ป้องผลประโยชน์นักปรับปรุงพันธุ์ เกษตรฯรณรงค์จดทะเบียนรับรองพันธุ์สกัดแอบอ้างสิทธิ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/313724

ป้องผลประโยชน์นักปรับปรุงพันธุ์  เกษตรฯรณรงค์จดทะเบียนรับรองพันธุ์สกัดแอบอ้างสิทธิ์

ป้องผลประโยชน์นักปรับปรุงพันธุ์ เกษตรฯรณรงค์จดทะเบียนรับรองพันธุ์สกัดแอบอ้างสิทธิ์

วันศุกร์ ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายอุทัย นพคุณวงศ์ รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า เมล็ดพันธุ์ หรือพืชพันธุ์ดีเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการเพาะปลูกพืชเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเพิ่มปริมาณและคุณภาพของผลผลิต สร้างความมั่นคงทางอาหาร ดังนั้นการปรับปรุงพันธุ์พืชให้ได้พันธุ์ดีและมีความหลากหลายจึงเป็นสิ่งสำคัญ อย่างไรก็ตาม การปรับปรุงพันธุ์พืช ต้องใช้ทั้งความรู้ความสามารถ เทคนิค รวมทั้งยังมีค่าใช้จ่ายที่ต้องลงทุน ดังนั้น เพื่อกระตุ้นและส่งเสริมให้มีการพัฒนาปรับปรุงพันธุ์พืชอย่างต่อเนื่อง นักปรับปรุงพันธุ์พืชจึงสมควรได้รับเกียรติยกย่องและผลตอบแทนที่คุ้มค่า เพื่อเป็นกำลังใจและสร้างแรงจูงใจรักษาอาชีพนักปรับปรุงพันธุ์พืชที่มีอยู่เดิม และเพิ่มจำนวนนักปรับปรุงพันธุ์ใหม่ๆให้มากขึ้น โดย กรมวิชาการเกษตร เป็นหน่วยงานกำกับดูแลกฎหมายเกี่ยวกับการส่งเสริมการปรับปรุงพันธุ์พืช
2 ฉบับ คือ พ.ร.บ.พันธุ์พืช พ.ศ.2518 และ พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ.2542

ทั้งนี้ ความแตกต่างของการรับรองพันธุ์พืชขึ้นทะเบียนและการจดทะเบียนพันธุ์พืชใหม่ คือ ในการขึ้นทะเบียนพันธุ์ตาม พ.ร.บ.พันธุ์พืช พ.ศ.2518 นั้น พันธุ์พืชทุกชนิดสามารถนำมายื่นขอขึ้นทะเบียนได้ โดยการตรวจสอบลักษณะพันธุ์ จะใช้การพิจารณาตรวจสอบจากข้อมูลที่เป็นเอกสารหลักฐานและรูปถ่าย ส่วนการจดทะเบียนพันธุ์พืชใหม่ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ.2542 นักปรับปรุงพันธุ์หรือเจ้าของพันธุ์จะได้รับสิทธิคุ้มครองตามกฎหมาย บุคคลใดจะขายส่วนขยายพันธุ์ของพันธุ์พืชใหม่ที่จดทะเบียนคุ้มครองไว้แล้ว ต้องได้รับอนุญาตจากนักปรับปรุงพันธุ์เจ้าของพันธุ์เสียก่อนจึงจะสามารถกระทำได้ โดยกฎหมายมีอายุการคุ้มครองตั้งแต่
12 ปี 17 ปี และ 27 ปี แตกต่างตามชนิดพืช โดยพันธุ์พืชที่จะจดทะเบียนได้ต้องยังไม่ขายจ่ายแจกส่วนขยายพันธุ์เกินกว่า 1 ปีก่อนวันที่ยื่นขอจดทะเบียน และต้องผ่านกระบวนการปลูกตรวจสอบตามระเบียบที่กฎหมายกำหนด ใช้ระยะเวลาดำเนินการอย่างน้อย 2 ปี ขึ้นอยู่กับชนิดพืช ความพร้อมของผู้ยื่นและ
คุณภาพการปลูกตรวจสอบปัจจุบันมีเพียง 62 ชนิดพืชเท่านั้น ที่สามารถยื่นจดทะเบียนพันธุ์พืชใหม่ได้และเมื่อจะทำการค้าพันธุ์ที่ได้จดทะเบียนแล้ว ผู้ทรงสิทธิจะต้องติดฉลากแสดงทะเบียนตามรูปแบบที่กฎหมายกำหนดไว้ที่ส่วนขยายพันธุ์ที่จำหน่ายด้วย

ทั้งนี้ การออกหนังสือรับรองพันธุ์พืชขึ้นทะเบียนเปรียบเสมือนการทำบัตรประจำตัวพันธุ์พืชซึ่งเป็นประโยชน์ในการป้องกันมิให้บุคคลอื่นสามารถนำพันธุ์ที่ขึ้นทะเบียนแล้ว ไปอ้างสิทธิยื่นจดทะเบียนพันธุ์ใหม่ได้ และยังเป็นการคุ้มครองเชิงปกป้องในทรัพยากรพันธุ์พืชของประเทศเนื่องจากปรากฏเป็น
หลักฐานยืนยันในฐานข้อมูลพันธุ์พืชของประเทศ ขณะที่การจดทะเบียนพันธุ์พืชใหม่เป็นการคุ้มครองเชิงทรัพย์สินทางปัญญาเชิงการค้าที่ผู้ทรงสิทธิได้รับสิทธิการคุ้มครอง และมีหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย
เช่นกัน

