รายงานพิเศษ : กรมชลประทานยันความพร้อม สั่งคุมเข้มบริหารจัดการน้ำรับมือภัยแล้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/403924

รายงานพิเศษ : กรมชลประทานยันความพร้อม สั่งคุมเข้มบริหารจัดการน้ำรับมือภัยแล้ง

รายงานพิเศษ : กรมชลประทานยันความพร้อม สั่งคุมเข้มบริหารจัดการน้ำรับมือภัยแล้ง

วันอังคาร ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ต้องยอมรับว่าฤดูแล้งปี 2562 มาเร็วกว่าทุกปี และเนื่องจากปรากฏการณ์เอลนินโญ่ส่งผลกระทบให้ฤดูแล้งยาวนานกว่าปกติและยังมีแนวโน้มรุนแรงขึ้น รวมทั้งประเทศไทยมีโอกาสเสี่ยงต่อความแปรปรวนทางสภาพอากาศอีกด้วย ซึ่งรัฐบาลสั่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมรับมือปัญหาขาดแคลนน้ำที่อาจเกิดในพื้นที่ที่เสี่ยงกรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบเรื่องน้ำของประเทศได้เตรียมความพร้อมรับมือภัยแล้งที่เกิดขึ้นอย่างไรบ้าง

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า สถานการณ์น้ำของประเทศในภาพรวม ปริมาณน้ำในแหล่งเก็บน้ำต่างๆยังเพียงพอกับความต้องการใช้ โดยขณะนี้ มีน้ำต้นทุนสำหรับใช้การได้จากทุกแหล่งน้ำรวม 29,102 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ขณะที่ความต้องการใช้น้ำจนกว่าจะเข้าฤดูฝนมี 8,719 ล้านลบ.ม. ดังนั้น จะเห็นได้ว่าปริมาณน้ำต้นทุนที่จะจัดสรรมีเพียงพอถึงเดือนพฤษภาคม 2562 และเพียงพอสำหรับสำรองต้นฤดูฝนอีก 20,115 ล้านลบ.ม. พื้นที่ในเขตชลประทานไม่ขาดแคลนน้ำอย่างแน่นอน

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากปรากฏการณ์เอลนินโญ่ส่งผลกระทบให้ฤดูแล้งยาวนานกว่าปกติ ทำให้บางพื้นที่ในเขตชลประทานไม่มีการสนับสนุนน้ำ เพื่อทำนาปรังและเพื่อเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง เนื่องจากมีปริมาณอ่างเก็บน้ำมีน้ำต้นทุนน้อยเมื่อสิ้นสุดฤดูฝน 2561 จึงจำเป็นต้องบริหารจัดการน้ำอย่างเคร่งครัด ลดความเสียหายให้เหลือน้อยที่สุดซึ่งมี 6 แห่ง ได้แก่ อ่างเก็บน้ำอุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น และอ่างเก็บน้ำแม่มอก จ.สุโขทัย จะไม่จัดสรรน้ำสนับสนุนการเพาะปลูกพืชฤดูแล้งปี 2561/62 อ่างเก็บน้ำลำนางรอง จ.บุรีรัมย์ อ่างเก็บน้ำทับเสลา จ.อุทัยธานี อ่างเก็บน้ำกระเสียว จ.สุพรรณบุรี และ อ่างเก็บน้ำลำพระเพลิง จ.นครราชสีมา จะจัดสรรน้ำสนับสนุนเฉพาะการเพาะปลูกพืชไร่ พืชผัก พืชใช้น้ำน้อย อย่างไรก็ตามทุกพื้นที่มีน้ำเพียงพอต่อการอุปโภคบริโภค และรักษาระบบนิเวศจนถึงเดือนกรกฎาคม 2562

ส่วนพื้นที่นอกเขตชลประทาน จากการวิเคราะห์ของสำนักทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) พบว่ามีพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำอุปโภค-บริโภค 7 จังหวัด ได้แก่ กาญจนบุรี ชัยภูมิ เชียงใหม่ นครราชสีมา นครสวรรค์ ราชบุรี และเลย และพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำเพื่อการเกษตรรวม 18 จังหวัด เช่น อุตรดิตถ์ กำแพงเพชร ขอนแก่น ซึ่งแต่ละพื้นที่อาจได้รับผลกระทบต่างกัน

“เมื่อเปรียบเทียบปริมาณน้ำต้นทุนในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่เมื่อปีที่แล้ว ณ เวลานี้มีน้ำกักเก็บ 27,400 ล้านลบ.ม. เวลาเดียวกัน ขณะนี้มีปริมาณน้ำต้นทุนในอ่างฯขนาดใหญ่ 23,600 ล้านลบ.ม. น้อยกว่าปีที่แล้ว 3,800 ล้านลบ.ม. จึงขอความร่วมมือเกษตรกรงดปลูกข้าวต่อเนื่องหลังเก็บเกี่ยว” อธิบดีกรมชลประทานกล่าว

สำหรับสถานการณ์น้ำล่าสุด (20 มี.ค.2562) น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลาง มีปริมาณรวมกัน 47,910 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 63 ของความจุ เป็นปริมาณน้ำใช้การได้ 23,984 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 46 เฉพาะอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ ปริมาณน้ำในอ่างฯ 45,391 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 64 โดยเป็นปริมาณน้ำใช้การได้ 21,849 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 46 เทียบกับช่วงเดียวกันในปีที่ผ่านมา จะมีปริมาณน้ำน้อยกว่าเล็กน้อย

ส่วนการจัดสรรน้ำใช้น้ำจากโครงการชลประทานขนาดใหญ่และขนาดกลางทั้งประเทศช่วงฤดูแล้ง ปี 2561/2562 วางแผนจัดสรรน้ำเพื่อเริ่มเข้าสู่ฤดูแล้งวันที่ 1 พฤศจิกายน 2561 ที่ผ่านมา ขณะนั้นมีปริมาณน้ำต้นทุนใช้การได้ 39,570 ล้านลบ.ม. โดยวางแผนจัดสรรน้ำทั้งประเทศ 23,100 ล้าน ลบ.ม. ตามลำดับ ความสำคัญดังนี้ เพื่อการอุปโภค-บริโภค 2,404 ล้าน ลบ.ม. รักษาระบบนิเวศและอื่นๆ 6,440 ล้าน ลบ.ม. เกษตรกรรม 13,953 ล้าน ลบ.ม.และอุตสาหกรรม 303 ล้าน ลบ.ม.

“การจัดสรรน้ำช่วงที่ผ่านมาเป็นไปตามแผน ปัจจุบัน ใช้น้ำไปแล้ว 7,076 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 88 ของแผนจัดสรรน้ำ ส่วนผลการเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง ในเขตโครงการชลประทานขนาดใหญ่และขนาดกลางทั้งประเทศ จัดสรรให้ปลูกพืชฤดูแล้ง 10.46 ล้านไร่ ปลูกไปแล้ว 9.04 ล้านไร่ แต่หากพิจารณาเฉพาะข้าวนาปรัง วางแผนให้ปลูก 8.03 ล้านไร่ ขณะนี้ปลูกไปแล้ว 8.46 ล้านไร่ เกินแผนที่วางไว้ โดยเฉพาะลุ่มเจ้าพระยาวางแผนให้ปลูก 5.30 ล้านไร่ ขณะนี้ปลูกไปแล้ว 5.85 ล้านไร่ หรือคิดเป็นร้อยละ 110.38 ของแผนที่กำหนดไว้ กรมชลประทานขอความร่วมมือจากเกษตรกรงดทำนารอบที่ 3 หรือนาปรังรอบที่ 2 และขอให้ประชาชนใช้น้ำประหยัด เพื่อให้มีน้ำเพียงพอตลอดฤดูแล้ง สำรองไว้ใช้ช่วงต้นฤดูฝน” อธิบดีกรมชลประทานกล่าวในตอนท้าย

