ตัดสินผลงานออกแบบโลโก้ 60 ปีไทยนํ้าทิพย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/370947

ตัดสินผลงานออกแบบโลโก้ 60 ปีไทยนํ้าทิพย์

ตัดสินผลงานออกแบบโลโก้ 60 ปีไทยนํ้าทิพย์

วันพฤหัสบดี ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

บริษัท ไทยน้ำทิพย์ จำกัด นำโดย นายพรวุฒิ สารสิน ประธานกรรมการ ชื่นชมความสามารถของ 7 เยาวชนไทย ผู้ชนะในกิจกรรมการประกวดออกแบบโลโก้ครบรอบ 60 ปี ไทยน้ำทิพย์พร้อมมอบรางวัลทุนการศึกษามูลค่ารวม 2 แสนบาท โดยรางวัลชนะเลิศเป็นของ นายจักรภัทรทาจันทร์ คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ที่ผ่านการคัดเลือกจากผลงานของเยาวชนทั่วประเทศ

นายจักรภัทร ทาจันทร์ นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยรังสิต เจ้าของผลงานชนะเลิศการออกแบบ โลโก้ครบรอบ 60 ปี ไทยน้ำทิพย์ กล่าวว่า เริ่มต้นออกแบบโลโก้จากการศึกษาความเป็นมาของ บริษัทไทยน้ำทิพย์ ซึ่งเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายเครื่องดื่มโคคา-โคลา จึงได้ไอเดียการดีไซน์ เลข 60 ปีให้เชื่อมโยงกับโลโก้โคคา-โคลา และนำมาดัดแปลงให้ส่วนปลายของเลข 6 คล้ายกับริบบิ้นเพื่อแทนความหมายของการฉลองครบรอบความสำเร็จ 60 ปีของบริษัทไทยน้ำทิพย์ พร้อมทั้งเลือกใช้สีแดงเป็นหลัก เพื่อนำเสนอความแข็งแกร่งมั่นคงของบริษัทฯ และเป็นที่จดจำของผู้พบเห็น

นายจักรภัทร ทาจันทร์ อายุ 21 ปี ปัจจุบันกำลังศึกษาอยู่ในระดับชั้นปีที่ 3 คณะนิเทศศาสตร์ สาขามัลติมีเดียของมหาวิทยาลัยรังสิต ยามว่างน้องจักรภัทรชอบศึกษาโปรแกรมต่างๆ ที่ใช้ในการสร้างสรรค์งานกราฟิกและการออกแบบทั้งในรูปแบบวีดีโอและภาพนิ่ง อีกทั้ง ยังชอบออกแบบผลงานศิลปะเพื่อส่งเข้าประกวด โดยผ่านการประกวดมาหลายเวที ซึ่งครั้งนี้นับว่าเป็นเวทีแรกที่ได้รับรางวัลชนะเลิศในอนาคตใฝ่ฝันอยากทำงานเป็นครีเอทีฟในวงการภาพยนตร์โฆษณาที่ประสบความสำเร็จและมีชื่อเสียง

กิจกรรม “การประกวดออกแบบโลโก้ครบรอบ 60 ปีไทยน้ำทิพย์” เป็นกิจกรรมที่บริษัทไทยน้ำทิพย์จัดขึ้นเพื่อเชิญชวนเยาวชนตั้งแต่นักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย อาชีวศึกษา จนถึงนักศึกษาระดับปริญญาตรีร่วมส่งผลงานการออกแบบโลโก้เข้าร่วมประกวด เพื่อเปิดโอกาสและสนับสนุนความสามารถของเยาวชนไทยในด้านศิลปะและการออกแบบที่สามารถนำไปต่อยอดและใช้ได้จริงในเชิงธุรกิจการตลาดและการพาณิชย์ และเพื่อเป็นการตอกย้ำความสามารถของเยาวชนไทยให้เป็นที่ยอมรับในวงกว้าง และเฉิดฉายออกสู่สายตานานาชาติมากยิ่งขึ้น ซึ่งหนึ่งในรางวัลของกิจกรรมครั้งนี้ คือไทยน้ำทิพย์จะนำโลโก้ของผู้ชนะเลิศไปใช้เพื่อเป็นโลโก้ครบรอบ 60 ปี และใช้ในสื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์ตลอดปี 2562

ทั้งนี้ น้องๆ ทั้ง 7 คน ที่ชนะการออกแบบโลโก้ครบรอบ 60 ปี ไทยน้ำทิพย์และได้รับรางวัลทุนการศึกษา พร้อมเกียรติบัตรแทนคำขอบคุณจากบริษัทฯ มูลค่ารวม 2 แสนบาท ได้แก่ รางวัลชนะเลิศ ได้รับเงินสดมูลค่า 100,000 บาท คือ นายจักรภัทร ทาจันทร์คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต จากจังหวัดปทุมธานี รางวัลรองชนะเลิศได้รับเงินสดมูลค่า 50,000 บาท คือ นางสาวจิรัชญา ยันตกิจ โรงเรียนมัธยมวัดนายโรง จากกรุงเทพมหานคร รางวัลชมเชย จำนวน 5 รางวัล ได้รับเงินสดมูลค่ารางวัลละ 10,000 บาท รวม 50,000 บาท ได้แก่ นายจิรภัทรจตุรภัทรพงศ์ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จากจังหวัดสงขลา นายภานุวัตน์ สุนทโรทัยคณะดิจิทัลมีเดีย มหาวิทยาลัยศรีปทุม จากกรุงเทพมหานคร นางสาวพรกมล ภิรมย์น้อย คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา จากจังหวัดชลบุรี นางสาวพศิกาปฐมวงศ์ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร จากจังหวัดลำปาง และ นางสาววราพร รัตนคันฉ่องคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง จากกรุงเทพมหานคร

5 นักวิจัยหญิงคว้าทุน ‘เพื่อสตรีในงานวิทยาศาสตร์’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/370926

5 นักวิจัยหญิงคว้าทุน ‘เพื่อสตรีในงานวิทยาศาสตร์’

5 นักวิจัยหญิงคว้าทุน ‘เพื่อสตรีในงานวิทยาศาสตร์’

วันพฤหัสบดี ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

อรอนงค์ ประทักษ์พิริยะ

เพื่อเดินหน้าโครงการทุนวิจัย “เพื่อสตรีในงานวิทยาศาสตร์” บริษัท ลอรีอัล (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมกับสำนักเลขาธิการแห่งชาติ ว่าด้วยการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) จัดงานแถลงข่าวโครงการทุนวิจัยลอรีอัลประเทศไทย ภายใต้หัวข้อ “เพื่อสตรีในงานวิทยาศาสตร์” (For Women in Science) ประจำปี 2561 ประกาศรายชื่อ 5 นักวิจัยสตรี ผู้มีผลงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่โดดเด่นสาขาวิทยาศาสตร์กายภาพและสาขาวิทยาศาสตร์ชีวภาพ พร้อมมอบทุน 250,000 บาท เพื่อสานต่อการสนับสนุนงานด้านการค้นคว้าและวิจัยเพื่อนำไปสู่การพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน ณ ห้องแกรนด์ บอลรูมโรงแรมแกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ

อรอนงค์ ประทักษ์พิริยะ ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กรและองค์กรสัมพันธ์ บริษัท ลอรีอัล (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า โครงการทุนวิจัยลอรีอัล ประเทศไทย “เพื่อสตรีในงานวิทยาศาสตร์” (For Women in Science) ดำเนินการมาแล้วกว่า 16 ปี เพื่อผลักดันนักวิจัยสตรีของไทยให้เดินหน้าสร้างผลงานการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งในปีนี้โครงการได้เห็นผลงานอันโดดเด่นจากนักวิจัยสตรีหลากหลายผลงาน จนได้มาซึ่งผลงานทางวิทยาศาสตร์ที่โดดเด่นจากนักวิจัยสตรี5 คน แบ่งเป็นสาขาวิทยาศาสตร์ชีวภาพ และสาขาวิทยาศาสตร์กายภาพ โดยมอบทุนวิจัยทุนละ250,000 บาท ให้กับนักวิจัยสตรีที่อายุระหว่าง 25-40 ปี ที่ล้วนมุ่งพัฒนาทั้งด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเราเชื่อว่าองค์ความรู้จากผลงานวิจัยที่ทรงคุณค่าเหล่านี้จะสามารถนำไปต่อยอดในการพัฒนาประเทศและโลกของเราได้ต่อไป


ดร.เบนโน โบเออ

ปัจจุบันโครงการทุนวิจัยลอรีอัล “เพื่อสตรีในงานวิทยาศาสตร์”มีนักวิจัยสตรีที่ได้รับการสนับสนุนภายใต้โครงการนี้มากกว่า 3,122 คน จาก 117 ประเทศทั่วโลก ในประเทศไทย โครงการทุนวิจัยลอรีอัล ประเทศไทย “เพื่อสตรีในงานวิทยาศาสตร์” ได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 16 สำหรับในปีนี้ได้มีการปรับสาขาในการเปิดรับสมัครเหลือ 2 สาขา แต่ครอบคลุมวิทยาศาสตร์ทุกแขนงมากยิ่งขึ้น ได้แก่ สาขาวิทยาศาสตร์ชีวภาพ และสาขาวิทยาศาสตร์กายภาพ และได้มีการปรับเปลี่ยนวิธีการรับสมัครและพิจารณาทุนวิจัย ด้วยการรับสมัครผ่านทางออนไลน์ทั้งหมด เพื่อให้สอดคล้องกับยุคสังคมดิจิทัล โดยตลอดระยะเวลาดำเนินโครงการในประเทศไทย มีนักวิจัยสตรีไทยที่ได้รับทุนสนับสนุนจากโครงการนี้รวมแล้วทั้งสิ้น 69 คน

ทั้งนี้ ผลงานวิจัยแต่ละหัวข้อที่ได้รับทุนวิจัยต้องผ่านการคัดเลือกที่คำนึงถึงความยั่งยืนต่อสังคมและประเทศชาติเป็นหลัก นอกเหนือจากนั้นแล้วคุณค่าของงานวิจัยที่จะสร้างประโยชน์แก่สังคม กระบวนการวิจัยที่ถูกต้องและเหมาะสมกับวัตถุประสงค์ของโครงการ รวมไปถึงจริยธรรมในการทำงานของนักวิจัย และต้องเป็นที่ยอมรับในวงการนักวิจัยก็จำเป็นต้องได้รับการพิจารณาอย่างถี่ถ้วนโดยผู้ทรงคุณวุฒิในวงการวิทยาศาสตร์จากสาขาต่างๆ ของประเทศไทยเช่นกัน


ดร.จันทร์เจ้า ล้อทองพานิชย์

ด้าน ดร.เบนโน โบเออ หัวหน้าฝ่ายวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ องค์การยูเนสโก กรุงเทพฯ กล่าวว่า ผลการศึกษาของประเทศไทยนับเป็นอีกหนึ่งประเทศที่มีสตรีจำนวนมากในสายงานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยทางด้านวิทยาศาสตร์มีนักวิจัยสตรีถึง 53 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่สูงเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ในเอเชียและมั่นใจว่า โครงการทุนวิจัยลอรีอัล ประเทศไทย “เพื่อสตรีในงานวิทยาศาสตร์” จะเป็นหนึ่งในโครงการ ที่ช่วยส่งเสริมให้นักวิจัยสตรีดำเนินงานอย่างเต็มศักยภาพ และเป็นหนึ่งในกำลังสำคัญที่เป็นกำลังใจให้สนับสนุนให้ประเทศไทยมีสตรีนักวิทยาศาสตร์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

สำหรับ 5 นักวิจัยสตรีผู้มีผลงานอันโดดเด่นที่ได้รับทุนโครงการประจำปี 2561จาก 2 สาขา ได้แก่ สาขาวิทยาศาสตร์ชีวภาพ คือ ดร.จันทร์เจ้า ล้อทองพานิชย์ จากศูนย์ความเป็นเลิศทางงานวิจัยสเต็มเซลล์ของศิริราช คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล กับผลงานวิจัยหัวข้อ “การเพิ่มอัตราการผลิตเกล็ดเลือดจากเซลล์ต้นกำเนิดเพื่อประโยชน์ทางการรักษาผู้ป่วยเกล็ดเลือดพร่อง” ผศ.ภญ.ดร.วริษา พงศ์เรขนานนท์ จากภาควิชาเภสัชวิทยาและสรีรวิทยา คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กับผลงานวิจัยหัวข้อ “การศึกษาบทบาทของโปรตีน CAMSAP ต่อความรุนแรงของเซลล์มะเร็งปอด” และ ดร.วิรัลดาภูตะคาม จากห้องปฏิบัติการวิจัยจีโนม ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ กับผลงานวิจัยหัวข้อ “การศึกษากระบวนการตอบสนองของปะการังต่อการเพิ่มอุณหภูมิของน้ำทะเลและการประเมิน ความหลากหลายทางพันธุกรรมของปะการังในน่านน้ำไทยเพื่อการอนุรักษ์และฟื้นฟูระบบนิเวศใต้ท้องทะเลอย่างยั่งยืน”


