รายงานพิเศษ : ‘กรมส่งเสริมสหกรณ์’ส่งตัวแทน ร่วมประชุม‘ACM-Phase3’ที่เมียนมา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.naewna.com/local/322117

รายงานพิเศษ : ‘กรมส่งเสริมสหกรณ์’ส่งตัวแทน  ร่วมประชุม‘ACM-Phase3’ที่เมียนมา

รายงานพิเศษ : ‘กรมส่งเสริมสหกรณ์’ส่งตัวแทน ร่วมประชุม‘ACM-Phase3’ที่เมียนมา

วันพุธ ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 06.00 น

กรมส่งเสริมสหกรณ์ ส่งตัวแทนร่วมประชุมโครงการ “Strengthening Capacity Building  in Agriculture Sector in ASEAN Countries-Phase 3 (CB Project 3)” ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างกระทรวงเกษตร ป่าไม้ และประมง ประเทศญี่ปุ่น สำนักงานเลขาธิการอาเซียน และประเทศสมาชิกอาเซียน มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างศักยภาพด้านต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับภาคการเกษตรในประเทศสมาชิกอาเซียนทั้งระบบ รวมถึงพัฒนาศักยภาพของสหกรณ์ภาคการเกษตรและสถาบันเกษตรกร ผู้เข้าร่วมประชุมประกอบด้วยผู้แทนจากประเทศสมาชิกอาเซียน รวม 9 ประเทศ ยกเว้นสิงคโปร์ รวมถึงผู้แทนกระทรวงเกษตร ป่าไม้ และประมง ประเทศญี่ปุ่น ผู้แทนสหภาพสหกรณ์การเกษตรกลางแห่งประเทศญี่ปุ่น (JA-ZENCHU) และผู้แทนสำนักงานเลขาธิการอาเซียน ซึ่งที่ผ่านมา กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการเสนอโครงการ และได้รับความไว้วางใจให้เป็นผู้จัดโครงการ 1-2 โครงการในแต่ละช่วงโครงการ และในการประชุมครั้งนี้ ได้นำเสนอโครงการการฝึกอบรมด้านการวางแผนกลยุทธ์สำหรับสหกรณ์ต่อที่ประชุม ซึ่งได้รับความเห็นชอบให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ดำเนินการในช่วงเดือนกรกฎาคม 2561 ที่จะถึงนี้

นายกัณวีย์ บุญญพันธุ์ ผู้อำนวยการศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ที่ 5 สำนักพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ เปิดเผยว่า ตามที่กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้มอบหมายให้เดินทางไปเข้าร่วมประชุมประจำปี The 1st Annual Coordination Meeting of the “Strengthening Capacity Building in Agriculture Sector in ASEAN Countries – Phase 3 (CB Project 3)” ระหว่างวันที่ 6 – 9 ธันวาคม 2560 ณ เมืองพุกาม สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา โดยการประชุมดังกล่าว มีวัตถุประสงค์เพื่อรับทราบผลการดำเนินงานโครงการในระยะที่ผ่านมาและพิจารณากรอบโครงการที่จะดำเนินการในปี 2561 ผู้เข้าร่วมประชุมประกอบด้วย ผู้แทนจากประเทศสมาชิกอาเซียนยกเว้นสิงคโปร์ รวม 9 ประเทศ รวมถึงผู้แทนจากกระทรวงเกษตร ป่าไม้และประมง ประเทศญี่ปุ่น ผู้แทนสหภาพสหกรณ์การเกษตรกลางแห่งประเทศญี่ปุ่น (JA-ZENCHU) และผู้แทนสำนักงานเลขาธิการอาเซียน

กัณวีย์ บุญญพันธุ์

โดยโครงการ “Strengthening Capacity Building in Agriculture Sector in ASEAN Countries – Phase 3 (CB Project 3)” เป็นโครงการที่เกิดจากความร่วมมือระหว่างกระทรวงเกษตร ป่าไม้ และประมง ประเทศญี่ปุ่น สำนักงานเลขาธิการอาเซียนและประเทศสมาชิกอาเซียน มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างศักยภาพด้านต่างๆที่เกี่ยวข้องกับภาคการเกษตรในประเทศสมาชิกอาเซียน ทั้งระบบ ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ รวมถึงพัฒนาศักยภาพของสหกรณ์ภาคการเกษตร และสถาบันเกษตรกร รูปแบบการดำเนินงานโครงการผ่านการฝึกอบรม สัมมนา โดยโครงการได้แบ่งระยะการดำเนินการเป็นช่วง (Phase) ช่วงละ 3 ปี ปัจจุบันได้ดำเนินการมาถึงช่วงที่ 3 ซึ่งในการประชุมครั้งนี้ ที่ประชุมได้พิจารณาโครงการที่ประเทศสมาชิกเสนอเพื่อดำเนินการในปี 2561 โดยมีโครงการ Follow Up Program จำนวน 7 โครงการ โครงการฝึกอบรมจำนวน 6 โครงการ โครงการสัมมนา จำนวน 1 โครงการ ซึ่งประเทศไทยโดยสำนักพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์

“กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้นำเสนอโครงการฝึกอบรมการวางแผนยุทธศาสตร์และการจัดการ เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนในสหกรณ์การเกษตรและสถาบันเกษตรกร (Training Course on Strategic and Management Planning for Sustainable Development of Agricultural Cooperative and Farmer Institutions) โดยได้นำเสนอแนวคิดการกำหนดโครงการฝึกอบรมใน 3 ประเด็น คือ 1.แนวทางหลักการ อุดมการณ์ วิธีการสหกรณ์ อันเป็นรากฐานในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกรให้มความกินดี อยู่ดี มีสันติสุข และเป็นพื้นฐานในการส่งเสริมให้อาชีพเกษตรกรรมมีความมั่นคง และยั่งยืน 2.เป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนของสหประชาชาติ (UN Sustainable Development Goals :SDGs) ซึ่งวางกรอบแนวทางไว้ อาทิ การขจัดความยากจน การผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ความรับผิดชอบต่อผู้บริโภค และด้านอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง และ 3.ปรัชญาเศรษฐกิจพอพียง ซึ่งเป็นวิถีแห่งแนวทางการดำเนินชีวิตที่ก่อให้เกิดความมั่นคงและยั่งยืน ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ได้พระราชทานไว้ และเป็นที่ยอบรับทั่วโลกว่าเป็นแนวทางที่สามารถนำมาใช้ได้จริงในการแก้ไขปัญหาของเกษตรกร และในสังคมโดยรวม โดยได้นำทั้ง 3 แนวทางมาเป็นแนวทางในการวางเนื้อหาหลักสูตร โดยที่ประชุมได้เห็นชอบโครงการที่ประเทศไทยนำเสนอโดยให้ความสำคัญเป็นลำดับแรก โดยกำหนดจัดในวันที่ 24 มิถุนายน ถึงวันที่ 7 กรกฎาคม 2561”นายกัณวีย์ กล่าว

