จัดทัพเคลื่อนการเกษตรทั่วประเทศ ดัน‘เกษตรจังหวัด’นำทีมควบคุม-แก้ปัญหาระดับพื้นที่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/313075

x

จัดทัพเคลื่อนการเกษตรทั่วประเทศ ดัน‘เกษตรจังหวัด’นำทีมควบคุม-แก้ปัญหาระดับพื้นที่

วันอังคาร ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มีการจัดทัพขับเคลื่อนเกษตร โดยแต่งตั้งคณะอำนวยการขับเคลื่อนงานนโยบายสำคัญและการแก้ไขปัญหาภาคเกษตรระดับจังหวัด มีเกษตรจังหวัดเป็นประธาน และคณะทำงานปฏิบัติการขับเคลื่อนงานนโยบายสำคัญและแก้ไขปัญหาการเกษตรระดับอำเภอ มีเกษตรอำเภอเป็นประธาน เพื่อให้การบริหารงานด้านการเกษตรเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้ง เฝ้าระวัง ติดตาม และรายงานสถานการณ์ ที่จะเป็นปัญหาหรือส่งผลกระทบต่อภาคเกษตร รวมทั้งเพื่อควบคุมและแก้ไขปัญหาการเกษตรในพื้นที่ ในสถานการณ์ฉุกเฉิน ผลักดันการแก้ไขปัญหาสินค้าเกษตร เกิดการบูรณาการทำงานร่วมกัน ทั้งด้านข้อมูล การผลิต การตลาด

นายลักษณ์ วจนานวัช รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมส่งเสริมการเกษตร จึงได้จัดประชุมทางวิชาการ การบริหารราชการ กรมส่งเสริมการเกษตรขึ้น เพื่อให้ผู้เข้าร่วมประชุม ซึ่งประกอบด้วย ผู้อำนวยการกอง/สำนัก ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 1-9 เกษตรจังหวัด และผู้เกี่ยวข้อง ให้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการบริหารราชการเพิ่มมากขึ้น และสามารถนำความรู้ที่ได้รับไปใช้ในการบริหารงานของหน่วยงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า กรมส่งเสริมการเกษตร ได้กำชับให้เกษตรจังหวัดและเกษตรอำเภอในพื้นที่ขับเคลื่อนการทำงานของ 2 คณะ ให้เป็นรูปธรรม โดยทำงานให้สอดคล้องกันอย่างเป็นระบบ ทั้งการรายงานผลการปฏิบัติการ เช่น การเกิดโรคระบาดในพืช จะต้องมีทีมเกษตรเข้าไปสนับสนุนการปฏิบัติการช่วยเหลือเกษตรกรในทันที รวมทั้งได้กำชับให้จัดทำและสำรวจข้อมูลเกษตรกร ข้อมูลพื้นที่ปลูกสินค้าเกษตรชนิดต่างๆ ของแต่ละพื้นที่ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการปฏิบัติงาน โดยข้อมูลจะต้องสัมพันธ์กันทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค เพื่อให้สามารถวางแผนการทำงานร่วมกันได้อย่างเป็นระบบ นอกจากนี้ จะต้องนำหลักการทำงาน โดยใช้ระบบส่งเสริมการเกษตร T&V system (Training & visiting) เข้ามาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสม เพื่อให้เกิดการทำงานแบบสมดุลทั้งงานนโยบายและงานภารกิจปกติ ซึ่งการปฏิบัติการเชิงรุกครั้งนี้ จะทำให้สามารถตอบโจทย์ และช่วยเหลือเกษตรกรได้อย่างทันสถานการณ์ และยังสามารถวางแผนการขับเคลื่อนภาคเกษตรให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดได้อีกด้วย

ปั้นธุรกิจหมอนยางพารา กยท.จับมือ3ฝ่ายดันส่งออก-ตั้งเป้า2แสนใบ100ล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/313071

x

ปั้นธุรกิจหมอนยางพารา กยท.จับมือ3ฝ่ายดันส่งออก-ตั้งเป้า2แสนใบ100ล้าน

วันอังคาร ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายสุนันท์ นวลพรหมสกุล ผู้จัดการหน่วยธุรกิจ (BU) การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดเผยว่า BU ร่วมกับบริษัท เลย์เท็กซ์ (ประเทศไทย) จำกัด และสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางกว่า 42 แห่งทั่วประเทศ ได้ร่วมหารือสร้างความเข้าใจการดำเนินธุรกิจแปรรูปหมอนยางพาราร่วมกัน ทั้งในเชิงการจัดกลุ่มสินค้าตามความสามารถในการผลิตและรูปลักษณ์ภายนอก การกำหนดมาตรฐานการผลิต การจัดกลุ่มทางการตลาด รวมถึงการรวบรวมชื่อสถาบันที่มีความประสงค์เข้าร่วมโครงการ ซึ่งได้รับผลตอบรับในเกณฑ์ที่ดีมากจากหน่วยสถาบันฯที่เดินทางมาเข้าร่วม เนื่องจากในอดีตที่ผ่านมานั้น แต่ละสถาบันได้มีการทำตลาดในช่องทางของตนเอง โดยอาจจะยังไม่เป็นที่แพร่หลายมากนัก ซึ่งเมื่อโครงการนี้ได้ถูกพัฒนาขึ้น สถาบันจำนวนมากจึงได้มีการตอบตกลงเข้าร่วม และเชื่อว่าจะสามารถขยายช่องทางการทำตลาดไปได้อย่างแพร่หลายมากขึ้นทั้งในประเทศและต่างประเทศ พร้อมกันนี้ ยังได้มีการจัดทำสัญญาความร่วมมือการผลิตหมอนและที่นอนยางพาราภายใต้แบรนด์กลาง กยท. โดยคาดว่าภายในปี’61 จะเริ่มต้นผลิตหมอนยางพาราคุณภาพเยี่ยมออกสู่ตลาดได้ราว 200,000 ใบ สร้างมูลค่าทางการตลาดรวม 100 ล้านบาท

