‘กฤษฏา’คาดเพิ่มยอดส่งออกเฟอร์นิเจอร์ยางพารา3 แสนตันต่อปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/313504

'กฤษฏา'คาดเพิ่มยอดส่งออกเฟอร์นิเจอร์ยางพารา3 แสนตันต่อปี

‘กฤษฏา’คาดเพิ่มยอดส่งออกเฟอร์นิเจอร์ยางพารา3 แสนตันต่อปี

วันพุธ ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2561, 18.06 น.

10 ม.ค. 61 นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรแลสหกรณ์ กล่าวภายหลังสมาคมน้ำยางข้นไทย สมาคมถุงมือยางไทย สมาคมธุรกิจค้ายางไทย เข้าพบเพื่อหารือถึงแนวทางรักษาเสถียรภาพราคายางร่วมกัน ว่าตัวแทนสมาคมได้มาขอบคุณรัฐบาลที่มีมาตรการให้สินเชื่อผู้ประกอบการยางพารา โดยรัฐชดเชยดอกเบี้ยให้ ร้อยละ 3 เพื่อดูดซับปริมาณยางในตลาด ซึ่งมาตรการทั้งหมดเมื่อลงสู่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ จะสามารถยกระดับราคาขึ้นได้  นอกจากนี้ทางสมาคมผู้ส่งออกเฟอร์นิเจอร์จากไม้ยาพาราเช่น โต๊ะ เก้าอี้  ถุงมือยาง ได้แจ้งว่าประเทศในแถบยุโรป และสหรัฐอเมริกา เริ่มนำกติกาเงื่อนไขการนำเข้าสินค้าเฟอร์นิเจอร์เหมือนกับไอยูยู ที่ใช้เป็นกฎกติกาก่อนสั่งสินค้าประมงเข้าประเทศ  ดังนั้นหากต้องการซื้อโต๊ะไม้ยางจากไทย ต้องมีตรามาตรฐานการจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืน หรือ FSC (Forest Stewardship Council)โดยปัจจุบันในทะเบียนของ กยท.มีการรับรองเกษตรกรปลูกยางพารา 5 หมื่นไร่ จาก 14 ล้านไร่ ซึ่งตนได้รับปากผู้ส่งออก ว่าจะดำเนินการเรื่องนี้ คาดว่าหาก กยท.ทำมาตรฐานรับรองเพิ่มขึ้นได้เร็วอาจดูดซับปริมาณยางได้ถึง 3 แสนตันต่อปี ทั้งนี้ประเทศคู่ค้ารายใหญ่ของไทยคือประเทศจีน ที่มีความต้องการยางพาราจากไทยอย่างต่อเนื่อง

รมว.เกษตรฯกล่าวอีกว่าในระหว่างวันที่ 11 – 12 มกราคม นี้ มีกำหนดเดินทางไปยังกรุงนิวเดลี สาธารณรัฐอินเดีย เพื่อเข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีอาเซียน-อินเดียด้านการเกษตรและป่าไม้ ครั้งที่ 4 ในฐานะประธานที่ประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านการเกษตรและป่าไม้ หรือ อามาฟ และทำหน้าที่ประธานที่ประชุมร่วมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสวัสดิการเกษตรกร ณ กรุงนิวเดลี สาธารณรัฐอินเดีย โดยสาระสำคัญในการเข้าร่วมประชุมครั้งนี้ ที่ประชุมจะให้ความเห็นชอบและรับทราบผลการดำเนินงานระยะกลางของความร่วมมืออาเซียน-อินเดียด้านการเกษตรและป่าไม้ปี พ.ศ. 2554-2558  และพิจารณาให้ความเห็นชอบแผนการดำเนินงานระยะกลางของความร่วมมืออาเซียน-อินเดียด้านการเกษตรและป่าไม้ ซึ่งจะสิ้นสุดในปี พ.ศ.2563 เพื่อนำไปสู่การเสริมสร้างความแข็งแกร่งด้านการวิจัยและพัฒนา ยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกร และถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านการเกษตร โดยมีเป้าหมายให้อาเซียนและอินเดียมีการทำเกษตรและใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน  โดยนายกฤษฎา  จะมีการหารือทวิภาคีร่วมกับนายราด้า โมฮานซิงห์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสวัสดิการเกษตรกร สาธารณรัฐอินเดีย ถึงความร่วมมือระหว่างไทย – อินเดีย ในด้านการเกษตร เพื่อขยายตลาดการส่งออกสินค้าเกษตร โดยเฉพาะยางพารา ซึ่งอินเดียถือเป็นคู่ค้าที่สำคัญที่ปัจจุบันอินเดียนำเข้ายางพาราจากไทยเป็นอันดับที่ 7 คิดเป็นปริมาณการนำเข้าประมาณ 4,226 ล้านบาท/

‘กฤษฏา’เยือนอินเดีย11-12ม.ค. นั่งหัวโต๊ะรมต.อาเซียน-อินเดียด้านเกษตรฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/313438

'กฤษฏา'เยือนอินเดีย11-12ม.ค.  นั่งหัวโต๊ะรมต.อาเซียน-อินเดียด้านเกษตรฯ

‘กฤษฏา’เยือนอินเดีย11-12ม.ค. นั่งหัวโต๊ะรมต.อาเซียน-อินเดียด้านเกษตรฯ

วันพุธ ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2561, 14.30 น.

10 ม.ค.61 นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ในวันที่ 11–12 ม.ค.61 นี้ จะเดินทางไปยังกรุงนิวเดลี สาธารณรัฐอินเดีย เพื่อเข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีอาเซียน-อินเดียด้านการเกษตรและป่าไม้ ครั้งที่ 4 ในฐานะประธานที่ประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านการเกษตรและป่าไม้ หรือ อามาฟ และทำหน้าที่ประธานที่ประชุมร่วมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสวัสดิการเกษตรกร ณ กรุงนิวเดลี สาธารณรัฐอินเดีย โดยสาระสำคัญในการเข้าร่วมประชุมครั้งนี้ ที่ประชุมจะให้ความเห็นชอบและรับทราบผลการดำเนินงานระยะกลางของความร่วมมืออาเซียน-อินเดียด้านการเกษตรและป่าไม้ปี พ.ศ. 2554-2558  และพิจารณาให้ความเห็นชอบแผนการดำเนินงานระยะกลางของความร่วมมืออาเซียน-อินเดียด้านการเกษตรและป่าไม้ ซึ่งจะสิ้นสุดในปี พ.ศ.2563 เพื่อนำไปสู่การเสริมสร้างความแข็งแกร่งด้านการวิจัยและพัฒนา ยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกร และถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านการเกษตร โดยมีเป้าหมายให้อาเซียนและอินเดียมีการทำเกษตรและใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ ไทยจะมีการรายงานผลจากการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านการเกษตรและป่าไม้ ครั้งที่ 39 ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ ที่ประเทศสมาชิกอาเซียนได้ให้ความเห็นชอบร่วมกันในเวทีนี้รับทราบด้วย ได้แก่ ด้านความมั่นคงอาหาร ด้านความปลอดภัยอาหารและคุณภาพของผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร ด้านประมง ในด้านการบริหารจัดการประมงทะเลอย่างยั่งยืนทั้งภายในและภายนอกภูมิภาค และด้านป่าไม้ ในการจัดการป่าไม้เขตร้อนอย่างยั่งยืน

