ก.เกษตรฯประกาศผ่อนปรนใช้อวนรุน ไฟเขียวประมงพื้นบ้านจับเคยใกล้ฝั่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/404130

x

ก.เกษตรฯประกาศผ่อนปรนใช้อวนรุน ไฟเขียวประมงพื้นบ้านจับเคยใกล้ฝั่ง

วันพุธ ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ตามที่ชาวประมงพื้นบ้านเสนอขอใช้อวนตาห่างขึ้น จากเดิมที่กำหนดให้เรือประมงพื้นบ้านขนาดต่ำกว่า 10 ตันกรอส ทำการประมงนอกเขตระยะ 1,000 เมตร ส่วนเรือประมงพาณิชย์ที่มีขนาดตั้งแต่ 10 ตันกรอสขึ้นไป ทำการประมงนอกเขตทะเลชายฝั่งประมาณ 5,400 เมตร นับจากขอบน้ำตลอดแนวชาวฝั่งทั้ง 22 จังหวัดชายทะเล โดยกำหนดขนาดใช้ตาอวนขนาด 2×2 มิลลิเมตรเท่านั้น แต่ชาวประมงพื้นบ้านต้องการขยายตาอวนเพื่อจับ “เคยโกร่ง” ที่เป็นเคยขนาดใหญ่ประมาณ 7-32 มิลลิเมตร จึงขอผ่อนปรนให้ใช้ตาอวนขนาด 2×4 มิลลิเมตร ซึ่งจากการหารือร่วมกับรัฐมนตรีช่วยกระทรวงเกษตรฯ และปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เห็นควรให้ยกเลิกประกาศกระทรวง พ.ศ. 2559 และให้ออกประกาศกระทรวงใหม่ กำหนดเงื่อนไขรูปแบบของอวน ขนาดเรือ วิธีที่ใช้ บริเวณพื้นที่ และระยะเวลาทำประมงที่ผู้ทำประมงด้วยเครื่องมืออวนรุนเคย ที่ใช้ประกอบเรือยนต์ทำประมงต้องปฏิบัติ พ.ศ. 2562 กำหนดให้การทำประมงด้วยเครื่องมืออวนรุนเคยประกอบเรือยนต์ที่มีขนาดตั้งแต่ 10 ตันกรอสขึ้นไป ที่ใช้อวนขนาดช่องตาไม่เกิน 2×2 มิลลิเมตร ให้ทำประมงนอกเขตทะเลชายฝั่งเท่านั้น ส่วนเรือยนต์ที่มีขนาด 10 ตันกรอสขึ้นไป แต่ไม่ถึง 15 ตันกรอส และอธิบดีกรมประมงอนุญาตให้ทำประมงพื้นบ้านต่อไปตามพระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558 หรือการทำประมงด้วยเครื่องมืออวนรุนเคยประกอบเรือยนต์ที่มีขนาดต่ำกว่า 10 ตันกรอสลงมา สามารถใช้ขนาดช่องตาอวน 2×4 มิลลิเมตรได้ โดยให้ทำการประมงนอกเขตระยะ 1,000 เมตร นับจากขอบน้ำตามแนวชาวฝั่งขณะทำการประมง เฉพาะในอ่าวไทย ตัว ก เขตจังหวัดเพชรบุรี สมุทรสงคราม สมุทรสาคร กรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ และฉะเชิงเทรา ระหว่างวันที่ 16 เมษายน-30 เมษายน 2562 และระหว่างวันที่ 16 เมษายน-30 มิถุนายน 2563

นายกฤษฎากล่าวเพิ่มเติมว่า การให้เรือประมงพื้นบ้านขยับเข้ามาทำประมงใกล้ชายฝั่งมากขึ้นนั้น ชาวประมงพื้นบ้านจะกลับมาประกอบอาชีพได้ตามปกติและมีความปลอดภัยในการเดินเรือ อีกทั้ง การผ่อนปรนให้ใช้อวนที่มีขนาดตา 2×4 มิลลิเมตร ซึ่งเป็นขนาดที่ชาวประมงใช้กันอยู่และเหมาะกับการรุน “เคยโกร่ง” จะช่วยให้ชาวประมงมีรายได้จากการจับ “เคยโกร่ง” ขายมากขึ้น พร้อมกันนี้ กรมประมงจะศึกษาข้อมูลทางวิชาการจากการผ่อนปรนทั้งขนาดตาอวน พื้นที่และระยะเวลาทำประมง เพื่อนำไปปรับข้อกำหนดให้สอดคล้องกับวิถีประมงพื้นบ้าน ในอนาคตอาจเพิ่มพื้นที่ทำประมงเพื่อให้ชาวประมงประกอบอาชีพได้ยั่งยืน ประกอบกับการกำหนดขนาดตาอวน 2×4 มม. ตามประกาศกระทรวงฯฉบับใหม่ให้ทำ 2 ปีก่อนคือ ปี 2562 และ ปี 2563 เพื่อกรมประมงจะได้ศึกษาวิจัยร่วมกับชาวประมงพื้นบ้านไปด้วยเกี่ยวกับพื้นที่และระยะเวลาทำประมง ถ้าศึกษาแล้วพบว่าช่วงเวลาที่พบเคยโกร่งนานกว่านี้ อาจขยายเวลาทำประมงอวนรุนเคยได้อีก ซึ่งขณะนี้กรมประมงนำประกาศกระทรวงฉบับใหม่ส่งสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเพื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว

กยท.ลดพื้นที่ปลูกยางได้ตามเป้า เดินหน้าตามยุทธศาสตร์20ปีเหลือ18.4ล.ไร่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/404137

x

กยท.ลดพื้นที่ปลูกยางได้ตามเป้า เดินหน้าตามยุทธศาสตร์20ปีเหลือ18.4ล.ไร่

วันพุธ ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายเยี่ยม ถาวโรฤทธิ์ รักษาการผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า การยางแห่งประเทศไทย (กยท.)ประสบผลสำเร็จในการดำเนินโครงการลดพื้นที่ปลูกยาง โดยปีที่ผ่านมาลดพื้นที่ปลูกยางได้ถึง 420,000 -430,000 ไร่ จากที่ตั้งเป้าไว้ 400,000 ไร่ เกษตรกรที่โค่นยางส่วนใหญ่จะไปปลูกไม้ผลต่างๆ โดยเฉพาะทุเรียน ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจที่มีอนาคตค่อนข้างดี ส่วนปี 2562 กยท.ตั้งเป้าลดพื้นที่ปลูกยางลงอีก 400,000 ไร่ ทั้งนี้ ปัจจุบันประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกยางประมาณ 23.3 ล้านไร่ โดยกยท.จะลดพื้นที่ปลูกยางให้ได้ตามยุทธศาสตร์ยาง 20 ปี คือ 18.4 ล้านไร่ ภายในปี 2579

