ผุด‘ขี้ยางเพียงก้อนย้อนสู่สังคม’ สหกรณ์ชัยภูมิรวมพลังสมาชิกคืนประโยชน์ชุมชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/323990

x

ผุด‘ขี้ยางเพียงก้อนย้อนสู่สังคม’ สหกรณ์ชัยภูมิรวมพลังสมาชิกคืนประโยชน์ชุมชน

วันศุกร์ ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายสมศักดิ์ สุภาจรูญ สหกรณ์จังหวัดชัยภูมิ เปิดเผยว่า สำนักงานสหกรณ์จังหวัดชัยภูมิ ได้ร่วมกับเครือข่ายการผลิตและการตลาดยางพาราในจังหวัดชัยภูมิ สำนักงานการยางแห่งประเทศไทย สาขาชัยภูมิ ดำเนินโครงการ “ขี้ยางเพียงก้อนย้อนสู่สังคม” ซึ่งเป็นโครงการดีๆ ที่ภาคสหกรณ์ผู้ผลิตยางพารา และภาคส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันดำเนินการเพื่อคืนประโยชน์สู่สังคม ตามหลักการสหกรณ์ ในการการเอื้ออาทรต่อชุมชน การมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจของสมาชิก โดยโครงการ “ขี้ยางเพียงก้อนย้อนสู่สังคม” มีวัตถุประสงค์เพื่อขอรับบริจาคขี้ยางก้อนถ้วยจากสมาชิกสหกรณ์ ในวันที่มีการรวบรวมยาง แล้วนำขี้ยางก้อนถ้วยดังกล่าวไปจำหน่าย โดยรายได้จากการขายจะนำไปสะสมไว้ในกองทุนของโครงการ เพื่อใช้ในกิจกรรมสาธารณประโยชน์ในชุมชน อาทิ กิจกรรมการดูแลสิ่งแวดล้อม ซึ่งประโยชน์จะกลับมาสู้ตัวสมาชิกสหกรณ์เอง และยังส่งผลให้คุณภาพชีวิตทางสังคมของสมาชิกสหกรณ์ดีขึ้น โดยได้เริ่มดำเนินโครงการตั้งแต่วันที่ 15 พฤศจิกายน 2560 ซึ่งมีสหกรณ์ที่เข้าร่วมโครงการ 6 แห่ง 1 กลุ่มเกษตรกร ดังนี้ 1.สหกรณ์การเกษตรโครงการทุ่งลุยลาย จำกัด 2.สหกรณ์กองทุนสวนยางพาราเกษตรสมบูรณ์ จำกัด 3.สหกรณ์กองทุนสวนยางพาราชัยภูมิ จำกัด 4.สหกรณ์กองทุนสวนยางพาราลำปะทาว จำกัด 5.สหกรณ์กองทุนสวนยางท่าหินโงม จำกัด 6.สหกรณ์กองทุนสวนยางชัยมงคลเทพสถิต จำกัด 7.กลุ่มเกษตรกรชาวสวนยาง สกย.บ้านโคกสง่า โดยเริ่มโครงการที่สหกรณ์การเกษตรโครงการทุ่งลุยลาย จำกัด เป็นที่แรก มีสมาชิกร่วมบริจาค จำนวน 121 ราย ปริมาณที่รวบรวมขี้ยางก้อนถ้วยได้ 75 กิโลกรัม ราคาขาย 17.90 บาท ได้รับเงินเข้าร่วมโครงการ จำนวน 1,163 บาท เพื่อนำเข้าโครงการฯ ตามวัตถุประสงค์ต่อไป

ด้าน นายกัณวีย์ บุญญพันธุ์ ผู้อำนวยการศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ที่ 5 จังหวัดนครราชสีมากล่าวเพิ่มเติมว่า กรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญในบทบาทของสหกรณ์ต่อชุมชน เพื่อที่จะสร้างความกินดี อยู่ดี มีสันติสุขในสังคม ตามหลักการ อุดมการณ์ วิธีการสหกรณ์ รวมถึงน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ ดังเช่นในโครงการนี้ นอกจากผลิตแล้วเอามาขายเพื่อใช้เป็นค่าใช้จ่ายในดำรงชีวิตในครอบครัว ยังได้มีการแบ่งปันเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมอีกด้วย

รายงานพิเศษ : ‘16มีนาคม’ร่วมรำลึกวันสถาปนากรมการข้าว หน่วยงานต้นน้ำกำหนดอนาคตภาคการผลิตข้าวไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/323991

รายงานพิเศษ : ‘16มีนาคม’ร่วมรำลึกวันสถาปนากรมการข้าว  หน่วยงานต้นน้ำกำหนดอนาคตภาคการผลิตข้าวไทย

รายงานพิเศษ : ‘16มีนาคม’ร่วมรำลึกวันสถาปนากรมการข้าว หน่วยงานต้นน้ำกำหนดอนาคตภาคการผลิตข้าวไทย

วันศุกร์ ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ผ่านมาแล้ว 12 ปี สำหรับการจัดตั้งกรมการข้าว หน่วยงานภายในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ได้รับการสถาปนาให้เป็นองค์กรภาครัฐอีกหน่วยงานหนึ่ง เมื่อวันที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2549 เพื่อให้เป็นหน่วยงานที่มีบทบาทสำคัญในการค้นคว้าวิจัยปรับปรุงพันธุ์ข้าว เทคโนโลยีการผลิตข้าว และส่งเสริมการผลิตข้าวทั้งระบบสู่ชาวนาทั่วประเทศ ถือเป็นต้นน้ำที่มีความหมายอย่างยิ่งใหญ่ในการกำหนดอนาคตของข้าวไทย