คุมเข้มสถานการณ์เฝ้าระวัง7อ่างฯ ยันเขตชลประทานไร้ปัญหาขาดน้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/403685

x

คุมเข้มสถานการณ์เฝ้าระวัง7อ่างฯ ยันเขตชลประทานไร้ปัญหาขาดน้ำ

วันจันทร์ ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยถึงสถานการณ์น้ำในภาคตะวันออกเฉียงเหนือว่า ขณะนี้มีปริมาณน้ำใช้การรวม 2.5 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) หรือร้อยละ 28 ของปริมาณเก็บกัก มีความต้องการใช้น้ำช่วงหน้าแล้ง 2.46 ล้านลบ.ม. จนถึงปัจจุบันจัดสรรน้ำไปทั้งสิ้น 1.9 ล้านลบ.ม.เป็นไปตามแผนจัดการน้ำที่ได้วางไว้ อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือส่วนใหญ่มีปริมาณน้ำอยู่ในเกณฑ์พอใช้ เช่น เขื่อนจุฬาภรณ์ เขื่อนลำปาวอ่างเก็บน้ำห้วยหลวง เป็นต้น อย่างไรก็ดี กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ไว้ว่าจากนี้ไปจนถึงกลางเดือนพฤษภาคม ประเทศไทยยังคงได้รับผลกระทบจากปรากฏการณ์เอลนินโญ่ แม้ฤดูแล้งปี 2561/62 จะไม่มีพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำในเขตชลประทาน แต่ยังคงต้องเฝ้าระวังโดยเฉพาะทางภาคอีสานมีพื้นที่เฝ้าระวัง 7 แห่ง ได้แก่ อ่างเก็บน้ำอุบลรัตน์ จ.ขอนแก่นและมหาสารคาม อ่างฯหนองตาไก้จ.บุรีรัมย์ อ่างฯห้วยตะคร้อ จ.นครราชสีมา ฝายห้วยวังฮาง จ.ร้อยเอ็ด อ่างฯลำพระเพลิง จ.นครราชสีมา อ่างฯห้วยจระเข้มาก และ อ่างฯลำนางรอง จ.บุรีรัมย์

“กรมชลประทานเตรียมความพร้อมและแผนการจัดการน้ำให้เหมาะสมในแต่ละจุดเสี่ยง เช่น ที่อ่างฯ อุบลรัตน์ จัดสรรน้ำให้ประชาชนได้ใช้ตลอดทั้งหน้าแล้งรวมถึงน้ำสำรองสำหรับต้นฤดูฝน 2562 แต่งดส่งน้ำเพื่อการเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง ที่อ่างฯห้วยตะคร้อ ดำเนินการสูบน้ำจากสถานีสูบน้ำบ้านโต้นมาที่ อ่างฯดอนตะหนิน และมาที่อ่างฯห้วยตะคร้อปริมาณน้ำ 0.5 ล้านลบ.ม.ใช้น้ำได้ไปจนถึงเดือนเมษายน 62 ที่อ่างฯหนองตาไก้ แบ่งรอบเวรสูบน้ำ 2 ช่วง จำนวนปริมาตรน้ำรวม 0.25 ล้านลบ.ม. เพียงพอต่อการใช้น้ำไปจนถึงเดือนเมษายน 62 หรือที่ฝายห้วยวังฮาง หากขาดแคลนน้ำระยะเร่งด่วน กรมชลประทานเตรียมสนับสนุนเครื่องสูบน้ำขนาด 8 นิ้ว 2 เครื่อง เพื่อสูบน้ำจากลำห้วยวังฮางข้ามฝายห้วยวังฮางไปยังสถานีสูบน้ำประปา จ.ร้อยเอ็ด พร้อมการประปาปรับลดการผลิตจาก 7.2 หมื่นลบ.ม.ต่อเดือนเหลือ 3.2 หมื่นลบ.ม.ต่อเดือน เป็นต้น” ดร.ทองเปลว กล่าว

ส่วนอ่างเก็บน้ำอื่นๆปริมาณน้ำค่อนข้างดี โดยเฉพาะในจ.สกลนคร เขื่อนน้ำพุงซึ่งเป็นแหล่งเก็บน้ำหลักของจังหวัดขณะนี้มีปริมาณน้ำ 110 ล้านลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 68.85 จากปริมาณความจุ เมื่อรวมกับอ่างเก็บน้ำขนาดกลางและเล็ก ทั้งหมดมีปริมาณน้ำรวมกันประมาณ 1,000 ล้านลบ.ม. เพียงพอต่อทุกกิจกรรมการใช้น้ำรวมถึงการทำการเกษตรในฤดูแล้ง อย่างไรก็ตาม
ใน 2 เดือนข้างหน้า ภาคอีสานน้ำจะระเหยมากขึ้น ประมาณเดือนละกว่า 50 ล้านลบล.ม. เพราะพื้นที่ผิวน้ำร้อนขึ้นจากอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นน้ำระเหยด้านบนและซึมลึกลงไปในดินอย่างรวดเร็ว ดังนั้น การใช้น้ำต้องระมัดระวัง ในเขตชลประทานกรมชลประทานได้ขอความร่วมมือไม่ให้ทำนาปรังมากกว่าแผนที่หนดไว้ เพราะต้องสงวนน้ำไว้ในอีก 2 เดือนข้างหน้าด้วย

“กรมชลประทานวางแผนจัดสรรน้ำจากเขื่อนขนาดใหญ่ กลางและเล็ก ตามข้อสั่งการของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ บวกกับแผนปฏิบัติการของสำนักทรัพยากรน้ำแห่งชาติ(สทนช.) ซึ่งจะทำให้ประชาชนมีน้ำใช้อย่างเพียงพอตลอดช่วงฤดูแล้ง รวมทั้งน้ำสำรองที่กรมชลประทานได้สำรองให้ไปจนถึงเดือนกรกฎาคมด้วย” อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวในที่สุด

อ.ส.ค.หนุนศึกวอลเลย์บอลไทย-เดนมาร์คซูเปอร์ลีก2019

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/403686

x

อ.ส.ค.หนุนศึกวอลเลย์บอลไทย-เดนมาร์คซูเปอร์ลีก2019

วันจันทร์ ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) ร่วมกับสมาคมวอลเลย์บอลแห่งประเทศไทย และการกีฬาแห่งประเทศไทย ร่วมมือในการจัดการแข่งขันวอลเลย์บอลไทย-เดนมาร์ค ซูเปอร์ลีก 2019 โดยจัดการแข่งขันในช่วงเดือน มีนาคม 2562 ที่ MCC Hall เดอะมอลล์ บางกะปิ

ดร.ณรงค์ฤทธิ์ วงศ์สุวรรณ ผู้อำนวยการองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การสนับสนุนกีฬาวอลเลย์บอลไทย-เดนมาร์ค ซูเปอร์ลีก 2019 อ.ส.ค. ได้ให้การสนับสนุนมาอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 7 แล้ว เพื่อยกระดับการแข่งขันวอลเลย์บอลไทยที่กำลังเดินหน้าไปในทิศทางที่ดี ให้ก้าวไปสู่การแข่งขันระดับนานาชาติ โดยได้รับความร่วมมือจากสมาคมวอลเลย์บอลแห่งประเทศไทย,การกีฬาแห่งประเทศไทย,บริษัท สยามอินเตอร์มัลติมีเดีย จำกัด (มหาชน) และบริษัท บีอีซี เวิลด์ จำกัด (มหาชน) ในฐานะOfficial broadcaster ผู้ถือสิทธิ์ถ่ายทอดสดการแข่งขันอย่างเป็นทางการ เพื่อให้แฟนวอลเลย์บอลชาวไทยได้รับชมการถ่ายทอดสดกันอย่างทั่วถึง ในการแข่งขันวอลเลย์บอลไทย-เดนมาร์ค ซูเปอร์ลีก 2019 และ ในปีนี้ มี 12 ทีม สุดยอดวงการวอลเลย์บอลไทย เข้าร่วมลงสนามแข่งขันชิงชัยชนะ พร้อมชิงเงินรางวัลมูลค่ากว่า 3 ล้านบาท