นายสุนันท์ กล่าวต่อว่า ความร่วมมือครั้งนี้ นอกจากจะเปิดโอกาสให้สถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง ที่มีความพร้อมในการผลิตเข้ามาร่วมแล้ว ยังเป็นการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากยางพารา ให้มีมูลค่าเพิ่มขึ้นในการจำหน่ายทั้งในประเทศและต่างประเทศ อีกทั้งยังพัฒนาธุรกิจอุตสาหกรรมหมอนและเครื่องนอนยางพารารวมถึงผลิตภัณฑ์อื่นๆจากยางพาราอย่างครบวงจร โดยคำนึงถึงการอนุรักษ์ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยแต่ละภาคส่วนมีหน้าที่รับผิดชอบในส่วนต่างๆ โดย หน่วยธุรกิจ BU กยท. ได้มีการดูแล สนับสนุน ส่งเสริม ให้สถาบันเกษตรกรชาวสวนยางร่วมมือกันผลักดันให้มีการดำเนินการเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์แห่งข้อตกลงความร่วมมือฉบับนี้ รวมถึงพัฒนาสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง ปรับปรุงคุณภาพผลิตภัณฑ์จากยางพาราตามมาตรฐานระดับสากล เพื่อเพิ่มมูลค่ายางพาราและผลิตภัณฑ์จากยางพาราให้กับสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางทั่วประเทศ โดยใช้เป็นผลิตภัณฑ์ยางพาราในการจำหน่ายในประเทศและต่างประเทศ

ครม.ไฟเขียว6โครงการใหญ่ สร้างเสถียรภาพยางทั้งระบบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/312875

x

ครม.ไฟเขียว6โครงการใหญ่ สร้างเสถียรภาพยางทั้งระบบ

วันจันทร์ ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ดร.ธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ที่ประชุม ครม. เห็นชอบ 6 โครงการ เพื่อแก้ปัญหายางพาราทั้งระบบ ตามแนวนโยบายดูดซับปริมาณยาง เพิ่มปริมาณการใช้ และลดปริมาณผลผลิต เพื่อสร้างเสถียรภาพด้านราคาและความยั่งยืนในการประกอบอาชีพการทำสวนยาง อาทิ โครงการชดเชยดอกเบี้ย 3% เพื่อเสริมสภาพคล่องให้กับผู้ประกอบกิจการยาง (ยางแห้ง) เพื่อใช้ในการเก็บรวบรวมยาง ในวงเงิน 20,000 ล้านบาท เพื่อดูดซับปริมาณยางออกจากระบบประมาณร้อยละ 11 ของผลผลิตยางแห้ง 350,000 ตัน จากผลผลิตทั้งปี โดยรัฐบาลจะชดเชยดอกเบี้ยในอัตราตามที่จ่ายจริงแต่ไม่เกินร้อยละ 3 ต่อปี

โครงการสนับสนุนสินเชื่อสถาบันเกษตรกรแปรรูปยางพารา วงเงิน 5,000 ล้านบาท โครงการชดเชยดอกเบี้ย 3% เพื่อสนับสนุนสินเชื่อเงินทุนหมุนเวียนแก่สถาบันเกษตรกรเพื่อรวบรวมยางพารา วงเงิน 10,000 ล้านบาท โครงการชดเชยดอกเบี้ยเพื่อสนับสนุนสินเชื่อผู้ประกอบการผลิตผลิตภัณฑ์ยาง วงเงิน 15,000 ล้านบาท เพื่อใช้ในการขยายกำลังการผลิต/ปรับเปลี่ยนเครื่องจักรการผลิต

โครงการส่งเสริมการใช้ยางของหน่วยงานภาครัฐ โครงการควบคุมปริมาณผลผลิตกำหนดให้มีแรงจูงใจให้เกษตรกรชาวสวนยางที่ขึ้นทะเบียนกับ กยท. ด้วยการสนับสนุนปัจจัยการผลิตให้ชาวสวนยางรายละ 4,000 บาท เพื่อโค่นยางและปลูกแทนด้วยไม้ยืนต้นชนิดอื่น เช่น ไม้ผล ไม้เพื่อการแปรรูป และอื่นๆ ที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ 2 แสนไร่ ภายในเดือนมกราคม–มีนาคม ซึ่งเป็นการลดพื้นที่ปลูกยางแบบถาวร