ภารกิจของหน่วยงานกรมการข้าวนี้ ครอบคลุมตั้งแต่การวิเคราะห์ เสนอแนะ การจัดทำยุทธศาสตร์ด้านการผลิตข้าวของประเทศ การศึกษาวิจัยพัฒนาพันธุ์ การนำเทคโนโลยีทันสมัยมาใช้
ในการพัฒนาการผลิตและการแปรรูปข้าวให้เป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ การอนุรักษ์พันธุกรรมข้าว การผลิตและการกระจายเมล็ดพันธุ์ข้าว การส่งเสริมสนับสนุนการจัดการสินค้าข้าว การตรวจสอบและรับรองมาตรฐานข้าว การสร้างมูลค่าเพิ่ม การแปรรูปและพัฒนาผลิตภัณฑ์ การเผยแพร่องค์ความรู้เรื่องข้าวแก่ชาวนาและผู้ประกอบการค้าข้าว รวมทั้งการอนุรักษ์และส่งเสริมวัฒนธรรมภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านข้าว และการร่วมมือกับต่างประเทศ โดยทุกภารกิจล้วนสนองนโยบายภาครัฐและมุ่งหวังให้ภาคการผลิตข้าวของประเทศถูกยกระดับขึ้น ขณะเดียวกันชาวนาได้รับการดูแลอย่างทั่วถึง มีรายได้มั่นคง และเกิดความยั่งยืนในอาชีพ

การขับเคลื่อนงานกรมการข้าวต่อจากนี้ไปนั้น นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ อธิบดีกรมการข้าว ผู้นำคนปัจจุบัน กล่าวว่า กรมการข้าวยึดหลักการดำเนินงานการขับเคลื่อนตามนโยบายสำคัญปี 2561 ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ปัจจุบันนี้มีนายกฤษฎา บุญราช เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยเป็นนโยบายที่สานต่อจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ท่านก่อน โดยมีนโยบายสำคัญคือ แผนการขับเคลื่อน Smart Agricultural Curve ปี 2561 ที่กำหนดให้เป็นปีแห่งการพัฒนาคน และยกระดับการบริหารจัดการ ซึ่งกรมการข้าวมีแผนขับเคลื่อนเรื่องนี้ ได้แก่ แผนการผลิตข้าวครบวงจร ทั้งนี้ขับเคลื่อนงานตามแนวทางการปฏิบัติงานของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยึดหลัก 3 ต. (ต่อ เติม แต่ง) ให้เกิดความใกล้ชิดกับประชาชน มีบุคลากรพื้นที่อยู่หน้างาน การทำงานอยู่ในกรอบแนวทางการพัฒนาการเกษตรไปสู่ความยั่งยืน และเกิดการพัฒนาฐานข้อมูล

การดำเนินงานด้านข้าวของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีนายลักษณ์ วจนานวัชรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นผู้คุมทัพเน้นการทำงานสนองนโยบายรัฐบาลในเรื่องราคาข้าว การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของข้าว การนำองค์ความรู้ด้านการเกษตร ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมต่างๆ เข้ามาช่วยในการทำการเกษตรสมัยใหม่ การรวมกลุ่มของชาวนาเป็นกลุ่มเกษตรกรหรือสหกรณ์ การเผยแพร่ข้อมูลองค์ความรู้เรื่องการตลาด และการสนับสนุนปัจจัยพื้นฐานที่เอื้ออำนวยต่อการผลิตภาคการเกษตรให้เพียงพอและมีความสมบูรณ์มากขึ้น ขณะที่การขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านข้าวของกรมการข้าวมุ่งที่โครงการสำคัญต่างๆ อาทิ โครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ (นาแปลงใหญ่) โครงการส่งเสริมการผลิตข้าวอินทรีย์ โครงการเชื่อมโยงตลาดข้าวอินทรีย์และข้าว GAP ครบวงจร โครงการส่งเสริมระบบการเกษตรแบบแม่นยำสูง โครงการส่งเสริมการผลิตข้าวหอมมะลิคุณภาพชั้นเลิศ โครงการส่งเสริมการผลิตและการตลาดข้าวพันธุ์ กข43 เพื่อสุขภาพแบบครบวงจร

ในวาระเวียนมาบรรจบครบรอบปีที่ 12 ของกรมการข้าวนี้ กรมการข้าวได้จัดงานวันสถาปนากรมการข้าว เนื่องในโอกาสครบรอบ 12 ปี เพื่อให้ทุกภาคส่วนได้ร่วมรำลึกถึงวันสถาปนากรมการข้าว พร้อมทั้งได้มีโอกาสเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ผลงานด้านการวิจัยและพัฒนาที่เกี่ยวข้องด้านข้าวในรอบ 12 ปี และสร้างขวัญกำลังใจให้แก่บุคลากรของกรมการข้าว เครือข่ายชาวนา รวมถึงองค์กรภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง โดยกำหนดจัดงานระหว่างวันที่ 14-16 มีนาคม 2561 มีรายละเอียดดังนี้

วันที่ 14 มีนาคม 2561 พิธีเปิดการประชุมวิชาการประจำปี 2561 “ยกระดับข้าวไทยด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี” โดยนายลักษณ์ วจนานวัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ณ โรงแรมมารวยการ์เด้น การประชุมวิชาการนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 14-15 มีนาคม 2561 มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอผลงานวิชาการ นวัตกรรม และเทคโนโลยีด้านข้าวของกรมการข้าว สู่การนำไปใช้ประโยชน์ ตลอดจนเป็นการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างนักวิชาการและผู้เกี่ยวข้อง

วันที่ 16 มีนาคม 2561 ซึ่งเป็นวันสถาปนากรมการข้าวเริ่มจากภาคเช้าเวลา 07.00 น. ถวายภัตตาหารเช้าแด่พระสงฆ์ จำนวน 9 รูป พิธีบวงสรวงแม่โพสพ พิธีไหว้ศาลพระภูมิ พิธีไหว้เจ้าที่ และพิธีสงฆ์ จากนั้นเวลาประมาณ 08.30 น. เป็นต้นไป เป็นพิธีร่วมแสดงความยินดีจากหน่วยงานต่างๆ โดยกำหนดรับบริจาคเงินสมทบทุนศิริราชมูลนิธิเพื่อก่อสร้าง “อาคารนวมินทรบพิตร 84 พรรษา” แทนการรับดอกไม้ และมอบของที่ระลึกให้แขกผู้มีเกียรติที่มาร่วมงาน จากนั้นเป็นพิธีมอบโล่รางวัลหน่วยงานดีเด่นของกรมการข้าวและบุคลากรดีเด่นของกรมการข้าว “คนดีศรีข้าว” และพิธีรับมอบเครื่องราชอิสริยาภรณ์