ผศ.ภญ.ดร.วริษา พงศ์เรขนานนท์

ด้านสาขาวิทยาศาสตร์กายภาพ คือ ดร.จุฬารัตน์ วัฒนกิจ จากสำนักวิชาวิทยาการพลังงาน สถาบันวิทยสิริเมธี กับผลงานวิจัยหัวข้อ “การสังเคราะห์สารอิแนนทิโอเมอร์และการแยกไครัลโมเลกุลด้วยเทคนิคทางเคมีไฟฟ้าบนขั้วโลหะเคมีไฟฟ้า” และผศ.ดร.สุรภา เทียมจรัส จากห้องปฏิบัติการวิจัยเทคโนโลยีเพื่อการฟื้นฟูและอำนวยความสะดวก ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) กับผลงานวิจัยหัวข้อ “ระบบเซ็นเซอร์อัจฉริยะสำหรับสนับสนุนการดูแลผู้สูงอายุและผู้ป่วย”

ดร.จันทร์เจ้า ล้อทองพานิชย์ ผู้ได้รับทุนสาขาวิทยาศาสตร์ชีวภาพ กล่าวถึงงานวิจัยว่า เกล็ดเลือดคือส่วนประกอบสำคัญที่ช่วยทำให้เลือดแข็งตัวเมื่อมีบาดแผล ช่วยอุดรอยฉีกขาดของเส้นเลือด ในปัจจุบันมีผู้ป่วยที่ต้องได้รับเกล็ดเลือดเพื่อการรักษาเนื่องจากไขกระดูกสร้างได้น้อยรวมถึงผู้ป่วยที่สูญเสียเกล็ดเลือดจำนวนมากจากการเสียเลือดจากการผ่าตัดและอุบัติเหตุ ซึ่งสภาวะเลือดคงคลังของโรงพยาบาล รวมทั้งสภากาชาดไทยนั้นมีอยู่จำกัด โดยเฉพาะช่วงที่มีการระบาดของไข้เลือดออก หรือช่วงเทศกาลที่มีการเดินทางที่เสี่ยงต่ออุบัติเหตุ นั่นจึงเป็นเหตุผลให้เริ่มทำการวิจัยการเพิ่มอัตราการผลิตเกล็ดเลือดจากเซลล์ต้นกำเนิดเพื่อประโยชน์ทางการรักษาผู้ป่วยเกล็ดเลือดพร่อง ซึ่งจะเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหานี้และตอบสนองความต้องการของผู้ป่วยที่ต้องได้รับเกล็ดเลือดอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน


ดร.วิรัลดา ภูตะคาม

ดร.วิรัลดา ภูตะคาม ผู้ได้รับทุนสาขาวิทยาศาสตร์ชีวภาพ กล่าวถึงรายละเอียดงานวิจัยว่า แนวปะการังเป็นระบบนิเวศที่มีความสำคัญใน
ท้องทะเล เป็นทั้งแหล่งอาหาร ที่อาศัย ที่หลบภัยของสัตว์น้ำหลากหลายชนิด มีประชากรกว่าหลายล้านคนบนโลกที่อาศัยพึ่งพาประโยชน์จากแนวปะการังและมีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงมาก การเปลี่ยนแปลงของสภาวะภูมิอากาศโลก โดยเฉพาะการเพิ่มอุณหภูมิของน้ำทะเล เป็นปัจจัยคุกคามที่ทำลายแนวปะการังหลายแห่งทั่วโลกซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศทางทะเลอย่างมาก จึงเป็นที่มาของการศึกษากระบวนการตอบสนองของปะการังต่อการเพิ่มอุณหภูมิของน้ำทะเลและการประเมินความหลากหลายทางพันธุกรรมของปะการังในน่านน้ำไทย เพื่อการอนุรักษ์และฟื้นฟูระบบนิเวศใต้ท้องทะเลอย่างยั่งยืน ด้วยการวิจัยเก็บตัวอย่างปะการังที่กระจายอยู่ในอ่าวไทยและทะเลอันดามัน มาสกัดดีเอ็นเอเพื่อใช้ในการเพิ่มจำนวนชิ้นส่วนของดีเอ็นเอบาร์โค้ดและประเมินความหลากหลายทางพันธุกรรม ควบคู่ไปกับการสกัดอาร์เอ็นเอเพื่อใช้ในการเปรียบเทียบระดับการแสดงออกของยีนในปะการังระหว่างสภาวะอุณหภูมิน้ำทะเลสูง เทียบกับสภาวะอุณหภูมิปกติ พร้อมกับเปรียบเทียบการแสดงออกของยีนระหว่างปะการังโคโลนีที่ทนร้อนและโคโลนีที่ฟอกขาวรุนแรงในช่วงที่อุณหภูมิน้ำสูงขึ้น

ผศ.ดร.สุรภา เทียมจรัสผู้ได้รับทุนวิจัยสาขาวิทยาศาสตร์กายภาพ กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญหน้ากับสถานการณ์ที่ประชากรอายุ 60 ปีและมากกว่าเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งประชากรสูงอายุมีความต้องการบริการด้านสุขภาพทั้งในการป้องกัน การรักษาและการฟื้นฟูอย่างมาก แต่รัฐบาลอาจไม่สามารถให้บริการได้อย่างครอบคลุม นอกจากนี้สัดส่วนที่เพิ่มขึ้นของประชากรสูงอายุต่อจำนวนประชากรวัยทำงาน ยังจะส่งผลทำให้เกิดปัญหาการขาดแคลนผู้ดูแล ดังนั้น การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาเพื่อสนับสนุนการเฝ้าระวังและดูแลผู้สูงอายุจึงเป็นสิ่งจำเป็น จึงได้ศึกษาพัฒนาเพื่อนำเทคโนโลยีโครงข่ายเซนเซอร์ร่างกายและไอโอที (Internet of Things; IoT) มาใช้สนับสนุนระบบการดูแลผู้สูงอายุในประเทศไทยเริ่มต้นจากการศึกษาความต้องการของผู้ใช้จากผู้ดูแลผู้ป่วย และผู้สูงอายุจากหลายๆแหล่ง เพื่อนำมาพัฒนาอุปกรณ์และระบบสำหรับเฝ้าระวังตรวจจับ ป้องกัน และแก้ไขปัญหาสุขภาพที่พบบ่อยในผู้สูงอายุ เช่น ปัญหาแผลกดทับและการลื่นหกล้ม เซ็นเซอร์อัจฉริยะขนาดเล็กจะคอยเฝ้าระวังผู้สวมใส่และแจ้งเตือนไปยังผู้ดูแลหากมีเหตุการณ์ไม่พึ่งประสงค์เกิดขึ้น หรือผู้สวมใส่อยู่ในสภาวะที่มีความเสี่ยง เพื่อให้ผู้ดูแลสามารถเข้าช่วยเหลือได้ทันท่วงที


ผศ.ดร.สุรภา เทียมจรัส


ดร.จุฬารัตน์ วัฒนกิจ

“ผู้กองมนัส” แทงกั๊กซบ “พลังประชารัฐ” ชูปรองดอง สลายสี สามัคคีเพื่อชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/559286

  • วันที่ 31 ก.ค. 2561 เวลา 07:31 น.

"ผู้กองมนัส" แทงกั๊กซบ "พลังประชารัฐ" ชูปรองดอง สลายสี สามัคคีเพื่อชาติ

เปิดใจ “ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า” ที่กำลังเนื้อหอมในวงการการเมือง และเป็นที่จับตาของทุกกลุ่ม

**************************

โดย…อักษรา ปิ่นนราสกุล

เมื่อการเมืองเริ่มมีการขยับฟันเฟืองจากส่วนกลาง ย่อมส่งผลกระทบถึงระบบฟันเฟืองรอบๆ ทั่วประเทศ บุคคลที่เป็นคีย์แมนทางการเมือง พรรคการเมือง มีการขยับและขับเคลื่อนไปตามๆ กัน จะกล่าวถึงคีย์แมนทางการเมือง หรือบุคคลที่เป็นกุญแจสำคัญทางการเมืองในขณะนี้

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานมูลนิธิธรรมนัสพรหมเผ่าเพื่อการกุศล ลูกหลานเมืองพ่อขุนงำเมือง คนพะเยาโดยกำเนิด กำลังเนื้อหอมในวงการการเมือง และเป็นที่จับตาของทุกกลุ่มอย่างไม่อาจละสายตา และหลายฝ่ายวิเคราะห์ว่า ในอนาคต “พะเยา” อาจจะเติบโตดังเช่น สุพรรณบุรี หรือบุรีรัมย์ จากสายสัมพันธ์ทางการเมืองกับนักการเมืองทุกพรรคการเมือง ผู้ใหญ่ ผู้มากบารมีในแวดวงการเมือง แวดวงธุรกิจ รวมทั้งผู้ใหญ่ใจดีในกระทรวง กรม กองต่างๆ ล้วนไม่มีใครไม่รู้จัก “ผู้กองนัส” ดังนั้นสปอตไลต์ในสนามการเมือง ถนนทุกสายมุ่งมาที่ผู้กองทุกฝีก้าว

ร.อ.ธรรมนัส เปิดเผยมุมมองทางการเมืองว่า การเมืองศตวรรษใหม่ต้องก้าวข้ามความขัดแย้ง โดยส่วนตัวการเมืองในศตวรรษใหม่ในทัศนคติของตัวเอง เป็นสิ่งที่ควรก้าวข้ามความขัดแย้ง ทำอะไรก็ได้ที่ทำให้ประเทศไทยเดินหน้าได้ หลีกเลี่ยงจากการปะทะ หลีกเลี่ยงจากความแตกแยก เมื่อแตกแยกกันเกิดอะไรขึ้นไม่มีเลย ประชาชนยังทุกข์ยากเหมือนเดิม นักธุรกิจเอสเอ็มอีล้มหายจากวงการหมด ไม่อยากเห็นภาพอย่างนั้น

“ได้เดินหน้าทำการเมืองใหม่ โดยการรวมกลุ่มของพลังเล็กๆ ในแต่ละจังหวัดของกลุ่มคนในพื้นที่นั้นๆ รวมตัวกันเข้มแข็ง แล้วเชื่อมโยงรวมตัวเป็นพลังใหญ่ในภายหลัง เป็นแนวคิดและการทำการเมืองของผมในขณะนี้ ซึ่งผมมีความตั้งใจว่า ผมจะทำที่บ้านเกิด (พะเยา) ของผมก่อน บ้านเกิดของผม ซึ่งผมมองว่านักการเมืองรุ่นเก่าๆ ควรจะเลิกได้แล้ว หมายถึงการพักผ่อน แล้วเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่มาทำงานการเมือง”

ประธานมูลนิธิธรรมนัสฯ แสดงความเห็นด้วยว่า นักการเมืองรุ่นเก่าที่ผ่านมา อาจไม่ได้ทำประโยชน์ให้แก่บ้านเมืองเท่าที่ควร ไม่ได้หมายถึงใครแต่ควรให้นักการเมืองคนรุ่นใหม่ ที่มีความคิดนำความเจริญมาสู่ จ.พะเยา ให้ได้มีบทบาทโอกาส ด้วยการเป็นตัวแทนพี่น้องประชาชนสู่สภาใหญ่

นอกจากนี้ การเมืองระดับท้องถิ่นเช่นกัน ควรให้โอกาสคนรุ่นใหม่ ที่มีความตั้งใจ มีวิสัยทัศน์กว้างไกล ไปปกครองบ้านปกครองเมือง ดังนั้นการเมืองในศตวรรษใหม่ในทัศนคติของตัวเอง “เราต้องเปลี่ยน ก้าวข้ามความแตกแยก นำความสุขความเจริญมาให้พี่น้องอย่างยั่งยืน” แต่ละจังหวัดมีกลุ่มพลังของตัวเอง เป็นกลุ่มพลังที่ขับเคลื่อนการเมืองตั้งแต่ระดับท้องถิ่นถึงระดับชาติ