อย่างไรก็ตาม นอกจากการหารือในเวทีอาเซียน–อินเดีย ในการประชุมระดับรัฐมนตรีแล้ว ไทยยังจะมีการหารือทวิภาคีร่วมกับนายราด้า โมฮานซิงห์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสวัสดิการเกษตรกร สาธารณรัฐอินเดีย ถึงความร่วมมือระหว่างไทย–อินเดีย ในด้านการเกษตร เพื่อขับเคลื่อนให้เกิดผลเป็นรูปธรรมมากขึ้น รวมถึงการขยายการส่งออกสินค้าเกษตร โดยเฉพาะยางพารา ซึ่งอินเดียถือเป็นคู่ค้าที่สำคัญ ที่ปัจจุบันอินเดียนำเข้ายางพาราจากไทยเป็นอันดับที่ 7 คิดเป็นปริมาณการนำเข้าประมาณ 4,226 ล้านบาท

รายงานพิเศษ : พด.ขานรับขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ภาคเหนือ เพิ่มขีดสามารถการแข่งขันตามกลไกตลาดอย่างยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/313279

รายงานพิเศษ : พด.ขานรับขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ภาคเหนือ  เพิ่มขีดสามารถการแข่งขันตามกลไกตลาดอย่างยั่งยืน

รายงานพิเศษ : พด.ขานรับขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ภาคเหนือ เพิ่มขีดสามารถการแข่งขันตามกลไกตลาดอย่างยั่งยืน

วันพุธ ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

รมช.เกษตรฯ มอบนโยบายให้กรมพัฒนาที่ดิน เดินหน้าขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ในพื้นที่ภาคเหนืออย่างต่อเนื่อง ภายใต้กรอบแนวความคิดตามนโยบายของรัฐบาล ฯพณฯ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในด้านการขับเคลื่อนการบริหารจัดการ และการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันสินค้าเกษตรที่เป็นไปตามกลไกของตลาด

นายลักษณ์ วจนานวัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเปิดการประชุมการขับเคลื่อนการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ภาคเหนือว่า จากกรอบแนวความคิดการพัฒนาการเกษตรของประเทศไทยตามนโยบาย ฯพณฯ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ต้องการยกระดับสินค้าเกษตรอินทรีย์ให้มีความยั่งยืนภายใต้กรอบการดำเนินงาน คือ

1.ราคาสินค้าเกษตร จะต้องเป็นไปตามกลไกของตลาด โดยรัฐบาลไม่ต้องการใช้งบประมาณเข้าไปแทรกแซงและบิดเบือนกลไกของราคาจนทำให้เกิดความเสียหาย

2.พัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าเกษตรใหม่ โดยร่วมมือและผนึกกำลังระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เกษตรกร ภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง และกลุ่มเครือข่าย โดยเน้นการลดต้นทุน เพิ่มผลผลิตต่อไร่ คำนึงถึงความต้องการของตลาด และพัฒนาคุณภาพของผลิตให้ตรงกับความต้องการของตลาด

3.การพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าเกษตรใหม่ ใช้แนวทางการใช้องค์ความรู้ และเทคโนโลยีที่เหมาะสม รวมถึงเน้นการพัฒนาด้านนวัตกรรม

4.สนับสนุนให้เกิดการรวมกลุ่มเกษตรกร เพื่อสร้างพลังและมีอำนาจในการต่อรอง และ

5.สนับสนุนให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงข้อมูล โดยเฉพาะข้อมูลด้านการตลาด และจัดระบบตลาดให้เป็นตลาดกลาง เพื่อให้ทุกคนสามารถเข้ามาแลกเปลี่ยน สร้างโอกาสพบกันระหว่างผู้ผลิตและผู้ซื้อ เกษตรกรโดยภาครัฐจะเป็นผู้สนับสนุนงบประมาณในการจัดปัจจัยพื้นฐานที่จะเอื้ออำนวยต่อการผลิตของเกษตรกร เช่น ระบบชลประทาน ระบบการบริหารความเสี่ยง โดยจัดทำระบบประกันภัยพืชผล จากนั้นก็ให้ภาคเกษตรกร ภาครัฐ ภาคเอกชน ร่วมมือการบริหารจัดการความเสี่ยงร่วมกัน

ทั้งนี้ การขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ จัดเป็นนโยบายที่รัฐบาลให้ความสำคัญและกำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ พ.ศ. 2560 – 2564 แล้ว ดังนั้น หน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรงอย่างกรมพัฒนาที่ดินจะต้องร่วมมือกันดำเนินการขับเคลื่อนการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ให้เป็นไปตามแนวทางที่กำหนดไว้ ซึ่งจะต้องเน้นการขับเคลื่อนให้เกิด “การทำเกษตรอินทรีย์ถือเป็นวิถีการเกษตรไทย” ให้ได้ รวมทั้งจะต้องสามารถสร้างการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ ด้วยระบบที่มีความสะดวกต่อเกษตรกร อีกทั้งการจัดทำการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ควรทำการตกลง ร่วมมือ เพื่อรักษาคุณภาพของผลผลิตให้ได้ตามมาตรฐาน ซึ่งในส่วนของนโยบายรัฐบาล ได้มีนโยบาย “ตลาดประชารัฐ” ซึ่งเน้นให้ภาคเอกชนเข้ามาร่วมมือ และเกิดการเชื่อมโยงระบบตลาด หากนำสินค้าเกษตรอินทรีย์เข้าสู่ระบบ และพัฒนาเข้าไปสู่ตลาดระดับสูง การผลิตสินค้าอินทรีย์มีเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ราคาดีขึ้น เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น การเกษตรประเทศไทยก็จะมีความมั่นคงและยั่งยืนอย่างแท้จริง

