อินเดียตกลงแลกเปลี่ยนเทคโนโลยี ระดมนวัตกรรมหนุนไทยพัฒนาภาคการเกษตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/314928

x

อินเดียตกลงแลกเปลี่ยนเทคโนโลยี ระดมนวัตกรรมหนุนไทยพัฒนาภาคการเกษตร

วันพฤหัสบดี ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า สัปดาห์ที่ผ่านมาได้เดินทางไปร่วมประชุมรัฐมนตรีอาเซียน-อินเดีย ด้านการเกษตรและป่าไม้ ครั้งที่ 4 ที่กรุงนิวเดลี ประเทศอินเดีย โดยได้ถือโอกาสดังกล่าวหารือร่วมกับผู้แทนศูนย์สารสนเทศแห่งชาติ (NIC) ของอินเดีย เพื่อรับฟังและแลกเปลี่ยนข้อมูลโครงการด้านการเกษตร รวมทั้งนโยบายด้านเทคโนโลยีสารสนเทศด้านการเกษตรของอินเดีย โดยเฉพาะโครงการและซอฟต์แวร์ด้านการเกษตรที่มีประสิทธิภาพที่ NIC ได้ดำเนินการ รวมทั้งนโยบายด้านเทคโนโลยีสารสนเทศด้านการเกษตรของอินเดีย

“ศูนย์สารสนเทศแห่งชาติ (NIC) เป็นหน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญ และมีประสบการณ์ในโครงการออกแบบการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เพื่อสนับสนุนให้เกิดธรรมาภิบาลในการบริหารและบริการของภาครัฐ หรือ e-Governance รวมถึงการพัฒนาและใช้งานระบบ e-Governance ในหลายสาขา โดยเฉพาะด้านเกษตรและอาหาร ด้านพัฒนาพันธุ์สัตว์ ด้านประมง ด้านป่าไม้และสิ่งแวดล้อม เช่น เทคโนโลยีด้านการสำรวจระยะไกล และระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ (GIS) ระบบการรายงานและติดตามสถานการณ์แพร่ระบาดของเชื้อโรคสัตว์ โปรแกรมการรวบรวมข้อมูลผู้ค้าปุ๋ย เครื่องจักรกลการเกษตร เมล็ดพันธุ์ ยาฆ่าแมลง และมีบริการให้คำแนะนำเกษตรกรผ่านข้อความ SMS” นายกฤษฎา กล่าว

โดยเบื้องต้นทั้ง 2 ฝ่ายเห็นพ้องกันที่จะให้มีความร่วมมือระหว่างศูนย์สารสนเทศแห่งชาติ และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยจะมอบหมายให้หน่วยงานรับผิดชอบของทั้งฝ่ายหารือรายละเอียดของความร่วมมือต่อไป เช่น การจัดส่งผู้เชี่ยวชาญอินเดียมาไทย การจัดส่งนักวิชาการไทยไปอินเดีย เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ความก้าวหน้าในด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ซึ่งอินเดียมีความเชี่ยวชาญ หรือการประชุม สัมมนา และทดลองนำซอฟต์แวร์ของอินเดียมาใช้ในพื้นที่นำร่องในไทย เป็นต้น เนื่องจากภาคเกษตรของไทยและอินเดีย มีลักษณะคล้ายกันหลายประการ เช่น เกษตรกรส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในชนบท ปลูกพืชหลักชนิดเดียวกัน อาทิ ข้าว มันสำปะหลัง อ้อยและยางพารา ประกอบกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีนโยบายจัดทำข้อมูล (big data) กลุ่มเกษตรกรให้เป็นระบบ เพื่อให้เชื่อมโยงกับข้อมูลอื่นๆ ตามกรม กอง ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หรือให้กระทรวงอื่นๆ นำไปจัดทำโครงการประสานเชื่อมโยงเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ได้กว้างขวางมากขึ้น

เตือนสวนมะพร้าว-ปาล์มน้ำมัน เฝ้าระวัง‘ด้วงแรด’ระบาดหนัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/314927

x

เตือนสวนมะพร้าว-ปาล์มน้ำมัน เฝ้าระวัง‘ด้วงแรด’ระบาดหนัก

วันพฤหัสบดี ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายประสงค์ ประไพตระกูล รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า ขอให้เกษตรกรชาวสวนมะพร้าวและสวนปาล์มน้ำมันทุกภาคของประเทศไทย เฝ้าระวังการระบาดของด้วงแรด เนื่องจากข้อมูลแปลงติดตามสถานการณ์ศัตรูพืชเริ่มพบการเข้าทำลายในหลายพื้นที่ภาคใต้ ภาคกลาง และภาคตะวันออก ดังนั้นหากพบการเข้าทำลายให้เกษตรกรรีบขอคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่สำนักงานเกษตรอำเภอ/จังหวัด เพื่อดำเนินการป้องกันกำจัดก่อนเกิดการระบาดรุนแรง

สำหรับวิธีการป้องกันกำจัดด้วงแรดคือ ใช้ชีววิธี โดยนำเชื้อราเขียวเมตตาไรเซียม (Metarhizium anisopliae) อัตรา 0.5-1 กิโลกรัมต่อปุ๋ย 1 กอง คลุกในกองปุ๋ยคอกขนาด 4 ตารางเมตร ลึกประมาณ 0.50 เมตร ครอบคลุมพื้นที่ขนาด 5 ไร่ หรือกำจัดแหล่งขยายพันธุ์ ซึ่งเป็นวิธีที่ดีที่สุด ลงทุนน้อยและสะดวกเพราะอยู่บนพื้นดิน สามารถกำจัดไข่หนอน ดักแด้ และตัวเต็มวัย ไม่ให้เพิ่มปริมาณได้ โดยเผา ฝัง หรือเกลี่ยกองซากพืช กองมูลสัตว์ให้กระจายออกด้วยความสูงไม่เกิน 15 เซนติเมตร

