รายงานพิเศษ : รัฐบาลติดปีก‘สหกรณ์’ เสริมความแกร่งเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/323113

รายงานพิเศษ : รัฐบาลติดปีก‘สหกรณ์’  เสริมความแกร่งเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจชาติ

รายงานพิเศษ : รัฐบาลติดปีก‘สหกรณ์’ เสริมความแกร่งเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจชาติ

วันจันทร์ ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 06.00 น.

วิวัฒนาการของระบบสหกรณ์ในประเทศไทย เริ่มต้นเมื่อ พ.ศ. 2458 ปลายสมัยรัชกาลที่ 5 โดยพระราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ อธิบดีกรมพาณิชย์และสถิติ ได้ทรงทดลองนำวิธีการสหกรณ์เข้ามาดำเนินการครั้งแรกในประเทศไทย โดยก่อตั้งสหกรณ์แห่งแรก คือ สหกรณ์วัดจันทร์ ไม่จำกัดสินใช้ ณ ตำบลวัดจันทร์ อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2459

ต่อมาวิธีการสหกรณ์ได้รับการยอมรับว่า สามารถช่วยแก้ไขปัญหาความเป็นอยู่ให้กับชาวบ้านได้และมีการขยายผลการจัดตั้งสหกรณ์ขึ้นในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ คณะรัฐมนตรีจึงกำหนดให้วันที่ 26 กุมภาพันธ์ของทุกปี เป็น “วันสหกรณ์แห่งชาติ”และในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2561 นี้ เป็นโอกาสของวันครบรอบ 102 ปี สหกรณ์ไทย

การเติบโตของระบบสหกรณ์ในประเทศไทยนับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ทำให้หลายภาคส่วนเล็งเห็นถึงบทบาทและศักยภาพของสหกรณ์ โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี คาดหวังจะใช้กลไกของสหกรณ์ เป็นกำลังสำคัญในการยกระดับชีวิตของประชาชนให้ดีขึ้นโดยมอบนโยบายให้หน่วยงานต่างๆ เข้ามามีส่วนร่วมในการสร้างความเข้มแข็งให้กับสหกรณ์ทั่วประเทศ เพื่อให้สหกรณ์ทำหน้าที่ในการส่งเสริมอาชีพ สร้างความกินดีอยู่ดีให้กับประชาชน และส่งผ่านความช่วยเหลือและการสนับสนุนจากรัฐบาลไปสู่ประชาชน นั่นเพราะปัจจุบันประเทศไทยมีสหกรณ์ทั้งในและนอกภาคการเกษตรกว่า 8,100 แห่ง สมาชิกรวม 12 ล้านครอบครัว สินทรัพย์สหกรณ์ทั้งประเทศมีมากถึง 2.7 ล้านล้านบาท ดังนั้น หน่วยงานหลักที่รับผิดชอบกำกับดูแลสหกรณ์ คือ กรมส่งเสริมสหกรณ์ ซึ่งมีภารกิจหลักเกี่ยวข้องกับการส่งเสริมและสนับสนุนการดำเนินงานของสหกรณ์ทั่วประเทศ จึงได้ร่วมมือกับทุกภาคส่วน เดินหน้าในการพัฒนาสหกรณ์มีความเจริญก้าวหน้าและเข้มแข็งตามเป้าหมายที่รัฐบาลคาดหวังไว้

ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าทีมเศรษฐกิจที่กำกับดูแลกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มอบนโยบายการทำงานในปี 2561 ให้กระทรวงเกษตรฯเร่งสร้างสหกรณ์ให้มีความเข้มแข็งเพื่อสร้างอำนาจต่อรองให้กับเกษตรกร และอยากเห็นสหกรณ์เป็นกำลังของเกษตรกรที่แท้จริงในการพัฒนาและช่วยปฏิรูปภาคการเกษตรให้สำเร็จ
สิ่งที่อยากเห็นในอนาคตอันใกล้นี้ คือ การผลักดันให้สหกรณ์นำระบบอีคอมเมิร์ซเข้ามาเชื่อมโยงกับภาคการท่องเที่ยวและขยายช่องทางการจำหน่ายสินค้าและผลิตภัณฑ์ชุมชนของตนเองไปยังตลาดทั้งในและต่างประเทศ

ขณะเดียวกัน ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ผ่านมาได้คุยกับผู้แทนสหกรณ์ต่างๆว่า ในวาระที่การสหกรณ์ก้าวเข้ามาสู่ 102 ปี รัฐบาลจะหาทางยกระดับสร้างความเข้มแข็งให้กับสหกรณ์ ล่าสุดรัฐบาลกำลังคุยเรื่องการแก้ไขพระราชบัญญัติสหกรณ์ ที่เป็นกฎหมายใหญ่ให้รองรับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในอนาคตและสอดรับกับการพัฒนาระบบสหกรณ์มากขึ้น

นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พาณิชย์ กล่าวถึงการเตรียมความพร้อมที่จะระดมสรรพกำลังจากทุกหน่วยงานภายใต้การกำกับของกระทรวงพาณิชย์ ในการเข้ามาช่วยสหกรณ์ให้ก้าวข้ามผ่านปีที่ 102 ไปได้อย่างราบรื่น
ด้วยการสานพลังความร่วมมือในการจัดหาช่องทางการตลาดรองรับผลผลิตเพื่อสนับสนุนธุรกิจสหกรณ์ภาคการเกษตร เพื่อเป็นการการันตีว่า เมื่อสหกรณ์ส่งเสริมสมาชิกให้ผลิตสินค้าดี มีคุณภาพ เมื่อสหกรณ์ทำหน้าที่ในการรวบรวมผลผลิตหรือแปรรูปผลผลิตออกมาเป็นสินค้าแล้ว จะมีตลาดรองรับสินค้าของสหกรณ์อย่างชัดเจน สิ่งสำคัญคือ ต้องดำเนินการภายใต้หลักคิด “ตลาดนำการผลิต” นำข้อมูลรอบด้านมาใช้วางแผนการผลิตให้มีปริมาณและคุณภาพที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาด

ด้าน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ก็เป็นอีกหนึ่งหน่วยงานที่พร้อมเข้ามาช่วยเสริมศักยภาพในการดำเนินธุรกิจให้กับสหกรณ์ภาคการเกษตร โดย นายสมศักดิ์ กังธีระวัฒน์ รองผู้จัดการ ธ.ก.ส. ระบุว่า ธ.ก.ส.มีความพร้อมจัดสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำคอยสนับสนุนแก่สหกรณ์ที่ต้องการเงินทุนไปดำเนินกิจการทั้งการผลิต การรวบรวมสินค้า และการแปรรูปก่อนจัดจำหน่าย ขณะเดียวกัน ธ.ก.ส.ยังเข้ามาร่วมมือกับกรมส่งเสริมสหกรณ์พัฒนาระบบฐานข้อมูลและระบบบัญชี ซึ่งในอนาคตอันใกล้นี้ ก็จะคิดโครงการเพื่อฝึกอบรมสหกรณ์ให้มีความเชี่ยวชาญเรื่องของระบบการเงินด้วย

ขณะที่ นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า ในระยะสั้นของการสร้างความเข้มแข็งของสหกรณ์ภาคการเกษตร ต้องทำองค์กรให้มีความพร้อมก่อน ทั้งด้านการบริหารงานการควบคุมภายใน การทำธุรกิจที่ตอบสนองความต้องการของสมาชิก และที่สำคัญที่สุด คือ ต้องสร้างธรรมาภิบาลของผู้บริหารสหกรณ์ให้ดียิ่งขึ้น เพื่อนำไปสู่เป้าหมายของการสร้างสหกรณ์ขึ้นมาเป็นองค์กรสำคัญของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมของชุมชนต่าง ๆ ทั่วประเทศ

ขณะเดียวกันยังต้องการเห็นสหกรณ์การเกษตร เป็นองค์กรที่พึ่งพิงตัวเองมากกว่ารอความช่วยเหลือจากภายนอก สหกรณ์ขนาดใหญ่ต้องช่วยเกื้อหนุนสหกรณ์ขนาดเล็ก โดยให้สหกรณ์ขนาดเล็กทำหน้าที่ผลิต สหกรณ์ขนาดใหญ่ทำหน้าที่หาตลาด เดินหน้าไปด้วยกัน และยกระดับให้เหมือน SMEs รวมถึงต้องการให้สหกรณ์ทำหน้าที่ดูแลความเป็นอยู่ และส่งเสริมอาชีพให้กับชาวบ้าน ซึ่งจะต้องกระตุ้นให้เกษตรกรรายย่อยเข้ามาร่วมเป็นสมาชิกของสหกรณ์ให้ได้มากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน .

ส่วนสหกรณ์นอกภาคเกษตร เช่น สหกรณ์ออมทรัพย์และเครดิตยูเนี่ยน สิ่งสำคัญที่ต้องกู้กลับมาคือ “ภาพลักษณ์” เพราะทุกวันนี้คนส่วนใหญ่มักมองภาพสหกรณ์ออมทรัพย์หรือสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนในมุมของการทุจริต เรื่องนี้จะต้องเร่งสร้างกระบวนการของสหกรณ์ใหม่ ชูตัวเองขึ้นมา โดยเฉพาะกรรมการสหกรณ์ต้องบริหารงานโดยยึดประโยชน์ของสมาชิกเป็นที่ตั้ง และร่วมกันวางเกณฑ์กติกาในการป้องกันความเสี่ยงให้กับตัวเอง โดยไม่ต้องให้รัฐมาคอยกำกับ เพื่อสร้างรูปแบบการบริหารงานได้เหมาะสม เช่นเดียวกับการสร้างสวัสดิการต่างๆ ดูแลสมาชิก ซึ่งจะช่วยลดภาระภาครัฐในการจัดสวัสดิการลงมาดูแลในแต่ละปีด้วย

“พิเชษฐ์” ทิ้งท้ายด้วยว่า “การจะให้ภาครัฐไปช่วยเหลือเป็นรายคนเป็นไปไม่ได้เลย วันนี้ถ้าหากชาวบ้านมีการรวมกลุ่มเป็นสหกรณ์ รัฐบาลก็สามารถผ่านความช่วยเหลือผ่านทางสหกรณ์ไปยังสมาชิกก็คือประชาชนได้ ดังนั้น สหกรณ์จะเป็นกลไกสำคัญที่จะเข้าไปพัฒนาชุมชนแทนภาครัฐ การที่ทุกภาคส่วนได้เข้ามาดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาล ช่วยกันเสริมสร้างศักยภาพและยกระดับความเข้มแข็งให้กับสหกรณ์ ทั้งหมดนี้ ก็เพื่อนำสหกรณ์ก้าวเข้าสู่ ยุคใหม่ เป็นองค์กรที่ช่วยเสริมสร้างเศรษฐกิจฐานรากและดูแลสวัสดิการให้คนในสังคมไทย

คิกออฟระบบวนเกษตรเขตปฏิรูป n สร้างต้นแบบปรับกระบวนการผลิตสู่เกษตรกรรมยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/323111

x

คิกออฟระบบวนเกษตรเขตปฏิรูป n สร้างต้นแบบปรับกระบวนการผลิตสู่เกษตรกรรมยั่งยืน

วันจันทร์ ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ภาวะโลกร้อนกำลังเป็นเรื่องที่ทั่วโลกกังวลอย่างมาก โดยรัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมการทำเกษตรกรรมยั่งยืน เพื่อลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติตลอดจนสร้างความมั่นคงทางอาหาร ให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ฟื้นฟูดินและเพิ่มพื้นที่ป่าของประเทศ รวมทั้งแก้ไขปัญหาและยกระดับคุณภาพชีวิตให้เกษตรกรอย่างยั่งยืนด้วยศาสตร์พระราชา โดยส่งเสริมการทำเกษตรทฤษฎีใหม่และระบบวนเกษตรมาใช้ในพื้นที่เขตปฏิรูปที่ดิน

ทั้งนี้ หากพื้นที่เขตปฏิรูปที่ดินกว่า 40 ล้านไร่ทั่วประเทศเปลี่ยนแปลงกระบวนการผลิตเป็นเกษตรกรรมยั่งยืน เกษตรกรก็จะมีสุขภาพดีผลผลิตที่ได้ก็เป็นอาหารที่ดีต่อสุขภาพของผู้บริโภค และเป็นที่ต้องการของทั่วโลกเป็นการสร้างความมั่นคงทางอาหาร ทั้งในมิติเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และสร้างประโยชน์สูงสุดกับทุกภาคส่วน ทั้งตัวเกษตรกรเอง ประเทศชาติ และโลกด้วยนโยบายดังกล่าวมีความสอดคล้องกันตั้งแต่แผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ในยุทธศาสตร์ที่ 2 เน้นการสร้างความสามารถในการแข่งขันแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 ในยุทธศาสตร์ที่ 3 เน้นการสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจและแข่งขันได้อย่างยั่งยืน ซึ่งมีเป้าหมายเพิ่มพื้นที่เกษตรกรรมยั่งยืนเพิ่มขึ้นเป็น 5 ล้านไร่ภายในปี 2564

นายสุรจิตต์ อินทรชิต เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) กล่าวว่า ส.ป.ก. ได้จัดงานการจัดงานรวมพลังขับเคลื่อนระบบวนเกษตรในเขตปฏิรูปที่ดินประจำปี 2561 เพื่อเป็นการเริ่มต้นขับเคลื่อนงานการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนในรูปแบบของวนเกษตร อีกทั้งเป็นต้นแบบการส่งเสริมระบบวนเกษตรในเขตปฏิรูปที่ดินให้เจ้าหน้าที่และเกษตรกรได้ศึกษาทำความเข้าใจ สามารถนำไปขับเคลื่อนงานและประยุกต์ใช้ในพื้นที่ โดยศึกษาได้จากแบบจำลองโมเดล โคก หนอง นา และจากฐานนิทรรศการองค์ความรู้ด้านวนเกษตรตามภูมินิเวศน์ 4 ภาค และกิจกรรมการบริหารจัดการภาคเกษตรตามแนวปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ตลอดจนเวทีเสวนาหัวข้อ “แนวทางการขับเคลื่อนวนเกษตรในลักษณะประชารัฐ” โดยมีเกษตรกร ภาคเอกชน ภาครัฐวิสาหกิจเข้าร่วมงานกว่า 500 คน ซึ่งผู้เข้าร่วมงานจะได้ความรู้ความเข้าใจ และตระหนักถึงความสำคัญของระบบวนเกษตร โดยสามารถนำไปประยุกต์ปรับใช้ให้เข้ากับบริบทพื้นที่ในเขตปฏิรูปที่ดิน หรือพื้นที่ของตนเองเพื่อสร้างความสมดุลให้กับระบบนิเวศ และขับเคลื่อนระบบวนเกษตร เพื่อลูกหลาน สู่มั่งคั่งอย่างยั่งยืนต่อไป

เกษตรบูรณาการ : ตั้งใจจริงต้องกล้าเอาจริง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/323112