ด้าน นายสุรเดช เตียวตระกูล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ภาคเหนือ กล่าวว่า กรมพัฒนาที่ดินได้มีการจัดทำข้อมูลเกี่ยวกับการพัฒนาการขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ในเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือ ซึ่งภาพรวมภาคเกษตรของภาคเหนือที่ผ่านมามีการขยายตัวของการผลิตเกษตรอินทรีย์มากขึ้น โดยพื้นที่ภาคเหนือที่มีการผลิตสินค้าอินทรีย์ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง พะเยา แพร่ น่าน แม่ฮ่องสอน พิจิตร อุทัยธานี และเพชรบูรณ์ โดยมีพืชอินทรีย์สำคัญได้แก่ ชาอินทรีย์ ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย ลำปาง แม่ฮ่องสอน ข้าวอินทรีย์ และข้าวหอมมะลิ 105 อินทรีย์ และภายใต้กรอบยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติพ.ศ.2560 – 2564 และการขับเคลื่อนภายใต้แผนยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ พ.ศ.2560 – 2564 ได้มีการดำเนินงานการขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ ประกอบด้วยประเด็นยุทธศาสตร์สำคัญ 4 ยุทธศาสตร์ ในการขับเคลื่อนการดำเนินงานพร้อมกับมีการแต่งตั้งคณะกรรมการ คณะอนุกรรมการ และคณะทำงาน จำนวน 4 คณะ ได้แก่ คณะกรรมการพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ คณะอนุกรมการขับเคลื่อนการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ระดับภาค จำนวน 6 ภาค และคณะทำงานพัฒนาเกษตรอินทรีย์ของจังหวัด

ทั้งนี้การผลการดำเนินงานการขับเคลื่อนตามนโยบายเกษตรอินทรีย์ภาคเหนือในปี 2560 ที่ผ่านมาสามารถสรุปได้ว่า การขับเคลื่อนงานตามยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ พ.ศ. 2560 – 2564 ภาคเหนือ ได้ดำเนินการในด้านการสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเกษตรอินทรีย์ ด้านมาตรการตรวจรับรองมาตรฐาน การจัดตั้งศูนย์เรียนรู้เกษตรอินทรีย์ PGS การพัฒนาเกษตรสู่การรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ PGS การจัดทำฐานข้อมูลเกษตรอินทรีย์ และโครงการข้าวอินทรีย์ การดำเนินงานโดยใช้ การตลาด นำการผลิต มีความก้าวหน้าอย่างเห็นได้ชัด อาทิ สามารถดำเนินการจัดการประชุมคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาการเกษตรอินทรีย์ภาคเหนือจำนวน 2 ครั้ง และจากการเดินทางมาตรวจเยี่ยมและติดตามงานของพลอากาศเอกประจิน จั่นตอง ที่จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2560 ได้มีการรายงานผลการดำเนินงานการขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์มีความก้าวหน้าเป็นที่น่าพอใจ อีกทั้งการดำเนินงานขับเคลื่อนการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ร่วมกับคณะทำงานพัฒนาเกษตรอินทรีย์ของจังหวัด ก็ได้มีการประสานความร่วมมือเพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานในพื้นที่อย่างเข้มแข็ง โดยคณะทำงานการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ของจังหวัดมีการจัดประชุมเพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานในระดับจังหวัดอย่างต่อเนื่อง

“หนึ่งในตัวอย่างเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จได้แก่ นางผ่องพรรณ สะหลี เกษตรกรหมู่ 1 ตำบลป่าไผ่ อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ เกษตรกรได้ดำเนินการปลูกเกษตรผสมผสาน และแปลงสมุนไพรในพื้นที่ 2 ไร่ ดำเนินการด้วยตนเอง โดยมีกรมพัฒนาที่ดินให้การสนับสนุนด้านองค์ความรู้ต่างๆ สามารถเก็บผลผลิตพืชผักอินทรีย์ขายในตลาดข่วงอินทรีย์ และตลาดเจเจมาร์เกต จำหน่วย 2 วันต่อสัปดาห์ มีรายได้เฉลี่ยเดือนละ 20,000 – 30,000 บาท พืชผักในแปลงได้รับการรับรองในระบบ PGS และแปลงเกษตรกรยังใช้เป็นศูนย์การเรียนรู้เกษตรอินทรีย์ในระบบ PGS ในเวลาต่อมา ทั้งนี้ก็เพื่อเป็นต้นแบบให้กับกลุ่มเกษตรกรที่อยู่ในเครือข่ายเกษตรอินทรีย์ต่อไป” อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าว

เคลื่อนอุตสาหกรรมไผ่-เพาะเห็ด สภาเกษตรกรฯถกจีนสนับสนุนเทคโนโลยี-นำศึกษาดูงาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/313278

x

เคลื่อนอุตสาหกรรมไผ่-เพาะเห็ด สภาเกษตรกรฯถกจีนสนับสนุนเทคโนโลยี-นำศึกษาดูงาน

วันพุธ ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ เปิดเผยว่า ได้มีโอกาสนำคณะเข้าพบ นายจาง เพ้ย ตง ที่ปรึกษาฝ่ายการค้าและเศรษฐกิจ สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย ซึ่งนอกจากจะมีการหารือถึงความร่วมมือด้านการพัฒนาเกษตรกรของทั้ง 2 ประเทศแล้ว สภาเกษตรกรฯ ยังได้ขอความอนุเคราะห์เข้าดูงาน 2 เรื่องที่ประเทศจีน คือ 1.เทคนิคและเทคโนโลยีการปลูกไผ่และการแปรรูปอุตสาหกรรมไผ่ ซึ่งรัฐบาลจีนได้อนุเคราะห์จัดให้ดูงานในเดือนมีนาคม 2561 นี้ 2.การจัดอบรมเรื่องเทคโนโลยีการเพาะเห็ด

โดยในการขอความอนุเคราะห์ดังกล่าว จะช่วยให้เกษตรกรจะมีความรู้ในเรื่องของการผลิต การแปรรูป อุตสาหกรรมทั้งไผ่และเห็ด เพราะประเทศจีนมีความก้าวหน้าใน 2 เรื่องนี้มากกว่าไทยเยอะ และในอนาคตเกษตรกรจีนก็จะขอเข้ามาดูงานเรื่องไม้ผล อุตสาหกรรมประมง อุตสาหกรรมปศุสัตว์และอื่นๆที่เขาสนใจเพื่อจะได้นำความรู้มาแลกเปลี่ยนกัน อย่างไรก็ตาม การนำเกษตรกรเข้าไปดูงานยังประเทศจีนนั้นจะคัดจากตัวแทนกลุ่มที่มีความพร้อม มีความสนใจและมีกิจกรรมการเพาะเลี้ยงเห็ดอยู่แล้ว เพื่อที่ว่าเมื่อไปดูงานกลับมาแล้วสามารถลงมือทำพัฒนาการผลิตของตัวเองได้เลย ส่วนอุตสาหกรรมไผ่นับเป็นเรื่องใหม่ของไทย จะนำเกษตรกรในภาคเหนือที่ได้มีการดำเนินการไปแล้ว และพร้อมที่จะรับเทคโนโลยีมาปรับปรุงการผลิต “ไปแล้วกลับมาต้องทำ” หากกลับมาแล้วทิ้งขว้างไม่พัฒนาการผลิตของตนเองจะเสียดายเวลา เงินลงทุนและโอกาสของเกษตรกรคนอื่น