ถ้าจำเป็นต้องทำกองมูลสัตว์นานกว่า 2-3 เดือน ควรหมั่นพลิกกลับกองปุ๋ยหมักหรือนำใส่ถุงปุ๋ยมัดปากให้แน่นนำไปเรียงซ้อนกัน นอกจากนี้ การทำความสะอาดบริเวณคอต้น โคนทางใบมะพร้าวหรือปาล์มน้ำมันก็ช่วยป้องกันกำจัดด้วงแรดได้ ซึ่งหากพบรอยแผลเป็นรูให้ใช้เหล็กแหลมแทงหาด้วงแรดเพื่อกำจัดทิ้ง หรือใช้กับดักฟีโรโมนเพื่อล่อจับตัวเต็มวัยมาทำลาย อย่างไรก็ตาม ให้หมั่นสำรวจสวนอยู่สม่ำเสมอ อย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง

รายงานพิเศษ : รัฐมนตรีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ภายใต้รัฐบาลยุค คสช. พ.ศ.2557–ปัจจุบัน (2)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/314930

รายงานพิเศษ : รัฐมนตรีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ภายใต้รัฐบาลยุค คสช. พ.ศ.2557–ปัจจุบัน (2)

รายงานพิเศษ : รัฐมนตรีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ภายใต้รัฐบาลยุค คสช. พ.ศ.2557–ปัจจุบัน (2)

วันพฤหัสบดี ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

สำหรับนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในยุคของ พลเอก ฉัตรชัย สาริกัลยะ เป็นนโยบายภายใต้ข้อเสนอของธุรกิจเอกชนที่เกี่ยวข้องกับภาคเกษตรรายใหญ่ๆ เป็นนโยบายที่ถูกกำหนดเพื่อเอื้อประโยชน์ต่อกลุ่มทุนเหล่านี้ เช่น

1.การขยายพื้นที่ปลูกพืชเศรษฐกิจที่สำคัญ 4 ชนิด ได้แก่ อ้อย มันสำปะหลัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และปาล์มน้ำมัน เพื่อเพิ่มปริมาณผลผลิตไปป้อนอุตสาหกรรมของกลุ่มทุนเหล่านี้ โดยไม่คำนึงถึงราคาที่เกษตรกรจะได้รับ

2.โครงการเกษตรแปลงใหญ่ ที่ดูเสมือนว่าเป็นนโยบายที่จะให้เกษตรกรที่ปลูกพืชชนิดเดียวกัน มีพื้นที่ติดกัน มารวมตัวกัน เพื่อประสิทธิในการบริหารจัดการ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต เพิ่มผลผลิตต่อไร่ ลดต้นทุนการผลิต โดยรัฐบาลให้การสนับสนุนให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ มีการใช้เครื่องจักรกลเกษตรร่วมกัน ลดการใช้แรงงาน และมีตลาดที่รองรับแน่นอน แต่ในทางปฏิบัติ ความหมายของเกษตรแปลงใหญ่ไม่ได้เป็นไปตามแนวทางดังกล่าว เพราะในหลายโครงการ พื้นที่ของแปลงใหญ่ไม่ได้ติดกัน เพียงแต่อยู่ในอำเภอเดียวกัน และเอาจำนวนพื้นที่มารวมกันก็ถือว่าเป็นเกษตรแปลงใหญ่แล้ว แม้แต่ความร่วมมือการประสานงานของเกษตรกรก็ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างจริงจัง

3.การจัดตั้งศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ที่ให้มีอยู่ทุกตำบล และทุกอำเภอ จำนวน 882 ศูนย์ ทั่วประเทศ เพื่อให้เป็นศูนย์เรียนรู้สำหรับพี่น้องเกษตรกรที่จะมารับการฝึก อบรม นำรูปแบบของการบริหารจัดการไปปรับใช้ในการประกอบอาชีพของตนเอง โดยการบูรณาการของหน่วยงานต่างๆ ในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หรือเป็น One Stop Service ของภาคการเกษตรในทุกตำบลก็ไม่ประสบความสำเร็จอย่างแท้จริง ไม่เป็นไปตามการประชาสัมพันธ์ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยเฉพาะการบูรณาการของหน่วยงานต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านพืช ด้านประมง ด้านปศุสัตว์ เพราะขาดศูนย์กลางของการบริหารงาน หรือ Single Command ที่เป็นที่ยอมรับของทุกหน่วยงาน

4.โครงการ 9101 ที่ใช้งบประมาณ มากกว่า 22,000 ล้านบาทเพื่อจัดทำโครงการจากข้อเสนอของประชาคมแต่ละหมู่บ้าน ให้งบประมาณหมู่บ้านละ 2.5 ล้านบาท โดยกำหนดให้เป็นค่าจ้างแรงงานไม่ต่ำกว่าครึ่งหนึ่งของวงเงินที่ตั้งไว้ ส่วนที่เหลือเป็นค่าวัสดุอุปกรณ์ในการจัดทำโครงการตามข้อเสนอของประชาคม แต่เนื่องจากระยะเวลาในการดำเนินงานโครงการ มีเวลาดำเนินการเพียง 3 เดือน ทำให้เกิดปัญหาในการบริหารโครงการมากมาย เช่น การจัดประชุมประชาคมเพื่อพิจารณาโครงการ รวมทั้งข้อเสนอต่างๆ ไม่สามารถกระจายให้คนในหมู่บ้านได้รับทราบอย่างทั่วถึง ผู้มีส่วนร่วมส่วนมากจะเป็นกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำท้องถิ่น หรือบุคคลที่ใกล้ชิดกับกลุ่มคนเหล่านี้ หรือการว่าจ้างชาวบ้านให้เข้ามาปฏิบัติงานโครงการ โดยมีค่าตอบแทนโดยการจ้างแรงงานรายวันขั้นต่ำ 300 บาท กระจุกตัวอยู่ในกลุ่มคนบางกลุ่ม ไม่กระจายไปอย่างทั่วถึง ทำให้เกิดปัญหาในการร้องเรียนในระยะต่อมา รวมทั้งการจัดซื้อวัสดุอุปกรณ์ก็ทำด้วยความเร่งรีบ เพราะเกี่ยวกับการเบิกจ่ายเงิน เพราะต้องเบิกให้หมดภายในระยะเวลาที่กำหนด