เกษตรบูรณาการ : ปาด ต๊ะ ตักตวง … หรือเปล่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/312880

251598

เกษตรบูรณาการ : ปาด ต๊ะ ตักตวง … หรือเปล่า

วันจันทร์ ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ผ่านปีไก่จิกมาหมาดๆ ก้าวสู่ปีจอว่ากันว่าปีนี้จากการทำนายทายทัก ของหมอดูต่างๆ ว่ากันว่า ปีนี้ 2561   ปีนี้อะไรก็เกิดขึ้นได้ ทุกอย่างต้องระแวดระวังกันให้ดี ทั้งเรื่องการเมือง  เรื่องเศรษฐกิจ ว่ากันว่า ไม่ค่อยจะดี ทุกอย่างต้องระแวดระวังการใช้จ่ายอย่างประหยัด เพื่อให้ชีวิตที่ติดๆ ขัดๆ ให้เดินหน้าไปได้อย่างพอเพียงกันต่อไป ส่วนพอเพียงอย่างไง ก็แล้วแต่ใครจะคิดกันเองเพราะความพอเพียงแต่ละคน บอกตรงมันไม่เท่ากัน เพราะบางคนอ้างตนว่าพอเพียงเป็นแบบอย่างให้กับคนอื่น แต่ดันมีรถหรูนั่งประจำตำแหน่ง ส่วนบางคนรวยล้นฟ้าแต่เดินท่อมๆ กลางทุ่งนาปลูกผักปลูกหญ้ากิน อย่างเพียงพอ ประทังชีวิต คิดเดินทางสายกลาง ตามแนวพ่อหลวง

มาว่ากันในส่วนของกระทรวงเกษตรฯ  หลังจากที่งึกๆ งักๆ กันมาตั้งแต่ปลายปีที่รับตำแหน่งของ รัฐมนตรีเกษตรฯ ของ ครม.ประยุทธ์ 5 ทั้ง 3 หน่อ ที่ต่างคนต่างมาจากคนละทิศละทาง ทั้งจากนายแบงก์ จากคนที่อ้างตัวเป็นปราชญ์ และนักปกครอง จากนี้ไปต้องมาลุ้นกันว่า งานที่จะเดินต่อไป จะเดินหน้าไปได้มากน้อยแค่ไหน เพราะ 1 เดือนเต็ม ที่ท่านๆ มารับตำแหน่ง บอกเลยว่า หลงทิศหลงทางไปไกล แบบไก่ไม่ขัน เพราะไก่มันคงเศร้ากับแนวคิดของคนที่เป็นหัวเรือบางคน ที่หอบหิ้วทีมงานมาจวก คนกระทรวงเกษตรฯ แบบว่าเหมือนว่าไร้ความคิด ณ วันที่เดินสายมอบนโยบาย  ส่วนการขึ้นมาปีจอ  2561 เข้าสู่ปีหมา จะเห่าหอน จะมีอะไรให้ดีใจหรือไม่คงต้องติดตาม กันต่อไป

แต่ที่แน่ๆ ว่ากันว่า ทันทีที่เข้าสู่ปี’61  บิ๊กๆ หลายกรม  ก็ถึงกับเอามือที่ 3 ก่ายหน้าผาก เพราะแว่วว่า มีขบวนการหน้าห้อง ท่านๆ รัฐมนตรีบางคน เดินสายสั่งให้กรมต่างๆ ปรับงบ เปลี่ยนทิศปรับทาง ให้หางบประมาณ ไปใช้ในการฝึกอบรมข้าราชการกระทรวงเกษตรฯ ผ่านศูนย์การเรียนรู้บางศูนย์ ที่อ้างตนเป็นเทวดา เรื่องการเกษตรฯ แถมยังมีการกำหนดหลักสูตรใหม่ มาอีก 5 หลักสูตร ที่จะให้ข้าราชการกระทรวงเกษตรฯ ไปฝึกอบรมผ่านศูนย์เรียนรู้เครือข่าย ส่วนเครือข่ายใคร ไปสืบกันเอาเอง เพราะเรื่องนี้มีเสียง สะท้อนเยอะว่ามันไม่เหมาะสม เพราะเรื่อง หลักสูตรเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงที่ท่านๆ คิดจะทำ 5 หลักสูตรที่กำลังจะทำมาใหม่ ข้าราชการกระทรวงเกษตรฯ เขาเรียนรู้มากว่า 20 ปี ที่สำคัญเขาเป็นคนเขียน และส่งเสริมให้กับเกษตรกรนำไปใช้ รวมทั้งเผยแพร่กันมายาวนาน ไม่ใช่เขาไม่รู้เรื่อง ซึ่งคนที่คิดจะมาสอนสั่งคนกระทรวงเกษตรฯ และดูถูกคนกระทรวงเกษตรฯท่านๆ ต้องหันไปส่องกระจกดู และถามตนเองว่า แน่แค่ไหนที่จะสอนจระเข้ให้ว่ายน้ำ

