ผุดไอเดีย ต่อยอดงานวิจัย ” บ่อน้ำเคลือบยางพารา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/327369

ผุดไอเดีย ต่อยอดงานวิจัย ” บ่อน้ำเคลือบยางพารา

เกษตรกรชาวสวนยาง จ.เชียงราย ผุดไอเดีย ต่อยอดงานวิจัย ” บ่อน้ำเคลือบยางพารา

เกษตรกรชาวสวนยางบนพื้นที่สูง จ.เชียงราย มีแนวคิดสร้างรายได้เสริมในภาวะที่ราคายางพาราผันผวน ผุดไอเดีย นำผลงานวิจัยบ่อน้ำเคลือบยางพารา ต่อยอดธุรกิจสร้างโอกาสให้เกษตรกรในพื้นที่ต่อสู้กับปัญหาขาดแคลนน้ำทำการเกษตร สร้างประโยชน์ เพิ่มการใช้ยางพาราภายในประเทศ หวังเป็นตัวอย่างให้เกษตรกรในพื้นที่ต่างๆ นำแนวทางไปปรับใช้

น.ส.นฤมล ปาณะที เกษตรกรชาวสวนยางบนพื้นที่สูง อ.แม่สรวย จ.เชียงราย เป็นเกษตรกรรุ่นใหม่ที่มีแนวคิดสร้างรายได้เสริมในภาวะที่ราคายางพาราผันผวน โดยปัจจุบัน คุณนฤมล มีพื้นที่ทำสวนยางพารากว่า 25 ไร่ จากช่วงปลายปีที่ผ่านมาเกิดประสบปัญหาด้านราคายาง เนื่องจากราคายางตกต่ำมาก จึงเลือกหาอาชีพเสริมเพื่อชดเชยรายได้เลี้ยงครอบครัว โดยได้ศึกษานำผลงานวิจัยเรื่องการสร้างบ่อน้ำเคลือบยางพารา ของ สกว. ( สำนักงานกองทุนสนับสนุนเพื่องานวิจัย ) และนำเอาแนวทางผลิตบ่อน้ำเคลือบยางพารามาทดลองผลิต เนื่องจากวัตถุดิบสามารถหาได้ในพื้นที่ และประกอบกับการทำเกษตรกรรมในพื้นที่สูงจะประสบปัญหาเรื่องการขาดแคลนน้ำ ซึ่งการทำบ่อน้ำเคลือบยางพารา จึงเป็นการตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายในพื้นที่เป็นอย่างมาก ปัจจุบันมีเกษตรกรให้ความสนใจเป็นจำนวนมาก บ่อน้ำเคลือบยางพาราจึงเป็นตัวเลือกที่ดีให้กับเกษตรกรในพื้นที่ ไว้ใช้ในการกักเก็บน้ำสำหรับทำการเกษตร

สำหรับบ่อน้ำเคลือบยางพารามีขนาดมาตรฐาน 4 x 2 เมตร สามารถทำได้ในรูปแบบยกลอย และแบบฝังดินโดยใน 1 บ่อ ใช้น้ำยางธรรมชาติปริมาณ 50 กิโลกรัม ประกอบกับสารเคมีตามสูตรที่กำหนดไว้ มีวัตถุดิบหลักคือ ผ้าดิบและน้ำยางพารา โดยบ่อน้ำยางพารามีคุณสมบัติที่โดดเด่นคือ สามารถกักเก็บน้ำเพื่อใช้ทำการเกษตรและทำการประมง มีอายุยาวนานถึง 10 ปี และที่สำคัญเมื่อเกิดการชำรุดสามารถทำการซ่อมแซมให้กับมาคงทนเหมือนเดิมได้ซึ่งแตกต่างจากบ่อน้ำพลาสติกทั่วไป ปัจจุบันตนได้เริ่มผลิตบ่อน้ำมากว่า 2 ปีแล้ว โดยมีรายได้เฉลี่ยต่อปีที่ผ่านมาคงเหลือสุทธิหลังจากหักต้นทุน อยู่ประมาณ 3 แสนบาท และแรงงานส่วนมากใช้แรงงานภายในครัวเรือนเป็นหลัก โดยปัจจุบัน มีหน่วยงานการยางแห่งประเทศไทย ( กยท. ) ได้เข้ามาดูแลให้ความรู้ในด้านการแปรรูป จัดอบรมหลักสูตรต่างๆ และยังช่วยเหลือสนับสนุนเงินทุนจำนวน 80,000 บาท เพื่อใช้ในการปรับปรุงกระบวนการผลิต

น.ส.นฤมล ปาณะที กล่าวเพิ่มเติมว่า ตนขอเป็นตัวอย่างให้กับเกษตรกรทั่วไปที่ประสบปัญหาด้านราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำ ให้สามารถปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลง และคอยแสวงหาความรู้หรือแนวทางใหม่ๆ มาพัฒนาอาชีพการทำเกษตรให้ยั่งยืน ต่อไป

ปศุสัตว์คิดค้นสูตรอาหารสัตว์ช่วยวิกฤติสับปะรดล้นตลาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/327136

ปศุสัตว์คิดค้นสูตรอาหารสัตว์ช่วยวิกฤติสับปะรดล้นตลาด

di,กรมปศุสัตว์

ปศุสัตว์คิดค้นสูตรอาหารสัตว์ช่วยวิกฤติสับปะรดล้นตลาด

นายสัตวแพทย์สรวิศ  ธานีโต  ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รักษาราชการแทนอธิบดี   กรมปศุสัตว์  เปิดเผยว่า ในช่วงเดือนพฤษภาคม – มิถุนายน ของทุกปีเป็นช่วงฤดูที่สับปะรดออกสู่ตลาดมากที่สุด พบว่าในปี 2561 จะมีผลสับปะรดสดออกสู่ตลาดประมาณ 2.46 ล้านตัน มากกว่าปีที่แล้วถึง 35 เปอร์เซ็นต์ ทั้งๆ ที่ประเทศไทยมีความต้องการบริโภค และเพื่อการส่งออกสับปะรดปีละไม่เกิน 2 ล้านตันต่อปี จึงมีผลผลิตเกินความต้องการ ประกอบกับมีสับปะรดที่ไม่ได้มาตรฐาน มีผลขนาดเล็ก เนื่องจากกระทบแล้ง และโรงานไม่รับซื้ออีกประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ของผลผลิต ซึ่งเกษตรกรจำหน่ายในราคา 0.80 – 1.00 บาทต่อกิโลกรัม จึงเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ราคาสับปะรดโรงงานขณะนี้มีราคาตกต่ำ สร้างความเดือดร้อนให้แก่เกษตรกร