สำหรับการเมืองระดับชาติ ตอนนี้พยายามติดต่อเพื่อนร่วมอุดมการณ์ที่รักบ้านเมือง ในหลายจังหวัดทางภาคเหนือว่า น่ารวมกลุ่มกัน สร้างอุดมการณ์ของตัวเอง เช่นอย่าง จ.ลำปาง เขาจะมีกลุ่มพลังลำปาง กลุ่มแพร่ก็มีกลุ่มพลังแพร่ กลุ่มน่านก็มีกลุ่มพลังน่าน ส่วนกลุ่ม “พลังพะเยา” หมายความว่า รู้จักสำนึกรักบ้านเกิดของตัวเอง มีความเสียสละเพื่อบ้านเมืองมาพัฒนาบ้านเมือง ส่วนคนที่มีความพร้อมในความรู้ ฐานะการเงิน มาจับมือกันสร้างบ้านแปงเมืองอย่างที่ตัวเองตั้งใจไว้

“ในเรื่องของการตั้งพรรคการเมือง ไม่ใช่เรื่องง่าย ดังนั้นผมสร้างแต่ละท้องถิ่นก่อน โดยรวมตัวในกลุ่มของเราให้เป็นพลังของแต่ละจังหวัดก่อน และเมื่อถึงเวลาเป่านกหวีดปุ๊บ เราก็มารวมกัน ยกตัวอย่าง จังหวัดทางภาคเหนือเรามี 16 จังหวัด ถึงเวลาเรารวมตัวของกลุ่มแต่ละจังหวัดมารวมเป็นหนึ่ง ส่วนการเป็นหนึ่งจะเป็นพรรคการเมืองหรือไม่เป็นพรรคการเมืองเดี๋ยวค่อยว่ากัน”

ทั้งนี้ ส่วนกระแสว่า ร.อ.ธรรมนัส อาจเข้าร่วมกับ “พลังประชารัฐ” ประเด็นนี้ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวสวนกลับว่า จริงแล้ว กระแสเรื่องพลังประชารัฐเป็นกระแสที่ดังและแรงมากในยุคนี้ ซึ่งพรรคพลังประชารัฐ ในเวลานี้ยังไม่เป็นรูปธรรม เป็นเพียงแต่วจีที่มีการกล่าวออกมาว่าเป็นพรรคที่กลุ่มพี่น้องทหารทำกัน แต่ในข้อเท็จจริงแล้วยังไม่ได้เกิดขึ้น แต่ว่าการรวมตัวกันของแต่ละกลุ่มก็ยังเป็นการรวมตัวที่เป็นสัญลักษณ์เท่านั้นเอง

ผู้กองนัส ยังมองเทียบเคียงย้อนไปถึงการปฏิวัติปี 2549 สู่การเมืองในปัจจุบันว่า การเมืองในช่วง 12 ปี ตั้งแต่ปฏิวัติครั้งปี 2549 จนถึงปัจจุบัน การเมืองบ้านเราอยู่กับความแตกแยก ทำให้ประเทศชาติถอยหลังทุกเรื่อง สาเหตุที่ทำให้คนไทยจับอาวุธมาห้ำหั่นกันเองมาจากเรื่องการเมืองทั้งนั้น

ขณะเดียวกัน สังคมทราบอยู่แล้วว่า กลุ่มบุคคลเหล่านี้ทำให้บ้านเมืองเกิดความแตกแยก ขาดความรัก ความสมานสามัคคีกัน จนทำให้เราต้องใช้พื้นที่ในเขตกรุงเทพมหานครเป็นสมรภูมิรบกัน ห้ำหั่นกัน คนไทยหลายชีวิตต้องเอาชีวิตไปทิ้งที่นั่น มีคนไทยที่เดินทางมาจากต่างจังหวัดเอาชีวิตไปจบไว้ที่นั่น แม้กระทั่งนักต่อสู้ประชาธิปไตย และอีกหลายท่านจบชีวิตในห้องขัง

“ผมคิดว่ามันถึงเวลาแล้วที่บ้านเมืองเราจะต้องเดินหน้า เราเลิกทะเลาะกัน การเมืองไม่ควรจะมีสีต่างๆ ธงชาติไทยมีสามสีที่สง่างาม เสาหลักเราทั้งสามสถาบันคือเสาหลักที่ค้ำบ้านค้ำเมืองให้เดินต่อไปได้” ผู้กองธรรมนัส คาดหวัง

ผู้กองธรรมนัส กล่าวทิ้งท้ายถึงการเมืองไทย พร้อมยกตัวอย่างการช่วยเหลือ 13 หมูป่าฯ ทำให้เห็นว่าคนไทยมีใจรักและเป็นห่วงกัน การเมืองควรเป็นเช่นการรวมใจช่วยเหลือ 13 หมูป่า คนไทยยามมีภัยมีสงครามจะสามัคคีกัน แต่พอบ้านเมืองสงบเรารบกันเอง ตัวอย่างที่เราเห็นได้ชัด คือ กลุ่มที่คนไทยทั้งประเทศต่างก็รวมใจเป็นหนึ่งเดียวกัน ที่ช่วยเหลือน้องๆ หมูป่าอะคาเดมี่ทั้ง 13 ชีวิต นั่นหมายความว่า ยามบ้านเมืองวิกฤตคนไทยจะสามัคคีกัน ส่วนตัวเชื่อว่า ปัจจุบันเวลานี้บ้านเมืองเรามีวิกฤตทางการเมือง เราควรสามัคคีกัน

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นการเมืองยุคใหม่ กลุ่มใด สิ่งเดียวที่สำคัญอย่างยิ่งยวด คือ “ความรัก สมัครสมาน สามัคคี โดยยึดผลประโยชน์ของชาติ ประชาชน” เป็นที่ตั้ง โดยการยึดโยงและค้ำจุนของ 3 สถาบันหลัก “ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์”

“เศรษฐกิจชีวภาพ” ขับเคลื่อนประเทศจากความหลากหลาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/559196

  • วันที่ 30 ก.ค. 2561 เวลา 10:30 น.

"เศรษฐกิจชีวภาพ" ขับเคลื่อนประเทศจากความหลากหลาย

เศรษฐกิจชีวภาพจะสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจควบคู่ไปกับความยั่งยืนของทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมของชาติ

*********************************

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

เศรษฐกิจชีวภาพ หรือ Bioeconomy กำลังจะเกิดขึ้นในประเทศไทย ด้วยคำยืนยันจาก สุวิทย์ เมษินทรีย์ รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โต้โผใหญ่ของแนวคิดนี้ที่เชื่อมั่นว่าจะเป็นทางออกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ และทำให้ทุกคนในสังคมมีส่วนร่วมกับเศรษฐกิจชีวภาพ

แต่เศรษฐกิจชีวภาพนั้นมีหน้าตาเป็นอย่างไร และเหมาะสมกับประเทศไทยแค่ไหนความสงสัยที่เกิดขึ้น จึงหนีไม่พ้นที่ต้องให้เจ้าของกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ อย่าง สุวิทย์มาให้คำตอบ

รมว.วิทยาศาสตร์ฯ อธิบายถึงบริบทที่เรียกว่า ต้นทุนของประเทศไทยไว้อย่างน่าสนใจว่า รัฐบาลต้องการสร้างความมั่งคั่ง และทำให้คนไทยพร้อมสำหรับการเดินเข้าสู่ศตวรรษที่ 21 เมื่อเรามองถึงบริบทของประเทศทำให้ต้องตระหนักว่า ไม่สามารถจะ “เก่ง” ไปทุกเรื่องเหมือนกับสหรัฐอเมริกา หรือจีนได้ เราจึงต้อง “เก่ง” ในสิ่งที่เราถนัด และต้นทุนหรือหน้าตักที่มีอยู่ และคำตอบก็คือเศรษฐกิจชีวภาพ เพราะประเทศไทยมีความหลากหลายทางชีวภาพอย่างมาก ทั้งพันธุ์พืช สัตว์ ความหลากหลายทางวัฒนธรรม นี่คือเสน่ห์และหน้าตักของเรา

ความหลากหลายดังกล่าวนำไปสู่การใช้อย่างไรก็ไม่หมดไปง่ายๆ แต่คำถามคือ เราจะต่อยอดจากสิ่งที่มีอยู่ได้อย่างไร เมื่อมองย้อนกลับไปเพื่อทบทวนก่อนนำไปสู่แผนงานอนาคต ก็พบว่าเราไม่ได้มองค่าของความหลากหลายอย่างที่ควรจะเป็น ไม่ได้เติมเต็มกลับเข้าไป และไม่ได้มีการจัดการอย่างเป็นระบบ

“อย่างเช่นที่คิวบา เขามุ่งไปด้านเดียว เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจคือด้านการแพทย์ คิวบาสร้างตัวตนให้เป็นอีกประเทศหนึ่งในโลกที่มีการแพทย์ดีที่สุด ส่งออกหมอการแพทย์ไปยังทั่วโลก”

สุวิทย์เสริมว่า เศรษฐกิจชีวภาพในประเทศไทยที่มีความหลากหลายทางชีวภาพ จึงถูกแบ่งออกเป็น 4 ด้านในการขับเคลื่อน คือ เกษตรกรรมอาหาร การแพทย์ พลังงานชีวภาพ และการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ทั้ง 4 ขาเศรษฐกิจชีวภาพจะทำให้คนไทยทุกคนมีส่วนร่วมกับเศรษฐกิจบนพื้นฐานที่เรามี ซึ่งทั้ง 4 ด้านที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจชีวภาพ มีรายละเอียด คือ

1.การเกษตรในทิศทางข้างหน้าจะต้องนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยเพื่อยกระดับไปสู่การเกษตรสมัยใหม่ ซึ่งเป็นการเกษตรที่จะใช้ข้อมูล ใช้เทคโนโลยี ใช้ทุกสิ่งที่มองเห็นภาพว่าแปลงการเกษตรคือ โรงงานแห่งหนึ่งรู้ว่าจะผลิตสิ่งใด ใช้ดินแบบไหนเป็นฟาร์มปิดที่สามารถควบคุมทุกอย่างได้ผ่านเทคโนโลยี เกษตรกรต้องก้าวไปจุดนั้น อีกด้านอาหาร ที่จัดอยู่ในหมวดหมู่เกษตร เราต้องการเป็นครัวโลกซึ่งอาหารในประเทศไทยมีมูลค่านับแสนล้านบาทจากการส่งออก แต่ที่ผ่านมาเรายังผลิตอาหารแบบทำมากได้น้อย และต้องปรับทิศทางเพื่อให้สอดรับกับการบริโภคของโลก ทั้งอาหารสำหรับผู้สูงอายุอาหารเสริมสุขภาพ ซึ่งอาหารก็มาจากการเกษตรบนพื้นฐานที่เรามีอยู่เดิม

2.ด้านสุขภาพและการแพทย์ เรามีศักยภาพด้านสมุนไพรที่ดีมากแห่งหนึ่งของโลก และสามารถสู้กับสมุนไพรของประเทศจีนได้อย่างสบายหากมีการจัดการที่ดี ทั้งการสกัด การปลูก และการจัดการที่ต้องใช้วิทยาศาสตร์มากขึ้น และการแพทย์จะต้องพัฒนาให้เป็นการแพทย์แม่นยำให้ได้ เพราะเรามีมหาวิทยาลัยที่ดี มีแพทย์ที่เก่งอยู่แล้ว และยังมีนักวิทยาศาสตร์ด้านการแพทย์อีกไม่น้อย ดังนั้น ต้องผลักดันให้เกิดขึ้นให้ได้

“บ้านเราเก่งด้านการแพทย์อยู่แล้ว เพราะมีโรงพยาบาลระดับโลกที่มีชื่อเสียง แต่โรงพยาบาลคือปลายน้ำ ต้นน้ำคือการผลิตยาชีวภาพขึ้นมาเอง เราต้องทำให้ได้ ผลิตยาที่ไม่ต้องใช้สารเคมี เพราะทิศทางโลกมันไปทางนั้นกันหมดแล้ว” สุวิทย์เสริม

3.พลังงานชีวภาพ ประเทศไทยมีผลผลิตทางการเกษตรจำนวนมาก แต่ยังถูกใช้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ โดยเฉพาะของเสียที่ไม่ได้เอามาใช้อย่างเต็มที่ ซึ่งของเสียจากอาหาร การเกษตรเป็นของเสียที่สามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้ อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะด้านพลังงานชีวภาพ