นอกจากนี้ ยังมีการพูดถึงการสร้างความร่วมมือในด้านของการดูแลเกษตรกร ด้านการแก้ปัญหาขัดแย้งระหว่างเกษตรกรและพ่อค้าจีนกรณีซื้อผลไม้จากไทยแล้วหลอกกันทั้ง 2 ฝ่าย ซึ่งเห็นตรงกันว่าอนาคตต้องมีการวางระบบในการตรวจสอบซึ่งกันและกัน รวมทั้งเรื่องที่ควรทำแผนร่วมกันคือเกษตรกรทั้ง 2 ประเทศไม่ควรแข่งขันกันผลิตสินค้าเกษตร ควรมีการวางแผนการผลิตที่ไม่ต้องแข่งกันในตลาด ราคาจะได้ไม่ตกต่ำเกินไป ซึ่งจะทำให้มีการวางแผนการผลิตทั้ง 2 ฝ่าย และจะมีการพูดคุยในรายละเอียดต่อไป โดยความร่วมมือที่ได้พูดคุยกันนี้จะทำข้อสรุปรายงานนายกรัฐมนตรีเพื่อรับทราบ พร้อมกับทำหนังสือถึงนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี, รมว.เกษตรและสหกรณ์ และ รมว.พาณิชย์ ต่อไป

ส่องเกษตร : ปัญหาข้อมูลเกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/313276

449007

ส่องเกษตร : ปัญหาข้อมูลเกษตรกร

วันพุธ ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ช่วงปีใหม่ที่ผ่านมา มีข่าวที่ผมอ่านพบในเว็บไซต์ “สำนักข่าวอิศรา”ด้วยความสนใจคือ ข่าวสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินหรือ สตง.เผยแพร่รายงานผลตรวจสอบการจัดทำโครงการสำรวจสำมะโนการเกษตรปี 2556 ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบปัญหาเพียบ ทำให้ข้อมูลที่ได้ คลาดเคลื่อนไม่ถูกต้อง การนำข้อมูลนี้ไปใช้วางแผนพัฒนาและวางนโยบายประเทศ จึงไร้ประสิทธิภาพได้

ตามข่าวระบุว่า…โครงการสำรวจสำมะโนการเกษตรเมื่อปี 2556 ซึ่งใช้งบประมาณแผ่นดินไป 536.30 ล้านบาท เพื่อจัดเก็บข้อมูลสถิติพื้นฐานสำหรับใช้วางแผนพัฒนา กำหนดนโยบายด้านเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทยนั้น สตง.ตรวจพบปัญหาในขั้นตอนดำเนินงานจำนวนมาก เช่น การจัดเก็บข้อมูลไม่ครบถ้วนในจำนวนกลุ่มเป้าหมายของการสำมะโน,ข้อมูลสำคัญที่จัดเก็บ บางส่วนคลาดเคลื่อนไม่ตรงตามข้อเท็จจริง ขณะที่หลักเกณฑ์หรือระเบียบค่าใช้จ่ายของพนักงานแจ้งนับที่ลงไปเก็บข้อมูล ก็ไม่กำหนดให้ชัดเจน,พนักงานแจ้งนับบางรายมีคุณสมบัติไม่เป็นไปตามที่กำหนด บางรายก่อนลงเก็บข้อมูลก็ไม่เคยเข้ารับการอบรมเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจในขั้นตอนปฏิบัติงาน หรือบางรายไม่ลงพื้นที่เก็บข้อมูลด้วยตนเอง และยังพบข้อจำกัดในขั้นตอนการตรวจสอบข้อมูลความถูกต้องครบถ้วนของเจ้าหน้าที่วิชาการด้วย

นอกจากนี้ สำนักงานสถิติจังหวัดบางแห่ง ยังไม่จัดเก็บเอกสารหลักฐานการปฏิบัติงานสนามเพื่อประกอบการคิดคำนวณค่าตอบแทนให้พนักงานแจงนับ ส่วนขั้นตอนการเก็บข้อมูลก็พบว่า กลุ่มเกษตรกรยังไม่ให้ความร่วมมือเท่าที่ควร มีการให้ข้อมูลไม่ครบ ไม่ตรงตามจริง หรือต้องการปกปิดข้อมูลด้วย

สตง.จึงสรุปว่า สภาพปัญหาดังกล่าวเป็นความเสี่ยงสำคัญที่จะส่งผลกระทบ ทำให้การใช้เงินงบประมาณ 536.30 ล้านบาท เพื่อจัดเก็บข้อมูลนี้ ไม่คุ้มค่า เนื่องจากได้ข้อมูลไม่ครบถ้วน,ไม่ถูกต้องหรือคลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริง จนทำให้การนำข้อมูลไปวางแผนพัฒนาระดับประเทศและระดับท้องถิ่นไม่เกิดประสิทธิภาพ ไม่สามารถใช้ประโยชน์ข้อมูลที่จัดเก็บได้อย่างเหมาะสม อีกทั้งฐานข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับการเกษตรในภาพรวมของประเทศไทยไม่เป็นเอกภาพกับข้อมูลของแต่ละหน่วยงานที่จัดเก็บกัน ทำให้มีความแตกต่างหรือไม่ตรงกัน ส่งผลต่อประสิทธิภาพด้านการวางแผนพัฒนาของประเทศ….

เบื้องต้น สตง.จึงแจ้งข้อเสนอแนะให้ผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติรับไปดำเนินการปรับปรุงแก้ไขการดำเนินงานสำรวจสำมะโนในครั้งต่อไปแล้ว….

