เลาะรั้วเกษตร : ก่อนจะเข้าคูหากากบาทให้ใคร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/403088

281225166

เลาะรั้วเกษตร : ก่อนจะเข้าคูหากากบาทให้ใคร

วันศุกร์ ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เหลืออีกเพียง 2 วัน ประชาชนคนไทยก็จะได้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกันแล้ว หลังจากห่างหายบรรยากาศแบบนี้มา 7 ปีนับตั้งแต่ปี 2554 เป็นต้นมา ดูท่าว่าจะมีผู้ตื่นตัวมาใช้สิทธิ์กันมาก เพราะมีสัญญาณบอกมาตั้งแต่การลงคะแนนล่วงหน้าเมื่อวันที่ 18 มีนาคม ที่ผ่านมาแล้ว คึกคักกันน่าดู

โค้งสุดท้ายของการหาเสียง สำหรับพื้นที่ กทม. พรรคการเมืองเริ่มระดมป้ายหาเสียงมาติด 2 ฟากถนน จนไม่มีทางเดิน ต้นไม้ทุกต้น เสาไฟฟ้าทุกเสา ถูกใช้เป็นขาตั้งป้ายหาเสียง ไม่ว่าทางแยก หรือปากซอยต่างๆ จนบดบังสายตาผู้ใช้ยานพาหนะ ชาวประชาก็ต้องอดทนเอาอีกนิด..

ในป้ายหาเสียงจะเห็นภาพถ่ายผู้สมัคร ชื่อผู้สมัคร หมายเลขผู้สมัคร ชื่อพรรค ภาพถ่ายหัวหน้าพรรค หรือผู้ที่ถูกเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีของพรรค บ้างยืนแอบหลัง บ้างยืนข้างหน้าใหญ่กว่าผู้สมัคร ก็ว่ากันไปแล้วแต่เทคนิควิธีที่คิดว่าจะให้ประชาชนจำได้นอกจากนี้ยังมีนโยบายสำคัญของพรรค เป็นต้นว่า ค่าแรงขั้นต่ำวันละ 350 บาท ค่ารถเมล์ 10 บาทตลอดสาย 40 บาทตลอดวัน ปลูกกัญชาเสรี ขับ grab ถูกกฎหมาย หยุดคอร์รัปชั่น รักษาพยาบาลฟรี เบี้ยผู้สูงอายุ 3,000 บาท ฯลฯ ต่างก็สรรหามาขึ้นป้ายเรียกคะแนนนิยม

ส่วนนโยบายของพรรคที่มากกว่านั้น ก็ต้องอาศัยการไปฟังที่เวทีปราศรัยบ้าง ประชันวิสัยทัศน์กันทางสื่อบ้าง เข้าไปค้นหาในโซเชียลมีเดียบ้าง

พยายามหาดูนโยบายด้านการเกษตรของพรรคการเมืองแต่ละพรรค ก็ไม่ค่อยมีใครพูดถึงมากนัก นอกเหนือจากการเกทับกันระหว่างพรรค ถึงการทำให้ราคาพืชผลเกษตรมีราคาสูงขึ้น โดยเฉพาะราคายางพารา ปาล์มน้ำมัน และข้าว ซึ่งเป็นการแต่งตัวเลขสวยๆ เป็นต้นว่า ยางกิโลกรัมละไม่ต่ำกว่า 60 บาทบ้าง 80 บาทบ้าง แถมหัวหน้าพรรคบางพรรคยังอ้างอีกว่า สมัยที่ตนเองเป็นนายกรัฐมนตรี ราคายางสูงกว่ากิโลกรัมละ 100 บาท

ราคาข้าวก็เช่นกัน ข้าวขาวเกวียนละ 10,000 บาท ข้าวหอมมะลิต้องราคาไม่ต่ำกว่าเกวียนละ 15,000 บาท บางพรรคบอกว่าต้อง 17,000 บาท โดยไม่เอ่ยถึงโครงการรับจำนำข้าวที่เป็นวิธีการแก้ปัญหาราคาข้าวของผู้บริหารพรรคในอดีตที่เคยเป็นรัฐบาล….

บางพรรคบอกว่า ให้นำสินค้าเกษตรหลักทุกชนิดขึ้นเป็นวาระแห่งชาติ แก้ปัญหาให้ราคาอยู่ในเกณฑ์มีกำไร….ดูดี….แต่ไม่ทราบวิธีการ คงไประดมสมองคิดกันตอนได้เป็นรัฐบาลแล้ว (ถ้าได้เป็น)

บางพรรคชูนโยบายเกษตร 3 เพิ่ม 3 ลด เพิ่มรายได้ เพิ่มนวัตกรรม เพิ่มทางเลือก ลดหนี้ ลดต้นทุนการผลิต และลดความเสี่ยง นี่ก็ดูดี แต่ในอดีตที่ผ่านมาและกำลังจะเป็นอดีตในอีกไม่กี่วันข้างหน้านั้น นโยบายที่ว่านี้ใช้งบประมาณสูงเหลือเกินถ้าเงินที่ใช้ไปทำให้โครงการทั้งหลายมีความยั่งยืนก็คุ้มค่า แต่ที่ผ่านมาตอบได้ไหมว่ามีอะไรบ้างที่ยั่งยืน….

มีบางพรรคที่พูดถึงที่ดินทำกิน จะเร่งแก้ปัญหาโดยการออกเอกสารสิทธิ์ให้ถูกต้องบ้าง จะพัฒนาเป็นมีโฉนดสีฟ้า ให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนของรัฐบ้าง เรื่องที่ดินนี้แค่แก้ปัญหาให้เกษตรกรที่มีสิทธิในที่ดินทำกินนั้นๆ ทำการเกษตรในที่ดินของตนเพื่อสร้างรายได้ให้กับตนเองจริงๆ ไม่เอาไปขายให้คนอื่นเรื่องนี้เรื่องเดียว ตลอดอายุรัฐบาล 4 ปี ก็คงแก้ได้ไม่หมด เพราะปัญหา ที่ดินส.ป.ก. หรือที่ดินในเขตป่าสงวน สะสมมาเนิ่นนาน แม้ให้พรรครักษ์ผืนป่าประเทศไทยเป็นรัฐบาล ทำเรื่องนี้เรื่องเดียวก็เถอะน่า….แก้ไขได้หมดหรือไม่…

มีนโยบายของบางพรรค ที่หัวหน้าพรรคถูกลูกพรรคในพื้นที่บางจังหวัดจัดฉากให้ไปดูการทำการเกษตรแบบไม่ใช้สารเคมีกำจัดวัชพืชที่กำลังเป็นประเด็นขัดแย้งในสังคมของชาวเกษตรอยู่ในขณะนี้แถมยังหาคนเป็นมะเร็ง คนถูกตัดขา และคนเจ็บป่วยที่อ้างว่าเกิดจากการได้รับพิษของสารเคมีดังกล่าวมาต้อนรับ ถึงกับกลายมาเป็นนโยบายของพรรค ที่เรียกว่า กองทุนปรับเปลี่ยนหน้าดิน

กองทุนนี้จะให้เกษตรกรกู้เงินไปปรับเปลี่ยนการปลูกพืชที่ปลอดสารพิษ เพื่อขายให้ได้ราคาสูงกว่า ปลูกน้อย แต่ราคาสูง ให้กู้เงินไปซื้อเครื่องจักรกลมากำจัดวัชพืชแทนการใช้สารเคมี….คงต้องให้หัวหน้าพรรคท่านรำลึกถึงอดีตที่เคยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ว่าแค่ให้เกษตรกรผลิตแบบ GAP ซึ่งปลอดภัยเหมือนกับไร้สารพิษเหมือนกัน สมัยท่านในครั้งกระนั้นก็ยังยากเลย…..

