากกัญชาแพงมหาศาล ซึ่งว่ากันว่า 10 ซีซี แพงมากมายกว่า 1 แสนบาท แต่สุดท้าย เข้าหูนายกรัฐมนตรีที่ชื่อ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา จึงให้ทบทวน ท่าที งานนี้ถึงคราว “ประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์” ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ และเพื่อนพ้องน้องพี่ อย่างสาธารณสุขถึงกับเงิบ ทั้งที่หวังดี งานนี้ ต้องขอเวลาชี้แจง กับท่านนายก “ประยุทธ์” อีกที ส่วนจะเดินหน้าอย่างไร ก็ขึ้นอยู่กับ ท่านๆ แต่ที่แน่ๆ หลายคน หลายฝ่ายเห็นด้วย แม้แต่ท่านรมช. อย่างท่าน “ลักษณ์” ยังหนุนวิจัยปลูกกัญชา ทดลองสกัดสารใช้ทางการแพทย์ และเชื่อว่า เป็นพืชสมุมไพรมีสรรพคุณทางยาที่ดี ซึ่งไม่ใช่เฉพาะกัญชา ยังมีกระท่อมฝิ่น ใช้เป็นยากันทั่วโลก แต่เป็นคนไทยทำอะไรก็ผิดกฎหมาย พอฝรั่งทำอะไรมาขายถูกกฎหมายหมด ส่งผลภูมิปัญญาไทยสูญหายยังไง ว่าง เวลาประชุม ครม. มีคนแอบกระซิบว่า ท่านรมช. กระซิบนายกฯด้วยเด้อเจ้าคะ

ราชดำเนิน

ราคาข้าวเปลือกพุ่ง ‘ไก่อู’แจงละเอียดยิบ ชาวนาได้ประโยชน์ ขอบคุณโรงสีพ่อค้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/315569

ราคาข้าวเปลือกพุ่ง  ‘ไก่อู’แจงละเอียดยิบ  ชาวนาได้ประโยชน์  ขอบคุณโรงสีพ่อค้า

ราคาข้าวเปลือกพุ่ง ‘ไก่อู’แจงละเอียดยิบ ชาวนาได้ประโยชน์ ขอบคุณโรงสีพ่อค้า

วันอาทิตย์ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

9ยิ่งใหญ่ ‘วันเกษตรแห่งชาติ’ ชู’ศาสตร์พระราชา พัฒนาเกษตรไทย4.0′

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/315347

9ยิ่งใหญ่ 'วันเกษตรแห่งชาติ' ชู'ศาสตร์พระราชา พัฒนาเกษตรไทย4.0'

9ยิ่งใหญ่ ‘วันเกษตรแห่งชาติ’ ชู’ศาสตร์พระราชา พัฒนาเกษตรไทย4.0′

วันศุกร์ ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2561, 16.11 น.

“เกษตรฯ” ประกาศจัดงานวันเกษตรแห่งชาติ ปี 2561ชูแนวคิด “ศาสตร์พระราชา พัฒนาเกษตรไทย 4.0”ระดม 22 หน่วยงานในสังกัด นำนวัตกรรมด้านการเกษตรจัดแสดง เชื่อมโยงศาสตร์พระราชาสู่แนวทางพัฒนาเกษตรกรยกระดับคุณภาพชีวิต 

​19 ม.ค. 61 นายสัตวแพทย์ธนิตย์ เอนกวิทย์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงการจัดงานวันเกษตรแห่งชาติว่า  งานวันเกษตรแห่งชาติ เป็นงานสำคัญประจำปีที่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้ความสำคัญและสนับสนุนให้มีการจัดอย่างต่อเนื่อง โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญ คือ เพื่อเป็นช่องทางให้หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา นักวิชาการ นักวิจัย และกลุ่มเกษตรกร มีโอกาสนำเสนอผลงานทั้งด้านวิชาการ องค์ความรู้ นวัตกรรม เทคโนโลยี และงานประดิษฐ์คิดค้นเกี่ยวกับด้านการเกษตร ออกเผยแพร่สู่การรับรู้ของสาธารณะ เพื่อให้เกษตรกร นิสิต นักศึกษา และประชาชน สามารถนำไปประยุกต์ใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อการประกอบอาชีพและดำเนินชีวิตประจำวัน

นอกจากนี้ยังมีเป้าหมายให้เกษตรกรเกิดความตระหนัก และเล็งเห็นความสำคัญของการทำเกษตรแบบยั่งยืน สนับสนุนการส่งเสริมอาชีพและธุรกิจด้านการเกษตร ให้เกษตรกรในประเทศสามารถแข่งขันกับสินค้านำเข้าในเชิงคุณภาพได้ ที่สำคัญ ยังเป็นช่องทางให้นักวิชาการ นักวิจัย และเกษตรกร นำนวัตกรรมที่ได้รับการเผยแพร่ ไปพัฒนาต่อยอด เพื่อสร้างความสำเร็จให้กับภาคการเกษตรและอุตสาหกรรมการเกษตรของประเทศต่อไป

โดยแต่ละปีการจัดงาน “วันเกษตรแห่งชาติ” จะถูกหมุนเวียนสถานที่จัดงานไปยังสถาบันการศึกษาในจังหวัดต่างๆ ของแต่ละภาค ที่มีการเปิดการเรียนการสอนภาควิชาที่เกี่ยวเนื่องกับด้านเกษตรกรรม ทำให้สามารถกระจายองค์ความรู้ไปสู่เกษตรกรในภูมิภาคต่างๆ ได้กว้างขวางและยังเป็นการผลักดันให้สถาบันการศึกษาและหน่วยงานต่างๆ เข้ามามีบทบาท ในการสนับสนุนภาคการเกษตรในพื้นที่ของตัวเองได้เพิ่มขึ้นไปพร้อมๆกัน ซึ่งการจัดงานแต่ละปี กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้คัดเลือกและมอบหมายให้ สภาคณบดีสายเกษตรแห่งประเทศไทย เป็นผู้เสนอชื่อต่อกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อให้เป็นเจ้าภาพในการจัดงานวันเกษตรแห่งชาติ

สำหรับในปีนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกับ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์จะจัดงานวันเกษตรแห่งชาติ ระหว่างวันที่ 26 มกราคม -3 กุมภาพันธ์ 2561 ณ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน กรุงเทพมหานคร เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในหลวงรัชกาลที่ 9 และได้รับพระกรุณาจาก สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี เสด็จพระดำเนินเป็นองค์ประธาน ในวันศุกร์ที่ 26 มกราคม 2561

​ด้านนายวราวุธ ชูธรรมธัช รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า การจัดงานวันเกษตรแห่งชาติในครั้งนี้ จะอยู่ภายใต้แนวคิด “ศาสตร์พระราชา พัฒนาเกษตรไทย  4.0” เป็นการเทิดพระเกียรติและเผยแพร่ศาสตร์พระราชา ตามแนวพระราชดำริ  โดยทั้ง 22 หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะนำผลงานที่ได้น้อมนำศาสตร์พระราชาที่เกี่ยวข้องกับงานด้านการเกษตรมาจัดแสดงและให้ความรู้กับผู้เข้าร่วมงาน โดยภายในงานจะมีไฮไลท์สำคัญ คือ การจัดแสดงนิทรรศการศาสตร์พระราชา โดยแบ่งออกเป็น 4 โซน ได้แก่ศาสตร์พระราชาด้านพืช ด้านดิน ด้านน้ำและด้านการส่งเสริมอาชีพ รวมถึงนิทรรศการความรู้ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับงานเกษตร

​นอกจากนี้ในส่วนของโซนศาสตร์พระราชาด้านพืช  คือ กรมการข้าว ไฮไลท์สำคัญที่จัดแสดง เช่น ธัญโอสถทางเลือกสำหรับผู้รักสุขภาพ และนวัตกรรมข้าวไทยก้าวต่อไปไม่หยุดยั้ง กรมวิชาการเกษตร ไฮไลท์สำคัญที่จัดแสดง เช่น จัดแสดงโดรนเพื่อเกษตรอินทรีย์ เห็ดภูฏานลูกผสม สายพันธุ์ใหม่ ต้นพันธุ์กาแฟโรบัสต้าชุมพร 84-4 ต้นกาแฟอาราบิก้าเชียงใหม่ 80 และพันธุ์ขมิ้นชันตรัง 84-2

โซนศาสตร์พระราชาด้านดิน คือ กรมพัฒนาที่ดิน สำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตร (ส.ป.ก.) ไฮไลท์สำคัญที่จัดแสดง เช่นพระอัจฉริยะภาพด้านการบริหารจัดการน้ำ โดยเฉพาะการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่การเกษตรที่มีน้ำน้อย นวัตกรรมย้อนกลับ การแกล้งดิน เพื่อแก้ปัญหาสภาพดินเปรี้ยว ด้วยวิธีการควบคุมการให้น้ำผ่านหินปูนฝุ่น การปรับปรุงดินให้สามารถใช้ประโยชน์ทางการเกษตรอย่างยั่งยืน

​โซนศาสตร์พระราชาด้านน้ำ  คือ กรมฝนหลวงและการบินเกษตร องค์การสะพานปลา กรมประมง ไฮไลท์สำคัญที่จัดแสดงเช่น ศาสตร์พระราชาปูม้า 4.0 ธนาคารปูไข่โซล่าเซลล์ สถานการณ์ปูม้าในประเทศรวมทั้งการนำเข้าส่งออก และวิธีการกินปูม้าอย่างถูกวิธี
กรมชลประทาน ไฮไลท์สำคัญที่จัดแสดง เช่น นวัตกรรมหมุด QR Code ใช้สำหรับการปักหมุดอ้างอิง ฝายน้ำพับได้ Version 4.0 และนวัตกรรมเครื่องมือวัดความชื้นในดินเพื่อการให้น้ำแก่พืช

​โซนศาสตร์พระราชาด้านส่งเสริมอาชีพ คือ สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง กรมส่งเสริมการเกษตร การยางแห่งประเทศไทย องค์การส่งเสริมกิจกรรมโคนม กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กรมส่งเสริมสหกรณ์ สำนักงานวิจัยการเกษตร สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ องค์การตลาดเพื่อการเกษตร กองนโยบายเทคโนโลยีเพื่อการเกษตรและเกษตรกรรมยั่งยืน

สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กรมหม่อนไหม ไฮไลท์สำคัญที่จัดแสดง เช่น จัดแสดงกี่ทอผ้าไหมแบบไม่ลอกกาว กระเป๋าผ้าไหมเปลี่ยนสีตามอุณหภูมิ และสไบคอลลาเจน กรมปศุสัตว์ ไฮไลท์สำคัญที่จัดแสดง เช่น น้อมนำศาสตร์พระราชาพัฒนาปศุสัตว์ 4.0 โคนมอาชีพพระราชทาน และผลผลิตปศุสัตว์ 4.0 สำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

ไฮไลท์สำคัญที่จัดแสดง เช่น เรียนรู้พระเกียรติคุณและพระอัจฉริยภาพกษัตริย์เกษตร ผ่านภาพยนตร์ 2 มิติ ในโรงภาพยนตร์เคลื่อนที่ ขนาด 30 ที่นั่ง นอกจากนี้ ยังมีการจำหน่ายสินค้าข้าวจากกลุ่มชาวนา และ Young Smart Farmer Farm shop ให้เลือกซื้อผลิตภัณฑ์การเกษตรจากผู้ผลิตได้โดยตรงด้วย

​ทั้งนี้“การจัดงานวันเกษตรแห่งชาติ ในปีนี้เชื่อว่าจะทำให้เกษตรกร และผู้เข้าชมงานสามารถมองเห็นแนวทางการพัฒนาเกษตรไทยให้ก้าวไปสู่ 4.0 ที่ชัดเจนยิ่งขึ้น จึงขอเชิญชวนให้ผู้สนใจร่วมเป็นส่วนหนึ่งในงานครั้งนี้ ระหว่างวันที่ 26 มกราคม – 3 กุมภาพันธ์ 2561
ณ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน

รายงานพิเศษ : รัฐมนตรีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ภายใต้รัฐบาลยุคคสช. พ.ศ. 2557–ปัจจุบัน (3)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/315201

รายงานพิเศษ : รัฐมนตรีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ภายใต้รัฐบาลยุคคสช. พ.ศ. 2557–ปัจจุบัน (3)

รายงานพิเศษ : รัฐมนตรีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ภายใต้รัฐบาลยุคคสช. พ.ศ. 2557–ปัจจุบัน (3)

วันศุกร์ ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

อีกประการหนึ่ง การแต่งตั้งผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.)ท่านได้เสนอแต่งตั้ง นายธีธัช สุขสะอาด เป็นผู้ว่าฯกยท. และแต่งตั้ง พล.อ.ฉัตรเฉลิม เฉลิมสุข มาเป็นประธานกรรมการ กยท. ไม่ทราบว่าท่านได้รู้จัก นายธีธัช และประวัติของนายคนนี้มากน้อยเพียงใด อดีตที่ นายธีธัช เคยเป็น ผอ.องค์การตลาด กระทรวงมหาดไทย ได้สร้างวีรกรรมอะไรไว้บ้าง มีความรู้ความสามารถในเรื่องยางอย่างไร

ตลอดระยะเวลาที่ นายธีธัช ดำรงตำแหน่งผู้ว่าฯกยท. เป็นช่วงที่ราคายางตกต่ำอย่างต่อเนื่อง เกษตรกรชาวสวนยางจึงรวมตัวกันในรูปของสหกรณ์ สมาคม สหพันธ์ชาวสวนยาง และออกมาเคลื่อนไหวให้มีการปลด นายธีธัช รวมทั้งให้มีการตรวจสอบเรื่องความโปร่งใสในการบริหารงานหลายๆ เรื่อง จนต้องตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง แต่หลังจาก พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ พ้นตำแหน่ง รมว.เกษตรฯ ไปแล้วไม่ทราบว่าผลการตรวจสอบออกมาเป็นอย่างไร

พล.อ.ฉัตรชัย ยังได้สร้างวีรกรรมเป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่ท่านจะจากไป คือ ย้าย นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ที่ท่านแต่งตั้งด้วยมือของท่านเอง พ้นจากปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และแต่งตั้ง นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ อดีตอธิบดีกรมชลประทาน เป็นปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2560 ซึ่งมีเวลาทำงานเพียง 1 ปี คุณเลิศวิโรจน์ จะเกษียณอายุราชการใน
วันที่ 30 กันยายน 2561

ตลอดเวลา 2 ปี 3 เดือน 4 วัน (19 สิงหาคม 2558 – 23 พฤศจิกายน 2560) นับว่าเป็นช่วงตกต่ำที่สุด และมีการใช้งบประมาณมากที่สุดของกระทรวงเกษตรฯ และการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า โดยไม่ได้มีการพัฒนาอาชีพการเกษตรที่จะก่อให้เกิดความยั่งยืนต่อไปในอนาคต

3.เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2560 เราก็ได้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คนที่ 3 ในยุค คสช. คือ นายกฤษฎา บุญราช ที่เพิ่งเกษียณอายุราชการจากปลัดกระทรวงมหาดไทย พร้อมกับรัฐมนตรีช่วย อีก 2 ท่าน คือ นายลักษณ์ วจนานวัช อดีตผู้จัดการธ.ก.ส.และ นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร ประธานสถาบันเศรษฐกิจพอเพียง ฯลฯ

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โชคดีที่ได้ คุณกฤษฎามาเป็นรัฐมนตรีว่าการ ถึงแม้ผมจะไม่รู้จักท่านเป็นการส่วนตัว แต่ได้ติดตามผลงานของท่านมาโดยตลอด และในช่วงระยะเวลาหนึ่ง
ผมได้มีโอกาสร่วมประชุมกับท่านหลายครั้ง ในฐานะที่ผมเป็นกรรมการของ บริษัท ประชารัฐรักสามัคคี วิสาหกิจเพื่อสังคม (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งมี พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย เป็นหัวหน้าทีมภาครัฐ และ คุณฐาปน สิริวัฒนภักดี เป็นหัวหน้าทีมภาคเอกชนผมได้พิจารณาแล้วเห็นว่า ท่านกฤษฎา บุญราช เป็นผู้ใหญ่ที่พูดน้อย มีหลักการ เป็นที่ยอมรับของ รมว.มหาดไทย และข้าราชการกระทรวงมหาดไทย สามารถทำงานร่วมกับภาคเอกชนได้เป็นอย่างดี

นอกจากนี้ การที่ท่านได้ปฏิบัติงานในภูมิภาคตั้งแต่ระดับอำเภอ จากนายอำเภอจนเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดหลายจังหวัด จนมาเป็นปลัดกระทรวงมหาดไทย ท่านน่าจะมีความเข้าใจถึงสภาพความเป็นอยู่ของพี่น้องในชนบท ซึ่งรวมถึงพี่น้องเกษตรกร อันเป็นบุคคลกลุ่มใหญ่ในชนบทได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะในยุค คสช. ที่คนในภาคการเกษตรไม่ได้รับโอกาสมากนักในการเข้าไปร่วมทำงานกับ คสช.ไม่ว่าจะในสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ทั้ง 11 ด้าน สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) หรือคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ คุณกฤษฎา บุญราช จึงน่าจะเป็นบุคคลที่เหมาะสมที่สุดที่จะเข้ามาเป็นผู้ขับเคลื่อนการทำงานของกระทรวงเกษตรฯ