ข่าวนี้สะท้อนอะไรบ้าง? สำหรับผมแล้ว มองว่า นี่เป็นปัญหาพื้นฐานสำคัญยิ่งที่ทำให้ประเทศไทยเรา “ล้มเหลว” มากกว่าประสบ “ความสำเร็จ” มาโดยตลอด ในการวางแผนพัฒนาและดำเนินนโยบายเพื่อแก้ไขปัญหาด้านต่างๆ โดยเฉพาะปัญหาภาคการเกษตร

เพราะเราไม่เคยมี“ข้อมูลพื้นฐาน”สำคัญๆที่“ถูกต้อง ชัดเจน ครบถ้วน รอบด้าน”อย่างแท้จริงเลย ทำให้การกำหนดนโยบายต่างๆที่จะต้องอาศัย“ข้อมูล”เป็นหัวใจสำคัญในการออกแบบนโยบายให้ใช้ได้จริงอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่เกิดขึ้น

หน่วยงานที่ทำหน้าที่สำรวจสถิติหาข้อมูลให้ชัดเจนอย่าง“สำนักงานสถิติแห่งชาติ”ซึ่งน่าจะเป็น“มืออาชีพ”แต่ผลตรวจสอบของสตง.ในโครงการสำมะโนการเกษตรฯหนนี้ ชี้ชัดว่าทำงาน“มืออาชีพ”แค่ไหน ข้อมูลถึงคลาดเคลื่อน กระพร่องกระแพร่ง แล้วแบบนี้หน่วยงานอื่นๆรวมทั้งหน่วยงานในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ต้องทำหน้าที่จัดเก็บฐานข้อมูลของ“เกษตรกร” ย่อมน่าห่วงเช่นกัน

การลงทะเบียนเกษตรกรแต่ละรัฐบาลเพื่อที่จะออกนโยบายอะไรมาให้ความช่วยเหลือ จึงมักกลายเป็น“เงื่อนไข”นำไปสู่การทุจริตคอร์รัปชั่นอยู่เสมอๆ เช่น โครงการรับจำนำข้าวยุครัฐบาล“ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร”ที่ผลวิจัย TDRI แฉว่า ทุจริตตลอดทั้ง 4 ขั้นตอน 20 วิธี ซึ่งขั้นตอนแรกสุดคือ “การลงทะเบียนชาวนา” ก็โกงกันถึง 4 วิธีคือ ขึ้นทะเบียนพื้นที่ปลูกข้าวมากเกินจริง,แจ้งผลผลิตเกินจริง,ขึ้นทะเบียนที่นาซ้ำซ้อนระหว่างเจ้าของที่นากับผู้เช่านา,ขายสิทธิใบรับรองเกษตรกรให้โรงสีอย่างนี้เป็นต้น

รัฐบาลนี้ตั้งเป้าจะนำพาประเทศไทยสู่ยุค 4.0 เรื่องของ“ฐานข้อมูล”หรือ“ดาต้าเบส”ก็สำคัญอย่างยิ่ง ที่จะต้อง“ปฏิรูป”การทำงานให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้องและสร้างระบบ“บิ๊กดาต้า”ให้ได้จริงๆ

เช่นกันกับข้อมูลที่กระทรวงเกษตรฯจัดเก็บ แต่ถ้าไม่สมบูรณ์ชัดเจน ก็เปรียบดังข้อมูลที่“รู้ไม่จริง” แล้วจะแก้ปัญหาให้กับพี่น้องเกษตรกรให้ได้จริงๆ ได้อย่างไร

สาโรช บุญแสง

เตือนเกษตรกรชาวสวนมังคุด เฝ้าระวัง‘เพลี้ยไฟ’บุกทำลาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/313277

x

เตือนเกษตรกรชาวสวนมังคุด เฝ้าระวัง‘เพลี้ยไฟ’บุกทำลาย

วันพุธ ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายประสงค์ ประไพตระกูล รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ช่วงนี้เริ่มเข้าสู่ฤดูหนาว อากาศแห้ง ฝนเริ่มทิ้งช่วง เตือนให้เกษตรกรชาวสวนมังคุดในภาคตะวันออกที่มังคุดอยู่ในระยะแตกใบอ่อน ออกดอก จนถึงระยะติดผลอ่อน ซึ่งเป็นระยะที่ดึงดูดเพลี้ยไฟเข้ามาทำลายมากที่สุด เฝ้าระวังป้องกันการระบาดของเพลี้ยไฟ (แมลงขนาดเล็ก 0.7-0.8 มิลลิเมตร เคลื่อนไหวเร็ว) ที่จะดูดกินน้ำเลี้ยงทำให้ดอกมีรอยแผลสีน้ำตาลกร้าน ดอกร่วง หรือยอดผิวของผลมังคุดเป็นขี้กลาก ผิวลายมียางไหลและอาจทำให้ผลร่วง ส่งผลต่อปริมาณและคุณภาพของผลผลิตมังคุดได้ จึงแนะนำให้เกษตรกรหมั่นสำรวจสวนมังคุดอย่างสม่ำเสมอ โดยสุ่มเคาะช่อดอกบนกระดาษขาว

รองอธิบดีฯ กล่าวถึงวิธีการป้องกันกำจัดเพลี้ยไฟมังคุดว่า ควรสำรวจสวนมังคุดอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง และใช้กับดักกาวเหนียวสีเหลืองขนาด 24×26 นิ้ว จำนวน 4 กับดักต่อต้น ติดตั้งในสวนมังคุดที่เริ่มแตกใบอ่อน นอกจากนี้ การใช้ศัตรูธรรมชาติ ได้แก่ เพลี้ยไฟตัวห้ำ และด้วงเต่าตัวห้ำ ช่วยป้องกันการระบาดได้ หากพบการระบาดที่ไม่รุนแรงให้พ่นด้วยน้ำเปล่าเพื่อให้เกิดความชื้น ทุก 2-3 วัน
สำหรับการระบาดรุนแรงควรพ่นด้วยสารเคมีกำจัดแมลงให้ทั่วถึงทั้งลำต้น มิเช่นนั้นแมลงจะเคลื่อนย้ายหลบซ่อนไปยังบริเวณที่พ่นไม่ถึง นอกจากนี้ ยังต้องคำนึงถึงการปรับละอองฝอยหัวฉีด และระยะเวลาการพ่นด้วย โดยเกษตรกรสามารถขอคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่สำนักงานเกษตรอำเภอ สำนักงานเกษตรจังหวัด เพื่อเตรียมการป้องกันกำจัดก่อนเกิดการระบาดรุนแรงได้

ชงครม.ของบ5.2หมื่นล. ลุย‘เกษตรยั่งยืน9102’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/313131

ชงครม.ของบ5.2หมื่นล. ลุย‘เกษตรยั่งยืน9102’

ชงครม.ของบ5.2หมื่นล. ลุย‘เกษตรยั่งยืน9102’

วันอังคาร ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

รมว.เกษตรฯชงครม.ของบ 5.2 หมื่นล้านบาท ดันโครงการพัฒนาการเกษตรยั่งยืน 9102 กระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากเป้าหมายหายจนปลดหนี้ให้เกษตรกรกว่า 5.78 ล้านรายทั่วประเทศ ต่อยอดโครงการ 9101 มอบนโยบายขันน๊อตเจ้าหน้าที่เกษตร ปรับตัว ทำแผนใช้งบ เป็นมือประสานสิบทิศ