เลือกตั้งคราวนี้ มีพรรคการเมืองมากหน้าหลายตา นักการเมืองที่ลงสมัครก็มากหน้าหลายตา บางคนเป็นขาประจำ บางคนหน้าใหม่แกะกล่อง บางคนเคยได้ยินชื่อเสียงสมัยรับราชการ บางคนก็ยังมีบทบาทอยู่ในรัฐบาลปัจจุบัน ชื่อพรรคการเมืองเจ้าประจำก็มี เลียนแบบเจ้าประจำก็มี ตั้งขึ้นใหม่เป็นสาขาของพรรคเก่าก็มีเป็นแบ๊กอัพของพรรคใหม่ก็มี

ชั่งใจให้ดีก่อนเข้าคูหากากบาทให้ใคร….อนาคตประเทศไทย…เลือกกันให้ดีนะพี่น้อง….

แว่นขยาย

เปิดแผนบริหารจัดการน้ำ20ปี รองรับยุทธศาสตร์ชาติเน้น6ด้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/403084

x

เปิดแผนบริหารจัดการน้ำ20ปี รองรับยุทธศาสตร์ชาติเน้น6ด้าน

วันศุกร์ ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายสราวุธ ชีวะประเสริฐ รักษาการที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยถึงข้อมูลแผนแม่บทการบริหารจัดการน้ำ 20 ปี (2561 – 2580) ที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีว่า มีเป้าหมายใหญ่ 6 ด้าน คือ 1.จัดการน้ำอุปโภคบริโภค ประปาหมู่บ้านต้องมีคุณภาพได้มาตรฐานภายในปี 2573 ขยายเขตประปา สำรองน้ำต้นทุนรองรับเมืองหลัก เมืองท่องเที่ยว หรือเศรษฐกิจสำคัญ อัตราใช้น้ำต่อประชากรต้องลดลงภายในปี 2570, 2.สร้างความมั่นคงของน้ำภาคการผลิต จะพัฒนาแหล่งเก็บกักน้ำและระบบส่งน้ำให้เต็มศักยภาพ พัฒนาแหล่งน้ทางเลือกสนับสนุนพื้นที่สำคัญ จัดหาน้ำในพื้นที่เกษตรลดความเสี่ยงและความเสียหายในพื้นที่วิกฤติ ร้อยละ 50 และปรับโครงสร้างการใช้น้ำ

3.ด้านจัดการน้ำท่วมและอุทกภัย ปรับปรุงการระบายน้ำและสิ่งกีดขวาง ทำผังลุ่มน้ำและบังคับใช้ในผังเมืองรวมและจังหวัดทุกลุ่มน้ำ ป้องกันน้ำท่วมชุมชนเมือง 764 เมือง บรรเทาอุทกภัยพื้นที่วิกฤติร้อยละ 60 เพิ่มประสิทธิภาพการปรับตัวและเผชิญเหตุในพื้นที่น้ำท่วม 4.จัดการคุณภาพน้ำและอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำ ป้องกันลดน้ำเสียที่ต้นทาง พัฒนาระบบบำบัดน้ำเสียรวมของชุมชน นำน้ำเสียกลับมาใช้ใหม่ จัดสรรน้ำเพื่อรักษาระบบนิเวศ และฟื้นฟูแม่น้ำ ลำคลองและแหล่งน้ำธรรมชาติ

5.อนุรักษ์ฟื้นฟูสภาพป่าต้นน้ำ มุ่งเน้นฟื้นฟูพื้นที่ป่าต้นน้ำที่เสื่อมโทรม ป้องกันเกิดการชะล้างและการพังทลายของดินในพื้นที่เกษตรลาดชัน และ 6.ด้านบริหารจัดการ สร้างระบบฐานข้อมูล ระบบติดตามประเมินผล สนับสนุนการมีส่วนร่วมระหว่างภาครัฐและเอกชน รวมถึงพัฒนานักวิจัย นวัตกรรม เพื่อการสร้างมูลค่าเพิ่มภาคบริการและการผลิต โดยปัจจุบันคณะทำงานจัดทำเป้าหมายเร่งด่วนระยะ 5 ปี เสร็จแล้ว เพื่อทำตามแผนแม่บทบริหารจัดการน้ำดังกล่าวที่วางไว้ อาทิ เพิ่มประสิทธิภาพประปาหมู่บ้าน 10,194 หมู่บ้าน ทำโครงการพัฒนาระบบน้ำชุมชนเพื่อเกษตรกรยังชีพนอกเขตชลประทานสู้ภัยแล้ง 1,837 ตำบล เพื่อแก้วิกฤติภัยแล้งให้ลดลงร้อยละ 50 ตลอดจนเพิ่มผลิตภาพปรับโครงสร้างการใช้น้ำในพื้นที่ชลประทานเดิม พื้นที่อุตสาหกรรมภาคตะวันออก และพื้นที่พัฒนาระบบส่งน้ำใหม่

ขณะที่ รศ.ดร.สุจริต คุณธนกุลวงศ์ นักวิจัยจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวเสริมว่า การบริหารจัดการน้ำของประเทศที่ผ่านมีอีกหลายปัญหา ปัจจุบันจึงวางเป้าหมาย แผนแม่บทเพื่อแก้ปัญหาและสร้างพื้นฐานรองรับความเสี่ยงในอนาคต ภายใต้การดำเนินการทั้งส่วนการซ่อม สร้าง การพัฒนาที่ต้องก้าวกระโดด ดำเนินการไปพร้อมกับเตรียมคน ข้อมูลวิชาการ ข้อมูลข่าวสารและการปรับตัว ตลอดจนสร้างแพลตฟอร์มทดลองเพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนผ่าน ซึ่งอนาคตอันใกล้ไทยก้าวสู่ยุค 5G เทคโนโลยีนี้จะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการบริหารจัดการเรื่องน้ำด้วย

กษ.ผนึกกรมอุตุฯจัดทำข้อมูล จับตาฝุ่นควัน-ร้อนแล้งเร่งรณรงค์เหนือ-อีสานหยุดเผา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/403091

x

กษ.ผนึกกรมอุตุฯจัดทำข้อมูล จับตาฝุ่นควัน-ร้อนแล้งเร่งรณรงค์เหนือ-อีสานหยุดเผา

วันศุกร์ ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นางดาเรศร์ กิตติโยภาส รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมการเกษตร ร่วมกับกรมอุตุนิยมวิทยา จัดทำข้อมูลแจ้งเตือนเกษตรกรงดเผาในพื้นที่การเกษตร จากการคาดการณ์สภาวะทางอุตุนิยมวิทยาล่วงหน้าทุกสัปดาห์ โดยในช่วงวันที่ 15 -22 มีนาคม 2562 อากาศไหลเวียนไม่ดี ก่อให้เกิดการสะสมของฝุ่นละอองและหมอกควัน ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนโดยตรง ซึ่งในพื้นที่ตอนบนของประเทศไทย มีลมอ่อน อากาศร้อนและไม่มีฝน โดยเฉพาะพื้นที่ภาคเหนือ ได้แก่ จ.เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน เชียงราย ลำพูน ลำปาง แพร่ น่าน และตาก และพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน โดยเฉพาะ จ.เลย อุดรธานี หนองบัวลำภู หนองคาย ขอนแก่น และมหาสารคาม กรมส่งเสริมการเกษตรจึงขอความร่วมมืองดเผาวัสดุการเกษตรในพื้นที่ดังกล่าวอย่างเด็ดขาด

สำหรับพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง ได้แก่ จ.พิจิตร พิษณุโลก เพชรบูรณ์ และอุตรดิตถ์ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ได้แก่ ชัยภูมิ นครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ อุบลราชธานี ศรีสะเกษ อำนาจเจริญ ยโสธร ไม่ควรเผาวัสดุการเกษตร เพื่อไม่ให้เกิดการสะสมของฝุ่นละอองและหมอกควันเพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้ เกษตรกรหรือประชาชนทั่วไปสามารถติดตามข่าวสารสภาพอากาศล่วงหน้าได้ทุกสัปดาห์ ตลอดจนคำแนะนำในการกำจัดเศษวัสดุทางการเกษตรเพิ่มเติมได้ที่ กรมส่งเสริมการเกษตร โทรศัพท์ 0-2579-0163 และสายด่วนกรมอุตุนิยมวิทยา 1182

รายงานพิเศษ : สหกรณ์บริการอิสลามเนียะมะตุลลอฮ์ จำกัด หนุนสมาชิกทำเกษตรผสมผสานเพิ่มมูลค่าที่ดินทุ่งครุ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/403093

รายงานพิเศษ : สหกรณ์บริการอิสลามเนียะมะตุลลอฮ์ จำกัด หนุนสมาชิกทำเกษตรผสมผสานเพิ่มมูลค่าที่ดินทุ่งครุ

รายงานพิเศษ : สหกรณ์บริการอิสลามเนียะมะตุลลอฮ์ จำกัด หนุนสมาชิกทำเกษตรผสมผสานเพิ่มมูลค่าที่ดินทุ่งครุ

วันศุกร์ ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

พื้นที่เขตทุ่งครุ ของกรุงเทพมหานคร แต่เดิมเป็นพื้นที่ทำการเกษตร ทำนาทำสวนผลไม้ ปัจจุบันสภาพพื้นที่เปลี่ยนไป หมู่บ้านจัดสรรและอาคารพาณิชย์เริ่มรุกเข้ามา มีห้างสรรพสินค้าผุดขึ้นในพื้นที่เกษตรเดิม ระบบการจัดการของท้องถิ่นเริ่มเปลี่ยนไป คนนอกพื้นที่หลั่งไหลเข้ามาอาศัยอยู่มากขึ้น

ประชากรในเขตทุ่งครุมีประมาณ 120,000 คน และส่วนหนึ่งเป็นชุมชนของชาวมุสลิมอาศัยอยู่ประมาณ 60,000 คน ต่อมาปี 2554 ได้รวมกันจัดตั้งเป็นสหกรณ์บริการอิสลามเนียะมะตุลลอฮ์ จำกัด เพื่อระดมเงินทุนช่วยเหลือพี่น้องชาวมุสลิม ซึ่งระบบสหกรณ์นั้นถูกกับหลักศาสนาอิสลามและถูกต้องตามกฎหมาย ปัจจุบันมีสมาชิก 600 คน และสมาชิกส่วนหนึ่งประมาณ 30% ยังยึดอาชีพการเกษตรและยังเก็บรักษาที่ดิน ซึ่งเป็นมรดกตกทอดจากบรรพบุรุษ ทำสวนและเลี้ยงสัตว์ ยังมีบางรายที่ไม่พัฒนาที่ดินต่อ ทำให้เกิดที่รกร้างว่างเปล่า มีบางส่วนรอขายที่ดินเพื่อทำหมู่บ้านจัดสรรเนื่องจากที่ดินมีราคาสูงขึ้น ทำให้วิถีชีวิตในแบบเกษตรกรรมได้ถูกกลืนหายไปอย่างน่าใจหาย

นายเปี่ยม อารีฮูเซ็น ประธานสหกรณ์บริการอิสลามเนียะมะตุลลอฮ์ จำกัด กล่าวว่า สหกรณ์เห็นความสำคัญของการรักษาพื้นที่การเกษตรในเขตทุ่งครุให้อยู่ถึงรุ่นลูกรุ่นหลาน จึงทำโครงการแปลงเกษตรตัวอย่าง เพื่อสนับสนุนให้สมาชิกนำที่ดินมาใช้ให้เกิดประโยชน์ โดยแนะนำแนวทางเกษตรทฤษฎีใหม่และหลักเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ที่พระราชทานไว้ ให้สมาชิกนำไปใช้ดำเนินชีวิตและประกอบอาชีพ ขณะเดียวกัน สหกรณ์สร้างแปลงเกษตรตัวอย่างโดยขอเช่าที่ดินของสมาชิก 1 ไร่ มาปรับปรุงและพัฒนาให้เป็นแปลงเกษตรผสมผสาน เพื่อเป็นพื้นที่ตัวอย่างให้สมาชิกศึกษาเรียนรู้และนำกลับไปปรับใช้กับที่ดินของตนเอง

ภายในแปลงเกษตรตัวอย่าง ได้แบ่งพื้นที่ประมาณ 25% เป็นบ่อปลา เลี้ยงปลาดุก ปลาช่อน ปลานิลและปลากด พื้นที่อีก 30% ปลูกผลไม้ มะม่วง ทุเรียน กล้วย ส่วนหนึ่งปลูกผักสวนครัว และมีโรงเรือนเลี้ยงสัตว์ โรงแปรรูปสินค้าใช้เงินลงทุนไป 150,000 บาท และลงมือปลูกพืชผักขยายต่อยอดพัฒนาต่อเนื่อง เพื่อต่อยอดความสำเร็จให้เพิ่มขึ้น และตั้งแต่เริ่มลงมือทำแปลงเกษตรในเดือนตุลาคม 2561 จนถึงเดือนมกราคม 2562 สหกรณ์จับปลาชุดแรกไปแล้ว 30% ของปลาที่ลงทุนไปทั้งหมด ได้กำไรจากการจับปลาลอตแรก 20-30% ของเงินลงทุน และเดือนเมษายนจะจับปลาที่เหลืออีก 70% พร้อมทยอยเก็บเกี่ยวผลผลิตทั้งกล้วย มะม่วงจำหน่ายภายในชุมชน ซึ่งมีรายได้กลับคืนมาเท่ากับเงินที่ลงทุนไป