สุดท้ายต้องบอกว่า ปีใหม่ก็น่าจะคิดใหม่ ไม่ใช่เริ่มต้นด้วยการดูถูก คิดล้วงลูกมองแต่ว่าตนดีเลิศไม่ฟังคนอื่น ระวังโดนสวนเงียบจากข้าราชการกระทรวงเกษตรฯ ด้วยการเกียร์ว่างไม่ให้ความร่วมมือ จะทำให้การพัฒนางานเกษตรเดินหน้าลำบาก สุดท้ายต้องตอบคำถามให้ได้ว่า ที่ท่านๆ
คิดจะอบรมข้าราชการ ผ่านศูนย์การเรียนรู้ในเครือข่ายบางกลุ่มใครได้ผลประโยชน์ยังไง ช่วยตรวจสอบที เดี๋ยวจะถูกสังคมประณามว่า เป็นกลุ่มปาด ต๊ะ… ตักตวง นะเจ้าคะ สวัสดี

ราชดำเนิน

เร่งแก้ปัญหาดินเค็มเมืองอุดรฯ l เปิดผลวิจัยใช้อินทรียวัตถุช่วยฟื้นฟู-ดันผลผลิตเพิ่ม30%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/312878

x

เร่งแก้ปัญหาดินเค็มเมืองอุดรฯ l เปิดผลวิจัยใช้อินทรียวัตถุช่วยฟื้นฟู-ดันผลผลิตเพิ่ม30%

วันจันทร์ ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จ.อุดรธานี มีเนื้อที่ทั้งหมดประมาณ 7.33 ล้านไร่ สภาพพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ดอน มีเนื้อที่ประมาณ 4.2 ล้านไร่ หรือร้อยละ 61.77 ของพื้นที่ทั้งจังหวัด ปลูกพืชไร่ เช่น อ้อย มันสำปะหลัง และไม้ยืนต้น อาทิ ยางพารา ยูคาลิปตัส ส่วนพื้นลุ่มส่วนใหญ่ มีเนื้อที่ประมาณ 1.5 ล้านไร่ หรือร้อยละ 22.26 ของพื้นที่ทั้งจังหวัด ใช้ทำนาปลูกข้าวเป็นหลัก และพื้นที่ที่มีความลาดชันมากยากต่อการทำการเกษตร มีเนื้อที่ประมาณ 6.7 แสนไร่ หรือร้อยละ 9.84 ของพื้นที่ทั้งจังหวัด อีกทั้งยังขาดแคลนแหล่งน้ำจืดในการทำการเกษตรเป็นอย่างมาก

สำหรับดินเค็มใน จ.อุดรธานี มีประมาณ 1.7 ล้านไร่ โดยแบ่งเป็นบริเวณที่พบคราบเกลือบนดินมากกว่า 50% มีพื้นที่ 4,623 ไร่ บริเวณที่พบคราบเกลือบนผิวดิน 10-50% มีพื้นที่ 10,463 ไร่ และบริเวณที่ได้รับผลกระทบจากเกลือน้อยกว่า 1% มีพื้นที่ 281,441 ไร่ จากปัญหาดังกล่าว สถานีพัฒนาที่ดินอุดรธานี จึงได้ดำเนินโครงการพัฒนาพื้นที่ดินเค็มแบบบูรณาการในพื้นที่ลุ่มน้ำย่อย ต.พังงู อ.หนองหาน จ.อุดรธานี ดำเนินการตั้งแต่ปี พ.ศ. 2557- 2560 รวมพื้นที่ 4,000 ไร่ แบ่งเป็น 2 กิจกรรม คือ

1.กิจกรรมการควบคุมระดับน้ำใต้ดินเค็มและใต้ผิวดิน และ 2.กิจกรรมจัดทำระบบอนุรักษ์ดินและน้ำ และปลูกไม้ยืนต้นเศรษฐกิจบนคันนา เพื่อเป็นต้นแบบการจัดการฟื้นฟูแก้ไขปัญหาดินเค็มใน จ.อุดรธานี วัตถุประสงค์เพื่อแก้ไขปัญหาดินเค็มและป้องกันการแพร่กระจายดินเค็ม รวมทั้งเพื่อพัฒนาการใช้ประโยชน์ที่ดินในพื้นที่ดินเค็มให้มีศักยภาพ สามารถปลูกพืชเพื่อรักษาสภาพแวดล้อม เพิ่มผลผลิตพืชเพื่อการบริโภคและผลิตเป็นพืชเศรษฐกิจ

นอกจากนี้ได้มีการศึกษาและดำเนินงานวิจัยในพื้นที่โครงการ โดยนำอินทรียวัตถุ เช่น แกลบ และขี้อ้อย มาช่วยแก้ไขปัญหาดังกล่าวก่อนการปลูกข้าว และสุ่มเก็บดินเพื่อนำมาวิเคราะห์หาธาตุอาหาร พบว่า หลังจากมีการดำเนินการปรับปรุงบำรุงดินโดยการใช้อินทรียวัตถุ และการปรับปรุงรูปแปลงนา ทำให้เกษตรกรในพื้นที่ดังกล่าวสามารถปลูกข้าวได้ และผลผลิตเพิ่มขึ้นจากเดิม 30% และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ หากมีการดำเนินการปรับปรุงดินอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนสามารถลดการใช้ปุ๋ยเคมี และลดต้นทุนการผลิต เกษตรกรสามารถพึ่งพาตนเองได้

