‘กฤษฏา’จี้อบจ.-อบท.ทั่วประเทศเดินหน้าซื้อยางเกษตรกรทำถนน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/323751

'กฤษฏา'จี้อบจ.-อบท.ทั่วประเทศเดินหน้าซื้อยางเกษตรกรทำถนน

‘กฤษฏา’จี้อบจ.-อบท.ทั่วประเทศเดินหน้าซื้อยางเกษตรกรทำถนน

วันพุธ ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 15.14 น.

“กฤษฏา จี้ อบจ. อบท.ทั่วประเทศเดินหน้าซื้อยางเกษตรกรทำถนน แจงใช้งบได้สองขา เผยกลุ่มเกษตรกร ชงหยุดกรีดยางทั่วประเทศ พร้อมประเทศเพื่อนบ้าน จะดึงราคาขึ้นอย่างมีเสถียรภาพเหมือนกลุ่มโอเปก ดึงราคาน้ำมันโลก”

28 ก.พ.61 นายกฤษฏา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่าได้เชิญประชุมองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) และองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น (อบท.) ทั่วประเทศ เพื่อเร่งรัดมาตรการใช้ยางภายในประเทศ 1.8 แสนตัน โดยขณะนี้ อบจ.บึงกาฬ สงขลา ได้นำร่องนำใช้ยางทำถนนแล้วจะทำให้พื้นที่ต่างๆ เห็นว่าใช้ยางทำถนนทำได้ ซึ่งสามารถใช้งบได้สองกลุ่ม คือ กลุ่มแรกงบสะสมของ อปจ.และงบสำรองจ่าย 25% ส่วนที่ผ่านมาหลายแห่งไม่กล้าดำเนินการเนื่องจากเงื่อนไขในทีโออาร์ไม่ชัดเจน ขณะนี้กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย ได้มีหนังสือเวียนแจ้งไปทุกพื้นที่แล้ว

ในเรื่องสเป็กที่มีส่วนผสมยางพารา ได้กำหนดเรียบร้อยสามารถไปใช้ดำเนินการ รวมทั้งกระทรวงอุตสาหกรรม ได้ออกมาตรฐาน มอก.รองรับสำหรับการซื้อยางจากที่ ครม.เห็นชอบให้ซื้อจากการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) และได้มีมติชัดเจนเพื่อเดินหน้าได้เต็มที่ให้ซื้อจากสถาบันเกษตรกร สหกรณ์ ชุมชนการเกษตร ที่ได้การรับรองจาก กทย.กว่า 800 แห่ง 60 จังหวัด

นายกฤษฏา กล่าวว่า แนวคิดหยุดกรีดยาง 3 ล้านไร่ 3 เดือน ยังมีกลุ่มเกษตรสวนยาง มาเสนอแนวทางใหม่ให้หยุดกรีดยางทั่วประเทศโดยหยุดกรีดวันเว้นวัน เป็นกรีดเดือนละ 15 วัน จากปกติชาวสวนยางจะกรีด เดือนละ 20 วัน ซึ่งวิธีนี้ลดจำนวนยางสู่ตลาดได้แน่นอน ทำให้มีปริมาณยางปีละ 3.5 ล้านตัน จะดันราคาขึ้นไปในระดับมีเสถียรภาพดีกว่าหยุดกรีดยาง 3 เดือนที่ทำให้ราคาขึ้นได้ไม่กี่วัน นอกจากนี้ตนเสนอรัฐบาล ตั้งคณะกรรมการกำหนดราคากลางยางพารา หลังจากที่ได้ประกาศให้ยางเป็นสินค้าควบคุม ต้องมีมาตรการต่อเนื่องเพื่อให้เห็นผลเป็นรูปธรรมในเรื่องราคากลาง แก้ไขปัญหาเกษตรกรขายยางขาดทุน กำลังหารือกับกระทรวงพาณิชย์ถึงวิธีการในข้อกฎหมาย

“มาตรการหยุดกรีดยาง จะได้ข้อสรุปภายใน 15 มี.ค.โดยระมัดระวังไม่เป็นภาระงบประมาณแผ่นดิน การชะลอกรีดยางเหมือนเราฝากน้ำยางไว้กับต้น รวมถึงวันศุกร์ที่ 2 มี.ค. นี้ผมจะหารือกับเอกอัครราชทูต 4 ประเทศ มีมาเลเซีย อินโดนีเซีย เวียดนาม ซึ่งระหว่างนี้กำลังติดต่อประเทศอินเดีย เพราะเริ่มเป็นผู้ส่งออกยาง เพื่อวิเคราะห์แก้ปัญหาสถานการณ์ราคายางพาราร่วมกันหลังจากประเทศไตรภาคียาง มีนโยบายจำกัดการส่งออก 3.5 แสนตัน ที่จะสิ้นสุดเดือน มี.ค.นี้

โดยจะเจรจาร่วมมือหยุดกรีดยาง เพื่อดึงราคาขึ้นเช่นเดียวกับกลุ่มโอเปกจะหยุดกำลังการผลิตเมื่อราคาน้ำมันตก ทั้งนี้ผมไม่สามารถให้ไทมไลน์ได้ว่าราคายางจะขึ้นเท่าไหร่จะกระทบตลาด ซึ่งท่านนายกรัฐมนตรี ไม่อยากให้เอาราคาพืชเกษตรมาหาเสียงกับชาวบ้าน เพราะเป็นวิถีชีวิตเกษตรกร เอามาใช้สร้างผลงานไม่ได้จะทำลายระบบเศรษฐกิจบ้านเราเอง ผมมั่นใจว่ามาตรการที่ออกไปอาจเห็นผลช้า จะเติบโตอย่างมั่นคงและยังไม่เสียงบประเทศไปซื้อแทรกแซงราคาสักบาท” นายกฤษฏา กล่าว

เกษตรฯจ่อชงพาณิชย์ตั้งคกก.ราคายาง หวังป้องกันราคาต่ำเกินทุน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/323748

เกษตรฯจ่อชงพาณิชย์ตั้งคกก.ราคายาง หวังป้องกันราคาต่ำเกินทุน

เกษตรฯจ่อชงพาณิชย์ตั้งคกก.ราคายาง หวังป้องกันราคาต่ำเกินทุน

วันพุธ ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 15.05 น.