สำหรับทีมที่เข้าร่วมแข่งขันวอลเลย์บอลไทย-เดนมาร์ค ซูเปอร์ลีก 2019 ทั้ง 12 ทีม แบ่งเป็นทีมชาย และ
ทีมหญิง สำหรับ ประเภททีมชาย ทีมที่เข้าร่วมรายการแข่งขัน ได้แก่ 1.ไดมอนด์ฟู้ด สระบุรี วีซี 2. นครราชสีมา เดอะมอลล์ วีซี 3.แอร์ฟอร์ซ 4. วิสาขา 5. ราชมงคลล้านนาพิษณุโลก 6. เอ็นเค ฟิตเนส สมุทรสาคร และ ประเภททีมหญิง ได้แก่ 1. นครราชสีมา เดอะมอลล์ วีซี 2. เจนเนอราลี่ สุพรีม ชลบุรี-อี.เทค 3. 3BB นครนนท์ 4. ไทย-เดนมาร์ค ขอนแก่น สตาร์ วีซี 5.ควินท์ แอร์ฟอร์ซ 6.โอพาร์ท 369 วีซี

ทั้งนี้ อ.ส.ค. ในฐานะผู้ให้การสนับสนุนวอลเลย์บอลไทย-เดนมาร์ค ซูเปอร์ลีก 2019 นอกจากจะส่งเสริมพัฒนาและ
ยกระดับวอลเลย์บอลไทยแล้ว อ.ส.ค. ในฐานะของผู้ผลิตยังมุ่งหวังให้ประชากรทุกช่วงอายุหันมาใส่ใจสุขภาพ ดื่มนมคุณภาพดี มีประโยชน์ต่อร่างกาย เพื่อสุขภาพที่แข็งแรง แลการสนับสนุนด้านกีฬาก็เป็นส่วนหนึ่งที่สอดคล้องกับนโยบายองค์กรอีกด้วย ดร.ณรงค์ฤทธิ์ กล่าว

รายงานพิเศษ : สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนไชยราษฎร์ฯ ใช้ระบบบัญชีบริหารธุรกิจสู่ความสำเร็จ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/403691

รายงานพิเศษ : สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนไชยราษฎร์ฯ ใช้ระบบบัญชีบริหารธุรกิจสู่ความสำเร็จ

รายงานพิเศษ : สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนไชยราษฎร์ฯ ใช้ระบบบัญชีบริหารธุรกิจสู่ความสำเร็จ

วันจันทร์ ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ในปัจจุบัน “สหกรณ์” นับเป็นสถาบันทางเศรษฐกิจและสังคมที่เข้ามามีบทบาทสำคัญในการพัฒนาระบบเศรษฐกิจของไทย โดยมีการดำเนินธุรกิจที่หลากหลายเทียบเท่าภาคเอกชนและมีเงินทุนหมุนเวียนจำนวนมหาศาล ซึ่งหากนับรวมทุนดำเนินงานของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรทั่วประเทศขณะนี้ รวมเป็นจำนวนกว่า 3.2 ล้านล้านบาท หรือมากเป็นอันดับ 3 ของประเทศ

สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน เป็นสหกรณ์ประเภทหนึ่ง ซึ่งเกิดขึ้นจากการรวมเงินทุนของกลุ่มของสมาชิกที่อาศัยอยู่ในวงสัมพันธ์เดียวกัน เช่น ที่อยู่อาศัย สถานที่ทำงาน สถานศึกษา หรือมีการประกอบอาชีพเดียวกัน หลักการดำเนินงานของสหกรณ์จึงกำหนดขึ้นมาภายใต้อุดมการณ์ของการร่วมมือกัน เพื่อมุ่งช่วยเหลือตนเองและช่วยเหลือซึ่งกันและกัน นำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยมีสมาชิกเป็นเจ้าของสหกรณ์ ซึ่งการดำเนินธุรกิจของสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน มีความเกี่ยวข้องกับการทำธุรกรรมทางการเงินโดยตรง ทั้งธุรกิจการให้บริการเงินรับฝาก หรือการให้บริการเงินกู้ยืมแก่สมาชิก การส่งเสริมความรู้ด้านการเงินการบัญชี จึงเป็นสิ่งที่คณะกรรมการสหกรณ์ ฝ่ายจัดการ รวมไปถึงสมาชิกสหกรณ์ จำเป็นต้องให้ความสำคัญ เพื่อช่วยให้ระบบการเงินการบัญชีของสหกรณ์มีความเข้มแข็ง มีการควบคุมภายในที่ดี ดำเนินธุรกิจได้อย่างโปร่งใส สร้างความเชื่อมั่นให้สมาชิก และป้องกันความเสี่ยงจากการทุจริตได้

สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนไชยราษฎร์ จำกัด จ.สุราษฎร์ธานี เป็นหนึ่งในสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนที่มีการนำระบบบัญชีมาใช้ในการบริหารจัดการธุรกิจสหกรณ์ โดยได้รับการส่งเสริมความรู้และสนับสนุนการใช้โปรแกรมระบบบัญชีจากกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เริ่มจากการใช้ระบบโปรแกรมบัญชีแยกประเภทเป็นโปรแกรมแรก ในปี 2549 และใช้เต็มทุกระบบเมื่อ ปี 2554 นับเป็นสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนแห่งแรกที่ใช้โปรแกรมของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี นอกจากการใช้โปรแกรมระบบบัญชีแล้ว สหกรณ์ฯ ยังได้นำนวัตกรรม Smart4M มาใช้อำนวยความสะดวกให้แก่คณะกรรมการและสมาชิก ได้มีช่องทางเข้าถึงข้อมูลสหกรณ์ด้วยเทคโนโลยีซึ่งสามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่างสะดวก ทุกที่ ทุกเวลา ทำให้ตัดสินใจในการบริหารงานสหกรณ์ได้รวดเร็ว ทันต่อเหตุการณ์ และสถานการณ์ที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ซึ่งสหกรณ์ฯ ได้คิดต่อยอดจากการใช้งานโปรแกรม โดยการให้สมาชิกสามารถชำระค่าหุ้น เงินฝากและชำระหนี้ผ่านทางธนาคาร และส่งเอกสารการชำระเงินผ่านทางกลุ่มไลน์ของสหกรณ์ เพื่อที่สหกรณ์จะได้ตรวจสอบรายการชำระเงินดังกล่าวแล้วบันทึกบัญชีรายการรับเงินในระบบโปรแกรม ซึ่งสมาชิกสามารถตรวจสอบรายการชำระเงินของสมาชิกได้ทันทีผ่านทาง Application Smart4M หลังจากสหกรณ์บันทึกรายการรับเงินแล้ว ซึ่งจะเป็นการอำนวยความสะดวกให้แก่สมาชิกไม่ต้องเดินทางมาทำธุรกรรมทางการเงินกับสหกรณ์ด้วยตัวเอง เป็นการลดเวลาและค่าใช้จ่ายสำหรับสมาชิก ซึ่งปฏิบัติงานอยู่นอกพื้นที่ทำการสหกรณ์ ไม่ต้องมาติดต่อกับสหกรณ์ด้วยตนเอง

 

 