ดันนวัตกรรมภาคเกษตร สภาเกษตรกรฯจับมือวว.เดินหน้านำร่องเผยแพร่เทคโนโลยี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/312876

x

ดันนวัตกรรมภาคเกษตร สภาเกษตรกรฯจับมือวว.เดินหน้านำร่องเผยแพร่เทคโนโลยี

วันจันทร์ ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ กล่าวว่าปี 2560 ที่ผ่านมา สภาเกษตรกรแห่งชาติ ร่วมกับ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย(วว.) ดำเนินการสนับสนุนการนำนวัตกรรมเตาชีวมวลที่ประหยัดพลังงานส่งตรงถึงมือเกษตรกรจังหวัดกำแพงเพชรจากการจัดโครงการพัฒนาเกษตรกรด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรมที่วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีกำแพงเพชร เมื่อวันที่ 22 ธ.ค.2560 เห็นว่าการทำเกษตรอุตสาหกรรมสำคัญที่ต้นทุนการผลิตและตัวผลิตภัณฑ์เพื่อให้แข่งขันได้ในตลาด ความร่วมมือ
กันระหว่าง 2 หน่วยงาน จึงได้นำไปสู่การศึกษาวิจัยเตาประหยัดพลังงานประสิทธิภาพสูงจนทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายเกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ในปี 2561 วว.จะนำนวัตกรรมพลังงานถ่านไม้ไผ่ และเรื่องอื่นๆ ที่เกษตรกรต้องการขยายผลต่อยอดส่งถึงตัวเกษตรกร ทั้งนี้ การที่เกษตรกรสามารถเข้าถึงนักวิจัย จะเป็นเรื่องที่เป็นไปได้มากขึ้นซึ่งจะทำให้ประเทศนี้เปลี่ยนไป การพบกันของ วทน.โดยสภาเกษตรกรฯเป็นคนกลางในการประสานงานนั้นจะเป็นเสมือนแขนขาให้กับ วว.ซึ่งไม่มีหน่วยงานในพื้นที่ แขนขานี้จะพาเกษตรกรกับนักวิจัยมาพบกันและปี 2561 จะเป็นปีแห่งการเข้าถึงเทคโนโลยีของเกษตรกรซึ่งต้องขอขอบคุณรัฐบาล กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และ วว.

ดร.ลักษมี ปลั่งแสงมาศ ผู้ว่าการ วว. กล่าวว่า นโยบายของรัฐบาลให้ความสำคัญกับเกษตรกรที่เป็นคนไทยส่วนใหญ่ เพราะหากเกษตรกรมีความเข้มแข็งจะทำให้ฐานรากของประเทศแข็งแรงวว.มีผลงานวิจัยและบุคลากรที่มีความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม พร้อมนำสู่เกษตรกรใน 3 กลุ่มเป้าหมายคือ ต้นน้ำเพื่อการพัฒนา แก้ปัญหาให้ได้ผลผลิตเพิ่มขึ้น ลดต้นทุนในการผลิต ทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้น กลางน้ำโดยการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อย่างเหมาะสมสอดคล้องกับสภาพพื้นที่และผลผลิต และปลายน้ำด้านการรวมกลุ่มทำการตลาดอย่างเลือกใช้วทน. การนำวิทยาศาสตร์สู่เกษตรกรที่ได้ผลดีที่สุดคือการร่วมมือกับสภาเกษตรกรแห่งชาติเพราะเป็นองค์กรของเกษตรกรตัวจริง

เซ็นตั้งทีมเกษตรจังหวัด-อำเภอ รับภารกิจ‘ทัพหน้า’เจาะลึกแก้ปัญหาภาคเกษตรในพื้นที่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/312881

เซ็นตั้งทีมเกษตรจังหวัด-อำเภอ รับภารกิจ‘ทัพหน้า’เจาะลึกแก้ปัญหาภาคเกษตรในพื้นที่

เซ็นตั้งทีมเกษตรจังหวัด-อำเภอ รับภารกิจ‘ทัพหน้า’เจาะลึกแก้ปัญหาภาคเกษตรในพื้นที่

วันจันทร์ ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

“กฤษฎา”ลงนามตั้งคณะทำงานเกษตรจังหวัด-เกษตรอำเภอ ส่งเป็นทัพหน้าแก้ไขปัญหาภาคการเกษตรระดับจังหวัด พร้อมขับเคลื่อนงานนโยบายสำคัญ

นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้ลงนามคำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานของกระทรวงเกษตรฯ ระดับจังหวัดขึ้นมา 2 ชุด ประกอบด้วย คณะกรรมการอำนวยการขับเคลื่อนงานนโยบายสำคัญและการแก้ไขปัญหาภาคเกษตรระดับจังหวัด และคณะทำงานปฏิบัติการขับเคลื่อนงานนโยบายสำคัญและแก้ไขปัญหาภาคเกษตรระดับอำเภอ โดยคณะกรรมการอำนวยการขับเคลื่อนงานนโยบายสำคัญและการแก้ไขปัญหาภาคเกษตรระดับจังหวัด หรือ Chief of Operation มีเกษตรจังหวัดเป็นประธาน มีหน้าที่สำคัญในการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติงานของส่วนราชการในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ และร่วมมือกับหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องในการสร้างการรับรู้และบูรณาการการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของกระทรวงเกษตรฯ ให้เป็นเอกภาพ และพัฒนาด้านการเกษตรและสหกรณ์ที่เป็นรูปธรรม รวมทั้งการติดตาม เฝ้าระวังสถานการณ์ที่จะเป็นปัญหาหรือส่งผลกระทบต่อภาคเกษตร และพิจารณาดำเนินการป้องกัน ควบคุมและแก้ไข รวมถึงการบูรณาการบริหารจัดการทรัพยากรต่างๆ ของส่วนราชการในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ที่อยู่ในเขตจังหวัด เพื่อให้การแก้ไขปัญหาภาคเกษตรในพื้นที่ในสถานการณ์ฉุกเฉินหรือวิกฤติเป็นไปอย่างรวดเร็ว ทันต่อสถานการณ์ มีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผลสูงสุด

ส่วนคณะทำงานชุดที่ 2 คือ คณะทำงานปฏิบัติการขับเคลื่อนงานนโยบายสำคัญและแก้ไขปัญหาภาคเกษตรระดับอำเภอ หรือ Operation Team ขึ้นมาสนับสนุนการทำงานอีกชุดหนึ่ง โดยมีเกษตรอำเภอเป็นประธาน และเจ้าหน้าที่ระดับท้องถิ่นที่จะบูรณาการการทำงานร่วมกัน รวมทั้งการให้ความช่วยเหลือ สนับสนุนจากหัวหน้าส่วนราชการในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ทั้งในระดับกรมและที่อยู่ในเขตจังหวัดทั้งราชการบริหารส่วนภูมิภาคและราชการบริหารส่วนกลาง ซึ่งเชื่อว่าจะสามารถขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของกระทรวงเกษตรฯ และแก้ไขปัญหาภาคเกษตรให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด แก้ปัญหาปากท้องของพี่น้องเกษตรกรได้อย่างยั่งยืนอีกด้วย

“การแต่งตั้งคณะกรรมการฯ ระดับภูมิภาคทั้ง 2 ชุด โดยมอบหมายให้เกษตรจังหวัดทำหน้าที่เป็นหัวหน้าคณะทำงานประจำจังหวัด โดยมีส่วนราชการกระทรวงเกษตรฯ ทุกหน่วยทุกสังกัดเป็นกรรมการเพื่อร่วมกันปฏิบัติงานสำคัญ 2 เรื่อง คือ 1.การดำเนินงานตามนโยบายของรัฐบาลและนโยบายของกระทรวงเกษตรฯ และ 2.การแก้ไขปัญหาด้านการเกษตรในพื้นที่ ส่วนงานตามภารกิจปกติจะดำเนินการไปตามภารกิจของแต่ละหน่วย โดยมีเกษตรและสหกรณ์จังหวัดเป็นตัวแทนของกระทรวงเกษตรฯ ประจำจังหวัดหรือกรรมการจังหวัดเช่นเดิม ทั้งหมดนี้เพื่อเป็นการปรับปรุงแนวทางการปฏิบัติงาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานนโยบายสำคัญของกระทรวงเกษตรฯ และแก้ไขปัญหาภาคเกษตรในพื้นที่ส่วนภูมิภาคได้ทันต่อสถานการณ์และสอดคล้องกับการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาล รวมทั้งให้การแก้ไขปัญหาภาคเกษตรในระดับจังหวัดมีความเป็นเอกภาพ เกิดการบูรณาการของทุกภาคส่วน และมีผลการปฏิบัติงานเป็นรูปธรรมมากขึ้น” นายกฤษฎา กล่าว

มท.สั่งผู้ว่าฯ-นอภ.เข้มโครงการ9101เน้นโปร่งใส-ข้อร้องเรียน-ตรวจสอบได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/312894

มท.สั่งผู้ว่าฯ-นอภ.เข้มโครงการ9101เน้นโปร่งใส-ข้อร้องเรียน-ตรวจสอบได้

มท.สั่งผู้ว่าฯ-นอภ.เข้มโครงการ9101เน้นโปร่งใส-ข้อร้องเรียน-ตรวจสอบได้

วันอาทิตย์ ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2561, 18.06 น.

7 ม.ค.61 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายฉัตรชัย พรหมเลิศ ปลัดกระทรวงมหาดไทย (มท.) ได้ส่งหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ เมื่อเร็วๆ นี้ที่ผ่านมา เรื่องการขับเคลื่อนโครงการพัฒนาด้านการเกษตร “โครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อ ภายใต้ร่มพระบารมี เพื่อการพัฒนาเกษตรอย่างยั่งยืน” ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้จัดตั้งคณะกรรมการอำนวยการฯ ในส่วนกลางขึ้นมา และมีหน่วยงานของกระทรวงมหาดไทยมีบทบาทสำคัญร่วมดำเนินการ โดยเฉพาะในส่วนภูมิภาค มีผู้ว่าฯ เป็นประธานในระดับจังหวัด และนายอำเภอเป็นประธานในระดับอำเภอนั้น