เกษตรฯ เตรียมชงพาณิชย์ตั้ง คกก.ราคายาง หวังกำหนดราคารับซื้อและราคาขายยางป้องกันราคาต่ำเกินทุน พร้อมเตรียมหารือประเทศกลุ่มผู้ผลิตยางรายใหญ่ร่วมหารือมาตรการเสริมแข็งราคายาง 2 มีค.นี้

28 ก.พ.61 นายกฤษฏา บุญราช รมว.เกษตรฯ เปิดเผยภายหลังมอบนโยบายการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาราคายางพาราตกต่ำ ซึ่งจัดขึ้นโดยกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย ณ โรงแรมรอยัลริเวอร์ ว่า การประชุมครั้งนี้เป็นการเน้นย้ำและชี้แจงหน่วยงานท้องถิ่น ได้แก่ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด สำนักงานองค์การบริหารส่วนจังหวัด รับทราบแนวทางการแก้ไขปัญหาราคายางพาราตกต่ำโดยเน้นให้เพิ่มสัดส่วนการใช้อย่างในโครงการภาครัฐ ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2560

ซึ่งขณะนี้องค์การบริหารส่วนจังหวัดหลายจังหวัดเริ่มดำเนินการแล้ว เช่น สงขลา และบึงกาฬ ซึ่งที่การประชุมครั้งนี้จะได้มีการแลกเปลี่ยนแนวทางการดำเนินการกับ อบจ.จังหวัดอื่นๆ ด้วย ที่อาจจะยังติดขัดในเรื่องการใช้งบประมาณจาก 2 แหล่ง คือ เงินสะสมของ อบจ.และงบสำรองจ่าย 25% ก็มีการแจ้งเวียนระเบียบปฏิบัติในการใช้ที่ชัดเจนแล้ว รวมถึงคุณสมบัติของยางที่นำมาใช้กระทรวงอุตสาหกรรมได้ออกมาตรฐาน มอก. สำหรับยางแผ่นแล้ว

ซึ่งกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น หรือหน่วยงานอื่นๆ ของรัฐสามารถใช้ยางพาราเป็นส่วนผสมปูพื้น พื้นถนนต่างๆได้ ซึ่งแม้ว่าอาจส่งผลต่อต้นทุนที่สูงขึ้น แต่แลกกับความทนทาน อายุการใช้งานยาวนานขึ้น เกษตรได้รับรายได้โดยชอบด้วยกฎหมาย ขณะเดียวกัน ยังถือโอกาสชี้แจงถึงแหล่งซื้อยางที่ก่อนหน้านี้มีความกังวลว่ามีน้อยและไม่เพียงพอนั้น ได้แจ้งว่าสามารถซื้อได้จากการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) หรือสถาบันเกษตรกรที่ กยท.รับรอง เพื่อที่จะได้อุดหนุนเกษตรกรโดยตรง ซึ่งปัจจุบันมีสถาบันเกษตรกรที่กยท.รับรองกว่า 800 แห่ง กระจายอยู่ กว่า 60 จังหวัดทั่วประเทศ

ทั้งนี้ มาตรการต่างๆ ที่ออกมาขณะนี้ก็เพื่อทำให้ปริมาณความต้องการใช้อย่างทั้งในและนอกประเทศมีความสมดุลกันกับผลผลิตยางในแต่ละปี จากปัจจุบันปริมาณผลผลิตยางในประเทศ 4.5 ล้านตันต่อปี ขณะที่มีการส่งออกที่ประมาณ 3.8 – 4 ล้านตันต่อปี ซึ่งจะต้องลดปริมาณผลผลิตยางลงอีก 1 ล้านตันต่อปี มาอยู่ที่ประมาณ 3.5 ล้านตันต่อปี โดยยังคงเป้าหมายที่จะไม่เพิ่มพื้นที่ปลูกยางพาราเพิ่มขึ้น แต่ขณะเดียวกันก็ไม่มีมาตรการโค่นยาง เพียงแต่ให้ทางเลือกเกษตรกรในการปลูกพืชอื่นทดแทนหรือปลูกเสริม เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น รวมถึงมาตรการลดกรีดยางที่ขณะนี้กำลังพิจารณาแนวทางความเป็นไปได้

โดยมี 2 แนวทางที่จะพิจารณา คือ ลดกรีดยาง 3 ล้านไร่ระยะเวลา 3 เดือน หรือจะลดกรีดยางแบบวันเว้นวันตลอดทั้งปี ซึ่งอยู่ระหว่างการคำนวณตัวเลขผลผลิตยางที่จะออกสู่ตลาดที่ชัดเจน รวมถึงงบประมาณรองรับในระหว่างที่เกษตรกรไม่สามารถกรีดยางได้ ทั้งนี้ มาตรการหยุดกรีดยางนั้นไทยจะไม่ทำเพียงประเทศเดียวแต่จะนำไปหารือกับผู้ผลิตยางรายใหญ่อีก 3 ประเทศ คือ มาเลเซีย อินโดนีเซีย และเวียดนาม ในวันศุกร์ (2 มี.ค.) นี้ รวมถึงประเทศอินเดียซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งประเทศที่เริ่มมียางออกสู่ตลาดโลกมากขึ้นด้วย หากทางอินเดียสนใจก็จะเชิญหารือร่วมกันด้วย

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่กระทรวงเกษตรฯ คิดและดำเนินการยังคงเน้นมาตรการที่จะต้องไม่กระทบกลไกตลาด ระบบเศรษฐกิจ และงบประมาณประเทศ ซึ่งนายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญและเน้นย้ำไม่ให้เอาตัวเลขราคาพืชผลมาใช้หาเสียงหรือสร้างผลงาน แล้วต้องทำอะไรผิดระบบงบประมาณ ทำลายเศรษฐกิจ แต่กระทรวงเกษตรฯ จะดำเนินการอย่างถูกต้อง ให้ชาวสวนยางรวมถึงสินค้าเกษตรอื่นๆ ดำรงอยู่ได้ แม้ว่ามาตรการที่ออกมาจะไม่ส่งผลต่อราคาที่มีการเปลี่ยนแปลงในทันที แต่ราคาจะต้องมีเสถียรภาพ และที่สำคัญอีกมาตรการที่กระทรวงเกษตรฯ จะหารือร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ ในการใช้อำนาจตาม พรบ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ 2542 มาดูกลไกราคายางพาราได้ โดยกระทรวงเกษตรฯ จะเสนอให้ตั้งคณะกรรมการราคายาง ที่มีอำนาจนหน้าที่ดูต้นทุนการผลิตยาง ราคาเหมาะสมรับซื้อ และราคาส่งออก โดยองค์ประกอบของกรรมการประกอบด้วย ภาคราชการ เอกชน และชาวสวนยาง

รมช.เกษตรฯลงพื้นที่จ.สระแก้ว ลุยตรวจ’โครงการโคบาลบูรพา’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/323713

รมช.เกษตรฯลงพื้นที่จ.สระแก้ว  ลุยตรวจ'โครงการโคบาลบูรพา'

รมช.เกษตรฯลงพื้นที่จ.สระแก้ว ลุยตรวจ’โครงการโคบาลบูรพา’

วันพุธ ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 13.58 น.