เล็ง2แนวทางสางปม‘เขื่อนราษีไศล’ ใช้ภูมิปัญญาชาวบ้าน วิศวกรรมชลประทานพลิกฟื้นชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.naewna.com/local/322113

x

เล็ง2แนวทางสางปม‘เขื่อนราษีไศล’ ใช้ภูมิปัญญาชาวบ้าน วิศวกรรมชลประทานพลิกฟื้นชีวิต

วันพุธ ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากเขื่อนราษีไศล และเขื่อนหัวนา จ.ศรีสะเกษ เพื่อพบเกษตรกรและหารือแนวทางการแก้ไขปัญหาผลกระทบ ซึ่งที่ผ่านมากระทรวงเกษตรฯพยายามหาแนวทางช่วยเหลือมาโดยตลอด ซึ่งภายหลังที่ได้รับฟังปัญหาพบว่า ควรมีแนวทางให้ความช่วยเหลือใน 2 แนวทาง คือ 1.เรื่องการดูแลจ่ายค่าชดเชยความเสียหายให้แก่เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบ ให้กรมชลประทาน ประสานกับผู้ว่าราชการจังหวัดติดตามให้ความช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบ 2.เรื่องการกักเก็บน้ำในพื้นที่ของเกษตรกร โดยส่งเสริมให้ชาวบ้านในพื้นที่ทำแผนฟื้นฟูแก้ไขปัญหา โดยมีเจ้าหน้าที่รัฐคอยให้คำแนะนำ ด้วยการนำเอาวิถีภูมิปัญญาชาวบ้านร่วมกับความรู้ด้านวิศวกรรมชลประทานมาร่วมกันแก้ไขปัญหา พลิกฟื้นชีวิตดั้งเดิมโดยธรรมชาติอย่างไม่ทำลายธรรมชาติ สิ่งสำคัญที่สุด คือ ชาวบ้านต้องมีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นและตัดสินใจโดยที่รัฐมีหน้าที่เป็นสถาปนิกในการให้คำปรึกษา

“หากชาวบ้านในพื้นที่มีความเข้มแข็ง มีสังคมที่เอื้อเฟื้อกัน โดยน้อมนำศาสตร์พระราชาของในหลวง รัชกาลที่ 9 มาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาและแก้ไขปัญหา เชื่อมั่นว่า จากพื้นที่ที่มีน้ำมากก็จะสามารถแก้ไขปัญหานี้ได้ อีกทั้งจังหวัดที่อยู่ใกล้เขื่อนราษีไศลและเขื่อนหัวนา ก็จะเป็นตัวอย่างที่ดีให้แก่พื้นที่อื่นๆที่ประสบปัญหาเดียวกันต่อไป” นายวิวัฒน์กล่าว

หลังจากนั้น รัฐมนตรีช่วยว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เดินทางไปยังศูนย์เรียนรู้พอเพียงชุมชนเครือข่ายทามมูน ต.หนองแค อ.ราษีไศล จ.ศรีสะเกษ เพื่อร่วมเรียนรู้งานฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ป่าทาม แม่น้ำมูล การพัฒนาอาชีพและการพัฒนาเกษตรยุค 4.0 พร้อมทั้งรับฟังปัญหาและปรึกษาหารือแนวทางแก้ปัญหาผลกระทบจากเขื่อนราษีไศล เขื่อนหัวนา และเขื่อนลำน้ำชีครอบคลุมพื้นที่ผลกระทบและผู้ได้รับผลกระทบจริงทุกภาคส่วน

ทช.เตรียมความพร้อมจัดประชุมวิทยาศาสตร์ทางทะเลครั้งที่ 6 ​

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/327543

ทช.เตรียมความพร้อมจัดประชุมวิทยาศาสตร์ทางทะเลครั้งที่ 6 ​

ทช.แถลงข่าวเตรียมความพร้อมจัดประชุมวิทยาศาสตร์ทางทะเลครั้งที่ 6 ​

 

ทช.แถลงข่าวเตรียมความพร้อมจัดประชุมวิทยาศาสตร์ทางทะเลครั้งที่ 6 ​กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) จัดแถลงข่าวเรื่อง การประชุมวิชาการวิทยาศาสตร์ทางทะเลครั้งที่ 6 “One World One Ocean : Newand more value of the sea” โดยมีนายจตุพร บุรุษพัฒน์ อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (อทช.) เป็นประธาน พร้อมด้วยผู้ทรงคุณวุฒิขากด้านต่างๆ ประกอบด้วย นายเชาวลิตร แสงอุทัย รองผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี ผศ.ดร.ธรรมศักดิ์ ยีมิน นายกสมาคมวิทยาศาสตร์ทางทะเลแห่งประเทศไทย รศ.ดร.สมนึก ธีระกุลพิศุทธิ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยบูรพา ดร.วศิน ยุวนะเตมีย์ รองประธานคณะกรรมการจัดงาน และนายณรงค์ชัย คุณปลื้ม นายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองแสนสุข ตลอดจนคณะผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่กรมทรัพยากรทางทะเและชายฝั่ง รวมถึงนักวิชาการ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาวิจัยและการจัดการทางทะเล และคณะสื่อมวลชน เข้าร่วมงานแถลงข่าวในครั้งนี้ ณ ห้องประชุม 903 อาคาร ภปร. มหาวิทยาลัยบูรพา จังหวัดชลบุรี

ทช.เตรียมความพร้อมจัดประชุมวิทยาศาสตร์ทางทะเลครั้งที่ 6 ​

 

​นายจตุพร บุรุษพัฒน์ อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กล่าวว่า กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งได้ร่วมกับมหาวิทยาลัยบูรพาและสมาคมวิทยาศาสตร์ทางทะเลแห่งประเทศไทย จัดการประชุมวิชาการวิทยาศาสตร์ทางทะเลครั้งที่ 6 ภายใต้หัวข้อ “One World One Ocean : New and More Value of the sea” โดยกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 18-20 มิถุยายน 2561 ณ โรงแรม บางแสนเฮอร์ริเทจ จังหวัดชลบุรี โดยมีพลเอก สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิดการประชุม ​ซึ่งการประชุมวิชาการดังกล่าว มีวัตถุประสงค์เพื่อเปิดโอกาสให้คณาจารย์ นักวิจัย นิสิต นักศึกษา หน่วยงานราชการ หน่วยงานภาคเอกชนและผู้สนใจทั่วไป ได้นำเสนอผลงานวิชาการ เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ความคิดเห็นและประสบการณ์งานวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ทางทะเล ร่วมถึงนวัตกรรมและเทคโนโลยีทางทะเล เพื่อเป็นการเพิ่มมูลค่าหรือสร้างมูลค่าใหม่ให้กับทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง พร้อมกับการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลอีกด้วย