ทั้งนี้ เพื่อให้การดำเนินการโครงการดังกล่าวให้ประชาชนได้รับทราบผลการดำเนินงาน รวมถึงผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงหากมีข้อร้องเรียนในพื้นที่ จึงขอให้ผู้ว่าฯ กำชับนายอำเภอทุกอำเภอในพื้นที่ ดำเนินการขับเคลื่อนโครงการดังกล่าวให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของโครงการ และเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน กำกับดูแลการดำเนินงานให้มีความโปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ และประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการดำเนินการตามโครงการดังกล่าวให้ประชาชนทราบเป็นวงกว้างต่อไป

ทุจริตโครงการ9101ขาวจั๊วะ ‘กฤษฎา’ยันไร้ขรก.เอี่ยว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/312862

ทุจริตโครงการ9101ขาวจั๊วะ ‘กฤษฎา’ยันไร้ขรก.เอี่ยว

ทุจริตโครงการ9101ขาวจั๊วะ ‘กฤษฎา’ยันไร้ขรก.เอี่ยว

วันอาทิตย์ ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2561, 16.00 น.

‘กฤษฎา’ตระเวนเดินสายขันน็อตข้าราชการ 76 จว. ขู่อย่ามีทุจริต ไม่เอาไว้แน่ ยันโครงการ 9101 ไม่พบข้าราชการเกี่ยวข้อง

7 ม.ค.61 นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ตนจะเดินสายกำชับข้าราชการกระทรวงเกษตรฯทุกหน่วยงานที่ทำงานอยู่ใน 76 จังหวัด ให้ปฎิบัติงานตามนโยบายปรับโครงสร้างภาคเกษตรเชิงรุกระหว่างวันที่ 24 ม.ค.-20 ก.พ.นี้ โดยจะเชิญหอการค้าจังหวัด ผู้จัดการ ธ.ก.ส. ผู้แทนสภาเกษตรกรแห่งชาติ มาร่วมหารือ เพื่อเชื่อมต่อการทำงานระหว่างเจ้าหน้าที่กับภาคเอกชน โดยปรับทุกภาคส่วนมาสู่นโยบายการตลาดนำการผลิต รวมทั้งกระทรวงพาณิชย์  อุตสาหกรรม ในพื้นที่

“หน่วยงานเกษตรฯทุกจังหวัด จะต้องดำเนินการตามแผนวางไว้ให้เดินไปสู่เป้าหมายที่ประกาศไว้ว่าจากนี้ข้าราชการต้องไปแนะนำให้เกษตรกรปลูก หรือเลี้ยงอะไร ต้องขายได้ ไม่ขาดทุน จะทำให้เกษตรกรแก้ปัญหาหนี้สินความยากจนได้ และจะต้องรู้ปริมาณผลผลิตที่สมดุลกับความต้องการของตลาด เช่น ข้าว พืชไร่ จังหวัดใดต้องปลูกเท่าไร เพื่อไม่ให้ราคาตกต่ำ เป็นมาตรการเชิงรุกแก้ล่วงหน้า ลงพื้นที่ช่วยเหลือเกษตรกร เพราะคงไม่มีใครอยากขายขาดทุน ไม่ใช่นั่งรอปัญหาแล้วมาทำโครงการจำนำ รับประกัน เหมือนในอดีต” รมว.เกษตรฯ กล่าว

รมว.เกษตรฯ กล่าวอีกว่า ปัจจัยสำคัญ คือ สินค้าเกษตรต้องไม่ล้นตลาดเกินไป ตนเห็นปัญหาที่ผ่านมา เกษตรอำเภอ เกษตรตำบล เคยรู้หรือไม่ว่าเวลาไปบอกให้เกษตรกรเลี้ยง ปลูกพืชสวน ขายได้หรือไม่ ราคาเท่าไร ไม่รู้ ต่อไปนี้ต้องรู้ทั้งหมด เพื่อมาคุยกับกระทรวงพาณิชย์ ภาคเอกชน หาตลาดรองรับก่อนเกษตรกรเก็บเกี่ยวผลผลิต ซึ่งภายใน3 เดือนนี้ให้เกิดเป็นรูปธรรม ส่งผลเรื่องราคาจะดีขึ้นด้วย

นอกจากนี้ ตนเน้นย้ำกับทุกคน ตนไม่ทุจริต ดังนั้นข้าราชการอย่าให้เกิดเรื่องการทุจริตขึ้น ตนไม่เอาไว้ โดยเฉพาะพืชพันธุ์ ปัจจัยการผลิตต่างๆไปมอบให้ชาวบ้าน ต้องมีคุณภาพดี และราคาไม่แพงกว่าที่ชาวบ้านซื้อขายในท้องตลาด สำหรับโครงการ 9101 ที่มีการร้องเรียนหลายพื้นที่ถึงความไม่โปร่งใส ได้สอบถามอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ยืนยันว่าเป็นเรื่องของคณะกรรมการระดับพื้นที่ ซึ่งอยู่ในชุมชน ไปดำเนินจัดซื้อจัดหาวัสดุอุปกรณ์ในโครงการ ซึ่งตรวจสอบแล้ว ข้าราชการ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง

ในหลวงทรงห่วง20เขื่อนอีสานสภาพเก่า ทรงมีพระราชดำรัสให้ปรับปรุงเพิ่มความแข็งแรง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/312859

ในหลวงทรงห่วง20เขื่อนอีสานสภาพเก่า ทรงมีพระราชดำรัสให้ปรับปรุงเพิ่มความแข็งแรง

ในหลวงทรงห่วง20เขื่อนอีสานสภาพเก่า ทรงมีพระราชดำรัสให้ปรับปรุงเพิ่มความแข็งแรง

วันอาทิตย์ ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2561, 15.47 น.