28 ม.ค.61 เมื่อเวลา 10.00 น. นายลักษณ์ วจนานวัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมคณะฯ ได้เดินทางมาตรวจเยี่ยมความก้าวหน้า โครงการโคบาลบูรพา ของจังหวัดสระแก้ว ที่พื้นที่หมู่ที่ 4 ต.ผ่านศึก อ.อรัญประเทศ  จ.สระแก้ว โดยมีนายสัตวแพทย์ อภัย  สุทธิสังข์ อธิบดีกรมปศุสัตว์, นายพรพจน์  เพ็ญพาส ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว พร้อมเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องร่วมให้การต้อนรับ และนางอัญชนา นุชธิสาร ประธานกลุ่มโคบาลบูรพา ต.ผ่านศึก อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว ได้นำสมาชิกและเกษตรกรชาว ต.ผ่านศึกฯมาร่วมให้การต้อนรับด้วย

ทั้งนี้หลังจาก นายพรพจน์ เพ็ญพาส ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว ได้กล่าวต้อนรับแล้ว นายธเนศ โพธิ์ทอง ปศุสัตว์จังหวัดสระแก้ว ได้กล่าวรายงานความเป็นมาและความคืบหน้าของโครงการโคบาลบูรพา จังหวัดสระแก้ว และนางอัญชนา นุชธิสาร ประธานกลุ่มโคบาลบูรพา ต.ผ่านศึก อ.อรัญประเทศฯ ได้รายงานผลการดำเนินงานของกลุ่มโคบาลบูรพา ต.ผ่านศึก อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว

จากนั้นนายลักษณ์  วจนานวัช รมช.เกษตรฯพร้อมคณะ ได้เยี่ยมคอกวัว คอกแพะ และชมการสาธิตการหมักพืชอาหารสัตว์ พร้อมทั้งได้มอบแผ่นยางปูพื้นคอกวัว ให้กับสมาชิกในโครงการโคบาลบูรพา ของ ต.ผ่านศึก อ.อรัญประเทศฯ

นายลักษณ์  วจนานวัช รมช.เกษตรฯ เผยว่าโครงการ โคบาลบูรพา เป็นโครงการส่งเสริมการเกษตรรูปแบบแปลงใหญ่ เป็นอีกหนึ่งในโครงการที่ตอบโจทย์นโยบายการขับเคลื่อนการดำเนินงานที่สำคัญของรัฐบาล  โดยกระทรวงเกษรและสหกรณ์  มีนโยบายให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์สร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกร  โดยส่งเสริมให้ชาวบ้านเลี้ยงโค-แพะ ในพื้นที่จังหวัดสระแก้ว  ที่เน้นประสานความร่วมมือกับเกษตรและรวมกันเป็นกลุ่มเกษตรกรสร้างความเข้มแข็งร่วมสร้างอาชีพใหม่ที่มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน ซึ่งดำเนินการในพื้นที่ภัยแล้ง จำนวน 3 อำเภอ คือ อ.โคกสูง,อ.วัฒนานคร และ อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว โดยกระทรวงเกษตรฯได้ทำการฝึกอบรมเกษตรกร เพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกัน ทั้งการเตรียมความพร้อม การบริหาร การจัดการฟาร์มที่ดี ทั้งเตรียมพื้นที่ เตรียมคอก เตรียมเสบียงเลี้ยงสัตว์ และแหล่งน้ำเพื่อใช้ในฟาร์มของสมาชิก โดยมี จนท.ที่มีความพร้อมเป็นพี่เลี้ยงในการดำเนินการ ซึ่งโครงการโคบาลบูรพา จ.สระแก้ว มีความก้าวหน้าไปมากแล้ว

ส่องเกษตร : ‘เงินทอน’วัฒนธรรมชั่ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/323556

449007

ส่องเกษตร : ‘เงินทอน’วัฒนธรรมชั่ว

วันพุธ ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 06.00 น.

สัปดาห์ที่แล้วผมเขียนยำใหญ่เรื่อง“ยาง” และเฝ้าติดตามอย่างต่อเนื่องมีพัฒนาการที่ขอรายงานต่อสักเล็กน้อย

เรื่องแรก “ราคายาง” ตรวจสอบล่าสุดเมื่อวันจันทร์ต้นสัปดาห์นี้ พบราคาขยับขึ้นน่าดีใจ เช่น ในท้องถิ่น ราคายางแผ่นดิบวันจันทร์สัปดาห์ก่อนอยู่ที่กก.ละ 42.60 บาท พอจันทร์นี้ขึ้นเป็น 44.30 บาท ส่วนน้ำยางสดจันทร์ก่อนอยู่ที่ 41.50 บาทมาจันทร์นี้ขึ้นมาถึง 47.00 บาท ขณะที่ราคา ประมูล ยางแผ่นดิบรมควันชั้น 3 ณ ตลาดกลางสงขลา จันทร์ที่แล้ว 46 บาท มาจันทร์นี้ขยับขึ้นเป็น 48.89 บาท เป็นต้น…

ส่วนหนึ่งก็เป็นผลจากสภาพตลาดที่ดีขึ้น อีกส่วนก็ต้องให้กำลังใจรัฐโดยกระทรวงเกษตรฯที่มีเจ้ากระทรวง “กฤษฎา บุญราช”ดำเนินมาตรการต่างๆในการยกระดับราคาอย่างแข็งขัน แต่ราคายาง ณ ขณะนี้ยังห่างเป้าที่กก.ละ 65 บาท อยู่ไม่น้อย
จึงยังต้องเร่งมือทำงานหนักกันต่อไป

อีกเรื่องคือ การทำงานของการยางแห่งประเทศไทย หรือ กยท.ที่ดูเหมือนไม่ค่อยเข้าตาของรมว.กฤษฎาซะเลย ก่อนหน้านี้ผมรายงานไปแล้วว่า ในการไปประชุมร่วมกับกลุ่มเกษตรกรชาวสวนยางภาคต่างๆท่านกฤษฎาได้รับฟังเสียงร้องเรียนจากชาวสวนยางทุกภาค ตำหนิการทำงานของกยท. จนถึงขนาดที่ท่านออกปากในที่ประชุมว่า ไม่เห็นมีภาคไหนที่ชื่นชมการทำงานของ กยท.เลย

