แบรนด์ เฮลธ์ รีเสิร์ช อวอร์ด 2018 ทุนวิจัยด้านสุขภาพของไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/327349

แบรนด์ เฮลธ์ รีเสิร์ช อวอร์ด 2018 ทุนวิจัยด้านสุขภาพของไทย

แบรนด์

แบรนด์ เฮลธ์ รีเสิร์ช อวอร์ด 2018 ขับเคลื่อนองค์ความรู้ด้านสุขภาพกระตุ้นให้เกิดการยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างเป็นรูปธรรม

คณะกรรมการพิจารณาทุนวิจัยแบรนด์ เฮลท์ รีเสิร์ช อวอร์ด 2018 ปีที่ 18 ขอเชิญแพทย์ เภสัชกร นักโภชนาการ พยาบาล ตลอดจนนักวิทยาศาสตร์ และนักวิชาการทั่วไป ร่วมส่งโครงงานวิจัยเพื่อรับทุนวิจัยแบรนด์ เฮลท์ รีเสิร์ช อวอร์ด กองทุนสนับสนุนงานวิจัยด้านสุขภาพของไทยที่จัดต่อเนื่องก้าวเข้าสู่ปีที่ 18 จำนวนรวม 500,000 บาทต่อปี ซึ่งแบ่งให้สำหรับโครงการวิจัยไม่เกิน 5 โครงการต่อปี โดยไม่มีข้อผูกมัดใดๆ ทั้งสิ้น ที่ผ่านมาได้ร่วมสนับสนุนและต่อยอดงานวิจัยด้านสุขภาพเพื่อคนไทย และก่อให้เกิดการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยอย่างเป็นรูปธรรมในระยะยาวไปแล้วกว่า 56 ผลงาน สนใจสมัครเข้าร่วมคัดเลือกรับทุนวิจัยได้แล้วตั้งแต่วันนี้ จนถึง 31 กรกฎาคม 2561 สามารถดาวน์โหลดใบสมัครได้ที่ http://www.brandsworld.co.th

ศ.เกียรติคุณ นพ.จอมจักร จันทรสกุล ประธานคณะกรรมการพิจารณาทุนวิจัยแบรนด์ เฮลธ์ รีเสิร์ซ อวอร์ด 2018 เปิดเผยว่า โครงการทุนวิจัยแบรนด์ เฮลท์ รีเสิร์ช อวอร์ด 2018 เป็นการมอบทุนวิจัยจำนวน 500,000 บาท และไม่เกิน 5 ผลงานต่อปี ให้กับงานวิจัยประยุกต์ การวิจัยทางคลินิกและการวิจัยพัฒนา การวิจัยพื้นฐาน รวมถึงการวิจัยภาคสนาม ในสาขาที่เกี่ยวกับอาหาร ผลิตภัณฑ์อาหาร สมุนไพรและยา รวมทั้งพฤติกรรมการบริโภคที่มีผลต่อโภชนาการบำบัด และการส่งเสริมสุขภาพ ตลอดจนสาขาที่เกี่ยวข้องโดยก่อให้เกิดองค์ความรู้ใหม่ เพื่อนำไปประยุกต์ให้เกิดประโยชน์ต่อสังคม สำหรับแพทย์ เภสัชกร นักโภชนาการ พยาบาล ตลอดจนนักวิทยาศาสตร์ และนักวิชาการทั่วไป นอกจากจะเป็นการสนับสนุนให้เกิดองค์ความรู้ใหม่ๆ ทางด้านสุขภาพแล้ว ยังเป็นการแสดงศักยภาพและความสามารถของนักวิจัยไทย ให้เป็นที่ประจักษ์ในระดับนานาชาติอีกด้วย โดยในปีนี้ทุนวิจัยแบรนด์ เฮลท์ รีเสิร์ช อวอร์ด ได้ย่างเข้าสู่ปีที่ 18 และได้สนับสนุนงานวิจัยไปแล้วกว่า 56 ผลงาน ซึ่งตลอดเวลาที่ผ่านมาได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างดีจากบริษัท แบรนด์ ซันโทรี่ (ประเทศไทย)
ด้าน นางสาวพุดตาน พงศ์พัฒนาไพบูลย์ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท แบรนด์ ซันโทรี่ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ปัญหาด้านสุขภาพเป็นปัญหาระดับโลก ที่เป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนาด้านต่างๆ ในทุกมิติ นอกจากนี้การมีสุขภาพที่ดียังเป็นการแสดงคุณภาพชีวิตที่ดีขั้นพื้นฐานของคนในประเทศนั้นๆ ดังนั้นทางบริษัทจึงเล็งเห็นความสำคัญของการสนับสนุนงานวิจัยและการค้นคว้าองค์ความรู้ใหม่ๆ ด้านสุขภาพมาโดยตลอด จึงมอบทุนวิจัยอย่างต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 18 ในปีนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
-2-
นักวิจัยไทยที่มีศักยภาพและมีจุดแข็งในศาสตร์ด้านโลกตะวันออก นอกเหนือจากศาสตร์ทางโลกตะวันตกแล้ว หากแต่เพียงขาดโอกาสและขาดทุนทรัพย์ที่จะนำเสนอผลงานนั้นให้ออกมาเป็นรูปธรรม ซึ่งนับเป็นความภูมิใจของบริษัท และโอกาสอันดีที่ทุนวิจัยแบรนด์ เฮลท์ รีเสิร์ช อวอร์ด 2018 ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเติมเต็มสิ่งที่ขาดนี้ ดิฉันขอเชิญชวนนักวิจัย และผู้ที่สนใจร่วมส่งผลงานเข้ารับคัดเลือกในโครงการแบรนด์ เฮลธ์ รีเสิร์ซ อวอร์ด 2018 และขอให้ความปรารถนาดีที่จะสร้างองค์ความรู้ใหม่ๆ ของทุกท่านส่งผลให้ได้รับทุนวิจัยตามที่ตั้งใจค่ะ
ภายในงานได้มีการแสดงผลงานวิจัยที่เคยได้รับทุนวิจัยแบรนด์ เฮลท์ รีเสิร์ช อวอร์ด ของ พญ.อรอนงค์ โพธิ์แก้ววรางกูล หน่วยประสาทวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เรื่อง “การพัฒนาและประเมินประสิทธิภาพของอุปกรณ์ถุงมือพาร์กินสันลดสั่น ในการลดอาการมือสั่นของผู้ป่วยโรคพาร์กินสันที่อาการสั่นนั้นไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยารับประทาน” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อการพัฒนาและศึกษาถึงประสิทธิภาพของถุงมือที่มีการติดตั้งอุปกรณ์ตรวจจับอาการสั่น และอุปกรณ์ระงับอาการสั่นด้วยการกระตุ้นกล้ามเนื้อมือด้วยไฟฟ้า เพื่อลดอาการสั่นของมือในขณะพักของผู้ป่วยโรคพาร์กินสันที่มีอาการสั่นของมือเป็นอาการเด่น รวมทั้งเพื่อประเมินอาการสั่นของมือ และการทำงานของกล้ามเนื้อในระหว่างที่ได้รับการกระตุ้นและไม่ได้รบการกระตุ้นกล้ามเนื้อด้วยไฟฟ้าในผู้ป่วยโรคพาร์กินสัน โดยคาดหวังว่าจะสามารถนำอุปกรณ์ดังกล่าวไปใช้สำหรับวิเคราะห์และลดอาการสั่นในขณะพักของผู้ป่วยโรคพาร์กินสันที่มีอาการสั่นของมือเป็นอาการเด่น รวมทั้งแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์สามารถนำอุปกรณ์ดังกล่าวไปใช้แยกผู้ป่วยโรคพาร์กินสัน กับผู้ป่วยโรคสั่นแบบอื่นได้
สำหรับผู้ที่สนใจสามารถส่งผลงานเข้าขอรับทุนได้ตั้งแต่บัดนี้ จนถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2561 โดยสามารถดาวน์โหลดใบขอรับทุนได้ที่ http://www.brandsworld.co.th หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่  โทร. 0-2079-7999