เมื่อวันที่ 8 มกราคม นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรกล่าว เมื่อวันที่ 8 มกราคม ในการมอบนโยบายให้ข้าราชการ เจ้าหน้าที่กรมส่งเสริมการเกษตร และเกษตรจังหวัดทั่วประเทศตอนหนึ่งว่า ในการปฏิบัติงานนโยบายใหม่และการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเร่งด่วนในพื้นที่ ขอให้เกษตรอำเภอกับเกษตรจังหวัดเป็นหลักในการดำเนินการ โดยช่วงเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคมจะมีงบประมาณกลางปีเพิ่มเติม ให้เกษตรอำเภอ เกษตรตำบล ทำแผนพัฒนาเกษตรระดับอำเภอ ตำบลเตรียมไว้ เน้นสิ่งที่ชาวบ้านอยากทำ เป็นความต้องการของชาวบ้าน และแก้ปัญหาให้ชาวบ้านได้ โดยเรียงลำดับความสำคัญไว้ด้วย

รมว.เกษตรฯกล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ยังขอให้เกษตรจังหวัดไปพบทำความรู้จักกับพ่อค้า ห้างร้าน ที่เกี่ยวข้องกับตลาดสินค้าเกษตรในพื้นที่ โดยร่วมกับพาณิชย์จังหวัด เพื่อช่วยประสานงานแก้ปัญหาตลาดสินค้าเกษตรในพื้นที่ ที่สำคัญเกษตรจังหวัดต้องมีบุคลิกและคุณสมบัติของนักประสานงาน ขอให้เกษตรจังหวัดประสานงานกับพาณิชย์จังหวัดมากขึ้น ให้มีข้อมูลการตลาดมาทำงานที่เกี่ยวข้องร่วมแก้ปัญหา

“งานใดของกระทรวงเกษตรฯไม่มีหน่วยงานรับผิดชอบในพื้นที่ ขอให้เกษตรอำเภอ เกษตรจังหวัด รับผิดชอบ และเรื่องจัดซื้อจัดจ้าง การแจกปัจจัยการผลิต ขอให้เป็นของดีมีคุณภาพ ราคาเหมาะสม อย่าให้เกษตรกรว่าเราและหน่วยงานได้ ขอให้เจ้าหน้าที่เกษตรพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ ให้มีความรู้มากกว่าเกษตรกร ผมขอย้ำว่างานของเกษตรเป็นงานบำบัดทุกข์บำรุงสุขที่แท้จริง ขอบอกเกษตรอำเภอและเกษตรตำบล ต้องรับผิดชอบงานในหน้าที่ ระมัดระวังในการทำงาน เพราะใกล้ชิดเกษตรกรมากที่สุด ทำงานแล้วต้องได้ใจชาวบ้าน อย่าให้พูดได้ว่าไม่มีเกษตรอำเภอ เกษตรตำบลก็อยู่ได้ ที่สำคัญต้องเน้นลงพื้นที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงเกิดภัยธรรมชาติ ซึ่งจะส่งผลให้เราได้งาน รู้จักคน ได้ใจชาวบ้านและเกษตรกร เวลามีปัญหาจะได้คุยกันง่าย”นายกฤษฎากล่าว

และว่า นอกจากนี้ ตนยังมีนโยบายให้รางวัลลูกน้องที่มีผลงานดีเด่น ซึ่งจะเป็นขวัญกำลังใจอย่างดีในการทำงาน เช่น เกษตรอำเภอขวัญใจประชาชน หรือเจ้าหน้าที่เกษตรตำบลดีเด่น ส่วนแนวทางนั้น ขอหารือกับผู้บริหารกรมฯก่อน เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์การแต่งตั้งโยกย้ายให้ชัดเจน มีระบบคุณธรรม คนทำงานและมีผลงานต้องได้รับการส่งเสริมทั้งตำแหน่งหน้าที่ โอกาสในการอบรมพัฒนาตนเอง

แหล่งข่าวกระทรวงเกษตรฯเปิดเผยว่า รมว.เกษตรฯเตรียมเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ของบกลางและงบกลางปีจากงบประมาณ ในโครงการ 9102 เพื่อพัฒนาการเกษตรยั่งยืน 77 จังหวัด วงเงิน 5.2 หมื่นล้านบาท เป็นโครงการต่อยอดจากโครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อ ใต้ร่มพระบารมี พัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน สมัยพล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ อดีตรมว.เกษตรฯทำได้ วงเงินงบประมาณ 2.27 หมื่นล้านบาท แต่อาจมีระยะเวลา 90 วัน ค่อนข้างสั้น ทำให้มีเรื่องร้องเรียนทุจริตจากเกษตรกรกลุ่มอื่นที่ไม่ได้เข้าร่วมโครงการ แต่ถือว่าเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นส่วนน้อยเมื่อเทียบเป้าหมายความสำเร็จกระตุ้นเศรษฐกิจระดับฐานรากได้ นายกฤษฎา จึงนำมาขยายผลโครงการ 9102 ฝึกอบรมเกษตรกร 5.78 ล้านราย จากเกษตรกรในโครงการ 9101 กว่า 1.82 ล้านราย และรวมถึงกลุ่มเกษตรกรขึ้นทะเบียนคนยากจน 3.96 ล้านราย ผ่านคณะกรรมการแก้ปัญหาความยากจนระดับอำเภอ เข้าสู่แผนฟื้นฟูอาชีพเพิ่มรายได้ ในแพ็คเกจแก้หนี้ชุมชนละ 500 คน เสนอแผนธุรกิจไม่เกิน 2.5 ล้านบาทต่อชุมชน จะแบ่งเกษตรกรออกเป็น 2 กลุ่มคือ กลุ่มเกษตรกรใหม่ มาอบรมหลักสูตรพื้นฐาน กับกลุ่มเกษตรกรเก่าจากโครงการ 9101 ที่ไม่มีทุนต่อยอด และกลุ่มที่พร้อมเรื่องเงินทุน จะมีหลักสูตรต่อยอดเชิงธุรกิจ อย่างไรก็ตาม ชื่อโครงการ 9102 จะมีการเปลี่ยนแปลงชื่อ เป็น โครงการพัฒนาเกษตรเพื่อความยั่งยืน โดยเสนอต่อนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ ในสัปดาห์นี้ และนำเข้าครม.วันที่ 16 มกราคม

รักษ์เกษตร : ต้นอ่อนผักบุ้ง ทางเลือกของการอุปโภคและบริโภค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/313077

รักษ์เกษตร : ต้นอ่อนผักบุ้ง ทางเลือกของการอุปโภคและบริโภค

รักษ์เกษตร : ต้นอ่อนผักบุ้ง ทางเลือกของการอุปโภคและบริโภค

วันอังคาร ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

คำถาม ผมสนใจอยากปลูกพืชต้นอ่อน ขอคำแนะนำด้วยครับ ว่าจะปลูกอะไรดี และมีวิธีการปลูกอย่างไรบ้าง