​นายจตุพร กล่าวว่า นอกจากการนำเสนอผลงานด้านวิชาการแล้ว ภายในงานยังมีการลงนามในบันทึกความเข้าใจเพื่อความร่วมมือด้านการศึกษาและการจัดการทรัพยากรทางทะเล ระหว่างกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งกับหน่วยงานภาครัฐ และสถาบันการศึกษา การปาฐกถาและการบรรยายพิเศษโดยผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เชี่ยวชาญ การอภิปรายและเสวนาวิชาการในประเด็นที่สำคัญต่างๆ อันจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนางานวิจัยให้สอดคล้องกับสถานการณ์และการเปลี่ยนแปลงในระดับชาติและระดับโลก เพื่อความร่วมมือในการดูแลผลประโยชน์และการอนุรักษ์ทะเลไทย การประชุมกลุ่มย่อยและการประชุมคู่ขนาน การประชุมใหญ่สมาคมวิทยาศาสตร์ทางทะเลแห่งประเทศไทย

อีกทั้งยังมีกิจกรรมอื่นๆ อาทิ การจัดแสดงนิทรรศการโดยหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้อง การแสดงภาพและการประกวดภาพถ่ายทางทะเล คาดว่าจะมีผู้สนใจเข้าร่วมการประชุมดังกล่าวประมาณ 1,000 คน ​สำหรับการประชุมวิชาการในครั้งนี้ มีการเพิ่มรูปแบบของกิจกรรมนอกเหนือจากครั้งที่ผ่านๆ มา โดยมีการจัดนิทรรศการและกิจกรรมเก็บขยะ ระหว่างวันที่ 16-17 มิถุนายน 2561 ณ บริเวณลานหน้าโรงแรมบางแสนเฮอร์ริเทจ ซึ่งได้รับความร่วมมือจากเทศบาลตำบลแสนสุข และจังหวัดชลบุรี เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์ และเปิดโอกาสให้บุคคลทั่วไปและนักท่องเที่ยว ได้มีส่วนร่วมและรับรู้การดำเนินกิจกรรมทางวิชาการในครั้งนี้ ​ทั้งนี้ ผลสรุปจากการประชุมวิชาการ ตอบรับการพัฒนาของประเทศบนพื้นฐานการใช้ประโยชน์ทรัพยากรอย่างยั่งยืน ในรูปแบบ “ปฏิญญาบางแสน” (Bangsaen Delcaration) ก่อนนำเสนอรัฐบาลเพื่อเป็นข้อมูลประกอบการวางนโยบายด้านทรัพยากรทางทะเลต่อไป

เกษตรฯ คิกออฟ “FIELD DAY ปี 2561”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/327505

เกษตรฯ คิกออฟ “FIELD DAY ปี 2561”

เชียงราย

เกษตรฯ คิกออฟ “Field Day ปี 2561”

กระทรวงเกษตรฯ คิกออฟ “Field Day ปี 2561” เน้นถ่ายทอดความรู้แบบเห็นของจริง ใช้ตลาดนำการผลิตผ่าน ศพก. เป็นศูนย์กลางถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่เกษตรกรทั่วประเทศ 

นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อเริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ (Field Day) ปี 2561 ณ ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (เครือข่าย) ตำบลยางฮอม อำเภอขุนตาล จังหวัดเชียงราย ว่า กิจกรรมวันถ่ายทอดเทคโนโลยีและบริการทางการเกษตรเพื่อเริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ หรือ Field day จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “เพื่อถ่ายทอดความรู้แบบเห็นของจริง” โดยเน้นการถ่ายทอดความรู้แบบเห็นของจริง ผ่านศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) เป็นศูนย์กลางแห่งการเรียนรู้ต่อเกษตรกร มีวัตถุประสงค์ในการกระตุ้นให้เกษตรกรเริ่มต้นการผลิตในปีการเพาะปลูกใหม่โดยใช้เทคโนโลยีและภูมิปัญญาที่มีความเหมาะสมกับพื้นที่ มีหน่วยงานต่างๆ ให้บริการด้านการเกษตรตามภารกิจเพื่อสนับสนุนเกษตรกร พร้อมเผยแพร่ให้เกษตรกรรู้จักและใช้ประโยชน์จาก ศพก. และศูนย์เครือข่ายที่มีอยู่ในพื้นที่ ซึ่งปัจจุบันดำเนินการไปแล้วกว่า 650 ศพก. อยู่ระหว่างดำเนินการอีก 232 แห่ง คาดว่าจะมีเกษตรกรเข้ามาร่วมงานกว่า 150,000 คน

สำหรับการจัดงาน field day ณ ศพก. อ.ขุนตาล จ.เชียงราย ในครั้งนี้ จัดขึ้นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุนการผลิต และส่งเสริมการผลิตลำไยนอกฤดู เนื่องจากสภาพปัญหาในพื้นที่ อ.ขุนตาล มีพื้นที่ปลูกลำไยมากกว่า 6,000 ไร่ โดย ต.ยางฮอม มีพื้นที่ปลูกมากที่สุด เกษตรกรส่วนใหญ่ปลูกลำไยตามฤดูกาล ซึ่งให้ผลผลิตเพียงปีละ 1 ครั้ง (ช่วงเดือน กรกฎาคม-สิงหาคม) ผลผลิตลำไยออกพร้อมกัน ทำให้ราคาถูก พ่อค้าคนกลางกดราคา ไม่สามารถต่อรองราคากับพ่อค้าได้ ประกอบกับเกษตรกรขาดความรู้เกี่ยวกับการจัดการในสวนลำไย การผลิตลำไยนอกฤดู การแปรรูปผลผลิตลำไย ทำให้ไม่สามารถเพิ่มช่องทางการจำหน่ายได้ อีกทั้งพื้นที่ส่วนใหญ่ปลูกบนภูเขา ไม่มีเอกสารที่ดิน ขาดระบบน้ำในแปลงปลูก ทำให้ได้ผลผลิตค่อนข้างน้อย อย่างไรก็ตามกระทรวงเกษตรฯ ได้เตรียมแนวทางในการปรับเปลี่ยนเพื่อพัฒนาทางการเกษตร อาทิ 1) การลดการใช้สารเคมีโดยใช้ปุ๋ยอินทรีย์ และสารชีวภัณฑ์ 2) การขุดเจาะและสร้างระบบน้ำเพื่อใช้ในพื้นที่การเกษตร
3) การส่งเสริมให้เกษตรกรผลิตลำไยนอกฤดู เพื่อสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรเนื่องจากจำหน่ายได้ในราคาที่สูงกว่าลำไยตามฤดูกาล 4) การรวมกลุ่มแปลงใหญ่ลำไยเพื่อให้มีอำนาจต่อรองกับพ่อค้าคนกลาง หรือจำหน่ายให้กับแหล่งรับซื้อโดยตรง และ5) การพัฒนาให้เกษตรกรผลิตลำไยช่อเพื่อส่งออกไปต่างประเทศ เป็นต้น