สำหรับความสำเร็จในการลดพื้นที่ปลูกยางปีที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งมาจากนโยบายของกระทรวงเกษตรฯที่ให้กยท. ดำเนินโครงการพัฒนาอาชีพชาวสวนยางรายย่อยเพื่อความยั่งยืน กิจกรรมส่งเสริมลดพื้นที่ปลูกยาง ด้วยการโค่นสวนยางเดิม และส่งเสริมให้ชาวสวนยางปรับเปลี่ยนไปประกอบอาชีพเกษตรกรรมใหม่ เช่น เลี้ยงสัตว์ ปลูกพืชผัก ผลไม้ ซึ่งวางเป้าหมายเพื่อลดพื้นที่สวนยาง 150,000 ไร่ทั่วประเทศ เป็นการช่วยลดความเสี่ยงด้านผลกระทบจากราคายางตกต่ำ เพิ่มรายได้รวมไปถึงสร้างทางเลือกในอาชีพ เพื่อความยั่งยืนให้เกษตรกรชาวสวนยาง

“แม้ขณะนี้โครงการพัฒนาอาชีพชาวสวนยางรายย่อย เพื่อความยั่งยืนดังกล่าวจะสิ้นสุดโครงการไปแล้ว แต่เกษตรกรชาวสวนยางยังโค่นยางภายใต้ภารกิจการส่งเสริมและสนับสนุนให้ปลูกแทน ตามพ.ร.บ.การยางแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2558 ด้วยการปลูกแทนด้วยยางพันธุ์ดีหรือไม้ยืนต้นที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจได้ สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลที่ต้องการควบคุมปริมาณการผลิต ลดพื้นที่ปลูกยาง และสร้างสมดุลให้ปริมาณยางในประเทศ ซึ่งจะช่วยรักษาเสถียรภาพราคายางให้อยู่ในระดับน่าพอใจ” นายเยี่ยมกล่าว

ทั้งนี้ กยท.จะเร่งส่งเสริมให้ความรู้แก่เกษตรกรเลือกปลูกพืชให้เหมาะสมกับพื้นที่ เกษตรกรสามารถเลือกปลูกแทนด้วยยางพันธุ์ดีที่ให้ผลผลิตสูง ต้นทุนต่ำหรือไม้ยืนต้นที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจที่เหมาะสมกับพื้นที่ของตน โดยเกษตรกรจะได้รับเงินสนับสนุนตามพ.ร.บ.การยางแห่งประเทศไทยไร่ละ 16,000 บาท

รักษาการผู้ว่าฯ กยท.ยังกล่าวถึงสถานการณ์ราคายางว่า จากมาตรการรัฐบาลโดยเฉพาะโครงการส่งเสริมใช้ยางในหน่วยงาน
ภาครัฐ โครงการถนนยางพารา ตลอดจนความร่วมมือของประเทศสภาไตรภาคียางพารา (ITRC) 3 ประเทศสมาชิกคือ ไทย อินโดนีเซีย และมาเลเซีย ที่จะจำกัดปริมาณยางออกสู่ตลาด ล่าสุดยังประชุมกลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านรักษาเสถียรภาพราคายาง ครั้งที่ 6 ของสมาคมประเทศผู้ผลิตยางธรรมชาติ จาก 10 ประเทศ โดยทุกประเทศจะร่วมมือกันวิจัย เพื่อเพิ่มปริมาณการใช้ยางแต่ละประเทศและร่วมหามาตรการกำหนดราคาส่งออกยางพาราขั้นต่ำ ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยบวกทำให้ราคายางในอนาคตดี มีเสถียภาพมากขึ้น

ส.ป.ก.เร่งพัฒนานิคมศก.พอเพียงระยอง ยกระดับส่งเสริมทำเกษตรแปลงใหญ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/404139

x

ส.ป.ก.เร่งพัฒนานิคมศก.พอเพียงระยอง ยกระดับส่งเสริมทำเกษตรแปลงใหญ่

วันพุธ ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ดร.วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) กล่าวว่า พื้นที่นิคมเศรษฐกิจพอเพียง จ.ระยอง ตั้งอยู่ติดกับอ่างเก็บน้ำคลองใหญ่ ซึ่งมีน้ำตลอดปีแต่พื้นที่นิคมอยู่สูงกว่าระดับอ่างเก็บน้ำ กรมชลประทานจึงได้ก่อสร้างสถานีสูบน้ำพร้อมอ่างและระบบกระจายสูบน้ำให้กับเกษตรกรในพื้นที่ แต่เนื่องจากพื้นที่นิคมมีความสูงต่ำของระดับพื้นที่ไม่เท่ากัน ทำให้พื้นที่เนินประสบปัญหาขาดแคลนน้ำในช่วงฤดูแล้งและพื้นที่ลุ่มประสบปัญหาน้ำท่วมในช่วงฤดูฝน จึงได้สั่งการให้สำนักพัฒนาพื้นที่ปฏิรูปที่ดิน ส.ป.ก. เร่งดำเนินการสำรวจพื้นที่เพื่อก่อสร้างถังเก็บน้ำสูง เพื่อเพิ่มศักยภาพระบบกระจายน้ำให้เกษตรกรในพื้นที่ที่เป็นเนินเขา พร้อมเร่งก่อสร้างประตูกั้นน้ำจำนวน 2 ประตู บริเวณอ่างเก็บน้ำกลางพื้นที่นิคม เพื่อช่วยระบายน้ำที่ท่วมขังในช่วงฤดูฝนและเก็บน้ำกักไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้ง