โครงการ 9101 เป็นนโยบายที่ดี ใช้เงินมหาศาล กระจายไปทุกหมู่บ้าน ชาวบ้านได้รับประโยชน์นับเป็นล้านคน เสียดายที่เป็นโครงการที่เร่งรัด มีระยะเวลาดำเนินการสั้น ผลที่ตามมาคือ ขณะนี้ข้าราชการของกรมส่งเสริมการเกษตร ผู้รับผิดชอบขับเคลื่อนโครงการนี้ กำลังถูกตรวจสอบจากสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน จากทหาร เพราะมีจุดอ่อนในการใช้จ่ายเงิน ไม่ว่าจะเป็นค่าจ้างแรงงาน ค่าจัดซื้อวัสดุอุปกรณ์ที่ก่อให้เกิดการร้องเรียนได้ง่ายที่สุด ซึ่งกำลังเกิดขึ้นในหลายตำบล หลายอำเภอ หลายจังหวัด และจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในที่สุดข้าราชการกรมส่งเสริมการเกษตร จะกลายเป็นแพะที่จะสังเวยนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่จะเป็นตราบาปติดตัวไปชั่วชีวิต “ใครเป็นผู้รับผิดชอบต่อชะตากรรมของพวกเขาเหล่านี้”

5.โครงการเกษตรอินทรีย์ ที่กลายมาเป็นสรณะของยุทธศาสตร์การเกษตรของรัฐมนตรีช่วยว่าการฯ ที่มาจากกระทรวงพาณิชย์ ที่จะผลักดันให้ประเทศไทยเป็น Hub ของเกษตรอินทรีย์ โดยที่ท่านขาดความรู้ ความเข้าใจ และไม่เข้าถึงเรื่องของวิถีความยากง่ายในการทำเกษตรอินทรีย์ ทั้งๆ ที่เกษตรอินทรีย์ นั้น เป็นเพียงทางเลือกหนึ่งในระบบเกษตรและยังขัดแย้งกับนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในการขยายพื้นที่ปลูกพืชเศรษฐกิจ 4 ชนิด การทำเกษตรแปลงใหญ่ ก่อให้เกิดความสับสนต่อผู้ปฏิบัติงาน งานส่วนใหญ่ของรัฐมนตรีช่วยฯ จึงไปให้ความสำคัญกับเรื่องเกษตรอินทรีย์ และให้เวลาส่วนใหญ่ไปกับงานของกรมการข้าว จึงไม่สามารถจับต้องให้เห็นเป็นรูปธรรมได้ สิ่งที่เกษตรกรคาดหวังจากรัฐมนตรีช่วยฯ ซึ่งเคยเป็นปลัดกระทรวงพาณิชย์ คือ การแก้ไขปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ซึ่งเป็นงานที่ท่านมีความชำนาญ นับว่าล้มเหลวเพราะราคาสินค้าเกษตร ไม่ว่าจะเป็นยางพารา ปาล์มน้ำมัน ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และมันสำปะหลัง (ยกเว้น อ้อย) อาจจะตกต่ำที่สุดในระยะเวลา 2-3 ปีที่ผ่านมา

สิ่งที่ผมวิเคราะห์เหล่านี้ คือ ผลงานของท่านรัฐมนตรี (พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ) และรัฐมนตรีช่วยฯ ปลัดกระทรวง ที่ปรึกษา ที่ท่านฉัตรชัยตั้งขึ้นมา

ผมเชื่อว่านโยบายและโครงการเหล่านี้ จะค่อยๆ หายไป พร้อมกับวันเวลาที่ท่านจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ไป เหลือไว้แต่ความเจ็บปวดของข้าราชการและพี่น้องเกษตรกรไทย จากนโยบายของท่านภายในระยะเวลา 2 ปี

อนันต์ ดาโลดม

นายกสมาคมพืชสวนแห่งประเทศไทย

‘กฤษฎา’นำร่องถกอินเดีย หนุนขับเคลื่อน‘บิ๊กดาต้า’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/314724

x

‘กฤษฎา’นำร่องถกอินเดีย หนุนขับเคลื่อน‘บิ๊กดาต้า’

วันพุธ ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ระหว่างเดินไปร่วมประชุมรัฐมนตรีอาเซียน-อินเดียด้านการเกษตรและป่าไม้ ครั้งที่ 4 ที่ประเทศอินเดีย เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้มีโอกาสหารือกับศูนย์สารสนเทศแห่งชาติ (NIC) ของอินเดีย เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและนโยบายด้านเทคโนโลยีสารสนเทศด้านการเกษตรของอินเดีย โดยเฉพาะโครงการและซอฟต์แวร์ด้านการเกษตรที่ NIC ดำเนินการ

“NIC เป็นหน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญในการออกแบบเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อสนับสนุนให้เกิดธรรมาภิบาลในการบริหารและบริการของภาครัฐ หรือ e-Governance รวมถึงการพัฒนาและใช้งานระบบ e-Governance ในหลายสาขา โดยเฉพาะด้านเกษตรและอาหาร ด้านพัฒนาพันธุ์สัตว์ ด้านประมง ด้านป่าไม้และสิ่งแวดล้อม เช่น เทคโนโลยีด้านการสำรวจระยะไกล และระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ (GIS) ระบบการรายงานและติดตามสถานการณ์แพร่ระบาดของเชื้อโรคสัตว์ ดังนั้น หากมีการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างกันก็จะเป็นประโยชน์กับฝ่ายไทยในการทำการเกษตรแม่นยำเพิ่มมากขึ้นได้”