4.การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ประเทศไทยนับว่ามีเสน่ห์ด้านวัฒนธรรมของแต่ละท้องถิ่นอย่างมาก และเป็นต้นทุนที่สามารถต่อยอดในการท่องเที่ยวได้เป็นอย่างดี เพราะเทรนด์การเที่ยวต่อไปจะไม่ กระจุกอยู่ตามเมืองใหญ่ๆ แต่จะเป็นการท่องเที่ยวเพื่อเรียนรู้วิถี วัฒนธรรม และการท่องเที่ยวเชิงสิ่งแวดล้อม ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยมีให้บริการอยู่บ้าง แต่ก็น้อย ดังนั้นจะต้องผลักดันจุดนี้ให้เกิดขึ้น

ทั้งหมดที่เป็นต้นทุนทางชีวภาพของประเทศ รมว.วิทยาศาสตร์ฯ ชูความสำคัญว่าประเทศไทยมีความหลากหลายทางชีวภาพคิดเป็น 10 % ของทั้งโลก หากเทียบเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจก็สูงถึง 3 ล้านล้านบาทหรือ 21 % ของจีดีพี และโจทย์ต่อไปคือในอีก 5 ปีข้างหน้า ด้วยรูปแบบของเทคโนโลยี วิทยาศาสตร์ องค์ความรู้ จะต้องช่วยผลักดันมูลค่าตรงนี้ ให้ขยับขึ้นไปที่ 4.3 ล้านล้านบาท หรือ 25 % ของจีดีพีให้ได้

“ที่สำคัญคือทุกคนมีส่วนร่วมกับเศรษฐกิจชีวภาพ เพราะคนส่วนใหญ่คือเกษตรกร ผู้ประกอบการรายย่อยด้านอาหาร และการท่องเที่ยวก็มีมากมาย หรือวงการแพทย์เราก็มีผู้เชี่ยวชาญจำนวนมาก เศรษฐกิจชีวภาพจะไม่เหมือนกับอุตสาหกรรมทั้งหุ่นยนต์ การบิน เป็นต้นที่แม้ใช้เทคโนโลยีระดับสูง แต่คนส่วนใหญ่ของประเทศก็ไม่ได้ร่วมด้วย

ท้ายสุด รมว.วิทยาศาสตร์ฯ อย่างสุวิทย์สะท้อนภาพรวมอีกว่า รัฐบาลต้องการนำพาประเทศไทยก้าวเข้าไปสู่ไทยแลนด์ 4.0 ซึ่งด้านเศรษฐกิจจะมีขับเคลื่อนด้วย 3 วงกลมเศรษฐกิจสำคัญ คือ เศรษฐกิจขยายตัว เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจนวัตกรรม แต่เศรษฐกิจชีวภาพจะครอบคลุมร่วมวงกับทั้ง 3 วงล้อเศรษฐกิจหลัก

“เศรษฐกิจชีวภาพจะเป็นตัวสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจควบคู่ไปกับความยั่งยืนของทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมของชาติ เพราะทุกอย่างคือชีวภาพ และเป็นสิ่งที่บ้านเรามีอยู่แล้ว” สุวิทย์ กล่าวทิ้งท้าย

จับตาหลังปลดล็อก สู่ปรากฏการณ์ผึ้งแตกรัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/559082

  • วันที่ 29 ก.ค. 2561 เวลา 07:38 น.

จับตาหลังปลดล็อก สู่ปรากฏการณ์ผึ้งแตกรัง

“อิสสระ สมชัย” แกนนำพรรคประชาธิปัตย์ มองปรากฏการณ์กลุ่ม สามมิตรดูดอดีต สส.เข้าร่วมก๊วนเพื่อหนุนพรรค คสช.ฝันตั้งรัฐบาลอีกวาระ

**************************

โดย…ธนพล บางยี่ขัน

การรุกคืบของ “กลุ่มสามมิตร” กับการเดินสายตระเวนดูดอดีต สส.เข้าสังกัดพลังประชารัฐ ยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลงท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงความไม่เหมาะสมและสวนทางกับปฏิรูปที่ควรจะเป็น ตรงกันข้ามปฏิบัติการดูดยังคงทวีความรุนแรงและขยายวงกว้างไปยังหลายพื้นที่

สอดรับไปกับการลงพื้นที่จัดประชุม ครม.นอกสถานที่ของรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ล่าสุดที่ จ.อุบลราชธานี พร้อมมีมติเห็นชอบโครงการที่การประชุมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 2 เสนอราว 1 หมื่นล้านบาท

บรรยากาศฝุ่นตลบในพื้นที่ภาคอีสานซึ่งว่ากันว่าจะเป็นอีกสมรภูมิการเมืองที่ดุเดือดในการเลือกตั้งครั้งหน้าเริ่มสะท้อนให้เห็นการขับเคี่ยวของฝักฝ่ายต่างๆ ในเวลานี้

​​​อิสสระ สมชัย อดีต รมว.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์​รับผิดชอบดูแลพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ​ และอดีต สส.อุบลราชธานีหลายสมัย มองปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นตอนนี้ว่าทุกอย่างยังไม่มีความชัดเจน ต้องรอจนกว่าจะมีการปลดล็อกทางการเมือง

ทั้งนี้ ยังไม่สามารถบอกได้ชัดเจนว่าอดีต สส.คนไหนอยู่พรรคไหน หรือตัดสินใจย้ายไปไหน ยังเป็นคน “สองสัญชาติ” คือบางคนชาวบ้านรู้ทั้งบ้านทั้งเมืองแล้วว่ามีชื่อย้ายไปอยู่กับพรรคพลังประชารัฐ แต่เจ้าตัวยังบอกกับคนอื่นว่าเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย ​

“อย่างที่มีข่าวอดีต สส.ไปรับรอง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่มาประชุม ครม.ที่ จ.อุบลราชธานี เช่น สุพล ฟองงาม จนมีการฟันธงว่าไปพลังประชารัฐแน่แล้ว แต่แกยังบอกว่าเป็นสมาชิกเพื่อไทย มันเลยยังประเมินไม่ออก หรือพรรคชาติไทยพัฒนา หลังจาก ตุ่น จินตะเวช เสียชีวิตลูกสาวจะมาลงแทนทางพรรคชาติไทยพัฒนาก็เรียกไปคุย แต่ในพื้นที่ก็ว่าไปอยู่กับพลังประชารัฐเลยไม่มีความชัดเจนเป็นคนสองสัญชาติ”

อิสสระประเมินว่าในพื้นที่มีความหลากหลาย ประชาชนบางคนก็ “ยึดตัวบุคคล”​​ ต่อให้ย้ายไปพรรคไหนก็เลือก แต่บ้างก็ “ยึดพรรค” ถ้าคุณย้ายออกจากพรรคนี้จะไม่เลือก เพราะฉะนั้นถ้าจะให้ฟันธงตอนนี้เร็วเกินไป รอให้รัฐบาลเขาปลดล็อกชัดเจนจะได้รู้ใครอยู่กับเขาบ้าง

ทั้งนี้ ที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ บอกท่านไม่ดูดให้เมื่อยปาก แต่ว่าขณะเดียวกันคนในรัฐบาลของท่าน ​อย่าง​ที่มา จ.อุบลราชธานี สุพลซึ่งไม่ได้คุยกับนายกฯ แต่ทาง รมว.พาณิชย์​ ​ที่มีข่าวว่าจะไปเป็นเลขาธิการ หรือหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ เขาก็ยอมรับว่าไปพบกับสุพล ซึ่งมีนัยทางการเมือง

ตอนนี้ใน จ.อุบลราชธานี ต่างฝ่ายต่างก็ดูเชิงกันอยู่ เพราะเพื่อไทยเองก็มีหลายกลุ่ม ทั้งกลุ่ม สุพล เกรียง กัลป์ตินันท์ สิทธิชัย โควสุรัตน์ ​ว่าใครจะไปหรือไม่ไป บางคนมีพาวเวอร์เหนือพรรคไปไหนคนก็เลือก แต่บางทีพรรคก็มีอิทธิพลพอสมควร อย่างเพื่อไทยในอีสานซึ่งเวลานี้ความนิยมมีอยู่แต่ไม่เท่าเดิมส่วนจะลดลงขนาดไหนนั้นตอบไม่ได้

ในวันที่เพื่อไทยกำลังอ่อนแอลงจะเป็นโอกาสให้ประชาธิปัตย์ได้เพิ่มเก้าอี้ในพื้นที่อีสานหรือไม่ อิสสระ กล่าวว่า คิดว่าประชาธิปัตย์จะได้เก้าอี้เพิ่มขึ้นจากเดิม เห็นได้จาก​บรรดาอดีต สส.ของพรรคไม่มีใครขยับไปไหนแม้แต่คนเดียว แสดงว่ายังมั่นใจในฐานของตัวเองว่ายังใช้ได้ ​​

ส่วนกรณี​ วุฒิพงษ์ นามบุตร อดีต สส.อุบลราชธานี ของประชาธิปัตย์ ซึ่งมีภาพไปต้อนรับคณะที่มาประชุม ครม.ที่อุบลราชธานีนั้น เขาชี้แจงแล้วเพราะ หนึ่ง ได้รับเชิญจากทางจังหวัด สอง ตรงนั้นเป็นพื้นที่เขตเลือกตั้งเขาถ้าไม่ไปเดี๋ยวชาวบ้านจะว่าเพราะเป็นเจ้าของพื้นที่โดยมารยาทต้องไป และเมื่อนักข่าวไปถามตอนนั้นเขาก็ยังบอกว่าอยู่ประชาธิปัตย์ไม่ย้ายไปไหน

“คนนี้ผมยืนยันไม่ไปแน่นอน เพราะวุฒิพงษ์​เป็นหลาน คุณวิฑูรย์ นามบุตร ซึ่งเขารักษาฐานของเขาดีอยู่แล้ว ไม่ยอมเสียฐานแน่นอน คุณวิฑูรย์เองก็ไม่ไปไหนเจอกันวันก่อนก็ยังคุยเรื่องเราจะเตรียมเลือกตั้งยังไงในพื้นที่ภาคอีสานของประชาธิปัตย์ ไม่มีปรึกษาเรื่องขยับไปพรรคอื่น ไม่ไปแน่นอน”

ถามถึงแรงดูดจากพรรครวมพลังประชาชาติไทยของสุเทพ เทือกสุบรรณ ที่เริ่มขยับลงพื้นที่อีสานในช่วงเวลาที่ผ่านมา อิสสระ กล่าวทันทีว่า “ไม่มีทาง ถ้าจะดูดต้องดูดผมก่อนแล้ว เพราะผมเป็น กปปส. ซึ่งยืนยันว่าที่ทำ กปปส.ไม่ใช่เพื่อไปตั้งพรรคการเมือง เมื่อจบภารกิจก็กลับประชาธิปัตย์ และประกาศแล้วว่าเมื่ออยู่ประชาธิปัตย์ก็จะสนับสนุนอภิสิทธิ์ เป็นนายกฯ ส่วนจะได้หรือไม่ได้อีกเรื่องหนึ่งไม่มีทางเป็นอย่างอื่น”

อิสสระ เล่าให้ฟังว่า สุเทพไม่ได้มาชวนใครเลย ตอนจบภารกิจก็บอกให้กลับพรรค ในบรรดาพรรคการเมืองไม่มีพรรคไหนที่ดีที่สุดเท่ากับประชาธิปัตย์แล้ว ส่วนตอนที่มีข่าวสุเทพตั้งพรรคก็ติดตามจากข่าว ไม่เคยมีการเรียกใครไปคุย พวกเราก็ไม่มีใครลาออกจากพรรคสักคน

บางกระแสมองว่าที่ผ่านมาประชาธิปัตย์ขายยากในพื้นที่อีสานอาจเปลี่ยนแผนมาใช้พรรคของสุเทพ​เพื่อทำการเมืองในพื้นที่ภาคอีสานแทนนั้น อิสสระชี้แจงว่าเป็นไปได้ยากเพราะความนิยมในประชาธิปัตย์ในพื้นที่ยังมีอยู่ อย่างเขตของบุณย์ธิดา สมชัย ลูกสาว จะพบว่าตอนไปทำ กปปส.​ก็มีสีข้าว ไปช่วยเรี่ยไรเงินไปช่วย ซึ่งเขาไม่ได้ตั้งใจจะเคลื่อนไหวเพื่อไปตั้งพรรค แต่จะไปล้มระบอบทักษิณ

ทั้งนี้ ยอดสมาชิกพรรคใน จ.อุบลราชธานี มีถึง 2.4 แสนคน ไม่ใช่เพิ่งจะมาเป็นสมาชิกช่วง กปปส. บางคนเป็นมานานแล้ว ​ดังนั้นตอนเลิก กปปส. ทุกคนก็กลับพรรคแต่อาจมีบางคนที่อารมณ์ค้างบอกไปตั้งพรรคเถอะ แต่สมาชิก 2.4 แสนคน เชื่อว่าไม่มีความคิดนั้น

