มาเลเซียเตรียมส่งขยะรีไซเคิลไม่ได้กลับต้นทาง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/589793

  • วันที่ 22 พ.ค. 2562 เวลา 10:41 น.

มาเลเซียเตรียมส่งขยะรีไซเคิลไม่ได้กลับต้นทาง

มาเลย์จะส่งขยะพลาสติกเกรดต่ำที่รีไซเคิลไม่ได้กลับไปยังต้นทาง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นประเทศพัฒนาแล้ว

รอยเตอร์รายงานว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสิ่งแวดล้อมของทางการมาเลเซียได้กล่าวเมื่อวันอังคารที่ผ่านมาระบุว่า มาเลเซียจะส่งขยะพลาสติกซึ่งส่วนใหญ่เป็นขยะพลาสติกที่ไม่สามารถรีไซเคิลได้กลับไปยังต้นทาง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นประเทศพัฒนาแล้ว

ในปีที่ผ่านมา มาเลเซียได้กลายเป็นจุดหมายปลายทางสำหรับขยะพลาสติกที่ถูกขนนำมาทิ้งเพื่อรีไซเคิล หลังจากที่ทางการจีนได้แบนการขนขยะพลาสติกมาทิ้งในประเทศ ซึ่งพบว่ามาเลเซียกลายเป็นปลายทางของขยะพลาสติกมหาศาลมากกว่า 7 ล้านตันต่อปี

ธุรกิจโรงงานรีไซเคิลพลาสติกในมาเลเซียนับสิบแห่งผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด หลายแห่งไม่มีใบอนุญาตจากทางการและผู้ประกอบการหลายแห่งมักละเลยต่อผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมในกระบวนการรีไซเคิล

ขยะพลาสติกส่วนใหญ่ที่นำเข้ามานั้นส่วนใหญ่มากจากประเทศที่พัฒนาแล้ว และมักมีการปนเปื้อนรวมถึงเป็นพลาสติกคุณภาพต่ำที่ไม่สามารถรีไซเคิลได้

“ขณะนี้มาเลย์จะเริ่มกระบวนการส่งขยะเหล่านี้กลับต้นทาง” Yeo Bee Yin รัฐมนตรีสิ่งแวดล้อมของมาเลเซียกล่าว

“ประเทศที่พัฒนาแล้วจะต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่พวกเขาส่งออกมา”

รมว.มาเลย์ยังเสริมอีกว่า ขยะพลาสติกบางส่วนที่ถูกส่งมานั้นพบว่าเข้าข่ายละเมิดอนุสัญญาบาเซิลที่ระบุว่าห้ามส่งขยะมาทิ้งยังประเทศกำลังพัฒนาหรือประเทศด้อยพัฒนา

มาเลเซียได้ส่งขยะปนเปื้อนบางราว 5 ตู้คอนเทนเนอร์กลับไปยังประเทศสเปนซึ่งเป็นประเทศต้นทางแล้ว และส่วนที่เหลือกำลังดำเนินการ

ประเด็นขยะที่ไม่สามารีไซเคิลได้แล้วถูกนำมาทิ้งยังประเทศกำลังพัฒนานั้นได้กลายเป็นประเด็นหลังจากที่ประธานาธิบดีโรดริโก ดูเตอร์เต ของฟิลิปปินส์ประกาศกร้าวให้แคนาดารับขยะที่ถูกนำมาทิ้งยังฟิลิปปินส์เมื่อหลายปีก่อนกลับประเทศ แม้ว่าทางแคนาดาจะรับปากนำขยะเหล่านั้นกลับไปแล้วก็ตาม แต่ก็ยังไม่มีความชัดเจนถึงกระบวนการรับกลับแต่อย่างใด

ซัมซุง ผู้ชนะที่แทบไม่ได้อะไรกลับมา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/589765

  • วันที่ 21 พ.ค. 2562 เวลา 20:06 น.

ซัมซุง ผู้ชนะที่แทบไม่ได้อะไรกลับมา

วันนี้ราคาหุ้นของซัมซุงพุ่งพรวด 2.7% จนทำให้ตลาดหุ้นเกาหลีใต้พลอยได้อานิสงส์จนปิดบวกไปด้วย แน่นอนว่าสาเหตุมาจากความคาดหวังของชาวโลกที่เทไปที่ซัมซุง หลังจากที่หัวเว่ยถูกสหรัฐขึ้นบัญชีดำ

ตอนนี้เจ้าแห่งสมาร์ทโฟนคือซัมซุงในอันดับที่ 1 อันดับที่ 2 คือหัวเว่ย และอันดับที่ 3 คือแอปเปิล เมื่อสหรัฐแบนหัวเว่ยแล้วยอดขายอาจจะตก เพราะความมั่นใจของผู้บริโภคสั่นคลอน (พูดง่ายๆ ก็คือไม่กล้าซื้อหัวเว่ยมาใช้) ทำให้แอปเปิลมีโอกาสไต่กลับขึ้นมาอยู่ในอันดับที่ 2

ในทางทฤษฎีควรเป็นเช่นนั้น แต่ในทางปฏิบัติ แอปเปิลอาจจะโดนหางเลขไปด้วย เพราะตอนนี้กระแสแอนตี้สินค้าอเมริกันกำลังคุกรุ่นอยู่ในจีน

ดังนั้นความคาดหวังจึงมาตกอยู่ที่ซัมซุง แต่คนเขาหวังอะไรจากซัมซุง?

