กลุ่มชาวไร่ร้องกระทรวงเกษตรฯ แก้ปัญหาราคาตกต่ำ หลังโรงงานหยุดการรับซื้อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/312530

กลุ่มชาวไร่ร้องกระทรวงเกษตรฯ แก้ปัญหาราคาตกต่ำ หลังโรงงานหยุดการรับซื้อ

กลุ่มชาวไร่ร้องกระทรวงเกษตรฯ แก้ปัญหาราคาตกต่ำ หลังโรงงานหยุดการรับซื้อ

วันศุกร์ ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2561, 11.27 น.

5 ม.ค. 60 เวลา 10.00 น. ตัวแทนกลุ่มเกษตรกร ผู้ปลูกสับปะรดกว่า 10 คน  นำ โดยนายอรรคพร พลบุตร  อดีต สส. จังหวัดเพชรบุรี  ได้ เดือนทางมายื่นหนังสือ เรียกร้อง ขอให้ทางกระทรวงเกษตร เร่งชัดในการช่วยเหลือ ปัญหาราคาสับปะรดต่ำต่ำ ต่อ นายวิวัฒน์ ศัลย ศัลยกำธร   รมช. เกษตรฯ

โดย นายอรรคพร พลบุตร  เปิดเผยว่าที่ผ่านมา รับการร้องเรียนจากเกษตรกร ชาวสวนสบปะรดในพื้นที่ ได้ร้องเรียนต่อตน ในฐานะ ตัวแทนประชาชนในพื้นที่ ประชาชน คุ้นเคย   เนื่องจาก ตนเคยเป็น สส. ในพื้นที่ และขอให้ เป็นตัวแทน  เรียกร้องให้ทางหน่วยงานราชการ ได้เข้ามาช่วยแก้ปัยหาราคาสินค้าเกษตร ให้ จึงได้นำตัวแทน เกษตรกร เข้าพบ  รมช. เกษตรฯ   และได้ยืนหนังสือ ขอให้ทางกระทรวงเกษตร เร่งรัดในการช่วยเหลือเกษตรกรเป็นการ เร่งด่วน เพราะ ราคาสับปะรดค่อนข้างตกต่ำอย่างต่อเนื่อง  โดยราคา รับซื้อสับปะรดในพื้นที่ ขณะนี้อยู่ที่ราคาประมาน2.00-2.70 บาท ต่อกิโลกกรัม ขณะที่ราคาตุ้นทุนอยู่ที่ 4.50 บาทต่อกิโลกรัม

ทั้งนี้ ที่ผ่านมาจากการตรวจสอบพบว่า ส่วนหนึ่งที่เป็นปัญหา ส่งผลให้ราคา สับปะรดตกต่ำ ส่วนนหึ่ง  มาจาก โรงงาน ผลิตอาหารกระป๋องชลอการรับซื้อเนื่องจาก ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ จึง ทำให้ โรงงงานอาหาร กระป๋องรับซื้อน้อยลง ขณะที่ผลผลิตในปีนี้ มีผลผลิตค่อนข้างมาก โดยรวมอยู่ที่ประมาณ กว่า1 แสนตัน   ซึ่งขอเรียกร้องของกลุ่มเกษตรกร ชาวสวนสับปะรดเบื้องต้นมี2 ข้อ คือ ขอให้ ใช้ เงิน กองทุนสงเราะห์ เกษตรกร หรือเงินกองทุนอื่นๆที่มีอยู่ เปิดตั้งจุดรับซื้อ สับปะรดจำนวนหนึ่ง ออกจากตลาดในราคาเป้าหมาย กิโลกรัมละ5 บาท เพื่อสร้างสมดุลย์ ของอุปสงค์ อุปทาน เพื่อให้พ้นกับวิกฤตที่เกิดขึ้น  นอกจากนั้นยังเรียกร้องให้ทาง กระทรวงการคลัง และกระทรวงเกษตรฯ ให้พักชำระหนี้ให้กับเกษตรกร ผู้ปลูกสับปะรด เป็นเวลา 2 ปี

เบื้องต้นนายวิวัฒน์  รัปปาก จะนำเรื่อง ร้องเรียน ของกลุ่ม ชาวสวนสับปะรด ทั้งหมด เสนอต่อ  รมว. เกษตรฯ  เพื่อแก้ปัญหาต่อไป

ปูพรม29จว.ปราบหนอนหัวดำ เกษตรฯเร่งเครื่องกำจัด-แจงคืบหน้ากว่า95%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/312438

x

ปูพรม29จว.ปราบหนอนหัวดำ เกษตรฯเร่งเครื่องกำจัด-แจงคืบหน้ากว่า95%

วันศุกร์ ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายประสงค์ ประไพตระกูล รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมการเกษตรจัดทีมเจ้าหน้าที่กำกับติดตามการป้องกันกำจัดหนอนหัวดำ ตามโครงการป้องกันกำจัดศัตรูมะพร้าว (หนอนหัวดำ) ด้วยวิธีผสมผสานแบบครอบคลุมพื้นที่ โดยการมีส่วนร่วมอย่างยั่งยืน ใน 29 จังหวัด มีต้นมะพร้าวแกงความสูงตั้งแต่ 12 เมตรขึ้นไปที่ถูกหนอนหัวดำทำลาย จำนวน 2,608,034 ต้น ฉีดสารเคมีเข้าลำต้นแล้ว จำนวน 2,476,541 ต้น คิดเป็นร้อยละ 95