“การเตรียมฤดูกาลผลิตใหม่ กระทรวงเกษตรฯ เน้นนโยบายการตลาดนำการผลิต โดยการควบคุมคุณภาพ
โดยมี ศพก. และ ระบบส่งเสริมการเกษตรแปลงใหญ่ เป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการ มีเป้าหมายในการยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรให้ดีขึ้น และมีรายได้เพิ่มขึ้น โดยมีการดำเนินงานตามนโยบายกระทรวงฯ เช่น ศพก. แปลงใหญ่ เกษตรทฤษฎีใหม่ Zoning by Agri – MAP เป็นต้น ซึ่งนโยบายเหล่านี้จะใช้ ศพก. เป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อน และ ศพก. จะเป็นสถานที่เรียนรู้ นำไปสู่การผลิตร่วมกันแบบแปลงใหญ่ โดยอาศัยเทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามาช่วย และในส่วนภูมิภาค กระทรวงเกษตรฯ มีนโยบายให้จังหวัดดำเนินการเตรียมความพร้อมเข้าสู่ฤดูกาลผลิตใหม่ ปี 60/61 โดยให้หน่วยงานในสังกัด บูรณาการการทำงานร่วมกันในการสนับสนุนเกษตรกรให้มีองค์ความรู้เพื่อวางแผนการผลิต เข้าถึงปัจจัยการผลิต บริหารจัดการความเสี่ยง และสร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกร” นายเลิศวิโรจน์ กล่าว.

ไทยเจ้าภาพจัดประชุมสภาน้ำเอเชีย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/327501

ไทยเจ้าภาพจัดประชุมสภาน้ำเอเชีย

ไทยเจ้าภาพจัดประชุมสภาน้ำเอเชีย

“สทนช.”ร่วมถกสภาน้ำเอเชียฐานะหน่วยงานกลางด้านน้ำของชาติ ย้ำไทยน้อมนำแนวทางศาสตร์พระราชาเพื่อการพัฒนาน้ำยั่งยืน หวังชูบทบาทไทยเป็นผู้นำด้านน้ำในอาเซียนและยกระดับสู่เอเชีย ด้านสภาน้ำเอเชียเคาะ 3 โครงการหลักเชื่อมความร่วมมือสมาชิกแก้ปัญหาน้ำในภูมิภาค

วันที่ 25 พฤษภาคม 2561) เวลา 09.00 น. นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ได้รับมอบหมายจากพลเอก ฉัตรชัย  สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี เป็นผู้แทน ในฐานะประธานพิธีเปิดการประชุมวิชาการด้านน้ำของภูมิภาคเอเชีย เรื่อง วิสัยทัศน์และทิศทางการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของเอเชีย ณ ห้องกมลทิพย์ 3 ชั้น 2 โรงแรม เดอะ สุโกศล กรุงเทพฯ ในการประชุมกรรมการบริหารสภาน้ำแห่งเอเชีย (AWC) ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 24 – 26 พฤษภาคม 2561 โดยผู้เข้าร่วมประชุมประกอบด้วย หน่วยงานทั้งในและต่างประเทศ อาทิ กรมชลประทาน กรมทรัพยากรน้ำ กรมอุตุนิยมวิทยา สถาบันการศึกษา องค์การสหประชาชาติ ธนาคารโลก ธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย (ADB) ศูนย์เตรียมความพร้อมภัยพิบัติแห่งเอเชีย และสถาบันการศึกษาวิจัยระดับโลกจากประเทศญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา เป็นต้น
นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการ สทนช. เปิดเผยว่า นอกจากไทยเป็นสมาชิกสภาน้ำโลก องค์การสหประชาชาติแล้ว ไทยยังร่วมเป็นสมาชิกสภาน้ำแห่งเอเชีย ( AWC ) ซึ่งเป็นองค์กรเครือข่ายด้านน้ำระดับโลก ที่มุ่งเน้นการแก้ปัญหาที่เป็นรูปธรรมเกี่ยวกับความท้าทายด้านน้ำในภูมิภาคเอเชีย และเป็นองค์กรหลักที่สนับสนุนการจัดประชุมสัปดาห์น้ำสากลแห่งเอเชีย ซึ่งเป็นเวทีสำหรับการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การบริหารจัดการเกี่ยวกับน้ำระหว่างเครือข่ายด้านน้ำ  ปัจจุบันมีสมาชิก 130 องค์กร และมีคณะกรรมการในสภาน้ำแห่งเอเชียจำนวน 26 คน  โดยในการประชุมครั้งนี้ที่ประชุมสภาน้ำแห่งเอเชียยังเห็นชอบร่วมกันในการขับเคลื่อน 3 โครงการหลักภายใต้แผนพัฒนาระบบฐานข้อมูลเพื่อจัดการความเสี่ยงภัยทางด้านน้ำ เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำที่ภาคเอเชียประสบอยู่ทั้งน้ำท่วม น้ำแล้ง และมลพิษทางน้ำเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม และเปิดโอกาสให้ประเทศสมาชิกในเครือข่าย ผู้เชี่ยวชาญด้านน้ำ และผู้นำรัฐบาลของแต่ละประเทศในเอเชียได้เสนอแนะแนวทางการทำงานร่วมกันอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม การประชุมครั้งนี้ไทยยังถือเป็นโอกาสสร้างการรับรู้ให้แก่นานาชาติ ถึงนโยบายที่รัฐบาลไทยน้อมนำเอาศาสตร์พระราชาของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ เป็นหลักในการบริหารจัดการน้ำ และนำเอาเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติมาเป็นกรอบพื้นฐานในการจัดทำยุทธศาสตร์น้ำ 20 ปี รวมถึงสมาชิกสภาน้ำเอเชีย และภาคเครือข่ายได้เห็นผลการดำเนินงานด้านน้ำที่ไทยดำเนินการตามพันธสัญญาที่ร่วมรับรองในเวทีต่างๆ อาทิ ความตกลงปารีส ภายใต้กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ปฎิญญาน้ำโลก และล่าสุดปฏิญญาเสียมราฐที่เรียกร้องให้ประเทศสมาชิกจัดตั้งหน่วยงานบูรณาการด้านน้ำระดับนโยบาย ซึ่งรัฐบาลไทยได้ดำเนินการแล้วโดยตั้ง สทนช. เป็นหน่วยงานกลางขับเคลื่อนงานบูรณาการด้านน้ำทั้งระบบ รวมถึงการปรับปรุงกฏหมายที่เกี่ยวกับน้ำซึ่งยังไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประเทศไทย ที่แสดงถึงบทบาทความเป็นผู้นำด้านน้ำของเอเชียและอาเซียน เพื่อเตรียมการในปี 2562 ซึ่งไทยจะเป็นประธานอาเซียนต่อจากสิงคโปร์
“การประชุมวิชาการวิชาการด้านน้ำของภูมิภาคเอเชีย ในครั้งนี้เป็นการอภิปรายในหัวข้อเรื่อง “วิสัยทัศน์และทิศทางการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของเอเชีย” โดยมีกรรมการสภาน้ำแห่งเอเชีย ผู้แทนสมาชิกสภาน้ำแห่งเอเชีย และเครือข่ายร่วมอภิปรายในประเด็นต่างๆ ที่มีความเชื่อมโยงสัมพันธ์และส่งผลกระทบกับสถานการณ์น้ำที่เกิดขึ้นในเอเชียทั้งน้ำท่วม น้ำแล้ง และคุณภาพน้ำ เช่น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พลังงานและอาหาร น้ำกับระบบนิเวศ ขณะเดียวกัน ในวันที่ 26 พ.ค.นี้ผมจะรับมอบตำแหน่งที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ของคณะกรรมการบริหารสภาน้ำแห่งเอเชีย ในฐานะที่ร่วมสนับสนุนและผลักดันกิจกรรมต่างๆ ของสภาน้ำแห่งเอเชียมาโดยตลอด ตั้งแต่ปฏิบัติหน้าที่ที่กรมชลประทาน ซึ่งคาดว่าจะสามารถทำให้ความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาน้ำในภูมิภาคเอเชียกับไทยมีความใกล้ชิดและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น” นายสมเกียรติ กล่าว