สำหรับนิคมเศรษฐกิจพอเพียงแห่งนี้ มีพื้นที่ทั้งหมด 900 กว่าไร่ และได้จัดสรรให้เกษตรกร จาก 3 โครงการ รวม 172 ราย เข้าทำประโยชน์ได้แก่ โครงการศูนย์ต่อสู้เอาชนะความยากจนจังหวัดระยอง 44 ราย โครงการบ่มเพาะเกษตรกรในอนาคตในเขตปฏิรูปที่ดิน 50 ราย และโครงการสร้างและพัฒนาผู้นำเกษตรรุ่นใหม่ 78 ราย ซึ่งเกษตรกรในแต่ละโครงการได้รับการส่งเสริมให้ทำเกษตรปลอดภัย เกษตรอินทรีย์ เกษตรผสมผสาน เป็นต้น ซึ่งผลผลิตที่ได้จะจำหน่ายให้เกษตรกร ซึ่งเป็นพ่อค้าแม่ค้าในพื้นที่นำไปจำหน่ายต่อและเกษตรกรบางรายนำสินค้าไปจำหน่ายเอง โดยมีตลาดรองรับที่สำคัญคือ พื้นที่นิคมอุตสาหกรรมในจ.ระยอง เกษตรกรจึงไม่มีปัญหาเรื่องการตลาด แต่มีปัญหาเรื่องการผลิตที่ไม่พอจำหน่ายได้ตลอดปี

ประกอบกับเกษตรกรในพื้นที่ดังกล่าวค่อนข้างมีความพร้อม ส.ป.ก. จึงได้เร่งเข้าไปพัฒนาพื้นที่ให้มีความอุดมสมบูรณ์ให้เพิ่มมากยิ่งขึ้น เพื่อเตรียมพร้อมยกระดับเป็นพื้นที่ส่งเสริมระบบเกษตรแบบแปลงใหญ่สำหรับผลิตอาหารปลอดภัย โดยได้เน้นการส่งเสริมการรวมกลุ่ม เพื่อแปรรูปสินค้าให้มีความหลากหลายและสร้างรายได้เพิ่มให้กับเกษตรกรในพื้นที่ ส.ป.ก. ให้อยู่ได้ อยู่ดี และอยู่อย่างยั่งยืน ต่อไป

ส่องเกษตร : สถาบันเกษตรกรประจำอำเภอ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/404135

449007

ส่องเกษตร : สถาบันเกษตรกรประจำอำเภอ

วันพุธ ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ก่อนช่วงการเลือกตั้งใหญ่ ผมมีโอกาสเดินทางไปยังภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน พบเจอพี่น้องคนเกษตรที่ทำงานในระดับพื้นที่จากหลายหน่วย และต่างก็มีปัญหาให้คบคิดหลายประการ สัปดาห์นี้ระหว่างที่การเมืองอยู่ในช่วงของการเปลี่ยนแปลง ทำให้ผมนึกถึงประเด็นที่ได้ยินมาว่า มีแนวคิดจะให้สหกรณ์การเกษตรเป็นสถาบันเกษตรกรหลักประจำอำเภอ โดยรัฐจะเข้าไปสนับสนุนเต็มที่ เพื่อให้กลายเป็นสถาบันเกษตรกรที่เข้มแข็งให้ได้

เหตุการณ์ครั้งนี้ ทำให้ผมนึกถึงไม้ใหญ่ที่ไปล้อมมาอีกครั้ง แถมรอบนี้เตรียมประดับตกแต่งให้ออกดอกออกผลสวยงามเสียอีก มองไกลๆก็คงดูสวยงามดี เพราะสมัยนี้ของจริงกับของปลอมมันแยกกันลำบาก คนที่ไม่เคยมีประสบการณ์เจอของจริงมาก่อน อาจแยกไม่ออกกันเลยว่ามันจริง หรือมันปลอม บางทีหลงไปว่าไอ้ของปลอมมันเป็นของจริงไปเสียก็มี

สหกรณ์การเกษตรเป็นสหกรณ์ประเภทหนึ่ง ซึ่งเกิดจากการรวมตัวกันของสมาชิกที่ประสบปัญหาคล้ายคลึงกัน รวมกันมาเพื่อสร้างพลังในการพัฒนาสมาชิกด้วยกัน ผ่านกิจกรรมการรวมซื้อ-รวมขาย กิจกรรมการออม-การให้กู้ โดยใช้หลักการประชาธิปไตย คือ one man one vote ไม่ว่าสมาชิกนั้นจะมีหุ้นอยู่ในสหกรณ์เท่าใดก็ตาม การที่สหกรณ์การเกษตรจะเข้มแข็งไม่ได้ขึ้นกับว่ามีเงินทุนหมุนเวียนจำนวนมาก แต่ขึ้นกับว่าสมาชิก คณะกรรมการ และฝ่ายจัดการ มีความเข้าใจในหลักการ อุดมการณ์ และวิธีการของสหกรณ์มากน้อยเพียงใด เข้าใจในความต้องการและเข้าใจในแก่นแท้ของสมาชิกสหกรณ์ที่ร่วมกันจัดตั้งขึ้นหรือไม่ความสำเร็จต่างๆ ที่เกิดขึ้นจึงเกิดจากความต้องการจากภายในของสมาชิกเอง ไม่ใช่การยัดเยียดให้เติบโตแลดูสวยงามทันใจ

เป้าหมายของการเป็นสถาบันหลักของเกษตรกร ต้องพิจารณากันให้รอบด้าน การจะเป็นสถาบันหลักนั้น ไม่สามารถมองในมิติเดียวได้ ไม่ใช่มองเฉพาะด้านเงินทุน หรือ มองด้านเทคโนโลยีการผลิต อย่างใดอย่างหนึ่ง เพราะการพัฒนาที่มีความยั่งยืนต้องมองในองค์รวม ในระดับพื้นที่จริงๆแล้วเราไม่สามารถแยกกิจกรรมทางการเกษตรออกจากกันได้ เกษตรกรรายหนึ่งใช่ว่าจะประกอบอาชีพเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง บางรายทำกิจกรรมทางการเกษตรครบทุกอย่างในพื้นที่ของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นพืช-สัตว์-ประมง รวมไปถึงอาชีพนอกภาคการเกษตรอีกด้วย ดังนั้นจงอย่าแปลกใจหากพบว่าหน้าบ้านของเกษตรกรที่พัฒนาตนเองจนประสบความสำเร็จนั้น จะมีป้ายปักไว้เป็นจำนวนมากครบทุกกิจกรรมกันเลยทีเดียว