การบริหารจัดการในแปลงเกษตรตัวอย่างใช้วัสดุที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์ อาหารปลาได้จากเศษอาหารที่ยังไม่เน่าเสียมาผสมน้ำหญ้าหวาน ซึ่งมีโปรตีนประมาณ 20% และมีแหนมาผสมด้วยส่วนหนึ่ง เพื่อลดต้นทุน ซึ่งต้นทุนอาหารปลากิโลกรัมละ 5 บาท เมื่อเลี้ยงได้ 4 เดือน ปลาตัวโตได้ขนาด สหกรณ์จะจับส่งขายสะพานปลา และส่วนหนึ่งขายให้คนในชุมชน ซึ่งถูกกว่าราคาตลาดประมาณ 20% เพื่อช่วยลดค่าครองชีพให้ชาวบ้าน ขณะนี้ได้ทดลองแปรรูปปลาแดดเดียวขาย และจำหน่ายได้ราคามากกว่าปลาสดประมาณ 150% และในอนาคตสหกรณ์จะขยายการส่งเสริมอาชีพเลี้ยงปลาให้กับสมาชิก โดยสหกรณ์จะร่วมลงทุนเพิ่มอีก 3 บ่อ และสหกรณ์จะนำปลาบึกมาอนุบาลก่อนขายให้สมาชิกไปเลี้ยงต่อ เพื่อขยายพันธุ์ และจะพัฒนาให้บ่อปลาของสหกรณ์กลายเป็นแหล่งเลี้ยงปลาเศรษฐกิจในเขตทุ่งครุ และจะเป็นศูนย์กลางรวบรวมปลาส่งตลาด ซึ่งสหกรณ์จะพัฒนาระบบน้ำเพื่อเพาะพันธุ์ปลาเอง และจะถ่ายทอดเทคโนโลยีวิธีการเลี้ยงปลาให้เข้าระบบบ่อของของสมาชิกแต่ละราย

ในบ่อเลี้ยงปลาจะนำน้ำหมักชีวภาพผสมลงไป เมื่อเวลาผ่านไปจะขุดลอกเลนใต้บ่อปลาขึ้นมา ทำให้พื้นที่ในแปลงเกษตรได้รับธาตุอาหาร ถ้าบริหารจัดการที่ดีที่ดินเลยถูกทิ้งร้างจะทำประโยชน์ได้มูลค่าเกิน 10 ล้านบาท และในวันข้างหน้าสหกรณ์จะขยายแปลงเกษตรออกไปเรื่อยๆ รวมถึงจะพัฒนาการแปรรูปผลผลิตเพื่อเพิ่มมูลค่า โดยเฉพาะกล้วยน้ำว้า ปกติขายกล้วยสดหวีละประมาณ 20-30 บาท แต่ถ้ามีการแปรรูปเป็นกล้วยตากขายส่งได้ 80 บาท ซึ่งสหกรณ์วางแผนในอนาคตทำเป็นแหล่งแปรรูปกล้วยและเชื่อมโยงเครือข่ายกับสหกรณ์ในพื้นที่อื่นๆ เพื่อส่งวัตถุดิบให้ และสหกรณ์จะพัฒนาแปลงเกษตรของสหกรณ์ให้เป็นแหล่งผลิตอาหารปลอดสารพิษของคนเขตทุ่งครุและพื้นที่ใกล้เคียง ตอบสนองผู้บริโภคที่ต้องการปลา อาหาร ผลผลิตทางการเกษตรสามารถมาซื้อจากสหกรณ์ได้ทุกวัน

ประธานสหกรณ์บริการอิสลามเนียะมะตุลลอฮ์ จำกัด ฝากถึงเกษตรกรที่มีที่ดินทำการเกษตรว่า อยากให้ช่วยรักษาไว้ เพราะนับวันคนจะทำเกษตรลดน้อยลง เชื่อว่าอาชีพเกษตรกรรมยังมีโอกาสประสบความสำเร็จได้ ซึ่งจะต้องมีความตั้งใจจริง พัฒนาที่ดินไม่ให้รกร้างว่างเปล่า นำมาทำให้เกิดประโยชน์ โดยเลี้ยงปลา ปลูกผักปลูกพืชหรือเลี้ยงสัตว์ และเริ่มจากเป็นแหล่งอาหารให้ครอบครัวก่อนขยายสู่การเป็นอาหารให้คนข้างเคียงหรือเป็นการแลกเปลี่ยนอาหารกัน วิถีเก่าๆที่เอื้ออาทรต่อกันก็น่าจะกลับมา จากนั้นจึงค่อยต่อยอดไปถึงการรวมกลุ่มเหมือนเช่นที่สหกรณ์ทำอยู่ตอนนี้ และที่สำคัญไปกว่านั้นคือ หากเราทำแปลงเกษตรได้เอง เราจะควบคุมกระบวนการปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ หรือเลี้ยงปลา ไม่ให้มีสารเคมีมาปนเปื้อน เพราะปลาหรืออาหารที่เราไปซื้อจากตลาด หรือฟาสต์ฟู้ดส์ต่างๆ เราไม่สามารถรู้ได้เลยว่าของที่เราซื้อมานั้น มีสารเคมีที่บริโภคเข้าไปแล้วจะเกิดโทษต่อร่างกายหรือไม่ แต่ถ้าเราปลูกเองเลี้ยงเองเพื่อนำมาบริโภค เราควบคุมทุกอย่างได้นี่คือสิ่งที่สหกรณ์พยายามถ่ายทอดให้สมาชิกและชาวบ้านในชุมชนทุ่งครุได้ตระหนักเรียนรู้ และเห็นความสำคัญของการนำที่ดินที่มีอยู่มาสร้างประโยชน์และเพิ่มมูลค่าให้กับที่ดิน โดยทำการเกษตรผสมผสาน ยึดแนวทางทฤษฎีใหม่มาใช้ประกอบอาชีพและดำเนินชีวิต ทำให้ทุกคนอยู่รอดอย่างยั่งยืนในที่สุด

กรมปศุสัตว์ ย้ำโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร ไม่ติดต่อคน-สัตว์อื่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/403167

กรมปศุสัตว์ ย้ำโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร ไม่ติดต่อคน-สัตว์อื่น

กรมปศุสัตว์ ย้ำโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร ไม่ติดต่อคน-สัตว์อื่น

วันพฤหัสบดี ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2562, 20.15 น.

กรมปศุสัตว์ ตอกย้ำความเชื่อมั่นผู้บริโภค อย่าตระหนก ASF ไม่ติดต่อคน เผยเวียดนาม เป็นต้นแบบคุมเข้มการเผยแพร่ภาพหมูไม่ให้กระทบสังคมวงกว้าง

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยถึงความคืบหน้าการเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์โรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (African Swine Fever : ASF) ว่าประเทศไทยไม่มีการแพร่ระบาดของโรคนี้ และย้ำว่า ASF เป็นโรคที่เกิดเฉพาะในสุกรเท่านั้น ไม่ติดต่อหรือเป็นอันตรายต่อคนหรือสัตว์อื่น ผู้บริโภคสามารถรับประทานหมูได้อย่างปลอดภัย 100% ขณะเดียวกัน ทุกภาคส่วนยังคงเดินหน้าคุมเข้มเรื่องการป้องกันโรคอย่าง เต็มกำลัง ล่าสุดได้ร่วมประชุมหารือร่วมกับองค์การสุขภาพสัตว์โลก (OIE) องค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) และผู้บริหารระดับสูงของกรมปศุสัตว์จาก 5 ประเทศ ทั้งกัมพูชา ลาว เมียนมาร์ เวียดนาม (CLMV) และไทย เพื่อยกระดับแนวทางมาตรการเฝ้าระวัง ควบคุม ป้องกัน และกำจัดโรค ASF ระหว่างประเทศ  รวมทั้ง ไม่ให้โรค ASF สร้างความเสียหายต่ออุตสาหกรรมการเลี้ยงสุกรในภูมิภาคนี้ และเศรษฐกิจของทุกประเทศ ซึ่งถือเป็นความร่วมมือด้านการปศุสัตว์ระหว่างประเทศครั้งสำคัญ

