กยท.เปิดตัวสินเชื่อ 2 หมื่นล้าน ซื้อยางแห้งเก็บเข้าสต็อก มีเอกชนสนใจบางตา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.naewna.com/local/322514

กยท.เปิดตัวสินเชื่อ 2 หมื่นล้าน  ซื้อยางแห้งเก็บเข้าสต็อก มีเอกชนสนใจบางตา

กยท.เปิดตัวสินเชื่อ 2 หมื่นล้าน ซื้อยางแห้งเก็บเข้าสต็อก มีเอกชนสนใจบางตา

วันพฤหัสบดี ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 16.23 น.

 22 ก.พ.61 ที่การยางแห่งประเทศไทย(กยท.) เปิดบ้านประชุม”โครงการสนับสนุนสินเชื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนแก่ผู้ประกอบการกิจการยาง(ยางแห้ง) วงเงินสนเชื่อ 20,000 ล้านบาท” ซึ่งได้ชี้แจงรายละเอียด หลักเกณฑ์ วิธีการดำเนินโครงการ โดยมีผู้ประกอบการเข้าร่วมรับฟัง 7 บริษัท

นายณกรณ์ ตรรกวิรทัพ รองผู้ว่าการยางฯ กล่าวว่ารัฐบาลชดเชยดอกเบี้ย ให้ร้อยละ3 เพื่อดูดซับยางพาราออกจากระบบ ซึ่งผู้ประกอบการได้วงเงินสินเชื่อจากธนาคารพาณิชย์ โดยผู้สนใจยื่นสมัครได้สัปดาห์หน้าโดยผ่านขั้นตอนคณะกรรมการ 3 ชุด คือคณะกรรมการกำหนดโครงการ คณะกรรมการชดเชยดอกเบี้ยในแต่ละรอบ และคณะกรรมการตรวจสต็อก ซึ่งคุณสมบัติผู้เข้าร่วมโครงการเป็นผู้ประกอบกิจการแปรรูปยางพารา ที่มีโรงเก็บสต็อก โดยคณะกรรมการไปตรวจสต็อก ดูปริมาณการจัดเก็บคูณกับราคา และศักยภาพของแต่ละราย เพื่อไปคำนวนกรอบวงเงินสินเชื่อ

ด้านนายสานิต แก้ววังสรรค์ นักวิเคราะห์นโยบายและแผนระดับ 7 ของฝ่ายวิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมยาง กล่าวว่าผู้ประกอบการได้รับกรอบวงเงินแล้วไปยื่นกู้ระยะสั้น จากธนาคารพาณิยช์ ถ้าธนาคารอนุมัติแค่50% ส่วนที่เหลือ สามารถไปยื่นอีกธนาคารได้ หลังจากได้รับอนุมัติ มาทำสัญญากับกยท.

เข้าซื้อยาง ในปริมาณเฉลี่ยย้อนหลัง ถ้าไปตรวจเจอสต็อกไม่เพิ่มขึ้นจะไม่ชดเชยดอกเบี้ยให้ ถือเป็นการดำเนินธุรกิจปกติ สำหรับวงเงินผู้ประกอบการได้รับการชดเชยดอกเบี้ย คำนวนจากปริมาณสต็อกเพิ่มขึ้น คูณด้วยราคาประเภทยาง ที่กยท.ประกาศในแต่ละวัน การซื้อยางไม่ต่ำกว่าราคาประกาศ โดยบวกเพิ่ม 50 สตางค์ต่อกก.เป็นวงเงินดอกเบี้ยได้ชดเชย ซึ่งคณะทำงานชดเชยดอกเบี้ย พิจารณาวงเงิน สิ้นสุดโครงการในปี 2562 ผู้เข้าร่วมโครงการมีสัญญากับกยท.1 ปีทั้งนี้มีอีกสองโครงการที่ยังเปิดให้ผู้ประกอบการ เช่นโครงการสนับสนุนสินเชื่อ 1.5 หมื่นล้านบาท และน้ำยางข้นด้วย

ขณะที่ผู้ประกอบการบางราย กล่าวว่าโดยปกติกยท. มีการประกาศราคายางซื้อขายในตลาดกลาง มีเงื่อนไขบวกลบไม่เกิน 2 บาทต่อกก. และกยท.จะนำราคาใดมาคำนวนในกรณีบวกเพิ่มอีก 50 สตางค์ ตรงนี้สร้างความสับสนได้ว่าราคาซื้อขายจริงคือเท่าไหร่แน่

โดยเจ้าหน้าที่กยท. กล่าวว่า ราคายางแต่ละชนิด จะประกาศทุกวันสามารถนำไปใช้ตรวจสอบการซื้อยางจริงๆ มาคิดวงเงินชดเชยดอกเบี้ย ใช้ราคาประกาศ บวกด้วย 50 สตางค์ ไม่รวมในส่วนเงื่อนไขราคาประกาศมาตรฐานกยท.บวกลบ ไม่เกิน 2 บาท โดยสัปดาห์หน้าจะจัดทำรายละเอียดและแสดงตัวอย่างให้เข้าใจได้ชัดเจนขึ้นออกทางเว็ปไซส์ของกยท. อย่างไรก็ตามกระทรวงเกษตรฯ ได้สั่งการมาให้การตรวจสอบทำอย่างรัดกุม อาจมีระเบียบขั้นตอนมากขึ้น

ทางด้านเอกชนรายหนึ่ง กล่าวว่ากยท.จัดเก็บเงินค่าธรรมเนียมส่งออกหรือเงินเซส 2 บาททุกกิโลกรัมได้วงเงินปีละกว่า 9 พันล้านบาท จากผู้ประกอบการอยู่แล้ว อีกทั้งการตั้งกยท.ขึ้นมาโดยมีกฎหมายของตนเองเพื่อให้ดำเนินธุรกิจแข่งขันกับเอกชนได้ มีภาระกิจหลักสร้างเสถียรภาพราคา ก็ควรดำเนินการซื้อจากเกษตรกรโดยตรงจะช่วยดันราคาในตลาดได้ดีกว่า กยท.มาคอยกำหนดราคากลางในตลาดการซื้อขาย ห้ามขึ้นลงไม่เกิน2บาทในแต่ละวัน รวมทั้งยังมีโรงงานแปรรูปยางทั่วประเทศ 6 โรง และส่งออกเองได้ โดยนำเงินเซสมาบริหารโครงการ งบประมาณรัฐไม่ต้องผ่านพ่อค้า