อนันต์ สุวรรณรัตน์

ต่างชาติติดใจมะม่วงกาฬสินธุ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/323989

x

ต่างชาติติดใจมะม่วงกาฬสินธุ์

วันศุกร์ ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 4 (สศท.4) ได้ติดตามสินค้าเกษตรทางเลือกของ จ.กาฬสินธุ์ พบว่า มีศักยภาพในการผลิตมะม่วงหลายสายพันธุ์เพื่อเป็นพืชทางเลือก เช่น มะม่วงน้ำดอกไม้ และมหาชนก ซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาดต่างประเทศ ได้แก่ ญี่ปุ่น เกาหลี จีน และประเทศแถบยุโรป

ปัจจุบัน จังหวัดกาฬสินธุ์ มีพื้นที่เพาะปลูกมะม่วง ได้แก่ อำเภอหนองกุงศรี ห้วยเม็ก ท่าคันโท ร่องคำ ยางตลาด และกมลาไสย จำนวน 2,532 ไร่ พื้นที่ให้ผลผลิต 1,728 ไร่ ผลผลิตรวม 4,463 ตัน มูลค่า 69.94 ล้านบาท มะม่วงที่ได้คุณภาพตามมาตรฐานจะถูกส่งไปขายต่างประเทศ ได้แก่ ประเทศญี่ปุ่น จีน และเกาหลี โดยมีบริษัทเอกชนรับซื้อมะม่วงจากเกษตรกรในปริมาณไม่จำกัด

ด้าน นายฉัตรชัย เต้าทอง ผู้อำนวยการ สศท.4 กล่าวเพิ่มเติมว่า จากการติดตามตัวอย่างวิสาหกิจชุมชนกลุ่มผลิตมะม่วงส่งออก ตำบลสำราญ ณ เลขที่ 215 หมู่ที่ 9 ตำบลสำราญ อำเภอสามชัย จังหวัดกาฬสินธุ์ โดยมี นางสุดจรัส พันกุล เป็นประธาน มีการผลิตมะม่วงคุณภาพส่งออกไปหลายประเทศ โดยปัจจุบันมีสมาชิกประมาณ 147 ราย พื้นที่เพาะปลูกมะม่วงประมาณ 1,700 ไร่ มะม่วงที่ปลูกมีหลายสายพันธุ์ด้วยกัน อาทิ มะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง น้ำดอกไม้เบอร์ 4 เขียวเสวยและโชคอนันต์ แต่พันธุ์ที่เป็นที่นิยมสำหรับประเทศส่งออกจะเป็นมะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง ซึ่งเป็นที่นิยมและเป็นที่ติดใจในตลาดต่างประเทศ

แตกใบอ่อน : คดี‘เสือดำ’แค่จับตาคงไม่พอ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/323774

807934531

แตกใบอ่อน : คดี‘เสือดำ’แค่จับตาคงไม่พอ

วันพฤหัสบดี ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

“มวยล้มต้มคนดู”

ผมค่อนข้างเชื่อว่าคนไทยส่วนใหญ่คงคิดเหมือนกันกับผม คือ ไม่รู้สึกแปลกใจอะไรเลยกับผลสำรวจความคิดเห็น “กรุงเทพโพลล์” มหาวิทยาลัยกรุงเทพ เรื่อง “ความเห็นของประชาชนต่อกระบวนการยุติธรรมในการเอาผิดผู้กระทำความผิด” ที่เผยแพร่เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งระบุว่า ประชาชนส่วนใหญ่ถึง 64.2% เห็นว่ากระบวนการยุติธรรมจะไม่สามารถเอาผิดผู้กระทำผิดในคดี“ล่าสัตว์ป่า” ของ นายเปรมชัย กรรณสูต ประธานบริหารบริษัท อิตาเลียนไทยดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) กับพวก มาลงโทษได้

โดยกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เชื่อว่า กระบวนการยุติธรรมของเรายังมีช่องโหว่และมีถึง 71.7% ที่แทบไม่มีความเชื่อมั่นต่อกระบวนการยุติธรรมว่าจะสามารถเอาคนผิดมาดำเนินคดีได้ หรือพูดง่ายๆ ก็ต้องบอกว่าในสายตาของคนจำนวนไม่น้อย กำลังมองว่ากระบวนการยุติธรรมของเราแทบจะเป็นกระบวนการที่ “ไร้น้ำยา” ในการลากคอผู้กระทำความผิดมาลงโทษ

ยิ่งผู้ต้องหาเป็นเศรษฐี คนมีสตางค์ ยิ่งไม่ต้องพูดถึง

เพราะคนไทยมักจะต้องเจอกับบทเรียนซ้ำซากในเรื่องนี้ ซึ่งไม่ต้องไปดูไหนไกล แค่กรณีทักษิณ ยิ่งลักษณ์ และ บอส-อยู่วิทยา คนไทยก็เต็มกลืนเข้าไปแล้ว

ขณะที่คดีของ “เจ้าสัวเปรมชัย”ตั้งแต่ถูกจับกุมตัวตั้งแต่ช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา จนป่านนี้ทะลุเข้าเดือนมีนาคมแล้ว ยังแทบไม่มีอะไรคืบหน้า ทั้งที่เจอหลักฐานทั้งซากสัตว์ป่า เสือดำ ไก่ฟ้าหลังเทา เก้ง อาวุธปืน และเครื่องกระสุนอีกเป็นจำนวนมาก

นอกจากนี้พอตามไปค้นที่บ้านยังเจอปืนยาว-ปืนไรเฟิลอีกกว่า 40 กระบอก กระสุนอีกนับพันนัด ยังไม่นับรวมกับงาช้าง 2 คู่ ที่จนป่านนี้ยังไม่รู้ว่าเป็นงาช้างไทยหรือต่างชาติ

1 เดือนผ่านไปแทบไม่มีอะไรในกอไผ่สำหรับการทำงานของตำรวจ

ร้ายไปกว่านั้นกลุ่มผู้ถูกกล่าวหายังทำท่าจะหลุดไปทีละคดี ตั้งแต่คดีทารุณกรรมสัตว์ ไปจนถึงคดีติดสินบนเจ้าหน้าที่

และที่แสบยิ่งกว่า ยังมีการสั่งการให้พนักงานสอบสวนไปพิจารณาว่า เจ้าหน้าที่ที่ร้องทุกข์กล่าวโทษนายเปรมชัย เข้าข่ายมีเจตนากลั่นแกล้ง หรือแจ้งความเท็จหรือไม่

สบายล่ะประเทศไทย!

