หนุนทดลองปลูกข้าวกข79ทดสอบตลาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/404421

x

หนุนทดลองปลูกข้าวกข79ทดสอบตลาด

วันพฤหัสบดี ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายประสงค์ ประไพตระกูล รักษาราชการแทนอธิบดีกรมการข้าวเปิดเผยว่า ปัจจุบันตลาดต่างประเทศต้องการข้าวนุ่มจำนวนมาก แต่การผลิตภายในประเทศเพียงพอต่อการบริโภคเท่านั้น เมื่อเร็วๆ นี้ กรมการข้าว ร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ ผู้ประกอบการค้าข้าว โรงสีและชาวนาหารือแนวทางส่งเสริมการผลิตข้าวนุ่มในพื้นที่ที่มีศักยภาพให้สอดคล้องความต้องการตลาด เบื้องต้นทุกฝ่ายเห็นร่วมกันในการส่งเสริมการผลิตข้าวนุ่มภายใต้โครงการผลิตและตลาดข้าวนุ่มครบวงจร เพื่อเพิ่มศักยภาพการส่งออกข้าวไทยในตลาดโลก

ทั้งนี้ หลังผู้เข้าร่วมประชุมชิมข้าวนุ่มพันธุ์ต่างๆ เปรียบเทียบและทดสอบคุณภาพทั้งที่เป็นข้าวไวและไม่ไวต่อช่วงแสง อาทิ กข21 กข59 พิษณุโลก 80 กข77 กข79 เป็นต้น ที่ประชุมเล็งเห็นศักยภาพด้านการผลิตและคุณภาพ จึงเห็นชอบให้ส่งเสริมผลิตข้าวพันธุ์ กข79 เนื่องจากเป็นข้าวอายุเก็บเกี่ยวสั้นประมาณ 118 วันโดยวิธีปักดำ แตกกอได้ดี คุณภาพการสีดีมากผลิตเป็นข้าวสาร 100% ชั้น 1 ได้ข้าวสุกนุ่ม ให้ผลผลิตสูงเฉลี่ย 809 กิโลกรัมต่อไร่ ให้ผลผลิตสูง 1,182 กิโลกรัมต่อไร่สูงกว่าข้าวนุ่มพันธุ์อื่น และที่สำคัญมีความต้านทานเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลและโรคไหม้ เหมาะปลูกในนาเขตชลประทานในภาคเหนือตอนล่างและภาคกลาง อย่างไรก็ตาม เนื่องจากพันธุ์ กข79 เพิ่งรับรองพันธุ์เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ และอยู่ระหว่างขยายพันธุ์เพื่อให้ได้จำนวนเมล็ดพันธุ์ข้าว รองรับพื้นที่เพาะปลูก 500,000 ไร่ ในปี 2563 กรมการข้าวจึงปรับแผนนำเมล็ดพันธุ์ กข79 จำนวนหนึ่งมาใช้ในโครงการนำร่องผลิตและตลาดข้าวนุ่มครบวงจรในเขตชลประทานประมาณ 10,000 ไร่ เพื่อให้เพาะปลูกข้าว กข79 ได้เร็วขึ้นและนำผลผลิตข้าวมาทดสอบตลาดคู่กับการขยายเมล็ดพันธุ์ข้าว เพื่อจำหน่ายให้ชาวนาตามกำหนดการเดิมปี 2563

รายได้เกษตรกรก.พ.เพิ่มขึ้น3.89% สศก.คาดแนวโน้มทรงตัวต่อเนื่อง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/404425

x

รายได้เกษตรกรก.พ.เพิ่มขึ้น3.89% สศก.คาดแนวโน้มทรงตัวต่อเนื่อง

วันพฤหัสบดี ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นางสาวทัศนีย์ เมืองแก้ว รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยภาพรวมรายได้ของเกษตรกร วัดจากดัชนีรายได้เกษตรกรในเดือนกุมภาพันธ์ 2562 เพิ่มขึ้นจากเดือนกุมภาพันธ์ 2561 ร้อยละ 3.89 เป็นผลมาจากดัชนีราคาปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.65 โดยสินค้าสำคัญที่มีราคาเพิ่มขึ้น ได้แก่ ข้าวเปลือกเจ้านาปี มันสำปะหลัง และสุกร และดัชนีผลผลิตปรับตัวเพิ่มขึ้น ร้อยละ 3.21 โดยสินค้าสำคัญที่มีผลผลิตเพิ่มขึ้น ได้แก่ ข้าวเปลือกเจ้านาปี ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ยางพารา ปาล์มน้ำมัน ไก่เนื้อ และไข่ไก่

สำหรับดัชนีราคาสินค้าเกษตรที่เกษตรกรขายได้ที่ไร่นาเดือนกุมภาพันธ์ 2562 เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้วร้อยละ 0.65 ซึ่งสินค้าที่ราคาปรับตัวเพิ่มขึ้น ได้แก่ ข้าวเปลือกเจ้า ราคาเพิ่มขึ้นจากผลผลิตไม่เพียงพอต่อความต้องการส่งออก และปริมาณข้าวที่ต้องการบริโภคภายในประเทศที่มีทิศทางเพิ่มขึ้น ประกอบกับภาครัฐยังคงช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวปีการผลิต 2561/62 มันสำปะหลังราคาเพิ่มขึ้น เนื่องจากผลผลิตไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้ประกอบการโรงงานแป้งมันสำปะหลังและสุกร ราคาเพิ่มขึ้นเพราะตลาดในประเทศยังคงต้องการบริโภคต่อเนื่อง ตลอดจนผู้ผลิตรายกลางและรายใหญ่บริหารจัดการที่ดี จัดการฟาร์มและป้องกันโรคระบาดในสุกรได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนสินค้าที่ราคาปรับตัวลดลง ได้แก่ สับปะรด ราคาลดลงเนื่องจากผลผลิตออกสู่ตลาดมาก ปาล์มน้ำมันราคาลดลงเนื่องจากความต้องการใช้น้ำมันปาล์มดิบในประเทศน้อยกว่าผลผลิตที่ออกสู่ตลาด ประกอบกับสต๊อกน้ำมันปาล์มดิบยังมีอยู่มาก และกุ้งขาวแวนนาไม ราคาลดลงเนื่องจากประเทศคู่ค้ามีคำสั่งซื้อชะลอตัวลง

ดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตรเดือนกุมภาพันธ์ 2562 เพิ่มขึ้นจากเดือนกุมภาพันธ์ 2561 ร้อยละ 3.21 สินค้าสำคัญที่ดัชนีผลผลิตเพิ่มขึ้น ได้แก่ ข้าวเปลือกเจ้านาปี ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ยางพารา ปาล์มน้ำมัน ไก่เนื้อ และไข่ไก่ ด้านสินค้าสำคัญที่ดัชนีผลผลิตลดลง ได้แก่ อ้อยโรงงาน และกุ้งขาวแวนนาไม หากพิจารณาถึงแนวโน้มดัชนีรายได้ของเกษตรกรในเดือนมีนาคม 2562 คาดว่า ลดลงจากเดือนมีนาคม 2561 ร้อยละ 6.39 เป็นผลมาจากดัชนีราคาสินค้าปรับตัวลดลง ร้อยละ 4.42 ในสินค้าสำคัญ ได้แก่ ข้าวเปลือกเจ้า มันสำปะหลัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ กระเทียม และกุ้งขาวแวนนาไม นอกจากนี้ ยังคาดว่า ดัชนีผลผลิตจะปรับตัวลดลง ร้อยละ 2.07 จากสินค้าสำคัญได้แก่ อ้อยโรงงาน สับปะรด หอมแดง และหอมหัวใหญ่ โดยสินค้าสำคัญที่จะมีผลผลิตออกมากช่วงเดือนมีนาคม ได้แก่ ข้าวนาปรัง และมันสำปะหลัง ทั้งนี้ เดือนเมษายน 2562 คาดว่า ดัชนีรายได้เกษตรกรจะทรงตัว ส่วนดัชนีราคามีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้น และดัชนีผลผลิตจะขยายตัวลดลง เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา

รายงานพิเศษ : เกาะติดสถานการณ์ยางครึ่งปีแรก…แนวโน้มอนาคต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/404429

รายงานพิเศษ : เกาะติดสถานการณ์ยางครึ่งปีแรก…แนวโน้มอนาคต

รายงานพิเศษ : เกาะติดสถานการณ์ยางครึ่งปีแรก…แนวโน้มอนาคต

วันพฤหัสบดี ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

สถานการณ์ยางครึ่งแรกของปีงบประมาณ 2562 มีแนวโน้มที่ดีขึ้นเล็กน้อย ราคายางแผ่นรมควันชั้น 3 เมื่อเดือนตุลาคม 2561 ราคาอยู่ประมาณ 42 บาทต่อกิโลกรัม จากนั้นราคาได้ไต่ระดับขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง จนถึงเดือนมีนาคม 2562 ราคาได้ทะลุ 50 บาทต่อกิโลกรัม ล่าสุดเมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2562 ที่ผ่านมาราคาได้ขึ้นมาทรงตัวอยู่ที่ประมาณ 54 บาทต่อกิโลกรัม

ในครึ่งปีหลังของปี 2562 สถานการณ์ราคายางพาราของไทยจะเป็นอย่างไร ?

นายเยี่ยม ถาวโรฤทธิ์ รักษาการผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) กล่าวว่า จากปัจจัยทั้งภายในและต่างประเทศจะทำให้ราคายางเพิ่มสูงขึ้นกว่าช่วงครึ่งปีแรกอย่างแน่นอน สำหรับความต้องการใช้ยางในตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะในประเทศจีนซึ่งเป็นตลาดยางที่สำคัญของไทย รัฐบาลจีนมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศที่ชะลอตัวลง ซึ่งจะให้ความต้องการใช้ยางเพิ่มขึ้น ประกอบกับ การประชุมนัดพิเศษของ สภาไตรภาคียางพารา (ITRC) ซึ่งมี 3 ประเทศผู้ผลิตยางรายใหญ่ของโลก คือ ไทย อินโดนีเซีย และมาเลเซีย เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2562 ที่ผ่านมา มีมติตั้งคณะทำงานร่วม 3 ประเทศ เพื่อหาข้อสรุปในการออกมาตรการรักษาเสถียรภาพราคายางพารา โดยจะพิจารณาใช้ 5 มาตรการ คือ

1.จำกัดปริมาณส่งออกยาง โดยจะพิจารณาหาปริมาณที่เหมาะสมซึ่งจะอยู่ระหว่าง 200,000-300,000 ตัน 2.เพิ่มปริมาณใช้ยางในประเทศของทั้ง 3 ประเทศ 3.ลดพื้นที่ปลูกยางพาราเพื่อปลูกพืชชนิดอื่นทดแทน 4.จัดตั้งตลาดกลางเพื่อซื้อขายยางพาราในตลาดซื้อขายจริง และตลาดซื้อขายล่วงหน้า โดยเป็นตลาดที่จัดตั้งร่วมกันระหว่างภูมิภาค (Regional Rubber Market : RRM) และ5.ตั้งสภายางแห่งอาเซียน (ASEAN Rubber Council : ARC) เพื่อเป็นเวทีให้ทั้ง 3 ประเทศ มาพูดคุยกันตั้งแต่แปรรูปยางพารา ศึกษาวิจัยรวมทั้งเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้

นอกจากนี้ ล่าสุดยังมีดังนั้น ช่วงครึ่งปีหลังจึงเริ่มมีจากปัจจุบันที่มีการใช้ยางในประเทศเพียง 600,000 ตันต่อปี หรือประมาณร้อยละ 14 ของกำลังการผลิตทั่วประเทศ คือ 4.5 ล้านตันต่อปีเท่านั้น โดยเฉพาะการดำเนินประเทศรัฐสุลต่านโอมาน เป็นอีกประเทศที่ให้ความสนใจนวัตกรรมถนนยางพารา เนื่องจากโอมานมีสภาพภูมิประเทศเป็นทะเลทราย อากาศร้อน ประสบปัญหาการเกิดร่องล้อบนถนนยางมะตอย ในขณะที่ถนนยางพาราโดดเด่นในเรื่องคุณสมบัติการทนความร้อนได้มากกว่าถนนยางมะตอยปกติ มีค่าความยืดหยุ่น คืนตัวดีและแข็งแรง มีอายุใช้งานที่มากกว่าทำให้เหมาะสมกับประเทศในเขตร้อนอย่างเช่น โอมาน