ปัจจุบัน กรมวิชาการเกษตรออกหนังสือรับรองพันธุ์พืชขึ้นทะเบียนแล้ว 1,081 ฉบับ และจดทะเบียนพันธุ์พืชใหม่ จำนวน 461 พันธุ์ ทั้งนี้กฎหมายทั้ง 2 ฉบับมีบริบทที่แตกต่างกัน จึงเป็นทางเลือกให้นักปรับปรุงพันธุ์พืชสามารถพิจารณาเลือกใช้ได้ตามความเหมาะสม
อย่างไรก็ตาม กฎหมายทั้ง 2 ฉบับมีเจตนารมณ์ที่เหมือนกันคือส่งเสริม
ให้เกิดการปรับปรุงพันธุ์พืชเพิ่มเติม
เพื่อพัฒนาและสร้างความเข้มแข็งภาคการเกษตรของประเทศต่อไป กรมวิชาการเกษตร จึงขอเชิญชวนนักปรับปรุงพันธุ์พืช นำพันธุ์พืชที่ปรับปรุงพันธุ์จนประสบความสำเร็จ มายื่นขอรับความคุ้มครองได้ที่สำนักคุ้มครองพันธุ์พืช กรมวิชาการเกษตร

จับตาผลไม้ตะวันออกพุ่ง8แสนตัน เกษตรฯเร่งวางแผนจัดการ-เล็งขยายตลาดส่งออก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/313723

x

จับตาผลไม้ตะวันออกพุ่ง8แสนตัน เกษตรฯเร่งวางแผนจัดการ-เล็งขยายตลาดส่งออก

วันศุกร์ ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายสำราญ สาราบรรณ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า คณะทำงานสำรวจข้อมูลไม้ผลเศรษฐกิจภาคตะวันออก ได้วิเคราะห์ผลพยากรณ์ข้อมูลปริมาณการผลิตไม้ผลภาคตะวันออกปี 2561 ครั้งที่ 1 ซึ่งเป็นการพยากรณ์ในระยะติดดอก โดยพบว่า ปัจจุบันเนื้อที่ยืนต้นของไม้ผล 4 ชนิด ได้แก่ ทุเรียน เงาะ มังคุด ลองกอง ในพื้นที่จังหวัด ระยอง จันทบุรี และตราด มีจำนวน 683,922 ไร่ เพิ่มขึ้น 4,335 ไร่ เนื้อที่ให้ผลรวม 622,126 ไร่ เพิ่มขึ้น 16,645 ไร่ และคาดว่าจะมีผลผลิตโดยรวม 802,973 ตัน เพิ่มขึ้น 10,860 ตัน คิดเป็นร้อยละ 1.37

โดยขณะนี้ ทุเรียนมีการออกดอกอยู่ในระยะมะเขือพวงแล้วประมาณร้อยละ 60 เป็นทุเรียนพันธุ์เบาและทุเรียนที่บังคับสารออกดอกพันธุ์กระดุมและหมอนทอง โดยเนื้อที่ยืนต้นเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.09 เนื้อที่ให้ผลเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.42 คาดว่าจะมีปริมาณผลผลิตโดยรวม 424,639 ตัน

สำหรับมังคุดออกดอกแล้วประมาณร้อยละ 3 อยู่ในระยะเริ่มเป็นปากนกแก้ว เนื่องจากมังคุดรุ่นแรกที่จะออกดอกได้รับผลกระทบจากฝนตกในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา แต่คาดว่าสภาพอากาศที่เย็นและมีลมโชย จะส่งผลให้ต้นมังคุดสามารถติดดอกออกผลได้ดีกว่าในปีที่ผ่านมา คาดว่ามีปริมาณผลผลิตโดยรวม 155,565 ตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.23

เงาะออกดอกในระยะตั้งช่อดอกแล้ว ประมาณร้อยละ 2 มีเนื้อที่ยืนต้นเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.23 เนื้อที่ให้ผลเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.97 คาดว่าปริมาณผลผลิตจะเพิ่มขึ้น 198,744 ตัน คิดเป็นร้อยละ 3.48 จากสภาพอากาศ ในปีนี้ที่ส่งผลดีต่อการติดดอกได้มากขึ้น เนื่องจากมีฝนตกอย่างสม่ำเสมอ และลองกอง แม้ส่วนใหญ่จะยังไม่ติดดอก อาจส่งผลให้ลองกองจะออกสู่ตลาดได้ช้า แต่คาดว่าจะมีปริมาณใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา แม้มีเนื้อที่ยืนต้นลดลงร้อยละ 4.90 เนื้อที่ให้ผลลดลงร้อยละ 3.73 แต่คาดว่าจะมีปริมาณผลผลิตโดยรวม 24,025 ตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.40

สำหรับแนวทางการบริหารจัดการไม้ผลนั้น เน้นการจัดการสวนผลไม้ให้มีคุณภาพ ส่งเสริมการส่งออกเพิ่มขึ้นเพื่อขยายตลาดไปต่างประเทศ ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยี นวัตกรรมในการแปรรูป เช่น สินค้าแช่แข็ง การทำแห้งแบบแช่เยือกแข็ง เป็นต้น

เลาะรั้วเกษตร : พลเรือนกับทหาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/313719

281225166

เลาะรั้วเกษตร : พลเรือนกับทหาร

วันศุกร์ ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

บรรยากาศการทำงานของข้าราชการกระทรวงเกษตรฯ จาก “ทั้งหมดแถวตรง!!!” ก็ดูจะผ่อนคลายขึ้น เมื่อรัฐมนตรีว่าการ และรัฐมนตรีช่วย ทั้งหมด ไม่ได้มาจากทหาร ท่านหนึ่งมาจากนายธนาคาร ท่านหนึ่งมาจากคนทำเกษตรที่ปฏิเสธสารเคมี และอีกท่านหนึ่งมาจากข้าราชการฝ่ายปกครองที่เข้าถึงพี่น้องประชาชน

คนหลังนี่แหละที่จะนำทัพของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ฝ่าฟันปัญหาอุปสรรคต่างๆ เพราะท่านคือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กฤษฎา บุญราช อดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย ส่วนจะประสบความสำเร็จหรือไม่ อยู่ที่แม่ทัพนายกองที่คุมกองกำลังในแต่ละส่วน

ถึงวันนี้ผ่านมาเกือบ 1 เดือนหลังจากรับตำแหน่ง นอกจากจะทุ่มเทกับการแก้ปัญหาราคายางพาราตกต่ำแล้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ เริ่มจัดทัพใหม่ โดยอาศัยประสบการณ์เดิมตั้งแต่สมัยเป็นปลัดอำเภอ ที่ต้องซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ของเกษตรตำบลเข้าไปพบปะประชาชนในพื้นที่ต่างๆ อยู่เป็นประจำ ทำให้คุ้นเคยกับเจ้าหน้าที่ เกษตรตำบลและเกษตรอำเภอ เป็นอย่างดี และเมื่อเป็นผู้ว่าราชการจังหวัด ก็ทำงานร่วมกับเกษตรจังหวัดเสมอๆ