เกษตรฯ มุ่งดำเนินการจัดทำระบบคอมพาร์ทเมนต์ปลอดโรค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/327500

เกษตรฯ มุ่งดำเนินการจัดทำระบบคอมพาร์ทเมนต์ปลอดโรค

เกษตรฯ มุ่งดำเนินการจัดทำระบบคอมพาร์ทเมนต์ปลอดโรค

กระทรวงเกษตรฯ มุ่งดำเนินการจัดทำระบบคอมพาร์ทเมนต์ปลอดโรคปากและเท้าเปื่อยในสุกรเพื่อการส่งออกไปยังสาธารณรัฐประชาชนจีน

 

นายลักษณ์ วจนานวัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่ตรวจราชการงานตามนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ณ จังหวัดลำพูน และจังหวัดลำปาง ว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมปศุสัตว์ ได้ดำเนินการจัดทำระบบคอมพาร์ทเมนต์ปลอดโรคปากและเท้าเปื่อยในสุกรเพื่อการส่งออกไปยังสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งขั้นตอนการจัดทำระบบคอมพาร์เมนต์ปลอดโรคปากและเท้าเปื่อยในสุกร ประกอบด้วย การประเมินความเสี่ยงระบบความปลอดภัยทางชีวภาพ การเฝ้าระวังในระบบคอมพาร์ทเมนต์และพื้นที่กันชน การจัดทำระบบตรวจสอบย้อนกลับ แผนการรับมือฉุกเฉินกรณีเกิดโรคระบาด ระบบการควบคุมเคลื่อนย้าย และระบบเอกสารและการจดบันทึก เป็นต้น ซึ่งเมื่อกรมปศุสัตว์ร่างหลักเกณฑ์ขั้นตอนการดำเนินการดังกล่าวเรียบร้อยแล้ว จะจัดให้มีการประชาพิจารณ์ เพื่อให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดหลักเกณฑ์ด้วย

 

ทั้งนี้ ในพื้นที่ปศุสัตว์เขต 5 ครอบคลุมพื้นที่ 8 จังหวัดภาคเหนือ ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย แพร่ น่าน พะเยา ลำปาง ลำพูน และแม่ฮ่องสอน มีฟาร์มสุกรที่มีมาตรฐาน GAP และฟาร์มสุกรปลอดโรคปากและเท้าเปื่อยที่ได้ผ่านการรับรองจากกรมปศุสัตว์ รวมทั้งมีที่ตั้งของฟาร์มห่างจากปัจจัยเสี่ยง เช่น ตลาดนัดค้าสัตว์และโรงฆ่าสัตว์ อย่างน้อย 5 กิโลเมตรในพื้นที่จังหวัดลำปางและลำพูน จำนวน 16 ฟาร์ม ซึ่งเป็นฟาร์มสุกรที่มีศักยภาพในการพัฒนาให้เป็นระบบคอมพาร์ทเมนต์ปลอดโรคปากและเท้าเปื่อยได้ในอนาคต

 

กรมชลชี้แจงถนนคันคลองชลประทานบ้านกรดทรุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/327497

 กรมชลชี้แจงถนนคันคลองชลประทานบ้านกรดทรุด

กรมชล

 กรมชลชี้แจงถนนคันคลองชลประทานบ้านกรดทรุด

 

กรมชลประทาน ชี้แจงกรณีที่มีการนำเสนอข่าว “ฝนตกต่อเนื่องหลายวัน ทำถนนคันคลองชลประทาน ในพื้นที่ตำบลบ้านกรด อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ทรุด ความลึกกว่า 1 เมตร สร้างความลำบากในการสัญจรไป-มา” นั้น

ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน ได้ชี้แจงในกรณีที่เกิดขึ้นว่า ถนนคันคลองชลประทาน       ในพื้นที่ตำบลบ้านกรด อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา คือคันกั้นน้ำแม่น้ำเจ้าพระยา ด้านฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา ก่อสร้างและใช้งานมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2525  มีความยาวทั้งสิ้น 20.30 กม. มีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันอุทกภัยพื้นที่การเกษตรประมาณ 70,000 ไร่ ป้องกันพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมไฮเทค และนิคมอุตสาหกรรมบางปะอิน   ส่วนผิวจราจรลาดยางแอสฟัลท์  โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษานครหลวง ได้รับงบประมาณจากจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ให้มาปรับปรุงผิวจราจร เมื่อปีงบประมาณ 2560 เพื่อให้ประชาชนใช้สัญจรได้สะดวกยิ่งขึ้น