“ขณะนี้ทั้งไทยและประเทศเพื่อนบ้าน กำลังร่วมมือกันบูรณาการเรื่อง ASF อย่างเข้มแข็ง ส่วนในเวียดนามที่พบการระบาดของ ASF ก็เร่งเดินหน้ามาตรการควบคุมโรคอย่างเข้มข้น ควบคู่ไปกับการสื่อสารข้อมูลที่ถูกต้องของโรคนี้แก่ผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการประกาศของกระทรวงเกษตรและการพัฒนาชนบท เวียดนาม ได้ขอความร่วมมือกับสื่อมวลชนในการเผยแพร่ข้อมูล รวมถึงวิธีการปกป้องโรคนี้ และห้ามไม่ให้เผยแพร่ภาพที่ไม่เหมาะสม ที่จะสร้างความตื่นตระหนกแก่ผู้บริโภคในวงกว้าง ซึ่งถือเป็นต้นแบบในความใส่ใจที่ภาครัฐและสื่อมวลชนมีต่อประชาชนและเกษตรกร เพื่อไม่ให้มีผลกระทบกับการบริโภคจากภาพที่ได้สื่อออกไป” นายสัตวแพทย์สรวิศ กล่าว

อธิบดีกรมปศุสัตว์กล่าวทิ้งท้ายว่า ขอความร่วมมือจากผู้บริโภค เกษตรกร นักท่องเที่ยว และประชาชน ช่วยกันสนับสนุนมาตรการป้องกันโรค ASF เพื่อให้ไทยเป็นประเทศที่หลุดพ้นจากวิกฤตการณ์ของโรคนี้ ดังเช่นหลายประเทศที่สามารถป้องกันตัวเองได้ด้วยระบบความปลอดภัยทางชีวภาพ หรือ Biosecurity ในระดับสูง ตลอดจนขอความร่วมมือจากสื่อมวลชนในการเลือกใช้ภาพสำหรับการสื่อสารที่เหมาะสม และที่สำคัญ ขอให้ประชาชนอย่าส่งต่อภาพหรือข้อมูลเท็จเกี่ยวกับเรื่องนี้ เพื่อไม่ให้กระทบกับผู้บริโภคสังคมวงกว้าง

สสนก.เตือนเขื่อนน้ำวิกฤต!’อุบลรัตน์’เหลือแค่2%-สิรินธร5%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/403100

สสนก.เตือนเขื่อนน้ำวิกฤต!'อุบลรัตน์'เหลือแค่2%-สิรินธร5%

สสนก.เตือนเขื่อนน้ำวิกฤต!’อุบลรัตน์’เหลือแค่2%-สิรินธร5%

วันพฤหัสบดี ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2562, 16.35 น.

21 มี.ค.62 เว็บไซต์สำนักงานสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (สสนก.) แจ้งเตือนปริมาณน้ำเขื่อนน้อยวิกฤต เช่น เขื่อนอุบลรัตน์ เหลือน้ำใช้การ 60 ล้าน ลบ.ม.หรือ 2% ระบายวันละ 1.24 ล้าน ลบ.ม. , เขื่อนสิรินธร น้ำใช้การ 90 ล้าน ลบ.ม.หรือ 5% งดระบาย , เขื่อนกระเสียว น้ำใช้การ 17 ล้าน ลบ.ม.หรือ 6% ระบาย 1.06 ล้าน ลบ.ม. , เขื่อนทับเสลา น้ำใช้การ 22 ล้าน ลบ.ม.หรือ 14% ระบาย 0.08 ล้าน ลบ.ม.

สำหรับเขื่อนขนาดใหญ่ลุ่มเจ้าพระยา เช่น เขื่อนภูมิพล มีน้ำใช้การ 3,494 ล้าน ลบ.ม.หรือ 26% ระบายวันละ 18 ล้าน ลบ.ม. , เขื่อนสิริกิติ์ น้ำใช้การ 2,718 ล้าน ลบ.ม.หรือ 29% ระบาย 22.08 ล้าน ลบ.ม. , เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน 367 ล้าน ลบ.ม.หรือ 39% ระบาย 4.32 ล้าน ลบ.ม. , “เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์” 285 ล้าน ลบ.ม.หรือ 30% ระบาย 2.16 ล้าน ลบ.ม.รวมปริมาณน้ำใช้การได้ 6,864 ล้าน ลบ.ม.รวมระบายวันละ 46.56 ล้าน ลบ.ม.

ทั้งนี้ เขื่อนขนาดใหญ่ทั่วประเทศ 34 แห่ง รวมปริมาณน้ำใช้การได้ 21,823 ล้าน ลบ.ม.ปริมาณน้ำไหลเข้า 15.55 ล้าน ลบ.ม.ต่อวัน ระบายออกกว่า 120 ล้าน ลบ.ม.ต่อวัน ในส่วนสถานการณ์พายุยังไม่มีเข้าใกล้ประเทศไทยขณะนี้

ก.เกษตรฯรับบัญชา‘บิ๊กตู่’ เลิกประกาศกรมประมง แก้หลักเกณฑ์แจ้งนำเรือเข้าออก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/402966

ก.เกษตรฯรับบัญชา‘บิ๊กตู่’ เลิกประกาศกรมประมง แก้หลักเกณฑ์แจ้งนำเรือเข้าออก

ก.เกษตรฯรับบัญชา‘บิ๊กตู่’ เลิกประกาศกรมประมง แก้หลักเกณฑ์แจ้งนำเรือเข้าออก

วันพฤหัสบดี ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2562, 08.27 น.

ก.เกษตรฯรับบัญชา‘บิ๊กตู่’ เลิกประกาศกรมประมง แก้หลักเกณฑ์แจ้งนำเรือเข้าออก

21 มี.ค.62 นายกฤษฏา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี สั่งการให้กระทรวงเกษตรฯ ทบทวนผลกระทบจากกฎหมายประมง จากการที่ทั้งชาวประมงพื้นบ้าน และชาวประมงพาณิชย์ ร้องเรียนว่าเดือดร้อนจากการนำเรือไปขึ้นคาน หรือซ่อมบำรุง ซึ่งตามประกาศกรมประมงเรื่องเกณฑ์แจ้งเข้าออกฯ ฉบับวันที่ 7 กันยายน 2561 กำหนดให้เจ้าของเรือต้องแจ้งต่อเจ้าหน้าที่ศูนย์ควบคุมการแจ้งเรือเข้าออกทุกครั้ง ตนจึงประชุมร่วมกับนายลักษณ์ วจนานวัช รมช.เกษตรฯ นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงฯ นายอรุณชัย พุทธเจริญ รองอธิบดีกรมประมง และเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง ซึ่งที่ประชุมเห็นว่าให้ยกเลิกประกาศกรมประมงฉบับดังกล่าว เพื่อลดขั้นตอนและความยุ่งยากในการปฏิบัติของชาวประมง