ความคาดหวังนี้ไม่มีอะไรซับซ้อน ก็แค่เครื่องสมาร์ทโฟนของหัวเว่ยใช้ระบบของกูเกิลไม่ได้ แต่เครื่องของซัมซุงยังใช้ได้ แนวโน้มก็ต้องเทไปที่ซัมซุงอยู่แล้ว (ซัมซุงมีส่วนแบ่งยอดขายสมาร์ทโฟนอยู่ที่ 23.1% ส่วนหัวเว่ยอยู่ที่ 19% ช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ จากข้อมูลของ International Data Corporation)

แต่ไม่ใช่แค่นั้นหรอก เพราะไม่ได้มีแค่ผู้บริโภคเท่านั้นที่จะเทมาที่ซัมซุง แม้แตัวหัวเว่ยเองก็คาดหวังว่าจะพึ่งพายักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีแห่งเกาหลีใต้เช่นกัน เพราะซัมซุงคือผู้ผลิตชิปรายใหญ่ที่ที่สุดในโลก

เมื่อสหรัฐสั่งให้บริษัทผู้ผลิตชิปเลิกยุ่งเกี่ยวกับหัวเว่ย หัวเว่ยก็ต้องพึ่งพาเกาหลีใต้มากขึ้น แม้จะมีคำสั่งยืดระยะเวลาออกไปอีก 90 วัน แต่อย่างไรเสียหัวเว่ยจะไม่รอให้ถึง 90 วันแล้วพาแหล่งผลิตชิปใหม่อย่างแน่นอน

ที่จริงหัวเว่ยเตรียมการไว้นานแล้ว หากเราจะเชื่อคำยืนยันจากเหรินเจิ้งเฟย ซีอีโอของบริษัท แต่ไม่ว่าคำยืนยันนี้จะจริงหรือไม่ก็ต้อง มีข้อมูลหนึ่งที่คนภายนอกไม่ค่อยจะทราบกัน นั่นคือ จีนเป็นลูกค้าชั้นดีของเกาหลีใต้มานานแล้ว จากข้อมูลของสำนักข่าวบลูมเบิร์ก พบว่าในปี 2017 จีนซื้อชิปจากเกาหลีใต้ถึง 51% และถ้ารวมเอาดีมานด์จากฮ่องกงเข้าไปด้วย เกาหลีใต้เป็นผู้จัดจำหน่ายชิปให้จีนถึง 69% เลยทีเดียว

ในทางทฤษฎีเหมือนซัมซุงจะได้ทั้งขึ้นทั้งล่อง คือยอดขายสมาร์ทโฟนเทมาที่ตัวเอง แถมยังขายชิปให้กับคู่แข่งได้อีก ประเด็นก็คือเรายังไม่รู้ว่าหัวเว่ยจะแก้เกมด้วยการสั่งซื้อชิปจากซัมซุงเพิ่มหรือไม่ หรือชะลอการผลิตไปก่อน

โอกาสที่ซัมซุงจะโดนหางเลขแทนที่จะได้รับอานิสงส์จากสงครามการค้ามีสูงมาก เพราะเดือนที่ผ่านๆ มายอดขายชิปของเกาหลีใต้ตกกราวรูด

เมื่อเดือนกุมภาพันธ์นี้ยอดส่งออกชิปของเกาหลีใต้ตกวูบถึง 11.1 % เพราะความต้องการจากตลาดจีนลดลง ถือเป็นอัตราที่ต่ำที่สุดในรอบ 3 ปี พอถึงมีนาคมยังตกลงอีก 11.4% ด้วยสาเหตุเดิม เมื่อเทียบปีต่อปีแล้วดิ่งถึง 25% หรือมากที่สุดในรอบ 10 ปี และซัมซุงเองก็ยังบอกด้วยว่า ตัวเลขที่เห็นจะแย่ลงไปอีกในอนาคต

หมายความข้อมูลข้างต้นจากปี 2017 ที่ว่าจีนพึ่งพาชิปจากเกาหลีใต้จำนวนมหาศาล กำลังจะกลายเป็นข้อมูลในอดีต

ตอนนี้เรามีความเป็นได้อยู่ 2 ทางคือ หนึ่ง หัวเว่ยซื้อชิปเพิ่มเพราะซื้อจากสหรัฐไม่ได้ ช่วยทำให้ยอดส่งออกของซัมซุงดีขึ้น หรือสอง หัวเว่ยชะลอการผลิตลงไปอีก คราวนี้แหละซัมซุงจะพลอยแย่ไปด้วย

ในความเป็นไปได้ข้อหนึ่ง ยังมีความเป็นไปได้อีกเรื่องซ่อนไว้ คือ โอกาสที่หัวเว่ยจะพัฒนาชิปของตัวเองให้มันดีขึ้นไปอีก เพื่อลดการพึ่งพาจากภายนอก

มีอีกข้อมูลหนึ่งที่น่าสนใจก็คือ เมื่อเดือนที่แล้ว Qualcomm ผู้ผลิตชิปชั้นนำของสหรัฐ ขึ้นศาลให้การในกรณีที่ถูกฟ้องร้องคดีผูกขาดตลาดชิปโดยรวมหัวกับแอปเปิล แต่ Qualcomm เปิดเผยข้อมูลว่า พวกเขาจะผูกขาดตลาดชิปได้อย่างไร ในเมื่อคู่แข่งของแอปเปิล คือหัวเว่ยกับซัมซุงใช้ชิปของตัวเองเป็นส่วนใหญ่ โดยหัวเว่ยซื้อชิปของ Qualcomm แค่ 22% อีก 54% ใช้ของตัวเอง ขณะที่ซัมซุงซื้อมาแค่ 38% อีก 52% ใช้ของตัวเอง