251598

เกษตรบูรณาการ : ตั้งใจจริงต้องกล้าเอาจริง

วันจันทร์ ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ตามติดการทำงานของทีมท่านรัฐมนตรี กระทรวงเกษตรฯ ที่มี หัวเรือใหญ่ นามว่า“กฤษฎา บุญราช” และมีลูกพ่วงที่ มาช่วยงานอีก 2 ท่านที่มาเป็นรัฐมนตรีช่วย กระทรวงเกษตรฯ อย่างท่าน “ลักษณ์ วจนานวัช” ที่ ว่ากันว่าเป็นคนที่เข้าใจ ในงานเกษตรฯ และอีกคนที่ตามมา คือ ท่าน “วิวัฒน์ ศัลยกำธร” หรือ “ยักษ์พอเพียง” วันนี้ ต้องบอกว่า มาถึงวันนี้ มาถึงขั้นการเดินสายเร่งทำความเข้าใจ ให้กับข้าราชการในพื้นที่  ซึ่งก็ เริ่ม ตั้งแต่ จ.อุบลราชธานี  ตามมาด้วย ขอนแก่น ชลบุรี พิษณุโลก  และสุดท้ายสัปดาห์ ที่ผ่านมา ท่าน “กฤษฎา” ก็นำทีม รมช. เกษตรฯ ทั้ง 2 ท่าน ลงพื้นที่ที่จังหวัดในเขตพื้นที่ภาคใต้ ท่ีว่ากันว่า ท่านเคยทำงานมา แบบถึงลูกถึงคน ในสมัยที่ท่านเป็นผู้ว่าราชการในพื้นที่ภาคใต้มาก่อน

ต้องบอกว่าเท่าที่มีการติดตามของกระจอกข่าวหลายคน ที่ลงติดตาม การทำข่าว การเดินทาง มอบนโยบาย “การขับเคลื่อนงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์”แบบเข้าถึงพื้นที่ เพื่อให้ข้าราชการเข้าใจ ถ่องแท้ ต้องบอกว่า
ได้เห็นถึงความจริงใจของท่านรัฐมนตรี “กฤษฎา” ไม่น้อย และถือว่าเป็นคนเข้าใจระบบงานภาคการเกษตรฯ ไม่แพ้ คนเกษตรฯ และอาจจะเก่งกว่าคนบางคนที่อ้างตนว่าเป็นคนรู้ เรื่องเกษตรฯ เสียด้วยซ้ำ งานนี้ก็ต้องว่ากันไป แต่จุดมุ่งหมายคือ เกษตรกรต้องกินดีอยู่ดีตามวิถีทางที่ มีการมอบนโยบายกันเอาไว้ นั้นคือ 3 เดือน ต้องชัดเจน เรื่องราคาสินค้าเกษตร ต้องมีราคาที่ ไม่ต่ำกว่าต้นทุนเกษตรกร ต้องมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ไม่งั้นต้องพิจารณาตนเอง

ว่ากันว่า การลงพื้นที่ ของท่าน รมต.เกษตรฯ มีอะไรให้ท่านเห็นกันค่อนข้างเยอะ และทำให้ท่านรมต. ถึงกับ
หัวเสียในหลายเรื่องเพราะข้อมูลที่ได้ ค่อนข้างไม่ตรง ไม่ถูกต้อง  เพราะรมต. ขาลุยที่มาจากอดีต ผู้ว่าราชการ ค่อนข้างเข้าใจพื้นที่ แบบโกหกไม่ได้ ซึ่งนั้นหมายถึง การตอบคำถามแบบ กระดาษA4ที่ลูกน้อง เขียนให้ตอบ หากนายไม่มีกึ๋นพอละก็ จะเห็นชัดว่า ใครทำงานจริงไม่ทำงานจริงและแว่วว่าไวๆนี้ อาจมีการประเมินเรื่องผลงานของข้าราชการระดับ 8 ไปจนถึงระดับสูงสุด นั้นคือซี 11 ซึ่งอาจจะต้อง สลับสับเปลี่ยนกันครั้งใหญ่ เพราะมีคนใกล้ชิด รมต. แอบกระซิบว่า ท่านรมต.ไม่พอใจการทำงานของข้าราชการแบบเช้าชามเย็นชามเอามาก และที่สำคัญ พวกที่คอยได้ครับพี่ ดีครับนาย ท่านรมต. “กฤษฎา” หมายหัวไว้หลายคน สำคัญพวกรูปหล่อพ่อรวยเส้นใหญ่ไม่ทำงาน ระวังนั้น ก็ตกเป็นเป้า แว่วว่าท่านบอกใหญ่แค่ไหน ท่านก็ปราบมาแล้วสั่ง 100 เงียบหาย ไม่มีอะไรคืบ ให้ระวัง

สุดท้ายนี้ต้องบอกว่า สาธุ หากแน่จริงต้องเอาจริง เพราะคนเกษตรเขาไม่เคยกลัว คนจริง กลัวแต่คนไม่จริงหากจริงใจแก้ปัญหาภาคเกษตรต้องกล้าแก้ ที่ตัวคน น่าจะถึงเวลาพอเสียทีกับพวกได้ครับพี่ดีครับนาย ข้าน้องฟ้องนายขายเพื่อแน่ จริง แยก เห็นเป็นใครมือทำงาน ใครพวกสอพลอ เผื่องานการพัฒนาการเกษตรจะดีขึ้น “ตั้งใจจริงต้องกล้า เอาจริง”

ราชดำเนิน

กยท.แจงหยุดกรีดยางเพิ่ม2ล้านไร่แค่แนวคิด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/323065

กยท.แจงหยุดกรีดยางเพิ่ม2ล้านไร่แค่แนวคิด

กยท.แจงหยุดกรีดยางเพิ่ม2ล้านไร่แค่แนวคิด

วันอาทิตย์ ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 20.13 น.

25 ก.พ.61 ดร.ธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การหยุดกรีดยางในพื้นที่สวนยางของหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งกำลังดำเนินการอยู่นั้น เป็นส่วนหนึ่งของโครงการควบคุมปริมาณผลผลิต ภายใต้มาตรการการรักษาเสถียรภาพราคายางที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นำมาใช้เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางควบคู่ไปกับมาตรการต่างๆ โดยเน้นเฉพาะในช่วงเดือน ม.ค. – มี.ค.61 ต่อมากระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีแนวคิดขยายการหยุดกรีดยางเพิ่มเติมออกไปในพื้นที่ของประชาชนทั่วไปที่มีเอกสารสิทธิ์ถูกต้อง จำนวน 2 ล้านไร่ ในช่วงเวลา 3 เดือน คือ เดือน พ.ค. – ก.ค.61 อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ปริมาณผลผลิตในตลาดลดลง (supply) ซึ่งคาดว่าจะส่งผลให้ราคายางเพิ่มสูงขึ้นตามกลไกตลาด

ทั้งนี้ ขอย้ำว่าการขยายโครงการหยุดการกรีดยาง (tapping holiday) ยังคงเป็นเพียงแนวคิดเพื่อนำเสนอให้สาธารณชน ไม่ว่าจะเป็น ภาครัฐ ภาคเกษตรกร และสถาบันเกษตรกร รวมไปถึงผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับยางพารา ได้หารือระดมความคิดร่วมกัน และนำมาวิเคราะห์ความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของมาตรการหยุดกรีดนี้ ว่าจะเกิดผลดีผลเสียเช่นไรต่อสถานการณ์ยางพาราในประเทศไทย รวมทั้งควรมีขั้นตอนการปฏิบัติอย่างไรในการชะลอหรือหยุดกรีดยางเพื่อให้มีประสิทธิภาพ โดยไม่เสียงบประมาณโดยเปล่าประโยชน์