ต้านปลุกผีทางด่วนเกษตร-นวมินทร์ มก.ลั่นอย่าด่วนสรุป-ดันสร้างรถไฟฟ้าสายสีน้ำตาล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.naewna.com/local/322310

x

ต้านปลุกผีทางด่วนเกษตร-นวมินทร์ มก.ลั่นอย่าด่วนสรุป-ดันสร้างรถไฟฟ้าสายสีน้ำตาล

วันพฤหัสบดี ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ดร.ดำรงค์ ศรีพระราม รักษาการแทนรองอธิการบดีฝ่ายบริหารกิจการภายใน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) เปิดเผยว่า ได้เข้าร่วมประชุมสัมมนารับฟังความคิดเห็นของประชาชน ครั้งที่ 2 ในการศึกษาความเหมาะสมโครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำตาล ช่วงแคราย-ลำสาลี (บึงกุ่ม) เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เพื่อทบทวนและเสนอแนะการดำเนินโครงการด้านคมนาคมขนส่งใดๆ เพื่อใช้ประโยชน์เสาตอม่อที่ก่อสร้างไว้แล้วบนกึ่งกลางถนนประเสริฐมนูกิจ (ถนนเกษตร-นวมินทร์) โดยบริษัทที่ปรึกษาได้นำเสนอรูปแบบทางเลือกในการพัฒนาโครงการ 4 รูปแบบ คือ

1.การพัฒนาด้วยระบบขนส่งมวลชน 2.การพัฒนาด้วยโครงการระบบทางด่วนขั้นที่ 3 สายเหนือ ตอน N2 และ E-W Corridor (โครงข่ายเชื่อมต่อจากตอน N2 กับทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 9) 3.การพัฒนาด้วยโครงการระบบทางด่วนขั้นที่ 3 สายเหนือ ตอน N2 และส่วนต่อขยายกับแนวโครงข่ายทดแทน N1 แนวคลองบางบัวและคลองบางเขน และ 4.การพัฒนาทั้งสองระบบ คือ ระบบขนส่งมวลชนและทางด่วนบนแนวสายทางเดียวกัน โดยบริษัทที่ปรึกษาได้เหมาสรุปว่า รูปแบบทางเลือกที่ 4 มีความเหมาะสมมากที่สุด และระบบทางด่วนมีความจำเป็นเร่งด่วนที่ควรรีบดำเนินการ ส่วนระบบรถไฟฟ้าควรดำเนินการให้สอดคล้องกับแผนพัฒนาระบบขนส่งมวลชนทางรางสายหลัก ที่ต้องเสร็จสิ้นก่อนการเปิดใช้โครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำตาล เนื่องจากสายสีน้ำตาลเป็น feeder ที่จะเชื่อมโยงการเดินทางระหว่างระบบขนส่งมวลชนทางรางสายหลัก

ดร.ดำรงค์ กล่าวต่อว่า มหาวิทยาลัยสนับสนุนการพัฒนาด้วยระบบขนส่งมวลชน คือ สายสีน้ำตาล เนื่องจากเป็นวิธีการเดินทางที่สร้างสภาพแวดล้อมที่ดีในเมือง ช่วยลดปัญหามลภาวะทางอากาศ ซึ่งขณะนี้ กรุงเทพฯ กำลังประสบปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน ที่สามารถเข้าสู่ร่างกายทางการหายใจได้ อาจก่อให้เกิดโรคทางเดินหายใจ โรคหลอดเลือด รุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต ซึ่งฝุ่นละอองนี้มีสาเหตุหลักมาจากการใช้รถยนต์ มหาวิทยาลัยสนับสนุนการพัฒนาที่ก่อให้เกิดความยั่งยืน

ด้านผศ.ดร.สุรัตน์ บัวเลิศ คณบดีคณะสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า วิธีการแก้ปัญหา PM 2.5 ที่ดีที่สุด ทำได้โดยการลดที่ต้นกำเนิด คือ ลดการใช้รถยนต์ ดังนั้น การก่อสร้างทางด่วนบนแนวสายทางนี้ จะเป็นการดึงเอารถยนต์จำนวนมาก ผ่านเข้ามาในพื้นที่ ส่งผลกระทบต่อผู้ที่อาศัย ทำงาน และศึกษาอยู่ในบริเวณใกล้เคียง ดังนั้น มก. จึงสนับสนุนทางเลือกที่ 1 คือ พัฒนาเฉพาะรถไฟฟ้าสายสีน้ำตาล และไม่เห็นด้วยกับการพัฒนาระบบทางด่วนขั้นที่ 3 สายเหนือ ตอน N2 และส่วนต่อขยายกับแนวโครงข่ายทดแทน N1

รายงานพิเศษ : กรมส่งเสริมสหกรณ์ขับเคลื่อน‘Smart Agricultural Curve’2561 ‘ปีแห่งการพัฒนาคนและยกระดับการบริหารจัดการ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.naewna.com/local/322311

รายงานพิเศษ : กรมส่งเสริมสหกรณ์ขับเคลื่อน‘Smart Agricultural Curve’2561  ‘ปีแห่งการพัฒนาคนและยกระดับการบริหารจัดการ’

รายงานพิเศษ : กรมส่งเสริมสหกรณ์ขับเคลื่อน‘Smart Agricultural Curve’2561 ‘ปีแห่งการพัฒนาคนและยกระดับการบริหารจัดการ’

วันพฤหัสบดี ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 06.00 น.

จากสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงและความเป็นอยู่ของประชาชน ทั้งในพื้นที่และประเทศโดยรวม ทำให้ประชาชนในพื้นที่ไม่สามารถดำเนินชีวิตและประกอบอาชีพได้ตามปกติ ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ ปัญหาความไม่สงบเป็นปัญหาที่มีความซับซ้อนและเชื่อมโยงกันในหลายมิติ ทั้งมิติด้านการเมือง สังคมวัฒนธรรม และเศรษฐกิจ การแก้ไขปัญหาจึงจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนโดย กรมส่งเสริมสหกรณ์เป็นหนึ่งในหน่วยงานหลักที่ร่วมดำเนินงานแก้ไขปัญหาในมิติการพัฒนา (มิติเศรษฐกิจ) ในการพัฒนาศักยภาพคุณภาพชีวิตของประชาชนโดยใช้หลักการสหกรณ์และการรวมกลุ่ม โดยมีความเชื่อมโยงกับนโยบายของรัฐบาลในการเร่งแก้ไขปัญหาการใช้ความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยนำยุทธศาสตร์ เข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา มาใช้เป็นแนวทางในการดำเนินการ