จากประสบการณ์ในอดีต จึงมองว่า เกษตรจังหวัดนี่แหละ จะเป็นกำลังสำคัญของทัพเกษตรที่จะช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรในพื้นที่ จึงมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการอำนวยการขับเคลื่อนงานนโยบายสำคัญและการแก้ปัญหาภาคเกษตรระดับจังหวัด มีเกษตรจังหวัดเป็นประธาน ทำหน้าที่นำทัพหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ที่อยู่ในจังหวัดนั้นๆ รวมทั้งร่วมมือกับหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง ปฏิบัติงานเพื่อขับเคลื่อนนโยบายที่สำคัญของรัฐบาล และของกระทรวงเกษตรฯ ให้เป็นเอกภาพ

ยิ่งไปกว่านั้นคณะกรรมการชุดนี้ยังต้องติดตาม เฝ้าระวังสถานการณ์ที่จะมีผลกระทบต่อภาคการเกษตร หาแนวทางป้องกัน ควบคุม แก้ไข บริหารจัดการทรัพยากรต่างๆ ของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ในพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อแก้ปัญหาในกรณีเกิดวิกฤตการณ์ หรือเหตุฉุกเฉิน ให้คลี่คลายลงอย่างรวดเร็ว เรียกคณะกรรมการชุดนี้ว่า Chief of Operation หรือแปลตรงๆ ว่าหัวหน้าชุดปฏิบัติการ เป็นชุดอำนวยการ หรือเป็นระดับผู้บังคับบัญชาที่ต้องปราดเปรื่อง รวดเร็ว มองปร๊าด..ต้องรู้ว่าจะต้องทำอย่างไร…ต้องขนาดนั้นเลยทีเดียว

พร้อมกันนี้ ยังมีคำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานปฏิบัติการขับเคลื่อนงานนโยบายสำคัญและแก้ไขปัญหาภาคเกษตรระดับอำเภอ มีเกษตรอำเภอ เป็นประธาน เกษตรตำบล เป็นเลขานุการ เรียกว่า Operation Team หรือ ทีมปฏิบัติการ คณะทำงานชุดนี้ต้องเป็นคนทำงานใกล้ชิดกับเกษตรกรในพื้นที่

เรียกว่างานนี้ ส้มหล่น…ใส่กรมส่งเสริมการเกษตรเต็มๆ……และมีคำถามตามมาว่า….แล้วเอาเกษตรและสหกรณ์จังหวัดไปไว้ที่ไหน….

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ กฤษฎา บุญราช ไขข้อข้องใจว่า เกษตรและสหกรณ์จังหวัดก็ยังเป็นตัวแทนของกระทรวงเกษตรฯ ในจังหวัดนั้นๆ ทำงานตามภารกิจปกติไป เช่น งานแผนงาน โครงการ งบประมาณ ทำนองนี้ เรียกว่าเป็นงานรูทีน หรืองานที่ทำเป็นประจำ สมัยนี้เขาเรียกว่างาน Function ส่วนงานที่เป็นนโยบายสำคัญ หรืองานเร่งด่วน ฉุกเฉิน ที่ให้เกษตรจังหวัดทำเขาเรียกว่า งาน Agenda…. ถึงตรงนี้คงต้องลืมคำว่า SC หรือ Single Command สมัยรัฐมนตรีว่าการ ที่ชื่อ พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ ไปเสียให้สิ้น….และถึงคราวเกษตรและสหกรณ์จังหวัดนั่งอมยิ้ม….สบายใจ ไร้กังวล

ตรงกันข้ามกับกรมส่งเสริมการเกษตร….ที่ถึงคราวหายใจไม่ทั่วท้อง….เพราะงานนี้..ใหญ่หลวงนัก…เฉพาะงานที่เป็นนโยบายสำคัญก็ล้นมือ ถ้าจังหวัดใดไปเจอวิกฤติ เช่น น้ำท่วม ฝนแล้ง แมลงศัตรูพืช หรือ โรคสัตว์ โรคปลาระบาด ก็ถือว่าเจอแจ๊กพอต

ถึงกระนั้น คงไม่เกินความสามารถของเกษตรจังหวัด เกษตรอำเภอ เกษตรตำบล และทีมงาน ซึ่งโดยหน้าที่และภารกิจปกติก็ต้องคลุกคลีอยู่กับพี่น้องเกษตรกรอยู่แล้ว หวังแต่ว่าบางคนซึ่งเป็นคนส่วนน้อยที่ไม่ค่อยได้แสดงฝีมือ หรือแสดงความสามารถให้ประจักษ์ เพราะขึ้นมาแบบ fast track จะได้ใช้โอกาสนี้สร้างผลงานฝากไว้ให้พี่น้องเกษตรกรระลึกถึงกันบ้าง

แว่นขยาย

เดินหน้าแผนจัดรูปที่ดิน กรมชลเร่ง4แผนงาน-20ปีดันรายได้ภาคเกษตร1.6แสนล.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/313722

x

เดินหน้าแผนจัดรูปที่ดิน กรมชลเร่ง4แผนงาน-20ปีดันรายได้ภาคเกษตร1.6แสนล.