ทั้งนี้การใช้สารเคมีป้องกันกำจัดหนอนหัวดำ ถือเป็นหนึ่งในหลายมาตรการสำหรับป้องกันกำจัดศัตรูมะพร้าวด้วยวิธีผสมผสาน โดยใช้สารเคมี emamectin benzoate 1.92% EC ในอัตรา 30 มิลลิลิตรต่อต้น ซึ่งทดสอบแล้วว่าไม่พบสารเคมีตกค้างในเนื้อและน้ำของมะพร้าวทั้งในผลอ่อนและผลแก่แต่อย่างใด อย่างไรก็ตามขอเน้นย้ำว่า ควรใช้สารเคมีให้ถูกต้องตามคำแนะนำ ทั้งชนิดสารเคมี อัตราการใช้ วิธีการใช้ และชนิดของมะพร้าวที่แนะนำให้ใช้ ขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการจัดหาสารเคมี flubendiamide 20% WG สำหรับพ่นทางใบมะพร้าวชนิดอื่นที่ถูกหนอนหัวดำทำลายใน 29 จังหวัด จำนวน 1,269,100 ต้น ได้แก่ มะพร้าวที่มีความสูงน้อยกว่า 12 เมตร มะพร้าวที่ใช้ผลิตน้ำตาล และมะพร้าวอ่อนทุกความสูงซึ่งสารเคมีสำหรับพ่นทางใบนี้ก็เป็นสารเคมีที่กรมวิชาการเกษตรทดสอบแล้วว่ามีประสิทธิภาพในการป้องกันกำจัดหนอนหัวดำได้ผลดี และมีความปลอดภัยต่อผู้บริโภคสูง โดยมีความเป็นพิษต่อสุขภาพคนและสัตว์น้อยกว่าสารเคมีที่ใช้ในการพ่นเพื่อกำจัดยุง ทั้งนี้ คาดว่าจะสามารถจัดสรรให้กับจังหวัดที่เข้าร่วมโครงการทั้ง 29 จังหวัดได้ภายในเดือนมกราคม 2561

“สิ่งสำคัญอย่างมากคือ เจ้าของสวนและชุมชนต้องหมั่นทำความสะอาดแปลงและสวนไม่ให้เป็นที่อยู่อาศัยของศัตรูมะพร้าว และใช้ศัตรูทางธรรมชาติแตนเบียนบราคอนมาปล่อยทุก 15 วัน ในอัตรา 200 ตัวต่อไร่ เพื่อรักษาสมดุลทางธรรมชาติไม่ให้หนอนหัวดำกลับมาระบาดอีก ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตรมีเป้าหมายผลิตแตนเบียนบราคอน 252 ล้านตัว โดยให้ศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชนในพื้นที่ที่มีการระบาดเข้ามามีส่วนร่วมผลิตแตนเบียนบราคอนพร้อมให้ความรู้แก่ชุมชนในการผลิตแตนเบียนบราคอนได้เอง และขณะนี้ปล่อยแตนเบียนบราคอนไปแล้วกว่า 102 ล้านตัว” รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร

สภาเกษตรฯจับมือกองทุนการออม สร้างบำนาญวัยเกษียณเกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/312436

x

สภาเกษตรฯจับมือกองทุนการออม สร้างบำนาญวัยเกษียณเกษตรกร

วันศุกร์ ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ว่าที่ร้อยตรีสมพูนทรัพย์ กล้าวิกรณ์ เลขาธิการสภาเกษตรกรแห่งชาติ ได้กล่าวว่า อาชีพเกษตรกรทำงานเหนื่อยหนักทั้งชีวิตแต่ไม่มีสวัสดิการอะไรเหมือนกับอาชีพอื่นที่หน่วยงานมีประกันสังคม หรือข้าราชการมีกองทุนบำเหน็จบำนาญดูแล ในฐานะที่สภาเกษตรกรแห่งชาติเป็นตัวแทนเกษตรกรได้แสวงหาวิธีการสร้างความมั่นคง ยั่งยืนให้กับพี่น้องเกษตรกรมาโดยตลอด วันนี้พบว่ากองทุนการออมแห่งชาติที่กระทรวงการคลังดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2558 เป็นวิธีการที่เกษตรกรสามารถใช้เป็นหลักประกันในชีวิตหลังวัย 60 ปีได้ จนกระทั่งได้มีการหารือกันกับกองทุนการออมแห่งชาติและนำสู่การทำบันทึกข้อตกลง(MOU)กันเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2560 ณ กระทรวงการคลัง จุดมุ่งหมายเพื่อเป็นการสร้างหลักประกันให้กับเกษตรกรซึ่งเป็นประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศให้ได้รับความคุ้มครองยามชราในรูปของเงินบำนาญเป็นการสร้างความเสมอภาคและความเป็นธรรมในการดูแลจากภาครัฐอย่างทั่วถึง เกษตรกรจะรู้จักการออมพร้อมทั้งรัฐบาลจะสมทบให้ตามช่วงวัยเพื่อเป็นหลักประกันทางการเงินในยามวัยเกษียณเช่นเดียวกับระบบบำนาญข้าราชการ หรือพนักงานในระบบที่มีนายจ้างดูแล ช่วยลดความเหลื่อมล้ำของประชาชนในประเทศให้ได้รับสวัสดิการด้านบำนาญจากรัฐอย่างทั่วถึง

“ปัญหาขณะนี้คือเกษตรกรยังไม่เข้าใจเรื่องกองทุนการออมแห่งชาติ สภาเกษตรกรฯจึงต้องทำหน้าที่ทำความเข้าใจกับเกษตรกรว่ามีประโยชน์อย่างไร หลังจากออมเงินแล้วจะช่วยเหลือ ดูแลพี่น้องเกษตรกรได้อย่างไรในบั้นปลายชีวิต”