ล่าสุด สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ในการลงไปประชุมกับชาวสวนยางภาคใต้ซึ่งเป็นภาคที่ปลูกยางมากที่สุด แต่ผู้บริหารระดับสูงของ กยท.กลับ “โดดร่ม” ไม่ไป ไม่ให้ความสำคัญ อ้างติดภารกิจ ทำให้รมว.กฤษฎาถึงกับหงุดหงิด ส่งข้อความผ่านไลน์ถึงผู้บริหารในกระทรวง ข้อความตอนหนึ่งว่า“โดยเฉพาะท่าทีของกยท.ที่เบอร์ 1, 2 ขาดประชุม ทั้งๆ ที่ภาคใต้เป็นพื้นที่หลักของยุทธศาสตร์ยางพารา อาจจะบ่งบอกได้ว่า กระทรวงเกษตรฯจะเผชิญความหนักใจ ในการดำเนินการแก้ไขปัญหายาง”

น้ำเสียงเป็นเชิงตำหนิแบบนี้ผู้บริหาร กยท.จะรู้สึกรู้สาบ้างหรือไม่ รอดูกันต่อไป….

เรื่อง“ยาง”เก็บตกแค่นี้ก่อน เพราะมีอีกเรื่องหนึ่งที่ผมอยากเขียนถึงด้วยความเป็นห่วงยิ่ง นั่นคือปัญหาทุจริตด้วยรูปแบบที่เรียกกันว่า“เงินทอน” ซึ่งเป็นการโกงกันอย่างดื้อๆ ที่ดูเหมือนจะถูกตรวจพบถี่มากช่วงนี้ หลังจากถูก“หมกเม็ด”ฝั่งซ่อนความเลวร้ายจนกลายเป็น“วัฒนธรรมชั่ว”ที่มีมาเนิ่นนาน

จาก“คดีเงินทอนวัด”ที่ระดับบิ๊กๆสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ หลายคนตกเป็นผู้ต้องหาถูกพักงาน ถูกดำเนินคดีเพราะพฤติกรรมรวมกันเป็นขบวนการโกงกินเงินอุดหนุนที่ให้กับวัดต่างๆทั่วประเทศมายาวนาน จนถึงล่าสุดคดี“โกงเงินสงเคราะห์คนยากไร้”ของศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง ในสังกัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์(พม.) ซึ่งตรวจพบแห่งแรกที่ขอนแก่น เพราะนักศึกษาฝึกงานที่ถูกบังคับให้ปลอมลายเซ็นรับเงิน “ทนไม่ได้กับความเลวร้ายนี้” จึงได้ร้องเรียนหน่วยงานต่างๆรวมทั้ง คสช. จนเข้ามาสอบพบมูลทุจริตจริงและขยายผลตรวจสอบทั่วประเทศ พบทุจริตแบบเดียวกันนี้อีกหลายจังหวัดทั่วทุกภาค กระทั่งนายกรัฐมนตรีต้องสั่งย้ายปลัดและรองปลัดกระทรวงที่อาจจะมีส่วนเกี่ยวข้อง ทำกันเป็น“ขบวนการ”

คดีเงินทอนวัด ชั่วช้าเลวทรามขนาดตกนรกหมกไหม้ได้เพราะโกงแม้กระทั่งพระพุทธศาสนา “คดีโกงคนยากไร้”ก็ชั่วช้าไร้ศีลธรรม โกงได้ลงคอเงินที่ไว้ช่วยเหลือคนยากไร้ที่ตกทุกข์ได้ยากอยู่แล้ว ยิ่งเป็นการซ้ำเติมคนจน ซ้ำเติมสังคมและซ้ำเติมปัญหาความยากจนเรื่องใหญ่ของประเทศชาติ

เหล่านี้ไม่เพียงชั่วร้ายเลวทราม ยังสะท้อนถึงการขาด “จิตสำนึก” ความเป็น “ข้าราชการ” ที่สมควรจะทำงานเพื่อส่วนรวมเป็นสำคัญ แต่อีกด้านก็สะท้อนถึงกลไกในการตรวจสอบของระบบราชการที่ยัง“บกพร่อง”เป็นอย่างมาก

การโกงกินแบบ“เงินทอน”ลักษณะร่วมที่สำคัญคือ เป็น “เงินช่วยเหลือให้เปล่า” ที่หน่วยงานรัฐได้รับจัดสรรงบประมาณแผ่นดินมาดำเนินการ โดยส่วนใหญ่เป็นไปตามนโยบายรัฐ ซึ่งไม่ได้มีเฉพาะสำนักงานพระพุทธศาสนา หรือกระทรวงการพัฒนาสังคมฯเท่านั้น หลายๆ กระทรวงก็มีงบนี้อยู่มหาศาลรวมถึงกระทรวงเกษตรฯด้วย ที่มี “งบฯให้เปล่า”ตามนโยบายรัฐมากมาย ไม่ว่าจะเป็นงบฯช่วยเหลือเกษตรกร ตลอดจนงบฯให้เปล่าจูงใจงดทำนา,งดกรีดยาง หรืองดการผลิตอื่นๆ เป็นต้น

งบฯเหล่านี้ มีช่องโหว่ช่องว่างให้ทุจริตได้ง่ายๆ ยิ่งถ้าทำกันเป็นขบวนการก็ยิ่งง่ายใหญ่ ผมก็ไม่รู้ในกระทรวงเกษตรฯจะมีเรื่องโกงทำนองนี้“หมกซ่อน”อยู่หรือไม่ แต่ใครที่มีอำนาจหน้าที่ หวังว่าจะเข้มงวดกวดขันเต็มที่…..อย่าให้เกิดขึ้นอีกเป็นอันขาด

สาโรช บุญแสง

เกษตรฯสานต่อแนวพระราชดำริ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/323300

x

เกษตรฯสานต่อแนวพระราชดำริ

วันอังคาร ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโครงการจัดทำระบบอนุรักษ์ดินและน้ำในพื้นที่โครงการพัฒนาบ้านกอก-บ้านจูน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ หมู่ 11 ต.ภูคา อ.ปัว จ.น่าน ซึ่งตั้งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าดอยภูคา และป่าผาแดง เนื้อที่ 14,465 ไร่ ประกอบด้วย 4 หมู่บ้าน ได้แก่ บ้านจูนใต้ บ้านจูนเหนือ บ้านกอกหลวง และบ้านกอกน้อย รวม 167 ครัวเรือน สำหรับสภาพพื้นที่ก่อนดำเนินโครงการส่วนใหญ่มีสภาพเสื่อมโทรมเนื่องจากถูกบุกรุกแผ้วถางทำไร่เลื่อนลอย เกิดการชะล้างพังทลายของดิน ตลอดจนดินขาดความอุดมสมบูรณ์ และยังขาดแคลนแหล่งน้ำเพื่อการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยสถานีพัฒนาที่ดินน่าน กรมพัฒนาที่ดิน จึงเริ่มดำเนินโครงการจัดทำระบบอนุรักษ์ดินและน้ำ เพื่ออนุรักษ์ป่าต้นน้ำ ซึ่งเป็นแหล่งต้นกำเนิดน้ำปัวอันเป็นสาขาของแม่น้ำน่าน พร้อมจัดทำแปลงสาธิตให้ประชาชนที่เข้าร่วมโครงการฯได้เรียนรู้การใช้พื้นที่ดินที่จำกัดให้เกิดประโยชน์