อย่างไรก็ตาม การหยุดกรีดยางจำนวน 2 ล้านไร่ ยังมิได้เป็นมาตรการที่จะดำเนินการทันทีอย่างที่มีความเข้าใจคลาดเคลื่อนกันอยู่ เพราะกระทรวงฯ ยังคงมีมาตรการอื่นๆ ในการผลักดันให้สถานการณ์ของยางพาราไปในทิศทางที่ดีขึ้นอีกหลายมาตรการ เช่น โครงการสนับสนุนสินเชื่อเงินทุนหมุนเวียนแก่ผู้ประกอบกิจการยาง (ยางแห้ง) วงเงิน 20,000 ล้านบาท โครงการสนับสนุนสินเชื่อผู้ประกอบการผลิตผลิตภัณฑ์ยาง วงเงิน 15,000 ล้านบาท เป็นต้น

สำหรับประเด็นการขโมยกรีดยางในสวนยางของภาครัฐ โครงการควบคุมปริมาณผลผลิตโดยให้หยุดกรีดยางในช่วง ม.ค. – มี.ค.นั้น หากมีการตรวจสอบพบว่ามีลูกจ้างกรีดยาง กยท.รายใดที่กระทำความผิด จะต้องถูกลงโทษ เป็นไปตามการดำเนินการความผิดทางวินัยตามข้อบังคับคณะกรรมการการยางแห่งประเทศไทย ว่าด้วยวินัยและการลงโทษพนักงานและลูกจ้างประจำ และอาจถูกดำเนินคดีอาญาฐานลักทรัพย์นายจ้างด้วย ในกรณีที่มีการลักลอบกรีดยางและรับซื้อยางพาราอันเกิดจากการกระทำของบุคคลภายนอก ให้หัวหน้าส่วนงานที่รับผิดชอบดำเนินการร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนในพื้นที่ที่รับผิดชอบเพื่อดำเนินคดีอาญาต่อไป

‘กฤษฏา’ลงใต้วอนขรก.เกษตร ยึดมั่นประโยชน์ชาติทำเพื่อส่วนรวม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/322760

'กฤษฏา'ลงใต้วอนขรก.เกษตร ยึดมั่นประโยชน์ชาติทำเพื่อส่วนรวม

‘กฤษฏา’ลงใต้วอนขรก.เกษตร ยึดมั่นประโยชน์ชาติทำเพื่อส่วนรวม

วันศุกร์ ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 17.20 น.

“กฤษฏา ลงใต้ วอนขรก.เกษตร ยึดมั่นประโยชน์ประเทศชาติทำเพื่อส่วนรวมให้มากที่สุด มีต้นแบบการทรงงานจากทุกพระองค์ อย่าทำเพื่อคนใดคนหนึ่ง ให้มาเอาเปรียบเกษตรกร พร้อมขู่จะมีคดีติดตัว”

23 ก.พ.61 ที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ นายกฤษฏา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยนายลักษณ์ วจนานวัช นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รมช.เกษตรฯ เดินทางมามอบแนวทางขับเคลื่อนนโยบายกระทรวงเกษตรฯในระดับพื้นที่สู่การปฎิบัติ ครั้งที่5 ภาคใต้และภาคใต้ชายแดน

นายกฤษฏา กล่าวตอนหนึ่งว่าในหลวงร.9 ทรงพระราชทานแนวทางบรรเทาอุทกภัย อ.หาดใหญ่ เพราะเคยเกิดน้ำท่วมใหญ่หลายครั้งโดยกรมชลประทาน กำลังดำเนินการก่อสร้างคลองผันน้ำ ร.1 ซี่งในหลวง ร.10 ทรงห่วงใยให้เร่งรัดดำเนินการโครงการในพระราชดำริเพื่อช่วยเหลือดูแลประชาชนให้มีความสุขมากที่สุด เรามีต้นแบบความทุ่มเททำให้ประชาชนจากในหลวง 9 ในหลวง 10 และพระบรมวงศาทุกพระอค์

ยังมีอดีตปลัดกระทรวงเกษตรถึง 4 ท่านได้รับโปรดเกล้าไปเป็นองคมนตรี เป็นสิ่งที่น่าภูมิใจมาก ต่อไปนี้ อยากให้คนกระทรวงเกษตรฯ เห็นแก่ประโยชน์ประเทศชาติและส่วนร่วมมากที่สุด อย่าไปทำให้คนใดคนหนึ่ง อย่าเปลี่ยนไปตามคนที่คิดคดในข้องอในกระดูก เอาเปรียบเกษตรกร หากทำจะมีคดีติดตัว เราต้องยึดมั่นถือมั่น ผนึกกำลังกัน เป็นผนังทองแดงกำแพงเหล็ก จะปกป้องเกษตรกรได้จริง

นายกฤษฏา กล่าวว่าเวลาสินค้าเกษตรขายไม่ได้ เกษตรกรจะขนมาปิดสองที่ คือหน้าจวนผู้ว่าฯกับกระทรวงเกษตรฯ ให้ทุกคนเก็บไปคิดว่าสินค้าเกษตร มีมูลค่ามากจากการส่งออก แต่เกษตรกรทำไมจึงยากจน วิธีทำเกษตรยังล้าหลัง ตอนนี้งบไทยนิยมยั่งยืน กำลังจะลงมา ตนให้สำนักงานเกษตรจังหวัด ทำหน้าที่คล้ายกับปลัดจังหวัด เรามีเจ้าหน้าที่14 กรม ทั้ง น้ำ ดิน ฟ้า พืช ปศุสัตว์ ต้องทุ่มเทช่วยกันระดมลงไปช่วยฟื้นฟูอาชีพ ถ้าเราทำงานเป็นเกลียวเชือก รักใคร่ผูกพันทำเพื่อเกษตรกรก็จะสำเร็จทุกอย่าง

‘กฤษฏา’ยันแนวคิดหยุดกรีดยาง3ด. ส่งผลตลาดจีนดันราคาพรวดอีก2บาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/322758

'กฤษฏา'ยันแนวคิดหยุดกรีดยาง3ด. ส่งผลตลาดจีนดันราคาพรวดอีก2บาท

‘กฤษฏา’ยันแนวคิดหยุดกรีดยาง3ด. ส่งผลตลาดจีนดันราคาพรวดอีก2บาท

วันศุกร์ ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 17.15 น.

“กฤษฏา ยันแนวคิดหยุดกรีดยาง3 เดือน ส่งผลตลาดประเทศจีน ตกใจรีบซื้อยางดันราคาขึ้นวันเดียว 2 บาท ลั่น 3 รมต.เกษตรฯใจสู้ แก้ทุกปัญหา เกษตกรลืมตาอ้าปากได้แน่นอน ด้าน รมช.ลักษณ์ ระบุสัญญาณดี ราคายางขึ้นชัดเจน ตลาดส่งออกทะลุ 53 บาท”

23 ก.พ.61 ที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ นายกฤษฏา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และนายลักษณ์ วจนานวัช รัฐมนตรีช่วยว่าการเกษตรฯ ได้ร่วมประชุมรับปัญหาจากกลุ่มเกษตรกรชาวสวนยางภาคใต้ และชายแดนใต้ ที่ส่วนใหญ่ต้องการเร่งซื้อยางจากเกษตรกรใช้ในหน่วยงานรัฐเพื่อดึงราคาขึ้น ส่วนการหยุดกรีดยาง 3 เดือน เกษตรกรในที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิ เข้าไม่ถึง และการทำงานของ การยางแห่งประเทศไทย(กยท.)ที่ขาดประสิทธิภาพ ไม่เข้าถึงเกษตกร ต่างจากในอดีตที่เป็นสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง (สกย.) มีบทบาทช่วยเหลือเกษตรกรได้ดีกว่า