ตัวเลขนี้อาจช่วยให้ Qualcomm รอดจากการถูกดำเนินคดีข้อหาผูกขาดตลาด แต่ทำให้ซัมซุงคิดหนักเพราะเห็นแล้วว่า หัวเว่ยพึ่งพาตัวเองได้มากขนาดไหน

ดังนั้น เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ซัมซุงจึงประกาศแผนระยะยาว 10 ปี ทุ่มเงินถึง 116,000 ล้านเหรียญสหรัฐมุ่งมั่นเป็นเจ้าแห่งชิป โดยประกาศเจตนารมณ์ชัดเจนว่าเพื่อไม่ให้จีนแซงหน้า แสดงให้เห็นว่าเกาหลีใต้รู้แล้วว่าในระยะยาวจีนจะไม่พึงเกาหลีใต้แน่ๆ แถมยังจะเป็นคู่แข่งอีกต่างหาก

จึงไม่น่าแปลกใจที่คนในรัฐบาลเกาหลีใต้จะกังวลเรื่องผลกระทบจากสงครามการค้า แทนที่ดีใจเหมือนที่บางคนเชื่อว่าเกาหลีใต้จะเป็น “ตาอยู่” ในวิกฤตนี้

ร้านอาหารของเชฟดัง “เจมี่ โอลิเวอร์” ล้มละลาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/589752

  • วันที่ 21 พ.ค. 2562 เวลา 18:30 น.

ร้านอาหารของเชฟดัง "เจมี่ โอลิเวอร์" ล้มละลาย

พนักงานนับพันเสี่ยงตกงาน หลังธุรกิจร้านอาหารของ “เจมี่ โอลิเวอร์” เชฟคนดังเสี่ยงล้มละลาย

สื่ออังกฤษรายงานว่า ธุรกิจร้านอาหารของเชฟเจมี่ โอลิเวอร์ เสี่ยงอาจล้มละลายและอาจส่งผลให้พนักงานที่มีอยู่กว่า 1,300 คนต้องตกงาน หลังมีรายงานว่าบริษัทของเชฟดังซึ่งเป็นเจ้าของอาณาจักรธุรกิจร้านอาหารถึง 25 ร้าน ได้อนุญาตให้บริษัทจัดการบัญชี KPMG เข้าเป็นผู้เข้าบริหารและจัดการทรัพย์สินแทน

รายงานระบุว่า ธุรกิจร้านอาหารของเชฟดังที่จะได้รับผลกระทบมีทั้งสิ้น 25 ร้าน ในจำนวนนี้ 23 ร้านเป็นร้านอาหารอิตาเลี่ยน

แถลงการณ์จากเชฟเจมี่ โอลิเวอร์ ระบุว่า “ผมรู้สึกเศร้าใจอย่างมากกับผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น และขอขอบคคุณพนักงานทุกคนและซัพพลายเออร์ทุกรายที่สนับสนุนธุรกิจของเรามานานหลายสิบปี ผมซาบซึ้งว่ามันยากสำหรับทุกคนที่จะได้รับผลกระทบ”

“ผมขอขอบคุณต่อลูกค้าทุกท่านที่มีความสุขกับร้านอาหารของเราตลอดระยะเวลาหลายสิบปี และมันเป็นความสุขต่อเราเช่นกันที่ได้ให้บริการพวกคุณ”

ทั้งนี้ ธุรกิจร้านอาหารของเชฟโอลิเวอร์เริ่มต้นขึ้นในปี 2008 ด้วยร้านอาหารอิตาเลี่ยนภายใต้แนวคิดเจาะกลุ่มตลาดร้านอาหารระดับกลางในอังกฤษที่เน้นราคาที่สมเหตุสมผลกับคุณภาพของอาหารในระดับสูง

รายงานยังระบุว่ากลุ่มร้านอาหารของเชฟโอลิเวอร์กำลังมองหานักลงทุนรายใหม่เข้าเทคโอเวอร์ท่ามกลางการแข่งขันด้านธุรกิจบริการร้านอาหารในอังกฤษที่มีหลายเจ้าพยายามแย่งส่วนแบ่งตลาดนี้

ตลอดระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมา ร้านอาหารอิตาเลียนในเครือของเชฟคนดัง วัย 43 ปี ปิดตัวไปแล้ว 12 จาก 37 แห่งหลังจากที่พบว่าร้านอาหารอิตาเลี่ยนของเชฟโอลิเวอร์หลายร้านยอดขายตกลงราว 11%

นักวิเคราะห์ด้านการตลาดมองว่า กิจการของโอลิเวอร์เติบโตเร็วเกินไปจนส่งผลต่อการบริหารและปัญหาหนี้สินที่เพิ่มขึ้นจากการแข่งขันกันอย่างดุเดือดในแวดวงธุรกิจอาหาร จนส่งผลให้มีหนี้สินสะสมที่ 71.5 ล้านปอนด์ (ราว 2,900 ล้านบาท)

สำหรับเชฟโอลิเวอร์โด่งดังจากการเป็นพ่อครัวผ่านรายการทีวี พร้อมกับการตีพิมพ์หนังสือที่เกี่ยวกับแวดวงอาหารหลายเล่มจนเป็นที่รู้จักไปของหลายคนทั่วโลก

ภาพ : Axel Heimken/Dpa/AFP

ไม่สะทกสะท้าน! เจ้าสัวหัวเว่ยลั่นคว่ำบาตรไปก็ไม่กระทบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/589729

  • วันที่ 21 พ.ค. 2562 เวลา 18:00 น.