ผมมีความเห็นว่า การจะพัฒนาสถาบันใดให้เป็นสถาบันหลักของเกษตรกรในระดับอำเภอ ต้องยอมรับความเป็นจริงกันก่อนในระดับหนึ่ง เมื่อเริ่มจากความจริง พัฒนาบนพื้นฐานของความเป็นจริง การทำงานจะได้ไม่หลงทาง มีเป้าหมายการทำงานที่ชัดเจน เพราะความยั่งยืนในการพัฒนานั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับภาพที่มองเห็นภายนอก แต่ขึ้นอยู่กับเนื้อแท้ภายในต่างหาก

หากมุ่งหวังให้สหกรณ์การเกษตรเป็นสถาบันเกษตรกรหลักประจำอำเภอ ให้ไปทบทวนหลักการ อุดมการณ์ และวิธีการสหกรณ์กันให้ดีๆ และโปรดระลึกเสมอว่าการเป็นหลักให้กับใคร ตัวเองต้องมีคุณสมบัติครบถ้วน รู้ลึก และรู้จริง

เตือนหนอนเจาะเมล็ดทุเรียนระบาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/404123

x

เตือนหนอนเจาะเมล็ดทุเรียนระบาด

วันพุธ ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า อากาศร้อนและแดดจัดระยะนี้ กรมวิชาการเกษตรแนะเกษตรกรชาวสวนทุเรียนเฝ้าระวังการระบาดของหนอนเจาะเมล็ดทุเรียน ซึ่งเข้าทำลายช่วงที่ทุเรียนมีผลรุ่นที่2 อายุ 65-70 วัน หลังดอกบาน เกษตรกรควรหมั่นสำรวจสวนทุเรียนจะพบตัวเต็มวัยหนอนเจาะเมล็ดทุเรียนวางไข่เป็นฟองเดี่ยวบนผลทุเรียนช่วงที่ผลยังอ่อน จากนั้น ตัวหนอนที่เพิ่งฟักจากไข่จะเจาะเข้าไปกัดกินเมล็ดภายในผล และไม่สามารถสังเกตเห็นร่องรอยการเข้าทำลายจากผิวผลภายนอกได้ เพราะหนอนขนาดเล็กมากและเปลือกทุเรียนที่กำลังขยายจะปิดรูเจาะของหนอน

สำหรับทุเรียนที่ถูกทำลายส่วนใหญ่อยู่ในระยะที่เมล็ดแข็งแล้ว การทำลายของหนอนเจาะเมล็ดทุเรียนจะเจาะเข้าไปในเมล็ดกัดกินและถ่ายมูลออกมาทำให้เนื้อทุเรียนเปรอะเปื้อนเสียหาย หนอนจะอาศัยอยู่ในผลทุเรียนจนผลแก่ เมื่อหนอนโตเต็มที่ขนาดยาวประมาณ 4 เซนติเมตร หรือถ้าผลร่วงก่อนหนอนจะเจาะผลทุเรียนเป็นรูกลมขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 5-8 มิลลิเมตร ออกมาภายนอกเพื่อเข้าระยะดักแด้ในดินที่ชื้นนาน 1-9 เดือน (กรณีสภาพแวดล้อมไม่เหมาะสมหนอนอาจอยู่ในดักแด้นานกว่านั้น) จึงฟักเป็นตัวเต็มวัย ซึ่งตรงกับช่วงใกล้เก็บเกี่ยวผลผลิต

หากพบการเข้าทำลายของหนอนเจาะเมล็ดทุเรียน เกษตรกรควรตรวจดูภายในสวนทุเรียน เก็บผลร่วงที่ถูกทำลายออกจากแปลงไปเผาทำลายทิ้งนอกสวน และควรเริ่มห่อผลทุเรียนเมื่ออายุได้ 6 สัปดาห์ ด้วยถุงพลาสติกสีขาวขุ่นขนาด 40×75 เซนติเมตร ที่เจาะมุมก้นถุงด้านล่าง เพื่อให้น้ำระบายออกมาได้ ก่อน ห่อผลควรตรวจผลทุเรียนที่จะห่อให้ปราศจากเพลี้ยแป้ง ถ้ามีให้กำจัดโดยพ่นด้วยสารฆ่าแมลงคลอร์ไพริฟอส 40% อีซี อัตรา 15 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร ซึ่งจะช่วยลดความเสียหายของผลทุเรียนได้

เกษตรกรไม่ควรขนย้ายเมล็ดทุเรียนจากที่อื่นเข้ามาในแหล่งปลูก หากจำเป็นควรคัดเลือกเมล็ดหรือแช่เมล็ดทุเรียนด้วยสารฆ่าแมลงมาลาไทออน 83% อีซี อัตรา 40 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารคาร์บาริล 85% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร ก่อนขนย้ายจะช่วยกำจัดหนอนได้

กรณีพบหนอนเจาะเมล็ดทุเรียนตัวเต็มวัย 1 ตัว ในกับดักแสงไฟ ให้เกษตรกรสำรวจไข่ของหนอนเจาะเมล็ดทุเรียนที่ร่องหนามผลทุเรียนแล้วเก็บทำลาย จากนั้นให้พ่นด้วยสารเคมีคาร์บาริล 85% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารเดลตาเมทริน 3% อีซี อัตรา 15 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารแลมบ์ดา-ไซฮาโลทริน 2.5% ซีเอส อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารเบตา-ไซฟลูทริน 2.5% อีซี อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร โดยเริ่มพ่นเมื่อผลมีอายุ 6 สัปดาห์ และพ่นห่างกันครั้งละ 1 สัปดาห์ งดพ่นสารเคมีก่อนเก็บเกี่ยวผลผลิตอย่างน้อย 14 วัน

อธิบดีฯปศุสัตว์เยี่ยมชมแปลงสาธิตการปลูกข้าวโพดหลังนา โครงการสานพลังประชารัฐ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/404093

อธิบดีฯปศุสัตว์เยี่ยมชมแปลงสาธิตการปลูกข้าวโพดหลังนา โครงการสานพลังประชารัฐ

อธิบดีฯปศุสัตว์เยี่ยมชมแปลงสาธิตการปลูกข้าวโพดหลังนา โครงการสานพลังประชารัฐ

วันอังคาร ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2562, 13.47 น.