สำหรับ คุณลักษณ์ วจนานวัช ซึ่งอดีตเคยเป็นผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การ เกษตร ท่านมีพื้นความรู้ทางด้านการเกษตร และเศรษฐศาสตร์การเกษตรเป็นอย่างดี โดยเฉพาะในขณะที่ท่านดำรงตำแหน่งผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ท่านได้นำพาให้ ธ.ก.ส. ผ่านพ้นวิกฤติจากโครงการรับจำนำข้าวในสมัยของรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ ธ.ก.ส. เป็นหน่วยงานหลักในการบริหารการจ่ายเงินให้แก่เกษตรกรผู้เข้าร่วมโครงการรับจำนำ ซึ่งมีเกษตรกรจำนวนมาก และใช้วงเงินมหาศาล แต่ ธ.ก.ส. ก็สามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยประสบการณ์และความเข้าใจในสภาพความเป็นอยู่ ความยากลำบากในการประกอบอาชีพ และความต้องการของพี่น้องเกษตรกร โดยเฉพาะเงินทุนและปัจจัยพื้นฐานอื่นๆ ที่จะเป็นเครื่องมือสนับสนุนประสิทธิภาพการผลิตของเกษตรกร ประกอบกับบุคลิกภาพที่อ่อนน้อม และผ่านงานใหญ่มามาก ท่านน่าจะเป็นกลไกอันสำคัญที่สามารถจะทำงานร่วมกับปลัดกระทรวง อธิบดี ข้าราชการของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตลอดจนพี่น้องเกษตรกรได้เป็นอย่างดี

ส่วน คุณวิวัฒน์ ศัลยกำธร ผมไม่เคยรู้จัก แต่ในฐานะที่ผมเป็นนิสิตเก่ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และเคยเป็นข้าราชการในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ได้รับทราบว่าท่านผู้นี้ มักดูถูกและสบประมาทพวกเราอยู่เสมอ และเมื่อคุณวิวัฒน์ ได้มาเป็น รมช.เกษตรฯ และมีที่ปรึกษาที่คิดว่าตัวเองเก่งกว่าทุกคนเข้ามาร่วมทำงานหลายท่านซึ่งต่างก็อ้างตัวเป็นปราชญ์ เป็นผู้รู้เรื่องการเกษตรที่ไม่มีใครเทียบได้ ซึ่งกลุ่มคนเหล่านี้ ได้สร้างศูนย์ฝึกอบรมของตัวเอง รวมทั้งเครือข่ายและกำลังผลักดันที่จะให้มีการใช้ศูนย์เหล่านี้ ขับเคลื่อนงานของกระทรวงเกษตรฯ แทนที่จะดำเนินการผ่านศูนย์วิจัยและพัฒนา หรือ ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) จะเป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายและงบประมาณ และเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในเรื่องของผลประโยชน์ทับซ้อน (Conflict of Interests)

ผมเกรงว่า ด้วยวิธีการของท่าน อาจจะไม่ได้รับความร่วมมือจากข้าราชการของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และในระยะเวลาที่ผ่านมาเพียง 2 เดือน คุณวิวัฒน์ เป็นรัฐมนตรีที่ออกมาให้สัมภาษณ์แก่สื่อมวลชนมากที่สุด และที่ท่านพูดเร็วไปก็คือเรื่องการสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้น

ในฐานะที่ผมเป็นนักเกษตร อดีตข้าราชการสังกัดกระทรวงเกษตรฯ และปัจจุบันผันตัวมาเป็นเกษตรกร ขอเอาใจช่วยท่านรัฐมนตรี ว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คนที่ 3 ในยุค คสช. ให้นำพาพี่น้องเกษตรกรไปสู่อนาคตที่ดีขึ้นตามเจตนารมณ์ของรัฐบาลต่อไป

อนันต์ ดาโลดม

นายกสมาคมพืชสวนแห่งประเทศไทย

เลาะรั้วเกษตร : เกษตรยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/315198

281225166

เลาะรั้วเกษตร : เกษตรยั่งยืน

วันศุกร์ ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ปี พ.ศ. 2560 ที่ผ่านมา โครงการของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่กล่าวถึงกันมากเห็นจะหนีไม่พ้น “โครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อภายใต้ร่มพระบารมี เพื่อพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน” ซึ่งใช้งบประมาณกว่า 2.2 หมื่นล้านบาท โดยให้ชุมชนเป็นผู้เสนอโครงการพัฒนาการเกษตรในด้านต่างๆ ตามความต้องการของชุมชน และต้องบริหารจัดการโครงการโดยคนของชุมชนเอง โดยรัฐจะสนับสนุนงบประมาณให้ชุมชนละ 2.5 ล้านบาท ทั้งนี้ในจำนวนเงินดังกล่าวจะต้องเป็นค่าจ้างแรงงานไม่ต่ำกว่า 50%

วัตถุประสงค์ของโครงการนี้ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ หรือกระตุ้นการใช้จ่ายของเกษตรกรในระดับฐานราก และช่วยส่งเสริมพัฒนาคุณภาพชีวิตให้กับเกษตรกรในชุมชนรวม 9,101 ชุมชน จำนวนเกษตรกรอย่างน้อยชุมชนละ 500 คน หมายถึงว่าเม็ดเงินจะกระจายลงสู่เกษตรกรโดยตรงมากกว่า 4.5 ล้านคน

ที่มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์กันมากสำหรับโครงการนี้คือ การเร่งทำโครงการ ของบประมาณ และ ครม.ก็อนุมัติอย่างรวดเร็ว แถมยังมีการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณให้เสร็จภายในระยะเวลาเพียง
1 เดือน ปั่นป่วนทั้งคนทำงานภาครัฐ และ คนรับเงินคือเกษตรกร ปัญหาที่ตามมาคือ การทุจริตที่เกิดขึ้นในพื้นที่ แต่เมื่อเทียบกับจำนวนโครงการโดยรวมแล้ว นับว่ามีการทุจริตน้อยมาก เป็นการกล่าวหา และฟ้องร้องกันเสียมากกว่า