ว่าที่ร้อยตรีสมพูนทรัพย์ กล่าวต่อว่า สภาเกษตรกรฯมีสมาชิกเครือข่ายทั่วประเทศตั้งแต่หมู่บ้าน ตำบล อำเภอ จังหวัด โดยจะใช้เครือข่ายดังกล่าวในการสร้างความเข้าใจในสิทธิประโยชน์ต่างๆ ของตัวเกษตรกรเองรวมทั้งเป็นบำนาญส่งต่อไปยังลูกหลาน พร้อมทั้งผลักดันให้เกษตรกรเข้าร่วมเป็นสมาชิกกองทุนฯให้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม สถานะกองทุนฯ ณ วันที่ 15 ธันวาคม 2560 มีสมาชิกรวม 529,663 คน ซึ่งในปี 2561 กระทรวงการคลังได้ตั้งเป้าหมายเพิ่มจำนวนสมาชิก กอช. ไว้ที่ 1.2 ล้านคน

3ชาติลดส่งออกยาง ‘ไทย-อินโด-มาเลย์’จับมือลดโควตา3.5แสนตัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/312437

x

3ชาติลดส่งออกยาง ‘ไทย-อินโด-มาเลย์’จับมือลดโควตา3.5แสนตัน

วันศุกร์ ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายลักษณ์ วจนานวัช รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า 3 ประเทศสมาชิกผู้ผลิตยางรายใหญ่ของโลก ทั้งไทย อินโดนีเซีย และมาเลเซีย ได้มีข้อตกลงเรื่องการควบคุมการส่งออกยางพารา เพื่อแก้ปัญหาสถานการณ์ราคายางที่ผิดปกติและมีความผันผวน โดยเฉพาะประเทศไทย ซึ่งเป็นผู้ผลิตยางรายใหญ่ของโลก จะนำข้อตกลงดังกล่าวมาดำเนินการ

อย่างเคร่งครัด ภายใต้การปฏิบัติตามมาตรการควบคุมปริมาณการส่งออกยางพาราของประเทศไทย ซึ่งมีทั้งพระราชบัญญัติควบคุมยาง พ.ศ.2542 โดยกรมวิชาการเกษตรซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ดูแลและควบคุมปริมาณการส่งออกยางของประเทศไทยออกนอกราชอาณาจักร และระเบียบตามประกาศของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่อง กำหนดปริมาณจัดสรรเนื้อยางแห้งสำหรับการส่งออก (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2556 มาใช้ในช่วงระยะเวลาดำเนินการตั้งแต่บัดนี้ จนถึง 31 มีนาคม 2561 ทั้งนี้มอบให้การยางแห่งประเทศไทย ประสานงานกับผู้ประกอบกิจการยาง เพื่อให้ทราบถึงแนวทางปฏิบัติร่วมกันตามมาตรการ AETS พร้อมทั้ง ให้เร่งดำเนินการจัดตั้งคณะทำงานติดตามอย่างใกล้ชิด

ด้าน นายธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) กล่าวว่า รัฐบาล 3 ประเทศมีมติเห็นชอบในการประกาศมาตรการควบคุมปริมาณการส่งออกยางพารา โดยมีระยะเวลา 3 เดือน ตั้งแต่บัดนี้จนถึงสิ้นเดือนมีนาคม 2561 ซึ่งได้กำหนดการลดโควตาการส่งออกยางพาราร่วมกัน 3 ประเทศลง 350,000 ตัน ทั้งนี้ ที่ประชุมยังมีความเห็นเพิ่มเติมว่า
ประเทศผู้ผลิตยางแต่ละรายควรแก้ปัญหาความสมดุลของปริมาณยางในโลกด้วยการต้องเพิ่มปริมาณการใช้ยางภายในประเทศของตนเองให้มากขึ้น ไม่ว่าจะนำยางธรรมชาติไปใช้ด้านการคมนาคม การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ยุทโธปกรณ์ กีฬา สุขภาพ รวมถึงภาคธุรกิจ สินค้าอุปโภคบริโภคและบริการต่างๆ

“ในนาม ITRC มีความมั่นใจว่าการดำเนินการร่วมกันในมาตรการนี้ จะส่งผลให้ราคายางมีเสถียรภาพขึ้น และส่งผลดีต่อเกษตรกรรายย่อย สถาบันเกษตรกร และทุกส่วนที่เกี่ยวข้องในห่วงโซ่อุปทานยางพารา ให้ได้รับผลตอบแทนอย่างเป็นธรรมในระยะยาวต่อไป โดยมาตรการนี้จะมีการติดตามอย่างใกล้ชิดโดย ITRC และคณะกรรมการควบคุมยาง” นายธีธัช กล่าว

เลาะรั้วเกษตร : สวัสดีปีจอ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/312439

x

เลาะรั้วเกษตร : สวัสดีปีจอ

วันศุกร์ ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

หลังจากวันหยุดยาวเนื่องในเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ข่าวคราวทางฟากฝั่งของรัฐบาลและส่วนราชการต่างๆ ดูจะเงียบๆ ข่าวประจำวันของนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีต่างๆ ก็พลอยหายไปด้วย แม้กระทั่งข่าวนาฬิกาของใครบางคน เพราะมีข่าวของร็อกเกอร์ขาดุและสายโหด ยิงปืนขึ้นฟ้ามาแทนที่…