ความสำเร็จในการศึกษาวิจัย แปรรูปผลิตภัณฑ์ใหม่ๆจากยางพาราจะเป็นส่วนสำคัญในการสร้างเสถียรภาพให้ยางพารา เพราะจะไม่ทำให้ตลาดยางยึดโยงกับการนำไปเป็นวัตถุดิบผลิตเป็นล้อยาง หรือล้อรถยนต์เท่านั้น ล่าสุด กยท. ร่วมมือกับคณะแพทย์ โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า และคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ทำงานวิจัยเพื่อนำน้ำยางพาราแท้ 100% ในประเทศไทยมาผลิตอุปกรณ์ทางการแพทย์ รวมถึงสื่อการเรียนการสอนให้นักศึกษาแพทย์ พยาบาล ซึ่งนอกจากจะช่วยให้วงการแพทย์ได้อุปกรณ์ที่ตรงความต้องการในสาขาอาชีพแล้ว ยังช่วยให้บุคลากรทางการแพทย์ลดค่าใช้จ่ายนำเข้าจากต่างประเทศที่มีราคาสูง และที่สำคัญยังช่วยเพิ่มปริมาณการใช้ยางธรรมชาติในประเทศอีกด้วย

สำหรับอุปกรณ์สำหรับใช้ในทางการแพทย์ รวมถึงสื่อการเรียนการสอนที่ประสบผลสำเร็จในการวิจัยดังกล่าวเช่น แบบหุ่นจำลองช่วยฝึกตัดชิ้นเนื้อ ซึ่งกยท.ร่วมกับหน่วยออร์โธปิดิกส์เนื้องอกกระดูกและเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ผลิตขึ้นมาเพื่อให้แพทย์ประจำบ้าน และนักศึกษาแพทย์ใช้ฝึกทักษะหัตถการในการหาชิ้นเนื้อมะเร็ง เนื้องอก เดิมเป็นหุ่นที่ทำมาจากยางสังเคราะห์ซึ่งเนื้อสัมผัสต่างจากเนื้อมนุษย์จริง แต่มีราคาแพงหลักแสนบาท ในขณะที่หุ่นจำลองที่ กยท.ได้ผลิตออกมาทำจากน้ำยางพารา 100% มีคุณสมบัติเหมือนเนื้อมนุษย์มากที่สุด แต่มีราคาเพียงแค่หลักหมื่น นอกจากนี้ กยท.ยังได้ทำงานวิจัยร่วมกับคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ในการใช้น้ำยางในการผลิตแผ่นฝึกเย็บแผล ราคาแค่แผ่นละ200-300 บาท จากเดิมใช้ทำจากซิลิโคน ราคาแผ่นละ 700-800 บาท

อีกผลงานที่ กยท.ประสบผลสำเร็จในการวิจัยคือ ผลิตภัณฑ์แผ่นรองพื้นรองเท้าเพื่อสุขภาพที่ผลิตจากยางพารา 100% รับน้ำหนักได้ดี มีผลดีต่อสุขภาพ ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนจดสิทธิบัตร เพื่อทำผลิตภัณฑ์ในเชิงพาณิชย์ต่อไป

จะเห็นได้ว่า ปัจจัยต่างๆทั้งในและต่างประเทศในครึ่งปีหลัง รวมทั้งความร่วมมือของกลุ่มประเทศผู้ผลิตยางพารา ตลอดจนผลงานด้านการวิจัย ของกยท. ที่เริ่มเห็นผลเป็นรูปธรรม ล้วนจะทำให้ความต้องการใช้ยางพาราเพิ่มขึ้น ซึ่งจะทำให้ราคายางในอนาคต มีความมั่นคงและมีเสถียรภาพแน่นอน!!

ใช้ยางแท้ผลิตอุปกรณ์การแพทย์ กยท.การันตีคุณภาพดีราคาถูก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/404424

x

ใช้ยางแท้ผลิตอุปกรณ์การแพทย์ กยท.การันตีคุณภาพดีราคาถูก

วันพฤหัสบดี ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นางณพรัตน์ วิชิตชลชัย รองผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย ด้านอุตสาหกรรมยางและการผลิตยาง เปิดเผยว่า เนื่องจากอุปกรณ์ทางการแพทย์หลายรายการจำเป็น ราคาสูงและต้องนำเข้าจากต่างประเทศ กยท.จึงร่วมมือกับคณะแพทย์โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า และคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ วิจัยเพื่อนำน้ำยางพาราแท้ 100% ในประเทศไทย มาผลิตอุปกรณ์ทางการแพทย์ รวมถึงสื่อการเรียนการสอนให้นักศึกษาแพทย์ พยาบาล เพื่อช่วยลดต้นทุนให้วิชาชีพทางการแพทย์

“โดยเฉพาะแบบหุ่นจำลองช่วยฝึกตัดชิ้นเนื้อ เราร่วมมือกับหน่วยออร์โธปิดิกส์เนื้องอกกระดูกและเนื้อเยื่อเกี่ยวพันรพ.พระมงกุฎเกล้า ผลิตขึ้นมา เพื่อให้แพทย์ประจำบ้าน และนักศึกษาแพทย์ใช้ฝึกทักษะหัตถการหาชิ้นเนื้อมะเร็ง/เนื้องอก นักศึกษาอาจมีโอกาสฝึกทักษะด้านนี้น้อย เพราะการเรียนการสอนใช้หุ่นจำลองที่ต้องสั่งมาจากต่างประเทศราคาหลักแสน การฝึกแต่ละครั้งจำเป็นต้องใช้เข็มเจาะหุ่นทำให้หุ่นเสื่อมสภาพ หุ่น 1 ตัว ใช้ฝึกได้ไม่เกิน 5 ครั้ง และส่วนใหญ่เป็นหุ่นที่ทำมาจากยางสังเคราะห์ซึ่งเนื้อสัมผัสต่างจากเนื้อมนุษย์จริง แต่หุ่นจำลองที่กยท.ผลิตออกมาทำจากน้ำยางพารา 100% มีความแข็งและคุณสมบัติเหมือนเนื้อมนุษย์มากที่สุด ราคาเพียงหลักหมื่น ช่วยให้นักศึกษาแพทย์ใช้ฝึกความชำนาญในการหาชิ้นเนื้อมะเร็ง การตัดชิ้นเนื้อมะเร็งได้มากขึ้น” นางณพรัตน์ กล่าว