ที่พูดอย่างนี้เพราะ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ได้ทำการประเมินผลโครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อฯ นี้แล้ว สรุปว่า โครงการที่ชุมชนเสนอกว่า 2.4 หมื่นโครงการ ช่วยลดต้นทุนการผลิต ช่วยลดรายจ่ายในครัวเรือน ช่วยพัฒนาการผลิต ช่วยพัฒนาผลิตภัณฑ์ และสร้างรายได้เสริม สร้างความสามัคคีให้เกิดขึ้นในชุมชน

ก่อให้เกิดกระแสเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ จากการซื้อปัจจัยการผลิตทางการเกษตร ก่อให้เกิดกระแสเงินหมุนเวียนในภาพรวมกว่า 5.4 หมื่นล้านบาท หรือกว่า 2 เท่า ของงบประมาณที่ใช้ กว่า 60% ของโครงการที่ชุมชนเสนอ มีกองทุนหมุนเวียนรวมแล้วกว่า 2 พันล้านบาท ทำให้มีทุนในการดำเนินการกิจกรรมเหล่านั้นต่อไปได้

สิ่งสำคัญคือ ชุมชนส่วนใหญ่มีความพอใจโครงการนี้ในระดับ “มากที่สุด”……..

ความน่าเชื่อถือของการประเมินผลดังกล่าวมีมากน้อยเพียงไร คงเป็นสิ่งที่ต้องติดตามต่อไป หรือจะเปลี่ยนหน่วยงานประเมินผลเสียใหม่ ที่ไม่ใช่สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรก็น่าจะดี….จะได้ไม่มีข้อครหาว่าลำเอียง…..

ในเมื่อโครงการนี้ดี และรัฐบาลโดยรองนายกรัฐมนตรี สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ยังมีแนวทางในการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากกับกลุ่มชนที่เป็นรากฐานของประเทศ คือเกษตรกรอีก โครงการนี้ต้องมา……

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กฤษฎา บุญราช จึงขานรับทำโครงการ 9102 แต่ใช้ชื่อใหม่ว่า โครงการพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน โดยมุ่งเน้นกลุ่มเป้าหมายไปที่กลุ่มที่ทำโครงการ 9101 เดิม เพิ่มเติมมาคือกลุ่มเกษตรกรทั่วไป

โครงการนี้เน้นไปที่การฝึกอบรม โดยเกษตรกรทั่วไปจะได้รับการอบรมในหลักสูตรพื้นฐาน ผู้ที่ผ่านการฝึกอบรมแล้วจะนำเสนอโครงการของชุมชน ชุมชนละไม่เกิน 2.5 ล้านบาท โดยต้องมีการเสนอแผนธุรกิจด้วย ส่วนกลุ่ม 9101 เดิม จะต้องฝึกอบรมหลักสูตรต่อยอดสำหรับกลุ่มที่ไม่มีทุน ส่วนกลุ่มที่มีทุนมีความพร้อม จะฝึกอบรมหลักสูตรประกอบการเชิงธุรกิจ

งานนี้ใช้งบประมาณกว่า 3.24 หมื่นล้านบาท เป็นงบประมาณในการฝึกอบรมประมาณ 9.3 พันล้านบาทงบสนับสนุนโครงการประมาณ 2.27 หมื่นล้านบาท และงบบริหารจัดการอีกกว่า 300 ล้านบาท

งานนี้ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่คงพอมีเวลาตั้งตัว เพราะการฝึกอบรมเคยทำมาแล้วในปี 2559 โครงการ 9101 สุดด่วนก็ทำมาแล้วในปี 2560 โครงการ ในปี 2561 นี้จึงชิล ชิล……

แว่นขยาย

‘โคบาลบูรพา’ส่งมอบแล้ว3พันตัว ปศุสัตว์ยันครบ100%ภายในต.ค.-ย้ำคุมเข้มคุณภาพแม่พันธุ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/315200

x

‘โคบาลบูรพา’ส่งมอบแล้ว3พันตัว ปศุสัตว์ยันครบ100%ภายในต.ค.-ย้ำคุมเข้มคุณภาพแม่พันธุ์

วันศุกร์ ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ โฆษกกรมปศุสัตว์ เปิดเผยความคืบหน้าการดำเนินการโครงการโคบาลบูรพา ว่า ที่ผ่านมามีการดำเนินการ 2 กิจกรรมหลัก คือ 1) ส่งเสริมการเลี้ยงแม่โคเนื้อผลิตลูก เป้าหมายระยะแรกเกษตรกร 6,000 ราย สนับสนุนแม่โคเนื้อ รายละ 5 ตัว เป้าหมายโคเนื้อ รวม 30,000 ตัว ซึ่งเกษตรกร 618 ราย ได้รับแม่โคแล้ว 3,090 ตัว ผสมเทียม 123 ตัว ทั้งนี้คาดว่าจะสามารถส่งมอบแม่โคให้ครบ 100% ได้ ภายในสิ้นเดือนตุลาคมนี้ และเป็นที่น่าดีใจแทนเกษตรกรเนื่องจากแม่โคบางตัวตั้งท้องมาแล้วมีลูกโคคลอดมาแล้ว 10 ตัว 2) ส่งเสริมการเลี้ยงแพะ เป้าหมายระยะแรกเกษตรกร 100 ราย สนับสนุนแพะเพศเมีย รายละ 30 ตัว เพศผู้รายละ 2 ตัว รวมทั้งสิ้น 32 ตัว ต่อราย ซึ่งเกษตรกรจากอำเภออรัญประเทศ แสดงความประสงค์เข้าร่วมโครงการแล้ว 50 ราย สร้างคอกเสร็จแล้ว 20 ราย ปลูกหญ้า จำนวน 60 ไร่