ยังไม่ทันจะเปิดทำงาน ก็พลันมีข่าวขาประจำยื่นฟ้องนายกรัฐมนตรีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ให้ ป.ป.ช.ตรวจสอบ เหตุเกิดเมื่อครั้งไปตรวจราชการและพบปะประชาชนที่จังหวัดพิษณุโลก กรณีซื้อสุนัขพันธุ์บางแก้วให้เพื่อนรัก รองนายกรัฐมนตรี พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พลเอกอนุพงษ์เผ่าจินดา เพราะสุนัขที่ท่านซื้อนั้นราคาเกิน 3,000 บาท นับว่าเป็น..เรื่องไม่น่าจะเป็นเรื่องอีกเรื่องหนึ่ง……ว่ากันไปให้ครื้นเครงรับปีจอ…ปีของสุนัขเขาละ….

หันมาเลาะรั้วเกษตรดูบ้าง….จะว่าไปก็ยังไม่มีอะไรเคลื่อนไหวให้เป็นประเด็นสักเท่าไร จะมีอยู่บ้างก่อนสิ้นปี คือ เรื่องงานวิจัยของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย หรือ สกว. เรื่องการตกค้างของสารเคมีทางการเกษตรในพื้นที่จังหวัดหนองบัวลำภู และความสัมพันธ์ของสารเคมีกับการเกิดโรคเนื้อเน่าของเกษตรกร ซึ่งมีสื่อนำเสนอไปแล้ว รวมทั้งในหน้าเกษตร-สิ่งแวดล้อมนี้ด้วย

จะขอทบทวนสักเล็กน้อยถึงสาระสำคัญของผลการวิจัยซึ่งระบุว่า เกษตรกรในจังหวัดหนองบัวลำภูป่วยด้วยโรคเนื้อเน่าเป็นจำนวนมาก มีผู้เสียชีวิตด้วย คณะผู้วิจัยทำการเก็บรวบรวมข้อมูลในพื้นที่ สัมภาษณ์เกษตรกรและผู้ป่วย พบว่า เกษตรกรส่วนใหญ่ใช้พาราควอต อาทราซีน และอามิทริน ในการกำจัดวัชพืชในไร่อ้อย และสวนยางพารา โดยเฉพาะพาราควอตนั้นเกษตรกรใช้ในปริมาณที่มากกว่าคำแนะนำถึง 4 เท่า

จากผลการวิจัย ผู้ว่าราชการจังหวัดหนองบัวลำภู ธนากร อึ้งจิตรไพศาล และทีมผู้บริหาร จึงมอบหมายให้นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด เกษตรจังหวัด และมหาวิทยาลัยนเรศวร ร่วมกันหาแนวทางแก้ไขปัญหาดังกล่าว ทำเป็น “หนองบัวลำภูโมเดล” ขณะเดียวกันก็มีนโยบายให้ทำเกษตรอินทรีย์ในชุมชนต่าง ๆ …

ก่อนหน้าข่าวนี้ ก็มีข่าวที่เกี่ยวข้อง คือ กรมวิชาการเกษตร อนุญาตให้มีการต่ออายุใบสำคัญการขึ้นทะเบียนพาราควอตของผู้ประกอบการ พร้อมกับคำยืนยันของอธิบดีกรมวิชาการเกษตร สุวิทย์ชัยเกียรติยศ ว่า การต่ออายุใบอนุญาตครั้งนี้ไม่ได้เอื้อประโยชน์ให้ใครเป็นพิเศษ ถ้ามีเอกสารครบถ้วนถูกต้องตามหลักวิชาการ คณะอนุกรรมการขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายก็พิจารณาให้ต่ออายุทั้งนั้น

ในขณะที่ ไทยแพน และ ไบโอไทย ยื่นข้อเสนอให้คณะกรรมการวัตถุอันตราย ขอให้กำหนดให้ พาราควอต และคลอร์ไพรีฟอส เป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 ที่ห้ามผลิต ห้ามจำหน่าย ห้ามมีไว้ในครอบครอง รวมทั้งจำกัดการใช้สารไกลโฟเสตด้วย คณะกรรมการวัตถุอันตราย ตั้งคณะทำงานขึ้นมาพิจารณาเรื่องนี้กำหนดให้แล้วเสร็จภายใน 3 เดือน

ฟังความด้านเดียวก็ดูจะไม่ยุติธรรมมีข้อมูลอีกด้านหนึ่งระบุว่า พาราควอตได้รับการขึ้นทะเบียนและจัดจำหน่ายใน 80 ประเทศทั่วโลก แม้ประเทศที่เข้มงวดอย่าง สหรัฐอเมริกา แคนาดา ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น และนิวซีแลนด์ และมีข้อมูลจากองค์การอนามัยโลกว่า พาราควอตมีพิษจากการซึมผ่านผิวหนังปกติของมนุษย์น้อยมากเพียง 0.25-0.29% เท่านั้น นอกจากนี้ พาราควอตเมื่อลงสู่ผิวดินแล้ว ดินจะยึดไว้หมดจึงไม่มีผลต่อสิ่งมีชีวิต เช่น ไส้เดือนและเมล็ดพืช การใช้สารเคมีทุกชนิดเกษตรกรจึงต้องเรียนรู้ และป้องกันตนเอง

ที่น่าคิดคือ มูลค่าพืชเศรษฐกิจของไทยที่ต้องอาศัยสารกำจัดวัชพืช ทั้งยางพารา อ้อย มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และข้าวโพดฝักสด รวมกันประมาณ 5 แสนล้านบาท ถ้าไม่สามารถกำจัดวัชพืชได้ มูลค่าผลผลิตพืชเหล่านี้จะเหลือเท่าไร

เกษตรกรจะมีรายได้เหลือเท่าไร..คิดวนๆ ไป….