วันศุกร์ ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายประพิศ จันทร์มา รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า สำนักงานจัดรูปที่ดินกลางได้จัดทำยุทธศาสตร์แผนแม่บทการจัดรูปที่ดิน พ.ศ.2560-2579 ซึ่งสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 12 แผนบูรณาการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำยุทธศาสตร์กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยุทธศาสตร์กรมชลประทาน และยุทธศาสตร์กองทุนจัดรูปที่ดิน ซึ่งได้กำหนดเป้าหมายที่จะให้มีระบบชลประทานในแปลงเกษตรกรรมอย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพ โดยตั้งเป้าภายใน 20 ปี จะจัดระบบน้ำเพื่อเกษตรกรรมให้ได้ 12.376 ล้านไร่ และจัดรูปที่ดินอีก 2.085 ล้านไร่ สามารถประหยัดน้ำได้ 20,361 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี ลดต้นทุนการผลิตรวม 17,781 ล้านบาท หรือเฉลี่ย 4,124 บาทต่อครัวเรือนต่อปี และเพิ่มรายได้รวม 160,139 ล้านบาท หรือเฉลี่ยต่อปีประมาณ 37,141 บาทต่อครัวเรือน

สำหรับในปีงบประมาณ 2561 ได้วางแผนดำเนินงานไว้ 4 แผนงานหลัก คือ 1.แผนงานพื้นฐานด้านการจัดการน้ำและสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยจะดำเนินโครงการจัดหาแหล่งน้ำและเพิ่มพื้นที่ชลประทาน จัดระบบกระจายน้ำให้ได้ 1,500 ไร่
2.แผนงานยุทธศาสตร์ส่งเสริมการดำเนินงานตามแนวทางหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง โดยจะดำเนินการจัดรูปที่ดินในพื้นที่โครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.นครศรีธรรมราช จำนวน 1,300 ไร่ 3.แผนงานบูรณาการเสริมสร้างความเข้มแข็งและยั่งยืนให้กับเศรษฐกิจภายในประเทศ โดยจะดำเนินโครงการพัฒนาภาคการเกษตรภาคเหนือ และโครงการจัดหาแหล่งน้ำและเพิ่มพื้นที่ชลประทาน เพื่อจัดทำระบบกระจายน้ำครอบคลุมพื้นที่ 18,439 ไร่ และ 4.แผนงานโครงการจัดรูปที่ดินและจัดระบบน้ำเพื่อเกษตรกรรม ปี พ.ศ.2561 ซึ่งตั้งเป้าหมายที่จะจัดรูปที่ดิน 6,400 ไร่ และจัดระบบน้ำเพื่อเกษตรกรรม 109,900 ไร่ โดยใช้งบประมาณดำเนินงานทั้ง 4 แผนงานดังกล่าว รวมทั้งสิ้นประมาณ 1,222 ล้านบาท

กรมวิชาการฯเตือนเฝ้าระวัง ‘ไรแดงหม่อน’มันสำปะหลัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/313505

x

กรมวิชาการฯเตือนเฝ้าระวัง ‘ไรแดงหม่อน’มันสำปะหลัง

วันพฤหัสบดี ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

กรมวิชาการเกษตร แจ้งเตือนเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง จากสภาพอากาศแห้งแล้งในช่วงนี้ ขอให้เฝ้าระวังการระบาดของไรแดงหม่อนสามารถพบได้ในทุกระยะการเจริญเติบโตของมันสำปะหลัง ไรแดงหม่อนจะดูดกินน้ำเลี้ยงทำลายอยู่ ใต้ใบแก่และใบเพสลาด หากระบาดรุนแรง ตัวไรจะเคลื่อนย้ายไปดูดกินน้ำเลี้ยงบนยอดอ่อน โดยสร้างเส้นใยปกคลุมใบและลำต้น เมื่อไรเริ่มลงทำลายต้นมันสำปะหลัง จะสังเกตเห็นรอยทำลายเป็นจุดประด่างเหลืองบนผิวด้านบนใบ หากไรเข้าทำลายรุนแรง จะทำให้ใบไหม้ ตรงกลางใบขาดพรุน ใบลู่ลง และเหี่ยวแห้ง กรณีไรแดงหม่อนลงทําลายในต้นมันสําปะหลังที่มีอายุ 1-3 เดือน อาจทําให้ใบร่วง ยอดแห้ง และตายได้

เกษตรกรควรหมั่นตรวจแปลงปลูกมันสำปะหลังอย่างสม่ำเสมอ หลีกเลี่ยงการปลูกมันสําปะหลังในช่วงที่มีสภาพอากาศแห้งแล้ง ถ้าพบระบาดของไรแดงหม่อน ให้เกษตรกรเก็บใบมันสําปะหลังและส่วนที่เป็นโรคนำไปเผาทำลายนอกแปลงปลูก สำหรับในพื้นที่ที่มีการระบาดของไรแดงหม่อนอย่างรุนแรง ให้เกษตรกรพ่นด้วยสารฆ่าไรที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันกำจัด ได้แก่ สารไพริดาเบน 20% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 10 กรัมต่อน้ำ
20 ลิตร หรือสารเฟนบูทาทินออกไซด์ 55% เอสซี อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารสไปโรมีซิเฟน 24% เอสซี อัตรา 6 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารเตตระไดฟอน 7.25% อีซี อัตรา 50 มิลิลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร โดยควรพ่นสลับชนิดสารเพื่อป้องกันการต้านทานสารฆ่าไร และไม่ควรพ่นสารชนิดเดียวกันติดต่อกันเกิน 3 ครั้ง

ลุ่มน้ำบางปะกง-ปราจีนฯหมดปัญหา กษ.ร่วมจัดใหญ่‘วันเด็ก’หน้ากระทรวงศึกษาฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/313514

ลุ่มน้ำบางปะกง-ปราจีนฯหมดปัญหา กษ.ร่วมจัดใหญ่‘วันเด็ก’หน้ากระทรวงศึกษาฯ

ลุ่มน้ำบางปะกง-ปราจีนฯหมดปัญหา กษ.ร่วมจัดใหญ่‘วันเด็ก’หน้ากระทรวงศึกษาฯ

วันพฤหัสบดี ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายวิเชียร เหลืองอ่อน ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษานฤบดินทรจินดา สำนักงานชลประทานที่ 9 กรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทานประสบผลสำเร็จในการผลักดันน้ำเค็มที่รุกล้ำเข้ามาในแม่น้ำบางปะกง และแม่น้ำปราจีนบุรีเป็นปีแรก หลังจากอ่างเก็บน้ำนฤบดินทรจินดา อ.นาดี จ.ปราจีนบุรี ดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จ ทั้งนี้ปัญหาน้ำทะเลจากอ่าวไทยรุกล้ำเข้ามาในลำน้ำดังกล่าวจะเกิดขึ้นในช่วงหน้าแล้งของทุกๆ ปี ราษฎรและเกษตรกรได้รับความเดือดร้อนเนื่องจากไม่มีน้ำจืดไว้ใช้อุปโภค-บริโภคและเพื่อการเกษตรอย่างเพียงพอ ทำให้ผลผลิตการเกษตรเสียหาย นอกจากนี้โรงพยาบาลอภัยภูเบศร จ.ปราจีนบุรี ยังได้รับผลกระทบจากการไม่มีน้ำสะอาดล้างเครื่องมือแพทย์เช่นกัน