นี่เรายังไม่ได้พูดถึงพฤติกรรมของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่มีการเรียกเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า มาสอบปากคำซ้ำแล้วซ้ำเล่าประดุจเป็นผู้ต้องหาเสียเอง ขณะที่กลุ่มผู้ต้องหากลับโดนสอบกันแค่รอบเดียวเท่านั้น คือ หลังถูกจับกุม ซึ่งป่านนี้ก็ไม่รู้ไปนั่งสบายใจเฉิบอยู่ที่ไหนกันหมดแล้ว

ท้ายนี้ขออนุญาตนำข้อเขียนของ“อ.หม่อง” นพ.รังสฤษฎ์ กาญจนะวณิชย์อาจารย์แพทย์โรคหัวใจ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และเป็นนักอนุรักษ์ที่ได้รับการยอมรับนับถือจากหลายภาคส่วน ซึ่งอาจารย์ได้เขียนถึงคดี “เสือดำ” เอาไว้ว่า “หากสังคมเราปล่อยให้ผู้ต้องหาคดีนี้ลอยนวลได้จะส่งผลกระทบ ฉุดยั้งให้สังคมไทยเราถดถอย ไม่มีโอกาสเป็นอารยประเทศกับชาวโลกได้เลยจะสร้างจิตวิทยา สิ้นหวัง ให้คนในชาติ ที่เคยอยากเห็นสิ่งดีๆ เกิดขึ้นบนแผ่นดินนี้ ล้มเลิกความพยายาม และหันมาเอาตัวรอดไปวันๆ ตอกย้ำให้เด็กรุ่นใหม่เชื่อว่า ความดี ความถูกต้อง การเคารพกฎกติการ่วมกัน ไม่มีความหมาย ไม่มีคุณค่าใดๆ เพื่อความอยู่รอดในสังคมไทย เราทุกคนต้องแสวงหาความร่ำรวย และ connection เท่านั้น”

และนี่จึงเป็นเหตุผลว่า ถ้าไม่อยากให้เรื่องนี้กลายเป็นแค่ “มวยล้มต้มคนดู” ก็จำเป็นแล้วล่ะครับที่เราทุกคนสมควรต้องทำอะไรที่มากกว่าการ “จับตา”

มะลิลา

คลอดหลักสูตรกลางโคนมแห่งชาติ พัฒนาศักยภาพเกษตรกร-อุตสาหกรรมนมไทยสู่ระดับสากล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/323782

คลอดหลักสูตรกลางโคนมแห่งชาติ พัฒนาศักยภาพเกษตรกร-อุตสาหกรรมนมไทยสู่ระดับสากล

คลอดหลักสูตรกลางโคนมแห่งชาติ พัฒนาศักยภาพเกษตรกร-อุตสาหกรรมนมไทยสู่ระดับสากล

วันพฤหัสบดี ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ดร.โอฬาร โชว์วิวัฒนา ผู้อำนวยการฝ่ายองค์กรสัมพันธ์ บริษัท ฟรีสแลนด์คัมพิน่า(ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์นมโฟร์โมสต์ เปิดเผยว่า บริษัทร่วมกับ องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พัฒนา “หลักสูตรพัฒนาคุณภาพโคนมแห่งชาติ” เพื่อพัฒนาเป็นหลักสูตรกลางในการส่งเสริมพัฒนาศักยภาพ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับเกษตรกรโคนมและผลิตภัณฑ์นมไทยกับต่างประเทศ และยกระดับการผลิตน้ำนมโคและอุตสาหกรรมโคนมให้ได้มาตรฐานสากล เตรียมความพร้อมเพื่อรับการเปิดการค้าเสรีในปีพ.ศ. 2568 ซึ่งถือเป็นอีกก้าวที่สำคัญในการพัฒนาศักยภาพเกษตรกรโคนมไทยและผู้ประกอบธุรกิจในอุตสาหกรรมนม

“องค์ความรู้ที่หยิบยกมาบูรณาการในหลักสูตรฯ คือ หลักการอบรม 7 แนวทางสำคัญ (7 Diamonds) ประกอบด้วย การจัดการอาหารและน้ำ การเลี้ยงลูกโค การรีดนม ความสมบูรณ์พันธุ์ การดูแลกีบ การออกแบบโรงเรือน และการบันทึกข้อมูล ซึ่งถือเป็นองค์ความรู้สำคัญของฟรีสแลนด์คัมพิน่าที่เน้นเรื่องการพัฒนาฟาร์มโคนมเพื่อความยั่งยืน (Sustainable dairy farming and business operations) ส่งเสริมและผลักดันให้เกษตรกรโคนมไทยให้ความสำคัญเรื่องคุณภาพการบริหารจัดการฟาร์มและคุณภาพน้ำนมดิบโดยหลังจากนี้เราจะเริ่มนำหลักสูตรพัฒนาคุณภาพโคนมแห่งชาติไปใช้อบรมเกษตรกรโคนมในเครือข่ายของโฟร์โมสต์ ซึ่งบริษัทคาดว่าจะสามารถผลักดันและเสริมศักยภาพให้เกษตรกรโคนมในเครือข่ายสามารถเพิ่มปริมาณและคุณภาพการผลิตน้ำนมได้ตามมาตรฐานที่ตั้งไว้” ดร.โอฬาร กล่าว