แว่นขยาย

เกษตรฯส่งสุขปีใหม่คนไทย จัด‘ชิมหม่อนชมไหม’ทั่วปท.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/312433

x

เกษตรฯส่งสุขปีใหม่คนไทย จัด‘ชิมหม่อนชมไหม’ทั่วปท.

วันศุกร์ ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มอบหมายให้หน่วยงานในสังกัด ร่วมจัดกิจกรรมเพื่อเป็นการคืนความสุขให้กับเกษตรกรและประชาชน ในช่วงเทศกาลปีใหม่ตามนโยบายของรัฐบาล และกระตุ้นการใช้จ่ายเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจในช่วงเทศกาลปีใหม่ ซึ่งกรมหม่อนไหมได้จัดงาน“ชิมหม่อน ชมไหม ส่งสุขปีใหม่ 2561” ขึ้นระหว่างวันที่ 30 ธันวาคม 2560- 2 มกราคม 2561 ที่ศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ 21 ศูนย์ ทั่วประเทศ ซึ่งนอกจากจะมีวัตถุประสงค์เพื่อคืนความสุขให้กับเกษตรกรและประชาชนในช่วงเทศกาลปีใหม่แล้ว ยังเป็นการสร้างแหล่งเรียนรู้ศึกษาดูงานด้านหม่อนไหมให้ผู้ที่สนใจ และยังเป็นการประชาสัมพันธ์ผลิตภัณฑ์หม่อนไหมที่มีคุณภาพ ช่วยเพิ่มช่องทางการตลาดให้สินค้าหม่อนไหม

นางสุดารัตน์ วัชรคุปต์ เหล่าวิชยา อธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าวเพิ่มเติมว่าสำหรับกิจกรรมที่น่าสนใจในงานประกอบด้วยกิจกรรมหลักๆ คือ สร้างจุดเรียนรู้ด้านหม่อนไหม ณ ศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ 21 ศูนย์ เพื่อให้เกษตรกรและประชาชนเยี่ยมชมศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ การสาธิตกระบวนการผลิต ถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยีด้านหม่อนไหม นิทรรศการความรู้ การปลูกหม่อนเลี้ยงไหมแบบครบวงจร การแจกจ่ายพันธุ์หม่อนให้กับเกษตรกรและประชาชนที่สนใจ นอกจากนี้ยังมีจำหน่ายสินค้าหม่อนไหมที่มีคุณภาพให้กับประชาชน ทำให้ประชาชนมีโอกาสได้เลือกซื้อผลิตภัณฑ์หม่อนไหมที่มีคุณภาพเพื่อเป็นของขวัญในช่วงเทศกาลปีใหม่ ช่วยสร้างรายได้ให้กับเกษตรกร และยังเป็นการประชาสัมพันธ์งานหม่อนไหม ช่วยสืบสานอนุรักษ์ภูมิปัญญาด้านหม่อนไหม ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตร

ประมงแนะ7ข้อปล่อยสัตว์น้ำได้บุญ เตือนต้องทำให้อยู่รอด-ใช้พันธุ์ไทยสกัดสัตว์ต่างถิ่นรุกราน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/312440

ประมงแนะ7ข้อปล่อยสัตว์น้ำได้บุญ เตือนต้องทำให้อยู่รอด-ใช้พันธุ์ไทยสกัดสัตว์ต่างถิ่นรุกราน

ประมงแนะ7ข้อปล่อยสัตว์น้ำได้บุญ เตือนต้องทำให้อยู่รอด-ใช้พันธุ์ไทยสกัดสัตว์ต่างถิ่นรุกราน

วันศุกร์ ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นางอุมาพร พิมลบุตร รองอธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า ในอดีตที่ผ่านมาคนไทยถูกสั่งสอนจากรุ่นสู่รุ่นว่าการปล่อยสัตว์น้ำ ถือเป็นการทำบุญอีกรูปแบบหนึ่งเพราะเป็นการให้อิสระกับชีวิตที่ถูกกักขัง ซึ่งที่ผ่านมาก็จะเลือกปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำตามความหมาย ที่เชื่อว่าจะช่วยเสริมบุญบารมีและนำสิ่งที่ไม่ดีออกให้ผ่านพ้นไปจากตัวผู้ปล่อย แต่ทว่าจะมีสักกี่คนที่จะคำนึงถึงชนิดพันธุ์สัตว์น้ำต่างๆ เหล่านั้น ว่าปล่อยลงในแหล่งน้ำแล้วจะไปรุกรานสัตว์น้ำพื้นถิ่นหรือระบบนิเวศหรือไม่ หรือปล่อยลงไปแล้วสัตว์น้ำจะสามารถเจริญเติบโตได้นานแค่ไหน ด้วยเหตุนี้กรมประมง จึงมีนโยบายในการสร้างการรับรู้และเข้าใจถึงวิธีการปล่อยสัตว์น้ำลงแหล่งน้ำธรรมชาติที่ถูกต้องให้กับพี่น้องประชาชนชาวไทยมาอย่างต่อเนื่อง