นางสาวประโลมใจ เนียมแกล้ว ผู้อำนวยการศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ที่ 18 จังหวัดสงขลา เปิดเผยว่า จากสภาพพื้นที่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกร ซึ่งภายใต้กรอบนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในการขับเคลื่อน 14 นโยบายสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการพัฒนายกระดับความเข้มแข็งของสหกรณ์ การพัฒนาข้าราชการและเกษตรกรให้เป็น Smart Officer และ Smart Farmer นั้น ในปีงบประมาณ 2561 กรมส่งเสริมสหกรณ์ จะเดินหน้าขับเคลื่อน “Smart Agricultural Curve” และกำหนดให้ปี 2561 เป็น “ปีแห่งการพัฒนาคน และยกระดับการบริหารจัดการ” เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรให้ดีขึ้น ทั้งด้านสังคม มีรายได้ที่เพิ่มขึ้น ตลอดทั้งมีความภาคภูมิใจในอาชีพเกษตรกร ซึ่งดำเนินการภายใต้การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ 20 ปี ตามแนวคิดประเทศไทย 4.0 คือ “เกษตรกรมั่นคง ภาคการเกษตรมั่งคั่ง สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน”

ทั้งนี้ กรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้มอบหมายให้ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ที่ 18 จังหวัดสงขลา ดำเนินการจัดทำโครงการส่งเสริมอาชีพด้านการเกษตรในจังหวัดชายแดนภาคใต้มาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่งบประมาณ 2551 จนถึงปัจจุบัน โดยในปีงบประมาณ 2561 ได้กำหนดให้จัดโครงการอบรม 2 หลักสูตร ได้แก่ 1.หลักสูตร “เผยแพร่ความรู้เรื่องประชารัฐกับสหกรณ์สู่ชุมชน” กลุ่มเป้าหมายประกอบด้วย ผู้นำชุมชน ผู้นำท้องถิ่นและผู้นำศาสนาใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ จังหวัดปัตตานี ยะลา นราธิวาส สตูล และสงขลา วัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้นำชุมชน มีความรู้ความเข้าใจเรื่องการสหกรณ์ ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและยุทธศาสตร์ประชารัฐ สามารถถ่ายทอดวิถีชีวิตพอเพียงแบบสหกรณ์และประชารัฐให้กับบุคลากรในชุมชน ตลอดจนประชาสัมพันธ์งานสหกรณ์และประชารัฐขยายสู่ผู้นำองค์กรอื่น และสร้างแนวร่วมทางเศรษฐกิจและสังคมตามหลักการสหกรณ์ โดยได้ดำเนินการเมื่อวันที่ 11–16 ธันวาคม 2560 ที่ผ่านมา มีผู้นำเข้ารับการอบรมจำนวน 187 คน ระหว่างการอบรม ผู้นำชุมชนได้เข้าศึกษาดูงานและรับความรู้ในเรื่องการบริหารการจัดการสหกรณ์และการดำเนินงานสหกรณ์ การส่งเสริมกลุ่มอาชีพในสหกรณ์ จากสหกรณ์การเกษตรพระพรหม อำเภอพระพรหม จังหวัดนครศรีธรรมราช และสหกรณ์การเกษตรเมืองสุราษฎร์ธานี จำกัด อำเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี

หลักสูตรที่ 2 “ส่งเสริมพัฒนาผู้นำสหกรณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้” กลุ่มเป้าหมายประกอบด้วย กรรมการ ฝ่ายจัดการ และสมาชิกแกนนำของสหกรณ์โคเนื้อมือนารอ จำกัด จังหวัดนราธิวาส มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้นำสหกรณ์มีความรู้ความเข้าใจในการบริหารจัดการของสหกรณ์สู่ความเข้มแข็ง มีความรู้ความเข้าใจในการดำเนินธุรกิจและสามารถดำเนินธุรกิจของสหกรณ์ตรงตามวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งสหกรณ์ ซึ่งดำเนินการเมื่อวันที่ 20–23 ธันวาคม 2560 มีผู้เข้าร่วมโครงการจำนวน 100 คน ระหว่างการอบรม ผู้นำสหกรณ์ได้เข้าศึกษาดูงาน และรับความรู้ในเรื่องการบริหารจัดการฟาร์มโคนม จากสหกรณ์โคนมพัทลุง จำกัด และการบริหารจัดการฟาร์มโคเนื้อของสหกรณ์
โคเนื้อพัทลุง จำกัด

“ในการจัดโครงการทั้ง 2 หลักสูตร เป็นก้าวสำคัญในการสร้างความเข้าใจที่ดีระหว่างภาครัฐกับประชาชนในเขต 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยตัวแทนผู้นำชุมชน และผู้นำสหกรณ์ ที่ได้รับการคัดเลือกเข้าร่วมโครงการ ได้มาทำกิจกรรมแลกเปลี่ยนความรู้ร่วมกัน ในระยะต่อไปจะเป็นการขับเคลื่อนและถ่ายทอดความรู้ที่ได้รับไปสู่สมาชิกในชุมชนและสมาชิกสหกรณ์ในพื้นที่ทั้ง 5 จังหวัดชายแดนใต้ ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการพัฒนาทั้งทางเศรษฐกิจและสังคมที่ดีขึ้น ความรู้ที่ได้รับสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการส่งเสริมอาชีพ ยกระดับคุณภาพและมาตรฐานสินค้า สร้างมูลค่าให้กับสินค้าเกษตรและมีส่วนในการร่วมกันสนับสนุนและพัฒนาอาชีพการเกษตรของคนไทย เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรให้ดีขึ้น”นางสาวประโลมใจ กล่าวทิ้งท้าย

หนุนบางระกำโมเดลปลูกข้าว‘กข43’ สหกรณ์ดันชาวนาปรับเปลี่ยน-เจาะตลาดคนรักสุขภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.naewna.com/local/322309

x

หนุนบางระกำโมเดลปลูกข้าว‘กข43’ สหกรณ์ดันชาวนาปรับเปลี่ยน-เจาะตลาดคนรักสุขภาพ

วันพฤหัสบดี ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้ลงพื้นที่ จ.พิษณุโลก เพื่อติดตามความก้าวหน้าการดำเนินโครงการบางระกำโมเดล ซึ่งครอบคลุม 4 อำเภอ รวม 179,157 ไร่ ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้วางแผนบริหารจัดการผลผลิตข้าวในพื้นที่ดังกล่าว โดยปรับปฏิทินการเพาะปลูกในเขตลุ่มต่ำให้เร็วขึ้นเพื่อให้สอดคล้องกับแผนการบริหารจัดการน้ำ พร้อมทั้งร่วมมือกับกระทรวงพาณิชย์ จัดทำแผนการตลาดนำการผลิต และการสร้างมูลค่าเพิ่ม ซึ่งในปีนี้ได้ส่งเสริมให้เกษตรกรนาแปลงใหญ่ปลูกข้าวสายพันธุ์ กข 43 ซึ่งเป็นข้าวที่มีน้ำตาลน้อย เหมาะสำหรับผู้ต้องการลดน้ำหนักและป่วยเป็นเบาหวาน และกำลังเป็นที่ต้องการของตลาด โดยเฉพาะในกลุ่มคนรักสุขภาพ ดังนั้นหากมีการเพิ่มพื้นที่การเพาะปลูกข้าวสายพันธุ์ กข 43 ในเขตพื้นที่บางระกำโมเดล จึงเป็นโอกาสที่จะช่วยทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น

กรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้มอบหมายให้สำนักงานสหกรณ์จังหวัดพิษณุโลกร่วมกับสหกรณ์การเกษตรพรหมพิราม จำกัด และสหกรณ์การเกษตรนิคมบางระกำ จำกัด ชี้แจงทำความเข้าใจกับเกษตรกรสมาชิกในเขตพื้นที่บางระกำโมเดล ให้รับรู้ถึงประโยชน์และวิธีการปรับเปลี่ยนการปลูกข้าวจากสายพันธุ์เดิมมาเป็นพันธุ์ข้าว กข 43 เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่เกษตรกรว่า มีตลาดรองรับผลผลิตที่แน่นอนและได้รับราคาที่เหมาะสม จากนั้นจะคัดเลือกเกษตรกรที่สนใจมาเข้าร่วมโครงการ เพื่อเข้าสู่กระบวนการผลิตข้าวคุณภาพตามมาตรฐาน GAP โดยสหกรณ์ฯ จะทำหน้าที่เป็นผู้จัดการแปลงร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อดูแลบริหารจัดการพื้นที่การเพาะปลูกข้าวในทุกกิจกรรม ตั้งแต่การจัดหาเมล็ดพันธุ์ข้าวที่ผ่านการรับรองคุณภาพมาตรฐานจากกรมการข้าวมาจำหน่ายให้แก่เกษตรกรสมาชิก ดูแลขั้นตอนการผลิต การควบคุมคุณภาพผลผลิตและการเก็บเกี่ยว เพื่อให้ได้ผลผลิตข้าวที่มีคุณภาพมาตรฐาน ผ่านการตรวจรับรองแหล่งผลิตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยใช้ระบบ QR Trace ซึ่งผู้บริโภคสามารถสแกน QR Code เพื่อตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับที่มาของแหล่งผลิตข้าวได้ และในทุกขั้นตอนของการผลิตข้าวจะถูกบันทึกลงในทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกทุกราย เมื่อถึงช่วงฤดูกาลเก็บเกี่ยวผลผลิต สหกรณ์จะดำเนินการรวบรวมผลผลิตข้าวจากเกษตรกร โดยประสานงานเพื่อเชื่อมโยงกับหน่วยงานของกระทรวงพาณิชย์ ในการจัดหาตลาดรับซื้อผลผลิตข้าวผ่านสหกรณ์ ต่อไป

ปศุสัตว์สั่งเฝ้าระวัง ตรวจโรคสัตว์ปีก หลังจีนพบหวัดนก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.naewna.com/local/322308

x

ปศุสัตว์สั่งเฝ้าระวัง ตรวจโรคสัตว์ปีก หลังจีนพบหวัดนก

วันพฤหัสบดี ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายสัตวแพทย์อภัย สุทธิสังข์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า แม้ประเทศไทยจะปลอดจากเชื้อโรคไข้หวัดนกมาตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2552 หรือเป็นเวลากว่า 10 ปี แต่จากรายงานการตรวจสอบพบผู้ป่วยโรคไข้หวัดนกที่ประเทศจีน กรมปศุสัตว์ จึงได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ดำเนินการเฝ้าระวังและป้องกันโรคอย่างต่อเนื่อง ด้วยการเข้าตรวจเยี่ยมเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ปีกรายย่อย แบบเคาะประตูบ้าน พร้อมสุ่มเก็บตัวอย่างส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการและดำเนินการพ่นยาฆ่าเชื้อตามพื้นที่เสี่ยง อาทิ พื้นที่ที่เลี้ยงสัตว์ปีกรายย่อย พื้นที่ตามแนวชายแดน และพื้นที่นกอพยพ

พร้อมกันนี้ ขอแนะนำเกษตรกรในช่วงนี้ต้องใส่ใจและเข้มงวดกับมาตรการป้องกันโรคที่ดำเนินการอยู่แล้วอย่างต่อเนื่อง เพราะถือเป็นปัจจัยสำคัญที่จะสามารถป้องกันการเกิดโรคไข้หวัดนกได้ ขณะเดียวกัน ควรปฏิบัติตามระเบียบของกรมปศุสัตว์ ทั้งในด้านการดูแลสัตว์เลี้ยง การควบคุมและการเคลื่อนย้ายสัตว์ปีกออกจากพื้นที่ ตลอดจนการกำจัดสัตว์ปีกที่มีอาการป่วยหรือตายอย่างถูกต้อง ด้วยวิธีการเผาหรือฝังกลบอย่างถูกวิธี หากมีสัตว์ปีกตายผิดปกติ ควรแจ้งเจ้าหน้าที่กรมปศุสัตว์ทันที

แตกใบอ่อน : แบน‘พาราควอต’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.naewna.com/local/322307

807934531

แตกใบอ่อน : แบน‘พาราควอต’

วันพฤหัสบดี ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ที่สุดก็มีความชัดเจนเสียทีสำหรับอนาคต “พาราควอต” ในประเทศไทย ภายหลังจากยื้อยุดกันมานานข้ามปี นับตั้งแต่คณะกรรมการขับเคลื่อนปัญหาการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่มีความเสี่ยงสูง ที่มี นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รมว.สาธารณสุข เป็นประธาน มีมติตั้งแต่เดือนเมษายนปีที่แล้ว ขอให้ กรมวิชาการเกษตร ไปพิจารณาออกประกาศยกเลิกการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช 2 ชนิด ได้แก่ พาราควอต และ คลอร์ไพริฟอส ภายในวันที่ 1 ธันวาคม 2562 และภายในวันที่ 1 ธันวาคม 2560 ต้องยุติการนำเข้าสารเคมีทั้ง 2 ตัว

นอกจากนี้ยังมีความเห็นให้กำหนดโซนการใช้ “ไกลโฟเซต” ซึ่งเป็นยาฆ่าหญ้าอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะบริเวณใกล้เคียงกับโรงพยาบาล โรงเรียน ศูนย์เด็กเล็ก พื้นที่ต้นน้ำ แม่น้ำ และลำคลอง เพราะถูก “องค์การอนามัยโลก” กำหนดให้เป็นสารที่อาจก่อมะเร็ง และมีความสัมพันธ์กับการเกิดโรคหลายโรค เช่น โรคไต โรคเกี่ยวกับต่อมไร้ท่อ เป็นต้น