นายสัตวแพทย์สรวิศ กล่าวเพิ่มเติมว่า ผลสับปะรดสดที่ไม่ได้มาตรฐาน นอกจากใช้แปรรูปเป็นสับปะรดกวนแล้วสามารถนำมาใช้เลี้ยงโคเนื้อ และโคนมได้เป็นอย่างดี โดยเก็บถนอมไว้ในรูปสับปะรดหมัก แต่ผลสับปะรดสดมีวัตถุแห้งต่ำมากประมาณ 10 – 12 เปอร์เซ็นต์ มีความชื้นสูงถึง 90 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นระดับที่ไม่เหมาะสำหรับการหมัก จึงต้องเติมวัสดุบางชนิด เพื่อเพิ่มวัตถุแห้ง เช่น ฟางข้าวสับ เพื่อปรับให้วัตถุแห้งอยู่ที่ระดับ 35-40 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นสภาพการหมักที่ดี และเป็นการเพิ่มเยื่อใยในอาหารให้มีเพียงพอสำหรับโคนมอีกด้วย ดังนั้น กรมปศุสัตว์ โดยสำนักพัฒนาอาหารสัตว์ ได้ร่วมมือกับสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดประจวบคีรีขันธ์สหกรณ์จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และ สหกรณ์โคนมไทย-เดนมาร์ค อ่าวน้อย จำกัด  แก้ปัญหาราคาสับปะรดตกต่ำ โดยดำเนินโครงการนำร่องแปรรูปสับปะรดเพื่อเป็นอาหารสัตว์เพื่อเป็นอาหารโคนม นอกจากนี้ ได้ดำเนินการผลิตอาหารทีเอ็มอาร์จากผลสับปะรด เพื่อจำหน่ายให้แก่เกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อในจังหวัดกำแพงแสน จำนวนทั้งสิ้น  30 ตัน ตั้งแต่วันที่ 12 พฤษภาคม 2561 เป็นต้นมา
ส่วนวิธีการแปรรูปสับปะรดเป็นอาหารสัตว์ นั้น ให้นำสับปะรด 650 กิโลกรัม และฟางข้าว 350 กิโลกรัม  ใส่เครื่องผสมอาหาร TMR เพื่อหั่นและคลุกเคล้าให้เข้ากัน นำมาใส่ถังหรือถุงและไล่อากาศออกให้มากที่สุด ปิดฝาถังหรือมัดปากถุงให้สนิท ไม่ให้อากาศภายนอกเข้าไป หมักทิ้งไว้ 14-21 วัน สามารนำไปใช้เลี้ยงสัตว์ เช่น โคเนื้อ โคนม แพะ และแกะ ได้เป็นอย่างดี และคิดเป็นต้นทุนเปลือกสับปะรดหมักฟางเท่ากับ 2.00 บาทต่อกิโลกรัม นอกจากนี้ ยังมี “โครงการรับซื้อสับปะรดคัดทิ้งเพื่อแปรรูปเป็นอาหารทีเอ็มอาร์ สำหรับโคนม” สนับสนุนโดย
กรมส่งเสริมสหกรณ์ ภายใต้งบประมาณกลางปี 2561 (ไทยนิยมยั่งยืน) ให้สหกรณ์ฯ เป็นศูนย์รับซื้อ-แปรรูป และจำหน่ายอาหารทีเอ็มอาร์ให้แก่สมาชิกสหกรณ์และเกษตรกรผู้สนใจ โดยสนับสนุนเงินกู้ จำนวน 4,000,000 บาท อีกด้วย หากเกษตรกรท่านใดสนใจ สามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่ สำนักพัฒนาอาหารสัตว์ กรมปศุสัตว์ โทร.02-5011147 นายสัตวแพทยสรวิศ  กล่าวในที่สุด

ใช้กลไกสหกรณ์ช่วยแก้ไขปัญหาราคาสับปะรดตกต่ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/327131

ใช้กลไกสหกรณ์ช่วยแก้ไขปัญหาราคาสับปะรดตกต่ำ

สับปะรด,ราคาตก

ใช้กลไกสหกรณ์ช่วยแก้ไขปัญหาราคาสับปะรดตกต่ำ

 

            กรมส่งเสริมสหกรณ์เร่งแก้ปัญหาปริมาณสับปะรดล้นตลาด โดยใช้กลไกของสหกรณ์เข้ามาช่วยเหลือดูดซับปริมาณผลผลิต พร้อมดำเนินการ 3 มาตรการตามข้อสั่งการรมช.เกษตรฯ ทั้งนำผลผลิตไปทำอาหารโคนม กำหนดจุดรวบรวมผลผลิตโดยสหกรณ์ในจังหวัดระยอง และจัดกิจกรรมส่งเสริมการบริโภคสับปะรดที่สหกรณ์ผู้ปลูกสับปะรดลำปาง จำกัด พร้อมปล่อยขบวนรถบรรทุกสับปะรดกระจายสู่ตลาด ในวันที่ 24 พฤษภาคม นี้

            นายเชิดชัย พรหมแก้ว รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า สืบเนื่องจากมติคณะกรรมการนโยบายและพัฒนาสับปะรดแห่งชาติ เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2561 เห็นชอบแนวทางการบริหารจัดการสับปะรดที่จะออกสู่ตลาดจำนวนมากในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงเดือนมิถุนายน โดยได้กำหนดมาตรการเร่งระบายผลผลิตสับปะรดออกนอก             แหล่งผลิตไปยังผู้บริโภคในจังหวัดที่ไม่มีการปลูกสับปะรดโดยใช้กลไกของสหกรณ์ และเชื่อมโยงกับสหกรณ์โคนมและโคเนื้อ รับซื้อสับปะรดจากสหกรณ์ที่อยู่ในแหล่งผลิต เพื่อนำไปทำอาหารหมักเลี้ยงโคเนื้อและโคนม

ล่าสุดนายลักษณ์ วจนานวัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ ดำเนินมาตรการหลัก 3 มาตรการ คือ มาตรการแรกให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ประสานงานกับสหกรณ์โคนมไทยเดนมาร์ค อ่าวน้อย จำกัด จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เพื่อให้กรมปศุสัตว์เข้าไปแนะนำแนวทางในการใช้สับปะรดผลอ่อนมาผลิตเป็นอาหารโคนม มาตรการต่อมาคือ ให้มีการกำหนดจุดรวบรวมผลผลิตสับปะรดจากสมาชิกสหกรณ์และเกษตรกรในพื้นที่  เพื่อกระจายผลผลิตออกนอกแหล่งผลิต ซึ่งแต่เดิมกำหนดไว้ในพื้นที่ 3 จังหวัด ได้แก่                              จังหวัดเพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ และระยอง ซึ่งในขณะนี้ในพื้นที่จังหวัดเพชรบุรีและประจวบคีรีขันธ์                       สถานการณ์ผลผลิตล้นตลาดเริ่มคลี่คลาย เนื่องการปริมาณผลผลิตมีความสอดคล้องกับโควตาที่โรงงานแปรรูปสับปะรดมีความต้องการ  ดังนั้น จึงคงเหลือจุดรวบรวมสับปะรดของสหกรณ์เพียงที่จังหวัดระยองเท่านั้น