ไม่สะทกสะท้าน! เจ้าสัวหัวเว่ยลั่นคว่ำบาตรไปก็ไม่กระทบ

ท่ามกลางการกดดันอย่างหนักของสหรัฐต่อบริษัทหัวเว่ย เหรินเจิ้งเฟย ซีอีโอและผู้ก่อตั้งบริษัท หัวเว่ย ซึ่งปกติจะเก็บตัวไม่ค่อยให้สัมภาษณ์สื่อ เพิ่งให้สัมภาษณ์กับสื่อของจีนที่เมืองเซินเจิ้นหลังสหรัฐผ่อนปรนให้บริษัทสหรัฐทำการค้ากับหัวเว่ยได้อีก 90 วัน จนถึงวันที่ 19 ส.ค.นี้เท่านั้น ในหลายประเด็นดังนี้

การผ่อนผัน 90 วันไม่มีความหมายกับหัวเว่ย

“การระงับคำสั่งค้าขายระหว่างบริษัทสหรัฐกับหัวเว่ยเป็นเวลา 90 วัน ไม่ได้มีความหมายกับบริษัท เพราะหัวเว่ยเตรียมรับมือไว้อย่างดี อีกทั้งเทคโนโลยีหลักของหัวเว่ยก็สมบูรณ์พร้อม บริษัทยังเดินหน้าผลิตสินค้าและให้บริการอย่างต่อเนื่อง มาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐไม่กระทบต่อธุรกิจหลักของเรา”

“ในสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวาน ผมรู้สึกเป็นเกียรติที่สหรัฐให้ความสำคัญกับการพัฒนาของหัวเว่ยและใส่ใจกับเรื่องนี้ เท่าที่ผมรู้ บริษัทในสหรัฐพยายามอย่างหนักเพื่อโน้มน้าวรัฐบาลสหรัฐไฟเขียวให้พวกเขาร่วมมือกับหัวเว่ย ชิปเซ็ตของสหรัฐยังเป็นที่ต้องการของเราเสมอ และเราก็ไม่ใจแคบพอที่จะตัดสินค้าของสหรัฐออกไป”

หัวเว่ยกับยุโรปเจรจาเกี่ยวกับเทคโนโลยี 5G อย่างใกล้ชิด

“ยุโรปยังคงเจรจาอย่างใกล้ชิดกับหัวเว่ยในด้านเทคโนโลยี 5G และฟีเจอร์ของเทคโนโลยี 5G ก็เหมาะที่จะเปิดตัวเป็นเทคโนโลยีที่เร็วที่สุดในยุโรป ยกตัวอย่างเช่น 5G เร็วกว่า 4G ถึง 20 เท่า และใช้พลังงานน้อยกว่า 10 เท่า เราใช้วัสดุที่ทนทานใช้งานได้เป็นสิบๆ ปี คุณสมบัติเหล่านี้เหมาะกับยุโรปมากๆ”

อย่ากระตุ้นให้เกิดแนวคิดชาตินิยม

“ตอนนี้ทัศนคติกับหัวเว่ยแบ่งเป็นสองฝั่ง ฝั่งหนึ่งสนับสนุนบริษัทเพราะความเป็นชาตินิยม อีกฝั่งหนึ่งมองว่าหัวเว่ยจับความคิดชาตินิยมของสังคมเป็นตัวประกัน” และเตือนว่าไม่ควรปลุกกระแสชาตินิยม โดยแย้งว่าการซื้อสินค้าของหัวเว่ยไม่ควรนำมาผูกโยงกับความเป็นชาตินิยม

หัวเว่ยคือที่หนึ่งด้านเทคโนโลยี 5G

“ผมเชื่อมั่นในศักยภาพ 5G ของหัวเว่ย เราจะไม่สะเทือนจากมาตรการคว่ำบาตร และเชื่อว่าจะไม่มีใครพัฒนา 5G ได้ทัดเทียมกับหัวเว่ยภายใน 2-3 ปีนี้ รัฐบาลสหรัฐประเมินหัวเว่ยต่ำเกินไป”

หัวเว่ยยังต้องเรียนรู้เทคโนโลยีจากสหรัฐ

“หัวเว่ยยังต้องเรียนรู้จากเทคโนโลยีของสหรัฐในทุกแง่มุม บริษัทเล็กๆ ของสหรัฐบางแห่งมีเทคโนโลยีที่เจ๋งมาก แต่ในด้าน 5G หัวเว่ยคือผู้นำ ถึงอย่างนั้นก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเมื่อเปรียบเทียบทั้งสองประเทศโดยภาพรวมแล้วยังมีช่องว่างขนาดใหญ่ระหว่างจีนกับสหรัฐ”

หัวเว่ยไม่กังวลถ้าสหรัฐจะไม่ขายชิปให้

“หัวเว่ยเตรียมพร้อมรับมือมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐมาอย่างดี ถ้าสหรัฐไม่ยอมขายชิปให้เราก็ไม่เดือดร้อน เพราะเราสามารถผลิตชิปในระดับคุณภาพเดียวกับสหรัฐได้เอง และที่ผ่านมาได้ทุ่มทุนเต็มที่เพื่อพัฒนาการผลิตชิปของตัวเอง แม้ตอนนี้หัวเว่ยจะผลิตชิปครึ่งหนึ่งเอง อีกครึ่งหนึ่งซื้อจากสหรัฐ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าหัวเว่ยจะไม่อุดหนุนสินค้าของสหรัฐอีก” นอกจากนี้ยังเอ่ยว่าหัวเว่ยกับสหรัฐสามารถพัฒนาเทคโนโลยีชิปร่วมกันได้