อย่างไรก็ตาม ยอดสมาชิก 2.4 แสนคน ของ จ.อุบลราชธานี หรือ 2 ล้านคนทั่วประเทศนั้น ​ไม่สามารถกลับมายืนยันความเป็นสมาชิกพรรคได้ทั้งหมดในช่วงเวลาเพียงแค่หนึ่งเดือนต่อให้เทวดาก็ทำไม่ได้ เพราะไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ความเป็นสมาชิกพรรคก็เหมือนสามีภรรยา ​คุณจะอยู่ด้วยทะเบียนสมรสหรืออยู่ด้วยกันโดยไม่มีทะเบียนสมรสเหมือนเป็นสมาชิกแต่ไม่ยืนยันใน 30 วัน ขาดกันก็จริงแต่อยู่ด้วยกันแบบเหมือนผัวเมียอยู่ด้วยกันแต่ไม่มีทะเบียน

อิสสระเชื่อว่าหลังจากปลดล็อกให้พรรคทำกิจกรรมการเมืองได้ สามารถสมัครสมาชิกพรรคใหม่ได้ เชื่อว่าจะมีคนพร้อมจะมาสมัครสมาชิกใหม่อีกมาก ส่วนเรื่องข้อกำหนดต้องมีสาขาพรรคมีสมาชิก 500 คนนั้น สำหรับประชาธิปัตย์สามารถอธิบายกับประชาชนได้ไม่ยาก ต่างจากพรรคพลังประชารัฐจะไปอธิบายกับเขายังไง ทั้งเรื่องตัวบุคคลและนโยบาย

“ก่อนจะให้คนมาเป็นสมาชิกพรรคต้องทำกิจกรรมก่อน ต้องทำให้เขาเชื่อก่อนว่าคนในพรรคพลังประชารัฐจะมีใครบ้าง แต่ประชาธิปัตย์อยู่มา 70 กว่าปี บางคนเคยเอารูปถ่ายตั้งแต่สมัย ม.ร.ว.เสนีย์​ ปราโมช เป็นหัวหน้าพรรคมายืนยันความเป็นสมาชิก ดังนั้นแค่คำว่าประชาธิปัตย์คำเดียวก็อธิบายได้ แต่ถ้าพรรคอื่นก็ต้องอธิบายมากหน่อย”​

ส่วนพรรคของสุเทพจะมาแบ่งคะแนนกับประชาธิปัตย์ในพื้นที่อีสานมากน้อยแค่ไหนนั้น อดีตรองหัวหน้าพรรคภาคอีสานประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ความนิยมในตัวพรรคก็เรื่องหนึ่ง แต่คนทำงานในพื้นที่ขับเคลื่อนก็เป็นสิ่งจำเป็น เพราะจะเป็นคนเชื่อมประชาชนไปหาพรรคซึ่งเขาก็พยายามหาเพราะจะไม่มีก็ไม่ได้

ถามว่าในพื้นที่ภาคใต้มีข่าวว่ามีการดึงตัวอดีตผู้สมัครหรือประธานสาขาพรรคไปอยู่กับรวมพลังประชาชาติไทยในพื้นที่อีสานมีมากน้อยแค่ไหน อิสระ กล่าวว่า เป็นสิทธิของท่านไม่ว่าจะภาคใต้ ภาคเหนือ ภาคอีสาน อาศัยเรื่องความนิยม รัก นับถือส่วนตัว ​เป็นสิทธิที่ทำได้ขึ้นกับความพอใจ

“แต่อดีต สส.อีสานของประชาธิปัตย์ไม่มีใครไปสักคน ทั้งระบบเขตและบัญชีรายชื่อ ส่วนจะเป็นอดีตผู้สมัครซึ่งเคยสอบตกหากเขามองว่าไปตรงนู้นอาจมีโอกาสได้เป็นผู้แทนก็ห้ามไม่ได้เป็นสิทธิของเขา ​หากไปเราก็ต้องหาคนใหม่มาลงเพราะมีเป้าหมายส่งคนลงครบทุกเขต” ​

การเดินสายประชุม ครม.อัดฉีดเม็ดเงินลงพื้นที่ ล่าสุดที่ จ.อุบลราชธานี ที่เห็นชอบหลักการงบ 1 หมื่นล้านบาท จะกระตุ้นความนิยมให้รัฐบาล คสช.ได้มากน้อยแค่ไหนนั้น อิสสระ กล่าวว่า เป็นเพียงแค่การรับไว้ศึกษาคือต้องดูว่ามีความต้องการจริงไหม มีประโยชน์จริงไหมและไปดูว่ามีเงินไหม

“ไม่ใช่ประชุมวันเดียวแล้วโอเคหมด ผมเคยเป็นรัฐมนตรีมาก่อน พอเสนอมาก็รับไว้แล้วให้กระทรวงที่เกี่ยวข้องดูความเป็นไปได้ แล้วถามว่ากระทรวงคลังมีงบไหม อย่างที่อุบลราชธานีขอไปหมื่นล้าน ไม่ได้หมายความว่าจะได้ทั้งหมื่นล้าน ต้องรอดูไม่รู้จะทันเดือน ก.พ. 2562 หรือไม่”

ส่วนพรรคเพื่อไทยแชมป์เก่าในพื้นที่ภาคอีสาน ซึ่งกำลังถูกดูดต่อเนื่องจะทำให้การเลือกตั้งครั้งหน้าคะแนนกระจัดกระจายไปพรรคอื่นๆ มากน้อยแค่ไหนนั้น อิสสระกล่าวว่า ต้องรอดูผลการดำเนินการของกลุ่มสามมิตร ว่าเจาะได้มากมายแค่ไหน ทุกวันนี้พยายามเจาะ แต่ดูแล้วไม่ได้หัวโจกหรือได้เจ๋งๆ มาเท่าไร

“ต้องรอดูตอนปลดล็อกแล้ว​ ค่อยมาดูว่าผึ้งแตกรังจริงไหม ตอนนั้นค่อยมาว่ากันว่ามีผึ้งออกไปเยอะแค่ไหน นางพญาผึ้งออกไปไหม” อิสสระ กล่าว

**************************

ภาพประกอบจากแฟ้มภาพ

“ถอดบทเรียนภัยเรือล่ม” เร่งฟื้นความเชื่อมั่นท่องเที่ยวไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/558801

  • วันที่ 25 ก.ค. 2561 เวลา 20:30 น.

"ถอดบทเรียนภัยเรือล่ม" เร่งฟื้นความเชื่อมั่นท่องเที่ยวไทย

เหตุเรือนักท่องเที่ยวล่มกลางทะเลที่ภูเก็ตเป็นเรื่องที่หน่วยงานเกี่ยวข้องต้องนำมาถอดบทเรียนเพื่อฟื้นความเชื่อมั่นของการท่องเที่ยวไทยให้คืนกลับมา

*****************************

โดย…..ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

คณะกรรมาธิการ (กมธ.) การศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรมและการท่องเที่ยว สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และคณะอนุกมธ.ด้านการท่องเที่ยว ได้จัดเสวนาเรื่อง “ท่องเที่ยว ไทยเท่ เก๋ไก๋ สดใส ทุกที่” ณ บริเวณห้องโถง อาคารรัฐสภา 1

วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ รมว.การท่องเที่ยวและการกีฬา แสดงความเห็นว่า สถานการณ์ท่องเที่ยวปีนี้ในไตรมาสหนึ่ง มีนักท่องเที่ยวมากกว่าที่เคยมีมาในประวัติศาสตร์ และแนวโน้มก็จะมีมากขึ้น และการเข้ามาเกินกว่าครึ่งของนักท่องเที่ยว กระจุกอยู่ใน 20 เมืองหลักๆของไทย อาทิ กทม. ภูเก็ต ดังนั้น ต้องกระจายไปยังท่องเที่ยวเมืองรอง

ขณะเดียวกัน การส่งนักท่องเที่ยวไปเที่ยวเมืองรอง ต้องลดความเหลื่อมล้ำในพื้นที่ เช่น หากจำหน่ายอะไร วัตถุดิบก็ควรจะมาจากพื้นที่นั้น นอกจากนี้ ยังรวมไปถึงการท่องเที่ยวชุมชน ไม่ใช่แค่เที่ยวผ่านไปเท่านั้น อย่างไรก็ดี สิ่งหนึ่งที่เป็นสาระ คนเที่ยว เที่ยวด้วยความรู้สึก แต่การจัดท่องเที่ยวต้องทำด้วยความรู้

นอกจากนี้ สำคัญที่สุดเมื่อจำนวนนักท่องเที่ยวสูง แออัด ในบางพื้นที่ ไม่ใช่แค่ความปลอดภัย อาชญากรรม ภัยพิบัติเท่านั้น แต่ต้องรวมถึงสิ่งแวดล้อม ดังนั้น เรื่องความปลอดภัยต้องไม่ต่อรอง เพราะวันนี้จำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นมาก และประเทศไทยนั้นมีนักท่องเที่ยวหลากหลาย

“เราได้บรรยากาศการตื่นตัวขนาดนี้ไม่ได้ง่ายๆ เราต้องมาดูคุณภาพ ความรับผิดชอบ ไม่ว่าใครจะเข้าประเทศต้องซื้อประกัน เพื่อคุ้มครองภัย นักท่องเที่ยวเพิ่มความเสี่ยงตัวเอง ต้องซื้อประกันเพิ่ม เพื่อให้เป็นมาตรฐานทางระบบป้องกันภัย สิ่งที่ต้องเร่งทำ คือ มาตรฐานการใช้ เช่น เรือนักท่องเที่ยว มาตรฐานการท่องเที่ยวถ้ำ เรือภัตตาคาร การล่องแพ เพื่อทำงานอย่างมืออาชีพ”

ด้าน พงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา อยากเน้นเรื่องการมีส่วนร่วมจากภาคเอกชนต่อการปฏิบัติตามกฎหมายและมีธรรมาภิบาล คือ 1.ปฏิบัติตามกฎหมายเคร่งครัด2.ไม่หลอกลวงมีจิตบริการต่อนักท่องเที่ยว 3.เข้าระบบการทำธุรกิจให้ถูกกฎหมาย โดยเฉพาะผู้ประกอบการสีเทาที่ไม่ยอมเสียภาษี ก็ต้องเข้าสู่ระบบเสียภาษีให้ถูกต้อง

และ 4.ขอให้ทำธุรกิจด้วยความโปร่งใสและตรวจสอบได้ ขณะเดียว อยากฝากผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยว รวมถึงองค์กรภาคเอกชนต่างๆ ควรร่วมกันออกกฎในการปฏิบัติในการกำกับดูแลกันเอง หากไม่ทำตาม ก็ให้ขับไล่ เพราะถือเป็นหัวใจสำคัญของการท่องเที่ยว

ขณะที่ ยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ยืนยันว่า สถานการณ์การท่องเที่ยว 6เดือนแรก มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นโดยเฉพาะตลาดจีน แต่เมื่อเกิดเหตุเรือล่มในจ.ภูเก็ต สิ่งเป็นประเด็นปัญหาได้มีการแก้ไขสถานการณ์อย่างรวดเร็ว แต่อาจยังตอบโจทย์ และจากมีโอกาสพบผู้ประกอบการในจีนได้รับรายงานว่ามีการยกเลิกการจอง ส่วนใหญ่เป็นกรุ๊ปทัวร์ หรือขอเปลี่ยนสถานที่ท่องเที่ยวซึ่งไม่ใช่ทะเล

“ททท. พยายามเร่งสร้างความเข้าใจ ความเชื่อมั่น และมาตรการความปลอดภัยต่างๆ ไม่ใช่เฉพาะนักท่องเที่ยวจีนเท่านั้น แต่ต้องรวมถึงนักท่องเที่ยวจากชาติต่างๆด้วย เราติดตามสถานการณ์เดือนส.ค. จะส่งผลกระทบหรือไม่อย่างไร แต่การไม่เชื่อมั่นมีหลายสาเหตุ สุดท้ายเป็นความรู้สึก และโซเชียลมีการนำเสนอบางส่วนไม่ใช่ข้อเท็จจริงทั้งหมด ซึ่งส่งผลต่อความรู้สึกนักท่องเที่ยวจีน เราพยายามสร้างความเชื่อมั่น และเรายังให้ความสนใจทุกเรื่องเสมอ”

พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว กล่าวว่า วันนี้นักท่องเที่ยวมีจำนวนมากที่อาศัยประเทศไทย โดยใช้วีซ่าเข้ามาทำงาน แล้วบางส่วนเข้ามาประกอบอาชญากรรม โดยในปี 2558 ในเรื่องของทัวร์ศูนย์เหรียญ รัฐบาลได้ดำเนินการปราบปรามอย่างจริงจัง ทำให้ทุกวันนี้ไม่มีทัวร์ศูนย์เหรียญหลงเหลือ ส่งผลให้ปี 2559 ประเทศไทยสามารถจัดเก็บภาษีจากการประกอบธุรกิจการท่องเที่ยวได้ถึง 6 พันกว่าล้านบาท ขณะที่ ปี 2560 เพิ่มขึ้น 1 หมื่นล้านบาท

“ผมยืนยันว่านโยบายของนายกรัฐมนตรีในการปราบปรามเรื่องทัวร์ศูนย์เหรียญถือว่ามาถูกทางแล้ว ส่วนกรณีจ.ภูเก็ตจะต้องมีการบังคับใช้กฎหมายในทุกมิติ สร้างความปลอดภัยในทุกด้าน ทั้ง เรือ รถบัส โดยวันนี้กรมเจ้าท่าได้มีการลงไปตรวจเรือทุกชนิดที่มีอยู่กว่า 400 ลำ เบื้องต้นตรวจเรือแล้ว 100 กว่าลำ พบว่าผิดมาตรฐาน 26 ลำ ก็จะไม่ให้ออกทะเล เพื่อให้รัฐบาลจีนเห็นถึงความเข้มข้นของมาตรการความปลอดภัย”

อย่างไรก็ตาม จากนี้ในการปล่อยเรือออกทะเลแต่ละครั้ง จะต้องมีเจ้าท่ารวมกับตำรวจท่องเที่ยวทำหน้าปล่อยเรือออกสู่ทะเล ส่วนการดำเนินคดี การจับกุมผู้กระทำผิดในเรื่องทัวร์ศูนย์เหรียญจากเดิม คนต่างชาติสวมบัตรเพื่อเข้ามาทำธุรกิจ ตอนนี้ได้ปรับเปลี่ยน คนต่างชาติยังอยู่ต่างประเทศ แล้วให้คนไทยเป็นนอมินี วันนี้ก็จะจัดการทั้งนอมินีและเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้อง

ไขมันทรานส์อันตราย แต่ประเทศไทยพบน้อย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/558656

  • วันที่ 24 ก.ค. 2561 เวลา 16:08 น.

ไขมันทรานส์อันตราย แต่ประเทศไทยพบน้อย

อาหารที่มีการระบุหน้าซองว่ามีไขมันทรานส์ 0% อาจทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิดคิดว่ากินอาหารชนิดนั้นได้มาก แต่ที่จริงแล้วยังมีไขมันอิ่มตัวในปริมาณสูง

***********************

โดย…นิติพันธุ์ สุขอรุณ

หมายเหตุ :สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) สถาบันโภชนาการมหาวิทยาลัยมหิดลและเครือข่ายคนไทยไร้พุง จัดงานเสวนาเรื่อง “ความจริงไขมันทรานส์” เพื่อสร้างความเข้าใจให้ผู้บริโภคปลอดภัยจากโรคร้ายที่ตามมาจากการรับประทานมากเกินความต้องการของร่างกาย

ทันทีที่ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เลขที่ 388 พ.ศ. 2561 เรื่องกำหนดอาหารที่ห้ามผลิต นำเข้า หรือจำหน่าย ไขมันทราน (Trans Fat) น้ำมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนเป็นส่วนประกอบ มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 9 ม.ค. 2562 เป็นต้นไป ยังคงเป็นเรื่องที่ผู้บริโภคเกิดความสับสนว่าอาหารที่รับประทานเข้าไปในแต่ละวัน มีไขมันทรานหรือไม่และอันตรายต่อร่างกายอย่างไร

วันทนีย์ เกียงสินยศ อาจารย์สถาบันโภชนา มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า ไขมันทรานคือ กรดไขมันไม่อิ่มตัว สามารถพบได้ทั้งในธรรมชาติและจากกระบวนการผลิตด้วยการเติมไฮโดรเจนบางส่วนลงไปในน้ำมัน แบ่งเป็น 1.ไขมันทรานส์จากธรรมชาติ พบได้ในเนื้อวัว ควาย ซึ่งเป็นสัตว์เคี้ยวเอื้อง และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ อาทิ นม เนย ชีส แต่พบในปริมาณน้อย

2.ไขมันทรานส์จากกระบวนการเติมไฮโดรเจนลงไปในน้ำมันที่มีกรดไขมันไม่อิ่มตัว ทำให้น้ำมันที่อยู่ในสภาพของเหลวเปลี่ยนเป็นไขมันที่มีสภาพแข็งขึ้นหรือกึ่งเหลว พบในอุตสาหกรรมผลิตเนยเทียม เนยขาว เพื่อทำให้เหม็นหืนช้า ยืดอายุการเก็บรักษาอาหารได้นานขึ้น โดยอาหารที่มีโอกาสใช้น้ำมันที่เติมไฮโดรเจนเข้าไป อาทิ เนยเทียม เนยขาว ผลิตภัณฑ์เบเกอรี่ ขนมปังกรอบ พาย พัฟ เพสตรี และคุกกี้ รวมถึงอาหารที่ทอดด้วยน้ำมันให้กรอบนอกนุ่มใน เช่น โดนัททอด

อย่างไรก็ตาม จากการสุ่มตรวจทั้ง 162 ตัวอย่างพิจารณาจากปริมาณไขมันทรานส์ที่องค์การอนามันโลกแนะนำคือ ไม่เกิน 2 กรัม/วัน หรือ 0.5 กรัม/หน่วยบริโภค ส่วนไขมันอิ่มตัวไม่เกิน 5 กรัม/หน่วยบริโภค พบว่า 53% พบไขมันอิ่มตัวสูงกว่าเกณฑ์และประมาณ 13% พบไขมันทรานส์สูงกว่าเกณฑ์ สรุปว่าพบการปนเปื้อนไขมันทรานส์น้อยกว่าเมื่อเทียบกับไขมันอิ่มตัว

โดยสิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ อาหารที่มีการระบุหน้าซองว่ามีไขมันทรานส์ 0% อาจทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิดคิดว่ากินอาหารชนิดนั้นได้มาก ไม่มีไขมันทรานส์ แต่ที่จริงแล้วยังมีไขมันอิ่มตัวในปริมาณสูงไม่ควรรับประทานอยู่ในปริมาณมากเช่นเดียวกัน

นอกจากนี้ ตามที่มีการแชร์ข้อมูลของต่างประเทศถึงสถานการณ์ไขมันทรานส์สูงนั้น ไม่สามาถนำมาเทียบกับปริมาณไขมันทรานส์ในประเทศไทยได้ เนื่องจากรูปแบบการบริโภคอาหารแตกต่างกัน เพราะประเทศไทยมักรับประทานผักเป็นส่วนใหญ่ กระนั้นแม้ว่าจะไม่ได้รับประทานไขมันทรานส์เลยก็ ไม่ได้รับประกันว่าจะปลอดจากโรคหัวใจแน่นอน จึงขอยืนยันกับสังคมว่าอย่าตื่นตระหนกจนเกินไป

นพ.ฆนัท ครุฑกูล เครือข่ายคนไทยไร้พุง แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคหัวใจและโภชนาการ วิทยาคลินิก โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวว่า ผลกระทบต่อสุขภาพหากรับประทานเข้าไปมาก ทำให้เพิ่มความเสี่ยงเกิดโรคหัวใจมากขึ้น โดยไขมันทรานส์จะเข้าไปเพิ่มไขมันแอลดีแอล หรือไขมันไม่ดี ให้มากขึ้นส่งผลต่อหลอดเลือดอุดตัน ขณะเดียวกันยังไปลดระดับเอชดีแอล และเพิ่มไขมันไตรกีเซอร์ไลน์ด้วย โรคที่เกิดขึ้นตามมาอาทิ ความจำเสื่อม เบาหวาน มะเร็ง โรคอ้วน เพิ่มอัตราการเสียชีวิตมากขึ้น ดังนั้นไม่ควรไขมันทรานส์ที่ผลิตจากกระบวนการอุตสาหกรรม แต่ไขมันทรานส์ที่ได้จากเนื้อสัตว์ธรรมชาติ ถือว่าน้อยมากไม่ต้องเป็นกังวลและไม่มีผลต่อความเสี่ยงเกิดโรคหัวใจหรือโรคมะเร็ง

ส่วนไขมันอิ่มตัว เช่น น้ำมันมะพร้าว ทำให้สังคมเข้าใจว่าหากจะดูแลร่างกายสามารถรับประทานน้ำมันมะพร้าวครั้งละมากๆหรือนำมาดื่มได้เลย ถือเป็นการเข้าใจผิด ซึ่งไม่ควรบริโภคในปริมาณมาก แต่เราควรกินปลา ผัก ต้ม และงดอาหารทอด ของมัน ของแปรรูปจะทำให้สุขภาพดีขึ้นได้แล้ว หากยังไม่เปลี่ยนพฤติกรรมตั้งแต่วันนี้ ประเทศไทยจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุที่มีโรคไขมันอุดตันเป็นจำนวนมาก สร้างภาระให้กับลูกหลานในอนาคต

สุภัทรา บุญเสริม ผู้อำนวยการสำนักอาหาร สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กล่าวว่า ตั้งแต่ปี 59 ทาง อย.ได้ขอความร่วมมือกับกลุ่มอุตสาหกรรมผลิตและนำเข้าไขมันทรานส์ โดยได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี จึงมีการปรับสูตรอาหารไม่ใช้น้ำมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนอีกแล้ว แต่เปลี่ยนมาใช้น้ำมันพืช เช่น ถั่วเหลือ รำข้าว ปาล์ม น้ำมันเหล่านี้ไม่มีไขมันทรานส์ ดังนั้นสังคมไม่ต้องเป็นห่วง

สำหรับมาตรเฝ้าระวัง ทางอย.จะตรวจสอบบ่อยครั้งเพื่อดูว่าผู้ประกอบการที่ระบบในสลากหลังกล่องบรรจุอาหารว่า “ปราศจากไขมันทรานส์ 0%” เป็นความจริงหรือไม่ เช่น เนยเทียม ,มาการีน ผู้บริโภคควรดูสลากโภชนาการหลังกล่องให้ชัดเจน ว่ามีข้อมูลระบุถึงปริมาณไขมันทรานส์เพียงใด และไขมันอิ่มตัวมีเท่าใด ผู้ผลิตต้องบอกผู้บริโภคให้ครบ ในกรณีฝ่าฝืนประกาศต้องระวางโทษตั้งแต่ 6 เดือน ถึง 2 ปี และปรับตั้งแต่ 5,000 ถึง 2 หมื่นบาท

“มาตรการที่กำกับดูแลผู้ประกอบการได้ผ่านการศึกษาและตรวจสอบสถานการณ์จนได้ข้อมูลที่แน่ชัดแล้วจึงออกกฏหมายฉบับนี้มา เป็นการป้องกันตั้งแต่ต้น แต่ไม่ได้หมายความว่าประเทศไทยปราศจากไขมันทรานส์ เพราะไขมันทรานส์ยังพบได้ในเนื้อสัตว์ธรรมชาติ ซึ่งประชาชนสามารถสอบถามมายัง อย.ได้ตลอดเพื่อความสบายใจ” สุภัทรา กล่าว

ด้าน นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม 4ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมวิถีชีวิตสุขภาวะ กล่าวว่า มีคนถามเข้ามามากว่า น้ำมันที่ทอดซ้ำทำให้เกิดไขมันทรานส์สูงขึ้นหรือไม่ ยืนยันว่าจากการตรวจสอบพบปริมาณไขมันทรานส์ในน้ำมันทอดซ้ำน้อย แต่ควรหลีกเลี่ยงเพราะน้ำมันทอดซ้ำมีสารก่อมะเร็ง ดังนั้นอาหารที่คนไทยควรรับประทานซึ่งดีต่อสุขภาพยังคงเป็น ผัก ผลไม้ ให้เป็นประจำในแต่ละวัน ควบคู่กับไปการออกกำลังกายก็จะช่วยให้มีสุขภาพแข็งแรงได้มากขึ้นแล้ว

พิพิธภัณฑ์ถ้ำหลวง ต้องบันทึกให้เกลี้ยง-อย่าทำแบบราชการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/558572

  • วันที่ 24 ก.ค. 2561 เวลา 07:01 น.