ส่วนการเตรียมความพร้อมเพื่อยกระดับกลุ่มเกษตรกร ให้เป็นองค์กรเกษตรกร ด้านการสร้างกระบวนให้เกิดความเข้มแข็ง เพื่อใช้ในการเชื่อมโยงเครือข่ายการบริหารงานที่เป็นระบบ ได้มีการจัดตั้งสหกรณ์ฯ เพื่อดำเนินการแล้ว จำนวน 7 แห่ง คือ สหกรณ์ปศุสัตว์โคบาลบูรพาอรัญประเทศ จำกัด เมื่อ 15 มิถุนายน 2560, สหกรณ์ปศุสัตว์โคบาลบูรพาวัฒนานคร จำกัด เมื่อ 6 กรกฎาคม 2560, สหกรณ์ปศุสัตว์โคบาลบูรพาโคกสูง จำกัด เมื่อ 24 กรกฎาคม 2560, สหกรณ์ปฏิรูปที่ดินอำเภอวัฒนานคร (คทช.) จำกัด เมื่อ 24 กรกฎาคม 2560, สหกรณ์ปฏิรูปที่ดินอำเภออรัญประเทศ (คทช.) จำกัด เมื่อ 16 มิถุนายน 2560, สหกรณ์ปฏิรูปที่ดินอำเภอโคกสูง (คทช.) จำกัด เมื่อ 16 มิถุนายน 2560 และสหกรณ์ปฏิรูปที่ดินอำเภอวังน้ำเย็น (คทช.) จำกัด เมื่อ 1 สิงหาคม 2560

ขณะเดียวกันกรมปศุสัตว์ได้เตรียมความพร้อมในด้านต่างๆ ได้แก่ 1) มีการตรวจสอบโรค มีการดำเนินการทั้งจากต้นทาง มีการเจาะเลือดส่งตรวจและกักไม่น้อยกว่า 21 วัน เพื่อตรวจสอบโรคตามที่กำหนด และปลายทาง ในพื้นที่มีคอกกักในจังหวัดสระแก้ว หรือใกล้เคียงในพื้นที่เขต 2ที่ได้รับการรับรอง อย่างน้อย 3 วัน เพื่อกักดูอาการก่อนส่งมอบให้เกษตรกรต่อไป 2) เตรียมการสำรองอาหารสัตว์ ให้เกษตรกรทุกราย ปลูกสร้างแปลงหญ้าตามเงื่อนไข รายละ 5 ไร่ แม้จะกระทบช่วงแล้งบ้าง ประเมินแล้วน่าจะไม่มากนัก 3) เตรียมกระตุ้น แนะนำให้สำรองยอดมัน ใบมัน กิ่งอ่อนหมักในถัง สำรองให้กินเสริมตอนเย็น เนื่องจากมีการเก็บหัวมันในช่วงแล้งนี้ และยังมียอดอ้อยในพื้นที่ที่สามารถนำมาใช้เลี้ยงโคในแล้งนี้ได้ และ 4) เตรียมสำรองเสบียงสัตว์ในพื้นที่ใกล้เคียง รวม 20,000 ฟ่อน สำหรับกรณีฉุกเฉินด้วย

ปล่อยแมลงวันผลไม้เป็นหมัน 120ล้านตัวสกัดระบาดจันทบุรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/315199

x

ปล่อยแมลงวันผลไม้เป็นหมัน 120ล้านตัวสกัดระบาดจันทบุรี

วันศุกร์ ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายประสงค์ ประไพตระกูล รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า แมลงวันผลไม้เป็นศัตรูพืชสำคัญที่ไม่เพียงแต่จะสร้างปัญหาการทำลายพืชผักผลไม้เท่านั้น แต่หลายประเทศยังถือเป็นเงื่อนไขกีดกันการนำเข้าสินค้าเกษตรด้วย จึงจำเป็นต้องหามาตรการป้องกันเพื่อหยุดการแพร่ระบาดของแมลงวันผลไม้อย่างจริงจัง โดยการฉายรังสีให้แมลงเพศผู้เป็นหมันแล้วนำไปปล่อยให้จับคู่ผสมพันธุ์กับเพศเมียในธรรมชาติเพื่อลดศักยภาพในการขยายพันธุ์ ถือเป็นการคุมการแพร่ระบาดเชิงรุกที่มีประสิทธิภาพ ปลอดภัย และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

โดยปี 2561 กรมส่งเสริมการเกษตร ตั้งเป้าสนับสนุนแมลงวันผลไม้ที่เป็นหมันจากการฉายรังสี จำนวน 120 ล้านตัว เพื่อนำไปปล่อยในพื้นที่ 9,800 ไร่ ที่ จ.จันทบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่ปลูกไม้ผลเศรษฐกิจและมีปัญหาการระบาดของแมลงในผลไม้มาก่อน โดยที่ผ่านมาผลการดำเนินงานพบว่า ความเสียหายของผลผลิตการเกษตรลดลงจาก ร้อยละ
30 เมื่อปี 2548 เหลือร้อยละ 5 ในปี 2556 และร้อยละ 0 ในปี 2560 ทำให้เพิ่มมูลค่าผลผลิตลองกองและมังคุดใน จ.จันทบุรี ได้มากกว่า 2 ล้านบาท และ 29 ล้านบาทต่อปี ตามลำดับ

ประเทศไทยเริ่มใช้เทคโนโลยีแมลงเป็นหมันตั้งแต่ปี พ.ศ.2531 กรมส่งเสริมการเกษตรได้รับการสนับสนุนจากทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศแห่งองค์การสหประชาชาติ ในการผลิตแมลงวันผลไม้เป็นหมันปล่อยในพื้นที่ปลูกมะม่วง จ.ราชบุรี และ จ.พิจิตร ซึ่งหลังดำเนินการ ค่อนข้างชัดเจนว่า ผลผลิตในพื้นที่เสียหายน้อยลงกว่าเดิมมาก

ขอ2หมื่นล้าน! ‘มูลนิธิปิดทองหลังพระ’ เสนอตัวช่วยรัฐซ่อมแหล่งน้ำ 8 พันแห่งทั่วปท.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/315175

ขอ2หมื่นล้าน! 'มูลนิธิปิดทองหลังพระ' เสนอตัวช่วยรัฐซ่อมแหล่งน้ำ 8 พันแห่งทั่วปท.

ขอ2หมื่นล้าน! ‘มูลนิธิปิดทองหลังพระ’ เสนอตัวช่วยรัฐซ่อมแหล่งน้ำ 8 พันแห่งทั่วปท.