สำหรับผลการดำเนินโครงการที่ผ่านมา กรมพัฒนาที่ดิน ได้สำรวจความเหมาะสมของดินสำหรับการปลูกพืชในพื้นที่ รวมทั้งจัดทำระบบอนุรักษ์ดินและน้ำโดยการก่อสร้างคูรับน้ำรอบเขา ขั้นบันไดดินแบบต่อเนื่อง และนาขั้นบันได พร้อมทั้งสาธิตและส่งเสริมการปรับปรุงดิน โดยใช้ปุ๋ยพืชสด ปุ๋ยหมัก และปุ๋ยน้ำหมักชีวภาพ ทั้งนี้จากการสำรวจพบว่าประชาชนที่เข้าร่วมโครงการมีรายได้และความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น โดยก่อนเริ่มโครงการ ปี 2543 ประชาชนมีรายได้ รวม 9,900 บาท/คน /ปี และในปี 2556 มีรายได้ 34,867 บาท/คน/ปี สำหรับในปี 2560 มีรายได้เฉลี่ยประมาณ 40,752 บาท/คน/ปี ในส่วนของการส่งเสริมอาชีพทางการเกษตร ได้ดำเนินการส่งเสริมให้ประชาชนในพื้นที่หันมาปลูกข้าวนาดำแบบขั้นบันได ซึ่งมี 3 ลักษณะ คือ นาข้างห้วย นาไหล่เขา และนาสันเขา ทำให้มีผลผลิตข้าวเปลือกเพิ่มมากขึ้นจากเดิมที่ปลูกข้าวไร่ผลผลิตเฉลี่ย 15 ถัง/ไร่ เพิ่มขึ้นเป็น 45 ถัง/ไร่ ทำให้มีข้าวเพียงพอต่อการบริโภคในครัวเรือน ตลอดจนขุดนาขั้นบันไดให้แก่เกษตรกร 504 ไร่ ส่งผลให้ป่าได้รับการฟื้นฟูเพิ่มขึ้น รวมจำนวนทั้งสิ้น 7,209 ไร่ อีกทั้งหลังดำเนินการสาธิตและส่งเสริมการปรับปรุงบำรุงดินในพื้นที่ ดินมีความอุดมสมบูรณ์มากขึ้น เกษตรกรมีความรู้ในด้านการปรับปรุงดิน เช่น การใช้ปุ๋ยพืชสด การทำการใช้ปุ๋ยหมัก น้ำหมักชีวภาพ การปรับสภาพพื้นที่ดินกรด เป็นต้น ทำให้ดินมีความอุดมสมบูรณ์เหมาะสมในการปลูกพืช

รักษ์เกษตร : ช่องทางตลาดขายผักผลไม้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/323301

รักษ์เกษตร : ช่องทางตลาดขายผักผลไม้

รักษ์เกษตร : ช่องทางตลาดขายผักผลไม้

วันอังคาร ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 06.00 น.

คำถาม ผมอยากทราบวิธีการหาช่องทางการหาตลาดขายผักผลไม้ครับ

วุฒิชัย วงษ์สาคร

อ.เมือง จ.ฉะเชิงเทรา

คำตอบ

ช่องทางการขายผักผลไม้ มีหลายช่องทาง ผู้ขายต้องศึกษาและเลือกดูช่องทางที่เหมาะกับตัวเองก่อนที่จะเริ่มปลูกผักผลไม้ การตลาดสำคัญมาก เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ผู้ขายสามารถประสบความสำเร็จในการปลูกผักผลไม้ ช่องทางแต่ละช่องทาง จะมีข้อดีและเสียแตกต่างกันไป แล้วแต่ที่ใครจะเลือกเข้าช่องทางไหนตามขนาดไร่นาที่ตนทำ กำลังผลิต และการบริหารจัดการที่ดี

1.ตลาดขายส่ง เป็นตลาดที่เน้นขายส่งปริมาณมากเป็นหลัก เช่น ตลาดไท ตลาดสี่มุมเมือง ตลาดมหานาค ตลาดเสรี ตลาดราชบุรี ตลาดขายส่งเหล่านี้ ราคาจะต่ำมาก ต้องมีการต่อสู้เรื่องราคาค่อนข้างสูง ลูกค้าจะเลือกซื้อกับเจ้าที่ขายถูกสุดเท่านั้น

2.โรงงาน เป็นโรงงานแปรรูปอาหาร โรงงานส่งออกอาหารต่างๆ ที่ส่งให้กับพวกร้านอาหารใหญ่ๆ สำหรับช่องทางนี้ เหมาะสำหรับฟาร์มที่มีขนาดใหญ่ และมีระบบการจัดการการปลูกที่ดี เพราะโรงงานจะเน้นคุณภาพเป็นหลัก ผักทุกต้นต้องมีคุณภาพและมาตรฐานตามที่ตกลงไว้ในสัญญา ราคาที่ได้จะเป็นราคากลางๆ แต่มีความแน่นอนในการใช้ผัก ข้อที่ยากสำหรับการเข้าตลาดนี้คือ ผู้ผลิตต้องมีมาตรฐานในการผลิตเสียก่อนด้วย

3.ห้างสรรพสินค้า ช่องทางนี้ จุดสำคัญคือ ต้องเน้นคุณภาพของสินค้า บรรจุภัณฑ์ และสินค้าต้องมีมาตรฐานจากหน่วยงานภาครัฐเป็นอย่างต่ำ ราคาขึ้นอยู่กับระดับของห้างแต่ละที่ แต่ค่าใช้จ่ายทางห้างค่อนข้างสูง เช่น ค่าเปิดรายการ ค่าเปิดร้าน นอกจากนี้ ยังมีเรื่องกำไรขั้นต้น และผลกำไร-ขาดทุน ที่จะต้องหักให้ห้างในแต่ละเดือน ประมาณ 15-25% ของโครงสร้างราคา