นายหิรัญ เรืองสวัสดิ์ รองประธานสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนไชยราษฎร์ จำกัด กล่าวว่า สหกรณ์ฯ จัดตั้งขึ้น จากการรวมตัวของชาวบ้านในพื้นที่อ.ไชยราษฎร์ ได้มีสหกรณ์เป็นแหล่งเงินทุนในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของสมาชิก ทั้งนี้ ปัจจุบันสหกรณ์ฯ มีเงินทุนหมุนเวียนจำนวนกว่า 50 ล้านบาท การบริหารเงินของสมาชิกจึงต้องดำเนินการด้วยความรอบคอบ มีมาตรฐาน ตรวจสอบได้ สหกรณ์ฯ จึงได้นำเครื่องมือที่เปรียบเป็นหัวใจหลักในการบริหารงาน คือ ระบบบัญชี มาใช้ขับเคลื่อนการดำเนินธุรกิจ เพื่อให้รู้ตัวตน รู้ฐานะทางการเงิน รู้ทุน รู้ความสามารถในการนำเงินไปลงทุนหรือให้บริการสมาชิก เห็นถึงอดีต ปัจจุบัน และวางแผนไปสู่อนาคตได้ เริ่มจากทำบัญชีด้วยมือ ก็ปรับเปลี่ยนตามยุคสมัยมาใช้ระบบโปรแกรมบัญชี โดยได้รับการสนับสนุนแนะนำการทำบัญชีและให้บริการติดตั้งโปรแกรมระบบบัญชีต่างๆ จากสำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์สุราษฎร์ธานี โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ซึ่งจากการนำระบบบัญชีมาใช้ ช่วยให้การบริหารงานคล่องตัว คณะกรรมการได้เห็นงบการเงินและนำหลักฐานทางบัญชีมาวางแผนการบริหารจัดการ ที่สำคัญคือ การสร้างความเชื่อมั่นให้สมาชิกสหกรณ์ ได้เห็นถึงความพร้อมในการบริหารงานของสหกรณ์ที่มีความโปร่งใส มีระบบบัญชีที่เป็นมาตรฐาน ทำให้สหกรณ์ได้รับรางวัลชมเชย ด้านการจัดทำบัญชีและงบการเงินในปี 2551 และได้รับรางวัลประเภทสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนดีเด่นด้านการจัดทำบัญชีและงบการเงิน ในปี 2552

ในส่วนของการส่งเสริมการทำบัญชีให้แก่สมาชิก สหกรณ์ฯ ได้ส่งเสริมให้สมาชิกมีการจัดทำบัญชีครัวเรือน โดยมีเจ้าหน้าที่สหกรณ์ฯ ที่เป็นครูบัญชีอาสาของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ มาช่วยให้คำแนะนำ ปรึกษา การจัดทำบัญชีแก่สมาชิกที่สนใจ ซึ่งหลักฐานจากการทำบัญชีของสมาชิกจะเป็นส่วนหนึ่งในการพิจารณาการให้เงินกู้ของสมาชิกแต่ละราย

“สหกรณ์ฯ มุ่งเน้นในส่วนของคุณภาพคนโดยใช้สหกรณ์เป็นเครื่องมือ เพื่อพัฒนาคนพร้อมกับมีแหล่งเงินทุนด้วย โดยหลักเกณฑ์การให้กู้แก่สมาชิก พิจารณาจาก 1.การสะสมหุ้น สมาชิกมีการถือหุ้นกับสหกรณ์อย่างสม่ำเสมอ 2.สมาชิกจะต้องผ่านการอบรมสมาชิกใหม่และการอบรมสมาชิกรายปี 3.การร่วมกิจกรรมกับสหกรณ์ เช่น การประชุมใหญ่สามัญประจำปี หรือกิจกรรมอื่นของสหกรณ์ที่ให้สมาชิกมีส่วนร่วม 4.วัตถุประสงค์ในการกู้กับความสามารถในการชำระคืนของสมาชิกแต่ละราย ซึ่งคนที่ทำบัญชีครัวเรือนจะได้สิทธิพิเศษในการพิจารณาให้เงินกู้ เรื่องนี้เป็นเรื่องหนึ่งที่เราให้ความสำคัญ ถือเป็นเครดิตของคนที่เข้ามากู้ โดยดูจากระเบียบวินัยในการใช้จ่ายเงินของเขาด้วย”รองประธานสหกรณ์ฯ กล่าว

การนำบัญชีมาใช้ในการบริหารจัดการธุรกิจสหกรณ์ จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่ความสำเร็จ สะท้อนให้เห็นตัวตนของสหกรณ์ได้อย่างชัดเจน ทั้งผลการดำเนินงาน ฐานะทางการเงิน ช่วยป้องกันการทุจริตและป้องกันการสูญหายของสินทรัพย์ นอกจากนี้ยังใช้เป็นแหล่งข้อมูลทางการเงินในการตัดสินใจด้านต่างๆ ของผู้บริหาร เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลทางบัญชี สามารถนำมาวางแผนควบคุม วัดผลดำเนินงาน และตัดสินใจในการขยายธุรกิจและการงานด้านต่างๆ นำมาสู่ความสำเร็จในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของสมาชิกและพัฒนาสหกรณ์ให้เติบโตอย่างยั่งยืน

ผลงานโบแดง‘ยางผง’ใช้ผสมทำถนน กยท.รุกเตรียมเปิดตลาดตะวันออกกลาง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/403687

x

ผลงานโบแดง‘ยางผง’ใช้ผสมทำถนน  กยท.รุกเตรียมเปิดตลาดตะวันออกกลาง

วันจันทร์ ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นางณพรัตน์ วิชิตชลชัย รองผู้ว่าการยางแห่งประเทศไทยด้านอุตสาหกรรมยางและการผลิตยาง เปิดเผยว่า กยท.ประสบผลสำเร็จในวิจัยการเปลี่ยนยางธรรมชาติให้เป็นยางผง หรือเรียกว่า Para aktive เพื่อใช้ในการผสมยางมะตอยทำถนน ซึ่งผลงานวิจัยล่าสุดและเป็นแห่งแรกที่คิดค้นนวัตกรรมนี้ขึ้นมา โดยเมื่อนำยางผงไปผสมยางมะตอยแล้วยังคงคุณสมบัติเหมือนน้ำยางข้นตามคุณสมบัติที่กรมทางหลวงกำหนดไว้ทุกประการ ข้อดีของยางผงคือ ไม่มีกลิ่นฉุน ใช้งานง่าย ลดค่าขนส่งเมื่อใช้ในปริมาณมาก ลดค่าใช้จ่ายในการผสม นอกจากนี้ ยังได้รับความสนใจจากต่างประเทศอีกด้วย

“มร.ยูซูฟ บิน อลาวี่ บิน อับดุลลาห์ รัฐมนตรีรับผิดชอบด้านการต่างประเทศรัฐสุลต่านโอมาน ในฐานะเป็นแขกของกระทรวงการต่างประเทศสนใจเยือนประเทศไทย เพื่อเยี่ยมชมนวัตกรรมและเทคโนโลยีการผสมยางพาราสำหรับทำถนนของไทย เนื่องจากประเทศรัฐสุลต่านโอมานมีสภาพภูมิประเทศเป็นทะเลทราย อากาศร้อน ประสบปัญหาเรื่องการเกิดร่องล้อบนถนนยางมะตอย ในขณะนี้ถนนยางพาราที่รัฐบาลไทยส่งเสริมอยู่ในขณะนี้โดดเด่นในคุณสมบัติเรื่องการทนความร้อนได้มากกว่าถนนยางมะตอยปกติ มีค่าความยืดหยุ่นและคืนตัวดีกว่า รวมทั้งยังมีความฝืดที่ช่วยลดการลื่นไถลของพาหนะ มีความแข็งแรงและอายุการใช้งานที่มากกว่าทำให้เหมาะสมกับประเทศในเขตร้อนอย่างเช่นประเทศรัฐสุลต่านโอมาน”นางณพรัตน์ กล่าว