“ในหลวง” ทรงห่วงเขื่อน 20 แห่ง ภาคอีสาน มีสภาพเก่าสร้างมานาน ทรงมีพระราชดำรัสให้กรมชลฯ เร่งรัดออกแบบปรับปรุงเพิ่มความมั่นคงแข็งแรง ป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายกระทบประชาชน ซ้ำรอยเขื่อนห้วยทรายขมิ้น จ.สกลนคร โดนพายุเซินกา ถล่มปี 60

7 ม.ค.61 นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงห่วงเขื่อน 20 แห่ง ในภาคอีสาน มีสภาพเก่า ทรงมีพระราชดำรัสให้เร่งรัดดำเนินการปรับปรุงสภาพเขื่อน ซึ่งสร้างมานาน เพื่อป้องกันไม่ให้เสียหายกระทบประชาชนซ้ำรอยเหตุการณ์เขื่อนห้วยทรายขมิ้น จ.สกลนคร เกิดปัญหาน้ำกัดเซาะตัวเขื่อน ช่วงพายุเซินกา เข้าไทยปี 2560

“ในหลวงทรงให้เร่งออกแบบใหม่ และดำเนินการปรับปรุงโดยเร็วที่สุด ซึ่งเขื่อน 20 แห่ง อยู่ในบัญชีของพระองค์ มีทั้งเขื่อนขนาดกลาง และเล็ก ที่ต้องทำให้มีความมั่นคงแข็งแรง เพิ่มศักยภาพระบบระบายน้ำ ที่มีประสิทธิภาพ ขณะนี้เขื่อนห้วยทรายขมิ้น ดำเนินการเสร็จแล้ว สามารถรองรับหน้าฝนปีนี้ได้ ได้ทำโครงสร้างมั่นคงแข็งแรงขึ้น” นายทองเปลว กล่าว

อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ได้ดำเนินการทำพนังกั้นน้ำ ลำน้ำชี ตามที่เสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) ที่ จ.นครราชสีมา อยู่ในแผนน้ำเร่งด่วนปี 61 – 62 และเริ่มโครงการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม โครงการอุโมงค์ส่งน้ำ จากเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ไปลงเขื่อนลำตะคอง ใช้เวลาศึกษาโครงการ 1 ปี ต่อจากนั้นนำผลการศึกษามาสำรวจออกแบบ 2 ปี เสนอโครงการเข้า ครม.เพื่อดำเนินการได้ รวมถึงโครงการก่อสร้างเขื่อนทดน้ำพระนครศรีอยุธยา กั้นลำน้ำเจ้าพระยา ก่อนถึงเกาะเมือง ได้เริ่มศึกษา 1 ปี ดูผลกระทบทุกมิติ ทั้งปัญหาต่อการเดินเรือ และเขื่อนดักตะกอนไว้ส่วผลการกัดเซาะปากแม่น้ำหรือไม่

นายทองเปลว กล่าวอีกว่า พร้อมกับเร่งรัดโครงการบรรเทาอุทกภัยบางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ขุดขยายปากคลอง กำลังดำเนินการขุดได้ 4 กิโลเมตร และทำคลองผันน้ำเลี่ยงเมือง สำหรับโครงการบรรเทาอุทกภัยลุ่มเจ้าพระยาตอนล่าง มี 9 แผนงาน จะทำแผนในเรื่องการศึกษาโครงการ จัดลำดับความสำคัญอันไหนทำก่อนหลังเพื่อประหยัดงบ ซึ่งเป็นโครงการขนาดใหญ่ ใช้งบประมาณจำนวนมาก ทำพร้อมกันทีเดียวไม่ได้ จึงต้องหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

“ในข้อเสนอทางเลือก ว่าจะเอาอันไหนก่อน กรมชลฯจะเสนอจัดลำดับความสำคัญ 9 แผนงานบรรเทาอุทกภัยลุ่มน้ำเจ้าพระยา เพื่อประหยัดงบและดูโครงการมีศักยภาพแก้ปัญหาน้ำหลากเกิดขึ้นทุกปีได้ ไม่มากระทบกรุงเทพฯและปริมณฑล เช่น โครงการขุดคลองผันน้ำ ป่าสัก – อ่าวไทย กับขุดคลองขนานถนนวงแหวนรอบสาม หากนำมาเชื่อมกันได้ทำให้ประหยัดงบประมาณได้และตั้งโจทย์ว่าผลการดำเนินบริหารจัดการน้ำต้องมีประสิทธิภาพในการ ผันน้ำลงอ่าวไทย” นายทองเปลว กล่าว