26 มี.ค.62 เวลา 10.30 น. ที่ แปลงสาธิต อำเภอท่าบ่อ จังหวัดหนองคาย นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ พร้อมด้วย น.สพ.ศีลธรรม วราอัศวปติ ปศุสัตว์เขต 4 เลขานุการกรม ปศุสัตว์จังหวัดหนองคาย หัวหน้าด่านฯ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเยี่ยมชมแปลงสาธิตการปลูกข้าวโพดหลังนาของนางนราพร แสงวงศ์ จำนวน 15 ไร่

การปลูกข้าวโพดหลังนา โครงการพลังประชารัฐ ตามนโยบายของ รมว.กษ. เพื่อลดพื้นที่ทำนาปรัง ใช้เวลาปลูก 4 เดือน ใช้น้ำน้อยในการปลูก ขายสินค้าได้ราคาดี มีการเชื่อมโยงและตลาดรองรับในระบบประกันราคา ตามหลักการตลาดนำการผลิต เป็นโครงการที่ดี สามารถสร้างรายได้ให้เกษตรกรเพิ่มขึ้น ได้กำไรดี ประหยัดต้นทุนมาทำปุ๋ยปรับปรุงดิน ภาคเอกชนให้รับซื้อผลผลิตที่มีคุณภาพจากเกษตรกรในราคาไม่ต่ำกว่ากิโลกรัมละ 8 บาท โดยปีที่ผ่านมาพบว่าการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ช่วยสร้างรายได้ให้เกษตรกรหลังหักค่าใช้จ่ายไม่ต่ำกว่า 2,000 บาทต่อไร่ มากกว่าการปลูกข้าวนาปรัง โดยจะเริ่มมีการเก็บเกี่ยวพรุ่งนี้ คาดว่าได้กำไรสุทธิไร่ละ 2,500 – 3,000 บาท

จากการสอบถามพบว่าเกษตรกรอยากให้ดำเนินโครงการเร็วขึ้น เป็นช่วงปลายตุลาคมหรือต้นพฤศจิกายน เพราะยังมีความชื้นในดิน สามารถปลูกข้าวโพดโดยไม่ต้องใช้น้ำได้ 20 วัน โดยในช่วงหน้าฝนมีการแบ่งเพาะปลูกกับการทำนาปกติ โดยเฉพาะในนาดอน

ทั้งนี้ เกษตรกรที่ร่วมโครงการฯ มีความพึงพอใจในโครงการ มีประโยชน์ สร้างรายได้และองค์ความรู้เพิ่มเติมให้เกษตรกร สามารถรักษาเสถียรภาพราคาข้าว และขอขอบคุณที่รัฐบาลให้การสนับสนุน อยากให้ นายกฤษฎา บุญราช รมว.กษ. มีการดำเนินการอย่างต่อเนื่องเป็น model ต่อไปในปี 2562

รักษ์เกษตร : ข้อควรคำนึงของการให้ปุ๋ยทางใบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/403915

x

รักษ์เกษตร : ข้อควรคำนึงของการให้ปุ๋ยทางใบ

วันอังคาร ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

คำถาม ผมอยากทราบว่า การให้ปุ๋ยทางใบ มีข้อควรคำนึงอย่างไร ที่จะให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดครับ

อภิเดช เดชานุการกิจ

อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่

คำตอบ

การให้ปุ๋ยทางใบ มีต้นทุนเรื่องแรงงาน เวลา และต้นทุนเรื่องปุ๋ย การให้ปุ๋ยแต่ละครั้ง ควรคำนึงถึงความต้องการที่แท้จริงของพืช และวิธีการให้จะต้องให้อย่างไรด้วย เพื่อให้พืชสามารถนำไปใช้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ลดการสูญเสียให้เกิดขึ้นน้อยที่สุด ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการทำเกษตรอีกทางหนึ่ง

การให้ปุ๋ยทางใบให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด มีแนวทางดังนี้

1. ให้ได้เฉพาะปุ๋ยทางใบ หรือสารอาหารที่สามารถให้ทางใบเท่านั้น เช่น ปุ๋ยน้ำ ปุ๋ยเกล็ด น้ำหมักชีวภาพ กรณีปุ๋ยเม็ด หรือปุ๋ยแข็ง ไม่สามารถนำมาละลายน้ำ เพื่อให้ทางใบได้

2. ศึกษาการใช้ปุ๋ยอย่างละเอียด เนื่องจากความเป็นกรดและด่าง อาจทำให้เกิดความเสียหายต่อพืช การให้ปุ๋ยทางใบที่มีความเข้มข้นที่สูงเกินไป อาจทำให้เกิดอาการใบไหม้ตามขอบใบได้

3. ต้องให้น้ำพืชก่อนเสมอ เพื่อให้พืชไม่อยู่ในภาวะที่ขาดน้ำ

4. ควรผสมน้ำให้เข้ากันดีก่อน จึงสามารถนำมาฉีดพ่นให้กับพืช และไม่ควรผสมปุ๋ยทางใบในปริมาณที่เข้มข้นเกินกว่าคำแนะนำ