บานปลาย!! “ไทยพุทธ” ค้านศธ.อนุญาตสวมฮิญาบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/327214

บานปลาย!! “ไทยพุทธ” ค้านศธ.อนุญาตสวมฮิญาบ

มุสลิม,คัดค้าน,50 ปี,รมวศธ,พระครูสังข์,พระพิสิทธิ อนาถโย,คำสั่งรมวศธ,วัดนพวงศาราม,นพธีระเกียรติ

ไทยพุทธ ตั้งโต๊ะแถลงคัดค้านคำสั่ง”รมว.ศึกษา”อนุญาตินักเรียนมุสลิมสวมฮิญาบ ย้ำชัดเด็กนักเรียนพุทธ-มุสลิมเรียนร่วมกันมา 50 ปีไม่มีปัญหา หวั่นบานปลาย

        เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2561 ที่วัดนพวงศาราม ต.รูสะมีแล อ.เมืองจ.ปัตตานี ชาวบ้านไทยพุทธกว่า500คนได้มีรวมตัวกันแสดงพลังกรณีไม่เห็นด้วยกับ นพ.ธีระเกียรติ  เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมว.ศธ.)

         และ ผอ.เขตพื้นที่การศึกษาที่ปัตตานีที่แก้ไขระเบียบของโรงเรียนอนุบาลปัตตานีที่มีมากว่า50 ปี อนุญาติให้นักเรียนมุสลิมทั้งชายและหญิงของโรงเรียนอนุบาลปัตตานี แต่งกายตามหลักศาสนาได้คือ ผู้หญิงคลุมฮิญาบและผู้ชายสวมกางเกงขายาว

        โดยมีพระพิสิทธิ อนาถโย หรือพระครูสังข์ รองประธานสมาพันธ์ไทยพุทธจังหวัดชายแดนภาคใต้ และนายพงษ์พันธ์ จันทร์เล็ก รองประธานสมาพันธ์ไทยพุทธชายแดนใต้ เป็นแกนนำร่วมกับ องค์กรไทยพุทธในพื้นที่ปัตตานี ยะลา นราธิวาส

       พระครูสังข์กล่าวว่า โรงเรียนอนุบาลปัตตานี ได้เช่าที่ดินของวัดนพวงศ์ศารามทำสัญญาเมื่อวันที่ 21 ก.ค.2510 โดยเจ้าอาวาสมีอำนาจปกครองกฎระเบียบของโรงเรียน แต่มีผู้ปกครองมุสลิมกลุ่มหนึ่งเรียกร้องให้นักเรียนมุสลิมหญิงสวมฮีญาบและชายใส่กางเกงขายาวเข้าเรียนในโรงเรียนอนุบาลปัตตานี

        โดยอ้างว่าเป็นไปตามสังคมพหุวัฒนธรรมและเป็นสิทธิมนุษยชนจากข้อขัดแย้งดังกล่าว ที่มีคำสั่งให้ใช้กฎระเบียบของกระทรวงศึกษาธิการ อนุญาตให้ปฏิบัติตามกฎระเบียบของกระทรวงฯนั้นเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบธรรม ด้วยหลักของความยุติธรรม และใช้อำนาจเกินขอบเขต

       เนื่องจากที่ผ่านมา50ปีโรงเรียนแห่งนี้มีเด็กทั้งพุทธและมุสลิมก็เรียนและอาศัยอยู่ร่วมกันได้ไม่มีความขัดแย้งใดๆ แต่ครั้งนี้มีผู้ปกครองนักเรียนประมาณ 4 -5 คนออกมาเรียกร้องและประท้วงทั้งๆที่เราอยู่มาอย่างสันติสุขมาโดยตลอด ทั้งนี้อย่าให้น้ำผึ้งหยดเดียว มาก่อให้เกิดความแตกแยกและแตกต่างในพื้นที่ โดยยืนยันว่าพวกเราชาวไทยพุทธไม่ยอม

       นอกจากนี้ยังมองว่า การตัดสินใจของผู้ใหญ่ที่มีอำนาจในครั้งนี้เป็นการทำเกินอำนาจ และใช้กฎหมายที่ไม่คำนึงถึงความรู้สึกของพี่น้องพุทธศาสนิกชนถือว่าเป็นการก่อให้เกิดความขัดแย้งและความรู้สึกเป็นปฏิปักษ์ต่อกันขึ้นมาทันที

       “ขอให้ท่านผู้เกี่ยวข้องทบทวนให้ยกเลิกคำสั่งภายในวันศุกร์นี้ ให้โรงเรียนยังคงปฏิบัติเหมือนตามที่เคยปฏิบัติมาจากอดีตจนถึงปัจจุบันนี้ ถ้าไม่ดำเนินการ ในวันจันทร์ เราจะเคลื่อนไหวต่อไป โดยจะให้ทนายความฟ้องผู้เกี่ยวข้อง3คน คือ รมว.ศึกษา ,รมช.ศึกษา ,ผอ.เขตพื้นที่การศึกษาที่ปัตตานีและให้ไล่ออกไป” พระครูสังข์ ระบุ

      อย่างไรก็ตาม สำหรับการเคลื่อนไหวของกลุ่มชาวไทยพุทธ ในครั้งนี้ ยังไม่มีหน่วยงานไหน มารับทราบปัญหา หรือมาพูดคุย ทำให้หลายฝ่ายเป็นห่วงว่าปัญหาอาจจะบานปลายมากขึ้น

(คลิปข่าว) ปมฮิญาบยังไม่จบ “พระ-คนพุทธ” คาใจ ศธ.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/327033

(คลิปข่าว) ปมฮิญาบยังไม่จบ “พระ-คนพุทธ” คาใจ ศธ.

มุสลิม,ที่ธรณีสงฆ์,อายุ50ปี,โรงเรียนวัดนพวงศาราม,กระทรวงศึกษาธิการ,อำเภอเมืองปัตตานี,โรงเรียนปัตตานี,หญิงสวมฮิญาบ,ชายสวมกางเกงขายาว

(คลิปข่าว) ปมฮิญาบยังไม่จบ “พระ-คนพุทธ” คาใจ ศธ. โดย.. ทีมล่าความจริง เนชั่นทีวีช่อง22

         จากกรณีที่ผู้บริหารกระทรวงศีกษาธิการ และผู้บริหารโรงเรียนอนุบาลปัตตานี ไฟเขียวให้นักเรียนมุสลิมทั้งชายและหญิง แต่งเครื่องแบบนักเรียนตามหลักศาสนาได้ตามที่ผู้ปกครอง

       บางส่วนออกมาเรียกร้อง คือนักเรียนหญิงสวมฮิญาบ นักเรียนชายสวมกางเกงขายาว เมื่อวานบรรยากาศที่โรงเรียนเป็นไปอย่างชื่นมื่น แต่วันนี้มีความตึงเครียดเกิดขึ้น เพราะพระผู้ใหญ่ของจังหวัดปัตตานี และกลุ่มชาวพุทธบางกลุ่ม ไม่พอใจที่กระทรวงศึกษาฯตัดสินใจเรื่องนี้โดยไม่ได้หารือกันก่อน