สำหรับการแก้ปัญหาที่ผ่านมากรมชลประทาน โดยสำนักงานชลประทานที่ 9 และโครงการชลประทานในพื้นที่ได้ร่วมกันวางแผนบริหารจัดการน้ำทั้ง 2 ลุ่มที่ต่อเนื่องกันเพื่อบรรเทาปัญหาดังกล่าว กล่าวคือเมื่อน้ำเค็มเริ่มรุกตัวช่วงเดือนธันวาคม เขื่อนบางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา จะทำหน้าที่ควบคุมเพื่อชะลอน้ำเค็มที่จะวิ่งขึ้นด้านบนตามแนวแม่น้ำบางปะกง พร้อมกับระบายน้ำจากอ่างเก็บน้ำต่างๆ เข้ามาช่วยผลักดันน้ำเค็ม ประกอบด้วยอ่างเก็บน้ำคลองสียัด อ.ท่าตะเกียบ จ.ฉะเชิงเทรา อ่างเก็บน้ำคลองระบม อ.สนามชัยเขต จ.ฉะเชิงเทรา อ่างเก็บน้ำขุนด่านปราการชล จ.นครนายก แต่ถ้าน้ำเค็มยังรุกเข้ามาอีกต้องระบายน้ำจากทางตอนบนลงไปเพิ่ม ซึ่งแต่ก่อนมีเพียงอ่างเก็บน้ำคลองพระสะทึง จ.สระแก้ว ทำให้ไล่น้ำเค็มได้ในระดับหนึ่งเท่านั้น

“เมื่อฤดูแล้งปี 2560 ที่ผ่านมา สามารถผลักดันน้ำเค็มใแม่น้ำปราจีนบุรีบริเวณอ.เมือง จ.ปราจีนบุรี ได้สำเร็จเป็นปีแรก เนื่องจากมีอ่างเก็บน้ำนฤบดินทรจินดา ที่ปล่อยน้ำลงมาไล่น้ำเค็มอีกทางหนึ่ง” นายวิเชียรกล่าว

ทั้งนี้อ่างฯนฤบดินทรจินดา ก่อสร้างเสร็จและเริ่มเก็บกักน้ำตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2559 ซึ่งสามารถบรรเทาปัญหาอุทกภัยซ้ำซากบริเวณตลาดเก่ากบินทร์บุรีได้ในทันที พร้อมกับระบายน้ำลงมาเพื่อรักษาระบบนิเวศ ผลักดันน้ำเค็ม น้ำเน่าเสียตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ – พฤษภาคม 2560 รวมปริมาณน้ำที่ระบายทั้งสิ้น 200 ล้านลูกบาศก์เมตร ด้วยปริมาณน้ำที่ระบายไปขนาดนี้ทำให้น้ำในแม่น้ำปราจีนบุรีกลายเป็นน้ำจืด ชาวบ้านสามารถสูบไปใช้ได้ในช่วงหน้าแล้ง สร้างประโยชน์ให้กับชาวบ้านเป็นอย่างมาก สามารถขายผลผลิตทางการเกษตร โดยเฉพาะผลไม้ได้ราคาดี

ส่วนแผนการระบายน้ำของอ่างฯ นฤบดินทรจินดาจากนี้ไป คือ ระบายวันละ 500,000 ลบ.ม. จนถึงกลางเดือนมกราคม 2561 จากนั้นเพิ่มการระบายเป็นวันละ 1.5 ล้านลบ.ม. ตั้งแต่วันที่ 20 มกราคม – 31 พฤษภาคม 2561 รวมปริมาณน้ำตามแผนการระบาย 217 ล้านลบ.ม. ปริมาณน้ำที่ระบายไปแล้วทั้งสิ้น 4.3 ล้านลบ.ม.” นายวิเชียร กล่าว

ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษานฤบดินทรจินดา กล่าวต่อว่า สำหรับระบบส่งน้ำของอ่างฯนฤบดินทรจินดา อยู่ระหว่างการก่อสร้าง จะแล้วเสร็จในปี 2563 อย่างไรก็ตาม ระหว่างนี้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวและสวนผลไม้ที่มีอยู่เป็นจำนวนมากตามแนวคลองห้วยโสมง แควหนุมาน แม่น้ำปราจีนบุรี และแม่น้ำบางปะกง ได้นำน้ำที่ส่งลงไปผลักดันน้ำเค็มไปใช้ตามเรือกสวนไร่นา โดยเฉพาะสวนทุเรียนที่ถือเป็นผลไม้เศรษฐกิจ ช่วยให้ผลผลิตทางการเกษตรรอดพ้นจากความเสียหายได้

“อ่างเก็บน้ำแห่งนี้เกิดขึ้นมาจากพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2521 หลังจากนั้นทรงมีพระราชดำริเกี่ยวกับอ่างฯ นฤบดินทรจินดา รวม 6 ครั้งด้วยกัน ทุกวันนี้ชาวบ้านดีใจมากที่ได้รับพระราชทานอ่างเก็บน้ำแห่งนี้ และเป็นความภาคภูมิใจของข้าราชการกรมชลประทานที่ได้มารับหน้าที่ตรงนี้ด้วยเช่นกัน” นายวิเชียร กล่าว

แตกใบอ่อน : แฟรนไชส์เกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/313509