ทั้งนี้ เนื่องจากประเทศไทยมียางพาราเป็นพืชเศรษฐกิจและมีผลผลิตมากที่สุดในโลก และถนนผสมยางพารายังได้รับการรับรองมาตรฐานอุตสาหกรรมระดับชาติอีกด้วย จึงทำให้ประเทศรัฐสุลต่านโอมานมีความสนใจเยี่ยมชมนวัตกรรมและเทคโนโลยีการผสมยางพาราสำหรับทำถนนของไทยดังกล่าว และกยท.ได้เล็งเห็นโอกาสในการเปิดตลาดยางผงและเทคโนโลยีการผสมยางพาราสำหรับทำถนนให้กับประเทศทางตะวันออกกลาง ซึ่งจะเพิ่มการใช้ยางมากขึ้นในอนาคตอย่างแน่นอน

รองผู้ว่าฯกยท.ฯกล่าวต่อว่า กยท.ยังคงวิจัยและพัฒนาการใช้ยางพาราเพื่อให้เกิดเป็นนวัตกรรมคุณภาพสูง นำไปใช้งานได้จริง โดยล่าสุดได้นำยางพารามาใช้เป็นส่วนผสมในการผลิตเสาหลักนำทาง และหลักนำทาง กม.ย่อย ที่มีความยืดหยุ่น ทนทานกว่าหลักซีเมนต์ สามารถลดความรุนแรงของการเกิดอุบัติเหตุได้ โดยในชั้นต้นจะผลิตนำร่องจำนวน 700,000 ต้น ใช้น้ำยางสดประมาณ 14,700 ตัน ขณะนี้โครงการอยู่ในขั้นตอนการผ่านคณะกรรมการ กยท. และคณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติ จากนั้นจึงจะเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่ออนุมัติต่อไป

นอกจากนี้ ยังมีโครงการจัดทำบาทวิถีผสมยางพารา จังหวัดละ 30,000 ตารางเมตร และลานอเนกประสงค์ผสมยางพารา จังหวัดละ 500 ตารางเมตร รวมน้ำยางสดที่ใช้ในการนี้ทั้งหมดประมาณ 69,000 ตัน คาดว่าในปี 2562 นี้ กยท.จะใช้น้ำยางสดกว่า 84,000 ตัน

ด้านดร.ถาวร ตะไก่แก้ว วิศวกรโยธาปฏิบัติการกรมทางหลวง กล่าวว่า ปัจจุบันกรมทางหลวงใช้ยางพาราตามภารกิจทั้งหมด 4 โครงการ ได้แก่ โครงการฉาบผิวแบบพาราสเลอรี่ซิล โครงการแอสฟัลต์คอนกรีตปรับปรุงด้วยยางธรรมชาติ โครงการนำยางพารามาใช้ก่อสร้างชั้นพื้นทางดินซีเมนต์ และโครงการผลิตภัณฑ์อำนวยความปลอดภัยจากยางพาราในภารกิจของกรมทางหลวง (เสาหลักนำทาง) พบว่า การใช้น้ำยางพารา มาเป็นส่วนประกอบทำให้โครงสร้างของถนนคงตัวดีขึ้น ทนทาน ช่วยยืดอายุการใช้งานของถนนเฉลี่ยประมาณ 2-3 เท่า ของอายุการใช้งานเดิม ช่วยประหยัดงบประมาณในการซ่อมบำรุง

ชายคาพระพิรุณ : 25 มีนาคม 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/403684

586851

ชายคาพระพิรุณ : 25 มีนาคม 2562

วันจันทร์ ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สั่งการให้มีการเร่งจ่ายเงินค่าครองชีพไร่ละ 600 บาท พร้อมกำชับให้ดูแลและติดตามเกษตรกรอย่างใกล้ชิด เนื่องจากการคาดการณ์สถานการณ์ผลกระทบจากภัยแล้ง อาจยาวนานต่อเนื่องนั้น นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร บอกว่า ในส่วนของกรมส่งเสริมการเกษตร จะช่วยเหลือให้เป็นปัจจัยการผลิตกับเกษตรกร ในพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยา 13 ทุ่ง และพื้นที่งดทำนาปรัง มาปลูกพืชผัก พืชไร่ ใช้น้ำน้อยช่วงฤดูแล้งนี้ โดยเกษตรกรต้องไม่เคยเข้าร่วมโครงการที่ได้รับเงินช่วยเหลือจากรัฐบาลทุกโครงการในฤดูกาลที่ผ่านมา จะจ่ายให้กับเกษตรกร ครัวเรือนละ 1 สิทธิ์ ที่ได้ขึ้นทะเบียนไว้กับกรมส่งเสริมการเกษตร ตามพื้นที่ปลูกจริงในอัตราไร่ละ 600 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 15 ไร่ เป็นเงินประมาณ 9,000 บาท ในพื้นที่เป้าหมาย 4.87 ล้านไร่ เกษตรกร 330,000 ครัวเรือน ภายใต้กรอบวงเงิน2,932 ล้านบาท เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้เพียงพอต่อการดำรงชีพ และเป็นการลดภาระค่าครองชีพควบคู่ไปกับการสร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกรสามารถรักษาศักยภาพการผลิต ส่งผลให้คุณภาพชีวิตมีความมั่นคงเข้มแข็งในการประกอบอาชีพ

อย่างไรก็ดี จากการคาดการณ์ของกรมอุตนิยมวิทยาที่แจ้งไว้ว่า ฤดูฝนมาช้า และอาจยาวนานถึงปลายเดือน พ.ค.ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อรายได้ของเกษตรกรในช่วงฤดูแล้ง ที่ผ่านมารัฐบาลมีนโยบายการลดพื้นที่ปลูกข้าวนาปรัง และส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อยและลดความเสี่ยงในการเพาะปลูกที่ปริมาณน้ำมีไม่เพียงพอซึ่งการปลูกพืชหลังนา เกษตรกรจะมีค่าใช้จ่ายมากขึ้น เช่น ค่าสูบน้ำ ค่าจัดการศัตรูพืชที่สูงกว่าฤดูกาลปกติ ทำให้จะมีรายได้ไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพ สำหรับโครงการ เกษตรกรต้องสมัครเข้าร่วมโดยมีเงื่อนไขสำคัญ 3 ข้อ ดังนี้ 1.เป็นเกษตรกรที่เพาะปลูกพืชหลังนาปี 2561/62 ในพื้นที่ลุ่มต่ำ 13 ทุ่ง ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย. 2561 – 31 มี.ค 2562 และขึ้นทะเบียนเกษตรกรภายในวันที่ 31 พฤษภาคม 2562, 2.เป็นเกษตรกรที่ทำการเพาะปลูกพืชหลังนา ปี 2561/2562 ยกเว้นภาคใต้ และพื้นที่ลุ่มต่ำ 13 ทุ่ง ตั้งแต่ วันที่ 1 พ.ย. 2561 – 30 เม.ย 2562 และขึ้นทะเบียนเกษตรกรภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2562, 3.เป็นเกษตรกรที่เพาะปลูกพืชหลังนา ปี 2561/62 ในพื้นที่ภาคใต้ ตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค. 2562 – 15 มิ.ย. 2562 และขึ้นทะเบียนเกษตรกรภายในวันที่ 15 สิงหาคม 2562 นอกจากนี้ ต้องเป็นเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกข้าวในรอบ 3 ปีที่ผ่านมา (ปี 2559-2561) ปีใดปีหนึ่ง และเป็นพื้นที่เฉพาะที่นา ตั้งแต่ 1 งานขึ้นไปแต่ไม่เกิน 15 ไร่ โดยช่วยเหลือเกษตรกรที่ปลูกพืชอื่นๆ ในนา เช่น พืชไร่ พืชผัก พืชใช้น้ำน้อย พืชอาหารสัตว์ พืชปรับปรุงบำรุงดิน ฯลฯ ยกเว้น อ้อยและสับปะรด กรณีเกษตรกรปลูกพืชหลังนามากกว่า 1 ชนิด สามารถเลือกชนิดพืชในการขอรับการช่วยเหลือแต่พื้นที่รวมกันได้ แต่ต้องไม่เกิน 15 ไร่ ต่อครัวเรือน และหากเกษตรกรปลูกพืชอายุสั้นที่มีการเพาะปลูกหลายรอบการผลิตในพื้นที่เดียวกัน เช่น พืชผัก สามารถเข้าร่วมโครงการขอรับการช่วยเหลือได้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น โดยเกษตรกรต้องแจ้งข้อมูลที่เป็นจริง เพราะจะมีคณะทํางานตรวจสอบสิทธิ์ระดับตําบล เป็นผู้ตรวจสอบสิทธิ์ และเกษตรกรสามารถแจ้งขอรับสิทธิ์ได้ที่ สำนักงานเกษตรอำเภอที่ตั้งแปลงปลูกตามเวลาที่กำหนด นายสำราญ ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับเงินช่วยเหลือชาวสวนปาล์ม ไร่ละ 1,500 อีกประมาณ 90,000 ครัวเรือน ที่กำลังรออยู่ในขณะนี้ ได้ผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติเรียบร้อยแล้ว คาดว่าจะสามารถจ่ายเงินให้กับเกษตรกรได้ตั้งแต่ประมาณสัปดาห์หน้า หรือก่อนสงกรานต์ แน่นอน…