ทั้งนี้  ในการบริหารจัดการผลผลิตสับปะรดในจังหวัดระยอง มีสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรที่จะดำเนินการรวบรวมสับปะรดสดเพื่อการบริโภค 5 แห่ง คือ สหกรณ์การเกษตรเขาชะเมา จำกัด สหกรณ์นิคมชุมแสงจันทร์ จำกัด สหกรณ์นิคมฯ ระยอง จำกัด กลุ่มเกษตรกรทำไร่สับปะรดมะขามคู่ และกลุ่มเกษตรกรทำไร่สับปะรดตำบลซำฆ้อ เบื้องต้นคาดว่าจะรวบรวม 1,000 ตัน ซึ่งในการเปิดจุดรวบรวมผลผลิตดังกล่าว สหกรณ์จำเป็นต้องใช้เงินทุนเพื่อมารับซื้อผลผลิตจากเกษตรกร ทางเกษตรจังหวัดระยองได้เสนอคณะกรรมการนโยบายและมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร (คชจ.) ขอสนับสนุนเงินชดเชย เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการให้กับสหกรณ์  กิโลกรัมละ 2.50 บาท

ส่วนมาตรการสุดท้ายกำหนดให้จัดงานประชาสัมพันธ์การบริโภคสับปะรด จะจัดพิธีลงนามในบันทึกข้อตกลงทางการค้าระหว่างสหกรณ์ผู้ปลูกสับปะรดลำปาง จำกัด กับสหกรณ์โคนมนครลำปาง จำกัด และบริษัท               สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) พร้อมปล่อยขบวนสินค้าจากสหกรณ์ผู้ปลูกสับปะรดลำปาง ไปยังศูนย์กระจายสินค้าแม็คโคร และสหกรณ์โคนมนครลำปาง จำกัด ในวันที่ 24 พฤษภาคม นี้ ที่ สหกรณ์ผู้ปลูกสับปะรดลำปาง จำกัด                      โดยงานดังกล่าว นายลักษณ์  วจนานวัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะเป็นประธานเปิดงาน                 และมีผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง ประธานสหกรณ์ผู้ปลูกสับปะรดลำปาง ภาคเอกชน และหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมงานด้วย

ทอดผ้าป่าสืบสานปณิธานโครงการอาหารกลางวัน”นักเรียน ตชด.!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/326608

ทอดผ้าป่าสืบสานปณิธานโครงการอาหารกลางวัน”นักเรียน ตชด.!!

สระแก้ว

ทอดผ้าป่าสร้างอาคาร”สืบสานปณิธานโครงการอาหารกลางวัน”นักเรียน ตชด.!!

 กรมส่งเสริมการเกษตรร่วมกับชาวบ้านทอดผ้าป่าสามัคคี สร้างอาคาร”สืบสานปณิธานโครงการอาหารกลางวัน” สำหรับนักเรียนโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนการบินไทย อ.คลองหาด จ.สระแก้ว มีผู้ร่วมบริจาคกว่า 2.23 ล้านบาท

เมื่อวันที่ 19 พ.ค.61 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนการบินไทย หมู่ที่ 9 ต.ไทรเดี่ยว อ.คลองหาด จ.สระแก้ว นางดาเรศร์ กิตติโยภาส รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์  ร่วมกับ นายชาตรี บุญนาค ผอ.สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 3 จ.ระยอง พ.ต.ท.สวัสดิ์ คัมภิรานนท์ ผบ.ร้อย กก.ตชด.122 , ร.ต.อ.สุวรรณ ค้ำชู ผอ.โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนการบินไทย ,นายประจักร์ ประสงค์สุข เกษตรจังหวัดสระแก้ว ข้าราชการกรมส่งเสริมการเกษตร เจ้าหน้าที่ กำนัน ผู้ใหญ่บ้านและประชาชนในพื้นที่กว่า 300 คน ตั้งกองผ้าป่าสามัคคีเพื่อสมทบทุนสร้างอาคาร “สืบสานปณิธานเกษตรเพื่ออาหารกลางวัน” ในโอกาสครบรอบ 50 ปี กรมส่งเสริมการเกษตร ซึ่งหลังเสร็จพิธีสงฆ์ และถวายต้นผ้าป่าพร้อมบริวารเสร็จสิ้น พระสงฆ์อุปโลกน์ได้ส่งคืนปัจจัยพร้อมบริวารคืนให้คณะทำงาน เพื่อนำไปจัดสร้างอาคาร สืบสานปณิธานเกษตรเพื่ออาหารกลางวันต่อไป โดยมียอดเงินบริจาคและทำบุญครั้งนี้ รวมเบื้องต้น 2,230,148 บาท

นางดาเรศร์ กิตติโยภาส รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า กรมส่งเสริมการเกษตรเป็นกรมที่โชคดี ที่ได้รับการไว้วางพระทัยจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในการดูแลโครงการเกษตรอาหารกลางวัน ร่วมกับตำรวจตระเวนชายแดน ตั้งแต่สมัยที่ยังเป็นถิ่นกันดารอยู่ โรงเรียนก็เจริญก้าวหน้าขึ้น เด็กนักเรียนจากเดิมที่ไม่มีอาหารเพียงพอ วันนี้ได้มีแปลงเกษตร พืชผักต่าง ๆ รวมทั้งขยับขยายไปสู่การเลี้ยงสัตว์และประมงด้วย วันนี้สุขอนามัยเป็นเรื่องสำคัญ การแปรรูปผลผลิตเกษตรทำให้มีมูลค่าเพิ่มขึ้น สิ่งเหล่านี้จะทำให้มูลค่าผลผลิตเกษตรที่นักเรียนและเกษตรกรรอบบริเวณนี้ โอกาสได้รับประทานอาหารที่มีสุขอนามัย สามารถแปรรูปผลผลิตเพิ่มรายได้พร้อมกัน