807934531

แตกใบอ่อน : แฟรนไชส์เกษตรกร

วันพฤหัสบดี ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

เปิดศักราชใหม่ปีพ.ศ.2561 มาได้เพียงสัปดาห์เดียว บรรดาผู้มีรายได้น้อยที่ได้ลงทะเบียนไว้กับโครงการสวัสดิการแห่งรัฐ ก็ได้เฮกันตั้งแต่ต้นปี เพราะเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเพิ่งอนุมัติโครงการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย เฟส 2 วงเงินสูงถึง 3.5 หมื่นล้านบาท โดยรอบนี้นอกจากจะมีการเพิ่มเงินช่วยเหลือและสวัสดิการต่างๆ แล้ว ยังมีเป้าหมายสำคัญ คือ การฝึกอบรมอาชีพให้ประชาชนที่มาลงทะเบียน เพื่อสร้างอาชีพและรายได้อย่างยั่งยืน ซึ่งคาดว่ารายละเอียด สื่อต่างๆ น่าจะมีการนำเสนอไปหมดแล้ว

ไม่ใช่ผู้มีรายได้น้อยเท่านั้นที่ได้เฮ ฝั่งของเกษตรกรเองเร็วๆ นี้ก็น่าจะมีข่าวดีเข้ามา เพราะในวันเดียวกับการประชุม ครม. อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า “กุลณี อิศดิศัย” ยังออกมาประกาศว่า กระทรวงพาณิชย์ เตรียมต่อยอดโครงการสวัสดิการแห่งรัฐเพื่อผู้มีรายได้น้อย โดยเฉพาะในส่วนการสร้างงานสร้างอาชีพให้กับเกษตรกร โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้ร่วมมือกับ “ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร” (ธ.ก.ส.) ทำโครงการ “100 แฟรนไชส์สร้างอาชีพเพื่อเกษตรกร”

โดยจะสนับสนุนสินเชื่อแบบไม่คิดดอกเบี้ยใน 6 เดือนแรก แก่เกษตรกรที่ลงทะเบียนผ่านโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐทั่วประเทศ โดยเฉพาะเกษตรกรที่ต้องการเงินทุนมีอาชีพเสริมด้วยการซื้อและทำธุรกิจแฟรนไชส์

คุณกุลณีบอกว่า เบื้องต้นในเฟสแรก ธ.ก.ส. ได้เตรียมวงเงินสินเชื่อส่วนบุคคลรายย่อยแก่เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ เบ็ดเสร็จประมาณ 20,000 ล้านบาท โดยเวลานี้ ธ.ก.ส. กำลังอยู่ระหว่างกำหนดเงื่อนไขและรายละเอียดในการให้สินเชื่ออยู่ ซึ่งเกษตรกรจะสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนในครั้งนี้ได้ไม่ยาก รวมทั้งจะมีการอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับธุรกิจแฟรนไชส์นั้นๆ แก่เกษตรกร โดยเบื้องต้นคาดว่าจะสามารถสร้างอาชีพให้แก่เกษตรกรประมาณ 10,000 ราย และสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากได้ราว 1,000 ล้านบาท

ส่วนประเด็นสำคัญ คือ “ธุรกิจ” ที่จะมีการสนับสนุนนั้น อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ท่านแจงว่า กรมจะเป็นผู้คัดเลือกธุรกิจแฟรนไชส์
ให้ ธ.ก.ส. พิจารณาเข้าร่วมโครงการ โดยแฟรนไชส์ที่เข้าร่วมโครงการ จะเป็นแฟรนไชส์ที่มีขนาดไม่ใหญ่ ผ่านการพัฒนาจากกรมมาแล้วและเป็นธุรกิจง่ายๆ ที่เกษตรกรสามารถใช้ประกอบเป็นอาชีพได้ทันที เช่น อาหารและเครื่องดื่มประเภทต่างๆ เป็นต้น

ขณะที่ตัวของ “แฟรนไชส์” จะต้องเป็นพี่เลี้ยงให้กับเกษตรกรตลอดระยะเวลาที่ประกอบธุรกิจ ซึ่งจะสามารถลดความเสี่ยงต่อความล้มเหลวในการประกอบธุรกิจได้

หากมองกันในภาพรวม ก็ต้องถือว่าโครงการนี้เป็นความพยายามสร้าง “โอกาส” ให้สามารถยืนอยู่ได้อย่างมั่นคง แต่ถ้าหากคิดให้ลึกลงไปอีกนิด ตัวผมเองก็ไม่กล้าจะฟันธงว่า“โอกาส” ที่ว่าจะกลายเป็นโอกาสที่ดีได้จริงหรือไม่ ซึ่งผมขอยกเหตุผลง่ายๆ สัก 2 ข้อ คือ

ประการแรก ต้องไม่ลืมว่า ชุมชนของเกษตรกรที่มีรายได้น้อยส่วนใหญ่จะเป็นสังคม “ชนบท” ที่กินง่าย อยู่ง่าย เสียเป็นส่วนใหญ่ ขณะที่ธุรกิจ “แฟรนไชส์” จำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะหากจะยึดตามที่ท่านอธิบดีกุลณียกตัวอย่าง คือ ธุรกิจด้านอาหารหรือเครื่องดื่ม จะว่าไป มันก็ไม่ต่างไปจากสินค้าฟุ่มเฟือย ซึ่งการจะค้าขายให้มีกำไรจนสามารถยืนอยู่ได้ จำเป็นต้องไปเปิดในทำเลที่ตั้งที่เป็นชุมชนขนาดใหญ่ หรือชุมชนเมือง เช่น ตามตลาด ศูนย์อาหาร หน้าโรงเรียน ดังนั้นความเป็นไปได้ที่จะเปิดร้านค้าในชุมชนแล้วสร้างให้มีกำไร จึงเป็นไปค่อนข้างยาก แต่หากจะมุ่งไปเปิดร้านในชุมชนใหญ่ๆ หรือในเมือง ก็ต้องคิดถึงต้นทุนเรื่องการเดินทาง และการบริหารจัดการอื่นๆ ที่จะต้องตามมาอีกมาก