ล่าสุดกรมประมงได้ออกประกาศฉบับใหม่ เรื่องกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับการแจ้งเข้าออกท่าเทียบเรือประมงของเรือประมงพาณิชย์ พ.ศ. 2562 ลงวันที่ 20 มีนาคม 2562 ซึ่งมีสาระสำคัญคือ ชาวประมงที่ประสงค์นำเรือไปขึ้นคานหรือซ่อมบำรุง แล้วต้องการนำเรือออกไปทดสอบเครื่องยนต์และความพร้อมของเรือสามารถแจ้งให้เจ้าหน้าที่ศูนย์ควบคุมการแจ้งเรือเข้าออก (PIPO) ทราบโดยตรงหรือผ่านช่องทางสื่อสารอิเล็กทรอนิกส์โปรแกรม LINE ได้ โดยประกาศนี้ใช้กับเรือที่มีขนาดสิบตันกรอสขึ้นไปและเรือตั้งแต่สามสิบตันกรอสขึ้นไป ที่ใช้เครื่องมือประมงประเภทอวนลาก อวนล้อมจับ และอวนครอบปลากะตัก

ส่วนกรณีนำเรือประมงออกจากท่าเทียบเรือแล้ว หากพบว่า มีคนบนเรือไม่ตรงกับรายชื่อคนประจำเรือ (LR) ที่แจ้งไว้ ให้เจ้าของหรือผู้ควบคุมเรือแจ้งต่อเจ้าหน้าที่ PIPO ที่ศูนย์ซึ่งประสงค์จะนำเรือเข้าภายใน 12 ชั่วโมง นับจากเวลาที่แจ้งความประสงค์ออกจากท่าเทียบเรือ แล้วต้องนำเรือประมงกลับเข้าท่าทันที และห้ามทำประมงหลังแจ้งเหตุดังกล่าวแล้ว ห้ามขนถ่ายสัตว์น้ำ หรือน้ำสัตว์น้ำ รวมทั้งผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำขึ้นท่าเทียบเรือประมงก่อนเวลาที่แจ้ง

นอกจากนี้ในประกาศกรมประมงฉบับล่าสุดยังกำหนดว่า กรณีจำเป็นต้องนำเรือออกไปช่วยเหลือเรือหรือผู้ประสบภัยในทะเล ก็เพียงให้แจ้งเจ้าหน้าที่รับทราบเท่านั้น ซึ่งที่ประชุมเห็นตรงกันว่า ประกาศฉบับนี้ทำให้ชาวประมงได้รับความสะดวกและสามารถดำเนินการแจ้งนำเรือเข้าออกจากท่าเทียบเรือได้รวดเร็วขึ้น

ทั้งนี้ กรมประมงได้ส่งสำเนาประกาศกรมประมง เรื่องกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับการแจ้งเข้าออกท่าเทียบเรือประมงของเรือประมงพาณิชย์ พ.ศ. 2562 ไปยังสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีแล้วเพื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาต่อไป ซึ่งประกาศฉบับนี้จะมีผลบังคับใช้เมื่อพ้นกำหนด 30 วัน นับแต่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา

เตือนรับมือพายุฤดูร้อน แนะชาวสวนผลไม้ป้องกันความเสียหาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/402831

x

เตือนรับมือพายุฤดูร้อน แนะชาวสวนผลไม้ป้องกันความเสียหาย

วันพฤหัสบดี ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า ช่วงเดือนมีนาคมถึงมิถุนายนของทุกปี ประเทศไทยเข้าสู่ฤดูร้อน ซึ่งมีโอกาสเกิด“พายุฤดูร้อน” ขึ้นหลายพื้นที่ อาจสร้างความเสียหายให้เกษตรกรได้ค่อนข้างมาก โดยเฉพาะสวนไม้ผล ซึ่งปลูกครั้งเดียวอยู่ได้นานหลายปี ดังนั้น เกษตรกรจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมรับมือกับปัญหาภัยธรรมชาติที่อาจเกิดขึ้นได้ทั้งน้ำท่วม ลมพายุ และภัยแล้ง ซึ่งขณะนี้จะมีผลไม้หลายชนิดออกสู่ตลาดจำนวนมากคือ ภาคตะวันออก ได้แก่ ทุเรียน มังคุด เงาะ และลองกอง ภาคเหนือได้แก่ ลิ้นจี่ กรมส่งเสริมการเกษตรจึงขอแนะนำวิธีการดูแลสวนไม้ผลระยะก่อนและหลังเกิดพายุฤดูร้อน เพื่อบรรเทาความเสียหายหรืออันตรายที่อาจเกิดขึ้น ดังนี้

ระยะก่อนการเกิดพายุฤดูร้อน 1. ขอให้เกษตรกรชาวสวนผลไม้ระวังผลผลิตที่อยู่ในระยะพัฒนาจากผลอ่อนใกล้จะเป็นผลแก่ พร้อมเก็บเกี่ยวอาจได้รับความเสียหาย และระมัดระวังการใช้เชื้อเพลิงในการทำกิจกรรมต่างๆ ในระยะนี้ เนื่องจากบางช่วงอากาศจะแห้งมาก เสี่ยงต่อการเกิดอัคคีภัยและไฟป่าได้ 2. เกษตรกรควรปลูกต้นไม้บังลม เช่น ไม้ไผ่ กระถินณรงค์ ขี้เหล็กบ้าน และสะเดาอินเดีย เพื่อลดความรุนแรงของลมก่อนเข้าถึงสวนผลไม้หรือพื้นที่เพาะปลูกช่วยลดความสูญเสียจากพายุลมแรงได้

3. ควรตัดแต่งกิ่งที่แน่นทึบหรือกิ่งที่ไม่ให้ผลผลิตออก เพื่อให้ทรงพุ่มโปร่ง ไม่ต้านลม สำหรับต้นไม้ผลที่อายุมากและมีลำต้นสูง อาจตัดทอนส่วนยอดให้ต่ำลง เพื่อป้องกันไม่ให้ต้นไม้โค่นล้มง่ายเมื่อถูกลมพายุพัดแรง ขณะเดียวกันควรใช้เชือกโยงกิ่งและต้น เพื่อป้องกันกิ่งฉีกหัก รวมทั้งใช้ไม้ค้ำกิ่งและค้ำต้นเพื่อช่วยพยุงไม่ให้โค่นลงได้ง่าย 4. สำหรับสวนที่เริ่มให้ผลผลิต ควรทยอยเก็บผลผลิตที่แก่ออกไปบ่มหรือจำหน่ายก่อน เพื่อลดความเสียหาย กรณีผลไม้บางชนิดที่อ่อน ไม่สมบูรณ์ รูปทรงไม่ปกติหรือมีขนาดเล็ก เช่น มะม่วง อาจเก็บไปจำหน่ายก่อนได้ เพื่อลดน้ำหนักบนกิ่งและต้นลง

ระยะหลังจากเกิดพายุฤดูร้อน 1. สวนไม้ผลที่ได้รับผลกระทบจากพายุ สามารถที่จะฟื้นฟูได้โดยทำการตัดแต่งกิ่งที่ฉีกหัก หรือต้นไม้ที่โค่นล้มออกทันทีที่พื้นดินในบริเวณสวนแห้ง 2. ขณะที่ดินยังเปียกชื้นอยู่ เกษตรกรไม่ควรนำเครื่องจักรกลเข้าไปในสวน เพราะจะทำให้โครงสร้างดินถูกทำลายและอัดแน่นได้ง่าย