      ทั้งนี้ อาจมีข้อสงสัยว่า เรื่องการแต่งกายหรือเครื่องแบบนักเรียนของโรงเรียนอนุบาลปัตตานี ทำไมพระถึงเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย จริงๆ แล้วโรงเรียนแห่งนี้ มีอีกชื่อหนึ่งว่า “โรงเรียนวัดนพวงศาราม” ตั้งอยู่ในอำเภอเมืองปัตตานี พูดง่ายๆ คือเป็นโรงเรียนวัด ก่อตั้งตั้งแต่ปี 2510 ปัจจุบันมีอายุ 50 ปีแล้ว เป็นโรงเรียนดังของสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เด็กที่จบ ป.6 จากที่นี่ สอบติดโรงเรียนมัธยมระดับประเทศจำนวนมาก

     โรงเรียนนี้สร้างอยู่บน “ที่ธรณีสงฆ์” คือเป็นที่ดินของวัดนพวงศาราม จึงมีการทำสัญญายืมที่ธรณีสงฆ์จากทางวัดมาสร้างโรงเรียน ฉะนั้นจึงเขียนในสัญญาให้เจ้าอาวาสวัดและพระมีอำนาจหน้าที่ในการดูแลความเป็นไปต่างๆ ของทางโรงเรียนด้วย เหตุนี้เองเมื่อกระทรวงศึกษาธิการ อนุญาตให้เปลี่ยนเครื่องแบบนักเรียน ให้เด็กมุสลิมแต่งกายตามหลักศาสนาได้ จึงทำให้พระรู้สึกเป็นกังวล เพราะการตัดสินใจเรื่องนี้ไม่ได้มีการสอบถามจากทางวัดก่อนเลย

     โดยประเพณีปฏิบัติที่ทางวัดมีแนวปฏิบัติเรื่องเครื่องแต่งกายนักเรียน คือให้นักเรียนทุกคนแต่งตัวเหมือนกัน เพื่อความเป็นระเบียบและเท่าเทียม ไม่เกี่ยวกับเรื่องศาสนา และปฏิบัติแบบนี้มา 50 ปีแล้ว นี่คือมุมมองของพระกับทางวัดประเด็นนี้ได้รับการสนับสนุนจากพี่น้องชาวพุทธบางกลุ่มในพื้นที่ และได้นัดหารือเพื่อแสดงจุดยืน เพื่อส่งสัญญาณไปยังกระทรวงศึกษาธิการด้วย เพราะมองว่ากระแสเรียกร้องเรื่องนี้ของผู้ปกครองนักเรียนมุสลิม มีประเด็นการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง ปัญหานี้ดูจะยังไม่จบง่ายๆ

เช็คยัง!! เงินออมชราภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/327038

เช็คยัง!! เงินออมชราภาพ

เงินออม,เงินชราภาพ,ผู้ประกันตนตามมาตรา 33,นางสาวอำพันธ์ ธุววิทย์,มาตรา39

ประกันสังคม ร่อนหนังสือแจ้งยอด”เงินออม”ถึงผู้ประกันตน ม.33 และม.39 ไว้ให้อุ่นใจในวัยเกษียณ ย้ำอายุครบ 55 ปี ยื่นรับเงินชราภาพ-ออมต่อได้รับสิทธิประโยชน์7กรณี

         เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2561 นางสาวอำพันธ์ ธุววิทย์ รองเลขาธิการสำนักงานประกันสังคมกระทรวงแรงงาน กล่าวถึงการดำเนินงานจัดส่งหนังสือแจ้งยอดเงินสมทบกรณีชราภาพของผู้ประกันตนตามมาตรา 33 และผู้ประกันตนตามมาตรา 39

         เพื่อให้ผู้ประกันตนตรวจสอบข้อมูลเงินสมทบของตนเองที่สะสมเข้ากองทุนประกันสังคมนับตั้งแต่เริ่มมีการจ่ายเงินสมทบกรณีชราภาพเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2541 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2559 ผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ขอรับใบแจ้งยอดเงินสมทบได้จากสถานประกอบการของตนเอง

        สำหรับผู้ประกันตน ตามมาตรา 39 จะจัดส่งให้ผู้ประกันตนตามที่อยู่ที่ให้ไว้กับสำนักงานประกันสังคม อย่างไรก็ตามเมื่อผู้ประกันตนได้รับหนังสือแจ้งยอดเงินออมหรือเงินสมทบกรณีชราภาพแล้ว ขอให้ตรวจสอบความถูกต้อง ถ้ามีข้อสงสัยเรื่องวัน เดือน ปี ที่ชำระเงินสมทบ หรือจำนวนยอดเงินสมทบจนถึงปัจจุบันเป็นจำนวนเท่าใด

เช็คยัง!! เงินออมชราภาพ

                                          นางสาวอำพันธ์ ธุววิทย์

       ผู้ประกันตนสามารถสอบถามสายด่วนสำนักงานประกันสังคม โทร.1506 ตลอด 24 ชั่วโมง หรือสำนักงานประกันสังคมกรุงเทพมหานครพื้นที่/จังหวัด/สาขาใกล้บ้านได้ทุกแห่งในวันและเวลาราชการ

      รองเลขาธิการสำนักงานประกันสังคม กล่าวชี้แจงทำความเข้าใจถึงกรณีผู้ประกันตนที่มีความประสงค์จะลาออกแล้วจะได้รับเงินบำเหน็จหรือเงินบำนาญจากกองทุนประกันสังคมหรือไม่อย่างไรนั้น สำนักงานประกันสังคมขอเรียนว่า ผู้ประกันตนตามมาตรา 33

         และผู้ประกันตนตามมาตรา 39 ทุกคนจะได้รับเงินสมทบกรณีชราภาพที่ตนเองออมไว้เมื่ออายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ตามที่กฎหมายประกันสังคมกำหนดไว้

           ส่วนจะได้รับเงินบำเหน็จหรือบำนาญขึ้นอยู่กับระยะเวลาการจ่ายเงินสมทบ ถ้าชำระเงินสมทบครบ 180 เดือน จะได้รับเงินบำนาญชราภาพเป็นรายเดือน หรือถ้าชำระเงินสมทบไม่ครบ 180 เดือน จะได้รับเป็นเงินบำเหน็จชราภาพ

       อย่างไรก็ดี ผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ที่มีอายุเกิน 55 ปี ซึ่งยังคงมีนายจ้าง หรือผู้ประกันตนตามมาตรา 39 ยังคงสามารถจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมเพื่อรับสิทธิประโยชน์ทั้ง 7 กรณีอย่างต่อเนื่องจนกว่า จะสิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตน

       และขอรับเงินบำเหน็จหรือบำนาญกรณีชราภาพตามเงื่อนไขของผู้ประกันตนแต่ละคน ทั้งนี้การเพิ่มระยะเวลาการส่งเงินสมทบกรณีชราภาพจะยิ่งทำให้เงินออมที่สะสมในวัยเกษียณจากการทำงานมีเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย

     อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ขยายเงินชราภาพ55ปีเป็น60ปี  ใครได้ : ใครเสีย?