ประการต่อมา ต้องไม่ลืมเช่นกันว่า ปัจจุบันลำพังคนทั่วไปก็มีการซื้อแฟรนไชส์ธุรกิจต่างๆ มาเปิดขายกันเกลื่อนอยู่แล้ว ไม่ว่า ขนมจีบ ชา กาแฟ ไอศกรีม หรืออาหาร เครื่องดื่มต่างๆ ซึ่งถ้าให้เกษตรกรมาเปิดร้านแข่งอีก มันไม่ต้องแย่งกันตายเลยหรือ ที่สำคัญปัจจุบันใครไม่รู้จะทำอะไร ก็พากันออกมาหาของมาขาย จนแทบจะมีแต่คนขาย แต่ไม่มีคนซื้ออยู่แล้ว ไม่เชื่อก็ลองไปเดินดูตามตลาดนัดหลายๆ แห่งดูได้

เรื่องนี้จึงต้องขอฝากเอาไว้ครับ ไม่ใช่ว่าอยากขวางไม่ให้ทำ แต่ทำแล้วต้องรอบคอบ และเกษตรกรต้องอยู่ได้จริงๆ เพราะถ้าอยู่ไม่ได้ คนที่ต้องใช้หนี้กันหัวโตก็ไม่ใช่ใคร แต่เป็นเกษตรกรนั่นแหละที่จะซวย

มะลิลา

CPFชู‘คอนเน็กซ์ อีดี’ ต้นแบบศูนย์การเรียนรู้สร้างเยาวชนสู่ทักษะวิชาชีพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/313507

x

CPFชู‘คอนเน็กซ์ อีดี’ ต้นแบบศูนย์การเรียนรู้สร้างเยาวชนสู่ทักษะวิชาชีพ

วันพฤหัสบดี ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายสุขวัฒน์ ด่านเสริมสุข ประธานคณะผู้บริหาร ธุรกิจอาหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ (ร่วม) บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ เปิดเผยว่า อาสาสมัครผู้นำจะเป็นกำลังสำคัญในการสร้างสรรค์ และขับเคลื่อนโครงการคอนเน็กซ์ อีดี ภายใต้โครงการสานพลังประชารัฐกลุ่มการศึกษาพื้นฐานและการพัฒนาผู้นำ ให้ประสบความสำเร็จตามเป้าหมายการยกระดับคุณภาพการศึกษาของประเทศ ขณะเดียวกันจะเป็นการสร้างคนดี คนเก่งให้กับสังคมไทย เพื่อร่วมพัฒนาประเทศไทยในระยะยาว

ด้าน นายเอนก บุญหนุน ประธานบริหารโครงการคอนเน็กซ์ อีดี ของ ซีพีเอฟ กล่าวว่า การดำเนินโครงการที่ผ่านมาบรรลุเป้าหมายเป็นอย่างดี และยังมีกิจกรรมบางส่วนที่อยู่ระหว่างดำเนินการและจะแล้วเสร็จภายในกลางปีนี้ ซึ่งกิจกรรมหลักในโครงการ ประกอบด้วย โครงการด้านเกษตรกรรม กิจกรรมนอกเวลา วิชาชีพธุรกิจ พัฒนาหลักสูตร และการอบรมครู รวมถึงการต่อยอดสอนการใช้งานอุปกรณ์และสื่อ ICT ของทรูปลูกปัญญา โดยอาสาสมัครผู้นำที่รับผิดชอบแต่ละโรงเรียนจะติดตามและประเมินผลอย่างใกล้ชิดให้โครงการสัมฤทธิผลตามแผนที่วางไว้

ในปีนี้ มีการคัดเลือกอาสาสมัครผู้นำดีเด่น โดยพิจารณาจากกิจกรรมที่อยู่ในความรับผิดชอบที่สนับสนุนเด็กให้มีพัฒนาการ ความรู้ทางวิชาการและทักษะในด้านต่างๆ สามารถสั่งสมเป็นประสบการณ์และนำไปใช้ในชีวิตประจำวันเพื่องานสร้างอาชีพได้ โดยเฉพาะ ด้านเกษตรกรรม (เลี้ยงไก่ไข่ เพาะเห็ดนางฟ้า) กิจกรรมนอกเวลา (มัคคุเทศก์น้อย) วิชาชีพธุรกิจ (สร้างธุรกิจเถ้าแก่น้อย) พัฒนาหลักสูตร สำหรับโครงการและโรงเรียนที่ประสบความสำเร็จ ประกอบด้วย 1.โครงการกิจกรรมนอกเวลา : โครงการมัคคุเทศก์น้อย โรงเรียนตำบลบ้านโพธิ์ จังหวัดนครราชสีมา ให้นักเรียนเป็นมัคคุเทศก์ท้องถิ่นทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ด้วยการสนับสนุนให้มีการเรียนการสอนโดยครูต่างชาติ และฝึกฝนให้เด็กแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวในท้องถิ่นของตนเองได้ 2.โครงการเกษตรกรรม : โครงการเห็ดนางฟ้า โรงเรียนธงชัยเหนือวิทยา จังหวัดนครราชสีมา โครงการช่วยเด็กให้มีความรู้และความสามารถในการปลูกและแปรรูปเห็ดนางฟ้า ขายในชุมชน และจัดตั้งเป็นศูนย์การเรียนรู้ทางด้านอาชีพการปลูกเห็ดในชุมชน 3.โครงการพัฒนาหลักสูตรและอบรมครู :โครงการ 7 Habits พัฒนาอุปนิสัยภาวะผู้นำ โดยเน้นการถ่ายทอดให้ครู และครูนำไปสอนนักเรียน ทำให้เด็กมีภาวะผู้นำ มีความรับผิดชอบ และรู้จักหน้าที่ และ4.โครงการวิชาชีพธุรกิจ : โครงการหมี่โคราชสร้างเถ้าแก่น้อย โรงเรียนนครราชสีมาปัญญานุกูล จังหวัดนครราชสีมา เพื่อสร้างโอกาสให้กับนักเรียนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาและนักเรียนที่บกพร่องทางการได้ยิน มีอาชีพมั่นคง หลังจากจบการศึกษาขั้นพื้นฐาน