กยท. โดยฝ่ายวิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมยาง ยังประสบผลสำเร็จในการวิจัยผลิตภัณฑ์แผ่นรองพื้นรองเท้าเพื่อสุขภาพที่ผลิตจากยางพารา 100% รับน้ำหนักได้ดี ได้รับการรับรองคุณภาพจากคณะแพทย์ผู้ทดสอบว่าดีต่อสุขภาพ ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนจดสิทธิบัตร เพื่อทำผลิตภัณฑ์ในเชิงพาณิชย์ต่อไป นอกจากนั้น กยท.ยังวิจัยร่วมกับคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ได้แก่ แผ่นฝึกเย็บแผล ช่วยฝึกทักษะด้านหัตถการและผ่าตัดเสมือนจริง เดิมอุปกรณ์ทางการแพทย์ดังกล่าวทำจากซิลิโคนราคาแผ่นละ 700-800 บาท ขณะที่กยท.ผลิตให้ในราคาแผ่นละ 200-300 บาท

“จากการร่วมวิจัยครั้งนี้นอกจากช่วยให้วงการแพทย์ได้เครื่องมือตรงความต้องการในสาขาอาชีพแล้ว ยังช่วยลดค่าใช้จ่ายนำเข้าหุ่นจำลองจากต่างประเทศที่ราคาสูง อีกทั้ง ช่วยเพิ่มปริมาณการใช้ยางธรรมชาติในบ้านเรา หน่วยงานใดสนใจผลิตภัณฑ์ดังที่กล่าว ติดต่อได้ที่กยท.หมายเลขโทรศัพท์ 09-3046-8545 หรือ Line : Rubber For Health” รองผู้ว่าฯกยท. กล่าว

รายงานพิเศษ : ก.พร.ผสานพลังขรก.ยุคใหม่ รวมพลังหยุดยั้งคอร์รัปชัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/404456

รายงานพิเศษ : ก.พร.ผสานพลังขรก.ยุคใหม่ รวมพลังหยุดยั้งคอร์รัปชัน

รายงานพิเศษ : ก.พร.ผสานพลังขรก.ยุคใหม่ รวมพลังหยุดยั้งคอร์รัปชัน

วันพฤหัสบดี ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พร.) เปิดเผยว่า สำนักงาน ก.พร. ได้เดินหน้าขับเคลื่อนการพัฒนาระบบราชการให้เป็นไปตามหลักธรรมาภิบาลของการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดได้จัดกิจกรรมเสริมสร้างธรรมาภิบาล “ค่ายรวมพลังหยุดยั้งคอร์รัปชัน” ที่จังหวัดนครนายก  เพื่อสร้างความตระหนักรู้ถึงความสำคัญของการต่อต้านคอร์รัปชัน และความโปร่งใสในการปฏิบัติราชการ โดยมีข้าราชการจากหน่วยงานต่างๆ ถึง 22 หน่วยงาน เข้าร่วมกิจกรรม อาทิ กรมที่ดิน  กรมศุลกากร กรมการปกครอง กรมการขนส่งทางบก กรมอุทยานสัตว์ป่า และพันธุ์พืช ฯลฯ เพื่อให้การขับเคลื่อนประเทศบรรลุเป้าหมายตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ยุทธศาสตร์ชาติว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต คำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี และนโยบายและแผนการประชาสัมพันธ์แห่งชาติ ตลอดจนเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของภาครัฐด้านความโปร่งใส  และการต่อต้านการทุจริต

โดยกิจกรรมภายในค่ายรวมพลังหยุดยั้งคอร์รัปชัน ที่ จ.นครนายก ประกอบไปด้วยการถ่ายทอดความรู้จากวิทยากรที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญโดยตรง และยังมีกิจกรรม Walk rally “รวมพลังความคิด พิชิตงานภายใต้หลักธรรมาภิบาล” ที่โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า กิจกรรม Workshop “รวมพลังความคิด ต้านทุจริตด้วยจิตพอเพียง” พร้อมการศึกษาดูงานที่ศูนย์เรียนรู้โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริระดับอำเภอ บ้านทุ่งกระโปรง เพื่อศึกษาดูงานแหล่งเรียนรู้เกษตรพอเพียงเกษตรทฤษฎีใหม่ เกษตรผสมผสาน และศึกษาดูงานการสานต่อแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง ณ ศูนย์ภูมิรักษ์ธรรมชาติ อีกด้วย

ทั้งนี้ ทางสำนักงาน ก.พร. มีความคาดหวังว่า ตัวแทนของหน่วยงานราชการที่มาร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ จะเป็นเสมือนตัวแทนของข้าราชการยุคใหม่ ที่มีทั้งความรู้ คู่คุณธรรมและมีความโปร่งใสในการปฏิบัติราชการ และยังเป็นกำลังสำคัญของหน่วยงานในการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันให้กับข้าราชการไทยในทุกรูปแบบ เพื่อเป็นการพัฒนาระบบราชการ เพื่อชีวิตที่ดีของประชาชนต่อไป

กรมชลฯยันเขื่อนทุกแห่งคือคำตอบเรื่องน้ำ เกิดประโยชน์ถาวรแก้แล้งท่วมในพื้นที่ได้ผล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/404426

กรมชลฯยันเขื่อนทุกแห่งคือคำตอบเรื่องน้ำ เกิดประโยชน์ถาวรแก้แล้งท่วมในพื้นที่ได้ผล

กรมชลฯยันเขื่อนทุกแห่งคือคำตอบเรื่องน้ำ เกิดประโยชน์ถาวรแก้แล้งท่วมในพื้นที่ได้ผล

วันพุธ ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2562, 17.13 น.