ที่กลายเป็นประเด็นขึ้นมา และเป็นประเด็นที่ถกเถียงกันหนัก ก็คือ ประเด็นของ “พาราควอต”บอร์ดของ รมว.สาธารณสุข และหลายฝ่ายมองว่า เป็นสารเคมีกำจัดวัชพืชที่มีความเป็นพิษสูง และไม่ได้มีผลร้ายต่อการปนเปื้อนในดิน น้ำ และสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อสุขภาพของมนุษย์อย่างรุนแรงอีกด้วย โดยปัจจุบันมีถึงกว่า 50 ประเทศทั่วโลกที่สั่ง “แบน” เจ้าสารเคมีตัวนี้ไปเรียบร้อยแล้ว

แต่ขณะเดียวกัน กลุ่มบริษัทสารเคมีและฝ่ายคัดค้าน ก็ไปขุดข้อมูลวิจัยโทษคนใช้ไม่ทำตามคำแนะนำจึงทำให้เกิดผลกระทบเอง พ่วงด้วยกล่าวหากลุ่มสนับสนุนว่ามั่วผลการวิจัยเรื่องผลกระทบต่างๆ จนกลายเป็นสงครามข่าวสารบนหน้าสื่อ

ยื้อกันไปยื้อกันมา จนกระทั่งสุดท้าย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ต้องออกมาสั่งให้ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงเกษตรฯ และกระทรวงอุตสาหกรรม พร้อมด้วยตัวแทนภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกลับไปคุยกันเพื่อหาข้อสรุปให้ชัดเจน ซึ่งผลก็อย่างที่ทราบ คือ ที่ประชุมมีมติยืนยันตามมติเดิมของ “คณะกรรมการขับเคลื่อนปัญหาการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชที่มีความเสี่ยงสูง” ให้แบนสาร “พาราควอต” ภายใน 2 ปี พร้อมทั้งให้มีการหาสารทดแทน

“ส่วนกรณีที่ฝ่ายคัดค้านอ้างตามงานวิจัยว่าการใช้พาราควอตตามข้อกำหนด จะไม่ทำให้เกิดผลกระทบนั้น เป็นงานวิจัยตั้งแต่ปี พ.ศ.2540 หรือ 20 ปีที่แล้ว แต่งานวิจัยของปัจจุบันระบุว่า ถึงใช้ตามนั้นก็กระทบต่อสุขภาพประชาชนและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเมื่อมีมติระงับก็ต้องดำเนินการตามนั้น และหากจะมาบอกว่า การใช้สารทดแทนแพงกว่า ก็ต้องเลือกเอาว่าราคาที่แพงกว่าเดิม กับสุขภาพประชาชน จะเลือกแบบใด”

นี่คือเหตุผลและคำยืนยันโดยสรุปจาก นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รมว.สาธารณสุข ที่ออกมาจากการประชุมเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ซึ่งอ่านดูแล้วก็เปรียบเสมือนเป็นการชี้ถูกชี้ผิดได้ค่อนข้างชัดเจนว่า ข้อมูลที่ปล่อยออกมาจากฝ่ายไหนที่ “มั่ว” กันแน่

อย่างไรก็ดี ต้องบอกว่า นี่เป็นแค่ “ช่วงต้น” ของยกสุดท้ายเรื่อง “พาราควอต” เท่านั้น เพราะหลังจากนี้ ยังต้องรอดูต่อไปว่า “คณะกรรมการวัตถุอันตราย” ของกระทรวงอุตสาหกรรม จะมีมาตรการอย่างไรออกมาในการควบคุมสารเคมีอันตรายดังกล่าว

ที่สำคัญ กะพริบตาไม่ได้อย่างเด็ดขาดนั่นคือ “กรมวิชาการเกษตร” จะจัดการอย่างไรกับ “ผลงาน” ของตัวเองที่ทยอยต่ออายุทะเบียนนำเข้าและจำหน่าย “พาราควอต” ให้กับบริษัทเอกชนไปตั้งแต่เดือนกันยายนที่ผ่านมา ก่อนที่ทะเบียนของเอกชนซึ่งมีทั้งหมด 3 รายจะหมดอายุ โดยไม่ยอมรีรอผลสรุปในเรื่องดังกล่าว พร้อมกับข้ออ้างง่ายๆ เหมือนลอกคำพูดมาจากกลุ่มบริษัทผู้นำเข้าว่า ไม่มีข้อมูลทางสุขภาพที่ชัดเจนยืนยันเรื่องนี้ ดังนั้นหากไม่ต่อตามกำหนด ก็กลัวว่า บริษัทเอกชนจะได้รับผลกระทบ ธุรกิจได้รับความเสียหาย

ดังนั้นจึงต้องรอดูต่อไปกันให้ดีกับ “ลีลา” ในเรื่องนี้ของกรมวิชาการเกษตร

มะลิลา

กรมชลฯเดินหน้าพัฒนาสู่องค์กรอัจฉริยะ คว้ารางวัลบริหารทรัพยากรบุคคลดีเด่นปี61

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.naewna.com/local/322238

กรมชลฯเดินหน้าพัฒนาสู่องค์กรอัจฉริยะ คว้ารางวัลบริหารทรัพยากรบุคคลดีเด่นปี61

กรมชลฯเดินหน้าพัฒนาสู่องค์กรอัจฉริยะ คว้ารางวัลบริหารทรัพยากรบุคคลดีเด่นปี61

วันพุธ ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 14.32 น.