วันพฤหัสบดี ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2561, 18.48 น.

“มูลนิธิปิดทองหลังพระ” เสนอตัว ช่วยซ่อมแซมแหล่งน้ำ 8 พันแห่งทั่วประเทศ พบสภาพเก่าเสียหายจากภัยธรรมชาติ หลายที่ไม่มีระบบกระจายน้ำ ของบเพียง 2 หมื่นล้าน ใช้เวลา 3-6 เดือนแล้วเสร็จทันรับหน้าฝน ไม่ต้องรอสร้างเขื่อน

วันที่ 18 มกราคม ม.ร.ว.ดิศนัดดา ดิศกุล เลขาธิการมูลนิธิปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ เปิดเผยว่า มูลนิธิปิดทองหลังพระฯเตรียมเสนอแนวทางโครงการยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรเพื่อลดความเหลื่อมล้ำด้วยการพัฒนาแหล่งน้ำให้เกษตรกรที่เห็นผลเร็วภายใน 5-6 เดือน เมื่อทำสำเร็จจะเกิดรายได้ในท้องถิ่นเพิ่มขึ้น 30,000 -48,000 ล้านบาท และเกิดเงินหมุนในระบบเศรษฐกิจอีก 12 เท่า ช่วยผลักดันจีดีพีได้ร้อยละ 0.2 ทั้งนี้วิธีการดำเนินการจะมีการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดเล็กที่มีอยู่8,403 แห่งในพื้นที่ 69 จังหวัดทั่วประเทศ แบ่งเป็นการพัฒนาระบบชลประทานขนาดเล็กอันเนื่องมาจากพระราชดําริ 1,317 แห่ง โครงการชลประทานขนาดเล็กของกรมชลประทานที่ได้ถ่ายโอนภารกิจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 7,086 แห่ง สำหรับการดำเนินการในส่วนนี้จะเป็นการไปซ่อมแซมและพัฒนาแหล่งน้ำขนาดเล็กที่มีอยู่ จากการศึกษาคาดว่าใช้งบสูงสุดไม่เกิน 20,000 ล้านบาท เพราะต้นทุนที่มูลนิธิปิดทองหลังพระฯ เคยทำการซ่อมแซมมาแล้วในหลายจังหวัด ราว 500 แหล่งน้ำ พบว่าส่วนใหญ่ร้อยละ 80 ใช้งบประมาณเพียง 400,000 บาทต่อแห่งเท่านั้น

“ที่ผ่านมาผมเคยเสนอแนวคิดนี้มาหลายเวทีแต่ยังไม่เกิดขึ้นจริง หากทำได้จริงตามนี้จะมีปริมาณน้ำทั้งหมดกว่า 6,000 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งเทียบเท่ากับเขื่อนรัชประภาทั้งเขื่อน มีศักยภาพนําน้ำไปใช้ประโยชน์ทางการเกษตรได้ 12 ล้านไร่ ต่างจากการทำเขื่อนขนาดใหญ่ที่ต้องใช้เวลาสร้างหลายปี ด้วยงบประมาณมหาศาลแต่ไม่สามารถช่วยชาวบ้านได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยแก้ปัญหาตรงจุด โดยวิธีนี้ทำแค่ซ่อมแซมแล้วต่อท่อถึงชาวบ้านเสร็จใช้เวลาประมาณ 3-6 เดือนก็สามารถส่งน้ำให้ชาวบ้านได้ทันที ถือว่าชาวบ้านได้ประโยชน์เต็มที่สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลที่ต้องการแก้ปัญหาเห็นผลรวดเร็ว ที่สำคัญเป็นการนำแหล่งน้ำทุกพื้นที่ของประเทศที่มีอยู่แล้วมาใช้ประโยชน์เต็มประสิทธิภาพ เพื่อเกษตรกรไม่ต้องเสียโอกาสในการพัฒนา”

ม.ร.ว.ดิศนัดดา กล่าวต่อว่า ปัจจุบันแหล่งน้ำขนาดเล็กเกิดความเสียหายจากอายุการใช้งานและภัยธรรมชาติ เช่น หน้าฝายถูกน้ำกัดเซาะ ปีกฝาย ประตูน้ำ สันฝาย ท้ายฝายชํารุด โดยก่อนหน้านี้เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา นายวิวัฒน์ ศัลยกำจร รมช.เกษตรฯ ได้เรียกประชุมผู้บริหารกรมต่างๆ เพื่อหารือกับผู้แทนมูลนิธิปิดทองหลังพระฯ เพื่อพิจารณาแนวทางการช่วยเหลือเกษตรกรผ่านงบกลางปีของรัฐบาลที่จะตั้งขึ้น 1.5 แสนล้านบาท โดยในจำนวนนี้ 4 หมื่นล้านบาทจะเป็นงบประมาณในการปฏิรูปภาคเกษตร ซึ่ง นายวิวัฒน์ ระบุว่า กระทรวงเกษตรฯ พร้อมพิจารณาและให้การสนับสนุน เพื่อเร่งซ่อมแซมปรับปรุงแหล่งน้ำขนาดเล็กจำนวน 8,403 แห่งที่ชำรุดทั่วประเทศ

แตกใบอ่อน : ปัญหาที่ถูกมองข้าม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/314926

807934531

แตกใบอ่อน : ปัญหาที่ถูกมองข้าม

วันพฤหัสบดี ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา “กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้” ได้เริ่มต้นเปิดการแสดงนิทรรศการศิลปะเรื่อง “Right to Clean Air- The Art Exhibition ขออากาศดีคืนมา” โดยจัดแสดงผลงานศิลปะที่สร้างสรรค์ขึ้นมาจากฝุ่น ซึ่งรวบรวมมาจากจังหวัดต่างๆที่ประสบปัญหามลพิษทางอากาศในประเทศไทย รังสรรค์โดยศิลปิน “เรืองศักดิ์ อนุวัตรวิมล” เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวเกี่ยวกับวิกฤติมลพิษทางอากาศของไทย ซึ่งเปรียบเสมือน “ภัยเงียบ” ที่กำลังคุกคามชีวิตเราทุกคนอยู่ในเวลานี้ โดยที่เราแทบไม่รู้ตัว หรือแทบไม่ได้เอาใจใส่กับความร้ายแรงที่กำลังเกิดขึ้นเลย