กรมชลฯ ยันเขื่อนทุกแห่ง คือคำตอบเรื่องน้ำ เกิดประโยชน์ถาวร แก้แล้งท่วมในพื้นที่ได้ผล แต่สภาพอากาศแปรปรวนทั้งชุมชนขยายตัว ส่งผลเกิดวิกฤติน้ำรุนแรงขึ้น

27 มี.ค.62 นายเฉลิมเกียรติ คงวิเชียรวัฒน์ รองอธิบดีกรมชลประทาน ชี้แจงกรณีการนำเสนอข่าว เขื่อนไม่ใช่คำตอบ ในการบริหารจัดการน้ำท่วมน้ำแล้ง ปล่อยให้ชาวบ้านภาคอีสานต้องเผชิญกับปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้งซ้ำซากนั้น ว่ากรมชลฯได้มีการศึกษาเพื่อหาแนวทางในการพัฒนาแหล่งน้ำ เพื่อเป็นแหล่งน้ำต้นทุนให้กับพื้นที่ภาคอีสาน ซึ่งทุกโครงการที่ได้ดำเนินการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่หรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ได้เข้ามามีส่วนร่วมกับภาครัฐในการกำหนดทิศทางการพัฒนาแหล่งน้ำนั้นๆ เสมอ ทั้งโครงการเขื่อนยางนาดี เขื่อนลำสะพุง จ.ชัยภูมิ ประตูระบายน้ำศรีสองรัก จ.เลย ประตูระบายน้ำน้ำก่ำ จ.สกลนคร โดยทุกโครงการมีการจัดประชุมเพื่อหารือร่วมกับประชาชนในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง

สำหรับกรณีเขื่อนราษีไศล เขื่อนหัวนา เขื่อนร้อยเอ็ด เขื่อนยโสธร-พนมไพร และเขื่อนธาตุน้อย ที่ได้ถูกกล่าวอ้างว่า ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตและระบบนิเวศลุ่มน้ำ ขอชี้แจงว่า ในส่วนของเขื่อนราษีไศล และเขื่อนหัวนานั้น กรมชลประทาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้มีมาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบเรียบร้อยแล้ว อยู่ระหว่างดำเนินการ ในส่วนของเขื่อนร้อยเอ็ด เขื่อนยโสธร และเขื่อนธาตุน้อย-พนมไพร ยังอยู่ระหว่างดำเนินการศึกษาวิเคราะห์หาแนวทางและมาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ อย่างไรก็ตาม โครงการดังกล่าวเป็นเพียงโครงการประเภทประตูระบายน้ำ กั้นขวางแม่น้ำมูลและแม่น้ำชี เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำ โดยการควบคุมการระบายน้ำในช่วงฤดูน้ำหลากและกักเก็บน้ำไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้ง ซึ่งไม่สามารถกักเก็บน้ำในปริมาณมากได้ เป็นเพียงการช่วยบรรเทาปัญหาน้ำแล้งเพียงบางส่วนเท่านั้น

ในส่วนของการบริหารจัดการน้ำช่วงฤดูแล้งนี้ กรมชลประทาน ได้มีการวางแผนจัดการน้ำในช่วงฤดูแล้งในแต่ละพื้นที่ตามปริมาณน้ำต้นทุนที่มีอยู่ ซึ่งยืนยันได้ว่าในพื้นที่ชลประทาน จะไม่มีปัญหาการขาดแคลนน้ำอุปโภคและบริโภค หรือที่เรียกกันว่าน้ำกินน้ำใช้อย่างแน่นอน ส่วนภาคการเกษตรให้ขึ้นอยู่กับมติของที่ประชุมคณะกรรมการจัดการน้ำชลประทาน(JMC)ของแต่ละโครงการฯ ซึ่งมีผู้แทนจากภาคเกษตรกรมากกว่าครึ่งหนึ่งร่วมเป็นกรรมการ เพื่อตัดสินใจร่วมกันว่าจะจัดสรรน้ำให้กับภาคการเกษตรได้มากน้อยเพียงใด

ทั้งนี้ กรมชลประทาน เป็นหน่วยงานหนึ่งที่มีหน้าที่บริหารจัดการน้ำในประเทศ แก้ไขบรรเทาปัญหาการขาดแคลนน้ำและบรรเทาปัญหาอุทกภัย ภายใต้การบูรณาการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อพัฒนาแหล่งน้ำทั่วประเทศ เพื่อให้ทุกพื้นที่ในประเทศ ได้มีน้ำใช้เพื่อการอุปโภค บริโภค และการเกษตร สนับสนุนการเพิ่มผลผลิต เพื่อสร้างความมั่นคงทางด้านชีวิต โดยการเพิ่มพื้นที่ชลประทานและประสิทธิภาพการกระจายน้ำของระบบชลประทานอย่างทั่วถึง เพราะน้ำเป็นส่วนสำคัญในการดำรงชีวิต

“การก่อสร้างเขื่อน อ่างเก็บน้ำ และประตูระบายน้ำต่างๆ จึงเป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการน้ำอย่างหนึ่งที่จะช่วยแก้ปัญหาทางด้านน้ำ โดยมีขั้นตอนก่อนการก่อสร้างแต่ละโครงการฯ หลายขั้นตอน ประกอบไปด้วย การศึกษาสำรวจออกแบบให้เหมาะสมกับสภาพภูมิประเทศ ระบบนิเวศ เพื่อให้การใช้พื้นที่ทรัพยากรธรรมชาติให้เกิดประโยชน์มากที่สุด ทั้งนี้จากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป ส่งผลให้เกิดความผันผวนทางธรรมชาติ และความต้องการใช้น้ำที่มากขึ้นจากการขยายตัวของชุมชนเมือง จึงก่อให้เกิดวิกฤติทางน้ำ ทั้งปัญหาน้ำท่วมและในหลายพื้นที่ยังเสี่ยงต่อการขาดแคลนน้ำ เขื่อน จึงเป็นทางเลือกหนึ่งในการแก้ไขปัญหาด้านน้ำอย่างถาวรและเป็นรูปธรรม” รองอธิบดีกรมชลฯ กล่าว

‘กฤษฎา’ผุดไอเดีย’เกษตรแปลงใหญ่ประชารัฐ’เชื่อมบีโอไอ หนุนขยายผลSMEเกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/404417

'กฤษฎา'ผุดไอเดีย'เกษตรแปลงใหญ่ประชารัฐ'เชื่อมบีโอไอ หนุนขยายผลSMEเกษตรกร

‘กฤษฎา’ผุดไอเดีย’เกษตรแปลงใหญ่ประชารัฐ’เชื่อมบีโอไอ หนุนขยายผลSMEเกษตรกร

วันพุธ ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2562, 17.00 น.