พิพิธภัณฑ์ถ้ำหลวง ต้องบันทึกให้เกลี้ยง-อย่าทำแบบราชการ

โดย…ธเนศน์ นุ่นมัน

ด้วยเงื่อนไขของเวลาและธรรมชาติของความสนใจต่อเหตุการณ์ต่างๆ ที่แปรเปลี่ยนไปอย่างไม่หยุดยั้ง อีกไม่นานภารกิจช่วยเหลือทีมฟุตบอลหมูป่าอะคาเดมี่ 13 ชีวิต ออกจากถ้ำหลวงขุนน้ำนางนอน อ.แม่สาย จ.เชียงราย หลังจากติดอยู่ในถ้ำ 18 วัน ก็จะค่อยๆ จางไปจากความสนใจของผู้คน เช่นเดียวกับเรื่องอื่นๆ

แต่เหตุการณ์นี้ซึ่งเป็นที่ประจักษ์ถึงพลังความสามัคคีจากทั่วโลก ทุกชาติศาสนา ได้แสดงให้เห็นถึงพลังอัน ดีงามผ่านช่องทางต่างๆ จนเรียกได้ว่าปรากฏการณ์นี้กลายเป็นแบบอย่าง ครั้งสำคัญของโลกด้านความรัก ความสามัคคี การช่วยเหลือของเพื่อนมวลมนุษยชาติ ยามที่ตกอยู่ในภาวะอันตรายต่อชีวิต นี่เป็นเหตุการณ์สำคัญของประเทศไทยและของโลกที่จะต้องจารึกไว้ในประวัติศาสตร์

ด้วยเหตุนี้ การบันทึกเรื่องราวที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าวไว้ในรูปแบบต่างๆ อย่างครบถ้วน ก็นับเป็นเรื่องสำคัญเช่นกัน

จิระนันท์ พิตรปรีชา กวีซีไรต์ นักเขียนชื่อดัง ที่ปรึกษาสถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ (มิวเซียมสยาม) ระบุว่า สิ่งที่น่ากังวลกรณีที่จะสร้าง สถานที่เพื่อรำลึกถึงสิ่งที่เกิดขึ้น ก็คือ จะได้พิพิธภัณฑ์ในรูปแบบราชการ ที่อาจจะไม่น่าสนใจ ซึ่งสิ่งที่ควรรวบรวมไว้ก็คือ การบันทึกเหตุการณ์จริงไว้ ให้ได้ครบถ้วนที่สุด

“เสียดายที่จบภารกิจช่วยเหลือ หลายสิ่งอาจจะไม่ได้ถูกเก็บไว้ ชุดของเด็ก จักรยาน หรือสิ่งของส่วนตัวของแต่ละคน รัฐควรขอเก็บไว้แบบคงสภาพเดิม หลายประเทศเมื่อต้องจัดสร้างอนุสรณ์สถานเพื่อรำลึกเหตุการณ์ จะต้องมีของจริงที่ใช้ในเหตุการณ์มาแสดงก่อน เทคโนโลยีสมัยใหม่อาจจะเอื้อเรื่องการออกแบบ สร้างภาพเคลื่อนไหวต่างๆ ก็จริง แต่ก็น่าสนใจสู้ของจริงไม่ได้ หรือเรื่องราวของคนที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ให้เห็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เช่น กรณีที่มี นพ.ริชาร์ด แฮร์ริส วิสัญญีแพทย์และนักดำน้ำชาวออสเตรเลีย เซ็นเอกสารรับรองการช่วยเหลือในที่จริง

…เรื่องราวทั้งหมด ต้องถูกเรียงร้อยอย่างละเอียด หากเป็นไปได้ก็ควรสร้างสถานที่รำลึกใกล้ที่จริงและบางส่วนในที่จริง หาวิธีนำเสนอที่น่าสนใจ ซึ่งเชื่อว่ามีผู้มีความเชี่ยวชาญเรื่องนี้พร้อมจะเสนอแนะมากมาย ต้องตระหนักถึงเรื่องนี้อย่างจริงจัง เพราะเดือนหน้าคนก็อาจจะลืมเรื่องนี้หมดแล้ว” ที่ปรึกษามิวเซียมสยาม กล่าว

เจษฎา ศาลาทอง อาจารย์ภาควิชาการสื่อสารมวลชน คณะนิเทศ ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า สิ่งที่ควรสร้างขึ้นอย่างยิ่งก็คือ หาสัญลักษณ์ของเหตุการณ์ที่อาจจะ เป็นทั้งการระบุถึงบุคคลสำคัญใน ช่วงเวลานั้น และเป็นสัญลักษณ์ที่ระบุถึงเหตุการณ์ แต่ไม่เน้นตัวบุคคล แต่จะต้องหลีกเลี่ยงเรื่องการตอกย้ำถึงชะตากรรมของเด็กๆ ผู้ประสบภัย

“ก่อนอื่นต้องยึดหลักการว่า ทำอย่างไรก็ได้เพื่อจะคืนชีวิตปกติให้เด็กๆ ให้มากที่สุด เราสามารถถอดบทเรียนเรื่องความสามัคคีได้ แต่ควรเลี่ยงตอกย้ำความทรงจำด้านไม่ดี ผมอยู่ญี่ปุ่นมาหลายปี เห็นตัวอย่างด้านที่น่าสนใจในการบันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับภัยพิบัติ”

เจษฎา กล่าวว่า ที่เคยพบเห็นอย่างกรณีแผ่นดินไหวและคลื่นยักษ์สึนามิสูงกว่า 7 เมตร โถมถล่มเมืองเซนได เมื่อปี 2554 นอกจากมีเนื้อหาเรื่องการเตือนภัยพิบัติแล้ว ยังมีการเก็บสถานที่เกิดเหตุการณ์ไว้ในสภาพเดิม เช่น ดาดฟ้าอาคารเรียนของโรงเรียนประถมศึกษาอะระฮามะ เมืองเซนได ที่เปิดให้ชมอาคารโรงเรียนที่ถูกคลื่นยักษ์สึนามิ

โถมถล่มขึ้นไปถึงชั้น 2 ของอาคารมีการรวบรวมข้อมูลสิ่งที่จัดแสดงและภาพสารคดีต่างๆ รวมถึงคงสภาพของช่วงที่เกิดเหตุไว้ เมื่อขับรถผ่านอาคารดังกล่าวก็จะเห็นป้ายบอกเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้น ของเราแค่รวมหน้าหนึ่งหรือเนื้อหาของหนังสือพิมพ์ทั้งโลก ที่นำเสนอข่าวการช่วยเหลือทีมหมูป่ามาได้อย่างครบถ้วน เห็นว่าทั้งโลกพูดถึงเรื่องนี้อย่างไรบ้าง ก็น่าสนใจอย่างยิ่ง

ศศิน เฉลิมลาภ ประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร กล่าวว่า ส่งที่ควรรวบรวมก็คือ ข้อมูลวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวกับถ้ำ รวบรวมเรื่องระดับน้ำ ปริมาณน้ำฝน การจัดการน้ำในช่วงที่มีสถานการณ์ของทีมหมูป่า ควรจะมีข้อมูลการสำรวจถ้ำช่วงที่เกิดเหตุการณ์และมีการบันทึกเอาไว้ เมื่อรวมกับที่เคยมีการสำรวจมาแล้วก็น่าจะมีข้อมูลทั้งในถ้ำและนอกถ้ำเพิ่มขึ้นอย่างละเอียด ซึ่งจะเป็นประโยชน์กับทุกคนโดยเฉพาะนักท่องเที่ยวในอนาคตอีกด้วย

“ที่สำคัญ คือเรื่องของเหตุการณ์ ควรจะมีเรื่องราวของทีมช่วยเหลืออย่างละเอียด ลงลึกไปถึงทีมช่วยเหลือในทุกมิติ ทุกหน้าที่ เช่น การดำน้ำ ข้อมูลวิชาการ โรงครัว บริการของ จิตอาสา ฯลฯ นี่เป็นเหตุการณ์ที่ทำให้เรายังเชื่อมั่นในความเป็นมนุษย์ ที่ยังมี ความดี ความงาม ความจริง เป็นช่วงเวลาที่จะได้เห็นว่าสปิริตของเราที่ไม่มีวันสูญหายไป และครั้งหนึ่งได้เกิดขึ้นแล้วและถูกจารึกไว้ที่นี่” ประธานมูลนิธิสืบฯ กล่าว

กฎหมายสงฆ์ใหม่แก้วิ่งเต้นได้ แต่ไม่พอที่จะปฏิรูปทั้งระบบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/558561

  • วันที่ 23 ก.ค. 2561 เวลา 21:51 น.

กฎหมายสงฆ์ใหม่แก้วิ่งเต้นได้ แต่ไม่พอที่จะปฏิรูปทั้งระบบ

ปมร้อนแรงในวงการสงฆ์นาทีนี้ คือการปรับเปลี่ยนในมหาเถรสมาคมครั้งใหญ่ หลังมีการประกาศใช้ พ.ร.บ.คณะสงฆ์ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2561

*****************************

โดย…เอกชัย จั่นทอง

ปมร้อนแรงในวงการสงฆ์ที่หลายฝ่ายจับตามองการปรับเปลี่ยนในมหาเถรสมาคมครั้งใหญ่ หลังมีการประกาศใช้ พ.ร.บ.คณะสงฆ์ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2561 เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาตามที่รัฐบาลเป็นผู้เสนอแก้

สาระสำคัญของกฎหมายฉบับนี้อยู่ที่มาตรา 3 ที่บัญญัติว่าพระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจในการแต่งตั้ง สถาปนา และถอดถอนสมณศักดิ์ของพระภิกษุในคณะสงฆ์และแต่งตั้งกรรมการ มส.

องค์ประกอบของ มส. ประกอบด้วย สมเด็จพระสังฆราช ซึ่งทรงดำรงตำแหน่งประธานกรรมการโดยตำแหน่ง และกรรมการอื่นอีกไม่เกิน 20 รูป ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งจากสมเด็จพระราชาคณะ พระราชาคณะ หรือพระภิกษุซึ่งมีพรรษาอันสมควร ซึ่งการแต่งตั้งให้เป็นไปตามพระราชอัธยาศัย โดยจะทรงปรึกษาหารือกับสมเด็จพระสังฆราชก่อนก็ได้สำหรับกรรมการมหาเถรสมาคม ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งอยู่ในตำแหน่งคราวละ 2 ปี

พระไพศาล วิสาโล เจ้าอาวาสวัดป่าสุคะโต จ.ชัยภูมิ พระนักเผยแผ่ที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง ให้สัมภาษณ์กับโพสต์ทูเดย์ก่อนที่กฎหมายสงฆ์ฉบับใหม่จะบังคับใช้ ว่า เรื่องนี้ถือเป็นการแก้ไขปัญหาที่เกิดในมหาเถรสมาคม (มส.) ในระดับหนึ่งเท่านั้น เนื่องจากทุกฝ่ายทราบดีว่ามหาเถรสมาคมตอนนี้ทำงานไม่มีประสิทธิภาพ เกิดจากปัญหาตัวบุคคลที่ขาดความน่าเชื่อถือ หลายท่านใช้เครือข่ายเส้นสายหรือวิ่งเต้น หรือถึงขั้นใช้เงินซื้อจนได้รับการแต่งตั้ง

“การแก้ไข พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 เชื่อว่าจะทำให้ได้บุคคลที่มีความสามารถในการบริหารคณะสงฆ์มากขึ้น อย่างน้อยๆ ก็คงไม่ได้มาด้วยเส้นสาย หรือเพราะเป็นพวกพ้องของพระบางรูปใน มส.อย่างแน่นอน แต่ทั้งนี้ก็เป็นเพียงการแก้ไขปัญหาเพียงตัวบุคคล ซึ่งปัญหาของ มส.มีมากกว่านั้น ต้องมีการแก้ไขในเชิงระบบด้วย”