5. การแพร่ของปุ๋ยทางใบ จะมีประสิทธิภาพสูงสุดในช่วงเวลาที่มีแสงแดด ต้องให้ปุ๋ยทางใบในช่วงที่มีแสงแดดอ่อนในช่วงเช้า เป็นเวลาที่เหมาะสมที่สุด หากเป็นช่วงที่แดดจัดมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดอาการไหม้ของใบ ส่วนในเวลากลางคืนนั้น พืชก็สามารถดูดซึมปุ๋ย หรือสารอาหารทางใบได้ เพียงแต่ประสิทธิภาพจะลดลงเป็นอย่างมาก เนื่องจากอุณหภูมิ ความเข้มของแสงที่ไม่สูงเกินไป ความชื้นสัมพัทธ์ ความชื้นในดินพอเหมาะ และใบพืชมีความเต่ง เพราะอัตราการดูดน้ำของรากสมดุลกับอัตราการคายน้ำ เมื่อใบพืชมีความเต่ง ไขและที่เคลือบผิวของใบจะมีลักษณะฟู ยอมให้ตัวสารละลายผ่านได้ง่าย ในขณะเดียวกัน ถ้าพืชขาดน้ำ จะทำให้ใบพืชสูญเสียความเต่ง ไขและที่เคลือบผิวของใบแฟบลงและแน่น ทำให้สารละลายผ่านยาก ดังนั้น การให้สารอาหารพืชทางใบในขณะที่ใบพืชเต่งนั้น จะมีอัตราการดูดสารอาหารเข้าไปใช้ได้สูง

6. การฉีดพ่นเพื่อให้ปุ๋ยทางใบ ควรให้สัมผัสกับทุกส่วนของพืช โดยให้ทุกส่วนเปียกชุ่มให้นานที่สุด ควรให้น้ำกับพืชก่อน หรือหากฝนตกสามารถให้ปุ๋ยทางใบกับพืชหลังฝนตกทันที เพื่อให้ใบนั้นเปียกนานที่สุด สามารถดูดซึมอาหารไปใช้ได้มาก หากใช้สารจับใบ จะเพิ่มประสิทธิภาพการดูดซึมได้มากขึ้น

7. ใบพืชที่มีอายุน้อย สามารถดูดสารละลายธาตุอาหารได้ดีกว่าใบพืชที่แก่กว่า เพราะใบอ่อนมีการสะสมสารเคลือบผิว และสารคิวตินยังไม่หนามาก จึงทำให้สารละลายธาตุอาหารเคลื่อนที่ผ่านได้เร็วกว่าใบแก่

8. ปริมาณธาตุอาหารหลักในพืช มีผลต่อความสามารถในการดูดซับธาตุอาหารเสริม ทั้งทางใบและทางราก เช่น การมีไนโตรเจนในปริมาณเพียงพอ จะส่งเสริมการดูดสารแมงกานิส ทั้งทางใบและทางราก

9. เพิ่มประสิทธิภาพด้วยสารจับใบ สามารถทำได้จากน้ำสบู่ เพราะสารจับใบจะช่วยลดแรงตึงผิวของน้ำ ช่วยเพิ่มการแพร่กระจายของสารละลายกับผิวใบ ทำให้เพิ่มพื้นที่สัมผัส ผิวใบจึงเปียกอย่างทั่วถึง

การให้ปุ๋ยทางใบ เป็นให้สารอาหารทางใบ โดยจะให้สารอาหารกับพืชเพิ่มขึ้น จากที่ระบบรากหาได้ การให้โดยตรงที่ใบ จะทำให้อัตราการสังเคราะห์แสงเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นกระบวนการสังเคราะห์แสงที่เพิ่มขึ้น จะช่วยกระตุ้นให้พืชดูดน้ำมากขึ้น ทำให้ระบบรากนำพาสารอาหารเข้าไปในลำต้นมากขึ้นด้วย และการสังเคราะห์แสงเพิ่มขึ้นอีก คล้ายปฏิกิริยาลูกโซ่ จึงส่งผลให้ผลผลิตเพิ่มขึ้น และนอกจากนี้ ยังสามารถให้ทางรากได้ด้วย เพราะจะเป็นการกระตุ้นให้พืชดูดสารอาหารทางรากมากขึ้น และลดข้อจำกัดของระบบรากในพืช แต่ปริมาณสารอาหารส่วนใหญ่ จำเป็นต้องมาจากระบบราก เพื่อให้ได้ผลผลิตที่เพิ่มขึ้น นะครับ

นาย รัตวิ

ไฟเขียวประมงอวนรุนจับเคยโกร่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/403921

x

ไฟเขียวประมงอวนรุนจับเคยโกร่ง

วันอังคาร ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ตามที่ชาวประมงพื้นบ้านเสนอขอใช้อวนตาห่างขึ้น จากเดิมที่กำหนดให้เรือประมงพื้นบ้านขนาดต่ำกว่า 10 ตันกรอส ทำการประมงนอกเขตระยะ 1,000 เมตร ส่วนเรือประมงพาณิชย์ที่มีขนาดตั้งแต่ 10 ตันกรอสขึ้นไป ทำการประมงนอกเขตทะเลชายฝั่งประมาณ 5,400 เมตร นับจากขอบน้ำตลอดแนวชาวฝั่งทั้ง 22 จังหวัดชายทะเล โดยกำหนดขนาดใช้ตาอวนขนาด 2×2 มิลลิเมตรเท่านั้น แต่ชาวประมงพื้นบ้านต้องการขยายตาอวนเพื่อจับ “เคยโกร่ง”  ที่เป็นเคยขนาดใหญ่ประมาณ 7 – 32 มิลลิเมตร จึงขอผ่อนปรนให้ใช้ตาอวนขนาด 2×4 มิลลิเมตร ซึ่งจากการหารือร่วมกับนายลักษณ์ วจนานวัช รมช.เกษตรและสหกรณ์ และปลัดกระทรวงเกษตรฯ เห็นควรให้ยกเลิกประกาศกระทรวงฯ พ.ศ. 2559 และให้ออกประกาศกระทรวงเกษตรฯ เพื่อกำหนดเงื่อนไขเกี่ยวกับรูปแบบของอวน ขนาดของเรือ วิธีที่ใช้ บริเวณพื้นที่ และระยะเวลาทำประมงที่ผู้ทำประมงด้วยเครื่องมืออวนรุนเคย ที่ใช้ประกอบเรือยนต์ทำประมงต้องปฏิบัติ พ.ศ. 2562 กำหนดให้การทำประมงด้วยเครื่องมืออวนรุนเคยประกอบเรือยนต์ที่มีขนาดตั้งแต่ 10 ตันกรอสขึ้นไป ที่ใช้อวนขนาดช่องตาไม่เกิน 2×2 มิลลิเมตร ให้ทำประมงนอกเขตทะเลชายฝั่งเท่านั้น ส่วนเรือยนต์ที่มีขนาด 10 ตันกรอสขึ้นไป แต่ไม่ถึง 15 ตันกรอส และอธิบดีกรมประมงอนุญาตให้ทำประมงพื้นบ้านต่อไปตามพระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558 หรือการทำประมงด้วยเครื่องมืออวนรุนเคยประกอบเรือยนต์ที่มีขนาดต่ำกว่า 10 ตันกรอส ลงมาสามารถใช้ขนาดช่องตาอวน 2×4 มิลลิเมตรได้ โดยให้ทำการประมงนอกเขตระยะ 1,000 เมตร นับจากขอบน้ำตามแนวชาวฝั่งขณะทำการประมง เฉพาะในอ่าวไทย ตัว ก เขตจ.เพชรบุรี สมุทรสงคราม สมุทรสาคร กรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ และฉะเชิงเทรา ระหว่างวันที่ 16-30 เมษายน 2562 และระหว่างวันที่ 16 เมษายน- 30 มิถุนายน 2563