 

 

เช็คยัง!! เงินออมชราภาพ

 

เช็คยัง!! เงินออมชราภาพ


ปั้น!”ครูของพระราชา”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/326979

ปั้น!”ครูของพระราชา”

ครูของครู,เน้นจุดเด่น5ด้าน,ผศดรรัฐกรณ์ คิดกา,คณะบดีคณะครุศาสตร์,มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา

 ราชภัฏโคราช รวมพลังสร้าง”ครูของพระราชา” เน้นบัณฑิตทุกคนเด่นใน 5 ด้าน คือ เก่งวิชาการ เก่งภาษา เก่งสอน มีจิตวิญญาณความเป็นครู และรู้ท้องถิ่น

         ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.รัฐกรณ์ คิดการ คณบดีคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา เปิดเผยว่า ในระหว่างวันที่ 22-23 พฤษภาคม 2561 ที่ณ กรีนเนอรี่ รีสอร์ท เขาใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา

คณาจารย์ผู้สอนในสาขาครุศาสตร์ จาก 4 คณะ คือคณะครุศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี คณะมนุษศาสตร์และสังคมศาสตร์ และคณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม ได้ร่วมประชุมปฏิบัติการแนวทางสร้าง “ครูของพระราชา”
โดยการประชุมดังกล่าวเป็นการกำหนดตัวชี้วัดและแนวทางพัฒนานักศึกษาครู ที่เน้นการเรียนรู้และน้อมนำ “ศาสตร์พระราชา” ไปสู่การปฏิบัติทั้งด้านการดำเนินชีวิต และความเป็นครู และมุ่งเน้นให้บัณฑิตทุกคนเด่นใน 5 ด้าน คือ เก่งวิชาการ เก่งภาษา เก่งสอน มีจิตวิญญาณความเป็นครู และรู้ท้องถิ่น

 

ปั้น!"ครูของพระราชา"

        ผศ.ดร.รัฐกรณ์   กล่าวต่อไปว่า ในการพัฒนานักศึกษาในแต่ละชั้นปี จะมีจุดเน้นดังนี้ ชั้นปีที่ 1 “สร้างแรงบันดาลใจ” ชั้นปีที่ 2 “ใฝ่หาหน้าที่ครู” ชั้นปีที่ 3 “เรียนรู้ศาสตร์แห่งตน” ชั้นปีที่ 4 “ฝึกฝนความเป็นครู” และ ชั้นปีที่ 5 “ก้าวสู่ความเป็นครูของพระราชา”

ปั้น!"ครูของพระราชา"

        ผศ.ดร.รัฐกรณ์   กล่าวอีกว่า เพื่อให้บรรลุผลตามเป้าหมายดังกล่าว จะดำเนินการพัฒนา 3 ภาคส่วนไปพร้อมๆ กัน คือ 1. พัฒนาคณะครุศาสตร์ โดยการพัฒนาอาจารย์ครุศาสตร์ให้เป็น ”ครูของครู” มีคุณวุฒิปริญญาเอก(เกินร้อยละ 50) มีตำแหน่งทางวิชาการ(เกินร้อละ 60)

           “อาจารย์ทุกคนต้องมีประสบการณ์การสอนในโรงเรียนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน สามารถบูรณาการเนื้อหาการสอนเป็นภาษาอังกฤษ การจัดการเรียนรู้โดยบูรณาการกับโรงเรียน ทำวิจัยโดยใช้โรงเรียนและท้องถิ่นเป็นฐาน 2. พัฒนาโรงเรียนร่วมพัฒนา พัฒนาครูพี่เลี้ยง ครูนิเทศก์ และ 3. พัฒนานักศึกษาครู และช่วยยกระดับคุณภาพการศึกษาของนักเรียน”ผศ.ดร.รัฐกรณ์  กล่าว

         คณบดีคณะครุศาสตร์   ราชภัฏโคราช กล่าวอีกว่า นอกจากนี้  บทบาทสำคัญอีกด้านหนึ่งของคณะครุศาสตร์ คือ การพัฒนาครูและบุคลากรประจำการ โดยได้จัดทำโครงการต่าง ๆ เช่น โครงการพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษา ก่อนแต่งตั้งและเลื่อวิทยะฐานะ คูปองเพื่อพัฒนาครู การอบรมเพื่อเพิ่มพูนความรู้ให้กับศิษย์เก่า

ปั้น!"ครูของพระราชา"

         “โครงการอุดมศึกษาเป็นพี่เลี้ยงโครงการติดตามพัฒนาครูผู้ช่วย(ครูเพื่อพัฒนาท้องถิ่น)เพื่อก้าวไปสู่การเป็นครูมืออาชีพ โครงการจัดทำความร่วมมือกับสถานศึกษาเอกชนเพื่อผลิตและพัฒนาครูให้สถานศึกษาเอกชน ทำวิจัยเพื่อพัฒนาการศึกษาร่วมกัน และคณะส่งนักศึกษาไปฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูในสถานศึกษาเอกชน ทั้งหมดนี้เป็นไปตามนโยบาย “EDU No.1 ครุศาสตร์อันดับหนึ่งของประเทศ” ผศ.ดร.รัฐกรณ์ กล่าวทิ้งท้าย

ปั้น!"ครูของพระราชา"


MINIHEART MINIMARATHON !! เยียวยาผู้ประสบภัยน้ำเมา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/326936

MINIHEART MINIMARATHON !! เยียวยาผู้ประสบภัยน้ำเมา

กีฬา,คุณภาพชีวิต,Mini Heart Mini Marathon 2018,วิ่งร้อยหัวใจ,เยียวยาผู้ประสบภัยน้ำเมา,เชียงใหม่

ในช่วงสามสี่ปีที่ผ่านมา กระแสความนิยมเรื่องวิ่ง ได้พิสูจน์ถึง “พลัง” ที่จุดประกาย สามารถสร้างขบวนการความเปลี่ยนแปลงสิ่งดีๆ ในสังคมไทยหลายด้าน

               ไม่ว่าจะเป็นในมิติสุขภาพ กับการที่วันนี้เราได้เห็นคนส่วนใหญ่ตื่นตัวหันมาออกกำลังกายผ่านกระแสการเดินวิ่งเพื่อสุขภาพมากขึ้น การได้เห็น “งานวิ่ง” เป็นกิจกรรมที่จัดเป็นประจำในช่วงทุกวันหยุดนับพันงานต่อปี และในด้านการแสดงพลังความร่วมมือร่วมใจทุกคนในสังคมในการทำความดีด้วยใจ การรู้จักมีน้ำใจเอื้อเฟื้อเพื่อผู้อื่นที่ด้อยโอกาสในสังคม

 

MiniHeart MiniMarathon !! เยียวยาผู้ประสบภัยน้ำเมา

ซึ่งอีกงานวิ่งดีๆ ที่กำลังเกิดขึ้นเร็วๆ นี้ คือ การจัดงานวิ่งที่นอกจากเป้าหมายวิ่งเพื่อสุขภาพแล้ว ยังมุ่งหวังให้การช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำเมา ภายใต้โครงการเดิน – วิ่งการกุศล Mini Heart Mini Marathon วิ่งร้อยหัวใจคนไทย เยียวยาผู้ประสบภัยน้ำเมา จัดขึ้นโดยมูลนิธิเครือข่ายพลังสังคม สสส. สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า ชมรมคนหัวใจเพชร สมาพันธ์ชมรมเดินวิ่งเพื่อสุขภาพไทยและภาคีงดเหล้าทั่วประเทศ ซึ่งมีเป้าหมายสำคัญคืออยากให้คนไทยเห็นความสำคัญของการมีกิจกรรมทางกายในวิถีชีวิต และเกิดแรงบันดาลใจในการที่จะออกมาเดิน วิ่งในชีวิตประจำวัน และลดพฤติกรรมเสี่ยงสุขภาพ เช่น การงดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เป็นต้น ซึ่งจะสอดคล้องกับแนวทางการดูแลสร้างเสริมสุขภาพ โดยเฉพาะการดำเนินการในเชิงรุก การป้องกันมากกว่ารักษาที่ทั่วโลกก็ให้ความสำคัญ โดยมีกำหนดการจัดงานวิ่งที่ประตูเมืองท่าแพ จ.เชียงใหม่ และมีเส้นทางการวิ่งรอบคูเมืองเชียงใหม่