ส่วนกรณีที่เกษตรกรหลายท่าน ยังคงสับสนว่าวิสาหกิจชุมชนสามารถปลูกกัญชาได้นั้น นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวชี้แจงในประเด็นนี้ว่า กัญชา ยังเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 ตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2562 ยังปลูกและขายไม่ได้ แต่สามารถทำได้ในกรณีจำเป็น เพื่อประโยชน์ของทางราชการ การแพทย์ การรักษาผู้ป่วยหรือการศึกษาวิจัยและพัฒนา รวมถึงการเกษตร พาณิชยกรรม วิทยาศาสตร์ หรืออุตสาหกรรม เพื่อประโยชน์ ทางการแพทย์ด้วย และต้องได้รับ อนุญาตจากเลขาธิการ อย. โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการควบคุมยาเสพติดให้โทษ แต่สำหรับวิสาหกิจชุมชนที่จะได้รับอนุญาตให้ปลูกกัญชาได้ จะต้องมีสัญญากับหน่วยงานของรัฐ หรือ สถาบันอุดมศึกษา ที่มีหน้าที่ศึกษาวิจัย หรือจัดการเรียนการสอนเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ หรือเภสัชศาสตร์ และหน่วยงานนั้น ได้รับใบอนุญาตจาก อย. นอกจากนี้ กรมส่งเสริมการเกษตร ที่มีหน้าที่ในการรับจดทะเบียนวิสาหกิจชุมชน และจะไม่รับจดทะเบียนวิสาหกิจชุมชนที่ต้องการปลูกกัญชาโดยเฉพาะ เนื่องจากขัดต่อประกาศของคณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน พ.ศ.2560 และหากต้องดำเนินการควบคู่ จะต้องนำสำเนาสัญญากับหน่วยงานของรัฐ หรือ สถาบันอุดมศึกษา ยื่นขอเพิ่มกิจการวิสาหกิจชุมชน ณ สำนักงานเกษตรอำเภอ ที่วิสาหกิจชุมชนจดทะเบียน…โดยส่วนตัวของขุนเกษตรา มองว่า เราเริ่มต้นจากการควบคุมเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว เพราะกัญชา สำหรับสังคมไทย ยังไม่เหมาะที่จะปล่อยให้ปลูกได้อย่างอิสระ เนื่องจากคนจำนวนหนึ่งยังใช้เพื่อเสพ ดังนั้น ค่อยๆ ปลอดล็อค ไปทีละขั้น ทีละตอน ก็สมควรดีแล้ว…

ขุนเกษตรา

ฝนหลวงเฝ้าติดตามสภาพอากาศ เพื่อปฏิบัติการฝนเทียมช่วยเกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/403569

ฝนหลวงเฝ้าติดตามสภาพอากาศ เพื่อปฏิบัติการฝนเทียมช่วยเกษตรกร

ฝนหลวงเฝ้าติดตามสภาพอากาศ เพื่อปฏิบัติการฝนเทียมช่วยเกษตรกร

วันเสาร์ ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2562, 22.15 น.

“ฝนหลวงเฝ้าติดตามสภาพอากาศใกล้ชิด เพื่อขึ้นบินปฏิบัติการฝนเทียมช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรหลายแห่งประสบภัยแล้ง พร้อมเต็มน้ำในเขื่อน ควบคู่ดับไฟป่าในหลายพื้นที่”

23 มี.ค. 62 นายปนิธิ เสมอวงษ์ รองอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ด้านปฏิบัติการ เปิดเผยว่า เมื่อวานนี้ 22 มีนาคม 2562 กรมฝนหลวงและการบินเกษตร มีการขึ้นบินปฏิบัติการฝนหลวง จำนวน 2 หน่วยปฏิบัติการ ได้แก่ บุรีรัมย์และจันทบุรี โดยขึ้นบินปฏิบัติการเพื่อช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรที่มีการร้องขอและเพิ่มปริมาณน้ำเก็บกัก ทำให้มีฝนตกบริเวณพื้นที่อำเภอโชคชัย อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมาและอำเภอโป่งน้ำร้อน อำเภอสอยดาว จังหวัดจันทบุรี

ขณะที่ในวันนี้ 23 มีนาคม 2562 หน่วยปฏิบัติการฯ จังหวัดนครสวรรค์และกาญจนบุรี ยังคงติดตามสภาพอากาศระหว่างวัน เพื่อขึ้นบินช่วยเหลือพื้นที่เป้าหมายบริเวณพื้นที่การเกษตรของจังหวัดนครสวรรค์ อุทัยธานี ชัยนาท รวมถึงบริเวณพื้นที่การเกษตรอำเภอไทรโยค ห้วยกระเจา เลาขวัญ และอ่างเก็บน้ำกระเสียว จังหวัดสุพรรณบุรี

หน่วยปฏิบัติการฯ จังหวัดเชียงใหม่และพิษณุโลก วางแผนขึ้นบินปฏิบัติการช่วยคลี่คลายสถานการณ์ฝุ่นละอองในพื้นที่ที่รับผลกระทบ และบรรเทาปัญหาภัยแล้งในพื้นที่การเกษตรบางส่วนของจังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน แพร่ ลำพูน รวมถึงเพิ่มปริมาณน้ำให้กับอ่างเก็บน้ำเขื่อนแม่เม่า จังหวัดลำปาง อ่างเก็บน้ำห้วยป่าเลาและห้วยป่าแดง จังหวัดเพชรบูรณ์

สำหรับหน่วยปฏิบัติการฯ จังหวัดบุรีรัมย์และอุดรธานี ได้วางแผนขึ้นบินปฏิบัติการช่วยพื้นที่ได้รับผลกระทบบริเวณจังหวัดสกลนคร ร้อยเอ็ด บุรีรัมย์ พื้นที่ลุ่มรับน้ำเขื่อนอุบลรัตน์ จังหวัดขอนแก่น และอ่างเก็บน้ำขนาดกลางและขนาดเล็กบริเวณตอนล่างของจังหวัดนครราชสีมา

ด้านหน่วยปฏิบัติการจังหวัดสงขลา วางแผนช่วยเหลือพื้นที่ป่าพรุโต๊ะแดงและป่าพรุบาเจาะ จังหวัดนราธิวาส พื้นที่การเกษตรจังหวัดสงขลา นครศรีธรรมราช พัทลุง และตรัง

ส่วนหน่วยฯ หัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ วางแผนขึ้นบินปฏิบัติการบริเวณพื้นที่การเกษตรบริเวณอำเภอหัวหิน ปราณบุรี กุยบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์/

กษ.หนุนเกษตรกรปลูกพืชใช้น้ำน้อย วอนงดทำนาปรังเสี่ยงเสียหายปริมาณน้ำขาดแคลน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/403568

กษ.หนุนเกษตรกรปลูกพืชใช้น้ำน้อย วอนงดทำนาปรังเสี่ยงเสียหายปริมาณน้ำขาดแคลน

กษ.หนุนเกษตรกรปลูกพืชใช้น้ำน้อย วอนงดทำนาปรังเสี่ยงเสียหายปริมาณน้ำขาดแคลน

วันเสาร์ ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2562, 21.55 น.