การปล่อยสัตว์น้ำลงแหล่งน้ำธรรมชาติถือเป็นเรื่องที่ดี ที่เราจะได้มีโอกาสในการช่วยฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำของประเทศ แต่อย่างไรก็ตามการปล่อยสัตว์น้ำลงแหล่งน้ำเพื่อความเป็นสิริมงคลของชีวิตในช่วงเทศกาลงานบุญต่างๆ อาทิ วันปีใหม่ของไทย วันเกิด ฯลฯ ขอให้เลือกปล่อยสัตว์น้ำและปลาสายพันธุ์ไทย เพื่อเป็นการสร้างความสมดุลให้กับระบบนิเวศของบ้านเรา เนื่องจากที่ผ่านมามีสัตว์น้ำบางชนิดถูกนำมาปล่อยด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ว่าเป็นสายพันธุ์ต่างถิ่น เช่น ปลาซัคเกอร์หรือปลาเทศบาล ปลาดุกบิ๊กอุย เต่าญี่ปุ่นหรือเต่าแก้มแดงตะพาบไต้หวัน เป็นต้น สัตว์น้ำเหล่านี้เมื่อปล่อยลงแหล่งน้ำสาธารณะก็จะรุกรานสัตว์น้ำพื้นเมืองของไทยโดยตรง จนทำให้ปลาพื้นเมืองของไทยบางชนิดอยู่ในเกณฑ์เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ ดังนั้นก่อนที่เราจะเลือกปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำเราก็ควรศึกษากันให้ดีเสียก่อนว่า เราควรจะเลือกปล่อยสัตว์น้ำชนิดใดและจะปล่อยบริเวณไหนให้สัตว์น้ำสามารถดำรงชีวิตต่อไปได้ เนื่องจากสัตว์น้ำแต่ละชนิดมีลักษณะนิสัยและการดำรงชีวิตที่แตกต่างกัน ดังนั้นเพื่อเป็นการเพิ่มโอกาสรอดให้กับสัตว์น้ำตลอดจนเป็นการร่วมกันดูแลระบบนิเวศของแหล่งน้ำสาธารณะของประเทศ

กรมประมง จึงขอแนะนำวิธีเลือกพันธุ์ปลาและสัตว์น้ำให้เหมาะสมกับสถานที่ที่จะปล่อยสัตว์น้ำ ดังนี้ 1.ปลาช่อน/ปลาดุกอุย/ปลาหมอไทย/: ควรปล่อยในลำคลอง หนอง บึง ที่มีน้ำไหลไม่แรงมาก มีกอหญ้าอยู่ริมตลิ่งบ้างและน้ำควรเป็นน้ำสะอาด 2.ปลาไหล : ควรปล่อยลงในแม่น้ำ ห้วยหนอง คลองบึง ท้องนา หรือร่องสวน บริเวณที่มีดินเฉอะแฉะและกระแสน้ำไหลไม่แรงมาก เนื่องจากปลาไหลชอบขุดรูเพื่ออยู่อาศัย 3.กบ : สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ ชอบอยู่ในที่ชื้นแฉะ ดังนั้น ไม่ควรปล่อยลงแม่น้ำ ควรหาที่นา หรือคลองที่เป็นธรรมชาติ มีกอหญ้าหรือไม้น้ำจะดีกว่า เพราะกบก็จะใช้เป็นที่อยู่อาศัย และยังเป็นที่อยู่ของแมลงซึ่งเป็นอาหารของกบอีกด้วย

4.ปลาสวาย/ปลาบึก/ปลาตะเพียน : ควรปล่อยลงในแม่น้ำ คลองที่มีระดับน้ำลึกและกระแสน้ำไหลแรง เพราะปลาเหล่านี้ เมื่อโตเต็มที่ จะเป็นปลาที่มีขนาดค่อนข้างใหญ่ดังนั้นจึงต้องใช้พื้นที่กว้างในการดำรงชีวิต 5. คุณภาพของน้ำ: ก่อนปล่อยสัตว์น้ำควรคำนึงถึงคุณภาพน้ำด้วยการสังเกตง่ายๆ เช่น สีของน้ำในแหล่งที่ปล่อยน้ำต้องมีสีไม่ดำหรือเขียวเข้มจัด เพราะเป็นน้ำที่มีออกซิเจนต่ำ หากปล่อยลงไปจะทำให้สัตว์น้ำอยู่ไม่ได้ 6.คุณภาพของสัตว์น้ำ : การปล่อยสัตว์น้ำควรเลือกสัตว์น้ำที่แข็งแรง มีสุขภาพดี สมบูรณ์ ไม่เป็นโรค ไม่มีแผลตามลำตัวเพราะหากปล่อยสัตว์น้ำที่เป็นโรคลงไปในแหล่งน้ำจะเป็นการแพร่ขยายเชื้อโรคสู่ธรรมชาติ 7.เวลาปล่อยสัตว์น้ำ : การปล่อยสัตว์น้ำควรเลือกปล่อยในเวลาเช้าหรือเย็นที่อากาศไม่ร้อนจัด เพราะหากปล่อยสัตว์น้ำในที่มีแสงแดดจัด อาจทำให้สัตว์น้ำปรับตัวไม่ทัน

รองอธิบดีกรมประมง กล่าวอีกว่า การปล่อยปลาหรือสัตว์น้ำเพื่อสร้างบุญกุศล และเสริมดวงชะตาตามความเชื่อนั้น เราไม่จำเป็นต้องปล่อยที่วัดเพียงอย่างเดียว เพราะสัตว์น้ำบางชนิดที่ไม่สามารถอาศัยอยู่บริเวณหน้าวัด สุดท้ายมันก็ไม่สามารถมีชีวิตอยู่รอดได้ ดังนั้นเราควรเลือกสถานที่ที่เมื่อเราปล่อยสัตว์น้ำเหล่านั้นไปแล้วจะสามารถดำรงชีวิตอยู่บริเวณสถานที่นั้นๆ ต่อไปได้