 

MiniHeart MiniMarathon !! เยียวยาผู้ประสบภัยน้ำเมา

 

 

MiniHeart MiniMarathon !! เยียวยาผู้ประสบภัยน้ำเมา

 

 

MiniHeart MiniMarathon !! เยียวยาผู้ประสบภัยน้ำเมา

MiniHeart MiniMarathon !! เยียวยาผู้ประสบภัยน้ำเมา

วิษณุ ศรีทะวงศ์ ประธานมูลนิธิเครือข่ายพลังสังคม เอ่ยว่า กิจกรรมดังกล่าว เป็นการต่อยอดการกิจกรรมจากโครงการวิ่ง SDN RUN FOR FRIEND งานวิ่งที่แสดงพลังคนงดเหล้าครบพรรษาเมื่อปี 2560 ที่ผ่านมา ที่แสดงให้เห็นสุขภาพของคนงดเหล้าที่แข็งแรงขึ้นแล้ว ยังมอบรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายในการจัดวิ่งครั้งนั้นยังนำไปสู่การก่อตั้ง กองทุนเพื่อช่วยเหลือเด็กเยาวชนและครอบครัวที่ได้รับผลกระทบจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ สำหรับงานวิ่ง “Miniheart Minimarathon” ครั้งนี้ เราอยากให้ทุกหัวใจในสังคมได้มองเห็นถึงปัญหา ผลกระทบจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยเฉพาะอุบัติเหตุที่เกิดจากการดื่มแล้วขับรวมทั้งความรุนแรงและปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ที่นอกจากจะมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บแล้วยังมีครอบครัวญาติพี่น้องผู้เสียหายที่ได้รับผลกระทบความเดือดร้อนจากพิษภัยแอลกอฮอล์ที่ยังไม่มีหน่วยงานใดเข้าไปช่วยเหลือเยียวยา ดังนั้น มูลนิธิเครือข่ายพลังสังคม กลุ่มคนเลิกเหล้าตลอดชีวิตในนามชมรมคนหัวใจเพชร เครือข่ายองค์กรงดเหล้า จึงร่วมกันก่อตั้ง “กองทุนเพื่อช่วยเหลือเด็กเยาวชนและครอบครัวที่ได้รับผลกระทบจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นี้” เป็นการกระตุ้นเตือนให้สังคมตระหนักถึงโทษภัยของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และปัจจัยเสี่ยงสุขภาพ ที่สร้างผลกระทบต่อสังคม ผ่านการแสดงออกถึงพลังความร่วมมือ ในการแก้ไขปัญหาผลกระทบจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ร่วมกัน

MiniHeart MiniMarathon !! เยียวยาผู้ประสบภัยน้ำเมา

วิษณุ เสริมต่อว่า “ตลอดระยะเวลาการทำงานมากว่าสิบปี สังคมรับรู้เรื่องการรณรงค์ แต่ทุกปีก็มีผู้ได้รับผลกระทบและเป็นข่าวเรื่อยๆ ปีที่ผ่านมายังมีผู้เสียชีวิตกว่าสองหมื่นรายที่เกี่ยวกับการดื่มแอลกอฮอล์ รวมถึงเจ็บพิการ และครอบครัวได้รับผลกระทบ ไม่นับถึงความรุนแรงในครอบครัว ที่เกิดจากความเมา ซึ่งภาคีเครือข่ายที่ทำงานด้านรณรงค์งดเหล้า จึงอยากเชิญชวนให้คนทั่วไปในสังคมได้เข้ามามีส่วนในการช่วยกันแสดงน้ำใจผ่านการระดมทุนเพื่อเยียวยาช่วยเหลือ แม้เงินที่ผ่านการระดมทุนจะยังไม่ได้มีจำนวนมาก แต่อย่างน้อยก็จะช่วยเยียวยาช่วงที่เจ็บเบื้องต้น เพื่อให้เห็นว่านี่คือจุดเริ่มต้นว่าเรามีภาคสังคมที่คอยดูแลกัน ซึ่งเสร็จจากการวิ่งที่เชียงใหม่ครั้งนี้แล้ว ทางมูลนิธิจะมีการมอบเงินทุนช่วยเหลือให้กับกลุ่มผู้ได้รับผลกระทบในงานด้วย” และที่สำคัญในช่วงเวลาดังกล่าว ประเทศไทย จังหวัดเชียงใหม่ได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพจัดงานประชุมวิชาการระดับโลกว่าด้วยเรื่องปัญหาจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ “44th Annual Alcohol Epidemiology Symposium of the Kettil Bruun Society” ระหว่างวันที่ 28 พฤษภาคม – 2 มิถุนายน 2561 นับเป็นโอกาสอันดีนากรส่งสัญญาณแสดงออกถึงความร่วมมือ การมีส่วนร่วมในการร่วมแก้ปัญหาแอลกอฮอล์ที่เป็นปัญหาสำคัญระดับโลก

 

MiniHeart MiniMarathon !! เยียวยาผู้ประสบภัยน้ำเมา    MiniHeart MiniMarathon !! เยียวยาผู้ประสบภัยน้ำเมา

MiniHeart MiniMarathon !! เยียวยาผู้ประสบภัยน้ำเมา    MiniHeart MiniMarathon !! เยียวยาผู้ประสบภัยน้ำเมา

สำหรับโครงการเดินวิ่ง Mini Heart Mini Marathon 2018: วิ่งร้อยหัวใจ เยียวยาผู้ประสบภัยน้ำเมา จะจัดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 27 พฤษภาคม 2561 และมีจุดปล่อยตัว – เส้นชัย ณ ประตูท่าแพ และรอบคูเมือง จังหวัดเชียงใหม่ โดยงานนี้คาดว่าจะมีนักวิ่งจำนวนกว่า 3,000 คน ซึ่งเป็นทั้งนักวิ่งเชียงใหม่และนักวิ่ง 8 จังหวัดภาคเหนือ ประชาชนทั่วไป และผู้เข้าร่วมประชุมเวทีนานาชาติ Symposium of the Kettil Bruun Society (KBS) ค่าสมัคร 400 บาท พร้อมเสื้อที่ระลึก มีระยะทางการวิ่ง 5 กม. (Fun Run) และ 10.5 กม. (Mini Marathorn) ผู้เข้าเส้นชัยจะได้รับเหรียญรางวัล และพิเศษ สำหรับผู้เข้าเส้นชัย 100 คนแรก จะได้รับของที่ระลึกเป็นหมอนรูปหัวใจ

MiniHeart MiniMarathon !! เยียวยาผู้ประสบภัยน้ำเมา

MiniHeart MiniMarathon !! เยียวยาผู้ประสบภัยน้ำเมา

MiniHeart MiniMarathon !! เยียวยาผู้ประสบภัยน้ำเมา

MiniHeart MiniMarathon !! เยียวยาผู้ประสบภัยน้ำเมา

สนใจสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่https://web.facebook.com/sdnrunforfriends/ หรือสมัครเพิ่มเติมล่วงหน้าได้ วันที่ 23 – 25 พ.ค. (13.00 – 18.00น.) ณ สนามกีฬาเทศบาลนครเชียงใหม่ ห้องพักนักกีฬาทีมเหย้า ชั่นล่างอัฒจรรย์ และวันที่ 26 พ.ค. (10.30 – 18.00น.) ณ ประตูท่าแพ

ระวัง! ใช้ใบรับรองแพทย์ปลอม ผิดกม.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/326702

ระวัง! ใช้ใบรับรองแพทย์ปลอม ผิดกม.