ดร.ณรงค์ฤทธิ์ วงศ์สุวรรณ ผู้อำนวยการ อ.ส.ค. กล่าวว่าการส่งเสริมการเลี้ยงโคนมให้เป็นอาชีพที่มั่นคงและยั่งยืนของเกษตรกรไทยและมุ่งสร้างแหล่งความรู้ด้านกิจการโคนมและอุตสาหกรรมนมอย่างครบวงจรให้แก่เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมทั่วประเทศไทย ถือเป็นพันธกิจหลักของ อ.ส.ค. โดยล่าสุด อ.ส.ค. ได้จัดทำแผนแม่บทส่งเสริมการเลี้ยงโคนม 4.0 รองรับยุทธศาสตร์พัฒนาโคนมและผลิตภัณฑ์นม พ.ศ. 2560-2569 ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เพื่อเป็นแนวทางขับเคลื่อนพัฒนายกระดับประสิทธิภาพการผลิตน้ำนมดิบให้ได้มาตรฐาน พร้อมวิจัย พัฒนาและเผยแพร่องค์ความรู้การเลี้ยงโคนมให้กับเกษตรกร ขณะเดียวกันยังมุ่งพัฒนาเจ้าหน้าที่ส่งเสริมให้เป็นมืออาชีพ ตลอดจนส่งเสริมเกษตรกรสมาชิกให้มีความมั่นคงและเติบโตในอาชีพการเลี้ยงโคนม ด้วยเหตุนี้การที่หลักสูตรพัฒนาคุณภาพโคนมแห่งชาติเสร็จสมบูรณ์จึงเป็นเสมือนจุดเริ่มต้นในการผลักดันให้เกษตรกรโคนมไทยตื่นตัวกับการพัฒนาศักยภาพของตนเองในฐานะการเป็นหนึ่งในกลไกในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมนมไทยสู่ระดับสากล

ผศ.ดร.สุดเขตต์ นาคะเสถียร คณบดี คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า สำหรับจุดเด่นของหลักสูตรพัฒนาคุณภาพโคนมแห่งชาติคือ ความสมบูรณ์ของเนื้อหาที่มาจากการบูรณาการองค์ความรู้ในด้านต่างๆ โดยเป็นหลักสูตรที่ปรับให้เหมาะสมกับการทำเกษตรโคนมประเทศไทยโดยสามารถประยุกต์ใช้ได้ทั้งเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมปัจจุบันและเกษตรกรผู้เลี้ยงรายใหม่เพื่อสร้างมาตรฐานในการเลี้ยงโคนมที่มีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังช่วยเพิ่มพูนความรู้ให้แก่เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเลี้ยงโคนมในการให้คำแนะนำอย่างมีประสิทธิภาพแก่เกษตรโคนมต่อไป โดยเนื้อหาในหลักสูตรจะแบ่งออกเป็น 9 หัวข้อใหญ่ ประกอบด้วย1.การให้อาหารและโภชนศาสตร์เพื่อผลิตโคนม 2.น้ำนมและการควบคุมคุณภาพน้ำนมในฟาร์ม 3.การควบคุมสุขภาพฝูงโคนม 4.โปรแกรมสารสนเทศ 5.การประเมินประสิทธิภาพการจัดการฟาร์มโคนม 6.หลักปฏิบัติที่ดีสำหรับการทำฟาร์มโคนม 7.การขนส่งน้ำนมและการควบคุมคุณภาพที่ศูนย์รับนม 8.การคัดเลือกโคนมและการเลือกใช้น้ำเชื้อพ่อพันธุ์ และ 9.การจัดการฟาร์ม

เข้มสกัดขโมยกรีดยางสวนภาครัฐ กยท.ขู่โทษหนักทั้งวินัยและอาญา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/323775

x

เข้มสกัดขโมยกรีดยางสวนภาครัฐ กยท.ขู่โทษหนักทั้งวินัยและอาญา

วันพฤหัสบดี ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดเผยว่า โครงการหยุดการกรีดยางในพื้นที่สวนยางของหน่วยงานภาครัฐที่กำลังดำเนินการอยู่นั้น เป็นส่วนหนึ่งของโครงการควบคุมปริมาณผลผลิตภายใต้มาตรการการรักษาเสถียรภาพราคายางที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์นำมาใช้เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางควบคู่ไปกับมาตรการต่างๆโดยได้ดำเนินการมาตั้งแต่เดือนม.ค.-มี.ค. 2561 ซึ่งขณะนี้ได้ให้มีการตรวจสอบว่ามีการขโมยกรีดยางในสวนยางของภาครัฐหรือไม่ หากมีการตรวจสอบพบว่า มีลูกจ้าง กยท.รายใดกรีดยางจะมีความผิด ต้องถูกลงโทษทั้งทางวินัยและอาญาฐานลักทรัพย์นายจ้างด้วย

สำหรับกรณีที่กระทรวงเกษตรฯมีแนวคิดขยายโครงการหยุดกรีดยางเพิ่มเติมจากสวนยางของหน่วยงานภาครัฐ ไปสู่สวนยางของเกษตรกรทั่วไปที่มีเอกสารสิทธิถูกต้อง จำนวน 2 ล้านไร่ เป็นระยะเวลา3 เดือน คือ ตั้งแต่ พ.ค.-ก.ค.2561 เพื่อให้ปริมาณผลผลิตในตลาดลดลง ซึ่งจะส่งผลให้ราคายางเพิ่มสูงขึ้นตามกลไกตลาดนั้นยังมิได้เป็นมาตรการที่จะดำเนินการทันทีอย่างที่มีความเข้าใจคลาดเคลื่อนกันอยู่ เพราะกระทรวงเกษตรฯ ยังคงมีมาตรการอื่นๆ ในการผลักดันให้สถานการณ์ของยางพาราไปในทิศทางที่ดีขึ้น อีกหลายมาตรการ เช่น โครงการสนับสนุนสินเชื่อเงินทุนหมุนเวียนแก่ผู้ประกอบกิจการยาง (ยางแห้ง) วงเงิน 20,000 ล้านบาท โครงการสนับสนุนสินเชื่อผู้ประกอบการผลิตผลิตภัณฑ์ยาง วงเงิน 15,000 ล้านบาท เป็นต้น

“ขอย้ำว่าการขยายโครงการหยุดการกรีดยางดังกล่าว ยังคงเป็นเพียงแนวคิดเพื่อนำเสนอให้สาธารณชนไม่ว่าจะเป็น ภาครัฐภาคเกษตรกร และสถาบันเกษตรกร รวมไปถึงผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับยางพาราได้หารือระดมความคิดร่วมกัน ซึ่งจะนำมาวิเคราะห์ความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของมาตรการหยุดกรีดนี้ ว่าจะเกิดผลดีผลเสียเช่นไรต่อสถานการณ์ยางพาราในประเทศไทย รวมทั้งควรมีขั้นตอนการปฏิบัติอย่างไรในการชะลอหรือหยุดกรีดยางเพื่อให้มีประสิทธิภาพโดยไม่เสียงบประมาณโดยเปล่าประโยชน์” นายธีธัช กล่าว