นายกฤษฎากล่าวเพิ่มเติมว่า การที่ให้เรือประมงพื้นบ้าน ซึ่งมีขนาดเล็กขยับเข้ามาทำประมงใกล้ชายฝั่งมากขึ้นนั้น ชาวประมงพื้นบ้านจะกลับมาประกอบอาชีพได้ตามปกติและปลอดภัยในการเดินเรือ อีกทั้งการผ่อนปรนให้ใช้อวนที่มีขนาดตา 2×4 มิลลิเมตร จะช่วยให้ชาวประมงมีรายได้จากการจับ “เคยโกร่ง” ขายมากขึ้น พร้อมกันนี้ กรมประมงจะศึกษาข้อมูลหากพบว่าช่วงเวลาที่พบเคยโกร่งยาวนานกว่านี้ ก็อาจขยายเวลาทำประมงอวนรุนเคยได้อีก ซึ่งขณะนี้กรมประมงนำประกาศกระทรวง ฉบับใหม่ส่งสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีแล้วเพื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษา

ประกาศผลเกษตรกร-สหกรณ์ดีเด่นปี’62

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/403919

x

ประกาศผลเกษตรกร-สหกรณ์ดีเด่นปี’62

วันอังคาร ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรเปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีนโยบายให้กรมส่งเสริมการเกษตรและหน่วยงานในสังกัดคัดเลือกเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ สถาบันเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติและสหกรณ์ดีเด่นแห่งชาติ ประจำปี 2562 เพื่อยกย่องประกาศเกียรติคุณและเผยแพร่ผลงานต่อสาธารณชน โดยบุคคลและสถาบันที่ได้รับรางวัลทั้ง 35 รางวัล จะเข้ารับพระราชทานโล่รางวัลในงานพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญวันที่ 9 พฤษภาคม 2562 ณ พลับพลาที่ประทับมณฑลพิธีท้องสนามหลวง นอกจากนี้ ยังแต่งตั้งเกษตรกรผู้ทรงภูมิปัญญาด้านการเกษตรเป็นปราชญ์เกษตรของแผ่นดิน 3 ราย

สำหรับผลการคัดเลือกเกษตรกรและบุคคลทางการเกษตรดีเด่นแห่งชาติ 16 รางวัล มีดังนี้ 1.อาชีพทำนา นายขวัญชัย แตงทอง จังหวัดชัยนาท 2.อาชีพทำสวน นายเรือง ศรีนาราง จังหวัดตราด 3.อาชีพทำไร่ นายชัยยศ ตั้งนิยม จังหวัดกำแพงเพชร 4.อาชีพไร่นาสวนผสม นางสำรวย บางสร้อย จังหวัดร้อยเอ็ด 5.อาชีพปลูกหม่อนเลี้ยงไหม นางโยธกา บุญมาก จังหวัดสุรินทร์ 6.อาชีพเลี้ยงสัตว์ นายชะลอ เหลือบุญเลิศ จังหวัดชุมพร 7.อาชีพเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด นายไมตรี แย้มบางยาง จังหวัดสุพรรณบุรี 8.อาชีพเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำกร่อย นายโกศล หนูกลิ่น จังหวัดสุราษฎร์ธานี 9.อาชีพเพาะเลี้ยงปลาสวยงามและพรรณไม้น้ำ นายวุฒิไกร ช่างเหล็ก จังหวัดหนองคาย 10.อาชีพปลูกสวนป่า นายคำนึง เจริญศิริ จังหวัดบุรีรัมย์ 11.สาขาบัญชีฟาร์ม นายภูดิศ หาญสวัสดิ์ จังหวัดขอนแก่น 12.สาขาการพัฒนาที่ดินเพื่อเกษตรกรรม นายสุริยา หงส์ลอยวงศ์ จังหวัดยโสธร 13.สาขาการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับพืช นางอัมพร สวัสดิ์สุข จังหวัดนครศรีธรรมราช 14.ที่ปรึกษากลุ่มยุวเกษตรกร นายสมเกียรติ แซ่เต็ง จังหวัดตราด 15.สมาชิกกลุ่มยุวเกษตรกร นายฉัตรชัย ดอยพนาวัลย์ จังหวัดลำพูน 16.สาขาเกษตรอินทรีย์ นายรัฐไท พงษ์ศักดิ์ จังหวัดจันทบุรี