สำหรับปัญหาที่เกิดขึ้น เนื่องจากการทรุดตัวของชั้นดินในคันกั้นน้ำ จากการสำรวจเบื้องต้น พบว่าความเสียหายยังไม่มากนัก กรมชลประทาน โดยโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษานครหลวง ได้จัดทำป้ายแจ้งเตือนประชาชนและประสานองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านกรด ให้แจ้งเตือนประชาชนที่สัญจรเส้นทางดังกล่าว ให้ระมัดระวังการใช้คันกั้นน้ำไปก่อนหน้านี้ ต่อมาได้มีฝนตกในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ประกอบกับมีรถยนต์สัญจรไปมาตลอดเวลา ทำให้เกิดการทรุดตัวขยายมากขึ้นในหลายๆ จุด ตั้งแต่ กม.1+350 – 7+850 ส่งผลกระทบต่อประชาชนที่สัญจรไปมาในเส้นทางดังกล่าว ทางโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษานครหลวง จึงได้ประสานกับสำนักงานชลประทานที่ 10 ขอรับการสนับสนุนเครื่องจักรมาดำเนินการซ่อมแซมให้ใช้งานได้ชั่วคราว

ทั้งนี้ โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษานครหลวง ได้เสนอของบประมาณเพื่อดำเนินการซ่อมแซมคันกั้นน้ำบริเวณดังกล่าวอย่างเร่งด่วนแล้ว เพื่อแก้ไขและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน โดยจะเริ่มดำเนินการซ่อมแซมตั้งแต่วันที่ 23 พฤษภาคม 2561 เป็นต้นไป จึงขอชี้แจงข้อเท็จจริงมาเพื่อทราบโดยทั่วกัน

เกษตรฯ จัดใหญ่เปิดบ้านงานวิจัย โชว์ผลงานวิจัยตามนโยบายรัฐบาล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/327483

เกษตรฯ จัดใหญ่เปิดบ้านงานวิจัย โชว์ผลงานวิจัยตามนโยบายรัฐบาล

เกษตรฯ จัดใหญ่เปิดบ้านงานวิจัย โชว์ผลงานวิจัยตามนโยบายรัฐบาล

เกษตรฯ จัดใหญ่เปิดบ้านงานวิจัย โชว์ผลงานวิจัยตามนโยบาย นวัตกรรม และผลงานนำไปใช้ประโยชน์ จัดเต็มสาธิตหลากหลายสาขานำไปประกอบเป็นอาชีพเสริมได้  พร้อมเสวนา แจกพันธุ์ไม้ และปัจจัยการผลิตตลอดงาน

นายกฤษฎา  บุญราช  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  เปิดเผยภายหลังเป็นประธานในพิธีเปิดงาน “เปิดบ้านงานวิจัยกรมวิชาการเกษตร” ว่า กรมวิชาการเกษตร  มีภารกิจหลักเกี่ยวกับการวิจัยและพัฒนาพืช เครื่องจักรกลการเกษตร และปัจจัยการผลิตทางการเกษตร ซึ่งในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมากรมวิชาการเกษตรมีผลงานวิจัย  นวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ถ่ายทอดไปสู่ เกษตรกร และผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องนำไปต่อยอดและใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์จำนวนมาก  ดังนั้น เพื่อสร้างการรรับรู้ให้แก่กลุ่มเป้าหมายทั้งเกษตรกร  ผู้ประกอบการ  เอกชน สมาคม  ประชาชน นักเรียน  นักศึกษา และผู้สนใจทั่วไป กรมวิชาการเกษตรจึงได้กำหนดการจัดงาน เปิดบ้านงานวิจัยกรมวิชาการเกษตร ประจำปี 2561 ขึ้น  ภายใต้แนวคิด “ตลาดนำ วิชาการเกษตรทำได้” คาดว่าจะมีผู้เข้าสนใจเข้าร่วมชมงานจำนวนประมาณ 5,000 คน / วัน  รวมทั้งสิ้น 20,000 คน

สำหรับกิจกรรมที่จัดขึ้นภายในงานจะมีหลายหลาย  โดยในส่วนของนิทรรศการจะถูกแบ่งออกเป็นโซน 3 โซน  ส่วนแรกเป็นโซนผลงานของกรมวิชาการเกษตรที่ดำเนินการภายใต้นโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์   เช่น โครงการทับเบิกโมเดล โครงการส่งเสริมการปลูกพืชตระกูลถั่วประชารัฐ เครื่องหยอดปุ๋ยสั่งตัดแบบสมองกล   โดรนเพื่อการเกษตรอินทรีย์ ชีวภัณฑ์ควบคุมศัตรูพืช 16 ชนิด และการแก้ปัญหาภูเขาหัวโล้นบ้านอุ้มเปี้ยม  ส่วนที่ 2 โซนผลงานด้านนวัตกรรมของกรมวิชาการเกษตร  เช่น พืชไร่พันธุ์ใหม่ พืชสวนพันธุ์ดี การผลิตแครื่องสำอางจากสมุนไพร   ส้มพันธุ์ไร้เมล็ดแพร่ 1 เครื่องปั่นและกรอฝ้ายแบบติดมอเตอร์ขนาดเล็กระดับชุมชน และเครื่องคว้านเมล็ดเงาะสมองกล  และส่วนที่ 3 โซนผลงานวิชาการและผลงานที่มีการนำไปใช้ประโยชน์ เช่น  ปุ๋ยชีวภาพเพื่อการผลิตพืช  ศัตรูพืชดื้อยาแก้ปัญหาด้วย IPM ทุเรียนลูกผสมของกรมวิชาการเกษตร การผลิตหัวพันธุ์ขมิ้นชันโดยไม่ใช้ดิน ตีนฮุ้งดอยพืชสมุนไพรใกล้สูญพันธุ์   และพันธุ์พืชที่ได้รับการคุ้มครองเป็นพันธุ์ใหม่

นายสุวิทย์  ชัยเกียรติยศ  อธิบดีกรมวิชาการเกษตร  กล่าวว่า  นอกจากในส่วนของนิทรรศการแล้วกรมวิชาการเกษตรยังเปิด พิพิธภัณฑ์พืชกรุงเทพให้ได้ชม นิทรรศการพรรณไม้ในพระนาม  และตัวอย่างพันธุ์พืชที่ได้รับการคุ้มครองเป็นพันธุ์พืชใหม่  และพิพิธภัณฑ์แมลง ชมแมลงหายากตัวจริง  เช่น กว่างดาวเกสทรอยด์  ด้วงคีมกระทิงดำ  ตั๊กแตนใบไม้  ตั๊กแตนกิ่งไม้ยักษ์ออสเตรเลีย   และบึ้งน้ำเงิน  กิจกรรมการสาธิตหลากหลายสาขาซึ่งสามารถนำไปประกอบกเป็นอาชีพเสริมได้ เช่น การผลิตสบู่และโลชั่นผสมสารสกัดขมิ้นชัน  การเพาะถั่วงอกคอนโด  การผลิตเห็ดเพาะถุง  และการแปรรูปขมิ้นชัน  รวมทั้งยังมีการจัดเสวนาภายในงาน  เช่น รู้จริงเรื่องพันธุ์ทุเรียน  เกษตรอินทรีย์เทคนิคการผสมพันธุ์พืชสวน  รู้รอบด้านสมุนไพรบำรุงกำลัง  และไขปัญหาน้ำมันมะพร้าวกับสุขภาพ