ตระกูล วงศ์สืบ

อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม

คำตอบ กระแสการรับประทานต้นอ่อนของพืชชนิดต่างๆ กำลังมาแรงมาก ต้นอ่อนผักบุ้ง เป็นผักในกระแสของคนรักสุขภาพที่น่าสนใจอีกชนิดหนึ่ง การรับประทานต้นอ่อนของพืชนั้น จะได้ทั้งความอร่อยและประโยชน์มากมาย มีรสชาติดี มีความกรอบ และหวาน อีกทั้งยังไม่ใช้สารเคมีในการปลูก ไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพของผู้บริโภค ต้นอ่อนผักบุ้ง เป็นพืชที่ปลูกง่ายไม่ยุ่งยาก ใช้เวลาในการปลูกไม่นาน สามารถนำมาบริโภคได้ไม่ต่างจากการบริโภคผักบุ้งโตเต็มวัย

วิธีการปลูกต้นอ่อนผักบุ้ง

1.อุปกรณ์ที่ต้องเตรียม ได้แก่ เมล็ดพันธุ์ผักบุ้ง กระบะเพาะ หรือตะกร้าสี่เหลี่ยม สูงประมาณ 4-5 นิ้ว เพื่อง่ายต่อการขนย้าย ฝักบัวรดน้ำ ดินละเอียดที่ผสมขุยมะพร้าว และแกลบดำ ดินที่ใช้ต้องเป็นดินที่ไม่เค็มและไม่เปรี้ยว ปุ๋ยที่ใช้ต้องใส่ปุ๋ยมูลไส้เดือน เพื่อเป็นอาหารของพืช ถ้าไม่ใส่เลยจะไม่ดี เพราะดินที่ใช้เป็นดินผสมขุยมะพร้าว ที่ไม่ค่อยมีธาตุอาหารพืช

2. วิธีการปลูก เริ่มจากล้างเมล็ดผักบุ้งในน้ำสะอาดก่อน แล้วนำเมล็ดพันธุ์ไปแช่น้ำ ประมาณ 1 คืน หรือ 8-12 ชั่วโมง หลังจากนั้น นำมาใส่ตะแกรงให้แห้งมาดๆ โดยใช้เวลา 10-20 นาที แล้วทำการบ่มเมล็ด โดยนำไปห่อหรือคลุมด้วยผ้าขาวบาง เพื่อรักษาความชื้น ทิ้งไว้ประมาณ 20 ชั่วโมง จะมีตุ่มเล็กๆ งอกออกมา ให้นำดินมาใส่กระบะเพาะ ความหนาของดินไม่เกิน 1 นิ้ว แล้วนำเมล็ดพันธุ์มาโรยในกระบะ เกลี่ยให้สม่ำเสมอเต็มพื้นที่ โรยให้พอเหมาะ อย่าให้แน่นหรือบางจนเกินไป จากนั้น โรยดินบางๆ กลบให้ทั่วถึง เพื่อช่วยกักเก็บความชื้น

3.วิธีวางกระบะเพาะ ต้องวางให้อยู่ในที่ร่ม มีอากาศถ่ายเทสะดวก และต้องไม่วางตากแดด เนื่องจากเวลาวางตากแดด จะทำให้อัตราการงอกน้อยลง

4.การให้น้ำ ให้ทำการรดน้ำให้ชุ่ม โดยฉีดเป็นละอองฝอย และอย่าให้น้ำแรงจนเกินไป เพราะจะทำให้เมล็ดกระเด็น ซึ่งในช่วงการปลูกแรกๆ จะต้องดูแลอย่างใกล้ชิด โดยจะต้องไม่ให้ดินแฉะ หรือแห้งจนเกินไป อายุประมาณ 7-12 วัน ก็สามารถนำไปขาย หรือนำไปบริโภคได้

5.ระยะการเจริญเติบโต หลังจากนำเมล็ดลงตะกร้า ประมาณอายุได้ 2-3 วัน เมล็ดจะเริ่มงอกออกมาเป็นราก ยาวประมาณ 1-2 นิ้ว

-เมื่ออายุ 4-5 วัน ต้นอ่อนจะเริ่มโตขึ้น ความยาวประมาณ 4-5 นิ้ว เริ่มมีใบเขียว แต่ต้นอ่อนจะมีเปลือกเกาะอยู่ตามยอดต้นอ่อน จะไม่ยอมหลุดออกจากลำต้น ให้ดึงเปลือกออกให้หมด -เมื่ออายุได้ 7 วัน ต้นอ่อนผักบุ้งจะเริ่มโตขึ้น และสามารถตัดต้นอ่อนได้เมื่ออายุได้ 8 วัน ไม่เกิน 10 วัน ซึ่งเป็นช่วงที่ต้นอ่อนผักบุ้งกำลังออกพองามและน่ากิน

การปลูกต้นอ่อนผักบุ้ง ใช้ต้นทุนน้อย แต่ขายได้กำไรมาก ต้นอ่อนผักบุ้งมีรสชาติดีจึงทำให้ขายได้ราคาดี สามารถนำไปปรุงอาหารได้หลายอย่าง มากกว่าผักชนิดอื่นๆ จึงทำให้การปลูกต้นอ่อนผักบุ้ง เป็นอาชีพอีกทางเลือกหนึ่ง ที่น่าสนใจอย่างมาก

นาย รัตวิ

เกษตรฯขยับทำแผนเร่งด่วน เพิ่มผู้ปลูกหม่อน-เลี้ยงไหม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/313070

x

เกษตรฯขยับทำแผนเร่งด่วน เพิ่มผู้ปลูกหม่อน-เลี้ยงไหม

วันอังคาร ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ช่วงปีใหม่ที่ผ่านมา กรมหม่อนไหมได้จัดงาน “ชิมหม่อน ชมไหม ส่งสุขปีใหม่ 2561” ณ ศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ 21 ศูนย์ ทั่วประเทศ เพื่อคืนความสุขให้กับเกษตรกรและประชาชนในช่วงเทศกาลปีใหม่ สร้างแหล่งเรียนรู้ศึกษาดูงานด้านหม่อนไหมให้ผู้ที่สนใจ และยังเป็นการประชาสัมพันธ์ผลิตภัณฑ์หม่อนไหมที่มีคุณภาพ ช่วยเพิ่มช่องทางการตลาดให้สินค้าหม่อนไหม