สหกรณ์ใต้น้อมนำศาสตร์พระราชา ส่งเสริมสมาชิกนำไปประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/323781

x

สหกรณ์ใต้น้อมนำศาสตร์พระราชา ส่งเสริมสมาชิกนำไปประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิต

วันพฤหัสบดี ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายประยูร อินสกุล รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า ระหว่างวันที่ 21-22 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมาได้ลงพื้นที่ภาคใต้ตอนล่างพร้อมด้วยนายอมรศักดิ์ พันธุรักษ์ ผู้ตรวจราชการกรมส่งเสริมสหกรณ์ เขตตรวจราชการที่ 6,7 เพื่อติดตามการดำเนินงานของสหกรณ์ในพื้นที่จังหวัดกระบี่ และพัทลุง ประกอบด้วย สหกรณ์ออมทรัพย์ษะกอฟะฮอิสลาม จํากัดสหกรณ์เรือหางยาวบริการตำบลอ่าวนาง จำกัด สหกรณ์การเกษตรเมืองพัทลุง จำกัด และสหกรณ์การเกษตรปากพะยูน จำกัด สาขาป่าบอน โดยได้ให้คำแนะนำสหกรณ์ต่างๆ ให้เน้นยกระดับการประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างการรับรู้และเข้าถึงให้เพิ่มขึ้นทั้งในและต่างประเทศ โดยนำเทคโนโลยีเข้ามาปรับใช้ และให้เชื่อมโยงกับหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน พร้อมทั้งให้ข้อมูลด้านนโยบายของรัฐบาลที่เข้าถึงสหกรณ์ อาทิ โครงการไทยนิยมยั่งยืน การส่งเสริมอาชีพแก่สมาชิก และการน้อมนำศาสตร์พระราชามาประยุกต์ใช้กับสหกรณ์ ทั้งนี้ เพื่อสร้างการรับรู้ เข้าใจ และเตรียมความพร้อมในการขับเคลื่อนสหกรณ์ให้บรรลุตามวัตถุประสงค์เพื่อประโยชน์สูงสุดต่อสมาชิกและสหกรณ์

นอกจากนี้ ยังได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมบ้านสมาชิกของสหกรณ์การเกษตรเมืองพัทลุง จำกัด ที่กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้ให้การส่งเสริมน้อมนำศาสตร์พระราชามาปรับใช้กับวิถีการสหกรณ์ในการดำเนินชีวิต เนื่องจากพบว่าส่วนใหญ่มีอาชีพทำสวนยางพาราเป็นหลัก แต่ที่ผ่านมาต่างประสบปัญหาราคายางตกต่ำ กรมส่งเสริมสหกรณ์ โดยสำนักงานสหกรณ์จังหวัดพัทลุง จึงแนะนำให้สมาชิกรวมตัวกันใช้พื้นที่ในส่วนที่เหลือของตนปลูกพลู เพราะในปัจจุบันจัดว่าเป็นพืชเศรษฐกิจและกำลังเป็นที่ต้องการของตลาด สามารถจำหน่ายได้ทั้งใบและต้นกล้าพันธุ์ ราคาจำหน่ายใบพลู กิโลกรัมละ 280 บาท และต้นกล้า ต้นละ 70 บาท โดยส่งจำหน่ายทั้งในและต่างประเทศ สามารถสร้างรายได้เพิ่มให้แก่ครอบครัวของสมาชิกสหกรณ์ได้เป็นอย่างดี เช่นเดียวกับนางไพวรรณ์ แก้วหนูนวล สมาชิกสหกรณ์การเกษตรปากพะยูน จำกัด สาขาป่าบอนที่ได้น้อมนำศาสตร์พระราชามาปรับใช้กับวิถีการสหกรณ์ในการดำเนินชีวิตจริงได้อย่างเห็นผลเป็นรูปธรรม โดยใช้พื้นที่บริเวณรอบบ้านปลูกผัก เลี้ยงปลา เลี้ยงกบเลี้ยงไก่ และเพาะต้นกล้าหมากเพื่อบริโภคและจำหน่าย สามารถสร้างรายได้เสริมให้กับครอบครัว รวมถึงจัดให้เป็นแหล่งเรียนรู้ให้กับสมาชิกสหกรณ์ฯ เกษตรกรในพื้นที่และประชาชนที่สนใจทั่วไปได้ศึกษาเรียนรู้

อสป.เร่งเครื่องปรับปรุงก่อสร้าง ท่าเทียบเรือ-ตลาดประมงอ่างศิลา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/323776

x

อสป.เร่งเครื่องปรับปรุงก่อสร้าง ท่าเทียบเรือ-ตลาดประมงอ่างศิลา

วันพฤหัสบดี ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ผศ.มานพ กาญจนบุรางกูร ผู้อำนวยการองค์การสะพานปลา (อสป.) เปิดเผยว่า อสป. ได้ดำเนินการปิดท่าเทียบเรือประมงอ่างศิลาเป็นการชั่วคราว เพื่อดำเนินการปรับปรุงซ่อมแซมสะพานปลาเป็นเวลา 330 วัน หลังจากที่มีการก่อสร้างเมื่อปี 2501 และได้ให้บริการขนถ่ายสัตว์น้ำที่ได้จากการทำประมงพื้นบ้านและประมงพาณิชย์ในอ่าวไทยบริเวณ จ.ชลบุรี และใกล้เคียงสร้างรายได้ให้แก่ชุมชนอ่างศิลาและ จ.ชลบุรี ไม่น้อยกว่าปีละ 200 ล้านบาท โดยในช่วงระหว่างปิดทำการนี้ อสป.ได้จัดพื้นที่รองรับผู้ประกอบการไว้ที่ตลาดประมงพื้นบ้านอ่างศิลา ห่างจากสะพานปลาอ่างศิลาออกไป 300 เมตร โดยมีการขยายพื้นที่ เพื่อให้เพียงพอต่อจำนวนพ่อค้า แม่ค้า เพื่อให้ได้รับผลกระทบน้อยที่สุด