นายประจักร ประสงค์สุข เกษตรจังหวัดสระแก้ว ระบุว่า โครงการเกษตรเพื่ออาหารกลางวัน มีการดำเนินการตามพระประสงค์ตั้งแต่ปี 2522 เพื่อให้นักเรียนในถิ่นทุรกันดารได้มีอาหารบริโภคเพียงพอ มีการพัฒนาในด้านการเรียนด้วย โครงการนี้เป็นการจัดทำโครงการในวาระที่กรมส่งเสริมการเกษตรครบรอบ 50 ปี เพื่อสืบสานปณิธานของพระองค์ท่าน โดยชมรมข้าราชการกระทรวงเกษตรฯ และประชาชนทั่วไป ร่วมกันบริจาคสมทบทุนเพื่อสร้างอาคารแปรรูปผลิตภัณฑ์ ให้ทุกคนได้บริโภคอาหารที่ปลอดภัยจากสารพิษ เป็นประโยชน์ต่อประชาชนและนักเรียนในโรงเรียนด้วย

พ.ต.ท.สวัสดิ์ คัมภิรานนท์ ผบ.ร้อย กก.ตชด.122 กล่าวว่า โรงเรียนมีนักเรียน 146 คน ครู 10 คน เป็นเจ้าหน้าที่ ตชด. 8 นายและครูอัตราจ้าง 2 คน เมื่อโรงเรียนได้รับเงินจากกองผ้าป่าสามัคคี ก็จะตั้งกรรมการในการตรวจรับจากภาคการศึกษาและภาคประชาชน เพื่อจะดำเนินการก่อสร้างตามแบบอาคารที่จัดเตรียมไว้ วงเงิน 1.5 ล้านบาท ซึ่งระยะเวลาจะดำเนินการตามแผนภายใน 3 เดือน คาดว่า จะแล้วเสร็จในเดือน ส.ค.นี้ ซึ่งอาคารนี้จะเกิดประโยชน์เป็นอย่างยิ่ง ช่วยต่อยอดผลผลิตทางการเกษตรของโรงเรียนที่มีจำนวนมาก นำมาสู่กระบวนการแปรรูปสำหรับนำมาใช้ในภาวะบางช่วงที่ขาดแคลน ส่วนหนึ่งจะนำไปส่งเสริมด้านอาชีพ ให้กับประชาชนในพื้นที่ได้ด้วย ซึ่งเงินส่วนที่เหลือทางเกษตรและประชาชนจะตั้งเป็นกองทุนหรือมูลนิธิสำหรับกิจกรรมเพื่ออาหารกลางวันในอนาคตต่อไป

“ไจก้า” คลอดผลศึกษาคลองผันน้ำคู่ขนานถนนวงแหวนรอบ 3

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/326607

“ไจก้า” คลอดผลศึกษาคลองผันน้ำคู่ขนานถนนวงแหวนรอบ 3

ไจก้า,สทนช

“ไจก้า” คลอดผลศึกษาคลองผันน้ำคู่ขนานถนนวงแหวนรอบ 3 บรรเทาน้ำท่วมลุ่มเจ้าพระยา

 

“สทนช.”จ่อถกหน่วยงานเกี่ยวข้องด้านเทคนิคประเมินรอบด้าน หลัง”ไจก้า” จัดเวทีแจงผลศึกษาโครงการพัฒนาคลองผันน้ำคู่ขนานถนนวงแหวนรอบ 3 ฉบับสุดท้าย ก่อนเสนอกนช.เคาะเข้าสู่ยุทธศาสตร์การบริหารจัดการน้ำของประเทศ

"ไจก้า" คลอดผลศึกษาคลองผันน้ำคู่ขนานถนนวงแหวนรอบ 3

นายสมเกียรติ  ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ เปิดเผยภายหลังเปิดการสัมมนาเรื่อง “การจัดการน้ำท่วมของลุ่มน้ำเจ้าพระยา : Flood Management of Chao Phraya River Basin” ซึ่งจัดขึ้นโดยองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น หรือไจก้า ณ  โรงแรมเวสทิน  แกรนด์ สุขุมวิท ว่า การสัมมนาครั้งนี้เป็นการนำเสนอผลการศึกษาโครงการพัฒนาคลองผันน้ำควบคู่ไปกับถนนวงแหวนรอบที่ 3 ครั้งสุดท้ายของไจก้า ซึ่งเป็นโครงการที่ผันน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณจังหวัดพระนครศรีอยุธยาลงสู่อ่าวไทย ที่ช่วยลดความเสียหายจากอุทกภัยในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาให้อยู่ในวงจำกัด และไม่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่พื้นที่เศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล โดยโครงการผันน้ำควบคู่กับถนนวงแหวนรอบที่ 3 เป็น 1 ใน 9 แผนหลักที่คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.)            ได้เห็นชอบในหลักการเพื่อแก้ปัญหาอุทกภัยในลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างทั้งระบบ

อย่างไรก็ตาม หลังการรับฟังผลการศึกษาโครงการผันน้ำควบคู่กับถนนวงแหวนรอบที่ 3 ของไจก้าครั้งนี้แล้ว สทนช.ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และยังเป็นหน่วยงานกลาง (Regulator) ที่ประสานงาน กำกับดูแล และบูรณาการการดำเนินงานของหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวกับการบริหารจัดการน้ำของประเทศด้วยนั้น สทนช.ต้องพิจารณาเงื่อนไขในการศึกษาของไจก้า และการจัดการน้ำท่วมในไทยร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในทางเทคนิค เพื่อวิเคราะห์และตัดสินใจโดยอยู่บนพื้นฐานทางวิชาการให้ได้ทางเลือกที่ดีที่สุด ก่อนเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) พิจารณาให้ความเห็นชอบ เพื่อบรรจุในร่างยุทธศาสตร์การบริหารจัดการน้ำ 12 ปี ซึ่งอยู่ระหว่างการทบทวนให้เป็นระยะ 20 ปี ที่มีเป้าหมายจะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในกันยายน 2561       นี้ด้วย