“กิจกรรมดังกล่าวนอกจากเป็นการคืนความสุขให้กับประชาชนในช่วงเทศกาลปีใหม่แล้ว ยังเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับเกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ซึ่งในปัจจุบันพบว่ามีเกษตรกรปลูกหม่อนเลี้ยงไหมทั่วประเทศเพียง 80,000 ราย ดังนั้น กระทรวงเกษตรฯ ได้มอบหมายให้กรมหม่อนไหมจัดทำแผนเพิ่มจำนวนเกษตรกรผู้ปลูกหม่อมเลี้ยงไหมให้แก่เกษตรกรโดยเป็นแผนยุทธศาสตร์ 20 ปี มีเป้าหมายเพิ่มจำนวนเกษตรกรไม่ต่ำกว่า 5%/ปี หรือคิดเป็นจำนวนเกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมเพิ่มขึ้นเป็น 850,000 รายในอีก 20 ปีข้างหน้า โดยที่ ต.ปะอาว เกษตรกรมีการรวมกลุ่มกันอย่างเข้มแข็งและมีสัดส่วนเกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมเพิ่มขึ้น โดยมีเป้าหมายเพิ่มจำนวนเกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมถึง 10% /ปี ซึ่งจะส่งผลต่อชีวิตความเป็นอยู่ของเกษตรกร วิถีชีวิตและภูมิปัญญาการผลิตไหมไทยไม่ให้สูญหาย รวมถึงการเพิ่มทางเลือกให้กับเกษตรกรโดยเฉพาะการปลูกหม่อนที่เป็นพืชที่มีความแข็งแรง ต้านทานในทุกสภาพอากาศได้เป็นอย่างดี”ดร.วิวัฒน์ กล่าว

สหกรณ์รับลูกส่งเสริม ลุยพัฒนาอาชีพผู้ร่วมโครงการจัดที่ดินทำกิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/313072

x

สหกรณ์รับลูกส่งเสริม ลุยพัฒนาอาชีพผู้ร่วมโครงการจัดที่ดินทำกิน

วันอังคาร ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า ในการเดินทางตรวจราชการ จ.พิษณุโลก และ จ.สุโขทัย เมื่อปลายเดือนธันวาคมที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้เป็นประธานมอบหนังสืออนุญาตเข้าทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยภายใต้เขตป่าสงวนแห่งชาติ ภายใต้โครงการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายของรัฐบาล โดยอนุญาตให้ชาวบ้านเข้าทำประโยชน์หรือจัดสรรให้ราษฎรอยู่อาศัยในเขตป่าสงวนแห่งชาติ มีผู้ได้รับประโยชน์ 14,500 ครัวเรือน

สำหรับการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายรัฐบาลใน จ.พิษณุโลก โดยคณะอนุกรรมการนโยบายที่ดินจังหวัด (คทช.จังหวัด) เริ่มดำเนินการตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ.2559 เพื่อดำเนินการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายรัฐบาล พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ในพื้นที่เป้าหมายดำเนินการ เนื้อที่ 5,430-3-92 ไร่ ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ (อำเภอชาติตระการ, อำเภอนครไทย) ป่าน้ำภาคและลำน้ำแควน้อยฝั่งซ้าย จำนวน 323 แปลง 283 ราย ซึ่งสำนักงานสหกรณ์จังหวัดพิษณุโลก ในฐานะคณะทำงานและเลขานุการ คณะทำงานด้านการส่งเสริมและพัฒนาอาชีพ ได้วางแผนบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและดำเนินการสำรวจข้อมูลความต้องการส่งเสริมพัฒนาอาชีพและเงินทุนของราษฎรในพื้นที่เป้าหมาย จำนวน 323 ราย จำแนกเป็น อ.นครไทย จำนวน 274 ราย อ.ชาติตระการ จำนวน 49 ราย ซึ่งผลการสำรวจความต้องการด้านการส่งเสริมอาชีพ แบ่งเป็นด้านพืช ได้แก่ การส่งเสริมการปลูกข้าว, กล้วย, เห็ด, สับปะรด, พืชสวน ด้านปศุสัตว์ ได้แก่ ส่งเสริมการเลี้ยงไก่พื้นเมือง, สุกร, กระบือ, โคเนื้อ, ไก่ไข่ และไก่เนื้อ และด้านประมง ส่งเสริมเลี้ยงปลาดุกในบ่อซีเมนต์/บ่อดิน, ปลาทับทิม, ปลานิล, กบ, และปูนา

นอกจากนี้ ทางสำนักงานสหกรณ์จังหวัดพิษณุโลกยังได้จัดทำแผนการส่งเสริมการรวมกลุ่มของราษฎร เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตและสร้างรายได้ในรูปแบบสหกรณ์ โดยให้ความรู้ข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับการสหกรณ์ เพื่อส่งเสริมการรวมกลุ่มสมาชิกให้เข้มแข็ง ในรูปแบบสหกรณ์ พร้อมทั้งได้แนะนำส่งเสริมให้ราษฎรสมัครเข้าเป็นสมาชิกสหกรณ์และกลุ่มเกษตรในพื้นที่ หรือหากประสงค์ที่จะจัดตั้งกลุ่มใหม่ในรูปสหกรณ์/กลุ่มเกษตรกร ก็สามารถดำเนินการได้ตามเงื่อนไขที่กรมส่งเสริมสหกรณ์กำหนด สำหรับสหกรณ์/กลุ่มเกษตรกรในพื้นที่อำเภอนครไทย มีสหกรณ์ จำนวน 4 แห่ง กลุ่มเกษตรกร 1 แห่ง และ อำเภอชาติตระการ มีสหกรณ์ จำนวน 2 แห่ง กลุ่มเกษตรกร 3 แห่ง และขณะนี้ยังได้มีการประสานงานกับสหกรณ์ 2 แห่ง ประกอบด้วย 1.สหกรณ์การเกษตรนครไทย จำกัด และ2.สหกรณ์การเกษตรชาติตระการ จำกัด เตรียมการรับสมัครราษฎรในพื้นที่ เข้าเป็นสมาชิกสหกรณ์แล้ว เพื่อให้ราษฎรที่เป็นสมาชิกสหกรณ์ สามารถเข้ารับบริการจากธุรกิจของสหกรณ์ที่หลากหลาย การรวมกลุ่มพัฒนาอาชีพ และมีเงินทุนสนับสนุนการประกอบอาชีพตามความต้องการของราษฎร เพื่อให้การขับเคลื่อนนโยบายการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนของรัฐบาลเป็นไปตามวัตถุประสงค์ในการช่วยเหลือชาวบ้านที่ยากไร้ได้มีการที่ดินทำกินและประกอบอาชีพ นำวิธีการสหกรณ์เข้ามาบริหารจัดการพื้นที่ ทำกินให้กับชาวบ้าน และการส่งเสริมอาชีพด้านการเกษตร เพื่อให้สามารถผลิตสินค้าการเกษตรออกมาจำหน่าย เพื่อสร้างรายได้และความกินดีอยู่ดีให้กับชาวบ้านในชุมชนต่อไป