ผศ.มานพกล่าวต่ออีกว่า เมื่อการก่อสร้าง ปรับปรุงท่าเทียบเรือและตลาดประมงอ่างศิลาดำเนินการแล้วเสร็จจะช่วยพัฒนาท่าเทียบเรือและตลาดประมงอ่างศิลาให้สามารถรองรับการขนถ่ายสินค้าสัตว์น้ำจากเรือประมงพื้นบ้านและเรือประมงพาณิชย์ที่ทำประมงในอ่าวไทย บริเวณจังหวัดชลบุรีและใกล้เคียงได้ตามมาตรฐานสุขอนามัย ความปลอดภัย เป็นตลาดสินค้าสัตว์น้ำคุณภาพสำหรับประชาชน และเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศที่สำคัญของจังหวัดชลบุรีและใกล้เคียง ภายในปี พ.ศ. 2562 นอกจากนั้นยังเป็นแหล่งรายได้หลักของชาวประมงและผู้ค้าสัตว์น้ำในชุมชนอ่างศิลาและประชาชนในพื้นที่ใกล้เคียง โดยเฉพาะอย่างยิ่งรายได้จากนักท่องเที่ยวที่ก่อให้เกิดการจ้างงานและอาชีพแก่ประชาชนในพื้นที่อีกด้วย

เร่งเพิ่มศักยภาพเขื่อนแม่กวง กรมชลตั้งเป้าเสร็จทันปี’64สร้างความมั่นคงลุ่มน้ำปิง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/323779

x

เร่งเพิ่มศักยภาพเขื่อนแม่กวง กรมชลตั้งเป้าเสร็จทันปี’64สร้างความมั่นคงลุ่มน้ำปิง

วันพฤหัสบดี ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทานอยู่ระหว่างเร่งดำเนินโครงการเพิ่มปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำเขื่อนแม่กวงอุดมธารา จ.เชียงใหม่ ให้แล้วเสร็จตามแผนงานภายในปี 2564 เพื่อสร้างความมั่นคงในเรื่องน้ำ แก้ไขปัญหาขาดแคลนน้ำ ปัญหาน้ำท่วม และปัญหาคุณภาพน้ำในลุ่มน้ำปิงอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

สำหรับความก้าวหน้าในการก่อสร้างนั้น แบ่งการขุดเจาะอุโมงค์ส่งน้ำออกเป็น 2 ช่วงด้วยกันคือ อุโมงค์ส่งน้ำช่วงแม่งัด-แม่กวง และอาคารประกอบ ระยะทาง 22.975 กิโลเมตร ปัจจุบันสามารถขุดได้ระยะทาง 4,713 เมตรคิดเป็นความก้าวหน้า 26.604% ส่วนช่วงที่ 2 คือ อุโมงค์ส่งน้ำช่วงแม่แตง-แม่งัดและอาคารประกอบ ระยะทาง 25.624 กิโลเมตร ปัจจุบันสามารถขุดได้ระยะทาง 647 เมตร คิดเป็นความก้าวหน้า 9.945%

ส่วนการขอใช้พื้นที่ในการดำเนินโครงการดังกล่าวนั้น ในส่วนที่เป็นพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติซึ่งการก่อสร้างอุโมงค์ส่งน้ำทั้ง 2 ช่วง จะใช้พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติรวมกันประมาณ 745 ไร่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อนุมัติเรียบร้อยแล้ว จะเหลือเฉพาะพื้นที่ในเขตอุทยานแห่งชาติศรีลานนา จำนวนประมาณ 229 ไร่ อยู่ระหว่างการเสนอคณะรัฐมนตรีเห็นชอบในหลักการเพิกถอนพื้นที่อุทยานแห่งชาติ

“เมื่อโครงการเพิ่มปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำเขื่อนแม่กวงอุดมธาราแล้วเสร็จ จะสามารถเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนของอ่างเก็บน้ำเขื่อนแม่กวงอุดมธาราเฉลี่ยปีละประมาณ 160 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งจะใช้ในการเกษตร อุปโภค-บริโภค อุตสาหกรรม และรักษาระบบนิเวศ ช่วยเพิ่มเสถียรภาพการส่งน้ำของพื้นที่ชลประทานโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาเขื่อนแม่กวงอุดมธารา จำนวน 175,000 ไร่ และเพิ่มพื้นที่เพาะปลูกช่วงฤดูแล้งของโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาแม่แตง จำนวน 14,550 ไร่ ช่วยสนับสนุนน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค การท่องเที่ยว และภาคอุตสาหกรรม ในเขตพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ และลำพูน จากปีละ 13.31 ล้านลูกบาศก์เมตร เป็น 49.99 ล้านลูกบาศก์เมตร” อธิบดีกรมชลประทานกล่าว

‘กฤษฎา’สั่งแก้ไขปํญหาราคายางร่วง ดัน’อปท.’อุ้มโครงการรัฐช่วยเกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/323849

'กฤษฎา'สั่งแก้ไขปํญหาราคายางร่วง ดัน'อปท.'อุ้มโครงการรัฐช่วยเกษตรกร

‘กฤษฎา’สั่งแก้ไขปํญหาราคายางร่วง ดัน’อปท.’อุ้มโครงการรัฐช่วยเกษตรกร

วันพุธ ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 19.51 น.