กรมวิชาการเกษตรได้นำผลผลิตและผลิตภัณฑ์ที่เกิดจากงานวิจัยของหน่วยงานกรมวิชาการเกษตรทั่วประเทศมาให้ได้ชมและชิม รวมทั้งมีการจำหน่ายพันธุ์ไม้ต่างๆ  และสินค้าเกษตรจากกลุ่มเกษตรกร   สมาคม  และผู้ประกอบการจำนวนมาก นอกจากนี้ผู้เข้าร่วมชมงานยังจะได้รับแจกพันธุ์ไม้ เช่น มังคุด  มะนาว  มะพร้าว  ส้มไร้เมล็ด  และปัจจัยการผลิต เช่น ปุ๋ย และสารชีวภัณฑ์  รวมทั้งเมล็ดพันธุ์พืช ตลอดระยะเวลาการจัดงานตั้งแต่วันที่ 25 – 28  พฤษภาคม  2561 นี้ ณ บริเวณโดยรอบกรมวิชาการเกษตร

กยท. ปลุกโครงการสินเชื่อ 10,000 ล้านคืนชีพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/327429

กยท. ปลุกโครงการสินเชื่อ 10,000 ล้านคืนชีพ

กยท

กยท. ปลุกโครงการสินเชื่อ 10,000 ล้านคืนชีพ

การยางแห่งประเทศไทย เดินหน้าต่อในโครงการสนับสนุนสินเชื่อเงินทุนหมุนเวียนแก่สถาบันเกษตรกรเพื่อรวบรวมยาง วงเงินสินเชื่อ 10,000 ล้านบาท หลังมติ ครม. ขยายเวลาการให้กู้ถึงปลาย มี.ค. 63 รัฐรับชดเชยดอกเบี้ยร้อยละ 3 โดย กยท. เร่งจัดโรดโชว์เพื่อทำความเข้าใจกับสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางทั่วประเทศ โดยสมัครเข้าร่วมโครงการได้แล้วตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท รองผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทยด้านอุตสาหกรรมยางและการผลิตยาง เปิดเผยว่า สำหรับโครงการสนับสนุนสินเชื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนแก่สถาบันเกษตรกรเพื่อรวบรวมยางพารา (วงเงินสินเชื่อ 10,000 ล้านบาท) เป็นโครงการที่ได้ดำเนินการผ่านมาแล้วในช่วงปี 2557 – 2560  มีสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางเข้าร่วมโครงการและได้รับการอนุมัติสินเชื่อกว่า 300 แห่ง เป็นเงินประมาณ 8,177 ล้านบาท และจาก มติ ค.ร.ม. เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2560 เห็นชอบให้ขยายระยะเวลาดำเนินโครงการฯ ตามแนวทางพัฒนายางพาราทั้งระบบเป็นระยะเวลา 3 ปี (1 เมษายน 2560 – 31 มีนาคม 2563) โดยให้กู้ผ่าน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ในส่วนของการชดเชยดอกเบี้ยรัฐบาลสนับสนุนให้ร้อยละ 3  และ กยท. เป็นผู้ดำเนินการแทนกรมส่งเสริมสหกรณ์ ในการพิจารณาคัดเลือกผู้ที่เหมาะสมตามคุณสมบัติที่ประกาศไว้เพื่อเข้าร่วมโครงการ โดยผู้กู้รายใหม่สามารถติดต่อยื่นคุณสมบัติได้ ณ สำนักงาน กยท.ประจำพื้นที่ และในส่วนของผู้กู้รายเดิมสามารถติดต่อได้โดยตรงที่ (ธ.ก.ส.) เพื่อตรวจสอบคุณสมบัติและยื่นกู้ครั้งใหม่ได้แล้ว ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
ทั้งนี้ กยท.จะจัดประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง ตามพื้นที่ต่างๆ ได้แก่ กรุงเทพมหานคร จ. ขอนแก่น จ. สงขลา และ จ. นครศรีธรรมราช เพื่อทำความเข้าใจในการดำเนินโครงการในครั้งนี้ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันและสามารถดำเนินการได้ด้วยความรวดเร็วและเรียบร้อย ซึ่งจะกำหนดจัดขึ้นในช่วงเดือน มิถุนายน 61 นี้
“โครงการดังกล่าวเป็นประโยชน์ต่อสถาบันเกษตร วิสาหกิจชุมชน และกลุ่มสหกรณ์ทุกประเภทที่ดำเนินการเกี่ยวข้องกับยางพารา ในการนำเงินมาเป็นทุนหมุนเวียนเพื่อรับซื้อยางกับสมาชิกสหกรณ์และเกษตรชาวสวนยางใกล้เคียง เพื่อดูดซับยางในระบบช่วงยางเปิดกรีด แม้จะเป็นโครงการระยะสั้น แต่หากสถาบันเกษตรกรมีความเข้มแข็ง และเข้าใจ สามารถนำทุนที่ได้มาใช้ให้เกิดประโยชน์ก็จะสามารถแก้ไขปัญหาเรื่องช่องทางการจำหน่ายและช่วยเหลือสมาชิกที่เป็นเกษตรกรชาวสวนยางรายย่อยได้อย่างแท้จริง”

” บิ๊กฉัตร” แจงคืบหน้าการปฏิรูปประมงไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/327371

” บิ๊กฉัตร” แจงคืบหน้าการปฏิรูปประมงไทย

ไอยูยู

” บิ๊กฉัตร” แจงคืบหน้าการปฏิรูปประมงไทย ส.ส.อียู ยันไทยมาถูกทาง

” บิ๊กฉัตร” แจงคืบหน้าการปฏิรูปประมงไทย ชี้การบังคับใช้กฏหมาย ยกระดับแรงงานประมง มุ่งทำประมงยั่งยืน ส.ส.อียู ยันไทยมาถูกทาง พร้อมให้การสนับสนุนการทำงานอย่างต่อเนื่อง