4.ตลาดสายการบิน เป็นตลาดที่ให้ราคาที่ค่อนข้างดี ส่วนใหญ่จะมีการทำสัญญากันประมูลกันเป็นปีๆ เช่น การบินไทย ครัวสายการบินต่างๆ ตลาดนี้ เน้นคุณภาพสินค้าเช่นกัน มีการทำสัญญา หากขาดส่งจะต้องเสียค่าปรับ ราคาและปริมาณ จะเป็นราคาที่ตกลงกันตลอดทั้งปี

5.บริษัทรับจัดเลี้ยง เป็นพวกบริษัทรับจัดเลี้ยงต่างๆ รับจัดบุฟเฟ่ต์ โต๊ะจีน กลุ่มนี้ จะมีความต้องการผักในปริมาณไม่มากแต่บ่อยครั้ง ซึ่งไม่ค่อยแน่นอนเท่าไหร่นัก

6.ร้านอาหารทั่วไป ส่วนใหญ่ร้านพวกนี้ จะสั่งในปริมาณไม่มากแต่บ่อย เพราะร้านส่วนใหญ่จะมีข้อจำกัดเรื่องการจัดเก็บสินค้า ส่วนใหญ่ร้านจะมีผู้รับจัดหาสินค้าหลายกลุ่ม ซึ่งจะส่งผลต่อเรื่องต่อรองราคา ถ้าร้านไหนมีสาขามาก การทำตลาดนี้ จะเน้นเรื่องการบริหารการจัดส่งสินค้าเป็นเรื่องสำคัญที่สุดเพราะค่าส่งค่อนข้างแพง และร้านค้าแต่ละร้านมักอยู่กระจายกัน

7.การขายตรง เป็นการตลาดที่ถึงมือผู้บริโภค เป็นช่องทางที่ได้ราคาค่อนข้างดี จะไม่มีปัญหาเรื่องพ่อค้าคนกลาง ช่องทางนี้ จะเน้นไปในการสร้างตราสินค้า และการตลาด ผู้ขายต้องหาตลาดเอง โดยการหาตลาดตามสำนักงานหรือที่ทำงานของตน ตลาดนัด และตลาดใกล้ๆ บ้าน

การตลาด เป็นกระบวนการของการสื่อสารคุณค่าของผลิตภัณฑ์ หรือบริการไปยังลูกค้า ผู้ขายจะต้องมีศิลปะในการขายสินค้าของตน การค้าขาย นอกจากต้องอาศัยความรู้ความสามารถแล้ว ทักษะในการค้าขายก็เป็นสิ่งสำคัญ หากผู้ขายไม่ได้ฝึกฝนกันจนเกิดความชำนาญแล้ว เขาจะกลายเป็นคนที่ทำงานเก่งไปไม่ได้เลย ในการทำงานการตลาด คนที่ทำงานในด้านนี้ ต้องหมั่นฝึกฝน และเพิ่มพูนประสบการณ์ให้กับตัวเองอยู่เสมอ เพื่อจะได้ตามสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที การทำงานด้านการตลาด คนที่อยู่ในแวดวงนี้ ต้องมีหูตาที่กว้างไกล และสามารถปรับปรุง เปลี่ยนแปลงแผนการตลาดให้มีความทันสมัย และตรงกับความต้องการของลูกค้า โดยเทียบเคียงกับเหตุการณ์ในปัจจุบันให้มากที่สุดด้วยครับ

นาย รัตวิ

รายงานพิเศษ : กรมส่งเสริมสหกรณ์ ขยายความร่วมมือไปยังประเทศเพื่อนบ้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/323303

รายงานพิเศษ : กรมส่งเสริมสหกรณ์  ขยายความร่วมมือไปยังประเทศเพื่อนบ้าน

รายงานพิเศษ : กรมส่งเสริมสหกรณ์ ขยายความร่วมมือไปยังประเทศเพื่อนบ้าน

วันอังคาร ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 06.00 น.

กรมส่งเสริมสหกรณ์ โดยศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ที่ 5 นครราชสีมา ขยายความร่วมมือส่งเสริมงานสหกรณ์ไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับกรมส่งเสริมกสิกรรมและสหกรณ์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว จัดทำหลักสูตร “การจัดตั้งสหกรณ์ในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว” เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับวิธีการจัดตั้งสหกรณ์และมีความรู้เกี่ยวกับธุรกิจในรูปแบบสหกรณ์ได้อย่างถูกต้อง เพื่อที่จะสามารถจัดตั้งสหกรณ์ในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวได้อย่างเป็นระบบ ซึ่งจะเป็นกลไกหลักในการพัฒนาอาชีพเกษตรกรรมในภูมิภาคให้มีความเข้มแข็ง มั่นคงและยั่งยืนต่อไป

นายกัณวีย์ บุญญพันธุ์ ผู้อำนวยการศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ที่ 5 สำนักพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากการที่กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้เล็งถึงความสำคัญของความร่วมมือในการพัฒนาสหกรณ์ในภูมิภาคอาเซียนให้มีความเข้มแข็ง เพื่อเป็นกลไกหลักในการพัฒนาอาชีพเกษตรกรรมในภูมิภาคให้มีความเข้มแข็ง มั่นคง และยั่งยืน จึงได้ร่วมมือกับกรมส่งเสริมกสิกรรมและสหกรณ์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว จัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือตามโครงการความร่วมมือด้านการเกษตรระหว่างไทย-ลาว โดยมุ่งเน้นในการส่งเสริมสหกรณ์ของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวอย่างเป็นระบบ โดยในเบื้องต้นทาง สปป.ลาว มีความประสงค์จัดตั้งสหกรณ์ใน 3 แขวง ได้แก่ แขวงไชยบุรี นครหลวงเวียงจันทน์ และแขวงจำปาสัก เพื่อส่งเสริมให้เป็นสหกรณ์ต้นแบบเพื่อขยายผลต่อไปในพื้นที่อื่น ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมสหกรณ์และกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ดำเนินการประสานงานตามโครงการความร่วมมือด้านการเกษตรระหว่างไทย-ลาว และได้มีการจัดประชุมร่วมกันของผู้บริหารในระดับกรมฯ และในระดับพื้นที่ของทั้งสองประเทศ