เว็บเพจดัง,นายแพทย์ธเรศ,รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข,ใบรับรองแพทย์ปลอม,ผิดกฏหมาย

สธ.เตือนประชาชนอย่าใช้ใบรับรองแพทย์ปลอม จากจากเว็บเพจต่าง ๆ ออกให้โดยบุคคลที่มิใช่แพทย์ในสถานพยาบาล เพราะเป็นเอกสารปลอม ผิดกฎหมาย เล็งเอาผิดเว็บเพจดังเร็วๆ นี้

         เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2561 นายแพทย์ธเรศ   กรัษนัยรวิวงค์ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ ว่า กระทรวงสาธารณสุข ได้ตรวจพบว่า มีผู้เปิดเพจรับทำใบรับรองแพทย์

         ซึ่งเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย บางเพจมีภาพตัวอย่างใบรับรองแพทย์ ทั้งของโรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุข และโรงพยาบาลเอกชน โดยกระทรวงสาธารณสุข จะแจ้งความดำเนินคดีตามกฎหมายกับเพจดังกล่าว ฐานปลอมเอกสาร และประสานกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ดำเนินการตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 และแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2560 พร้อมทั้งได้ประสานโรงพยาบาลเอกชนที่ได้รับความเสียหายเพื่อดำเนินการต่อไปแล้ว

        “ขอเตือนประชาชนว่า การขอใบรับรองแพทย์ จะต้องได้รับการตรวจจากแพทย์และออกใบรับรองแพทย์จากสถานพยาบาลเท่านั้น อย่าใช้ใบรับรองแพทย์จากเว็บเพจต่าง ๆ หรือโดยบุคคลที่มิใช่แพทย์ในสถานพยาบาล เพราะเป็นเอกสารปลอม หากนำไปใช้ในการสมัคร/การเข้าเรียน สมัครสอบรับราชการ หรือเข้าทำงาน จะมีความผิดฐานใช้เอกสารปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา

      ทั้งนี้ กรณีข้าราชการหากนำเอกสารปลอมดังกล่าวไปใช้เป็นหลักฐานในการอ้างอิงหรือใช้ประกอบการเบิกจ่ายนอกจากจะมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาแล้ว ก็จะมีความผิดทางวินัยอีกด้วย” นายแพทย์ธเรศกล่าว

      นายแพทย์ธเรศ กล่าวอีกว่า  ทั้งนี้ การกระทำดังกล่าวถือเป็นการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 และแก้ไขเพิ่มเติม(ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2560 ผู้กระทำความผิดต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปีหรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ  และเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา

เตือน!! เครื่องสำอางปลอม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/326683

เตือน!! เครื่องสำอางปลอม

เครื่องสำอาง,ของปลอม,พบสารปรอท,อันตรายต่อตับ ไต,รศนพป่วน สุทธิพินิจธรรม,ศดรนพประวิตร  อัศวนนท์

สมาคมแพทย์ฯ ออกโรงเตือนภัยผู้บริโภคใช้เครื่องสำอาง ระบุตรวจพบสารปรอทในยาฝ้าบางตัว วางขายตามตลาดนัดทั่วไป ทาแล้วหน้าขาวใสรวดเร็ว ระวัง เพราะมีผลต่อ ตับ ไต ปอด

          รศ.นพ.ป่วน สุทธิพินิจธรรม นายกสมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย กล่าวว่าปัจจุบันมีเครื่องสำอางปลอมที่ไม่ได้คุณภาพอยู่ตามท้องตลาดอยู่เป็นจำนวนมาก การเลือกใช้เครื่องสำอางหรือยาเพื่อเสริมสวยต่าง ๆ

          ก็อาจใช้ได้ดีในระยะเริ่มต้น เมื่อติดตามผลในระยะยาวก็อาจจะเกิดผลเสียได้ ซึ่งโดยทั่วไปเครื่องสำอางที่เราใช้ มี2ชนิด ได้แก่1.เดกเคอเรทีฟ คอสเมติกคือ ชนิดที่เติมแต่งสีสันต่าง ๆให้กับผิวหนัง ซึ่งต้องระมัดระวังเรื่องการแพ้เท่านั้นเอง ส่วนประเภทที่2.เป็นพวกผลิตภัณฑ์บำรุงผิวต่าง ๆ ซึ่งจะบำรุงได้เพียงบางส่วนเท่านั้น

       เพราะผิวหนังของเราจะนำเลือดมาเลี้ยงจำนวนมาก ซึ่งเมื่อมีการรับประทานอาหารอย่างเหมาะสม ออกกำลังกาย ผิวหนังของเราก็จะดีในระยะยาว และดีกว่าการใช้เครื่องสำอาง ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะกระตุ้นเซลล์ผิวหนังในระยะสั้น หากมีการกระตุ้นมาก ๆ ความเสื่อมก็จะเกิดขึ้นและจะเกิดผิวหนังภูมิแพ้ต่าง ๆ เรียกว่าไฮเปอร์เซ็นส์ซิทีฟสกิน

เตือน!! เครื่องสำอางปลอม

รศ.นพ.ป่วน สุทธิพินิจธรรม

       สำหรับเครื่องสำอางที่ได้รับการรับรองจาก สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรืออย. บางครั้งเมื่อได้รับการรับรอง ครั้งที่1แต่เมื่อมีการติดตามผลไปเรื่อย ๆ และมีการติดตามผลไปนาน ๆ คุณภาพของเครื่องสำอางนั้น ๆ มันจะตกลงไป เมื่อไม่มีการติดตามในระยะยาว ผลเสียก็จะเกิดกับประชาชนผู้บริโภค จึงขอฝากเตือนว่าให้ธรรมชาติ รักษาตัวเองดีที่สุด ซึ่งจะเห็นว่ามียาบำรุงหรือวิตามินต่าง ๆ ออกมาอย่างมากมาย แต่โดยความจริงแล้วมันเกินจำเป็น สิ่งที่เราใช้มันสังเคราะห์ขึ้น ไม่ใช่สิ่งที่ร่างกายสร้างเอง

       ยกตัวอย่างเช่น พวกคอลลาเจน ซึ่งในร่างกายของเรามีระบบคอยควบคุมให้เกิดความสมดุล ซึ่งเราเอาข้างนอกมาใส่ มันเกินสมดุล ซึ่งในระยะยาว ๆ ก็อาจจะมีปัญหาได้ อย่าง สารไฮยาลูรอนิกเเอสิด ก็เหมือนกัน ที่มีอยู่ในผิวหนังของเราอยู่แล้วโดยมีร่างกายคอยสร้างความสมดุล แต่เมื่อเราฉีดเพิ่มเติมเข้าไป มันก็อาจจะทำให้ดูตึงระยะแรก ๆ แต่ในระยะยาว ก็อาจจะเกิดปัญหาเรื่องการแพ้ได้ จึงต้องให้มันพอเหมาะ ซึ่งปกติร่างกายจะรักษาสมดุลแบบนี้อยู่เสมอ