กรมชลฯ เดินหน้าพัฒนาสู่องค์กรอัจฉริยะ คว้ารางวัลบริหารทรัพยากรบุคคลดีเด่นปี 61 บริหารทรัพยากรบุคคลดีเด่นประจำปี 2561 เดินหน้าเปลี่ยนแปลงงานสู่ระบบบดิจิทัลเต็มรูปแบบ พร้อมเร่งพัฒนาบุคลากรมุ่งสู่องค์กรอัจฉริยะตามวิสัยทัศน์

21 ก.พ.61 ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้รับการพิจารณาให้เป็นหน่วยงานบริหารทรัพยากรบุคคลดีเด่น ประจำปี 2561 จากมูลนิธิพันเอก จินดา ณ สงขลา ที่ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) จัดให้มีการคัดเลือกหน่วยงานและนักบริหารทรัพยากรบุคคลดีเด่นขึ้นเป็นประจำทุกปีซึ่งพิจารณาจากผลการสำรวจความคิดเห็นและความพึงพอใจของข้าราชการที่มีต่อการทำงานด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล ประกอบกับการพิจารณาข้อมูลการดำเนินงานด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล และการพัฒนานวัตกรรมที่โดดเด่น ตลอดจนประโยชน์และผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับองค์กรในปีที่ผ่านมา

ทั้งนี้ กรมชลประทานเป็นหน่วยงานที่มีนวัตกรรมเพื่อรองรับและพัฒนางานประจำ รวมทั้งการปฏิบัติงานตามหน้าที่ประจำที่ต้องปฏิบัติตามกฎและระเบียบต่างๆที่โดดเด่น และสามารถเป็นแบบอย่างที่ดีได้ โดยที่ผ่านมาได้มีการเปลี่ยนแปลงงานด้านทรัพยากรบุคคลไปสู่ระบบดิจิทัลอย่างเต็มตัว เริ่มจากการพัฒนาฐานข้อมูลบุคลากรสู่ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ (WAM – Web application to support manning analysis) มาใช้เป็นเครื่องมือในการรวบรวมข้อมูลประมวลผลอัตรากำลัง โดยวิเคราะห์จากกิจกรรม ข้อมูลปริมาณงาน และระยะเวลามาตรฐานในการปฏิบัติงานจำแนกตามหน่วยงานและประเภทบุคคล ทำให้สามารถวิเคราะห์อัตรากำลังของข้าราชการ และพนักงานราชการได้ชัดเจนมากขึ้น รวมทั้งสามารถใช้ระบบหรือโปรแกรมดังกล่าวในการปรับปรุงข้อมูลและวิเคราะห์อัตรากำลังให้ทันสมัยได้ตลอดเวลา

นอกจากนี้ กรมชลประทานได้มีการจัดทำระบบบริหารโครงการฝึกอบรมรูปแบบ Online (E-Training) ที่ส่งผลให้กรมชลประทานมีระบบและฐานข้อมูลการพัฒนาที่สามารถพัฒนาศักยภาพบุคลากรตอบสนองความต้องการในการพัฒนาทรัพยากรบุคคลได้อย่างทั่วถึงทั้งองค์กร

อย่างไรก็ตาม กรมชลประทานยังได้มีการพัฒนาระบบ EPP+ เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการบริหารผลการปฏิบัติราชการภายในกรม ซึ่งจะครอบคลุมกระบวนการบริหารผลการปฏิบัติราชการทั้งหมด เริ่มตั้งแต่กระบวนการวางแผน การกำหนดตัวชี้วัดและค่าเป้าหมาย ผลการปฏิบัติงานและสมรรถนะการติดตามผลการปฏิบัติงาน การวางแผนพัฒนารายบุคคลการประเมินผลการปฏิบัติงานตามตัวชี้วัดและการนำผลการประเมินไปใช้เลื่อนเงินเดือน นอกจากนี้กรมชลประทานยังได้มีการวิเคราะห์ความต้องการในการพัฒนาบุคลากร (Training Need Analysis) เพื่อจัดทำแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาบุคลากรทั้งในระยะยาวและประจำปี ซึ่งมีทั้งแนวทางที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ

สำหรับทรัพยากรมนุษย์เป็นปัจจัยที่มีค่ายิ่งขององค์กรองค์กรใดที่มีทรัพยากรมนุษย์ที่มีศักยภาพสูงและสามารถนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ในทางสร้างสรรค์ องค์กรนั้นก็เจริญก้าวหน้าและมีความมั่นคง นอกจากนี้ การมีผู้นำหน่วยงานทรัพยากรบุคคลที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกล ประกอบกับความสามัคคี ร่วมมือ ร่วมใจของบุคลากรในหน่วยงาน ส่งผลให้สามารถกำหนดทิศทางหรือแนวทางการดำเนินงานด้านการบริหารทรัพยากรบุคคลสอดคล้องกับบริบท นำไปสู่การปฏิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเกิดประโยชน์ต่อประชาชนในประเทศ ซึ่งกรมชลประทานได้ กำหนดวิสัยทัศน์ที่จะเป็น องค์กรอัจฉริยะที่มุ่งสร้างความมั่นคงด้านน้ำ (Water Security) ให้ได้ภายในปี 2579

ส่องเกษตร : ยำใหญ่ประเด็นยางร้อนๆ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.naewna.com/local/322112

449007

ส่องเกษตร : ยำใหญ่ประเด็นยางร้อนๆ

วันพุธ ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ช่วงนี้มีข่าวสารการเคลื่อนไหวเรื่องที่เกี่ยวข้องกับปัญหา“ยางพารา”ร้อนๆขึ้นมาหลากหลายประเด็น ที่ต้องจับตากันใกล้ชิด

ประเด็นแรกและเป็นประเด็นสำคัญยิ่งในความรู้สึกชาวสวนยางฯทั้งหลาย ย่อมหนีไม่พ้นเรื่องความพยายามของภาครัฐโดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่เร่งหาทาง“ยกระดับราคา”ยางพาราให้สูงขึ้น ด้วยราคาปัจจุบันยังอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ ทำให้เกษตรกรเดือดเนื้อร้อนใจมาก

ทีมรัฐมนตรีเกษตรฯนำโดยรมว.กฤษฎา บุญราชตั้งแต่เริ่มงานเมื่อช่วงต้นเดือนธันวาคมเป็นต้นมา ได้ประกาศไว้ว่า “ภายใน 3 เดือน”จะยกระดับราคาสินค้าเกษตรที่กำลังตกต่ำ ให้ขยับสูงขึ้นให้ได้ ซึ่ง“ยางพารา”ก็เป็นตัวหนึ่ง ตอนนี้เกือบ 3 เดือนแล้ว ราคายางฯในวันนี้ ก็ยังทรงๆอยู่ในระดับกก.ละ 40 ต้นๆยังห่างเป้าหมายที่หวังจะได้กันอย่างน้อยกก.ละ 65 บาท