“กฤษฎา”ผุดไอเดีย”เกษตรแปลงใหญ่ประชารัฐ”เชื่อมบีโอไอ หนุนขยายผลเอสเอ็มอีเกษตรกร ดันเกิดใน3เดือนส่งต่อครม.ใหม่

27 มี.ค.62 นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยเนื่องในวันคล้ายวันสถาปนาสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ครบรอบ 40 ปี ว่า รัฐบาลนี้เร่งปฏิรูปภาคการเกษตรสู่เกษตร 4.0 ยกระดับรายได้เพื่อหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง ด้วยหลักการตลาดนำการผลิต ซึ่งเป็นการบริหารจัดการสินค้าเกษตรแบบใหม่ โดยโครงการที่ประสบสำเร็จ เช่น ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์แทนทำนาปรัง สามารถรักษาเสถียรภาพราคาข้าว ลดการใช้น้ำ ทำให้การจัดสรรน้ำฤดูแล้งเหมาะสม โครงการส่งเสริมการใช้ยางในหน่วยงานรัฐ นำยางไปทำถนนทุกชุมชน โครงการพัฒนาเกษตรกร เป็นสมาร์ทฟาร์เมอร์ เปลี่ยนจากทำมากได้น้อย เป็นทำน้อยได้มาก โดยใช้เทคโนโลยี นวัตกรรมเพิ่มประสิทธิภาพผลผลิต โครงการเกษตรแปลงใหญ่ มีการขยายผลการดำเนินงานแปลงใหญ่ประชารัฐเกษตรสมัยใหม่ให้มีความเชื่อมโยงกับการตลาดและเทคโนโลยีสมัยใหม่ และเชื่อมโยงกับโครงการ BOI ที่จะส่งเสริม SME ภาคเกษตรที่เป็น Agri-Solution Provider รวมถึงการขยายเครือข่ายภาคเอกชนรายใหม่ที่จะเข้ามาดำเนินการโครงการแปลงใหญ่ประชารัฐ

“งานที่ผมจะวางแนวทางไว้ใน 3 เดือน ก่อนมีคณะรัฐมนตรี (ครม.) ใหม่ คือ การบริหารปริมาณการผลิต (Supply) กับความต้องการของตลาด (Demand) ให้ใกล้เคียงกัน เพื่อป้องกันปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำ โดยต้องมีการกำหนดชนิด จำนวน โควตาเกษตรกรรม การเพาะปลูกหรือการปศุสัตว์ตามแผนการผลิตให้ครอบคลุมทั้งประเทศ รวมทั้งมีมาตรการลดความเสี่ยงให้แก่เกษตรกรด้วย เช่น การประกันภัยพืชผล ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ช่วยเรื่องทุนดอกเบี้ยต่ำ ภาคเอกชนมาช่วยเรื่องเครื่องมือเครื่องจักร เทคโนโลยีในการผลิตรวมทั้งช่วยเรื่องการตลาดด้วย มีตลาดรองรับที่ชัดเจน มีอำนาจในการต่อรองราคา และได้วางแผนดำเนินงานและทิศทางในการขับเคลื่อนในระยะต่อไป” นายกฤษฎา กล่าว

กรมปศุสัตว์ร่วมกับสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติจัดสัมมนา Seminar on African Swine Fever (ASF) Risk Preparedness

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/404402

กรมปศุสัตว์ร่วมกับสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติจัดสัมมนา Seminar on African Swine Fever (ASF) Risk Preparedness

กรมปศุสัตว์ร่วมกับสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติจัดสัมมนา Seminar on African Swine Fever (ASF) Risk Preparedness

วันพุธ ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2562, 16.27 น.

กรมปศุสัตว์ร่วมกับสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติจัดสัมมนา Seminar on African Swine Fever (ASF) Risk Preparedness จับมือประเทศกลุ่มอาเซียน เพื่อเตรียมความพร้อมและสร้างเครือข่ายเกี่ยวกับโรค ASF ระดับภูมิภาค และปล่อยขบวนคาราวานความร่วมมือเฝ้าระวังและป้องกันโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรตามแนวชายแดน 

27 มี.ค.62 เวลา 9.00 น. นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เป็นประธานเปิดงานสัมมนา “Seminar on African Swine Fever (ASF) Risk Preparedness”ระหว่างวันที่ 26-27 มีนาคม 2562 พร้อมด้วยนายสัตวแพทย์จีระศักดิ์ พิพัฒนพงศ์โสภณ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ นายรณชัย จิตรวิเศษ ผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย ปศุสัตว์เขต 2, 3, 4 และ 5 ผอ.สำนักควบคุม ป้องกันและบำบัดโรคสัตว์ ผอ.กองสารวัตรและกักกัน ผู้แทนจากปศุสัตว์จังหวัด เจ้าหน้าที่ด่านกักกันสัตว์ ผู้แทนจากกองความร่วมมือด้านการปศุสัตว์ระหว่างประเทศ ผู้แทนจากสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ ผู้แทนจากประเทศกลุ่มอาเซียนประกอบด้วย อธิบดีจากประเทศกัมพูชา รองอธิบดีจาก สปป. ลาว และรองอธิบดีจากเวียดนาม และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง

โรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (African Swine Fever: ASF) เป็นโรคที่ไม่มีวัคซีน เกิดโรคเฉพาะในสุกร ไม่ติดต่อสู่คน ทำให้เกิดอัตราการตายสูงในสุกร ส่งผลกระทบและสร้างความเสียหายอย่างมากต่ออุตสาหกรรมผู้ผลิตและผู้เลี้ยงสุกร ซึ่งปัจจุบันสถานการณ์การระบาดของโรค ASF มากขึ้นในหลายประเทศทั่วโลก รวมทั้งสาธารณรัฐประชาชนจีน และเวียดนามซึ่งอยู่ในภูมิภาคเอเชีย ส่งผลกระทบและสร้างความเสียหายต่อความมั่นคงทางด้านอาหาร (Food Security) ระดับภูมิภาคด้วย

เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมในการรับมือและสร้างเครือข่ายปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องกับโรค ASF ระดับภูมิภาค กรมปศุสัตว์ร่วมกับสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติได้จัดงานสัมมนาขึ้น โดยจุดประสงค์เพื่อทบทวนสถานการณ์และความเสี่ยงของโรค ASF ในสุกรที่มีต่อประเทศในแถบภูมิภาค สร้างกลไกความร่วมมือเพื่อเตรียมความพร้อมในการป้องกันการเกิดโรค สร้างเครือข่ายระหว่างหน่วยงาน สร้างความเข้มแข็งของเครือข่ายตามชายแดน โดยมีองค์การสุขภาพสัตว์โลก (OIE) ให้การสนับสนุนข้อมูลทางด้านวิชาการ นอกจากนี้ในการสัมมนามีการนำเสนอข้อมูลสถานการณ์ปัจจุบันของโรค ASF และความเสี่ยงของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แผนในการเตรียมความพร้อมและการรับมือของโรค ASF ระดับชาติของประเทศต่างๆ การประเมินความเสี่ยงในการระบาดของโรค ASF และการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างประเทศต่างๆ ด้านความร่วมมือ การสร้างความเข้มแข็งตามแนวชายแดนระหว่างประเทศ การสร้างเครือข่าย และการระบุจัดความสำคัญในการเตรียมความพร้อมและความร่วมมือระดับภูมิภาค เพื่อให้กลไกความร่วมมือเกี่ยวกับโรค ASF ระดับภูมิภาคสามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป

นอกจากนี้ เป็นประธานปล่อยขบวนคาราวานความร่วมมือเฝ้าระวังและป้องกันโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร ประกอบด้วยเจ้าหน้าที่หน่วยปฎิบัติการพิเศษกว่า 45 ราย พร้อมยานพาหนะ 15 คัน ร่วมกับผู้แทนจากประเทศกัมพูชา ลาว และเวียดนาม เพื่อพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อต้านโรค ASF ตามพื้นที่ชายแดนและประเทศเพื่อนบ้าน ร่วมมือดำเนินการตามมาตราการป้องกันโรค ASF ของกรมปศุสัตว์ต่อไป โดยเริ่มปฎิบัติการตั้งแต่วันที่ 27 มีนาคม – พฤษภาคม 2562 นี้ ณ โรงแรมอัศวรรณ จังหวัดหนองคาย

‘บิ๊กฉัตร’เผยไทยยังมี’เอลนีโญ่’ถึงกลางปี สั่งวางมาตรการเข้ม-บรรเทาพื้นที่เสี่ยงขาดแคลน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/404353

'บิ๊กฉัตร'เผยไทยยังมี'เอลนีโญ่'ถึงกลางปี สั่งวางมาตรการเข้ม-บรรเทาพื้นที่เสี่ยงขาดแคลน

‘บิ๊กฉัตร’เผยไทยยังมี’เอลนีโญ่’ถึงกลางปี สั่งวางมาตรการเข้ม-บรรเทาพื้นที่เสี่ยงขาดแคลน

วันพุธ ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2562, 14.01 น.

 ‘บิ๊กฉัตร’ ถกหน่วยงานน้ำ รับภัยแล้ง เผยไทยยังคงมีเอลนีโญ่จนถึงกลางปี สั่งวางมาตรการแน่น บรรเทาพื้นที่เสี่ยงขาดแคลน “จ่ายน้ำเป็นช่วงเวลา ลดแรงดัน สูบทอยน้ำเพื่อเก็บกัก ทำฝายชั่วคราว มีแผนซื้อน้ำจากเอกชน”

27 มี.ค. 62 ที่สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน  ถ.พิษณุโลก พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการวิเคราะห์ติดตามสถานการณ์และการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ครั้งที่ 1/2562 ว่า ที่ประชุมได้มีการหารือ วิเคราะห์ ติดตามลักษณะอากาศในระยะ 3 เดือนนี้ จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เห็นพ้องตรงกันว่าประเทศไทยยังคงมีสภาพเป็นเอลนีโญ่อ่อนๆ และจะกลับลงมาสู่สภาพเป็นกลางในกลางปีนี้ ขณะที่ปริมาณฝนสะสมจากต้นปีถึงปัจจุบัน คาดว่าปริมาณฝนรวมในเดือนเมษายน จะมีฝนมากกว่าเดือนมีนาคม แต่ยังมีพื้นที่มีปริมาณฝนตกน้อยกว่าค่าปกติ โดยเฉพาะภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลางตอนบน และซีกตะวันตกของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ขณะที่ในเดือนพฤษภาคมคาดว่าประเทศไทยปริมาณฝนจะใกล้เคียงค่าปกติ​

“ได้กำชับกรมชลประทาน กรมทรัพยากรน้ำ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย รวมถึงหน่วยงานท้องถิ่น กำหนดแผนบริหารจัดการน้ำอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะอ่างเก็บน้ำเฝ้าระวัง ที่มีปริมาณน้ำใช้การน้อยกว่า 30% ขณะที่การวางแผนบริหารจัดการน้ำก่อนเข้าสู่ฤดูฝน สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ได้วางแผนร่วมกับหน่วยงานเจ้าภาพหลัก ดำเนินการปรับปรุงเกณฑ์ปฏิบัติการอ่างเก็บน้ำ (Rule Curve) เพื่อรักษาสมดุลระหว่างการป้องกันอุทกภัยและภัยแล้ง” พล.อ.ฉัตรชัยระบุ ​

ด้าน นายสำเริง แสงภู่วงค์ รองเลขาธิการ สทนช. กล่าวว่า มาตรการป้องกันและบรรเทาผลกระทบพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำในช่วงฤดูแล้ง คือแบ่งเป็นน้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภค โดยการประปานครหลวง มีปริมาณน้ำเพียงพอตลอดปี 2562 ส่วนการประปาส่วนภูมิภาค ปัจจุบันพบว่ามีพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำ 20 สาขา 18 จังหวัด แบ่งเป็น ภาคเหนือ 6 จังหวัด ประกอบด้วย แม่ฮ่องสอน เชียงราย เชียงใหม่ สุโขทัย พิษณุโลก เพชรบูรณ์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 6 จังหวัด นครราชสีมา หนองบัวลำภู บุรีรัมย์ มหาสารคาม ขอนแก่น ร้อยเอ็ด ภาคตะวันออก 3 จังหวัด ฉะเชิงเทรา ชลบุรี จันทบุรี และภาคใต้ 3 จังหวัด สุราษฏร์ธานี พังงา ภูเก็ต ได้เตรียมการแก้ไขปัญหา อาทิ มาตรการจ่ายน้ำเป็นช่วงเวลา ลดแรงดัน และสูบทอยน้ำเพื่อเก็บกักไว้ในแหล่งน้ำใกล้เคียง ทำฝายชั่วคราว และมีแผนซื้อน้ำจากเอกชน