      ด้าน ศ.ดร.นพ.ประวิตร อัศวานนท์ ประชาสัมพันธ์สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย กล่าวว่าที่ผ่านมามีการกล่าวเตือนมาตลอดว่าการซื้อของหรือซื้อเครื่องสำอางออนไลน์ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะเราไม่เห็นลักษณะของผลิตภัณฑ์จริง บางครั้งเห็นมาจากรีวิวของคนดัง หรือแม้กระทั่งคนที่เราไม่รู้จัก เราก็รู้สึกว่าอยากใช้ตาม อย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบันก็ถือว่าน่ากังวลพอสมควร เพราะเหมือนเราซื้อสิ่งที่เราไม่รู้จักและไม่รู้ว่าคุณภาพเป็นอย่างไร อะไรต้องระวังบ้าง แล้วดูที่ราคาแต่อย่างเดียว ยิ่งสินค้าที่มีราคาถูกมาก ๆ เหล่านี้เราก็เตือนมาตลอด

             สำหรับการสังเกตเครื่องสำอางปลอมนั้น ทำได้ยากโดยเฉพาะสินค้าลอกเลียนแบบทั้งหลาย  บางครั้งจะมีสินค้าเหล่านี้อยู่ตามตลาดนัด หรือมีสินค้าที่ผลิตและทำแบรนด์ยี่ห้อขึ้นมาเองหรือแพ็คเกจจิ้ง ที่มีลักษณะคล้ายกับยี่ห้อดังต่าง ๆ แต่ราคาถูกกว่ามาก ๆ ซึ่งเป็นสินค้าเครื่องสำอางปลอมแน่นอน

             วิธีหนึ่งที่พอสังเกตได้คือเมื่อดูจากเว็บไซต์ หรือ ในไอจี แล้วเห็นภาพ ก่อนใช้และหลังใช้ แล้วมันดูดีเกินไป จนบางทีมันดีจนเกินความน่าเชื่อถือ ก็ต้องระวัง หรืออีกเรื่องที่เตือนอยู่เสมอ คือเรื่องของสรรพคุณของสินค้า อะไรที่เขียนว่าทำได้ รักษาได้ทุกอย่างเลย เช่น สิวก็ได้ ฝ้าก็ได้ หน้าขาวกระจ่างใส ผมขึ้นดกดำ ผิวดูดี เต่งตึงกระชับเกินกว่าที่สิ่งใดสิ่งหนึ่งจะทำได้ ต้องระวังเหมือนกัน

เตือน!! เครื่องสำอางปลอม

ศ.ดร.นพ.ประวิตร  อัศวนนท์

           ศ.ดร.นพ.ประวิตร กล่าวว่า จริง ๆ แล้ว เรื่องของผิวหนังนั้น ทาง อย. กระทรวงสาธารณสุข เองก็เตือนมาตลอดว่ายังคงตรวจพบสารปรอทในยาฝ้าบางตัว (มักจะอยู่ตามตลาดนัดทั่วไป) ทาแล้วหน้าขาวใสในเวลารวดเร็ว ต้องระวัง เพราะมีผลต่อ ตับ ไต ปอด ได้ เรื่องของสีที่เราใช้ผสมในเครื่องสำอาง เครื่องสำอางที่ลอกเลียนเบบสีเหล่านี้จะมีสารพิษอื่น ๆ ที่อยู่ในสีที่ปนเปื้อนอยู่ได้ เช่น พวกโลหะหนัก ๆ เหล่านี้มันเกิดผลต่าง ๆ ต่อร่างกายได้

             สารเคมีอีกชนิดที่ใช้กันอย่างแพร่หลายทั้งในและต่างประเทศคือ ไฮโดรควิโนน คือยา   รักษาฝ้า ที่แพทย์ผิวหนังเองก็ใช้ ซึ่งเมื่อใช้ในปริมาณที่เหมาะสม และ อยู่ในการดูแล ไม่ได้น่ากลัว แต่มีการนำไปใช้ในลักษณะทำให้ผิวขาว หรือรักษาฝ้าในเปอร์เซนต์ที่สูงจนเกินไป อาจเกิดอันตรายได้ เช่น ทำให้หน้าขาวเป็นปื้น และสีจะไม่ค่อยคืนมา ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่อยากเตือน

เตือน!! เครื่องสำอางปลอม

         เครื่องสำอางที่ผสมสารสเตียรอยด์ก็เช่นกัน เมื่อเข้าไปสู่ร่างกาย มันเข้าไปกดการทำงานของร่างกายสารสเตียรอยด์เมื่อใช้ในทางการแพทย์มันมีข้อดีมากมาย แต่เราต้องระวังและติดตามดู เพราะทำให้เรากระดูกบางได้ กดภูมิคุ้มกัน กดฮอร์โมนของเราสารพัด เพราะฉะนั้นถ้าเรามาใช้ทาผิว โดยที่ไม่รู้ว่ามีสารสารสเตียรอยด์ทาบริเวณกว้าง ๆ และมันนานเกินไป อันนี้ต้องระวัง เช่นกัน

สธ.กำชับ! แก้ค่าแรงลูกจ้าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/326457

สธ.กำชับ! แก้ค่าแรงลูกจ้าง

กำชับ,ค่าจ้าง,ลูกจ้าง,ปลัดสธ,ทั่วไทย

ปลัด สธ. ประชุมผู้บริหารทั่วประเทศ กำชับแก้ไขปัญหาค่าแรงลูกจ้าง เน้นย้ำค่าแรงลูกจ้างต้องเป็นไปตามกฎหมาย พร้อมปรับการจ้างงานทุกรูปแบบให้เป็นไปตามภาระงาน

         เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2561 ที่จ.บุรีรัมย์ นายแพทย์เจษฎา โชคดำรงสุข ปลัดกระทรวงสาธารณสุข(ปลัดสธ.) ประชุมสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขส่วนกลางและส่วนภูมิภาคนอกสถานที่

        ครั้งที่5/2561ที่จังหวัดบุรีรัมย์ โดยมี รองปลัด อธิบดี ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด ผู้อำนวยการโรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไป จากทั่วประเทศ เข้าร่วมประชุมกว่า500คน

สธ.กำชับ! แก้ค่าแรงลูกจ้าง

สธ.กำชับ! แก้ค่าแรงลูกจ้าง

        โดยได้มอบนโยบายการบริหารงานบุคคล กรณีค่าแรงลูกจ้างของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขในส่วนเงินบำรุง ซึ่ง ศาสตราจารย์คลินิก เกียรติคุณ นายแพทย์ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้มอบนโยบายเรื่องการจ้างงานลูกจ้างของหน่วยงานในสังกัด ขอให้ค่าแรงที่จ้าง ต้องไม่ต่ำกว่าค่าแรงขั้นต่ำตามกฎหมายของกระทรวงแรงงาน

สธ.กำชับ! แก้ค่าแรงลูกจ้าง

          “และเป็นไปตามระเบียบของกระทรวงสาธารณสุขที่กำหนดไว้ก่อนหน้านี้แล้ว ซึ่งส่วนใหญ่สามารถดำเนินการได้อยู่แล้ว”ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าว

สธ.กำชับ! แก้ค่าแรงลูกจ้าง

ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวต่อว่า โดยขอให้ผู้บริหารของหน่วยงานทั่วประเทศสำรวจการจ้างงานที่มีอยู่ว่า เป็นไปตามนโยบายหรือไม่ พร้อมจัดการให้มีอัตรากำลังที่เพียงพอเหมาะสมกับภาระงานที่มีอยู่ (Full Time Equivalent : FTE)

สธ.กำชับ! แก้ค่าแรงลูกจ้าง

 

“และผ่านความเห็นชอบจากนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดหรือผู้บริหารส่วนกลางแล้วแต่กรณีซึ่งจะได้มีหนังสือแจ้งเวียนแนวทางปฏิบัติไปยังหน่วยงานในสังกัดทั่วประเทศต่อไปทั้งนี้ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในระยะยาวเป็นภาระงบประมาณของหน่วยบริการในอนาคต”ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าว  กล่าวในที่สุด

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

 ลูกจ้างสธ.เฮ!!