“มาตรการป้องกันสำหรับการลดความเสี่ยงอุทกภัยบริเวณลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา 9 แผนหลักที่ กนช.ได้ให้ความเห็นชอบในหลักการแล้วนั้น ประกอบด้วย 1.โครงการปรับปรุงระบบชลประทาน 2.โครงการคลองระบายน้ำหลากเจ้าพระยาฝั่งตะวันออก แบ่งเป็น ช่วงคลองชัยนาท – ป่าสัก และ ช่วงคลองป่าสัก – อ่าวไทย 3. โครงการผันน้ำควบคู่กับถนนวงแหวนรอบที่สาม 4.โครงการปรับปรุงโครงข่ายระบบชลประทานฝั่งตะวันตก 5.โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำแม่น้ำเจ้าพระยา 6.โครงการบริหารจัดการพื้นที่นอกคันกั้นน้ำ 7.โครงการคลองระบายน้ำหลากบางบาล – บางไทร (อยุธยาบายพาส) 8.โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำแม่น้ำท่าจีน และ 9.โครงการพื้นที่รับน้ำนอง ที่ปัจจุบันหลายแผนงานได้มีการขับเคลื่อนไปแล้ว แต่บางแผนงานต้องศึกษาในรายละเอียดด้านเทคนิคสิ่งแวดล้อมและสังคมให้รอบคอบ เพื่อนำมาจัดลำดับความสำคัญในการดำเนินการ โดยเฉพาะโครงการขนาดใหญ่ที่ใช้งบประมาณมากกว่า 1,000 ล้านบาท ต้องวิเคราะห์และพิจารณาอย่างรอบคอบถึงผลกระทบและความคุ้มค่าสูงสุดด้วย

ผู้ตรวจราชการกรมป่าไม้ล่องใต้ติดตามงานป่าไม้เมืองนรา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/326574

ผู้ตรวจราชการกรมป่าไม้ล่องใต้ติดตามงานป่าไม้เมืองนรา

ผู้ตรวจราการกรมป่าไม้ล่องใต้ติดตามงานป่าไม้เมืองนรา

 ผู้ตรวจราชการกรมป่าไม้นำคณะลงพื้นที่เมืองนราธิวาส ติดตามงานป่าไม้ตามนโยบายรัฐบาล เร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณประจำปี 2561  พร้อมเสนอแนะให้จัดทำแผนที่แสดงแนวเขตที่ดูแล แสดงพิกัดที่จับกุมคดีไม้และคดีบุกรุกพื้นที่ เพื่อใช้วางแผนในการลาดตระเวน

นางอำนวยพร ชลดำรงค์กุล ผู้ตรวจราชการกรมป่าไม้ และนายพินิจศักดิ์ กลิ่นมาลา สผส. ตรวจราชการในเขตตรวจราชการที่ 8 จังหวัดนราธิวาส เพื่อติดตามการดำเนินงาน เร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณประจำปี 2561 พร้อมข้อเสนอแนะในประเด็นนโยบายที่สำคัญของรัฐบาล ทส. และกรมป่าไม้ ณ สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 13 สาขานราธิวาส โดยมี ผอ.สำนัก ผอ.ส่วนต่างๆ หัวหน้าหน่วยป้องกันรักษาป่า ข้าราชการ และพนักงาน เข้าร่วมประชุมและรายงานผลการปฏิบัติงานและปัญหาอุปสรรคในการทำงานทุกกิจกรรม

การลงพื้นที่ของผู้ตรวจราชการกรมป่าไม้และคณะครั้งนี้เพื่อตรวจเยี่ยมให้กำลังใจเจ้าหน้าที่หน่วยป้องกันรักษาป่าที่ นธ. 3 (ระแงะ-จะแนะ) อ.ระแงะ จ.นราธิวาส รับฟังปัญหาอุปสรรคในการทำงาน ข้อเสนอแนะในการทำงาน โดยให้จัดทำแผนที่แสดงแนวเขตที่ดูแล แสดงพิกัดที่จับกุมคดีไม้และคดีบุกรุกพื้นที่ เพื่อใช้วางแผนในการลาดตระเวน

ทั้งนี้ พบว่าในบริเวณหน่วยฯ มีต้นไม้ขนาดใหญ่ขึ้นอยู่อย่างร่มรื่น จึงให้หน่วยฯ จัดทำป้าย QR-CODE ติดไว้ที่ต้นไม้ใหญ่ในบริเวณหน่วย เพื่อเป็นแหล่งศึกษาหาความรู้ให้กับนักเรียน นักศึกษา ประชาชน พร้อมตอบรับนโยบาย Thailand 4.0 ของรัฐบาล ก่อนเดินทางกลับได้มอบอินทผาลัม ให้กับเจ้าหน้าที่ซึ่งอยู่ในช่วงรอมฎอน และปลูกต้นยางนา เพื่อเป็นที่ระลึกในการตรวจเยี่ยมด้วย

ต่อจากนั้นผู้ตรวจราชการกรมป่าไม้ และคณะ ได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมให้กำลังใจเจ้าหน้าที่โครงการพิกุลทอง และสถานีวนวัฒนวิจัยพิกุลทอง จ.นราธิวาส และศึกษาพันธุ์ไม้ตามเส้นทางธรรมชาติป่าพรุจำลอง ต่อไปด้วย

ปิดทองหลังพระสนับสนุนทุนทำวิทยานิพนธ์และสารนิพนธ์ แก่นิสิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/326439

ปิดทองหลังพระสนับสนุนทุนทำวิทยานิพนธ์และสารนิพนธ์ แก่นิสิต

ศดรชาติชาย ณ เชียงใหม่

ปิดทองหลังพระสนับสนุนทุนในการทำวิทยานิพนธ์และสารนิพนธ์ แก่นิสิต

 สถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ สนับสนุนทุนในการทำวิทยานิพนธ์และสารนิพนธ์ แก่นิสิต นักศึกษาระดับปริญญาโท ตั้งแต่ระดับปริญญาโทขึ้นไป ที่ศึกษาในมหาวิทยาลัยของรัฐและเอกชนทั่วประเทศ ทุนละ 20,000 บาท