นายกฤษฎา กล่าวต่อว่า เบื้องต้น ทั้ง 2 ฝ่ายเห็นพ้องที่จะให้มีความร่วมมือกัน โดยจะมอบหมายให้หน่วยงานรับผิดชอบหารือรายละเอียดของความร่วมมือต่อไป เช่น การจัดส่งผู้เชี่ยวชาญอินเดียมาไทย การทดลองนำซอฟต์แวร์ของอินเดียมาใช้ในพื้นที่นำร่องในไทย เป็นต้น เนื่องจากภาคเกษตรของไทยและอินเดีย มีลักษณะคล้ายกันหลายประการ ประกอบกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีนโยบายจัดทำข้อมูล (big data) กลุ่มเกษตรกรให้เป็นระบบ เพื่อให้เชื่อมโยงกับข้อมูลหน่วยงานต่างๆ เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ได้กว้างขวางมากขึ้น

เกษตรฯจัดทำ‘เมล็ดข้าวของพ่อ’ เกี่ยวข้าวในนารอบพระเมรุมาศทำของที่ระลึกแจกจ่ายปชช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/314725

x

เกษตรฯจัดทำ‘เมล็ดข้าวของพ่อ’ เกี่ยวข้าวในนารอบพระเมรุมาศทำของที่ระลึกแจกจ่ายปชช.

วันพุธ ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ อธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า เมื่อเดือนเมษายน 2560 กรมการข้าวได้จัดทำแปลงนาข้าวเลข “๙” ในงานภูมิสถาปัตยกรรมประกอบพระเมรุมาศ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร บนพื้นที่กว่า 1 ไร่ โดยเป็นภูมิสถาปัตยกรรมที่ กรมศิลปากร ได้จำลองไว้ด้านหน้าทางเข้ามณฑลพิธีด้านทิศเหนือ สะท้อนให้เห็นถึงพระอัจฉริยภาพ และปณิธานที่ทรงมุ่งมั่นในการแก้ปัญหาและพัฒนาอาชีพเกษตรกรรม โดยเฉพาะการปลูกข้าวที่เป็นอาหารหลักของคนไทย

ทั้งนี้คันนาดินสีทองที่ออกแบบเป็นสัญลักษณ์เลขเก้าไทย สื่อความหมายเชิงสัญลักษณ์ถึงพระเมรุมาศที่สร้างขึ้นเพื่อถวายในหลวงรัชกาลที่ 9 มีการปลูกข้าว 3 ระยะ 3 พันธุ์ รวม 29,000 กระถาง ประกอบด้วย 1.ระยะกล้า ใช้พันธุ์ข้าว ปทุมธานี 1 พันธุ์ข้าวหอมไม่ไวต่อช่วงแสง นิยมปลูกในนาชลประทานภาคกลาง ต้น ใบ ดอก และเมล็ด มีกลิ่นหอมอ่อนๆ ทรงต้น และสีของใบ มีความสวยงามโดยเฉพาะในระยะกล้า 2.ระยะแตกกอ ใช้พันธุ์ข้าว ขาวดอกมะลิ 105 พันธุ์ข้าวไวต่อช่วงแสง ซึ่งเป็นข้าวหอมมะลิที่มีชื่อเสียงของประเทศไทย เป็นที่รู้จักและนิยมของผู้บริโภคข้าวหอม นุ่ม ทั่วโลกมานาน 3.ระยะออกรวง ใช้พันธุ์ข้าว กข31 (ปทุมธานี 80) พันธุ์ข้าวไม่ไวต่อช่วงแสง ซึ่งเป็นพันธุ์ข้าวที่ตั้งชื่อเพื่อร่วมเฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระชนมพรรษาครบ 80 พรรษา

โดยที่ผ่านมามีการจัดทีมเจ้าหน้าที่จากศูนย์วิจัยข้าวทั้ง 3 แห่ง และคณะบุคคลปฏิบัติหน้าที่อารักขาข้าว เพื่อเฝ้าระวังโรค แมลง และสัตว์ศัตรูข้าว เช่น หนู นก และด้านปฐพีวิทยา เพื่อดูแลใส่ปุ๋ย ปรับระดับน้ำและค่าความเป็นกรดด่างในนาข้าว และทีมขนย้ายปรับเปลี่ยนกระถางต้นข้าวให้สมบูรณ์ สวยงาม ตลอดระยะเวลาตั้งแต่วันที่ 10 กรกฎาคม 2560 จนถึงวันที่ 11 มกราคม 2561 ซึ่งกำหนดเป็นวันเก็บเกี่ยวผลผลิต และเป็นครั้งสุดท้ายที่กรมการข้าวจะได้ดำเนินการร่วมกับประชาชนจิตอาสา ในการขนย้ายต้นข้าวทั้งหมดออกจากแปลงนาเลข “๙” ซึ่งส่วนหนึ่งจะนำไปจัดทำตัวอย่างต้นข้าว (Herbarium) เพื่อจัดแสดงนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ ร.9 ณ อาคารนิทรรศการกองประสานงานโครงการพระราชดำริ กรมการข้าว และสถานที่สำคัญของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และจัดทำเป็นของที่ระลึก “เมล็ดข้าวของพ่อ” เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร แจกจ่ายให้ประชาชนในโอกาสสำคัญต่อไป

รายงานพิเศษ : รัฐมนตรีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ภายใต้รัฐบาลยุคคสช. พ.ศ. 2557 – ปัจจุบัน (1)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/314727

รายงานพิเศษ : รัฐมนตรีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  ภายใต้รัฐบาลยุคคสช. พ.ศ. 2557 - ปัจจุบัน (1)

รายงานพิเศษ : รัฐมนตรีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ภายใต้รัฐบาลยุคคสช. พ.ศ. 2557 – ปัจจุบัน (1)