การขัดแย้งกับสหรัฐเลี่ยงไม่ได้

“ผมคาดไว้แล้วว่าจะต้องขัดแย้งกับรัฐบาลสหรัฐ เราทุ่มเททั้งแรงกายแรงใจเพื่อให้ได้ขึ้นมาเป็นที่หนึ่งของโลกในด้านการผลิตอุปกรณ์โทรคมนาคม และเพื่อจะไปให้ถึงจุดนั้น ไม่ช้าก็เร็วเราต้องขัดแย้งกับสหรัฐ”

ซาบซึ้งน้ำใจบริษัทสหรัฐ

“หัวเว่ยซาบซึ้งน้ำใจของบริษัทสหรัฐที่ช่วยเหลือหัวเว่ย ที่ปรึกษาหลายคนของหัวเว่ยมาจากบริษัทสหรัฐ เช่น ไอบีเอ็ม”

กูเกิลเป็นบริษัทที่มีความรับผิดชอบ

“กูเกิลเป็นบริษัทที่มีความรับผิดชอบสูง ขณะนี้เรากำลังเจรจาว่าจะวางแผนรับมืออย่างไร”

หัวเว่ยจะเผชิญวิกฤตอีกนานไหม

“คำถามนี้ควรจะถามประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ”

คิมจองอึนยอมรับอ่อนภาษาอังกฤษ กลัวสื่อสารกับทรัมป์ไม่รู้เรื่อง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/589737

  • วันที่ 21 พ.ค. 2562 เวลา 17:01 น.

คิมจองอึนยอมรับอ่อนภาษาอังกฤษ กลัวสื่อสารกับทรัมป์ไม่รู้เรื่อง

วงในเผยคิมจองอึนกังวลเจอทรัมป์ครั้งแรก กลัวคุยไม่รู้เรื่องเพราะอ่อนอังกฤษ แต่ถนัดภาษาเยอรมันมากกว่า

โคเรียนไทมส์รายงานว่า นายคิมจองอึนผู้นำเกาหลีเหนือเคยยอมรับกับประธานาธิบดีมุนแจอินแห่งเกาหลีใต้ ถึงความกังวลเกี่ยวกับทักษะภาษาอังกฤษของเขาที่จะใช้สื่อสารกับประธานาธิบดีสหรัฐในช่วงการประชุมสุดยอดซัมมิตรครั้งประวัติศาสตร์ของทั้งสองผู้นำที่สิงคโปร์

“ผมกังวลเกี่ยวกับการอ่อนทักษะภาษาอังกฤษ” ผู้นำคิมยอมรับกับประธานาธิบดีมุนขณะเดินหารือร่วมกันที่หมู่บ้านปันมุนจอมเมื่อวันที่ 27 เมษายนปีที่ผ่านมา ซึ่งการเปิดเผยดังกล่าวมีขึ้นโดยนาย Tak Hyun-min คนใกล้ชิดของประธานาธิบดีมุนแจอินที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการประสานงานจัดซัมมิตระหว่างสองเกาหลี

“แต่ผมถนัดภาษาเยอรมันมากกว่า” ผู้นำคิมกล่าวกับประธานาธิบดีมุน

คราวที่ผู้นำของทั้งสองเกาหลีพบปะหารือกันครั้งแรกที่หมู่บ้านปันมุนจอมเมื่อปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมา มีช่วงหนึ่งที่ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ได้เดินพูดคุยเป็นการส่วนตัวกับผู้นำเกาหลีเหนือเป็นระยะเวลาราว 30 นาที บริเวณสะพานใกล้พรมแดนของทั้งสองชาติ

เป็นที่ทราบกันว่าผู้นำคิมจองอึนใช้ชีวิตและศึกษาที่ประเทศสวิสเซอร์แลนด์จึงไม่แปลกที่จะสามารถใช้ภาษาเยอรมันได้อย่างดี ซึ่งเป็นที่คาดการณ์ของหลายฝ่ายว่านายคิมจองอึนอาจสามารถใช้ภาษาอื่นๆได้นอกเหนือจากภาษาอังกฤษ

นอกจากนี้ในระหว่างที่ทั้งประธานาธิบดีทรัมป์ และนายคิมจองอึนพบกันที่กรุงฮานอยของเวียดนามเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมานั้นทั้งสองได้มีล่ามแปลภาษาติดตามอย่างใกล้ชิดตลอดการพบปะ

นาย Tak ยังเผยอีกว่าช่วงระหว่างที่ประธานาธิบดีมุนและภรรยาอยู่ในช่วงการเดินทางเยือนกรุงเปียงยางของเกาหลีเหนือนั้น นายคิมจองอึนได้สร้างเซอร์ไพร์ซให้กับทั้งสองด้วยการชวนไปเยือนเทือกเขาแพ๊กตู ซึ่งเป็นสถานที่ที่ประธานาธิบดีมุนเคยเปรยไว้ว่าอยากไปเยือนช่วงที่ทั้งสองพบกันครั้งแรกที่ปันมุนจอมแล้ว

อย่างไรก็ดี เป็นที่น่าจับตามองว่าช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมานี้ความสัมพันธ์ของทั้งสองเกาหลีดูเหมือนจะถดถอยลงอย่างเห็นได้ชัด รวมถึงการพูดคุยซัมมิตรอบสองกับผู้นำสหรัฐที่ฮานอยก็ล้มไม่เป็นทางด้วย

หนุ่มออสซี่พบก้อนทองหนัก 1.4 กก.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/589718

  • วันที่ 21 พ.ค. 2562 เวลา 15:23 น.

หนุ่มออสซี่พบก้อนทองหนัก 1.4 กก.