โดยนายถนอมเกียรติ ยิ่งฉ้วน ที่ปรึกษาเครือข่ายสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางแห่งประเทศไทย ขอให้รัฐมนตรีเกษตรฯใช้อำนาจยับยั้งบอร์ดการยางแห่งประเทศไทย(กยท.) ที่มีมติเดินหน้าโครงการจัดจ้างเอกชนติดตั้งระบบจัดเก็บเงินค่าธรรมเนียมส่งออกยางพารา วงเงิน 800 ล้านบาท และได้รับส่วนแบ่งจากรายได้ 5% เป็นเวลา 5 ปี โดยในทีโออาร์ ไม่ชี้แจงว่า ส่วนแบ่งจากยอดเงินเซสทั้งหมดหรือไม่ที่เก็บได้ปีละ 9,000 ล้านบาท หากเป็นตามนั้น เอกชนจะได้ส่วนแบ่งถึงปีละ 450 ล้านบาท และในทีโออาร์ไม่ได้กำหนดว่า หลังจาก 5 ปี เครื่องมือตรวจวัดน้ำหนักที่ติดตั้งใหม่จะตกเป็นของ กยท.หรือไม่ ซึ่งจริงๆ ไม่ต้องทำการติดตั้ง เพราะสามารถใช้เครื่องชั่งของด่านศุกลากรได้ เพียงแต่ใช้เงินเชื่อมพัฒนาระบบ 44 ล้านบาท โดยไม่ต้องเช่าสถานที่ ไม่ต้องลงทุนติดตั้งเครื่องตราชั่ง บอร์ดกยท.อย่าไปยุ่งเกี่ยวรายได้ที่มาจากเงินเซส ต้องที่นำมาพัฒนาเกษตรกร

“การประชุมบอร์ดกยท.มีการลงมติ 15 ต่อ 6 ไม่ใช่เป็นมติเอกฉันท์แต่อย่างใด และความจริงตัวแทนเกษตรกรกว่า10 คนที่อยู่ในการประชุม และตัวแทนจากกระทรวงการคลัง ต่างแสดงความเห็นคัดค้านทุกคน ดังนั้น เครือข่ายเกษตรกรกว่า20 แห่งจะประชุมแถลงข่าคัดค้านเรื่องนี้ วันที่ 28 ก.พ.61 ที่การยางแห่งประเทศไทย หากบอร์ด กยท.ยังเดินหน้าต่อไป จะตั้งเวทีขับไล่จนกว่าประธานบอร์ด และผู้ว่าฯกยท.จะลาออกจากตำแหน่ง” นายถนอมเกียรติ กล่าว

โดยนายกฤษฏา ได้สั่งการให้รองปลัดกระทรวง ทำหนังสือด่วนถึงประธานบอร์ด และผู้ว่าฯ กทย.โดยใช้อำนาจ ในมาตรา 69 ที่ให้ กยท.อยู่ภายใต้การกำกับทั่วไปของ รมว.เกษตร แจ้งข้อห่วงใยเพื่อพิจารณา ผลดีผลเสีย ที่กยท.ต้องรับผิดชอบตามกฎหมาย และข้อกังวลเรื่องจุดอ่อนการเก็บเงินเซส ควรชี้แจงให้ทุกฝ่ายเกิดความเข้าใจมากขึ้น ที่จะทำให้สังคมได้รับรู้ถึงจุดอ่อนในระบบปัจจุบัน อยู่ตรงไหน หากมีเครื่องมือไปติดตั้งจะไม่รั่วไหล และปัญหาการรั่วไหลปีละพันกว่าล้านบาทได้ตั้งกรรมการสอบหาผู้รับผิดชอบได้หรือยัง ซึ่งก่อนเดินหน้าประมูลต้องชัดเจนข้อกำหนดทีโออาร์ ที่ให้เอกชน ได้ส่วนแบ่งการเก็บ

นายกฤษฏา กล่าวว่าปัญหาของ กยท.มีหลายประเด็นทั้งการแจกปุ๋ย ซึ่งเกษตรกรร้องเรียนมาตลอด ได้ปุ๋ยไม่ตรงสูตร และต้องเสียค่าขนส่งเอง ทำให้มีราคาแพงกว่าเกษตรกรซื้อเอง อีกทั้งยังล่าช้ากว่าจะได้ปุ๋ยเข้าหน้าฝนแล้ว จึงสั่งให้ผู้ว่าฯ กทย.วางแผนการซื้อปุ๋ยให้เกษตรกร หรือจ่ายเงินให้เกษตรกรไปซื้อเอง ไปทำแผนมาเสนอตนเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในรอบหน้า และให้เจ้าหน้าที่ กยท.ทั้ง 4 ภาคประสาน ทรัพยากรฯจังหวัดให้ส่งรายละเอียด จำนวนเกษตรกรสวนยางที่อยู่ในป่าก่อนปี2541จะได้รู้ว่าพื้นที่สวนยางมีเท่าไหร่ที่ไม่มีเอกสารสิทธิ และที่เข้ารับสิทธิจากรัฐได้

นายกฤษฏา กล่าวอีกว่าตนแก้ปัญหาด้วยสมอง และใจสู้ ซึ่งแนวคิดตนหยุดกรีดยาง ทูตเกษตรที่เซียงไฮ้ ประเทศจีน ยืนยันว่า ตลาดยางล่วงหน้าตอบรับดีมาก เพราะตกใจมาตรการนี้รีบซื้อ ตลาดโตคอม ราคาขึ้นวันเดียว 2 บาท

“สัปดาห์หน้าจะเชิญทูตประเทศเวียดนาม อินโดนีเซีย มาเลเซีย มาพบเพื่อเจรจาร่วมมือหยุดกรีดยาง ช่วงเดือน พ.ค- ก.ค. จ่ายเงินชดเชยเกษตรกรเดือนละ1.5 พันบาทต่อไร่ 3 เดือน จะเป็นพื้นที่ติดกันเป็นแปลงใหญ่ ตรวจสอบง่าย ขอถ้วยยางมาแลกเงินรอบแรกไป ครบสองเดือนไม่มีรอยกรีดใหม่ เอาถ้วยคืนไปรับเงินงวดสุดท้าย ผมฝากไว้ให้คิด ซึ่งผม และรมช.สองคน จะไม่ยอมแพ้ ตราบใดยังเป็นรมต.เกษตร ทำให้เกษตรกรลืมตาอ้าปากได้”นายกฤษฏา กล่าว

ด้านนายลักษณ์ กล่าวว่าเร่งประชุมหน่วยงานท้องถิ่น นำยางไปทำถนน 1 หมุ่บ้าน 1 กม.การใช้น้ำยางมหาศาล โดยรมว.เกษตรฯไม่ยอมแพ้ จะไปคุยอปจ.อปท.โน้มน้าวใช้เงินสะสมมาทำถนนพาราซอยซีเมนต์ อายุการใช้งานนานกว่า ซึ่งกยท.ต้องส่งทีมไปคุยทุกกับทุกตำบลด้วย พร้อมกันนี้ รมว.เกษตร ได้หารือกับนายกฯให้งบเพิ่มกับกรมชลประทาน 3.5 พันล้าน นำยางทำถนนซ่อมแซมคันคลอง