“กษ.หนุนเกษตรกร ปลูกพืชใช้น้ำน้อย จูงใจปล่อยสินเชื่อ ดอกต่ำ 2พันบาทต่อไร่ วอนงดทำนาปรังเสี่ยงเสียหายปริมาณน้ำขาดแคลน ระบุเหลือพื้นที่จัดสรรน้ำหน้าแล้งเพียง3.04ล้านไร่”

23 มี.ค. 62 นางดาเรศร์ กิตติโยภาส รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้จัดทำแผนการปลูกพืชฤดูแล้งเพื่อกำหนดทิศทางและดำเนินงานให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำที่มีเพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อการปลูกพืชของเกษตรกรที่อาจเกิดความเสียหายจากภาวะภัยแล้ง โดยแผนการดำเนินงาน 6 เดือนในช่วงฤดูแล้งจะเริ่มจาก 1 พฤศจิกายน-30 เมษายน 2562 ครอบคลุมพื้นที่แห้งแล้ง 16.08 ล้านไร่ ซึ่งปัจจุบันเกษตรกรทำการปลูกพืชไปแล้ว 13.4 ล้านไร่ เหลือพื้นที่ที่สามารถรองรับตามแผนงานได้อีกเพียง 3.04 ล้านไร่ โดยปริมาณน้ำในพื้นที่เขตแห้งแล้งจะสามารถรองรับการปลูกข้าวรอบที่ 2 ตามแผนได้ 11.21 ล้านไร่ ล่าสุดเกษตรกรมีการเพาะปลูกข้าวรอบที่ 2 ไปแล้ว 11.02 ล้านไร่ จึงมีปริมาณน้ำที่จะสามารถรองรับการปลูกข้าวได้อีกเพียง 0.19 ล้านไร่เท่านั้น

“ขอให้เกษตรกรที่จะปลูกข้าวในช่วงนี้อาจมีความเสี่ยงต่อปริมาณน้ำที่อาจไม่เพียงพอ หากเป็นไปได้ให้หลีกเลี่ยงไปปลูกพืชชนิดอื่นที่มีอายุสั้น เช่น พืชผัก หรือข้าวโพดแทน โดยพืชที่ทางกรมได้แนะนำให้มีการปลูกทดแทนการปลูกข้าวรอบที่ 2 ก็คือ 1. กลุ่มพืชไร่ เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ข้าวโพดหวานรวมทั้งพืชตระกูลถั่ว 2.กลุ่มพืชผักอายุสั้น ที่มีปริมาณการใช้น้ำน้อยกว่าข้าวถึง 3 เท่า “รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าว

ทั้งนี้ได้มีโครงการเพื่อส่งเสริมการลดพื้นที่ปลูกข้าวรอบที่ 2 เพื่อไปปลูกพืชอย่างอื่นแทน อันจะเป็นแรงจูงใจให้กับเกษตรกร 2 โครงการ ดังนี้

1.โครงการข้าวโพดหลังนา โดยมีแผนการส่งเสริมการปลูกข้าวโพดหลังนาในปีนี้ครอบคลุมพื้นที่ 7.4 แสนไร่ เกษตรกรสามารถเข้าร่วมโครงการจะได้รับการสนับสนุนสินเชื่อระยะสั้นไร่ละ 2,000 บาท กำหนดพื้นที่ต่อเกษตรกรหนึ่งรายไม่เกิน 15 ไร่ อัตราดอกเบี้ย 0.01% กำหนดชำระคืนเงินกู้ภายในระยะเวลา 6 เดือน เพื่อให้เกษตรกรสามารถขายผลผลิตได้เรียบร้อยแล้ว อีกทั้งยังมีการประกันภัยพืชผลให้อีกไร่ละ 65 บาท/ไร่ อีกด้วย นอกจากการนี้ยังมีการให้ความรู้กับเกษตรกรโดยจัดอบรมเกษตรกรในพื้นที่ตลอดจนเชื่อมโยงตลาดโดยประสานความร่วมมือกับกลุ่มบริษัทผู้ผลิตอาหารสัตว์อีกด้วย ซึ่งเชื่อมั่นว่าเกษตรกรจะให้ความสนใจเข้าร่วมโครงการเป็นจำนวนมากตามเป้าหมายที่วางไว้

2.โครงการพืชหลากหลาย เป็นโครงการต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมาที่ได้ทดลองนำร่องแล้วประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี จึงสานต่อโครงการในปีนี้และขยายพื้นที่เพิ่มขึ้น โครงการนี้เน้นการปลูกพืชอายุสั้นและมีความหลากหลายเพื่อป้องกันความเสี่ยงด้านการตลาด เกษตรกรสามารถสร้างรายได้เร็วในระยะเวลาอันสั้น โดยรัฐสนับสนุนและช่วยเหลือเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการไร่ละ 1,000 บาท กำหนดพื้นที่ตามความเหมาะสม ซึ่งเกษตรกรสามารถสอบถามข้อมูลการปลูกพืชช่วงแล้งได้ที่ สำนักงานเกษตรในพื้นที่ได้ตั้งแต่วันนี้

‘กรมประมง’เฮ ปิดอ่าวไทยปี 62 เห็นผล หลังพบฝูงลูกปลาทูโผล่ชุกชุมที่อ่าวชุมพร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/403295

'กรมประมง'เฮ ปิดอ่าวไทยปี 62 เห็นผล หลังพบฝูงลูกปลาทูโผล่ชุกชุมที่อ่าวชุมพร

‘กรมประมง’เฮ ปิดอ่าวไทยปี 62 เห็นผล หลังพบฝูงลูกปลาทูโผล่ชุกชุมที่อ่าวชุมพร

วันศุกร์ ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2562, 16.05 น.

22 มี.ค. 62 นายอรุณชัย พุทธเจริญ เปิดเผยว่า ได้รับรายงานจากนายชูศักดิ์  จงงาม หัวหน้าหน่วยป้องกันและปราบปรามประมงทะเลชุมพร ซึ่งได้นำเรือตรวจการณ์ประมงออกสำรวจทรัพยากรสัตว์น้ำ หลังได้รับแจ้งจากชาวประมงในพื้นที่ว่า พบฝูงลูกปลาทูจำนวนมากโผล่ที่อ่าวชุมพร บริเวณเกาะเสม็ด ตำบลปากน้ำ อำเภอเมือง จังหวัดชุมพร ระยะห่างจากฝั่งประมาณ 1 กิโลเมตร

ซึ่งเป็นผลมาจากมาตรการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำในฤดูปลามีไข่ วางไข่ และเลี้ยงตัวในวัยอ่อน ฝั่งทะเลอ่าวไทยตอนกลาง ในที่จับสัตว์น้ำบางส่วนของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร และสุราษฏร์ธานี ระหว่างวันที่ 15 ก.พ. – 15 พ.ค. ของทุกปี (มาตรการปิดอ่าวไทย) ซึ่งมีการปรับปรุงกฎหมาย โดยออกประกาศ ลงวันที่ 31 มกราคม 2561 เพื่อกำหนดพื้นที่และระยะเวลาฤดูสัตว์น้ำมีไข่ วางไข่ เลี้ยงตัวอ่อนในการปิดอ่าวไทยให้ชัดเจนยิ่งขึ้น  และได้กำหนดห้ามใช้เครื่องมือทำการประมงบางชนิด ที่อาจส่งผลต่อการแพร่ขยายพันธุ์ของพ่อแม่พันธุ์สัตว์น้ำ และสัตว์น้ำวัยอ่อนในท้องทะเลอ่าวไทย เพื่อรักษาและฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำให้เกิดความยั่งยืน