3.กรณีที่มีดินโคลนทับถมเข้ามาในสวน เมื่อดินแห้งให้ขุดหรือปาดเอาดินโคลนที่ทับถมออกจากบริเวณทรงพุ่มให้ลึกถึงระดับดินเดิม เพื่อให้การถ่ายเทอากาศดีขึ้น และหากต้นไม้เอนลง ให้ใช้เชือกหรือลวดดึงลำต้นให้ตั้งตรง โดยยึดไว้กับหลักหรือไม้ผลต้นอื่น พร้อมตัดแต่งกิ่งออก 1 ใน 3 ของที่มีอยู่ จะช่วยให้ต้นไม้ผลฟื้นตัวเร็วขึ้น จากนั้นควรฉีดพ่นปุ๋ยทางใบ ให้แก่ไม้ผล และเมื่อดินแห้งเป็นปกติ ควรพรวนดินเพื่อเพิ่มออกซิเจนให้แก่รากพืช ซึ่งจะทำให้ราก แตกใหม่ได้ดีขึ้น และควรใส่ปุ๋ยบำรุงต้นด้วย 4. หากสังเกตเห็นต้นไม้ผลใบเหี่ยวเฉา ควรให้น้ำอย่างน้อย 7-10 วันต่อครั้ง หรือให้น้ำปริมาณเพียงพอกับความต้องการของพืช เพื่อช่วยให้ไม้ผลผ่านช่วงแล้งไปได้

นายสำราญกล่าวอีกว่า สำหรับมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยพิบัติ กรมส่งเสริมการเกษตรยึดหลักปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการ เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2556 โดยมีหลักเกณฑ์ช่วยเหลือเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกรกับกรมส่งเสริมการเกษตรไว้ก่อนเกิดภัย ตามจำนวนพื้นที่จริงที่ได้รับความเสียหาย รายละไม่เกิน 30 ไร่ ได้แก่ ข้าว อัตราไร่ละ 1,113 บาท พืชไร่ อัตราไร่ละ 1,148 บาท และพืชสวนและอื่นๆ อัตราไร่ละ 1,690 บาท ทั้งนี้ เมื่อเกิดภัยพิบัติและผู้ว่าราชการจังหวัดจะประกาศเขตพื้นที่การให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน เกษตรกรต้องยื่นแบบความจำนงขอรับการช่วยเหลือ (กษ 01) โดยให้ผู้นำท้องถิ่นรับรอง ก่อนจะมีการตรวจสอบทะเบียนเกษตรกร และพื้นที่เสียหายจริง เพื่อพิจารณาให้ความช่วยเหลือตามขั้นตอนต่อไป

ซอกแซกอาเซียน : 21 มีนาคม 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/402832

566101

ซอกแซกอาเซียน : 21 มีนาคม 2562

วันพฤหัสบดี ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

การเดินทางไปแจกข้าวของแอปเตอร์ที่รัฐยะไข่นั้น ทางรัฐบาลเมียนมาได้มีการแจกจ่ายข้าวให้แก่ชาวเมียนมาและชาวเบงกาลี (ชื่อที่ชาวเมียนมาเรียกกลุ่มชาติพันธุ์โรฮีนจา) ซึ่งถือเป็นผู้ประสบภัยที่เกิดขึ้นจากความขัดแย้ง ที่เกิดจากการกระทำของมนุษย์ ตีความกันแล้วว่า ถือเป็นเหตุฉุกเฉินอย่างหนึ่ง คล้ายกับเหตุการณ์ขัดแย้งที่เมืองมาราวีของประเทศฟิลิปปินส์ ที่แอปเตอร์มีภารกิจครอบคลุมต้องเข้าไปช่วยเหลือ หากได้รับการร้องขอ

ข้าวสารที่นำไปแจกจ่ายที่เมืองบูทิดอง และเมืองมงดอนี้ได้รับการบริจาคจากรัฐบาลเกาหลีใต้ แต่การเข้าไปของคณะพวกเราคราวนี้
ไม่มีผู้แทนจากเกาหลีใต้ไปด้วย ทั้งนี้เพราะติดภารกิจสำคัญ แต่เผอิญคณะแอปเตอร์ที่ไปกันคราวนี้ มีผู้เชี่ยวชาญจากญี่ปุ่นไปด้วย ก็เป็นการพอเหมาะพอดี เนื่องจากเวลาไปถึงจุดรับแจก ชาวบ้านคงนึกว่าแกเป็นคนเกาหลีใต้ แม้ว่าจะไม่ได้ผ่านการศัลยกรรมหน้า ต่างพากันตะโกนทัก อันยอง ฮาเซโย กันอยู่เป็นช่วงๆ ซึ่งแกก็ได้แต่ยิ้มๆ พร้อมโบกไม้โบกมือ เพื่อไม่ให้คนทักเสียกำลังใจหรือผิดหวัง

ที่บูทิดอง คณะเรานั่งรถยนต์ไปบนถนนแคบๆ ลาดยางแบบขรุขระ 3-4 จุด ทุกจุดผมก็เป็นคนหนึ่งที่ต้องกล่าวปราศรัยด้วย และก็มีคนแปลเป็นภาษาเมียนมาให้ชาวบ้านฟัง เสร็จแล้วก็มีตัวแทนชาวบ้านกล่าวขอบคุณ ได้ข้าวคนละกระสอบเล็กๆ ก็พากลับบ้าน เป็นอันเสร็จพิธี จากนั้นก็เดินทางต่อไปที่เมืองมงดอ ห่างไปสัก 30 กิโลเมตร แต่การเดินทางใช้เวลามาก เพราะเป็นภูเขา ถนนบางช่วงฝุ่นฟุ้งหนาแน่นมาก นึกถึงสมัยที่ผมเคยเรียนมัธยมในตัวจังหวัดเคยนั่งรถถนนฝุ่นเช่นเดียวกัน แต่สมัยก่อนผมสั้น ฝุ่นอาจจับได้ไม่ถนัดนัก แต่เวลานี้ผมยาว ฝุ่นชอบนัก จากที่เส้นผมนุ่มๆ เลยกลายเป็นผมแข็งกระด้าง หวีลำบากมาก ที่มงดอถือว่าเป็นเมืองชายแดนติดประเทศบังกลาเทศ เขตนี้จึงอ่อนไหวอย่างยิ่ง หน่วยรักษาความปลอดภัยของเมียนมาดูจะต้องปฏิบัติการคุ้มกันอย่างเข้มเป็นพิเศษ เหมือนสมัยที่ไปบริจาคข้าวที่เมืองมาราวี ฟิลิปปินส์ คราวนั้น เขาไม่กล้าจัดงานส่งมอบข้าวที่เมืองมาราวีโดยตรง แต่ไปจัดที่เมืองตั้งอยู่ใกล้ๆ พร้อมกับมีหน่วยรักษาความปลอดภัยครบ พวกเราเมื่อเสร็จพิธีมอบข้าวแล้ว จะขออนุญาตเลยไปดูสภาพเมืองมาราวีสักนิด แต่ฝ่ายความปลอดภัยไม่ยอม เราจึงอดเข้าไปดูเมืองเขา แต่ที่มงดอ ไม่เหมือนกัน เพราะแม้ชาวเบงกาลีบางส่วนได้อพยพลี้ภัยความขัดแย้งข้ามไปอยู่ที่บังกลาเทศ ทว่า ยังมีชาวเบงกาลีส่วนที่ยังอาศัยอยู่พื้นที่ความขัดแย้ง ดังนั้น ตอนที่ผมไปแจกข้าว เลยได้มีโอกาสได้เห็นความเป็นไปของเมือง พร้อมๆ กับการแจกข้าวให้กับประชาชนที่ยากจน ทั้งที่เป็นชาวเมียนมาและเบงกาลีที่อาศัยอยู่ในพื้นที่นั้น ข่าวการนำข้าวไปแจกโดยแอปเตอร์ ในประเทศเมียนมา โดยเฉพาะที่รัฐยะไข่นี้ ถือเป็นเหตุการณ์ที่สำคัญมาก สื่อวิทยุโทรทัศน์ต่างตามไปทำข่าวกันเพียบ มีการสัมภาษณ์ผู้ใหญ่หลายคน หลายประเด็น เริ่มตั้งแต่ท่านรัฐมนตรี รองอธิบดี (ซึ่งท่านนี้เป็นคณะมนตรี หรือ APTERR Council ด้วย) รวมไปจนถึงตัวผมเอง เมื่อเดินทางกลับมาถึงเมืองหลวงของรัฐ คือ ชิตตเวแล้ว เกษตรจังหวัดได้พารองอธิบดีและคณะแอปเตอร์ไปกินข้าวเย็นที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง ช่วงนั้นเป็นเวลาข่าวโทรทัศน์อยู่พอดี ปรากฏว่าท่านเกษตรจังหวัดได้แจ้งว่าจะมีข่าวการแจกข้าวพวกเราในวันนี้ออกอากาศในระดับประเทศ ก็พากันจ้องไปที่โทรทัศน์ในร้านอาหารเป็นจุดเดียว ผมเองก็พลอยชื่นชมยินดีด้วยอย่างยิ่ง เพราะถือเป็นผลงานของรองอธิบดีเขา มีภาพการออกสัมภาษณ์หลายช่อง หลายเวลาอย่างชัดเจน คงเตะตารัฐมนตรีกระทรวงเกษตรฯ หรือ ท่านออง ซาน ซู จี บ้างละ เลยอวยพรท่านว่า ได้ออกข่าวดังๆ แบบนี้ เดี๋ยวคงได้รับการโปรโมทให้เป็นอธิบดีแน่นอน แกก็กล่าวของคุณและยิ้มๆ แล้วก็ให้ข้อเท็จจริงว่า คงไม่เร็วหรอกที่จะได้เป็น เพราะอธิบดีคนปัจจุบันของแกเป็นรุ่นน้อง จากมหาวิทยาลัยเดียวกัน เพิ่งอายุประมาณ 50 เท่านั้น อ่อนกว่าแกตั้ง 6-7 ปี คงต้องร้องเพลงรออีกนานโขเลยทีเดียว