หนุนกองทุนการออมแห่งชาติ 10หน่วยงานส่งเสริมเกษตรกรวางแผนการเงินวัยเกษียณ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/312237

x

หนุนกองทุนการออมแห่งชาติ 10หน่วยงานส่งเสริมเกษตรกรวางแผนการเงินวัยเกษียณ

วันพฤหัสบดี ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กองทุนการออมแห่งชาติ ระหว่าง 10 หน่วยงาน ได้แก่ กระทรวงเกษตรฯ กระทรวงแรงงาน กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานประกันสังคม สำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา กรมบัญชีกลาง และสภาเกษตรกรแห่งชาติ

โดยการลงนามดังกล่าว มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมและให้ความรู้เกี่ยวกับการออมเงินการวางแผนการเงินเพื่อยามวัยเกษียณให้ประชาชน ตลอดทั้งเกษตรกรได้ตระหนักและสนใจสมัครเป็นสมาชิกกับ กอช. รวมทั้งส่งเสริมและสนับสนุนการประชาสัมพันธ์กิจกรรมของ กอช. เพื่อให้ความรู้ความเข้าใจในสิทธิประโยชน์ของการเป็นสมาชิก กอช.โดยทำให้ประชาชนได้รับความสะดวกในการเข้าถึงข้อมูลและบริการของ กอช. มากขึ้น นำไปสู่การออมอย่างต่อเนื่องกับ กอช. โดยมีรัฐช่วยออม พร้อมรับบำนาญจากรัฐ เพื่อเป็นหลักประกันทางการเงินในยามวัยเกษียณ เช่นเดียวกับระบบบำนาญข้าราชการหรือพนักงานในระบบที่มีนายจ้างดูแล ช่วยลดความเหลื่อมล้ำของประชาชนในประเทศ ให้ได้รับสวัสดิการด้านบำนาญจากรัฐอย่างทั่วถึง นอกจากนี้ ยังดูแลผู้ที่เป็นสมาชิก กอช. ให้ได้รับสิทธิประโยชน์เพื่อฝึกทักษะอาชีพ สร้างรายได้ ทำให้มีเงินไว้ออมอย่างมีเป้าหมาย

“ในส่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะส่งเสริมให้ข้อมูล กอช. ในกลุ่มสมาชิกสหกรณ์ต่างๆกลุ่มชาวประมง และกลุ่มเกษตรกร ให้สิทธิประโยชน์แก่สมาชิก กอช. เข้าอบรมเสริมทักษะความรู้จากหน่วยงานในสังกัด ทั้งนี้การออมเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ แต่ที่ผ่านมาประชาชนบางส่วนอาจไม่มีโอกาสได้เข้าถึงรูปแบบการบริการดังกล่าวเท่าที่ควร ซึ่งกระทรวงเกษตรฯได้เล็งเห็นความสำคัญและพร้อมให้การสนับสนุนให้เกษตรกรเข้าร่วมเป็นสมาชิก เพื่อวางแผนอนาคตในการออมในวัยเกษียณ เพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตให้ดียิ่งขึ้น” นายเลิศวิโรจน์ กล่าว

ปลดระวางแม่ไก่2ล้านตัว รักษาเสถียรภาพราคาไข่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/312236

x

ปลดระวางแม่ไก่2ล้านตัว รักษาเสถียรภาพราคาไข่

วันพฤหัสบดี ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายลักษณ์ วจนานวัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังประชุมคณะกรรมการนโยบายพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ (Egg Board) ณ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ว่า ที่ประชุมได้มีการพิจารณาแผนการเลี้ยงปู่ย่าพันธุ์ไก่ไข่ (G.P.) และพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่ (P.S.) ปี 2561 โดยพิจารณาให้มีแผนการเลี้ยงไก่ไข่พันธุ์ ปี 2561 คือ 1) ปู่ย่าพันธุ์ (G.P.) จำนวน 5,500 ตัว 2) พ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่ (P.S.) จำนวน 550,000 ตัว และ 3) ให้สำรองพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่ (P.S.) ไว้ที่กรมปศุสัตว์ จำนวน 50,000 ตัว นอกจากนี้ ยังได้มีการพิจารณาโครงการรักษาเสถียรภาพราคาไข่ไก่ ปีงบประมาณ 2561 ซึ่งที่ประชุมเห็นชอบในการปลดระวางแม่ไก่อายุไม่เกิน 72 สัปดาห์ จำนวน 2 ล้านตัวแบ่งเป็น 4 เฟส เฟสละ 500,000 ตัว โดยให้ใช้เงินชดเชยจากผู้ประกอบการเลี้ยงไก่ไข่รายใหญ่ ทั้งนี้ ให้อธิบดีกรมปศุสัตว์หารือผู้ประกอบการรายใหญ่ จำนวน 40 ราย ภายในสัปดาห์แรกของเดือนมกราคม 2561