ภายในงานนอกจากจะจัดแสดงศิลปะแล้ว ยังมีการจัดเวทีเสวนาประเด็นปัญหาต่างๆ โดยในวันเปิดงานเมื่อวันอังคารที่ 16 มกราคมที่ผ่านมา มีการเสวนาเรื่อง “วิเคราะห์สถานการณ์มลพิษฝุ่นละออก PM 2.5 ปี พ.ศ.2560 ในเมืองต่างๆ ของไทย” ซึ่งมีการนำเสนอข้อมูลที่น่าสนใจและค่อนข้างน่าวิตกมากสำหรับสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็กในหลายพื้นที่ของไทย

โดย “จริยา เสนพงศ์” ผู้ประสานงานด้านพลังงานและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กรีนพีซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ให้ข้อมูลว่า ปัจจุบัน “อากาศ” ที่ทุกคนหายใจเข้าไปเต็มไปด้วยฝุ่นที่มีสารพิษที่มองไม่เห็นซ่อนอยู่ หนึ่งในนั้น คือ PM 2.5 หรือ “ฝุ่นละออง” ขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน เป็นฝุ่นอันตรายที่มีองค์ประกอบทางเคมี อย่างปรอท แคดเมียม อาร์เซนิก หรือ โพลีไซคลิกอะโรมาติกไฮโดรคาร์บอน ซึ่งองค์การอนามัยโลก หรือ WHO ได้กำหนดให้ PM 2.5 นี้เป็นสารกลุ่มที่ 1 ของสารก่อมะเร็งในปี 2556

ทั้งนี้สำหรับฝุ่นทั่วไปที่มีขนาดใหญ่กว่า 2.5 ไมครอน เมื่อเราสูดเข้าไป จะไปติดอยู่ในปอดและถูกขับออกมาเป็นเสมหะ แต่สำหรับเจ้า PM 2.5 นี้ กลับมีขนาดเล็กเพียงแค่ 1 ต่อ 25 ส่วนของความกว้างเส้นผม สามารถเล็ดลอดลอดผ่านขนจมูกเข้าสู่กระแสเลือดได้ เมื่อเข้าไปสะสมในร่างกายนานๆ ก็จะเพิ่มโอกาสการเกิดโรค เช่น โรคหลอดเลือดสมอง โรคมะเร็งปอด โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง โรคหัวใจขาดเลือด และโรคติดเชื้อเฉียบพลันในระบบหายใจส่วนล่าง ทำให้เกิดการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรของคนไทยราว 50,000 คนต่อปี

ส่วนแหล่งกำเนิดของเจ้าฝุ่นชนิดนี้ ก็มาจากกิจกรรมรอบๆ ตัวเรา เช่น การเผาในที่โล่งร้อยละ 54, อุตสาหกรรมการผลิต ร้อยละ 17, การคมนาคมขนส่ง ร้อยละ 13, การผลิตไฟฟ้า ร้อยละ 9 และการประกอบกิจกรรมในที่อยู่อาศัยหรือธุรกิจการค้า ร้อยละ 7 เป็นต้น

โดยเมื่อปี 2560 ที่ผ่านมา ระดับมลพิษในอากาศที่บันทึกโดยสถานีตรวจวัด 19 แห่งใน 14 พื้นที่ทั่วประเทศพบว่า เกินค่ามลพิษจำกัดสูงสุดรายปีของ WHO คือ 10 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรทั้งสิ้น ยิ่งไปกว่านั้น 9 จาก 14 พื้นที่ยังมีค่ามลพิษเกินมาตรฐานคุณภาพอากาศรายปีของประเทศไทย ซึ่งกำหนดไว้ที่ 25 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร

โดยพื้นที่ที่มีระดับค่าเฉลี่ยของฝุ่น PM 2.5 ตลอดทั้งปีสูงที่สุดคือ จ.สระบุรี วัดได้ 36 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และเขตธนบุรี กทม. ที่ 31 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งสูงกว่าค่ามลพิษจำกัดสูงสุดของ WHO ถึงสามเท่า ส่วนพื้นที่อื่นๆ ที่อยู่ในเกณฑ์เสี่ยง ได้แก่ สมุทรสาคร ราชบุรี ขอนแก่น และเชียงใหม่ ซึ่งปรากฏค่ามลพิษในระดับสูงถึงระหว่าง 25-30 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร

คุณจริยา ทิ้งท้ายว่า แม้สถานการณ์จะรุนแรง แต่ปรากฏว่าปัจจุบันปัญหาที่เกิดขึ้นยังถูก “เพิกเฉย” และ “ละเลย” จากประชาชนผู้ได้รับผลกระทบรวมทั้งรัฐบาล ดังนั้นเพื่อป้องกันการลุกลามของสถานการณ์จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่รัฐบาลโดยเฉพาะ “กรมควบคุมมลพิษ” เพิ่มความเข้มข้นในการติดตามตรวจสอบฝุ่นมลพิษ PM2.5 และนำมาคำนวณดัชนีคุณภาพอากาศ เพื่อปกป้องคุ้มครองสุขภาพของประชาชนทุกคน

ทิ้งท้ายเอาไว้ก่อนจากกันสัปดาห์นี้ หากผู้อ่านท่านใดสนใจจะไปชมงานนิทรรศการ “Right to Clean Air – The Art Exhibition ขออากาศดีคืนมา” ยังสามารถไปชมได้จนถึงวันที่ 28 มกราคม ที่ชั้น 1 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ซึ่งนอกจากการจัดแสดงงานศิลปะ และเวทีเสวนาแล้ว ยังมีกิจกรรมความรู้อื่นๆ อีกมากมาย ถ้าใครว่างหรือสนใจแนะนำให้ลองแวะไปดูกันได้ครับ

มะลิลา