ศ.ดร.ชาติชาย ณ เชียงใหม่ ที่ปรึกษาสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ เปิดเผยถึง โครงการทุนสนับสนุนการทำวิทยานิพนธ์และสารนิพนธ์ แก่นิสิต นักศึกษาฯ  ว่า สถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระฯ ซึ่งเป็นหน่วยปฏิบัติงานของมูลนิธิปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ ได้จัดให้มีโครงการทุนสนับสนุนการทำวิทยานิพนธ์และสารนิพนธ์ แก่นิสิต นักศึกษา ตั้งแต่ระดับปริญญาโทขึ้นไป ที่ศึกษาในมหาวิทยาลัยของรัฐและเอกชนทั่วประเทศ ทุนละ 20,000 บาท
สำหรับนิสิต นักศึกษา ที่สนใจเข้าร่วมโครงการ จะต้องเป็นผู้ที่ทำวิทยานิพนธ์ หรือสารนิพนธ์ ซึ่งหัวข้อและวัตถุประสงค์ที่เกี่ยวข้องกับการประยุกต์ใช้แนวพระราชดำริ  เพื่อเป็นประโยชน์ในการขยายความรู้ ความเข้าใจ การพัฒนาตามแนวพระราชดำริ อันจะนำไปสู่การสร้างความสามารถในการพึ่งพาตนเองของชุมชน  ที่สำคัญจะต้องระบุกลุ่มเป้าหมายที่ได้รับประโยชน์อย่างชัดเจน และมีความเชื่อมโยงกับงานพัฒนาด้านอื่นๆ ในพื้นที่
ศ.ดร.ชาติชาย กล่าวว่า วิทยานิพนธ์และสารนิพนธ์ ที่จะได้รับการพิจารณาจะต้องมีเนื้อหา วิธีการศึกษาที่เป็นการประยุกต์แนวพระราชดำริในการพัฒนาและหลักการทรงงาน ใน 2 ประเด็นหลัก คือ 1. แนวพระราชดำริในการพัฒนา  6 มิติ ในบริบทการนำความรู้ทางด้านวิชาการ และความรู้ทางด้านภูมิสังคม มาผสมผสานเพื่อทำให้มนุษย์มีการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ ตอบสนองความต้องการได้ดีที่สุดในแต่ละพื้นที่
ขณะที่ประเด็นที่ 2 คือในบริบทของหลักการทรงงาน อันประกอบด้วย “หลักคิด” ซึ่งครอบคลุม ในเรื่องการพึ่งตนเอง มีเหตุมีผล มีภูมิคุ้มกัน มีฐานความรู้ เรียบง่าย ประหยัด มุ่งความคุ้มค่าคุ้มทุน “หลักการจัดการ” ที่มีการวางแผน ทำเป็นขั้นตอน มีการจดบันทึก และประเมินผล รวมถึง “หลักการพัฒนาคน” ที่จะต้องเข้าใจปัญหาของตัวเอง พึ่งพาคนอื่นให้น้อยที่สุด และทำตัวให้เป็นประโยชน์ต่อคนอื่นได้
ทั้งนี้ โครงการทุนสนับสนุนการทำวิทยานิพนธ์และสารนิพนธ์ แก่นิสิต นักศึกษาฯ จะเปิดรับสมัครตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน – 31 สิงหาคม 2561 คณาจารย์และนิสิต นักศึกษา ที่สนใจ สามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่ สถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระฯ, http://www.pidthong.org และคุณหทัยรัตน์ พ่วงเชย  ฝ่ายจัดการความรู้  โทร 02-6115006 email : hatairat_p@pidthong.org  โทรสาร 02 6581413

หนุนเกษตรกรเรียนรู้เทคโนโลยีผลิตปาล์มน้ำมัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/326425

หนุนเกษตรกรเรียนรู้เทคโนโลยีผลิตปาล์มน้ำมัน

ปาล์มน้ำมัน

หนุนเกษตรกรเรียนรู้เทคโนโลยีผลิตปาล์มน้ำมัน

 

          กรมส่งเสริมการเกษตรฉลองครบรอบ 50 ปี รณรงค์จัดงานField Day เดินหน้าถ่ายทอดเทคโนโลยีส่งเสริมเกษตรกรรวมกลุ่มแปลงใหญ่ช่วยลดต้นทุน เพิ่มผลผลิตปาล์มน้ำมันคุณภาพดีที่ อ.มะนัง จ.สตูล

นายสำราญ สาราบรรณ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรกล่าวว่า การจัดกิจกรรมวันถ่ายทอดเทคโนโลยี (Field day) และบริการการเกษตร เพื่อเริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ ปี 2561 ถือเป็นอีกหนึ่งนโยบายในการสร้างความพร้อมให้กับเกษตรกรที่จะเข้าสู่ฤดูการผลิตใหม่ ซึ่งจะเน้นการถ่ายทอดความรู้แบบเห็นของจริง โดยมีศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร หรือ ศพก. เป็นสถานที่เรียนรู้เพื่อให้เกษตรกรเริ่มต้นการผลิตในปีการเพาะปลูกใหม่ ด้วยการใช้เทคโนโลยีและภูมิปัญญาที่มีอยู่ให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ของตนเอง โดยมีหน่วยงานต่างๆ ร่วมให้บริการด้านการเกษตรตามภารกิจเพื่อสนับสนุนเกษตรกร

การจัดงาน Field day เพื่อเริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ ในวาระครบรอบ 50 ปี กรมส่งเสริมการเกษตร ได้คัดเลือกสินค้าเกษตรซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจหลักของไทย รวม 9 ชนิด ได้แก่ ลำไย, มะม่วง, มะพร้าว,ทุเรียน, มังคุด, ปาล์มน้ำมัน, กล้วยไม้, ข้าว และมันสำปะหลัง ถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยีสู่เกษตรกรแต่ละภูมิภาค แสดงให้เห็นกระบวนการส่งเสริมและพัฒนาสินค้าเกษตรตั้งแต่อดีต ปัจจุบัน และอนาคต สำหรับศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) อำเภอมะนัง จังหวัดสตูล ถือเป็นจุดแรกของการจัดกิจกรรมพิเศษนี้ โดยเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตปาล์มน้ำมัน ซึ่งเป็นสินค้าหลักของเกษตรกรในพื้นที่ เนื่องจากที่ผ่านมาเกษตรกรประสบปัญหาต้นทุนการผลิต และค่าจ้างแรงงานมีราคาสูง การเก็บเกี่ยวทะลายปาล์มน้ำมันที่ไม่แก่จัด ทำให้เปอร์เซ็นต์น้ำมันต่ำ ขาดการรวมกลุ่มเพื่อพัฒนาคุณภาพและการบริหารจัดการ

ทั้งนี้ ประเด็นเทคโนโลยีที่ถ่ายทอดความรู้ให้แก่เกษตรกร มี 5สถานีเรียนรู้ คือ สถานีที่ 1 การลดต้นทุนการผลิตปาล์มน้ำมัน เนื้อหาเกี่ยวกับการตรวจวิเคราะห์ดิน การผสมปุ๋ยเคมีใช้เอง การผลิตปุ๋ยอินทรีย์ เป็นต้น สถานีที่ 2 การเพิ่มผลผลิตปาล์มน้ำมัน ให้ความรู้เกี่ยวกับการจัดการสวนปาล์มน้ำมัน วิธีการเลือกพันธุ์ปาล์มน้ำมันที่ดี สาธิตการวางแนวปลูก การผลิตและใช้สารชีวภัณฑ์กำจัดศัตรูพืช เป็นต้น สถานีที่ 3 การเพิ่มคุณภาพผลผลิตปาล์มน้ำมัน ให้ความรู้ด้านการเก็บเกี่ยวผลผลิตและช่วงเวลาการเก็บเกี่ยว การผลิตตามมาตรฐาน GAPการตลาดและการรวมกลุ่ม สถานีที่ 4 การเพิ่มรายได้ในสวนปาล์มน้ำมัน ให้ความรู้และตัวอย่างเศรษฐกิจพอเพียง รวมทั้งการทำบัญชีครัวเรือน บัญชีต้นทุนอาชีพ และสถานีที่ 5 การใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า โดยให้ความรู้และตัวอย่างระบบน้ำในสวนปาล์มน้ำมัน นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมต่างๆ เช่น นิทรรศการสินค้าและผลิตภัณฑ์เครือข่าย Young Smart Famer การประกวดผลผลิตปาล์มน้ำมัน การจำหน่ายสินค้าและผลิตภัณฑ์ของสถาบันเกษตรกร เป็นต้น