หนุ่มออสซี่พบแร่ทองมูลค่าสองล้านบาท โดยใช้อุปกรณ์ตรวจจับโลหะขณะเดินเล่น

บีบีซีรายงานว่า ชายชาวออสเตรเลียรายหนึ่งพบแร่ทองคำน้ำหนัก 1.4 กิโลกรัม โดยบังเอิญด้วยการใช้เครื่องตรวจจับโลหะขณะเดินสำรวจในแหล่งสายแร่ทองคำของรัฐเวสต์เทิร์นออสเตรเลีย

รายงานไม่ปรากฎชื่อของชายคนดังกล่าว แต่ระบุว่านาย Matt Cook ซึ่งเป็นเจ้าของร้านอุปกรณ์เครื่องมือช่างในเมืองแคลกูลี ระบุว่าชายคนดังกล่าวเข้ามาในร้านของเขาพร้อมโชว์ก้อนแร่ทองคำขนาดใหญ่ให้ดูพร้อมด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยร้อยยิ้ม

ประเมินว่าก้อนแร่ทองคำที่ชายคนนี้พบจะมีมูลค่าถึง 100,000 ดอลลาร์ออสเตรเลีย (ราว 2.1 ล้านบาท)

ทั้งนี้ ประเมินเกือบสามในสี่ของเหมืองทองคำที่ผลิตได้ในออสเตรเลียถูกขุดขึ้นมาจากเหมืองรอบเมืองแคลกูลี (Kalgoorlie) แห่งนี้

นายคุกเผยว่า ชายคนดังกล่าวเล่าว่าเขาพบก้อนแร่ทองคำนี้โผล่ขึ้นมาเหนือพื้นดินเล็กน้อยก่อนจะพบว่ามันมีส่วนที่ฝังอยู่ใต้ดินราว 45 เซนติเมตร

ศาตราจารย์ Sam Spearing แห่งวิทยาลัยเหมืองแร่ของมหาวิทยาลัย Curtin University ในนครเพิร์ธระบุว่า “ชาวบ้านหลายคนมักจะชอบมาทำกิจกรรมช่วงวันหยุดด้วยการเช่าเครื่องตรวจสอบโลหะ ในการเดินหาแร่อันมีค่าเหล่านี้ ทองส่วนใหญ่ที่พบมักจะมีน้ำหนักไม่ถึงครึ่งออนซ์ แต่ก็ได้ยินว่ามีบางคนพบแร่ทองคำเป็นก้อนเลยก็มี เฉลี่ยแล้วจะมีนักสำรวจพบทองไซส์ขนาดนี้ประมาณ 2-3 ครั้งต่อปี”

ผู้แพ้ที่แท้จริงคือกูเกิล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/589697

  • วันที่ 21 พ.ค. 2562 เวลา 13:37 น.

ผู้แพ้ที่แท้จริงคือกูเกิล

บทวิเคราะห์ผู้แพ้ ผู้ชนะ และตาอยู่ในสงครามการค้าที่มีผู้ใช้สมาร์ทโฟนทั่วโลกเป็นเดิมพัน โดยกรกิจ ดิษฐาน

หัวเว่ยคือเป้าหมายการโจมตีจากรัฐบาลสหรัฐ โดยมีกูเกิลเป็นหัวหอกภาคธุรกิจของสหรัฐที่ประกาศตัดญาติขาดมิตรหัวเว่ย ออกจากระบบแอนดรอยด์

แต่ผู้แพ้ที่ยับเยินที่สุดไม่ใช่หัวเว่ย แต่เป็นกูเกิล

มีคำกล่าวว่า “สถานการณ์สร้างวีรบุรุษ” หัวเว่ยกำลังตกอยู่ในสถานการณ์แบบนั้น แม้ว่าหัวเว่ยจะไม่ใช่วีรบุรุษ แต่สถานการณ์ที่บีบคั้นกำลังทำให้หัวเว่ยต้องเร่งพัฒนาระบบปฏิบัติการของตัวเองขึ้นมา ซึ่งเราทราบกันแล้วว่ามันคือระบบปฏิบัติการหงเหมิง (Hongmeng) และหัวเว่ยซุ่มพัฒนา OS ตัวนี้มาระยะหนึ่งแล้วในฐานะแผน B

หลังจากนี้ไม่เฉพาะแต่หัวเว่ยเท่านั้นที่ต้องมีแผน B ประเทศไหนก็ตามที่มีเทคโนโลยีสมาร์ทโฟนของตัวเอง หรือมีปัญหาระหองระแหงกับประเทศตะวันตก จะต้องซุ่มพัฒนา OS และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องมารองรับสถานการณ์แบบนี้เช่นกัน เพราะรับประกันไม่ได้ว่า วันดีคืนดีสหรัฐจะลุกขึ้นมาใช้ไม้นี้กับพวกเขาหรือไม่?

เรื่องนี้จึงอาจถือเป็นจุดจบของยุครุ่งเรืองของกูเกิล ที่กุมระบบแอนดรอยด์มาหลายปี แต่แทนที่จะทำธุรกิจแบบตรงไปตรงมา กลับยอมให้รัฐบาลชี้นำจนนำไปสู่ความเสียหายทางธุรกิจ

หัวเว่ยเป็นภัยคุกคามด้านความมั่นคงอย่างที่ถูกกล่าวหาหรือไม่นั้น เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่เราต้องวิเคราะห์กัน แต่อาจกล่าวโดยย่อไว้ ณ ที่นี้ได้เลยว่า จนถึงทุกวันนี้ สหรัฐและพันธมิตรก็ยังไม่มีหลักฐานเอาผิดหัวเว่ยได้แบบอยู่หมัด มีแต่ข้อกล่าวหาลอยๆ เท่านั้น

กูเกิลในฐานะบริษัทอเมริกัน มีพันธะที่จะต้องปฏิบัติตามกฎหมายสหรัฐหลังจากที่รัฐบาลมีคำสั่งขึ้นบัญชีดำหัวเว่ย กูเกิลไม่ทำตามคำสั่งก็ไม่ได้