ทั้งนี้ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว มีความต้องการจัดตั้งสหกรณ์ แต่ประชาชนยังขาดความเข้าใจในเรื่องสหกรณ์ ไม่เห็นความสำคัญของสหกรณ์ ไม่มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องการรวมกลุ่ม พนักงานส่งเสริมของบริษัท/ภาครัฐบาลของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ยังไม่มีความรู้ความเข้าใจในด้านการสหกรณ์ ประชาชนไม่มีความเข้าใจเรื่องการสหกรณ์ ประชาชนส่วนใหญ่ที่สมัครเข้าเป็นสมาชิก ก็เพื่อหวังผลประโยชน์ส่วนตัว ในขณะที่คณะกรรมการของสหกรณ์ก็ไม่มีความรู้ความเข้าใจเรื่องการสหกรณ์อย่างแท้จริงและขาดความรู้ในเรื่องของการจัดทำบัญชีของสหกรณ์ ดังนั้น ด้วยความเห็นชอบทั้งสองฝ่าย จึงได้กำหนดให้มีการฝึกอบรมด้านการสหกรณ์ให้แก่ผู้นำกลุ่มคณะกรรมการ เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องของกรมส่งเสริมกสิกรรมและสหกรณ์ บริษัทไฟฟ้าหงสา จำกัด ตามแผนงานที่ได้จัดทำร่วมกันจัดฝึกอบรมในประเทศไทย โดยฝ่ายไทยจะรับผิดชอบค่าที่พัก ค่าอาหาร และค่าพาหนะ นับแต่ชายแดนฝั่งไทย และส่งนักวิชาการสหกรณ์ เจ้าหน้าที่ของไทยไปติดตามและให้คำแนะนำในฝั่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว

“ความคืบหน้าการดำเนินการ กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้เห็นชอบในหลักการให้ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ที่ 5 จังหวัดนครราชสีมา จัดฝึกอบรมตามโครงการความร่วมมือด้านการสหกรณ์ระหว่างไทย-ลาว หลักสูตร “การจัดตั้งสหกรณ์ในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับวิธีการจัดตั้งสหกรณ์และมีความรู้เกี่ยวกับธุรกิจในรูปแบบสหกรณ์ได้อย่างถูกต้อง เพื่อที่จะสามารถจัดตั้งสหกรณ์ในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวได้ โดยจะมีการให้ความรู้เกี่ยวกับการสหกรณ์อย่างรอบด้าน ทั้งเรื่องการสหกรณ์ การจัดตั้งสหกรณ์ กฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับที่เกี่ยวข้องกับสหกรณ์ การดำเนินธุรกิจของสหกรณ์ รวมถึงเรื่องบัญชี ซึ่งผู้เข้าร่วมโครงการประกอบด้วยผู้นำกลุ่มเกษตรกร ผู้แทนกลุ่ม เจ้าหน้าที่ภาครัฐของสปป.ลาว จากแขวงไชยบุรี นครหลวงเวียงจันทน์ และจำปาสัก รวม 50 คน โดยผู้เข้าอบรมจะได้เรียนรู้ทั้งภาคทฤษฎี และภาคปฏิบัติ รวมถึงไปศึกษาดูงานสหกรณ์ที่ประสบความสำเร็จในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา โดยโครงการนี้จะกำหนดจัดในระหว่างวันที่ 18 มีนาคม ถึงวันที่ 1 เมษายน 2561 ที่จะถึงนี้”นายกัณวีย์ กล่าวทิ้งท้าย

 

ออกแนวปฏิบัติตรวจสอบบัญชี มุ่งสร้างความเข้มแข็ง‘สหกรณ์’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/323298

ออกแนวปฏิบัติตรวจสอบบัญชี  มุ่งสร้างความเข้มแข็ง‘สหกรณ์’

ออกแนวปฏิบัติตรวจสอบบัญชี มุ่งสร้างความเข้มแข็ง‘สหกรณ์’

วันจันทร์ ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 18.06 น.

กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ออกแนวปฏิบัติตรวจสอบมาตรฐานการบัญชีสหกรณ์ มุ่งเน้นสร้างความเข้มแข็งด้านการเงินการบัญชีแก่สหกรณ์ที่จัดจ้างผู้สอบบัญชีภาคเอกชน

นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าวว่า กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีภารกิจหนึ่งที่สำคัญ คือ การตรวจสอบบัญชีสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร ให้มีความเข้มแข็ง    เป็นมาตรฐานสากล และกำกับดูแลการปฏิบัติงานของผู้สอบบัญชีให้เป็นไปตามมาตรฐานวิชาชีพและตามที่ นายทะเบียนสหกรณ์กำหนด นอกจากนั้น ในกรณีสหกรณ์ที่จัดจ้างผู้สอบบัญชีภาคเอกชน กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ยังมีหน้าที่กำกับดูแลสหกรณ์ดังกล่าว จึงได้ออกแนวปฏิบัติการตรวจสอบมาตรฐานการบัญชีสหกรณ์ โดยมุ่งเน้นให้สหกรณ์มีการจัดทำบัญชีเป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ และคำแนะนำนายทะเบียนสหกรณ์ มีระบบการควบคุมภายในที่ดี รวมทั้งให้ประเด็นหรือข้อสังเกตที่อาจเกิดขึ้นหรือวิเคราะห์ผลกระทบต่อฐานะการเงินและความมั่นคงของสหกรณ์ในอนาคตเพื่อเตือนภัยให้กับสหกรณ์ ทำให้สหกรณ์สามารถเตรียมการป้องกันหรือวางแนวทางแก้ไขปัญหาได้ล่วงหน้า ทั้งนี้ แนวปฏิบัติการตรวจสอบมาตรฐานการบัญชีสหกรณ์ แบ่งออกเป็น 3 กิจกรรม คือ

กิจกรรมที่ 1 วิเคราะห์โครงสร้างเงินทุนและความเสี่ยง เป็นการตรวจสอบและประเมินมาตรฐานการบัญชีสหกรณ์แบบ Off-site Supervision โดยให้สำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์ ดำเนินการวิเคราะห์สหกรณ์ที่ตรวจสอบบัญชีโดยผู้สอบบัญชีภาคเอกชนทุกแห่ง

กิจกรรมที่ 2 ตรวจสอบมาตรฐานการบัญชีสหกรณ์ ณ ที่ทำการสหกรณ์ โดยเข้าตรวจสอบสหกรณ์ที่จัดจ้างผู้สอบบัญชีภาคเอกชน ดังนี้ 1.สหกรณ์ที่มีสินทรัพย์ตั้งแต่ 5,000 ล้านบาทขึ้นไป เข้าตรวจสอบทุกสหกรณ์ และ 2.สหกรณ์ที่มีสินทรัพย์ต่ำกว่า 5,000 ล้านบาท พิจารณาเข้าตรวจสอบเฉพาะสหกรณ์ที่มีความเสี่ยงตามผลการวิเคราะห์โครงสร้างเงินทุนและความเสี่ยงจากกิจกรรมที่ 1 หรือมีข้อสังเกตจากรายงานผลการตรวจสอบบัญชีระหว่างปีที่พิจารณาแล้วเห็นว่า อาจเกิดความเสี่ยงทางการเงินการบัญชี