“รมว.เกษตรฯบอกว่าเราตั้งหลักๆดี เพราะนายกฯให้ทำต่อเนื่องการใช้ยาในประเทศ ปี 62 เรียกทุกหน่วยงานมา ขอสำนักงบประมาณ มากำหนดทีโออาร์ นำยางทำถนนเป็นนโยบายสำคัญ นายกฯบอกว่าถ้าใครไม่ทำถือว่าขัดนโยบาย เราต้องพึ่งตัวเองให้มาก อย่าไปพึ่งแต่ส่งออก และให้งบมาอีก 3 พันล้านบาท เริ่มปรับเปลี่ยนพื้นที่ปลูกยาง 1.5 แสนไร่ ไปทำแนวเกษตรทษฎีใหม่ ภายในกันยายนนี้ ส่วนมาตรการระยะยาว ต้องทำให้เกษตรกรรู้ราคาซื้อขายในตลาด จะตั้งบริษัทซื้อขาย ส่งออก เหมือนบริษัทอ้อยและน้ำตาลทราย แบ่งกัน30/70 เป็นเรื่องใหญ่มาก จะเชิญทีดีอาร์ไอ มาหารือในการแบ่งปันตลาดอย่างเป็นธรรม มั่นใจราคายางจากนี้ขยับขึ้นเพราะราคาตลาดส่งออกอยู่ 53 บาทแล้ว” นายลักษณ์ กล่าว

‘รมว.เกษตรฯ’มอบนโยบายการช่วยเหลือเกษตรกร14จังหวัดภาคใต้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/322708

'รมว.เกษตรฯ'มอบนโยบายการช่วยเหลือเกษตรกร14จังหวัดภาคใต้

‘รมว.เกษตรฯ’มอบนโยบายการช่วยเหลือเกษตรกร14จังหวัดภาคใต้

วันศุกร์ ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 15.14 น.

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มอบนโยบายการช่วยเหลือเกษตรกรให้แก่หน่วยงานที่รับผิดชอบในพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้ พร้อมเผยการให้เกษตรกรงดกรีดยาง 3 เดือนนั้น เป็นเพียงแนวคิด และยังต้องหารืออีกครั้ง

23 ก.พ.61 เมื่อเวลาประมาณ 10.00 น. ที่ศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ อ.หาใหญ่ จ.สงขลา นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมสัมมนาการขับเคลื่อนนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในระดับพื้นที่สู่การปฏิบัติ รวมทั้งมอบนโยบายให้แก่ข้าราชการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้

โดยเฉพาะเรื่องการแก้ปัญหาด้านการเกษตร เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรให้มีความกินดีอยู่ดีขึ้น หลุดพ้นจากความยากจน และมีรายได้พอเลี้ยงชีพ โดยเฉพาะปัญหาสินค้าเกษตรราคาตกต่ำ ไม่มีตลาดรองรับ ซึ่งต้องทำการแก้ไขโดยเร่งด่วน เพราะจะเป็นการช่วยเหลือเศรษฐกิจฐานรากให้เข้มแข็ง และลดความเหลื่อมล้ำทางรายได้ของเกษตรกร

นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเปิดการประชุมว่า ทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมเดินหน้าแก้ปัญหาให้กับเกษตรกรในทุกๆ เรื่อง ส่วนเรื่องการนำเข้ากุ้งจากต่างประเทศนั้น ขอยืนยันว่าขณะนี้ทางกระทรวงยังไม่อนุญาตให้นำเข้าแต่อย่างใด และยังอยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบว่า จำนวนกุ้งที่จะนำเข้ามานั้น ถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ และจะส่งผลกระทบต่อภาพรวมของกลุ่มเลี้ยงกุ้งภายในประเทศมาน้อยขนาดไป

สำหรับประเด็นการให้เกษตรกรชาวสวนยางพารา ซึ่งเป็นอาชีพหลักของชาวใต้ ชะลอการกรีดยาง 3 เดือน ในช่วงที่ราคายางพาราตกต่ำนั้น ขอย้ำว่า ยังเป็นเพียงแนวคิดของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และคงต้องหารือพูดคุยกับเกษตรกร และผู้ประกอบการธุรกิจการยางให้ชัดเจนอีกครั้ง เพื่อหาทางออกร่วมกัน และหาวิธีการที่ดีสุดในการช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยาง รวมทั้งธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องทั้งหมด

‘กยท.’เปิดหลักเกณฑ์ สินเชื่อผู้ประกอบการยางแห้ง 2หมื่นล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/322659

'กยท.'เปิดหลักเกณฑ์ สินเชื่อผู้ประกอบการยางแห้ง 2หมื่นล้าน

‘กยท.’เปิดหลักเกณฑ์ สินเชื่อผู้ประกอบการยางแห้ง 2หมื่นล้าน

วันศุกร์ ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 12.03 น.

“กยท.” แจงหลักเกณฑ์เงื่อนไขการเข้าร่วม โครงการสินเชื่อผู้ประกอบกิจการยางแห้ง 20,000 ล้านบาท เผยขอจัดสรรงบประมาณชดเชยดอกเบี้ยเงินกู้ ในอัตราไม่เกินร้อยละ 3 ต่อปี 

23 ก.พ. 61 นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท รองผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย ด้านอุตสาหกรรมยางและการผลิตยาง กล่าวในระหว่างการประชุมโครงการสนับสนุนสินเชื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนแก่ผู้ประกอบกิจการยางแห้ง วงเงิน 20,000 ล้านบาทว่า  เป็นโครงการที่ให้ผู้ประกอบกิจการแปรรูปยางแห้ง ยื่นขอกู้เงินจากธนาคารพาณิชย์ เพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการซื้อวัตถุดิบมาแปรรูปเป็นยางแผ่นรมควัน และยางแท่ง ให้เกิดการดูดซับยางพาราออกจากระบบ นำมาเก็บสต็อกของผู้ประกอบการ ในลักษณะหมุนเวียนหรือ Moving stock โดยเป็นโครงการเงินกู้ระยะสั้นจากธนาคารพาณิชย์ที่เข้าร่วมโครงการดังกล่าว ในกรอบวงเงิน 20,000 ล้านบาท ซึ่ง กยท. จะจัดสรรงบประมาณจากสำนักงบประมาณ เพื่อจ่ายชดเชยดอกเบี้ยแก่ผู้ประกอบกิจการยาง ในอัตราไม่เกินร้อยละ 3 ตามระยะเวลาโครงการ 1 ปี

รองผู้ว่าฯกยท. กล่าวว่า โครงการดังกล่าวเข้าตรวจสอบความสามารถในการจัดเก็บสต็อก ของผู้เข้าร่วมโครงการ เพื่อนำมาพิจารณากำหนดกรอบวงเงินจัดสรร โดยใช้วิธีการคำนวณกรอบวงเงินที่ได้รับการจัดสรร จากความสามารถในการจัดเก็บที่เพิ่มขึ้นจากเดิม คูณด้วยราคากลางยางประเภทต่างๆ ที่ กยท. ประกาศ ตามวงเงินสินเชื่อที่ได้รับการอนุมัติจาก ธนาคารพาณิชย์ ซึ่งจะพิจารณาให้สินเชื่อตามระเบียบของธนาคารนั้นๆ โดยมีระยะเวลาชำระคืนเงินกู้ไม่เกิน 1 ปี นับจากวันทำสัญญา โดยผู้กู้ชำระคืนทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย

สำหรับการจ่ายเงินเพื่อชดเชยดอกเบี้ยแก่ผู้เข้าร่วมโครงการทาง กยท. จะขอรับการจัดสรรงบประมาณ และจ่ายชดเชยดอกเบี้ยเมื่อสิ้นสุดโครงการ ในอัตราไม่เกินร้อยละ 3 ต่อปี ซึ่งต้องอยู่ภายใต้หลักเกณฑ์และเงื่อนไขชดเชยดอกเบี้ย คือ ผู้ประกอบการต้องมีสต็อกยางเพิ่มขึ้นมากกว่าสต็อกเฉลี่ยย้อนหลัง 1 ปี นับจากวันที่ยื่นความประสงค์ โดยคำนวณจากปริมาณสต็อกยางที่เพิ่มขึ้น คูณด้วยราคารับซื้อยาง บวกไม่ต่ำกว่า 0.50 บาท จากราคาตามประกาศของ กยท. ไม่เกินวงเงินที่ได้รับการจัดสรร และไม่เกินภาระหนี้ที่เข้าร่วมโครงการ

นายณกรณ์  กล่าวอีกว่า ผู้ที่ประสงค์จะขอเข้าร่วมโครงการฯ สามารถยื่นคำขอด้วยตนเองได้ที่ ฝ่ายวิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมยาง การยางแห่งประเทศไทย แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพฯ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร 02-9407391

เลาะรั้วเกษตร : ตำนานยาง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/322554

281225166

เลาะรั้วเกษตร : ตำนานยาง

วันศุกร์ ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 06.00 น.