ชวนเที่ยวงาน‘เด็กไทยหัวใจเกษตร’ l กษ.ร่วมจัดใหญ่‘วันเด็ก’หน้ากระทรวงศึกษาฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/313513

x

ชวนเที่ยวงาน‘เด็กไทยหัวใจเกษตร’ l กษ.ร่วมจัดใหญ่‘วันเด็ก’หน้ากระทรวงศึกษาฯ

วันพฤหัสบดี ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าวว่า เนื่องในโอกาสวันเด็กแห่งชาติ นับแต่ปี 2547 เป็นต้นมา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ริเริ่มจัดงาน “เด็กไทยหัวใจเกษตร” ขึ้น เพื่อให้เด็กและเยาวชนไทย ตลอดจนประชาชนทั่วไปที่เข้าชมงาน ได้เล็งเห็นความสำคัญของการประกอบอาชีพเกษตรกรรม ซึ่งเป็นอาชีพหลักของประเทศ โดยการเรียนรู้ด้านการเกษตรจากประสบการณ์จริงควบคู่กับความบันเทิง โดยมีหน่วยงานในสังกัดร่วมจัดงานดังกล่าวต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี มีรูปแบบการจัดงานประกอบด้วย 4 กิจกรรมหลัก ได้แก่ กิจกรรมทางวิชาการ กิจกรรมด้านบันเทิง กิจกรรมการจับรางวัล และกิจกรรมการจัดอาหารและเครื่องดื่ม

สำหรับงานวันเด็กแห่งชาติในปี 2561 นี้ จัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 13 มกราคม 2561 โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมจัดงานกับกระทรวงศึกษาธิการ ณ บริเวณหน้ากระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งในส่วนของกระทรวงเกษตรฯ ได้มอบหมายให้กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ และกรมประมง เป็นหน่วยงานหลักรับผิดชอบการจัดงานฯ และหน่วยงานในสังกัดร่วมสนับสนุนของรางวัล กิจกรรมภายในงานประกอบด้วย กิจกรรมนิทรรศการ เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้และทักษะให้เด็กๆ กิจกรรมด้านสันทนาการและการบันเทิงต่างๆ ได้แก่ การแข่งขันตอบปัญหา การแสดงบนเวที และการแจกของรางวัลมากมาย นอกจากนี้ ยังได้จัดเตรียมอาหารและเครื่องดื่มให้แก่ผู้เข้าชมงานฟรีอีกด้วย

“ขอเชิญเด็กและเยาวชน รวมไปถึงผู้ปกครองทุกท่าน ร่วมงานวันเด็กประจำปี 2561 เด็กไทยหัวใจเกษตร ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในวันเสาร์ที่ 13 มกราคม 2561 ตั้งแต่เวลา 07.00 – 17.00 น. ณ บริเวณหน้ากระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ได้เตรียมกิจกรรมสร้างสรรค์และบันเทิง สำหรับเด็ก เกมตอบปัญหาเกี่ยวกับบัญชีอย่างง่ายและเกมอื่นๆ พร้อมกับแจกของเล่น ของรางวัล เพื่อปลูกฝังให้เยาวชนรู้จักการจัดทำบัญชี สร้างวินัยทางการเงิน รู้จักประหยัดอดออม และเชื่อมโยงสู่ผู้ปกครองให้ริเริ่มจัดทำบัญชีด้วย รับรองว่าเด็กๆ จะได้รับทั้งความสนุกสนานและของรางวัลกลับบ้านมากมาย” อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าว

เพิ่มหลักสูตร‘ปลูกข้าว’ ให้นร.ฝึกลงแปลงที่โรงรียนชาวนา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/313556

เพิ่มหลักสูตร‘ปลูกข้าว’ ให้นร.ฝึกลงแปลงที่โรงรียนชาวนา

เพิ่มหลักสูตร‘ปลูกข้าว’ ให้นร.ฝึกลงแปลงที่โรงรียนชาวนา

วันพุธ ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2561, 19.41 น.

คตน.หนุนตั้งโรงเรียนเกษตรกรชาวนา เพิ่มหลักสูตรเรียนรู้การปลูกข้าวให้นักเรียน เป็นทางเลือกประกอบอาชีพ

10 ม.ค.61 พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี  เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการติดตามการปฏิบัติงานตามนโยบายของรัฐบาล (คตน.) ที่ประชุมเห็นชอบการส่งเสริมโรงเรียนเกษตรกรชาวนา โดยให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาส่งเสริม ซึ่งได้มีการจัดทำเป็นนโยบายยุทธศาสตร์ข้าว 20 ปี และมีการนำหลักสูตรการเรียนรู้การปลูกข้าว ให้กระทรวงศึกษาธิการพิจารณากำหนดเป็นกิจกรรมหนึ่งในช่วงลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ โดยนำนักเรียนออกไปเรียนรู้ที่โรงเรียนเกษตรกรชาวนาของแต่ละจังหวัด เพื่อให้สามารถนำไปใช้ชีวิตประจำวัน และเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการประกอบอาชีพเกษตรกรรม

นอกจากนี้  ที่ประชุมยังเห็นชอบการแก้ไขปัญหาขยะมูลฝอย การกำจัดวัชพืชในแหล่งน้ำ โดยเฉพาะผักตบชวาเพื่อยับยั้งไม่ให้มีการแพร่พันธุ์เพิ่มขึ้น โดยให้กระทรวงมหาดไทยเป็นหน่วยงานหลักร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดระบบการกำจัดผักตบชวาให้เป็นรูปธรรม

พล.อ.อ.ประจิน กล่าวต่อว่า ที่ประชุมยังเห็นชอบการคัดแยกขยะ โดยคณะกรรมการการบริหารจัดการขยะมูลฝอยของ กทม. ได้จัดทำแผนบริหารจัดการขยะมูลฝอยของ กทม. พ.ศ. 2558-2562 โดยมีเป้าหมายลดปริมาณขยะให้ได้ร้อยละ 7 ในปี 2562 รวบรวมปริมาณขยะอันตรายให้ได้เพิ่มขึ้นร้อยละ 30 รวมถึงกำจัดขยะพลาสติกและขยะอิเล็กทรอนิกส์ด้วย