วันที่ 24 พฤษภาคม  พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังให้การต้อนรับนายกาเบรียล  มาโตและนางคาล่า  การ์เซียรองประธานกรรมาธิการประมงแห่งรัฐสภายุโรป  สมาชิกรัฐสภายุโรปในโอกาสมาเข้าร่วมการประชุมประจำปีของคณะกรรมาธิการปลาทูน่าแห่งมหาสมุทรอินเดีย ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระหว่างวันที่ 21 – 25 พฤษภาคม 2561 ณ ห้องรับรอง ทำเนียบรัฐบาลว่า ส.ส.อียูทั้งสองท่านเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมายเพื่อให้เกิดการประมงอย่างยั่งยืนในทุกภูมิภาคของโลก ซึ่งในนามตัวแทนรัฐบาลผมได้ยืนยันความตั้งใจของไทยในการปฏิรูปการประมงให้เกิดความยั่งยืนในทุกมิติ รวมถึงการปรับปรุงการบริหารจัดการแรงงานข้ามชาติในภาคประมง โดยเฉพาะการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดต่อผู้กระทำผิด ที่ปัจจุบันในภาพรวมมีจำนวนคดี 4,427 คดี มีผลตัดสินแล้วจำนวน 3,883 คดี คิดเป็น 88% แบ่งเป็น ความผิดที่เกี่ยวกับเรือ  ได้แก่ ไม่ติดตั้ง VMSไม่แจ้งจุดจอดเรือเรือสนับสนุนการประมงไม่ติดตั้ง VMS และไม่นำเรือมาทำอัตลักษณ์ จำนวน 2,982 คดี ความผิดเกี่ยวกับการทำประมง ได้แก่ เรือนอกน่านน้ำเรือไทยทำประมงในน่านน้ำไทย และเรือต่างชาติทำประมงในน่านน้ำไทย จำนวน 1,280 คดี ความผิดด้านแรงงานในสถานแปรรูปสัตว์น้ำ 77 คดี ความผิดด้านค้ามนุษย์ภาคประมง 88 คดี
ทั้งนี้ นอกจากการดำเนินคดีแล้ว ตั้งแต่ 1 ต.ค.60- 23 พ.ค.61 ศูนย์ PIPO ได้ออกคำสั่งให้เจ้าของเรือประมงปฏิบัติให้ถูกต้องเกี่ยวกับการดูแลลูกจ้างมิฉะนั้นจะไม่ให้ออกทำการประมง เช่น สัญญาจ้างที่ไม่สมบูรณ์ การไม่ปรับปรุงทะเบียนลูกจ้าง การค้างจ่ายค่าจ้าง จำนวน 179 ลำ โดยเจ้าของเรือทุกลำได้ปรับปรุงแก้ไขตามคำสั่งเรียบร้อยแล้ว รวมทั้งได้กล่าวย้ำถึงความจริงจังของรัฐบาลในการลงโทษผู้กระทำผิด เช่น การลงโทษคดีประมงที่สำคัญ คือ คดีกลุ่มเรือยู่หลงศาลตัดสินเมื่อ 28 ธ.ค.60 ลงโทษปรับ 130 ล้านบาท กลุ่มเรือ เซริบูศาลตัดสินเมื่อ 28 ก.พ. 61ปรับ 88.16 ล้านบาทและกลุ่มเรือ มุกอันดามันศาลตัดสินเมื่อ11 พ.ค. 61 ลงโทษปรับ 223 ล้านบาท

ขณะเดียวกัน ส.ส.อียูได้ให้ความสนใจในการให้สัตยาบันอนุสัญญาต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการขจัดแรงงานบังคับและการปรับปรุงคุณภาพชีวิตแรงงานภาคประมง ซึ่งรัฐบาลได้กำหนดกรอบเวลาการให้สัตยาบันอนุสัญญา ILO ฉบับที่ 188ว่าด้วยการทำงานในภาคประมง (C-188 ) และยกร่างกฎหมายรองรับการให้สัตยาบันอนุสัญญา ILO ฉบับที่ 188เพื่อประกาศในราชกิจจานุเษกษาให้แล้วเสร็จภายในก.ย. 61 ส่วนการให้สัตยาบันพิธีสารส่วนเสริมฉบับที่ 29 ว่าด้วยแรงงานบังคับกระทรวงแรงงานซึ่งจะเข้าร่วมประชุม ILO ณ นครเจนีวา พร้อมด้วยหนังสือสัตยาบันสาร ในวันที่ 4 มิ.ย.61 และร่าง พรบ. ป้องกันและปราบปรามการใช้แรงงานบังคับเพื่อให้มีผลบังคับใช้ภายในเดือน ก.ย.61รวมถึงการแต่งตั้งคณะทำงานส่งเสริมแรงงานสัมพันธ์ในกิจการประมงทะเล ตั้งแต่วันที่ 19 ก.พ.61 เพื่อส่งเสริมให้เกิดการรวมกลุ่มของแรงงานข้ามชาติภาคประมง ซึ่งในคณะทำงานนี้มีผู้แทน NGO ต่างๆ มาร่วมด้วย คือ EJF, HRW, LPN, STELLA MARIS รวมถึงองค์การแรงงานระหว่างประเทศ หรือILO ด้วย มีเป้าหมายให้เกิดองค์กรลูกจ้างประมงทะเลในทุกจังหวัดชายทะเล 22 จังหวัด อย่างน้อยจังหวัดละ 1 องค์กร ภายในก.ย. 61 เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นในการรวมตัวของลูกจ้างประมงทะเลด้วย
“ผมได้ยืนยันว่าการดำเนินการทั้งหมดไม่เกี่ยวข้องกับการปลดหรือไม่ปลดใบเหลืองให้ไทย เพราะไทยได้มองข้ามประเด็นนี้ไปนานแล้ว แต่มองไปถึงการทำประมงที่ยั่งยืน ซึ่งสหภาพยุโรปจะเป็นพันธมิตรสำคัญในการทำงานร่วมกัน โดยประเทศไทยกำลังผลักดันนโยบายประมงร่วมอาเซียน (ASEAN Common Fisheries Policy) รวมถึงการจัดตั้งหน่วยเฉพาะกิจต่อต้าน IUU ของอาเซียน (ASEAN IUU Task Force) ให้เกิดขึ้นในปีหน้าที่ประเทศไทยจะเป็นประธานอาเซียน ซึ่งส.ส.อียู ทั้งสองได้กล่าวชื่นชมความก้าวหน้าการทำงานของประเทศไทย และเห็นว่าประเทศไทยมีทิศทางการทำงานที่ถูกต้องในการเข้าสู่เป้าหมายการทำประมงอย่างยั่งยืน (Ocean Governance) ความก้าวหน้าของประเทศไทยจะเป็นตัวอย่างที่สำคัญของประเทศที่มีความจริงจังในการปฏิรูป ทั้งในระดับภูมิภาคและระดับทวีป ดังนั้นสหภาพยุโรปจึงพร้อมให้การสนับสนุนการทำงานเช่นนี้อย่างต่อเนื่อง” พลเอกฉัตรชัย กล่าว