รองเลขาธิการ สทนช. กล่าวอีกว่า ส่วนนอกเขตพื้นที่ให้บริการของการประปาภูมิภาค ได้เฝ้าระวังขาดแคลนน้ำ รวม 7 จังหวัด 15 อำเภอ ขณะนี้ สทนช. ได้ดำเนินการแจ้งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเฝ้าระวัง เตรียมความพร้อมเชิงป้องกัน และจัดทำข้อมูล และแผนที่แสดงแหล่งน้ำบริเวณใกล้เคียงพื้นที่เสี่ยงในรัศมี 50 กม. ด้านเกษตรกรรม ในพื้นที่เสี่ยงฯนอกเขตชลประทาน มีจำนวน 11 จังหวัด 26 อำเภอ 71 ตำบล พื้นที่รวม 151,552 ไร่ ซึ่งได้มีการปรับเปลี่ยนการปลูกพืชใช้น้ำน้อย ซึ่งปริมาณน้ำมีเพียงพอ สำหรับปลูกพืชตามมาตรการ แต่สำหรับพื้นที่การเพาะปลูกข้าวนารอบที่ 2 พบว่า ในเขตชลประทาน จำนวน 32 จังหวัด ปลูกเกินแผน จำนวน 1,186,336 ไร่ และนอกเขตชลประทาน มี 7 จังหวัด ปลูกเกินแผน จำนวน 133,702 ไร่ รวมทั้งประเทศ 36 จังหวัด ปลูกเกินแผน จำนวน 1,320,038 ไร่​

รองเลขาธิการ สทนช. กล่าวด้วยว่า ทั้งนี้ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ได้ประกาศพื้นที่เขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติภัยแล้ง ล่าสุดมีทั้งสิ้น 3 จังหวัด 8 อำเภอ 30 ตำบล โดย จ.ร้อยเอ็ด 2 อำเภอ 2 ตำบล จ.ศรีสะเกษ 3 อำเภอ 5 ตำบล เป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบขาดแคลนน้ำอุปโภค-บริโภค และ จ.ตราด 3 อำเภอ 23 ตำบล ซึ่งขาดแคลนน้ำเพื่อการเกษตร โดยขณะนี้กรมทรัพยากรน้ำและกรมทรัพยากรน้ำบาดาล ได้เร่งหาแหล่งน้ำบริเวณใกล้เคียงพื้นที่เสี่ยงในรัศมี 50 กม. รวมถึงจัดเตรียมรถบรรทุกน้ำเพิ่มเติม กรณีปริมาณน้ำต้นทุนในแหล่งน้ำไม่เพียงพอ

รมช.เกษตรฯชูศก.พอเพียง หนทางพัฒนาประเทศยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/404120

x

รมช.เกษตรฯชูศก.พอเพียง หนทางพัฒนาประเทศยั่งยืน

วันพุธ ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นวิทยากรบรรยายพิเศษหัวข้อ “หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง : หนทางสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน” ให้ข้าราชการและบุคลากรสังกัดกระทรวงการต่างประเทศมีความรู้ความเข้าใจในคุณค่าและประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรมของการนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไปใช้ เพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนว่า ประเทศไทยให้ความสำคัญกับการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยน้อมนำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร มาเป็นแนวทางพัฒนาบริหารประเทศ และแบ่งปันแนวทางพัฒนาไปยังนานาประเทศ ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์โลกปัจจุบัน ส่งผลให้ประเทศไทยและทั่วโลกจำเป็นต้องปรับตัวพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลก ภัยพิบัติธรรมชาติ การขาดแคลนน้ำ ความล้มเหลวในการบรรเทา climate-change ส่งผลกระทบให้ทรัพยากรทางธรรมชาติถูกทำลาย เกิดการชะล้างพังทลายหน้าดิน อย่างไรก็ตาม เมื่อเกิดปัญหาในภาวะที่ไม่ปกติ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ตรัสว่า เราต้องบริหารแบบคนจน แบบที่ไม่ยึดติดกับตำรามากเกินไป ทำด้วยความสามัคคี เมตตาต่อกัน ซึ่งเป็นหนทางทำให้อยู่ร่วมกันและแก้ปัญหาต่างๆ ผ่านพ้นไปได้

“ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” เป็นปรัชญาที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงชี้ถึงแนวทางดำเนินชีวิตของประชาชนทุกระดับ ให้ดำเนินไปด้วยความไม่ประมาท พระองค์ทรงทำตัวอย่างให้คนไทยได้เห็นผ่านโครงการพระราชดำริที่ประสบความสำเร็จกว่า 4,741 โครงการ มากกว่า 47,000 บทเรียน ทำให้ทั่วโลกยอมรับและมอบรางวัลให้พระองค์

อย่างไรก็ตาม หนทางไปสู่เการพัฒนาที่ยั่งยืนได้ต้องเริ่มที่พัฒนา “คน” โดยเสริมสร้างพื้นฐานจิตใจให้มีสำนึกในคุณธรรม ความซื่อสัตย์ รอบรู้ พร้อมรับการเปลี่ยนแปลง ทั้งด้านเศรษฐกิจสังคม สภาพแวดล้อม และเทคโนโลยี และลงมือปฏิบัติเป็นรูปธรรม โดยร่วมบูรณาการจากหลายภาคส่วน เป้าหมายคือ สร้างความพอมีพอกินก่อน  ซึ่งจะนำไปสู่เป้าหมายพัฒนาที่ยั่งยืน  โดยหลักขับเคลื่อนสืบสานศาสตร์พระราชา เป็นการพัฒนาที่มีประชาชนเป็นแกนหลัก และภาคีอื่นเข้าร่วมอย่างบูรณาการ เพื่อส่งเสริมกลไกเดิมของภาครัฐที่มีอยู่แล้ว โดยขับเคลื่อน 3 ระดับคือ ท้องถิ่น/ชุมชน ชาติ และจังหวัดภายใต้การมีส่วนร่วม 7 ภาคส่วน ได้แก่ ภาครัฐ ภาควิชาการ ภาคประชาชน ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม สื่อมวลชน และภาคศาสนา หากกระทรวงต่างประเทศ เสริมสร้างความเข้มแข็งของหุ้นส่วนเพื่อการพัฒนายั่งยืนในประเทศและภูมิภาคได้ จะบรรลุเป้าหมายที่ยั่งยืน