วันพุธ ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ตั้งแต่ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้เข้ายึดอำนาจจากรัฐบาลของ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 จนถึงวันนี้ นับเป็นระยะเวลาประมาณ 3 ปีครึ่ง ที่ได้จัดตั้งรัฐบาลบริหารประเทศ ประกอบด้วยคณะรัฐมนตรีมาแล้วหลายชุด ตามความเหมาะสม ตามสถานการณ์ จนถึงชุดปัจจุบัน สื่อมวลชนได้ให้ชื่อว่า “รัฐบาลประยุทธ์ 5”

สำหรับ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีการเปลี่ยนแปลงรัฐมนตรีว่าการมาแล้ว 3 คน คือ

1.ท่านแรก คือ คุณปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา ซึ่งดำรงตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2557 ถึงเดือนสิงหาคม 2558 เป็นระยะเวลาประมาณ 1 ปี โดยมีปลัด กระทรวง คือ นายชวลิต ชูขจร ซึ่งในยุคของคุณปีติพงศ์ เนื่องจากท่านเคยดำรงตำแหน่งเป็นปลัดกระทรวงนี้มาก่อน จึงคุ้นเคยกับระบบการทำงานและผู้บริหารในระดับกรมเป็นอย่างดี ได้รับความร่วมมือค่อนข้างจะสูง แต่เนื่องจากท่านเป็นคนนิ่มนวล ใจดี มีอารมณ์ขัน ทำงานในลักษณะ “สุขนิยม” โดยเฉพาะการปฏิรูปทางด้านนโยบาย ระบบทำงานตามแนวทางของ คสช. ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงมากนัก ส่วนมากยังคงเป็นการทำงานในรูปแบบเดิมๆ ประกอบกับผู้ช่วยรัฐมนตรี (คุณอภิชาติ พงษ์ศรีหดุลชัย) รวมทั้งที่ปรึกษาส่วนใหญ่เป็นอดีตอธิบดี ก็เคยเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของท่านมาก่อน ซึ่งกลุ่มคนเหล่านี้คืออุปสรรคและปัญหาของการบริหารงานของ คุณปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา

แต่คุณปีติพงศ์ มีส่วนที่ดีมากคือ ความซื่อสัตย์สุจริต ท่านไม่เคยแสวงหาผลประโยชน์ตั้งแต่สมัยเป็นข้าราชการ จนมาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพราะท่านมีพอแล้ว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สมัยท่านปีติพงศ์ เป็นรัฐมนตรี จึงเป็น “เกษตรไปเรื่อยๆ” ในยุคของ คสช. ที่ต้องการการปฏิรูป

2.ท่านที่สอง เมื่อคุณปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา พ้นตำแหน่งไป คสช. ได้แต่งตั้งให้ พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2558 ได้มีการเปลี่ยนแปลงกระบวนการทำงานจากรูปแบบเดิมๆ มาเป็นรูปแบบใหม่โดยสิ้นเชิง โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงทีมงานบริหารในระดับกระทรวง และในส่วนของรัฐมนตรีฉัตรชัย คือ ในการประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันอังคารที่ 1 กันยายน 2558

ก.ได้ย้าย นายชวลิต ชูขจร ปลัดกระทรวง ไปเป็นผู้ตรวจราชการพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

ข.แต่งตั้ง นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ อธิบดีกรมป่าไม้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มาเป็นปลัดกระทรวงแทน นายชวลิต ชูขจร

ค.แต่งตั้ง นายธนพร ศรียากูล หัวหน้าพรรคคนธรรมดาแห่งประเทศไทย (คนผู้นี้มีชื่อเสียงที่รู้จักกันดีในแวดวงนักธุรกิจการเมือง) เป็นที่ปรึกษารัฐมนตรี

ง.แต่งตั้ง นางจินตนา ชัยยวรรณาการ อดีตอธิบดีกรมการค้าภายใน เป็นผู้ช่วยรัฐมนตรี

ส่วนเลขานุการรัฐมนตรี และคณะที่ปรึกษาอีกหลายท่าน มาจากสายทหาร และต่อมาได้มีการแต่งตั้ง นางสาวชุติมา บุณยประภัศร อดีตปลัดกระทรวงพาณิชย์ มาเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

ซึ่งองค์ประกอบของบุคคลที่ล้อมรอบตัวท่านรัฐมนตรี (พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ) เป็นบุคคล ภายนอกที่ไม่มีความรู้ความเข้าใจอย่างแท้จริงในภาคการเกษตร ไม่ว่าจะเป็นทางด้านสังคมของเกษตรกร ปัญหาของภาคการเกษตร ความเดือดร้อนทุกข์ยาก จุดแข็งและจุดอ่อนของภาคเกษตรไทยที่มีความสลับซับซ้อนที่ต้องการผู้บริหารที่มีความรู้ ความสามารถ มีความเข้าใจ และเห็นอกเห็นใจที่จะนำมาซึ่งแนวนโยบายและยุทธศาสตร์ในการแก้ไขปัญหาของพี่น้องเกษตรกรทั้งระบบ

อนันต์ ดาโลดม

นายกสมาคมพืชสวนแห่งประเทศไทย

ส่องเกษตร : ข่าวดี‘ข้าว’ปีจอ..ราคาเริ่มวิ่งนำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/314722

449007

ส่องเกษตร : ข่าวดี‘ข้าว’ปีจอ..ราคาเริ่มวิ่งนำ

วันพุธ ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ช่วงสัปดาห์ที่แล้ว กระทรวงพาณิชย์ได้แถลงตัวเลขการส่งออกข้าวไทยตลอดทั้งปี 2560 ที่ผ่านมาว่า มีปริมาณสูงสุดเป็นประวัติการณ์ สามารถส่งออกข้าวได้ถึงประมาณ 11.2 ล้านตัน…ซึ่งดูแล้วไทยน่าจะครองแชมป์ส่งออกข้าวมากที่สุดเป็นอันดับ 1 ของโลกในปี 2560 อีกครั้ง