ผลกระทบไม่ใช่แค่สายสัมพันธ์กับหัวเว่ยจะขาดสะบั้นเท่านั้น แต่กูเกิลยังปิดตายประตูเข้าสู่จีนไปตลอดกาล นั่นหมายความว่ากูเกิลได้ปล่อยให้ตลาดใหญ่ที่สุดในโลกได้หลุดมือไปเรียบร้อยแล้ว

ไม่เฉพาะแค่กูเกิล บริษัทอเมริกันรายอื่นๆ ก็อาจโดนหางเลขไปด้วย รวมถึงเฟซบุ๊ค ที่พยายามจะเข้าจีนครั้งแล้วครั้งเล่า มาร์ก ซักเคอร์เบิร์กมีภรรยาเป็นคนจีนก็แล้ว ลงทุนพูดภาษาจีนก็แล้ว มาจีนไม่รู้จักกี่รอบแล้วก็ยังพาเฟซบุ๊คเข้ามาไม่ได้

แต่นี่เป็นแค่เรื่องเล็กน้อย หากเทียบกับความน่าเชื่อถือที่กูเกิลได้ทำลายลงไปจนสิ้นซาก เพราะต่อไปนี้พาร์ทเนอร์ทางธุรกิจกับกูเกิลจะรู้สึกร้อนๆ หนาวๆ ไม่รู้ว่าจะถูกเล่นงานแบบหัวเว่ยหรือไม่

แน่นอนว่า หัวเว่ยต้องรู้เรื่องนี้และคาดการณ์เอาไว้แล้ว OS หงเหมิงไม่ใช่แค่แผน B แต่ยังมีแผน C ที่รองรับเอาไว้แล้ว นั่นคือ App Gallery ซึ่งเปิดตัวไปตั้งแต่ปีที่แล้ว เป็นร้านค้าแอพที่ให้บริการนอกจีน และหัวเว่ยออกแบบแอพที่จะตอบสนองผู้ใช้ในโลกตะวันตก โดยไม่อิงกับระบบของกูเกิล

ยุโรปเป็นภูมิภาคที่กูเกิลถูกโจมตีอย่างหนักด้วยข้อหาผูกขาดตลาด ดังนั้นกูเกิลจึงเปิดช่องโหว่เอาไว้ที่นี่ ตลาดยุโรปจึงมีพื้นที่ให้เสิร์ชเอ็นจินอื่นๆ ผู้ให้บริการแอพอื่นๆ นอกเหนือจากกูเกิล และนี่คือ “คำสั่งศาลยุโรป” ให้ต้องเจียดพื้นที่ให้บริษัทอื่นด้วย ไม่ใช้กุมอยู่รายเดียว

ส่วนหัวเว่ยครองสัดส่วนตลาดสมาร์ทโฟน 20% ใน 22 ประเทศของยุโรป รวมถึงสเปน, อิตาลี และเนเธอร์แลนด์ และปีนี้หัวเว่ยหรือกับผู้ให้บริการระบบในยุโรปเพื่อติดตั้ง App Gallery โดยจะให้ส่วนแบ่งพอสมควรเลยทีเดียวกับหุ้นส่วนในยุโรป และจะทำให้สมาทโฟนของหุ้นส่วนในยุโรปมี App Gallery พร้อมๆ กับ App store ของกูเกิลภายในเครื่องเดียวกัน

บางทีนี่อาจเป็นทางออกให้กับประเทศอื่นๆ ที่ใช้เครื่องของหัวเว่ยก็เป็นได้

ไม่เพียงเท่านั้น หัวเว่ยยังล่อใจนักพัฒนาแอพ โดยสัญญาว่าจะช่วยทำการตลาดให้ และจะช่วยเปิดตลาดแอพในจีนให้ด้วย ถือเป็นเงื่อนไขที่น่าเย้ายวนใจมาก เพราะจู่ๆ ก็ได้เข้าถึงตลาดที่ใหญ่ที่สุดในโลก เพียงแค่ช่วยหัวเว่ยเท่านั้น

ดังนั้น การขั้นบัญชีดำของทรัมป์จึงเป็นโอกาสทองของ App Gallery เสียอย่างนั้น แถมยังบั่นทอนส่วนแบ่งตลาดของกูเกิลอีกต่างหาก

แม้จะมีโอกาสในวิกฤต แต่ในวิกฤตก็มีเรื่องเสียโอกาสเช่นกัน ผลกระทบที่จะเห็นได้ชัดก็คือ หลังจากนี้หัวเว่ยจะหล่นจากตำแหน่งผู้จำหน่ายสมาร์ทโฟนสูงสุดอันดับ 2 ของโลกในทันที และจะมาอยู่ที่ 3 ตามหลังซัมซุงและแอปเปิล ถึงแม้ว่าสหรัฐจะยุติมาตรการคว่ำบาตร แต่ผู้บริโภคจะขยาดกับหัวเว่ย เพราะ Damage has been done หรือความเสียหายได้เกิดขึ้นแล้ว

เหรินเจิ้งเฟย บอกว่าถึงเขาจะเป็นเจ้าของบริษัทหัวเว่ย แต่ลูกๆ ของเขาใช้แอปเปิลกันหมด พวกเขาไม่มีความคิดเรื่องกีดกันการค้า หรือต้องใช้ของจีนเท่านั้น