สำหรับสถานการณ์ไก่ไข่และไข่ไก่ปัจจุบัน มีจำนวนไก่ไข่พันธุ์ ไก่ไข่ และผลผลิตไข่ไก่ ปี 2560 มีแม่ไก่ไข่ยืนกรง จำนวน 55.64 ล้านตัว และมีไข่ไก่ จำนวน 45.10 ล้านฟอง/วัน มีปริมาณการนำไก่ไข่เข้าเลี้ยง ปี 2560 ซึ่งเป็นข้อมูลจากเกษตรกรแจ้งเคลื่อนย้ายไก่ไข่ (Layer) เข้าเลี้ยง ผ่านระบบ E-movement จำนวน 609,246 ตัว มีต้นทุนการผลิตไข่ไก่ เฉลี่ย 2.87 บาท/ฟอง อีกทั้งมีปริมาณการส่งออกไข่ไก่สด ปี 2560 (มกราคม – ตุลาคม) จำนวน 109.69 ล้านฟอง มูลค่า 364.95 ล้านบาท ราคาส่งออกไข่ไก่ เฉลี่ยฟองละ 3.33 บาท มีประเทศคู่ค้าที่สำคัญ คือ ประเทศฮ่องกง ร้อยละ 93 และประเทศอื่นๆ ร้อยละ 7

จับตาผลไม้ต.อ.แตะ8.2แสนตัน เกษตรฯเร่งสำรวจ-เตรียมพร้อมแผนบริหารจัดการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/312239

x

จับตาผลไม้ต.อ.แตะ8.2แสนตัน เกษตรฯเร่งสำรวจ-เตรียมพร้อมแผนบริหารจัดการ

วันพฤหัสบดี ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า สศก. โดยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 6(สศท.6)จังหวัดชลบุรี และศูนย์สารสนเทศการเกษตร (ศสส.) ร่วมมือกับคณะทำงานสำรวจข้อมูลไม้ผลเศรษฐกิจภาคตะวันออกประกอบด้วยสำนักส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 3 (สสก.3) จังหวัดระยอง และสำนักงานเกษตรจังหวัดระยอง จันทบุรี และตราด ซึ่งคณะทำงานฯ ได้พยากรณ์ผลผลิตไม้ผลภาคตะวันออก ครั้งที่ 1 ของสินค้า 4 ชนิด ได้แก่ ทุเรียน มังคุด เงาะ และลองกอง ในพื้นที่ 3 จังหวัด ได้แก่ จันทบุรี ระยอง และตราด เพื่อใช้เป็นข้อมูลเบื้องต้นในการวางแผนบริหารจัดการผลไม้ตั้งแต่ต้นฤดู

สำหรับผลพยากรณ์ ปี 2561 ครั้งที่ 1 ข้อมูล ณ 4 ธันวาคม 2560 พบว่า เนื้อที่ให้ผลของไม้ผลทั้ง 4 ชนิด มีจำนวน 622,126 ไร่ เพิ่มขึ้นจากปี 2560 ที่มีจำนวน 605,481 ไร่ เพิ่มขึ้น 16,645 ไร่ หรือ ร้อยละ 2.75 โดยทุเรียน เพิ่มขึ้นประมาณ ร้อยละ 5.42 มังคุด เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.76 และเงาะ เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.97 ส่วนลองกอง ลดลงร้อยละ 3.73 ผลผลิตรวมทั้ง 4 สินค้า คาดว่าจะมีประมาณ 802,973 ตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2560 ที่มีจำนวน 792,113 ตัน เพิ่มขึ้น 10,860 ตัน หรือ ร้อยละ 1.37 โดยผลผลิตจะออกมากช่วงปลายเดือนพฤษภาคม ต่อเนื่องถึงกลางเดือนมิถุนายน คาดการณ์ว่าผลผลิตรวมของทั้ง 4 สินค้าจะเพิ่มขึ้นทุกชนิด โดยเงาะ จะเพิ่มขึ้นมากที่สุดอยู่ที่ร้อยละ 3.48 เนื่องจากสภาพอากาศเอื้ออำนวยปริมาณน้ำเพียงพอ รองลงมาได้แก่ มังคุด เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.23 ทุเรียน เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.54 และลองกอง เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.04

ผลผลิตต่อไร่ เงาะ และลองกอง คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเนื่องจากสภาพอากาศเอื้ออำนวย ประกอบกับในปีที่ผ่านมาไม้ผลบางต้นไม่ติดผลหรือให้ผลผลิตน้อยทำให้มีเวลาในการพักต้นสะสมอาหารต้นสมบูรณ์ขึ้นส่วนหนึ่ง ในขณะที่ผลผลิตต่อไร่ทุเรียน และมังคุด มีแนวโน้มลดลงเนื่องจากในปีที่ผ่านมาติดดอกออกผลมากจึงคาดว่าต้นมังคุดจะพักสะสมอาหาร อีกทั้งปีที่ผ่านมา ต้นทุเรียนประสบปัญหาเชื้อราไฟทอปเธอราที่ระบาด ทำให้ทุเรียนรากโคนเน่ายืนต้นตาย ขยายเป็นพื้นที่กว้างทั้งจังหวัดจันทบุรีและตราด โดยเฉพาะแหล่งผลิตใหญ่ในจังหวัดจันทบุรีได้รับผลกระทบมากทำให้จำนวนต้นต่อไร่ที่ให้ผลผลิตได้ลดลง

นายสุชัย กิตตินันทะศิลป์ ผู้อำนวยการ สศท.6 กล่าวว่า ขณะนี้ ทุเรียนออกดอกแล้วประมาณร้อยละ 60 ผลผลิตที่ติดผลในช่วงแรกเป็นทุเรียนพันธุ์เบาและทุเรียนที่ใช้สารกระตุ้นการออกดอก โดยจะเป็นพันธุ์กระดุมและหมอนทองบางส่วน เงาะออกดอกแล้วประมาณร้อยละ 2 มังคุดร้อยละ 3 ลองกองยังไม่ออกดอก