กิจกรรมที่ 3 ตรวจสอบสหกรณ์ที่มีข้อร้องเรียนหรือมีข่าวออกสื่อต่างๆ โดยให้เข้าตรวจสอบมาตรฐานการบัญชีสหกรณ์ทันทีที่ได้ทราบข้อร้องเรียนหรือมีข่าว

“การตรวจสอบมาตรฐานการบัญชีสหกรณ์ เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการควบคุมภายในด้านเงินการบัญชี และการปฏิบัติด้านการเงินการบัญชีของสหกรณ์ให้เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ และคำแนะนำนายทะเบียนสหกรณ์ เพื่อให้สหกรณ์มีความเข้มแข็งอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ สามารถเข้าไปดูรายละเอียดแนวปฏิบัติตรวจสอบมาตรฐานการบัญชีสหกรณ์ ได้ที่เว็บไซต์ของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ http://www.cad.go.th” อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าว

โอภาส ทองยงค์

โอภาส ทองยงค์

แม่น้ำโขงเริ่มวิกฤติ! โขดหินโผล่ขึ้นเป็นแนวยาว ส่อแล้งหนัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/323160

แม่น้ำโขงเริ่มวิกฤติ! โขดหินโผล่ขึ้นเป็นแนวยาว  ส่อแล้งหนัก

แม่น้ำโขงเริ่มวิกฤติ! โขดหินโผล่ขึ้นเป็นแนวยาว ส่อแล้งหนัก

วันจันทร์ ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 11.12 น.

น้ำในแม่น้ำโขงเริ่มวิกฤติ โขดหินหาดทรายโผล่ขึ้นให้เห็นเป็นแนวยาว  ส่อแล้งหนัก ระดับน้ำลดลงอย่างต่อเนื่อง เฉลี่ยวันละ 5-10 เซนติเมตร  หากสภาวะน้ำยังลดระดับลงอยู่อย่างนี้ อีกไม่เกินหนึ่งเดือนชาวบ้านตลอดแนวริมฝั่งแม่น้ำโขงเดือดร้อนแน่นอน

26 กพ. 61 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระดับน้ำในแม่น้ำโขงด้านจังหวัดอุบลราชธานี ตั้งแต่อำเภอเขมราฐ อำเภอนาตาล  อำเภอโพธิ์ไทร ไปจนถึงอำเภอโขงเจียม ลดระดับลงอย่างต่อเนื่อง  โขดหิน หาดทราย โผล่ขึ้นให้เห็นกลางลำแม่น้ำโขง เป็นแนวยาวหลายกิโลเมตร ส่งสัญญาณปีนี้ภัยแล้งมาเร็ว

พระรัญจวน ฐานวโร อายุ 59 ปี พระลูกวัดบ้านบุ่งซวย อำเภอเขมราฐ เผยว่า ห้วงนี้ระดับน้ำในแม่น้ำโขงลดลงเร็ว เฉลี่ยวันละ 5-10 เซนติเมตร หากระดับน้ำยังลดระดับลงต่อเนื่องอย่างนี้ อีกไม่เกินหนึ่งเดือน  ชาวบ้าน เกษตรกร ผู้ปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์ ตลอดแนวริมฝั่งแม่น้ำโขงเดือดร้อนแน่ นอน

ซึ่งขณะนี้หลายพื้นที่ เริ่มจะได้รับผลกระทบบ้างแล้ว โดยเฉพาะระบบน้ำประปา โดยหลายฝ่ายอยากให้รัฐบาล ประสานทางการจีน ให้ปล่อยน้ำออกจากเขื่อน ลงสู่แม่น้ำโขง ก่อนชาวบ้านจะได้รับผลกระทบไปมากกว่านี้

เกษตรฯลุยถ่ายทอดเทคโนโลยี เพิ่มศักยภาพการผลิต‘สุโขทัย’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/323110

x

เกษตรฯลุยถ่ายทอดเทคโนโลยี เพิ่มศักยภาพการผลิต‘สุโขทัย’

วันจันทร์ ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายลักษณ์ วจนานวัช รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้จัดงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยี (Field Day) และบริการการเกษตรเพื่อเริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ ปี 2561 ที่ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) อ.ศรีนคร จ.สุโขทัย เพื่อเปิดโอกาสให้เกษตรกรได้รับทราบเทคโนโลยีการผลิตใหม่ๆ ช่องทางการตลาด แหล่งข้อมูล การเลือกใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ของตนเอง โดยผู้เข้าร่วมงานจะได้รับความรู้ทั้งการวางแผนลดต้นทุนการผลิต การเชื่อมโยงการตลาด แนวทางการแก้ไขปัญหาข้อจำกัดต่างๆ และการได้รับการรับรองมาตรฐาน GAP

นอกจากนี้ กิจกรรมภายในงาน ยังได้มีการจัดสถานีเรียนรู้ในเรื่องต่างๆ จำนวน 8 สถานี ได้แก่ สถานีเรียนรู้ที่ 1 โชคอนันต์ เม๊าะ โดยเกษตรกรผู้นำ ศพก. สถานีเรียนรู้ที่ 2 ทำไมต้องโชคอนันต์ โดยเกษตรกรผู้นำ ศพก. สถานีเรียนรู้ที่ 3 ลดแล้วรวย โดยเกษตรกรผู้นำ ศพก. สถานีเรียนรู้ที่ 4 เก็บแล้วไปไหน โดยเกษตรกรผู้นำ ศพก. สถานีเรียนรู้ที่ 5 ไม่สวยก็เอา โดยเกษตรกรผู้นำ ศพก. สถานีเรียนรู้ที่ 6 จับมือไว้แล้วไปด้วยกัน โดยสำนักงานเกษตรจังหวัดสุโขทัย สถานีเรียนรู้ที่ 7 การทำปุ๋ยหมักจากจุลินทรีย์ท้องถิ่น โดยศูนย์เครือข่าย ศพก. และสถานีเรียนรู้ที่ 8 ของดี ต้องมีมาตรฐาน โดยศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรสุโขทัย อีกทั้งยังมีการให้บริการด้านการเกษตรของหน่วยงานต่างๆ และนิทรรศการประกอบที่เกี่ยวข้อง และการแสดงและจำหน่ายสินค้าของกลุ่ม/สถาบันเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และ Young Smart farmer ด้วย