“ปาล์มน้ำมัน เป็นพืชเศรษฐกิจที่นำมาปลูกเชิงพาณิชย์ครั้งแรกในจังหวัดสตูล มีพื้นที่ปลูกรวม 106,456 ไร่ ผลผลิตรวม 241,269 ตันต่อปี เกษตรกรผู้ปลูก 4,066 ราย สร้างรายได้ให้จังหวัดสตูลแต่ละปีไม่น้อยกว่า 967.48 ล้านบาท ตลอดระยะเวลา 50 ปี กรมส่งเสริมการเกษตรได้ส่งเสริมให้เกษตรกรเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตปาล์มน้ำมัน ตั้งแต่ต้นทางเน้นลดต้นทุน เพิ่มผลผลิตพัฒนาคุณภาพ กลางทางให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการเสริมสร้างความเข้มแข็งกลุ่มตามระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่และปลายทางเน้นการสร้างภาพลักษณ์เชื่อมโยงเครือข่ายตลาด” รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติม

เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นแก้ไขร่างพ.ร.บ.สหกรณ์ ฉบับใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/326407

เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นแก้ไขร่างพ.ร.บ.สหกรณ์ ฉบับใหม่

รมช.เกษตรฯเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นแก้ไขร่างพ.ร.บ.สหกรณ์ ฉบับใหม่

รมช.เกษตรฯเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นแก้ไขร่างพ.ร.บ.สหกรณ์ ฉบับใหม่ เชิญชวนขบวนการสหกรณ์ส่งข้อเสนอภายในวันที่ 5 มิถุนายน นี้ ก่อนรวบรวมเสนอที่ปีระชุมครม.พิจารณา  

นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดการสัมมนารับฟังความคิดเห็นในการแก้ไขเพิ่มเติมร่างพ.ร.บ.สหกรณ์ ฉบับใหม่ ซึ่งจัดขึ้นในส่วนกลางมีตัวแทนสหกรณ์ใน                    เขตกรุงเทพมหานครเข้าร่วมรับฟังกว่า 300 คนและถ่ายทอดระบบVideo Conference ไปยังทุกจังหวัดทั่วประเทศ ซึ่งได้รับความสนใจจากตัวแทนสหกรณ์ต่าง ๆ เข้าร่วมรับฟังและเสนอความคิดเห็นจำนวนมาก โดยรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  เปิดเผยว่า กฎหมายดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดการพัฒนาขบวนการสหกรณ์และมีระบบคุ้มครองสหกรณ์ที่เข้มแข็ง ซึ่งจะส่งผลต่อความมั่นคงและความมีประสิทธิภาพในการดำเนินงานของสหกรณ์ทั่วประเทศ ซึ่งปัจจุบันมีอยู่กว่า 8,000 แห่ง และส่งผลต่อความเป็นอยู่ที่ดีของสมาชิกสหกรณ์ทั้งหมด 12 ล้านครอบครัว

นายวิวัฒน์ กล่าวต่อว่า กฎหมายสหกรณ์ฉบับที่ใช้อยู่ปัจจุบันตั้งแต่ปี 2542 มีบางเรื่องต้องปรับปรุงใหม่ ให้ทันกับสถานการณ์ปัจจุบัน และบรรลุเป้าหมาย 3 ประการ คือ 1.สหกรณ์ต้องพัฒนาขึ้นเพื่อเอื้อประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ และสร้างประโยชน์ให้กับประชาชนโดยรวม ไม่ใช่เพียงแค่สมาชิกสหกรณ์เท่านั้นที่จะได้รับประโยชน์  2. ต้องมีระบบคุ้มครองที่เข้มแข็ง สหกรณ์จะเป็นระบบเดียว ที่อยู่ภายใต้ระบบแข่งขันเสรีของทุนนิยม สร้างความเท่าเทียมให้กับคนทุกระดับของสังคม 3. สร้างเสถียรภาพขบวนการสหกรณ์ให้มี              ความมั่นคงแข็งแรงมีประสิทธิภาพที่จะยืนอยู่ภายใต้โลกที่กำลังแข่งขันกันอย่างรุนแรง

ทั้งนี้ เป้าหมายทั้ง 3 ประการนั้น มีประเด็นที่แก้ไขทั้งหมด 13 ประเด็น ซึ่งผู้ที่อยู่ในแวดวงสหกรณ์ต่าง ๆ จะได้เข้ามามีส่วนร่วมกันพิจารณาร่างพ.ร.บ.สหกรณ์ฉบับใหม่ ขณะเดียวกันกรมส่งเสริมสหกรณ์ก็พร้อมที่รับฟังความเห็นที่แตกต่างหลากหลาย โดยผู้แทนของสหกรณ์สามารถส่งข้อเสนอแนะและความคิดเห็นมายังกรมส่งเสริมสหกรณ์ได้จนถึงวันที่ 5 มิถุนายน นี้ เพื่อทางกรมฯจะรวบรวมและสรุปผลการรับฟังความเห็นเสนอไปยังกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งคาดว่าร่างพ.ร.บ.นี้ จะเสร็จสมบูรณ์ภายใน 1 เดือน เพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาเห็นชอบภายในเดือนมิถุนายน 2561 ก่อนจะส่งให้คณะกรรมการกฎษฎีกาพิจารณาในรายละเอียด หลังจากนั้นจึงจะเสนอให้สนช.พิจารณาต่อไป

“กฎหมายจะเป็นเครื่องมืออย่างหนึ่ง ที่จะมีส่วนช่วยสนับสนุนการดำเนินงานของสหกรณ์ให้เกิดการพัฒนาและเจริญก้าวหน้าอย่างเข้มแข็ง ซึ่งหวังว่าคนในขบวนการสหกรณ์จะมีส่วนร่วมในการเสนอความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ต่อการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายสหกรณ์ให้เหมาะสมกับการดูแลส่งเสริมสหกรณ์ในสถานการณ์ยุคปัจจุบัน  เพื่อให้สหกรณ์สามารถบริหารงานได้ประสิทธิภาพและมุ่งเน้นประโยชน์ของสมาชิกเป็นสำคัญ”                     นายวิวัฒน์ กล่าว