ด้านสถาบันเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ 12 รางวัล ได้แก่ 1.สาขากลุ่มเกษตรกรทำนา กลุ่มเกษตรกรทำนาเทพนคร จังหวัดกำแพงเพชร 2.สาขากลุ่มเกษตรกรทำสวน กลุ่มเกษตรกรทำสวนบ้านนาปรังพัฒนา จังหวัดสงขลา 3.สาขากลุ่มเกษตรกรเลี้ยงสัตว์ กลุ่มเกษตรกรเลี้ยงสัตว์หนองขาม จังหวัดชัยภูมิ 4.สาขากลุ่มเกษตรกรทำประมง กลุ่มอนุรักษ์ประมงพื้นบ้านบ้านในถุ้ง จังหวัดนครศรีธรรมราช 5.สาขากลุ่มเกษตรกรแปรรูปสัตว์น้ำ วิสาหกิจชุมชนกลุ่มแปรรูปปลาสมุนไพรบ้านห้วยบง จังหวัดหนองบัวลำภู 6.สาขากลุ่มแม่บ้านเกษตรกร กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านหัวฝาย จังหวัดขอนแก่น 7. สาขากลุ่มยุวเกษตรกร กลุ่มยุวเกษตรกรโรงเรียนเขาน้อยวิทยาคม จังหวัดตราด 8.สาขากลุ่มผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว กลุ่มผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวบ้านทุ่งรวงทอง จังหวัดกำแพงเพชร 9. สาขาสถาบันเกษตรกรผู้ใช้น้ำชลประทาน กลุ่มบริหารการใช้น้ำชลประทานรวมใจพัฒนาเมืองสามน้ำแพรกหนามแดง จังหวัดสมุทรสงคราม 10.สาขาศูนย์ส่งเสริมและผลิตพันธุ์ข้าวชุมชน ประเภท ข้าวหอมมะลิ ศูนย์ข้าวชุมชนบ้านเขียบ จังหวัดมหาสารคาม 11.สาขาศูนย์ส่งเสริมและผลิตพันธุ์ข้าวชุมชน ประเภท ข้าวอื่นๆ ศูนย์ข้าวชุมชนตำบลหนองฮี จังหวัดนครพนม 12.วิสาหกิจชุมชน กลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกษตรกรทำนาหนองสาหร่าย จังหวัดกาญจนบุรี

ส่วนสหกรณ์ดีเด่นแห่งชาติ จำนวน 7 รางวัล ได้แก่ 1.สาขาสหกรณ์การเกษตร สหกรณ์การเกษตรคณฑีพัฒนา จำกัด จังหวัดกำแพงเพชร 2.สาขาสหกรณ์โคนม สหกรณ์โคนมนครปฐม จำกัด จังหวัดนครปฐม 3.สาขาสหกรณ์นิคม สหกรณ์นิคมวังไทร จำกัด จังหวัดระยอง 4.สาขาสหกรณ์ออมทรัพย์ สหกรณ์ออมทรัพย์โรงพยาบาลพัทลุง จำกัด จังหวัดพัทลุง 5.สาขาสหกรณ์ร้านค้า ร้านสหกรณ์โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา จำกัด จังหวัดนครราชสีมา 6.สาขาสหกรณ์บริการ สหกรณ์เดินรถแม่สอด จำกัด จังหวัดตาก 7.สาขาสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนโพธิ์ลอยพัฒนา จำกัด จังหวัดเพชรบุรี

นอกจากนี้ ยังมีประกาศแต่งตั้งปราชญ์เกษตรของแผ่นดิน ประจำปี 2562 เป็นผู้ทรงภูมิปัญญาด้านการเกษตร 3 สาขา ได้แก่ 1.นายสุริยะ ชูวงศ์ ปราชญ์เกษตรของแผ่นดิน สาขาปราชญ์เกษตรเศรษฐกิจพอเพียง 2.นายอาทิตย์ มติธรรม ปราชญ์เกษตรของแผ่นดิน สาขาปราชญ์เกษตรดีเด่น และ3.นายแรม เชียงกา ปราชญ์เกษตรของแผ่นดิน สาขาปราชญ์เกษตรผู้นำชุมชนและเครือข่าย

รมช.เกษตรฯเยือนก.ต่างประเทศ ชูศก.พอเพียงหนทางพัฒนายั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/403918

x

รมช.เกษตรฯเยือนก.ต่างประเทศ ชูศก.พอเพียงหนทางพัฒนายั่งยืน

วันอังคาร ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กล่าวระหว่างการเป็นวิทยากรบรรยายพิเศษหัวข้อ “หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง : หนทางสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน” ให้ข้าราชการและบุคลากรในสังกัดกระทรวงการต่างประเทศว่า ประเทศไทยให้ความสำคัญกับการพัฒนายั่งยืน โดยน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร มาเป็นแนวทางพัฒนาบริหารประเทศ และแบ่งปันแนวทางพัฒนาไปยังนานาประเทศ ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของโลกปัจจุบัน ส่งผลให้ไทยและทั่วโลกต้องปรับตัวให้พร้อมรับความเปลี่ยนแปลง อย่างไรก็ตาม เมื่อเกิดปัญหาในภาวะไม่ปกติ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ตรัสว่า เราต้องบริหารแบบคนจน แบบไม่ยึดติดกับตำรามากเกินไป ทำด้วยความสามัคคีมเมตตาต่อกัน ซึ่งเป็นหนทางทำให้อยู่ร่วมกันและแก้ปัญหาต่างๆ ผ่านพ้นไปได้

“ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” เป็นปรัชญาที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงชี้ถึงแนวทางการดำเนินชีวิตของประชาชนทุกระดับ ในการปฏิบัติงานหรือบริหารพัฒนาประเทศให้ดำเนินไปด้วยความไม่ประมาท พระองค์ทรงทำตัวอย่างให้คนไทยเห็นผ่านโครงการพระราชดำริที่ประสบความสำเร็จกว่า 4,741 โครงการ มากกว่า 47,000 บทเรียน ทำให้ทั่วโลกยอมรับและมอบรางวัลให้พระองค์ อาทิ รางวัลนักวิทยาศาสตร์ดินเพื่อมนุษยธรรม (IUSS Humanitarian Soil Scientist Award) และรางวัลความสำเร็จสูงสุดด้านการพัฒนามนุษย์ (UNDP Human Development Lifetime Achievement Award) เป็นต้น โดยหลักการขับเคลื่อนสืบสานศาสตร์พระราชา เป็นการพัฒนาที่ประชาชนเป็นแกนหลัก และภาคีอื่นๆร่วมบูรณาการ เพื่อส่งเสริมกลไกเดิมของภาครัฐที่มีอยู่ ทั้งนี้ ขอเรียนเชิญรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และคณะ เข้าเยี่ยมชมพื้นที่ที่ได้น้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาพัฒนาเป็นรูปธรรมและเป็นผลสำเร็จ เพื่อร่วมสืบสานพระราชปณิธานของพระองค์ท่านให้คงอยู่สืบไป