ขณะที่ร.ต.ท.เจริญ เหล่าธรรมทัศน์ นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวระบุว่า ยอดส่งออกทั้งปี 2560 มีปริมาณ 11.2-11.3 ล้านตันสูงสุดเป็นประวัติการณ์ และที่สำคัญ เป็นปีที่ราคาข้าวปรับตัวสูงขึ้นมาก โดยเฉพาะราคาข้าวเปลือกหอมมะลิ สูงถึงตันละ 16,000 บาท เพิ่มจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีราคาตันละ 9,500-11,000 บาท และถือเป็นราคาที่สูงเทียบเท่ากับช่วงที่ทำโครงการรับจำนำ (ยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร) เลยทีเดียว หรือคิดเป็นราคาส่งออกตันละ 1,000 เหรียญสหรัฐ

นับเป็นข่าวดีอยู่ไม่น้อย ซึ่งจากการตรวจสอบราคาข้าวเปลือกโดยเฉพาะหอมมะลิตั้งแต่เริ่มต้นปีใหม่ 2561 มา พบว่า ท่าข้าว,ตลาดกลางและโรงสีต่างๆที่เริ่มเปิดรับซื้อข้าวเปลือกตั้งแต่วันที่ 3 ม.ค.เป็นต้นมาจนถึงล่าสุด วันที่ 15 ม.ค.มีการรับซื้อข้าวเปลือกหอมมะลิในระดับราคาสูงกว่าตันละ 15,000 บาททั้งนั้น

สำหรับในปี 2561 นี้ กระทรวงพาณิชย์และผู้ประกอบธุรกิจส่งออกข้าวต่างประเมินว่า ยอดส่งออกข้าวไทยจะลดลงเหลือประมาณ 9.5 ล้านตัน ด้วยหลายสาเหตุ เช่น ปีที่ผ่านมามีการเร่งระบายขายข้าวในสต๊อกของรัฐบาลจากโครงการรับจำนำข้าวที่มีอยู่สูงมาก ออกไปจนเกือบหมดแล้ว ขณะที่ผลผลิตข้าวใหม่ที่ออกมามีปริมาณน้อยลง เนื่องจากช่วงปลายปีที่แล้ว เกิดปัญหาน้ำท่วมใหญ่ในหลายพื้นที่ปลูกโดยเฉพาะภาคอีสาน สร้างความเสียหายให้กับผลผลิตไม่น้อย เป็นปัจจัยที่ทำให้เหลือปริมาณข้าวที่จะส่งออกได้ไม่สูงมากนัก นอกจากนี้ยังมีปัจจัยจากการที่“ค่าเงินบาท”ตั้งแต่ต้นปีมานี้ แข็งตัวขึ้นมาก ส่งผลให้ราคาข้าวไทยเมื่อเทียบเป็นเงินดอลลาร์สหรัฐมีราคาแพงขึ้น ความสามารถในการแข่งขันด้านราคากับประเทศคู่แข่งต่างๆ จึงต้องลดลงไป เป็นต้น

อย่างไรก็ตามจากการที่“สต๊อกข้าวรัฐ”ในโครงการจำนำข้าวถูกระบายขายออกเกือบหมดแล้ว ส่งผลดีอย่างมาก ด้วยที่จะไม่เป็นปัจจัยกดดันราคาข้าวไทยเหมือนที่ผ่านๆมาอีก ประกอบกับการที่ผลผลิตข้าวใหม่ปีนี้มีปริมาณไม่สูงมากนัก ด้วยหลายพื้นที่เจอภัยน้ำท่วมด้วย จึงทำให้เป็นที่คาดการณ์ของนักวิชาการว่า ราคาข้าวในปี 2561 นี้ น่าจะดีขึ้นกว่าปีที่แล้ว โดยเฉพาะอย่างข้าวระดับพรีเมียมของไทยอย่างข้าวหอมมะลิ ซึ่งยังคงเป็นที่ต้องการของตลาดโลกเพิ่มขึ้น รวมทั้งข้าวเฉดสีต่างๆที่กำลังเป็นที่นิยมกันมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆในตลาดผู้บริโภคต่างประเทศที่รักสุขภาพ

รศ.สมพร อิศวิลานนท์ จากสถาบันคลังสมองของชาติประเมินแนวโน้มปีนี้ ข้าวหอมมะลิจะสามารถส่งออกได้ในราคาสูงถึงตันละ 900-1,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นราคาข้าวเปลือกที่ตันละประมาณ 14,000-15,000 บาท และโดยเฉพาะข้าวเฉดสีต่างๆ เช่น ไรซ์เบอร์รี่ ข้าวหอมมะลิดำ มีโอกาสขึ้นไปแตะถึงตันละ 2 หมื่นบาททีเดียว

แต่สำหรับข้าวขาวทั่วไปของไทยในตลาดล่าง ยังคงเผชิญการแข่งขันส่งออกที่รุนแรง โดยประเทศคู่แข่งมีข้อได้เปรียบเรื่อง“ราคาถูกกว่า”แล้วยังค่าเงินที่อ่อนกว่า“เงินบาท”ไทยทำให้สามารถตั้งราคาขายจูงใจมากกว่า อีกทั้งผลผลิตคู่แข่งอย่างเวียดนามและเมียนมาต่างก็เพิ่มขึ้น ส่วนประเทศที่เคยนำเข้าข้าวจากไทยอย่างอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ ก็เปลี่ยนมาผลิตข้าวเอง ดังนั้นรศ.สมพร อิศวิลานนท์ประเมินว่า ราคาข้าวกลุ่มนี้อาจจะขยับได้ไม่มากนักจากปีก่อนซึ่งอยู่ที่ตันละ 7,500-7,800 บาท