คดีทุจริตกล้ายาง 1 ล้านไร่ จบไปนานแล้วตั้งแต่ปี 2552 คิดว่าคงไม่มีอะไรคาใจกันแล้ว เพราะคดีดังกล่าว ถูกฟ้องกันกราวรูด ไม่เว้นแม้แต่ผู้ที่ประมูลงานได้อย่าง บริษัท เจริญโภคภัณฑ์เมล็ดพันธุ์ จำกัด หรือที่เรียกกันติดปากสั้นๆ ว่า ซี.พี. แต่ศาลได้ตัดสินแล้วว่าจำเลยทั้งหมดไม่มีความผิด รวมทั้ง ซี.พี. ด้วย

ก่อนหน้าที่ศาลจะตัดสินพิพากษาคดีทุจริตกล้ายาง ซี.พี. ได้ฟ้องร้องกรมวิชาการเกษตร กรณีที่ยกเลิกสัญญาไม่ยอมรับกล้ายางที่บริษัทผลิต ทำให้บริษัทได้รับความเสียหาย…และศาลฎีกาเพิ่งจะตัดสินคดีเมื่อปลายเดือนธันวาคม 2560 ที่ผ่านมา ให้ ซี.พี. ชนะคดี และให้กรมวิชาการเกษตรจ่ายค่าเสียหาย ซึ่งกรณีหลังนี้ไม่เกี่ยวกับคดีทุจริตกล้ายางที่ตัดสินคดีไปแล้วเมื่อปี 2552 แต่เป็นเรื่องที่เกี่ยวเนื่องกันกับกล้ายางในโครงการยาง 1 ล้านไร่

เรื่องของเรื่องมีอยู่ว่า ซี.พี. เป็นผู้ประมูลงานผลิตกล้ายางชำถุงให้กับเกษตรกร ในโครงการส่งเสริมปลูกยางพาราเพื่อยกระดับรายได้และความมั่นคงให้เกษตรกรในแหล่งปลูกยางใหม่ ระยะที่ 1 (พ.ศ. 2546 – 2549) หรือเรียกกันสั้นๆ ว่าโครงการยาง 1 ล้านไร่ได้ในวงเงิน 1,397 ล้านบาท งานที่ซี.พี.ต้องทำตามเงื่อนไขคือ ผลิตยางชำถุงตามมาตรฐานของกรมวิชาการเกษตร จำนวน 90 ล้านต้น เพื่อส่งมอบให้เกษตรกรที่ร่วมโครงการให้ครบถ้วน ภายใน 3 ปี

ในแต่ละปีจะแบ่งงานส่งมอบเป็นงวดๆ ไป ปรากฏว่ามีเหตุเอาในปีสุดท้ายซึ่งบริษัทจะต้องส่งมอบกล้ายางให้ครบถ้วนภายใน 31 สิงหาคม 2549 แต่บริษัทผลิตกล้ายางส่งมอบให้ได้ไม่ครบ ยังขาดอีก 16.14 ล้านต้น โดยบริษัทอ้างว่าเพราะเหตุสุดวิสัยทางธรรมชาติ เนื่องจากน้ำท่วมในหลายพื้นที่ จึงขอขยายเวลาส่งมอบ ซึ่ง ซี.พี.ยืนยันว่ากรมวิชาการเกษตรมีหนังสือแจ้งมาเหมือนกับจะให้ขยายเวลาส่งมอบได้ จึงเร่งทำการผลิตกล้ายาง แต่ต่อมากรมวิชาการเกษตรได้ขอยกเลิกสัญญา…ทำให้บริษัทได้รับความเสียหาย จึงได้ฟ้องร้อง…..

ประเด็นเรื่องหนังสือนี้ไม่ยืนยันว่าใครผิดใครถูก..เพราะไม่ได้เห็นหนังสือดังกล่าว….

แต่จากการตรวจสอบข่าว พบว่า อธิบดีกรมวิชาการเกษตรในสมัยนั้นชื่อ อดิศักดิ์ ศรีสรรพกิจ ได้ให้สัมภาษณ์สื่อว่า ได้เจรจาไกล่เกลี่ยกับซี.พี. ขออย่าฟ้องร้องกันเลย มาร่วมมือกันแก้ไขปัญหาให้เกษตรกรที่ยังไม่ได้กล้ายางจะดีกว่า กรมเองก็พร้อมจะซื้อกล้ายางของซี.พี. ถ้าซี.พี.มาขึ้นทะเบียนเป็นผู้ผลิตกล้ายางชำถุงตามมาตรฐานที่กรมวิชาการเกษตรกำหนดอย่างถูกต้อง

ถ้าเป็นจริงดังที่อธิบดีให้สัมภาษณ์ ซี.พี. ก็น่าจะพิจารณาถึงผลประโยชน์ของเกษตรกรเป็นสำคัญ ประกอบกับวงเงินที่ประมูลงานได้ก็สูงเป็นพันล้าน บวกลบคูณหารแล้ว กล้ายางที่ผลิตไว้เตรียมส่งมอบแต่ไม่ได้ส่งมอบก็ไม่น่าจะทำให้บริษัทเสียหายมากมายนัก…แต่อาจจะเสียหน้าบ้างเล็กน้อยก็อย่าคิดมาก……โครงการนี้ร่วมหัวจมท้ายมาด้วยกันแล้ว….ยกฟ้องกันไป…ร่วมมือแก้ปัญหาก็จะ วิน วิน ด้วยกันทั้งสองฝ่ายแต่ ซี.พี. คงไม่ได้คิด ดังนั้น การดำเนินคดีจึงเกิดขึ้น และจบลงอย่างที่เห็น…

ฝ่ายราชการ….ก็น่าสังเกตว่า…ระยะเวลาที่ผ่านมามัวยุ่งอยู่กับการตั้งหน่วยงานใหม่ คือ “การยางแห่งประเทศไทย” ซึ่งจัดตั้งขึ้นได้เมื่อปี 2558 หลังจากดำเนินการมาหลายปี แต่การจัดตั้งหน่วยงานขึ้นมารับผิดชอบเรื่องยางโดยเฉพาะ ก็มิได้ทำให้ปัญหาเกี่ยวกับยางหมดไป กลับมีปัญหามากขึ้น ทั้งเรื่องราคา และเรื่องการผลิต ยาง 1 ล้านไร่ที่ส่งเสริมกันไว้ก็เพิ่มปริมาณผลผลิตยางให้มากขึ้น ขณะที่ความต้องการลดลง จนถึงกับมีนโยบายให้โค่นยาง (ของราชการ) เรื่องการบริหารงานภายในองค์กรเองก็มิได้ราบรื่น ไม่ว่าจะเป็น องค์การสวนยาง กองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง และ สถาบันวิจัยยาง กรมวิชาการเกษตร ก็ล้วนแต่ “ข้าแน่” กันทั้งนั้น….เมื่อมารวมกัน..จะให้เป็นเอกภาพคงต้องใช้เวลา….