สศก. หารือร่วมทุกหน่วย งัดมาตรการแก้สับปะรดราคาตก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/326405

สศก. หารือร่วมทุกหน่วย งัดมาตรการแก้สับปะรดราคาตก

สับปะรด

สศก. หารือร่วมทุกหน่วย งัดมาตรการแก้สับปะรดราคาตก

 

สศก. ลงพื้นที่ระยอง หารือร่วมผู้ว่าจังหวัด และหน่วยงานเกี่ยวข้อง รับมือผลผลิตสับปะรดออกตลาดช่วงปลายเดือนพฤษภาคมนี้  ย้ำความมั่นใจให้เกษตรกร บูรณาการร่วมทุกหน่วย วางแผนกระจายผลผลิตไปยังตลาดแต่ละจังหวัด งานแสดงสินค้าเกษตร ตลาดประชารัฐ รวมถึงห้างสรรพสินค้า ด้านโรงงานแปรรูปให้ความร่วมมือ เข้ามารับซื้อวัตถุดิบภายในพื้นที่                 พร้อมเร่งประชาสัมพันธ์การรณรงค์บริโภคสับปะรดเพื่อช่วยเกษตรกร

 

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังการประชุมร่วมหารือติดตามสถานการณ์และความก้าวหน้าการเตรียมการบริหารจัดการผลผลิตสับปะรดของจังหวัดระยอง ในช่วงปลายเดือนพฤษภาคมนี้ ร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง ผู้แทนส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งผู้แทนเกษตรกร เมื่อวันศุกร์ที่ 11 พฤษภาคมที่ผ่านมา พบว่า ปัจจุบันจังหวัดระยอง มีเกษตรกรผู้ปลูกสับปะรดประมาณ 2,900 ราย พื้นที่เก็บเกี่ยวรวม 37,000 ไร่ โดยผลผลิตออกสู่ตลาดมากประมาณ 87,700 ตัน

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้มีเกษตรกรผู้ปลูกสับปะรดมาแจ้งขึ้นทะเบียนกับสำนักงานเกษตรจังหวัดระยองจำนวน 850 ราย ซึ่งในจำนวนเกษตรกรที่มาแจ้งขึ้นทะเบียนดังกล่าว จะมีผลผลิตออกสู่ตลาดมากประมาณ 23,000 ตัน และมีผลผลิตสับปะรดส่วนเกินประมาณ 9,200 ตัน

สำหรับเกษตรกรรายอื่น ๆ ที่ไม่ได้มาแจ้งขึ้นทะเบียนกับสำนักงานเกษตรจังหวัดระยอง หากเป็นเกษตรกรที่มีพื้นที่ปลูกมาก (รายใหญ่) ส่วนใหญ่จะมีสัญญาซื้อขาย (Contract) กับโรงงานแปรรูปในพื้นที่ ซึ่งจังหวัดระยอง มีโรงงานแปรรูป 2 แห่ง สามารถรองรับสับปะรดในช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดมากได้ประมาณวันละ 1,100 ตัน หรือเดือนละ 29,000 ตัน โดยจะสามารถรองรับผลผลิตในช่วง 2 เดือนที่สับปะรดออกสู่ตลาดมาก ได้ประมาณ 58,000 ตัน

ด้านการเตรียมการบริหารจัดการผลผลิตสับปะรด ช่วงเดือนพฤษภาคม – มิถุนายน 2561 ทางจังหวัดมีแผนกระจายผลผลิตส่วนเกินจำนวน 9,200 ตัน ออกนอกแหล่งผลิต เพื่อการบริโภคผลสดทั้งภายในจังหวัดและออกนอกจังหวัด ซึ่งจะเน้นดำเนินการแก่เกษตรกรที่มาขึ้นทะเบียนกับสำนักงานเกษตรจังหวัด จำนวน 850 ราย โดยรับซื้อจากเกษตรกรในราคานำตลาด  พร้อมมอบหมายสำนักงานเกษตรจังหวัดนัดหารือกับเกษตรกร เพื่อวางแผนการผลิตและช่วงเวลาเก็บเกี่ยว ร่วมกับสหกรณ์จังหวัดและพาณิชย์จังหวัด ในการวางแผนหาตลาดปลายทาง โดยจะต้องคาดการณ์ด้วยว่าจะจำหน่ายผลผลิตจำนวน 9,200 ตัน ไปยังช่องทางต่าง ๆ ในปริมาณเท่าใด ซึ่งขณะนี้ทางสวนนงนุชได้เสนอรับซื้อผลผลิตแล้วสัปดาห์ละ 1.5 ตัน

นอกจากนี้ ทางพาณิชย์จังหวัด จะพิจารณาดำเนินการตามมติคณะกรรมการนโยบายและพัฒนาสับปะรดแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2561 ในกรณีต้องการขอรับการสนับสนุนงบประมาณในการดำเนินการจากคณะกรรมการนโยบายและมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร (คชก.)  และทางอุตสาหกรรมจังหวัดจะร่วมกับสหกรณ์จังหวัด ประสานโรงงานอุตสาหกรรม นิคมอุตสาหกรรมต่างๆ ในจังหวัดเพื่อขอเปิดจุดจำหน่ายสับปะรด (ชั่วคราว) บริเวณพื้นที่โรงงานหรือนิคมอุตสาหกรรม ในลักษณะ CSR และมีสหกรณ์จังหวัด เป็นผู้สนับสนุนการกระจายผลผลิตผ่านเครือข่ายสหกรณ์ ไปยังพื้นที่ต่างๆ และประสานเพื่อนำสับปะรดไปจำหน่ายที่ตลาด อ.ต.ก. กรุงเทพฯ โดยสามารถติดตามข่าวสารได้ที่ http://www.ortorkor.com ซึ่งมีบริการสั่งซื้อผ่านเวบไซต์ และบริการจัดส่ง อ.ต.ก. เดลิเวอรี่         อีกด้วย

นอกจากนี้ ปศุสัตว์จังหวัด จะได้พิจารณานำสับปะรดไปผลิตเป็นอาหารสัตว์เพิ่มเติม และขอความร่วมมือหน่วยงานต่างๆ ส่งเสริม สนับสนุน มีการจัดแคมเปญ Smile Pineapple และเชิญชวนประชาชนหันมาร่วมบริโภคสับปะรด ซึ่งจังหวัดระยองจะจัดงานเทศกาลรณรงค์การบริโภคสับปะรดในช่วงดังกล่าว ต่อไป