นี่เป็นสภาพตลาดข้าวในปี 2561 ซึ่งปัจจัยโดยรวมๆถือว่าเป็น“ผลบวก”ที่น่าจะทำให้ชาวนาไทยขายข้าวได้ราคากระเตื้องดีขึ้นกว่าปี 2560 โดยเฉพาะข้าวระดับบนอย่าง “หอมมะลิ”และข้าวเฉดสีทั้งหลาย ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายที่รัฐบาลโดยกระทรวงพาณิชย์มุ่งผลักดันการส่งออก เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับข้าวไทย ดังนั้นกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ก็ควรเน้นส่งเสริมการปลูกข้าวพรีเมียมให้มากขึ้น

ภายใต้สภาพตลาดที่มีทิศทางดีขึ้น สะท้อนให้เห็นชัดจากราคาข้าวเปลือกตั้งแต่ปีใหม่มานี้ที่ขยับยืนอยู่ในราคาสูงอยู่ นับว่าน่าจะทำให้ทีมรัฐมนตรีเกษตรฯนำโดยรมว.กฤษฎา บุญราชยิ้มออก กับสิ่งที่ได้เคยประกาศว่า ภายใน 3 เดือนนับแต่เข้ามาทำงาน ราคาพืชผลต่างๆจะต้องดีขึ้น

ได้ราคาข้าวเป็นหลักนำไปก่อน มันก็สบายใจขึ้นเยอะแล้ว แต่จะนับเป็นฝีมือหรือโชคช่วย ก็แล้วแต่จะมองกัน

สาโรช บุญแสง

‘พิกบอร์ด’มีมติคุมปริมาณสุกรลดลง1ล้านตัวปี61 แก้ราคาร่วงหนัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/314615

‘พิกบอร์ด’มีมติคุมปริมาณสุกรลดลง1ล้านตัวปี61 แก้ราคาร่วงหนัก

‘พิกบอร์ด’มีมติคุมปริมาณสุกรลดลง1ล้านตัวปี61 แก้ราคาร่วงหนัก

วันอังคาร ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2561, 13.00 น.

“พิกบอร์ด” มีมติควบคุมปริมาณสุกร ลดลง 1 ล้านตัวปี61 แก้ราคาร่วงหนัก 46.80 บาทต่อกก. รมช.เกษตรฯเร่งหาตลาดส่งออก

16 ม.ค.61 นายสัตวแพทย์สรวิช ธานีโต ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และโฆษกกระทรวงเกษตรฯ เปิดเผยว่า นายลักษณ์ วจนานวัช รมช.เกษตรฯ ได้เห็นชอบมติของคณะกรรมการนโยบายพัฒนาสุกรและผลิตภัณฑ์(พิกบอร์ด) ในมาตรการแก้ไขปัญหาราคาสุกรตกต่ำ โดยแก้เร่งด่วน 3 มาตรการ เพื่อยกระดับราคาโดยเร็ว เช่น 1.ตัดวงจรลูกสุกรทำหมูหัน ใช้ลูกสุกรทำหมูหันจำนวน 1 แสนตัว โดยขอความร่วมมือสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ สมาคมพัฒนธุรกิจสุกรไทย และผู้ประกอบการธุรกิจหมูหัน 2.ปลดแม่พันธ์สุกร โดยขอความร่วมมือจากผู้เลี้ยงสุกรรายใหญ่ให้ปลดระวางแม่สุกรตามกำหนดปีละ 10% หรือ 3 แสนตัว และ 3.ชะลอการผลิตลูก 1 รอบการผลิตในปี 2561 และนำเนื้อสุกรเก็บเข้าห้องเย็น จำนวน 1 แสนตัว ดำเนินการโดยสหกรณ์ผู้เลี้ยงสุกร และผู้ประกอบการ

ทั้งนี้ สถานการณ์การเลี้ยงสุกรปัจจุบันประเทศไทยผลิตสุกรในปริมาณที่สูงกว่าความต้องการของตลาดประมาณ 2 ล้านตัว ซึ่งจากปี 2559 สามารถส่งสุกรไปยังต่างประเทศได้ประมาณ 1 ล้านตัว ส่วนในปี 2560 ส่งออกได้ 0.39 ล้านตัว ลดลงร้อยละ 63 ส่งผลให้ราคาสุกรมีชีวิตในประเทศตกต่ำ 46.80 บาทต่อกิโลกรัม(กก.)

“คาดว่าจะสามารถลดการผลิตสุกรลงได้ประมาณ 1 ล้านตัว ในปี2561 พร้อมกันนี้ รมช.เกษตรฯได้กำชับให้มีการประสานด้านการส่งออกและดูแลเกษตรกรรายย่อย ให้มีการลดต้นทุนการผลิตและมีตลาดสำหรับจำหน่ายได้มากยิ่งขึ้น” นายสัตว์แพทย์สรวิช กล่าว

รบ.หนุนชาวสวนยาง ขึ้นมาตรฐาน FSC เน้นปลูกยางพื้นที่ถูกกฎหมาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/314588

รบ.หนุนชาวสวนยาง ขึ้นมาตรฐาน FSC เน้นปลูกยางพื้นที่ถูกกฎหมาย

รบ.หนุนชาวสวนยาง ขึ้นมาตรฐาน FSC เน้นปลูกยางพื้นที่ถูกกฎหมาย

วันอังคาร ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2561, 10.19 น.