พระไพศาล กล่าวย้ำว่า บุคคลที่ได้เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องในการปกครองคณะสงฆ์ระดับต่างๆ จำนวนมาก มาด้วยการใช้เส้นสาย ดังคำที่ร่ำลือกันว่าใช้เงินซื้อขายตำแหน่ง หรือเพราะเป็นพวกพ้องกัน จึงทำให้เกิดมุ้งต่างๆ ใน มส. ยังไม่รวมถึงตัวบุคคลที่ได้รับการแต่งตั้งเข้ามาโดยไร้ซึ่งความสามารถ แถมยังมีข้อกังขาเชิงคุณธรรมและความสามารถด้วย เช่น ที่มีการพูดกันว่าพระราชาคณะชั้นรองสมเด็จหลายท่าน เพียงแค่จบนักธรรมเอก แต่ไม่ได้มีความรู้ด้านบาลี ก็สามารถได้รับการยกย่องสูงถึงขั้นรองสมเด็จ ซึ่งต่อไปเชื่อว่าการจะได้ชั้นสมเด็จอาจใช้เวลานานขึ้นเมื่อมีการแก้ไขกฎหมายคณะสงฆ์ฉบับนี้

ทั้งนี้ การปฏิรูปวงการสงฆ์จะแก้ปัญหาที่มหาเถรสมาคมเพียงส่วนเดียวคงไม่พอ เพราะ มส.มีพระไม่ถึง 30 รูป แต่พระสงฆ์มีประมาณ 2 แสนรูปดังนั้นการแก้ปัญหาจึงไม่ใช่การแก้ที่ระดับบนเท่านั้น หัวใจสำคัญคือแก้ที่ “ระดับฐานล่าง” คือ 1.ระบบการปกครองคณะสงฆ์ 2.ระบบการศึกษาของคณะสงฆ์ และ 3.ระบบความสัมพันธ์ระหว่างพระกับประชาชน เช่น จะทำอย่างไรให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการศึกษา ปกครอง บริหารวัดมากขึ้น ทั้งหมดถือเป็นหัวใจหลักสำคัญมากในตอนนี้

“แม้จะได้บุคคลที่มีความสามารถ มีคุณธรรมอย่างที่เคยมีเหมือนสมัยอดีต แต่ก็คงจะแก้ไขปัญหาที่มีอยู่ในคณะสงฆ์ได้ยากในปัจจุบัน เนื่องจากระบบการบริหารเป็นรวมศูนย์ เมื่อเกิดปัญหาขึ้นกับพระสงฆ์ทั่วประเทศปัญหาต่างๆ จึงไหลมารวมอยู่ที่ศูนย์ของ มส. การปกครองของคณะสงฆ์ปัจจุบันมีลักษณะการปกครองแบบราชการ ถึงแม้จะมีเจ้าคณะอำเภอ เจ้าคณะจังหวัด เจ้าคณะภาค แต่ส่วนใหญ่จะรอฟังคำสั่งจาก มส.เหมือนกับระบบราชการที่ทุกคนรอฟังคำสั่งจากอธิบดี ปลัดกระทรวง หรือรัฐมนตรีในกระทรวงเท่านั้น ตรงนี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในคณะสงฆ์” เจ้าอาวาสวัดป่าสุคะโต ระบุ

พระไพศาล ยังอธิบายว่า เมื่อวงการสงฆ์กลายเป็น “ระบบรวมศูนย์” มส.จึงต้องแบกรับปัญหาที่หนักอึ้ง เนื่องจากกรรมการ มส.ส่วนใหญ่มีอายุ 80-90 ปี ฉะนั้นจึงไม่มีกำลังวังชาที่จะรับภาระดูแลคณะสงฆ์ การแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นทั่วประเทศคงเป็นเรื่องยาก สุดท้ายส่งผลเสียนำไปสู่ปัญหาข่าวอื้อฉาวอยู่เป็นประจำ ทั้งหมดเป็นปัญหาในเชิงระบบที่แก้ไขไม่ได้ด้วยแค่การปรับปรุงตัวบุคคลใน มส.ให้มีคุณภาพเท่านั้น

ปัญหาของวงการสงฆ์ยืดเยื้อกันมานาน ไม่ได้รับการแก้ไข เกิดจากปัญหาการปกครองของคณะสงฆ์ รวมถึงปัญหาสำคัญในตอนนี้คือ “ระบบการศึกษาคณะสงฆ์” ที่ตกต่ำย่ำแย่มากในปัจจุบัน ทำให้พระสงฆ์ไม่มีความรู้ ไม่เป็นที่ศรัทธานับถือ โดยเฉพาะด้านการกล่อมเกลาทางคุณธรรมถูกปล่อยปละละเลยมากจนทำให้เกิดปัญหา

“ปัญหาที่ห่วงที่สุด คือ เรื่องการศึกษาของคณะสงฆ์ ที่ส่งผลกระทบถึงคุณภาพของพระสงฆ์โดยรวม อีกทั้งระบบการศึกษาล้มเหลว เช่น นักธรรมบาลี พระไม่มีแรงจูงในการศึกษา ความรู้ต่ำ มีการทุจริตอย่างแพร่หลาย ที่ผ่านมาไม่มีการส่งเสริมการศึกษาของพระสงฆ์อย่างจริงจัง ฯลฯ ”

พระไพศาลสะท้อนความเห็นกรณีการตรวจสอบจัดการเงินภายในวัดทั่วประเทศที่มีเสียงคัดค้านว่า ปัญหาส่วนหนึ่งเกิดจากสำนักงานพระพุทธศาสนา (พศ.) เช่นกัน ถ้ามีการนำข้าราชการกลุ่มคนเดียวกันมาตรวจสอบความโปร่งใส ก็ไม่แน่ใจว่าจะทำได้ อาจมีการใช้อำนาจที่มีเรียกร้องผลประโยชน์

ถอดบทเรียนถ้ำหลวง แผนปฏิบัติการกู้ภัยฉุกเฉิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/558363

  • วันที่ 22 ก.ค. 2561 เวลา 07:55 น.

ถอดบทเรียนถ้ำหลวง แผนปฏิบัติการกู้ภัยฉุกเฉิน

หนึ่งในบทเรียนน่าสนใจจากเหตุการณ์13ชีวิตติดในถ้ำหลวงก็คือ “แผนปฏิบัติการกู้ภัยฉุกเฉิน” ที่เป็นหัวใจสำคัญในการช่วยเหลือ

*************************

โดย…นิติพันธุ์ สุขอรุณ

จากกรณีที่เยาวชนทีมฟุตบอลหมูป่า อะคาเดมี่ พร้อมผู้ช่วยผู้ฝึกสอน รวมทั้งสิ้น 13 คน ติดอยู่ในวนอุทยานถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน จ.เชียงราย จนนำไปสู่การระดมความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญทั่วโลกกระทั่งประสบความสำเร็จ เหตุการณ์นี้ได้สะท้อนให้เห็นถึงบทเรียนต่อการจัดการเพื่อช่วยชีวิต ซึ่งในอนาคตอาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ จึงเป็นที่มาของการถอดบทเรียนเพื่อศึกษาและพัฒนาเตรียมพร้อมรับมืออย่างทันท่วงที

ร.อ.นพ.อัจฉริยะ แพงมา เลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) มองว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสามารถนำมาถอดบทเรียนได้ คือ 1.การบริหารระบบให้ความช่วยเหลือทั้งระบบ มีการแบ่งหน้าที่กันทำงานและบัญชาการเหตุการณ์ที่ชัดเจน ซึ่งสิ่งที่สำคัญที่สุดอยู่ที่ผู้บัญชาการเหตุการณ์ อาทิ ผู้ว่าฯ เชียงราย ต้องเป็นผู้ที่มีวิสัยทัศน์สามารถควบคุมสั่งการได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยในอนาคตอาจจำเป็นต้องมีการฝึกผู้นำในแต่ละจังหวัดให้เตรียมพร้อมสำหรับการเป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์ในลักษณะนี้ให้ได้

ประเด็นที่ 2.การปฏิบัติงานที่มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการเลือกใช้ทรัพยากรบุคคล ผ่านการคัดเลือกและร้องขอหน่วยงานที่เข้าทำการช่วยเหลือ ไม่ว่าจะเป็นหน่วยซีล ที่ถูกเลือกให้เข้ามาช่วยเหลือเด็กที่ติดอยู่ในถ้ำ เนื่องจากต้องอาศัยความเชี่ยวชาญเรื่องการดำน้ำ และ 3.เรื่องของการรวบรวมทรัพยากรทั้งภาครัฐ ทหารพลเรือน ภาคประชาชน ภาคเอกชน มูลนิธิต่างๆ ที่เข้ามาช่วยกันทำงานสนับสนุนกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ ระบบการช่วยเหลือทางการแพทย์และสาธารณสุข ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญมาก โดยหน่วยงานภายใต้กระทรวงสาธารณสุข ต้องเข้ามาดูภาพรวมในพื้นที่ประสบเหตุ อาจแบ่งสายงานตั้งแต่ผู้บัญชาการเหตุการณ์ทางการแพทย์และสาธารณสุขระดับจังหวัด จัดตั้งทีมเข้าไปช่วยเหลือด้านสาธารณสุขภายใต้คำสั่งของนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด ส่วนบางจังหวัดที่มีทรัพยากรจำกัด ควรมีทีมแพทย์จากทหารของกองทัพบก กองทัพเรือหรือจากตำรวจเข้าไปเสริม

นอกจากนี้ การเตรียมการเคลื่อนย้ายด้วยเฮลิคอปเตอร์ ถือเป็นส่วนสำคัญเช่นกัน ซึ่งประเทศไทยมีระบบกายสกายดอกเตอร์เมื่อหลายปีก่อน คิดว่าเรื่องนี้มีส่วนทำให้การช่วยเหลือมีความพร้อมมากขึ้นต่อไปในอนาคต

ขณะที่ ต่อตระกูล ยมนาค อดีตนายกสมาคมวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ บอกว่า สิ่งแรกที่หน่วยกู้ภัยต้องเร่งดำเนินการ คือ ปิดกั้นพื้นที่เพื่อควบคุมอาณาเขตเฉพาะทีมช่วยเหลือเท่านั้น เพื่อให้ทำงานได้อย่างสะดวก ต่อมาคือการใช้ระบบกระจายข้อมูลข่าวสาร เพื่อระดมผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านไม่ว่าจะเป็น ผู้เชี่ยวชาญด้านกู้ภัย ดำน้ำ วิศวกร รวมถึงแพทย์และนักจิตวิทยา ทั้งของประเทศไทยและต่างประเทศ อาจต้องทำเป็นแบบแผนจำลองหากเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้น เมื่อเกิดเหตุขึ้นสามารถกดปุ่มโทรหาผู้เกี่ยวข้องจากที่ไหนก็ได้ทันที

นอกจากนี้ บุคคลที่สำคัญที่สุดคือผู้บังคับบัญชาเหตุการณ์ ที่ต้องตัดสินใจได้เฉียบคม ต้องได้รับการฝึกฝนปฏิบัติได้เป็นอย่างดี เพราะเหตุการณ์ถ้ำหลวงโชคดีที่ได้อดีตผู้ว่าฯ เชียงราย มีประสบการด้านวิศวกรมาก่อน ทำให้วิธีคิดแก้ปัญหาเป็นลำดับขั้นตอนกู้ภัยที่ชัดเจน ดังนั้นระดับคนที่จะได้เป็นผู้บัญชาการ ต้องผ่านการซักซ้อมบรรเทาสาธารณภัยในระดับจังหวัดอยู่เสมอ ถือเป็นเรื่องสำคัญที่สุด

ด้าน ธีร์ ภวังคนันท์ หัวหน้าศูนย์เฉพาะกิจคุ้มครองและช่วยเหลือเด็กนักเรียน สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เสนอว่า ให้ปรับกระบวนการเรียน การสอน เพิ่มเนื้อหาสาระเกี่ยวกับความรู้ด้านความเสี่ยงทั้งทางทฤษฎีและปฏิบัติ ครอบคลุมทุกภัยพิบัติ มุ่งเน้นให้มีทักษะที่จำเป็นตามบริบทพื้นที่อยู่อาศัย พร้อมทั้งจัดกิจกรรมผ่านรายวิชาลูกเสือ เนตรนารี โดยร่วมกับศูนย์กู้ชีพนเรนทร ฝึกปฏิบัติการกู้ชีพ ฝึกการทำซีพีอาร์ ช่วยปั๊มหัวใจกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน ทำให้ทุกกิจกรรมสามารถปฏิบัติได้จริงเมื่อถึงคราวจำเป็น

นอกจากนี้ เสนอให้ตั้งทีมกู้ภัยฉุกเฉินหรือชมรมลูกเสือกู้ภัยในระดับพื้นที่ ระดับโรงเรียนที่มีความรู้ใช้อุปกรณ์ระบบสื่อสารสำรอง หรือวิทยุสื่อสารในสถานศึกษา เผื่อกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน หรือเกิดภัยพิบัติสามารถติดต่อสื่อสารได้ไม่ขาดหายไปจะเป็นการดีเช่นกัน