แต่ก็เห็นความพยายามอย่างมากของรมว.กฤษฎาที่“ลุย”งานเต็มที่ ใช้ไปหลายมาตรการแล้ว เช่น จับมือกัน 3 ประเทศผู้ผลิตตกลงลดส่งออกยาง 3.5 แสนตัน ช่วงม.ค.ถึงมี.ค.เร่งรัดหน่วยงานรัฐให้เพิ่มการใช้ยางในประเทศตามมติครม. เป็นต้น ขณะเดียวกันก็เดินหน้าไปพบกลุ่มชาวสวนยางภาคต่างๆตลอดจนไล่บี้การยางแห่งประเทศไทยให้เร่งมือทำงาน ฯลฯ รมว.กฤษฎาให้สัมภาษณ์ไม่กี่วันก่อนเชื่อว่า ช่วงหลังตรุษจีนนี้ไป ราคายางในประเทศมีโอกาสขยับสูงขึ้นกว่ากก.ละ 50 บาท ด้วยหลายมาตรการที่ทำไปเริ่มได้ผล ขณะที่จีนเริ่มกลับมาซื้อยางเพิ่ม อีกทั้งหลายพื้นที่ของไทยก็ปิดการกรีดยางด้วย

และนอกจากมาตรการเดิมแล้ว ตอนนี้กำลังเร่งผลักดันมาตรการเพิ่มเช่น การปรับพื้นที่ปลูกยาง 7 แสนไร่ ให้เปลี่ยนไปปลูกพืชอื่น ทั้งกำลังผลักดันความคิดจะให้สวนยาง 2 ล้านไร่ จากทั้งหมด 24 ล้านไร่ทั่วประเทศให้หยุดกรีดยาง 3 เดือนช่วง พ.ค.ถึงก.ค. โดยรัฐจะจ่ายเงินชดเชยให้ไร่ละ 1,500 บาท เพื่อลดปริมาณผลผลิตยางในประเทศที่ตอนนี้สูงถึง 4.5 ล้านตันให้เหลือ 4 ล้านตัน โดยหวังสูงว่า ถ้าทำได้ มีโอกาสจะดันราคายางในประเทศขึ้นไปถึงกก.ละ 80 บาททีเดียว!

เห็นภาพความตั้งใจทำงาน อีกทั้งได้เข้าหากลุ่มชาวสวนยางต่างๆอย่างถึงลูกถึงคน จึงไม่แปลกใจที่ช่วงนี้ ชาวสวนยางต่างสงบนิ่งรอดู ไม่ออกมาเคลื่อนไหวกดดันอะไรนัก ถือเป็นการให้โอกาสได้ทำงานเต็มที่…ฉะนั้น ก็รอดูกันต่ออีกสักพัก

เรื่อง“ยาง”อีกประเด็นหนึ่ง ก็เป็นเรื่อง การทำงานของกยท.การยางแห่งประเทศไทย ซึ่งตอนนี้นอกจากจะถูกรมว.กฤษฎา“บี้”หนักแล้ว ยังมีปัญหาภายในองค์กรเองด้วย

ในการที่รมว.กฤษฎาไปพบกลุ่มชาวสวนยางภาคต่างๆ ดูเหมือน กยท.ตกเป็นเป้า“ยำใหญ่”ตลอด ล่าสุดที่พิษณุโลก ชาวสวนยางภาคเหนือร้องเรียนทั้งเรื่องที่กยท.ไม่ซื้อยางจากสถาบันเกษตรในพื้นที่ ตลอดจนปุ๋ย กยท.จำหน่ายให้ไม่ตรงสูตรและแพงกว่าที่เกษตรกรไปซื้อเอง ซึ่งกฤษฎาถึงกับพูดว่า ที่ไปฟังมาแต่ละภาค ไม่มีที่ไหนชื่นชมการทำงานของกยท.เลย มีแต่ร้องเรียนเรื่องต่างๆโดยเฉพาะเรื่องปุ๋ย…แม้ไม่ได้คาดโทษผู้บริหารอย่างรุนแรง แต่ก็ตำหนิอยู่ไม่น้อย ทั้งจี้ให้เร่งปรับปรุงการทำงานด้วย

นอกจากนั้น กยท.เองก็กำลังมีปัญหาภายในถูกสหภาพแรงงานฯเคลื่อนไหวคัดค้านการที่ผู้บริหารมีโครงการให้เอกชนจ้างเหมาติดตั้งอุปกรณ์เครื่องมือ พร้อมจัดเก็บเงินค่าธรรมเนียมส่งออกยาง(เงินเซส)ในลักษณะเทิร์นคีย์ ซึ่งเรื่องนี้รมว.กฤษฎาสั่งให้บอร์ด กยท.ตรวจสอบความโปร่งใส ทั้งเร่งสอบหาคนผิด กรณีที่เงินเซสมีการรั่วไหลปีละนับพันล้านบาทด้วย

นับเป็นแรงกดดันต่อผู้ว่าฯกยท.ที่ชื่อ“ธีธัช สุขสะอาด”อีกครั้ง หลังจากเคยถูกถล่มมาหลายรอบจากชาวสวนยางกลุ่มต่างๆ ก็ต้องดูต่อไปว่า จะรักษาตัวรอดได้ตลอดรอดฝั่งอีกหรือไม่

เรื่องสุดท้ายคือ“ค่าโง่กล้ายาง”ที่กรมวิชาการเกษตรแพ้คดีเอกชนกลุ่มซีพี ถูกตัดสินให้จ่ายเงินต้น 287 ล้านบาท บวกดอกเบี้ยแล้วรวมเป็นเงินกว่า 300 ล้านบาท…สรุปความสั้นๆ เรื่องนี้เป็นผลจากโครงการฉาว“กล้ายาง 1 ล้านไร่”ยุครัฐบาลทักษิณ ชินวัตรที่มีเนวิน ชิดชอบ รมช.เกษตรฯช่วงนั้นเป็นเจ้าของโครงการ และมีอธิบดีกรมวิชาการเกษตรชื่อ“ฉกรรจ์ แสงรักษาวงศ์”เป็นผู้เซ็นสัญญากับซีพี ทั้งเป็นหนึ่งในโครงการอื้อฉาวที่ถูกตรวจสอบทุจริตหลังรัฐบาลทักษิณถูกทหารยึดอำนาจเมื่อปี 2549

“ค่าโง่”ครั้งนี้จึงจัดเป็นอีก 1 มรดกบาปที่ยังไม่หมดฤทธิ์ ได้แต่หวังว่า จะเป็นบทเรียนอย่าให้เกิดเรื่องแบบนี้ซ้ำรอยอีก ซึ่งสำหรับ“ไทยแลนด์โอนลี่” ดูเหมือนจะหวังยากจัง เพราะเรื่องทำนองนี้ช่างเกิดแล้วเกิดอีก ไม่รู้จบซะที

สาโรช บุญแสง

เกษตรฯคิกออฟ‘ไทยนิยมยั่งยืน’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.naewna.com/local/322114

x

เกษตรฯคิกออฟ‘ไทยนิยมยั่งยืน’