16 ม.ค. 61 พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้รับรายงานผลการหารือระหว่าง 4 สมาคมยางพารา คือ สมาคมยางพาราไทย สมาคมน้ำยางข้นไทย สมาคมผู้ผลิตถุงมือยางแห่งประเทศไทย และสมาคมธุรกิจไม้ยางพาราไทย กับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ว่า ทั้ง 4 สมาคมต้องการให้รัฐสนับสนุนให้สวนยางพาราของเกษตรกรได้รับมาตรฐานของสภาพิทักษ์ป่า (FSC) โดยมาตรฐาน FSC เป็นมาตรฐานที่กำหนดให้พื้นที่สวนยางพาราต้องปลูกในพื้นที่ที่ถูกต้องตามกฎหมาย ห้ามบุกรุกป่า เพื่อความยั่งยืนของป่า

“นายกฯ อยากให้เกษตรกรชาวสวนยางรับทราบข้อมูลนี้อย่างทั่วถึง และพยายามปรับตัวตามสถานการณ์ของโลกที่เปลี่ยนแปลงไป โดยย้ำว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่รัฐบาลส่งเสริมมาตลอด เพื่อให้เป็นไปตามกฎหมาย จัดโซนนิ่งการเพาะปลูก ช่วยควบคุมปริมาณยางพาราให้เหมาะสม ทำให้ราคายางในตลาดเพิ่มสูงขึ้น ทั้งนี้ หากเกษตรกรหรือผู้ประกอบกิจการยางพาราต้องการส่งออกยางไปขายยังตลาดสหภาพยุโรป หรือสหรัฐอเมริกา ก็ต้องปฏิบัติตามแนวทางนี้”พล.ท.สรรเสริญ กล่าว

ทั้งนี้ นายกฯระบุด้วยว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีสวนยางพารามากกว่า 10 ล้านไร่ แต่ได้มาตรฐาน FSC ประมาณ 50,000 ไร่ และปัจจุบันอียูก็ได้ออกประกาศว่า อีก 3 ปีข้างหน้าจะไม่รับซื้อผลิตภัณฑ์จากยางพารา เช่น เฟอร์นิเจอร์ น้ำยาง ยางแผ่น ไม้ยาง ฯลฯ ที่ไม่ผ่านมาตรฐาน ดังนั้น เกษตรกรและผู้ประกอบการส่วนหนึ่งจึงเริ่มให้ความสำคัญในเรื่องนี้ และขอให้ภาครัฐสนับสนุนเพื่อให้ผลิตภัณฑ์ยางไทยมีมาตรฐานเดียวกับคู่ค้าในอียูและสหรัฐฯ

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลยินดีรับฟังและสนับสนุนชาวสวนยางและผู้ประกอบการอย่างเต็มที่ และขอเชิญชวนให้ชาวสวนยางทั่วไปหันมาใช้แนวทางนี้ โดยหากสวนยางพาราของไทยผ่านมาตรฐานดังกล่าว ก็จะทำให้มีโอกาสขยายตลาดไปยังประเทศอื่นที่มีศักยภาพ เพิ่มเติมจากตลาดหลักอย่างจีน และจะช่วยเพิ่มมูลค่าของผลิตภัณฑ์ยางที่มีมาตรฐานระดับสากลให้สูงขึ้นด้วย

กรมข้าวเชื่อมทะเบียนราษฎร จับมือกรมการปกครองบูรณาการฐานข้อมูลประชาชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/314499

x

กรมข้าวเชื่อมทะเบียนราษฎร จับมือกรมการปกครองบูรณาการฐานข้อมูลประชาชน

วันอังคาร ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ อธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า กรมการข้าวและกรมการปกครอง ได้ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงว่าด้วยการขอใช้ประโยชน์ข้อมูลทะเบียนประวัติราษฎร เพื่อส่งเสริมความร่วมมือการดำเนินการตามแนวทางบูรณาการฐานข้อมูลประชาชนและการบริการภาครัฐเช่น ข้อมูลทะเบียนราษฎร ข้อมูลเกษตรกร ข้อมูลด้านสุขภาพ ข้อมูลด้านการศึกษา เป็นต้น ซึ่งในทางปฏิบัติแต่ละหน่วยงานที่จัดทำฐานข้อมูลของตนเองตามอำนาจหน้าที่ จะต้องมีเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก เพื่อใช้เป็นดัชนีในการจัดเก็บข้อมูล และเพื่อใช้เชื่อมโยงข้อมูลจากฐานข้อมูลต่างๆ ที่แต่ละหน่วยงานจัดเก็บ

ทั้งนี้ การลงนามดังกล่าวมี 2 ฉบับด้วยกัน ประกอบด้วย บันทึกข้อตกลงว่าด้วยการขอใช้ประโยชน์ข้อมูลทะเบียนประวัติราษฎรจากฐานข้อมูลทะเบียนกลาง ด้วยระบบคอมพิวเตอร์โดยวิธีบริการข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ (COUNTER SERVICE) และข้อตกลงว่าด้วยการขอใช้โปรแกรมสำหรับอ่านข้อมูลจากบัตรประจำตัวประชาชน ซึ่งกรมการข้าวจะได้รับอนุญาตจากกรมการปกครองให้ใช้ประโยชน์ข้อมูลทะเบียนประวัติราษฎรที่สำนักทะเบียนกลาง กรมการปกครองได้ ซึ่งเป็นผลดีต่อภารกิจของกรมการข้าว ด้านการตรวจสอบรับรองมาตรฐานข้าว ได้แก่ มาตรฐานข้าว GAP ข้าวอินทรีย์ เมล็ดพันธุ์ข้าว โรงสีข้าว และผลิตภัณฑ์ข้าว

“การทำ MOU ครั้งนี้ นอกจาก กรมการข้าว จะได้ประโยชน์จากข้อมูลทะเบียนราษฎรที่กรมการปกครอง รวบรวมเก็บไว้ในระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งมีข้อมูลเกษตรกรผู้ขอการรับรองมาตรฐานข้าวที่ถูกต้อง และสามารถเรียกใช้งานข้อมูลได้อย่างรวดเร็วแล้ว ยังเพิ่มความน่าเชื่อถือจากเกษตรกรผู้ขอการรับรองฯและประชาชนทั่วไป อีกทั้งสามารถรับการบริการด้านข้อมูลจากหน่วยงานรัฐได้สะดวก ถูกต้องและรวดเร็ว ที่สำคัญทั้งกรมการปกครองและกรมการข้าวยังได้ดำเนินงานสอดคล้องตามนโยบายภาครัฐด้านการบูรณาการฐานข้อมูลประชาชนให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ” นายอนันต์ กล่าว