เหตุนี้จึงอาจทำให้เอกสาร พยาน หลักฐาน ในการต่อสู้คดีมีข้อบกพร่อง ส่งผลให้แพ้คดี…..มิหนำซ้ำยังมีการเกี่ยง….เรื่องชดใช้ค่าเสียหายให้กับ ซี.พี.ครั้งนี้ ระหว่าง กรมวิชาการเกษตร กับ กยท. เดือดร้อนถึง รมว.กษ. กฤษฎา บุญราช ต้องฟันธง ให้กรมวิชาการเกษตร เจรจา กับซี.พี. …ซึ่งนั่งอมยิ้มรออยู่……

สุดท้ายก็นึกถึงคำให้สัมภาษณ์ของบิ๊ก ซี.พี.ท่านหนึ่ง ตอนที่พ้นผิดคดีทุจริตกล้ายางเมื่อปี 2552 ว่า…บริษัทจะมุ่งมั่นเดินหน้าพัฒนานวัตกรรม ตลอดจนอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับยางพาราอย่างต่อเนื่องต่อไป เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการแข่งขันในตลาดโลกให้กับเกษตรกรผู้ปลูกยางของไทย….

แอ่น…แอน….แอ๊น……ซาบซึ้งป่ะล่ะ….

แว่นขยาย

รัฐบาลอัดงบฯกลาง1.7พันล. เดินหน้าปฏิรูปโครงสร้างผลิตผ่านสหกรณ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/322561

รัฐบาลอัดงบฯกลาง1.7พันล. เดินหน้าปฏิรูปโครงสร้างผลิตผ่านสหกรณ์

รัฐบาลอัดงบฯกลาง1.7พันล. เดินหน้าปฏิรูปโครงสร้างผลิตผ่านสหกรณ์

วันศุกร์ ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 06.00 น

นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้เสนอขอตั้งงบประมาณกลางปี วงเงิน 6,461.9795 ล้านบาท เพื่อดำเนินการ 8 โครงการ โดยมีสหกรณ์ให้ความสนใจยื่นโครงการเพื่อขอรับการสนับสนุน 708 แห่ง ซึ่งสำนักงบประมาณได้พิจารณาจัดสรรภายใต้แผนงานยุทธศาสตร์ปฏิรูปโครงสร้างการผลิตภาคเกษตรในส่วนของกรมส่งเสริมสหกรณ์วงเงิน 1,791.5341 ล้านบาท และมีสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรจะได้รับการอุดหนุนงบดังกล่าว 319 แห่ง

โครงการที่จะใช้งบกลางปีดำเนินการ 4 โครงการ ประกอบด้วย 1.โครงการพัฒนาสถาบันเกษตรกรจัดเก็บพืชผลทางการเกษตร หรือ โครงการแก้มลิง 1,017.9172 ล้านบาท สหกรณ์ 146 แห่ง 2.โครงการสนับสนุนอุปกรณ์แปรรูปผลผลิตทางการเกษตร 410.9081 ล้านบาท สหกรณ์ 101 แห่ง 3.โครงการเพิ่มศักยภาพการรวบรวมและการแปรรูปยางพาราในสถาบันเกษตรกร งบประมาณ 340.4299 ล้านบาท สหกรณ์ 62 แห่ง และ 4.โครงการส่งเสริมและพัฒนาอาชีพเพื่อแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินของเกษตรกร (คทช.) งบประมาณ 22.2789 ล้านบาท สหกรณ์ 10 แห่ง

“การใช้งบฯที่ได้รับการอุดหนุนเพื่อนำไปดำเนินโครงการนี้ สหกรณ์ต้องปฏิบัติตามคำแนะนำของ นายทะเบียนสหกรณ์อย่างเคร่งครัด และดำเนินการภายใต้กรอบพระราชบัญญัติจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ 2560 ซึ่งจำเป็นจะต้องมีการซักซ้อมเจ้าหน้าที่ ในการเข้าไปให้คำแนะนำและติดตามระหว่างที่สหกรณ์ดำเนินการจัดซื้อจัดจ้าง โดยจะต้องเข้าไปช่วยเหลือแนะนำในระหว่างการก่อสร้างจนกว่าจะแล้วเสร็จ และหากพบว่ามีปัญหาจะต้องแก้ไขในทันที ซึ่งจะมีการกำหนดหน้าที่ของผู้ที่จะเข้าไปติดตามการดำเนินโครงการที่ชัดเจนในแต่ละช่วงเวลาของการดำเนินโครงการ”

อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ยังได้กล่าวถึงโครงการแก้มลิงผลผลิตการเกษตร เป็นโครงการที่สหกรณ์ต่างๆ ให้ความสนใจจำนวนมาก เมื่อกรมประกาศเชิญชวนให้สหกรณ์ที่มีความพร้อมแจ้งความประสงค์เข้าร่วมโครงการ พบว่า มีสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรให้ความสนใจเสนอเข้าร่วมโครงการ 708 แห่ง วงเงินของบประมาณ 6,461.9795 ล้านบาท แต่สำนักงบประมาณพิจารณาจัดสรรให้ได้เพียง 1,017.9172 ล้านบาทเท่านั้น เนื่องจากหลักของการจัดสรรงบประมาณอุดหนุนให้กับสหกรณ์ ต้องการให้กระจายทั่วถึงไม่กระจุกตัวเฉพาะบางพื้นที่ และในบางสหกรณ์ที่เสนอโครงการเข้ามาไม่สมบูรณ์และยังไม่มีความพร้อมที่จะดำเนินการ ก็จะไม่ได้รับการพิจารณา

ทั้งนี้ เมื่อสหกรณ์มีอุปกรณ์การตลาดและปัจจัยพื้นฐานที่จะรวบรวมผลผลิตจากเกษตรกรได้เพิ่มขึ้น สหกรณ์จะต้องทำหน้าที่ในการขยายตลาดและมีการซื้อขายผลผลิตให้กับคู่ค้า ซึ่งอาจจะเป็นโรงสีในพื้นที่หรือพ่อค้าเอกชน ซึ่งในอดีต สหกรณ์ไม่จำเป็นต้องเรียกหนังสือค้ำประกันจากธนาคาร หรือ Bank Guarantee จากคู่ค้ามาเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันเมื่อจะทำสัญญาซื้อขายสินค้ากับบริษัทเอกชน แต่ในปัจจุบัน นายทะเบียนสหกรณ์ ได้มีหนังสือสั่งการสหกรณ์ให้เรียกหนังคือค้ำประกันของธนาคารจากผู้ที่มาทำสัญญาซื้อขายกับสหกรณ์ เพื่อเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันและป้องกันการผิดนัดชำระเงินหรือยกเลิกสัญญาซื้อขาย ซึ่งเจตนารมณ์ของการใช้อำนาจของนายทะเบียนสหกรณ์ในการกำหนดให้ต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกันเมื่อมีสัญญาซื้อขายกับสหกรณ์นั้น เพื่อหลักประกันความเสี่ยงของสหกรณ์เอง และเป็นการเน้นย้ำให้คณะกรรมการสหกรณ์ดำเนินการอย่างรอบคอบ เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นกับสหกรณ์ในอนาคตด้วย