วันพุธ ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ตามที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และยุทธศาสตร์การพัฒนาพื้นที่ เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงของชาติ ซึ่ง กระทรวงเกษตรฯ มีส่วนร่วมใน 3 เรื่อง ได้แก่ 1.แผนงานเพิ่มทักษะอาชีพแก่เกษตรกรผู้มีรายได้น้อย 2.แผนปฏิรูปโครงสร้างการผลิตภาคการเกษตรทั้งระบบ และ 3.งานตามภารกิจของทุกหน่วยงาน (Function)

ดังนั้นเพื่อให้ผู้ปฏิบัติงานมีความเข้าใจเกี่ยวกับเมนูอาชีพต่างๆอย่างชัดเจน กระทรวงเกษตรฯจึงได้ประชุมชี้แจงกับเกษตรและสหกรณ์จังหวัด อำเภอ และตำบล ทั่วประเทศ เพื่อชี้แจงและเตรียมความพร้อมทั้งจำนวนคนที่จะร่วมทีมให้เพียงพอกับพื้นที่ รวมทั้งให้ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) เป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อน โดยในวันที่ 21 กุมภาพันธ์ จะมีการ
คิกออฟพร้อมกันตำบลละ 1 หมู่บ้าน เพื่อวิเคราะห์ปัญหาความเดือดร้อนเยี่ยมเยียนรายครัวเรือนและรายบุคคล ค้นหาความต้องการของประชาชนเพื่อจัดทำโครงการเสนอตามกรอบการพัฒนาคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ต่อไป

สำหรับเมนูอาชีพภายใต้โครงการไทยนิยม ยั่งยืน ของกระทรวงเกษตรฯ ประกอบด้วย 1.โครงการเพิ่มทักษะอาชีพแก่เกษตรกรผู้ลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐของกระทรวงเกษตรฯ 2.โครงการจ้างแรงงานชลประทานสร้างรายได้แก่เกษตรกร 3.โครงการพัฒนาอาชีพชาวสวนยางรายย่อยเพื่อความยั่งยืน 4.โครงการปรับเปลี่ยนพื้นที่ไม่เหมาะสมในการปลูกข้าวเพื่อผลิตสินค้าเกษตรอื่นที่เหมาะสม 5.โครงการศูนย์ขยายพันธุ์พืช 6.โครงการผลิตเมล็ดพันธุ์ดี 7.โครงการขยายพันธุ์สัตว์และส่งเสริมการผลิตการผลิตปศุสัตว์ 8.โครงการสร้างทักษะและส่งเสริมอาชีพด้านการเกษตร 9.โครงการส่งเสริมและพัฒนาอาชีพเพื่อแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินของเกษตรกร 10.โครงการพัฒนาผู้ประกอบการเกษตรรุ่นใหม่ 11.โครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานแก่สถาบันเกษตรกรจัดเก็บพืชผลทางการเกษตร 12.โครงการสนับสนุนอุปกรณ์แปรรูปผลผลิตทางการเกษตร 13.เพิ่มศักยภาพการรวบรวมและการแปรรูปยางพาราในสถาบันเกษตรกร 14.โครงการส่งเสริมการใช้ยางในหน่วยงานภาครัฐ 15.สนับสนุนสินเชื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนแก่สถาบันเกษตรกรเพื่อรวบรวมยาง 16.โครงการสนับสนุนสินเชื่อเป็นทุนหมุนเวียนแก่ผู้ประกอบการกิจการยาง (ยางแห้ง) 17.โครงการยกระดับโครงสร้างการผลิตในอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปครบวงจร 18.โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการบริหารธุรกิจ SMEs ในอุตสาหกรรมแปรรูป 19.โครงการสร้างฝายชะลอน้ำและจัดหาแหล่งน้ำชุมชน และ 20.โครงการพัฒนาโครงสร้างด้านแหล่งน้ำชลประทาน

จับตา‘โรคพุ่มแจ้-ไวรัสใบด่าง’ ระบาดปท.เพื่อนบ้านจ่อเข้าไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.naewna.com/local/322116

จับตา‘โรคพุ่มแจ้-ไวรัสใบด่าง’ ระบาดปท.เพื่อนบ้านจ่อเข้าไทย

จับตา‘โรคพุ่มแจ้-ไวรัสใบด่าง’ ระบาดปท.เพื่อนบ้านจ่อเข้าไทย

วันพุธ ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายประสงค์ ประไพตระกูล รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า การติดตามสถานการณ์การปลูกและศัตรูมันสำปะหลัง พบข้อมูลการระบาดของโรคพุ่มแจ้และไวรัสใบด่างในประเทศเพื่อนบ้าน อาทิ กัมพูชา และเวียดนาม ห่างจากแหล่งปลูกของไทยในภาคตะวันออกและตะวันออกเฉียงเหนือ 700 กม. ซึ่งเบื้องต้นยังไม่พบโรคไวรัสใบด่าง แต่พบโรคพุ่มแจ้ในมันสำปะหลังบริเวณชายแดนไทยแล้วแต่ยังไม่ถึงขั้นระบาดในวงกว้าง กรมส่งเสริมการเกษตร จึงเข้าไปให้ความรู้แก่เกษตรกรให้สามารถสังเกตอาการของโรค พร้อมกับแนะนำให้สำรวจแปลงอย่างสม่ำเสมอ

นอกจากนี้ กรมส่งเสริมการเกษตร ยังสนับสนุนปัจจัยการควบคุมศัตรูมันสำปะหลัง โดยเพิ่มการผลิตศัตรูธรรมชาติและสารชีวภัณฑ์เพื่อใช้ในพื้นที่ปลูกแบบครอบคลุมพื้นที่ 1,754 จุดทั่วประเทศ ในจังหวัดที่มีพื้นที่ปลูกมันสำปะหลัง รวม 56 จังหวัด

นายประสงค์กล่าวอีกว่า กรมส่งเสริมการเกษตร ยังได้จัดการประชุมหารือแลกเปลี่ยนความรู้ขึ้นที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี จังหวัดนครราชสีมา และที่กรมส่งเสริมการเกษตร ในเดือนกุมภาพันธ์ 2561 โดยมีเจ้าหน้าที่จากกรมวิชาการเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สำนักส่งเสริมและจัดการสินค้าเกษตร สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตร ศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืช กองส่งเสริมการอารักขาพืชและจัดการดินปุ๋ย กลุ่มอารักขาพืช สำนักงานเกษตรจังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ ภาคตะวันออก ภาคตะวันตก และภาคกลาง จำนวน 53 จังหวัด รวมทั้งสิ้น 164 คน เข้าร่วมแลกเปลี่ยนความรู้ในครั้งนี้ เพื่อสร้างการรับรู้และเตรียมการรับมืออย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