28 ก.พ. 61 ที่โรงแรมรอยัลริเวอร์ กทม. นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมและบรรยายพิเศษ “โครงการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาราคายางพาราตกต่ำ”  ซึ่งเป็นโครงการที่กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นจัดขึ้น เพื่อซักซ้อมความเข้าใจในแนวทางการดำเนินการแก้ไขปัญหาราคายางพาราตกต่ำ และช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกยางพาราให้มีรายได้เพิ่มขึ้น โดยมีนายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ดร.ธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการยางแห่งประเทศไทย นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท รองผู้ว่าการยางแห่งประเทศไทย ด้านอุตสาหกรรมยางและการผลิตยาง ผู้แทนจากกรมทางหลวง ท้องถิ่นจังหวัด นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด และผู้อำนวยการสำนักการช่าง สังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศ กว่า 200 คน เข้าร่วมประชุม

โดยนายกฤษฎา กล่าวว่า ยางพาราเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศ สามารถทำรายได้เข้าประเทศได้ ปีละหลายแสนล้านบาท แต่ในปัจจุบันพบว่า เกษตรกรผู้ปลูกยางพาราได้รับผลกระทบจากปัญหาราคายางพาราตกต่ำ ทั้งนี้อาจมีสาเหตุหลายประการ อาทิ ผลผลิตยางพาราล้นตลาด อุปสงค์และอุปทานของสินค้า ความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ซึ่งรัฐบาลภายใต้การนำของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เข้าใจและตระหนักถึงปัญหาความเดือดร้อนของเกษตรกรชาวสวนยางพารา จึงได้กำหนดแนวทางและมาตรการในการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกยางพารา เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนจากปัญหาราคายางพาราตกต่ำ

รมว.เกษตรฯ กล่าวว่า ในการจัดประชุมในครั้งนี้ หวังเป็นอย่างยิ่งจะเป็นการกำหนดแนวทาง การระดมความคิดในการขับเคลื่อนนโยบายแก้ไขปัญหาราคายางตกต่ำ โดยมีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินการได้อย่างสัมฤทธิ์ผลต่อไป

“รัฐบาลสนับสนุนให้ส่วนราชการ หน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องสำรวจความต้องการ และพิจารณาจัดทำโครงการหรือกิจกรรมที่มีส่วนผสมของยางพารา เพื่อเป็นการสนับสนุนและช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกยางพาราให้มีรายได้เพิ่มขึ้น ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงมหาดไทย โดยกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นในการดำเนินโครงการหรือกิจกรรมที่มีส่วนผสมของยางพารา เช่น โครงการก่อสร้างหรือซ่อมแซมถนนที่มีส่วนผสมของยางพารา หรือสิ่งก่อสร้างอื่นๆ ที่ใช้ยางพาราจากงบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น” รมว.เกษตรฯ กล่าว

ด้านนายสุทธิพงษ์ กล่าวว่า วันนี้รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ท่านกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมโครงการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาราคายางพาราตกต่ำในวันนี้ สำหรับกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นนั้น ก็ได้ให้ความสำคัญในด้านการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกยางพารา เพื่อแก้ไขปัญหาราคายางพาราตกต่ำ รวมทั้งให้ส่วนราชการ หน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เร่งสำรวจความต้องการและพิจารณาจัดทำโครงการหรือกิจกรรมที่มีส่วนผสมของยางพารา

“กรมฯได้กำหนดเป้าหมายการใช้ยางพารา ประมาณการไว้ที่ 74,000 ตัน โดยการคิดคำนวณจากข้อบัญญัติ เทศบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2561 ข้อมูลเงินสะสมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และแผนพัฒนาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 4 ปี พ.ศ. 2561 – 2564 และกำลังสนับสนุนนโยบายเร่งด่วนนี้ให้เป็นรูปธรรม โดยขอให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจัดทำโครงการก่อสร้าง ปรับปรุงถนนที่มีส่วนผสมของยางพารา หรือสิ่งก่อสร้างอื่นๆ ที่ใช้ยางพาราเป็นลำดับแรกอย่างน้อย 1 โครงการ เพื่อให้การแก้ไขปัญหาราคายางพาราตกต่ำเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล” อธิบดี สถ. กล่าว

อธิบดี สถ. กล่าวว่า สำหรับการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกยางรายย่อย และจากการสรุปผลการรายงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศ ได้รายงานว่า มีการใช้งบประมาณเงินสะสมแล้ว 5,473 ล้านบาท ใช้ยางพาราประมาณ 3,940 ตัน และทางองค์การบริหารส่วนจังหวัด ก็ได้รายงานว่า มีการใช้งบประมาณเงินสะสมแล้ว 44 จังหวัด คิดเป็น 1,872 ล้านบาท ใช้ยางพาราไป 1,173 ตัน มีองค์การบริหารส่วนจังหวัด รายงานว่าอยู่ระหว่างการปรับแผน 15 จังหวัด และมีองค์การบริหารส่วนจังหวัด รายงานว่าไม่มีโครงการที่ใช้ยางพารา 16 จังหวัด

“การดำเนินการที่ผ่านมาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอาจจะยังไม่เข้าใจวิธีการปฏิบัติในการแก้ปัญหายางพาราตกต่ำเท่าที่ควร วันนี้จึงได้จัดประชุมโครงการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาราคายางพาราตกต่ำ เพื่อมอบนโยบายและแนวทางการดำเนินงาน รวมถึงได้เสนอวิธีการปฏิบัติที่ถูกต้องตามระเบียบกฎหมาย จึงได้เชิญหน่วยงานผู้ที่เกี่ยวข้องที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญมาถ่ายทอดองค์ความรู้วิธีปฏิบัติที่ถูกต้อง ให้กับสำนักงานส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นจังหวัดและองค์การบริหารส่วนจังหวัด ที่ถือเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าวในพื้นที่” อธิบดี สถ. กล่าว

ทั้งนี้กรมสถ. ได้เชิญท้องถิ่นจังหวัดทุกจังหวัด นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดทุกจังหวัด และผู้อำนวยการกองช่าง องค์การบริหารส่วนจังหวัดทุกจังหวัด เนื่องจากเห็นว่าองค์การบริหารส่วนจังหวัดที่เป็นหน่วยงานที่สามารถดูแลโครงการได้ครอบคลุมพื้นที่ทั้งจังหวัด รวมทั้งยังมีขีดความสามารถ ศักยภาพในการให้คำแนะนำ และสนับสนุนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบอื่นในจังหวัดเดียวกัน และกรมฯ หวังว่า หลังจากการประชุมในครั้งนี้ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะสามารถกลับไปสนับสนุนการดำเนินงานให้เกิดประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ มีแนวทางปฏิบัติที่ถูกต้องและเป็นไปในแนวทางเดียวกัน สามารถร่วมมือกันแก้ไขปัญหาได้อย่างทั่วถึง และมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น