โดยเฉพาะ “ปลาทู” ซึ่งเป็นสัตว์น้ำที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจของประเทศไทย ซึ่งผลจากการบังคับใช้มาตรการดังกล่าวในปี 2562 ล่าสุดนี้ เริ่มเห็นผลของการฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำได้อย่างชัดเจน เนื่องจากหลังการประกาศปิดอ่าวไทยเพียง 1 เดือน พบฝูงลูกปลาทูจำนวนมากในบริเวณอ่าวไทย ซึ่งถือเป็นตัวชี้วัดความสมบูรณ์ของท้องทะเลได้เป็นอย่างดี

ทั้งนี้ กรมประมง จึงได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ในพื้นที่มีการควบคุมบังคับใช้กฎหมายอย่างเข็มงวด เพื่อไม่ให้มีการจับทรัพยากรมาใช้ประโยชน์ก่อนวัยอันควร และขอความร่วมมือให้พี่น้องชาวประมงได้เสียสละเพื่อประโยชน์ส่วนรวมโดยปฏิบัติตามกฎหมาย เพื่อร่วมกันสร้างผลผลิตให้ทรัพยากรสัตว์น้ำกลับคืนความอุดมสมบูรณ์อีกครั้ง ซึ่งจะเป็นการสร้างความมั่นคงให้กับการประกอบอาชีพประมงได้อย่างยั่งยืนต่อไป

อธิบดีปศุสัตว์เตือนเกษตรกรเฝ้าระวัง! หน้าร้อนสัตว์เลี้ยงขาดน้ำเสี่ยงโรคระบาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/403288

อธิบดีปศุสัตว์เตือนเกษตรกรเฝ้าระวัง! หน้าร้อนสัตว์เลี้ยงขาดน้ำเสี่ยงโรคระบาด

อธิบดีปศุสัตว์เตือนเกษตรกรเฝ้าระวัง! หน้าร้อนสัตว์เลี้ยงขาดน้ำเสี่ยงโรคระบาด

วันศุกร์ ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2562, 15.37 น.

อธิบดีปศุสัตว์ เตือนเกษตรกรเฝ้าระวังและสังเกตอาการสัตว์เลี้ยงช่วงฤดูแล้ง อากาศร้อน ขาดน้ำ เสี่ยงเกิดโรคระบาดได้ง่ายขึ้น สั่งปศ.เขต1-9 เฝ้าระวังใกล้ชิด พร้อมช่วยเหลือทั้งการให้คำแนะนำ การฉีดวัคซีน และเตรียมเสบียงสัตว์กว่า 6,000 ตัน 

22 มี.ค.62 นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้หน่วยงานในสังกัดทุกหน่วยงานร่วมกับภาคีเครือข่ายทั่วประเทศ ให้ความสำคัญกับการป้องกันและช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ในช่วงฤดูแล้ง โดยให้คำแนะนำการดูแลสัตว์เลี้ยง เนื่องจากสถานการณ์ภัยแล้งที่เกิดขึ้นส่งผลให้อาหารสำหรับสัตว์มีจำนวนน้อยลง ประกอบกับอากาศร้อน และการขาดน้ำ เป็นสิ่งกระตุ้น และมีผลให้สัตว์เกิดความเครียดเพิ่มขึ้น ระดับภูมิคุ้มกันต่ำลง ทำให้เกิดโรคระบาดได้ง่ายขึ้น กรมปศุสัตว์ จึงได้เตรียมพร้อมรับมือโรคสัตว์ที่อาจเกิดขึ้นในช่วงนี้ เช่นโรคปากและเท้าเปื่อย โรคคอบวมในโค – กระบือ โรคสเตรปโตคอกคัสซูอิส โรคท้องร่วง และโรคปากและเท้าเปื่อยในหมู โรคพิษสุนัขบ้าในสุนัข แมว ส่วนสัตว์ปีก ให้เกษตรกรระมัดระวังโรคในสัตว์ปีก และประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกรเฝ้าระวัง และสังเกตอาการสัตว์เลี้ยงอย่างสม่ำเสมอ หากพบอาการผิดปกติ ให้รีบแยกสัตว์ป่วย และแจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ทราบทันที เพื่อดำเนินการควบคุมโรค

รวมทั้งมีการออกหน่วยบริการสัตวแพทย์เคลื่อนที่ รณรงค์บริการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าให้กับสุนัข แมว เกษตรกรควรให้ความร่วมมือกับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคสัตว์ให้ถูกวิธี และครบถ้วน รวมทั้งการถ่ายพยาธิให้สัตว์เลี้ยงด้วย นอกจากนี้ในช่วงนี้จะพบแมลงจำนวนมาก โดยเฉพาะแมลงดูดเลือด เช่น เหลือบ และแมลงวันคอก ซึ่งเป็นพาหะของโรคพยาธิในเลือดโค-กระบือ ต้องใช้ยาที่จำเพาะในการรักษา ซึ่งเกษตรกรอาจป้องกันได้โดยการทำมุ่งบริเวณคอกเลี้ยงสัตว์ กำจัดมูลและทำความสะอาดคอกสัตว์อย่างสม่ำเสมอ นอกจากนี้ การซื้อโค-กระบือจากตลาดนัดค้าสัตว์ ควรมีการกักไว้อย่างน้อย 2 สัปดาห์ เพื่อดูอาการ ก่อนปล่อยรวมฝูง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดโรคระบาด

สำหรับฟาร์ม หรือโรงเลี้ยงสัตว์ควรปรับให้มีอากาศถ่ายเท และอยู่ในที่ร่ม ส่วนการดูแล ไก่ เป็ด และหมู ควรเพิ่มวิตามินละลายน้ำ เพื่อให้สัตว์มีร่างกายแข็งแรง ด้านเสบียงสัตว์ กรมปศุสัตว์ ได้เตรียมไว้สำหรับให้การช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบภัย มากกว่า 6,000 ตัน แยกเป็นหญ้าแห้ง 4,974 ตัน หญ้าสด 348 ตัน และหญ้าหมัก 812 ตัน เก็บสำรองไว้ที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์ 32 แห่ง และคลังเสบียงอาหารสัตว์ประจำตำบล ทั่วประเทศ นอกจากนี้ ยังมีรถบรรทุกขนเสบียงอาหารสัตว์ จำนวน 201 คัน เวชภัณฑ์ดูแลสุขภาพสัตว์พร้อมหน่วยสัตว์แพทย์เคลื่อนที่ จำนวน 100 หน่วย และ ถุงยังชีพสำหรับสัตว์จำนวน 3,000 ชุด

อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า ขอเตือนเกษตรกรให้ระมัดระวังโรคระบาดสัตว์ในช่วงฤดูแล้ง ทั้งนี้ กรมปศุสัตว์ได้เตรียมพร้อมเสบียงสัตว์ไว้ช่วยเหลือผู้ประสบภัยแล้ง. หากเกษตรกรมีข้อสงสัย หรือต้องการคำแนะนำในการดูแลสุขภาพสัตว์ หรือได้รับความเดือดร้อน จากภัยแล้ง สามารถติดต่อรับคำปรึกษา และขอรับการช่วยเหลือได้ที่ สำนักงานปศุสัตว์อำเภอ. สำนักงานปศุสัตว์จังหวัด. ศูนย์อำนวยการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติด้านปศุสัตว์ประจำเขต 1-9 ใกล้บ้าน หรือ ศูนย์อำนวยการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติด้านปศุสัตว์ กองส่งเสริมและพัฒนาการปศุสัตว์ กรมปศุสัตว์ โทร 02-6534444 ต่อ 3315 หรือแอพพลิเคชั่น DLD 4.0