ยิ่งใหญ่!! โชว์โขนรามเกียรติ์ 148 ปี”ไทย-สเปน”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/326289

ยิ่งใหญ่!! โชว์โขนรามเกียรติ์ 148 ปี”ไทย-สเปน”

148ปีไทย-สเปน,รมววธ,นายวีระ โรจน์พจนรัตน,โขน,รัชกาลที่9

ยิ่งใหญ่โชว์โขนรามเกียรติ์ เชื่อมสัมพันธ์การทูต148 ไทย-สเปน “รมว.วธ.”เปิดนิทรรศการอนุรักษ์ส่งเสริมศิลปะแสดงโขนเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติในร.9

 

          เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2561 ตามเวลาท้องถิ่น ราชอาณาจักรสเปน ณ โรงละคร Círculode BellasArtes กรุงมาดริด ราชอาณาจักรสเปน นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (รมว.วธ.)

       กล่าวภายหลังเป็นประธานพิธีเปิดงานการแสดงโขนเรื่องรามเกียรติ์ ชุด อัญเชิญพระนารายณ์ ปราบมารร้ายทศกัณฐ์ และนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ด้านการอนุรักษ์และส่งเสริมศิลปะการแสดงโขนว่า กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) ร่วมมือกับกระทรวงการต่างประเทศ (กต.) และสถานทูตไทย บูรณาการความร่วมมือดำเนินโครงการเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมไทยในต่างประเทศ

ยิ่งใหญ่!! โชว์โขนรามเกียรติ์ 148 ปี"ไทย-สเปน"

      รมว.วธ. กล่าวต่อว่า เส้นทางภูมิภาคยุโรป ณ สาธารณรัฐอิตาลี สาธารณรัฐโปรตุเกส ราชอาณาจักรสเปน สาธารณรัฐออสเตรีย สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี และราชอาณาจักรเบลเยียม ระหว่างวันที่ 6-29 พฤษภาคม 2561 ภายใต้รูปแบบโรคโชว์ ซึ่งเป็นการดำเนินงานตามนโยบายของรัฐบาล ที่มุ่งให้การดำเนินกิจกรรมในต่างประเทศเป็นไปในลักษณะ Team Thailand ที่หน่วยงานต่างๆ ของไทยมาร่วมมือกันเพื่อให้เกิดประสิทธิผลสูงสุด

ยิ่งใหญ่!! โชว์โขนรามเกียรติ์ 148 ปี"ไทย-สเปน"

       นายวีระ  กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ ราชอาณาจักรสเปน เริ่มมีการติดต่อกับไทย ตั้งแต่สมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช นับเป็นชาวยุโรปประเทศที่สอง ที่เดินทางมาไทยในสมัยนั้น โดยประเทศไทยและสเปน สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกัน เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2413 ซึ่งเป็นระยะเวลานานถึง 148 ปีมาแล้ว

ยิ่งใหญ่!! โชว์โขนรามเกียรติ์ 148 ปี"ไทย-สเปน"

        “และทั้งสองประเทศได้ลงนามในสนธิสัญญาทางไมตรี การพาณิชย์และการเดินเรือความสัมพันธ์ระหว่างไทยและสเปนดำเนินมาด้วยดี โดยเฉพาะความสัมพันธ์ระดับพระราชวงศ์ของทั้งสองประเทศมีความแน่นแฟ้น พระบรมวงศานุวงศ์ของไทยและสเปนหลายพระองค์ ได้มีการแลกเปลี่ยนการเยือนกันหลายครั้ง”รมว.วธ.กล่าว

         รมว.วธ.  กล่าวเพิ่มเติมว่า ดังนั้น การดำเนินโครงการครั้งนี้ เพื่อเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมไทยในสเปนและอีกหลายประเทศในภูมิภาคยุโรป โดยเฉพาะการแสดงโขนที่เป็นศิลปะชั้นสูงของคนไทย ให้เป็นที่รู้จักแพร่หลายระดับนานาชาติ เนื่องจากช่วงปลายปี 2561 จะมีการพิจารณาประกาศให้โขน ภายใต้ชื่อ KHON ขึ้นทะเบียนเป็นรายการตัวแทนมรดกวัฒนธรรมที่จับไม่ได้ของมนุษยชาติขององค์การศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมสหประชาชาติ (ยูเนสโก)

ยิ่งใหญ่!! โชว์โขนรามเกียรติ์ 148 ปี"ไทย-สเปน"

      “ที่สำคัญเป็นการกระชับความสัมพันธ์กับประเทศต่างๆ โดยใช้มิติทางวัฒนธรรม เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ เสริมสร้างภาพลักษณ์ และเกียรติภูมิของประเทศไทยและนำความเป็นไทยสู่สากล และเป็นการดึงดูดให้ชาวต่างชาติมาท่องเที่ยวทางในประเทศไทยมากขึ้น รวมถึงจะส่งผลต่อความสัมพันธ์ด้านต่างๆ ทั้งการท่องเที่ยว การลงทุนและการส่งออกระหว่างประเทศไทยกับประเทศในภูมิภาคยุโรปด้วย”นายวีระ กล่าว

ยิ่งใหญ่!! โชว์โขนรามเกียรติ์ 148 ปี"ไทย-สเปน"

       นายวีระ  กล่าวเพิ่มเติมว่า อย่างไรก็ตาม สำหรับชุดการแสดง ณ โรงละคร Círculode BellasArtes กรุงมาดริดและประเทศต่างๆ ได้แก่ โขนเรื่องรามเกียรติ์ ชุดอัญเชิญพระนารายณ์ ปราบมารร้ายทศกัณฐ์ การแสดงโขนชุด ยกรบ และโขนชุด หนุมานจับนางสุพรรณมัจฉา การแสดงทางศิลปวัฒนธรรม

ยิ่งใหญ่!! โชว์โขนรามเกียรติ์ 148 ปี"ไทย-สเปน"

        “เช่น ฟ้อนผาง รำโคมออกฟ้อนขันดอก ตาลีกีปัสออกยอเก็ตออกรำซัดชาตรี การต่อสู้ด้วยพลอง – ไม้สั้น การแสดง 4 ภาค อาทิ ฟ้อนผาง (เหนือ) รำชนไก่ (ใต้) ระบำฉิ่ง (กลาง) เซิ้งกะโป๋ (อีสาน) การสาธิตเชิงปฏิบัติการนาฏศิลป์และดนตรีไทย (โขน ละคร ระบำ) การสาธิตการเขียนร่ม การเขียนผ้าบาติก การแกะสลักและงานจักสานจากใบลาน เป็นต้น”นายวีระ กล่าวในที่สุด