สศก.เปิดตัวApp‘ฟาร์ม D’ ตัวช่วยเกษตรกรตอบโจทย์การผลิตยุคดิจิทัล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/402830

x

สศก.เปิดตัวApp‘ฟาร์ม D’ ตัวช่วยเกษตรกรตอบโจทย์การผลิตยุคดิจิทัล

วันพฤหัสบดี ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นางสาวจริยา สุทธิไชยา เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า สศก.พัฒนา Application “ฟาร์ม D” เพื่อให้เกษตรกรใช้วิเคราะห์ วางแผน และตัดสินใจผลิตสินค้าเกษตร รวมถึงปรับเปลี่ยนสินค้าเกษตรที่ไม่เหมาะสมไปสู่สินค้าเกษตรตัวใหม่ที่เหมาะสมด้วยตัวเกษตรกรเอง และเป็นการพัฒนาให้เกษตรกรหันมาใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีวางแผนการผลิตสินค้าเกษตรที่เหมาะสมได้อย่างรวดเร็ว รองรับกับการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคดิจิทัล โดยแอพพลิเคชั่นดังกล่าวมีความหมายมาจากคำว่า “ฟาร์ม” หมายถึง ที่ดินของเกษตรกรที่ปัจจุบันเกษตรกรมีอยู่แล้วใช้ประโยชน์ทำการผลิตสินค้าเกษตร ส่วน “D” คือ design หรือ ออกแบบ เมื่อรวมกันแล้ว “ฟาร์ม D” คือ ออกแบบฟาร์ม ซึ่งต่อไปเกษตรกรสามารถออกแบบฟาร์มด้วยตัวเองผ่านโทรศัพท์มือถือ วิเคราะห์แผนผลิตสินค้าเกษตรที่เหมาะสมหรือปรับเปลี่ยนสินค้าเกษตรที่ผลิตอยู่แล้วซึ่งมีผลตอบแทนต่ำไปสู่สินค้าเกษตรชนิดอื่นที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า โดยสามารถวิเคราะห์ได้ครั้งละ 3 แผนการผลิตเพื่อเปรียบเทียบแผนการผลิตสินค้าเกษตรที่ดีที่สุดให้ตนเอง

การพัฒนาแอพพลิเคชั่นฟาร์ม D สศก. ใช้แนวคิดการจัดการฟาร์ม (Farm management) โดยนำข้อมูลราคาผลผลิตสินค้าเกษตร ต้นทุน
การผลิตและผลตอบแทนสุทธิของพืช ปศุสัตว์ และประมงแต่ละจังหวัด มาวิเคราะห์แผนการผลิต โดยระยะแรก แอพพลิเคชั่นจะกำหนดให้เกษตรกรเลือกผลิตสินค้าเกษตรในรอบปีได้ไม่เกินที่ดินที่เกษตรกรมีอยู่ และแสดงผลออกมาเป็นปฏิทินการผลิต (Calendar) ที่มีรายละเอียดประกอบด้วย สินค้าที่เกษตรกรเลือก ต้นทุนการผลิตต่อไร่ ต้นทุนการผลิตรวม และผลตอบแทนสุทธิรวม และในระยะต่อไปจะพัฒนาแอพพลิเคชั่นให้นำข้อจำกัดของเกษตรกร ได้แก่ แรงงาน เงินทุน และน้ำ มาวิเคราะห์ได้เพิ่มเติมต่อไป โดยการใช้แอพพลิเคชั่นนั้นง่ายมาก เริ่มจากเกษตรกรเลือกจังหวัด จากนั้นกำหนดจำนวนที่ดินที่จะวางแผนการผลิต และเลือกสินค้าที่จะผลิต ประกอบด้วย พืชไร่ พืชสวน พืชผัก ปศุสัตว์ ประมง และไม้ดอกไม้ประดับ เมื่อเลือกสินค้าแล้ว จึงกำหนดจำนวนพื้นที่ที่จะใช้ผลิตอีกครั้ง หากสินค้าที่เลือกมาในช่วงเวลาเดียวกันเต็มพื้นที่ดินที่มีอยู่ ก็จะไม่สามารถเลือกสินค้าที่เลือกมาหลังสุดได้ เป็นต้น

ทั้งนี้ เกษตรกรหรือผู้ที่สนใจแอพพลิเคชั่น “ฟาร์ม D” สามารถศึกษารายละเอียดและเข้าใช้ผ่านหน้าเว็บไซต์ของ สศก. โดยดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นผ่านระบบแอนดรอยด์หรือใช้งาน On Website ผ่านโทรศัพท์มือถือที่มีสัญญาณอินเตอร์เนตและคอมพิวเตอร์ทั่วไปได้ทาง http://aginfo.oae.go.th/oaemodel/ หรือ QR Code ซึ่งขณะนี้ สศก. อยู่ระหว่างเร่งพัฒนาแอพพลิเคชั่นสำหรับระบบ iOS ให้ใช้งานได้ต่อไป ผู้สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร โทรศัพท์ 0-2561-2870 Email : prcai@oae.go.th