แต่คนจีนทั่วไปอาจไม่ได้ใจวางผลิตภัณฑ์อเมริกันเหมือนเขา และไม่แน่ว่ายอดขายแอปเปิลอาจจะตกลงในจีน หรือเกิดกระแสต่อต้านสินค้าอเมริกันอย่างรุนแรง เรียกได้ว่าเป็น “ดาบนั้นคืนสนอง”

ปีนี้กูเกิลคาดการณ์ว่าจะมีรายได้ 160,000 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่หลังนี้จะโชว์โฆษณาในผลิตภัณฑ์ของหัวเว่ยไม่ได้แล้ว จึงคาดเดาไม่ได้ว่ารายได้จะตกลงไปเท่าไร สื่อต่างประเทศบางรายชี้ว่าเป็นแค่ภาวะสะอึก แต่การสะอึกไม่ได้เกิดขึ้นครั้งเดียวใช่หรือไม่? ยังไม่นับตลาดยุโรปที่กูเกิลถอยทัพ แต่หัวเว่ยกำลังรุกคืบ แล้วไหนจะประเทศในเอเชียอีกมากมายที่ยังไม่เลือกฝั่ง แถมยังรู้สึกหมันไส้สหรัฐที่กลั่นแกล้งประเทศโน้นประเทศนี้ไม่หยุดหย่อน

จริงอยู่ที่พวกเรายังต้องใช้ระบบแอนดรอยด์และแอพพลิเคชั่นของกูเกิล แต่หลังจากนี้เราจะเริ่มตาสว่างกันแล้วว่า การผูกขาดตลาดโดยกูเกิลมีอันตรายมากแค่ไหน

หลุมขยะนิวเคลียร์สหรัฐเสี่ยงรั่วไหลลงแปซิฟิก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/589681

  • วันที่ 21 พ.ค. 2562 เวลา 12:47 น.

หลุมขยะนิวเคลียร์สหรัฐเสี่ยงรั่วไหลลงแปซิฟิก

เลขายูเอ็นเตือน หลุมขยะนิวเคลียร์สหรัฐในแปซิฟิก อาจปล่อยกัมมันตรังสีลงทะเล

เอเอฟพีรายงานว่า นายอันโตนีโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการยูเอ็นได้เปิดเผยความกังวลขณะเดินทางเยือนประเทศฟิจิว่า หลุมทิ้งกากนิวเคลียร์ในสมัยยุคสงครามเย็นบนเกาะ Runit Island ซึ่งเป็นเกาะส่วนหนึ่งของสาธารณรัฐหมู่เกาะมาร์แชลนั้นอาจเกิดการรั่วไหลของกัมมันตภาพรังสีสู่มหาสมุทรแปซิฟิก

 

เลขาฯยูเอ็นกล่าวว่า หลุมทิ้งกากนิวเคลียร์ความลึก115 เมตรที่ถูกครอบทับด้วยคอนกรีตรูปโดมความหนา 18 นิ้วแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นในช่วงปี 1970 เพื่อใช้เก็บกากกัมมันตรังสีจากการทดสอบระเบิดนิวเคลียร์ทั้งหมด 67 ครั้งของทางสหรัฐและฝรั่งเศสในพื้นที่แปซิฟิกช่วงปี 1946 ถึงปี 1958 รวมถึงกากกัมมันตรังสีที่ได้จากการทดสอบระเบิดไฮโดรเจน “Castle Bravo” เมื่อเดือนมีนาคม 1954 ซึ่งนับเป็นการทดสอบระเบิดนิวเคลียร์ลูกใหญ่ที่สุดเท่าที่สหรัฐเคยทดสอบมาก ซึ่งรุนแรงกว่าระเบิดที่ฮิโรชิมาถึง 1,000 เท่า

นายกูเตอร์เรสยังบอกว่า เขาได้พูดคุยกับประธานาธิบดี Hilda Heine ผู้นำสาธารณรัฐหมู่เกาะมาร์แชลที่กังวลถึงการรั่วไหลของกัมมันตรังสีดังกล่าวด้วยเช่นกัน

“ที่ผ่านมาประเทศหมู่เกาะในแปซิฟิกได้กลายเป็นสนามเด็กเล่นให้สหรัฐทดสอบระเบิดนิวเคลียร์ช่วงสงครามเย็น ซึ่งกากของกัมมันตรังสีก็ยังถูกทิ้งลงในหมู่เกาะแห่งนี้ และมันมีความเสี่ยงที่อาจจะรั่วไหลออกมาในสักวันหนึ่ง”

รายงานยังระบุว่าปัจจุบันพบรอยแตกร้าวบางส่วนของคอนกรีต ซึ่งเป็นไปตามอายุหลังการก่อสร้าง ประกอบกับถูกทิ้งไว้ท่ามแสงแดดและการกัดกร่อนของลมทะเล รวมถึงพายุหมุนเขตร้อนที่พัดผ่านในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา ก็อาจส่งผลให้คอนกรีตแตกหรือเสื่อมอายุไปตามกาลเวลา ซึ่งมันยิ่งเพิ่มความเสี่ยงให้กัมมันตรังสีอาจรั่วไหลลงทะเลตามที่ผู้นำยูเอ็นเป็นกังวล

 

http://www.nexpected.com

นายกูเตอร์เรสยังเสริมอีกว่า ขณะเดียวกันตัวคอนกรีตก็ปนเปื้อนกัมมันตรังสีและก่อให้เกิดมลพิษต่อท้องทะเลเช่นกันหากในอนาคตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศส่งผลให้น้ำทะเลสูงขึ้นจนท่วมโดมคอนกรีตดังกล่าว

บริษัทออสซี่เตรียมช่วยสหรัฐหาแร่ผลิตชิป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/589668

  • วันที่ 21 พ.ค. 2562 เวลา 11:42 น.

บริษัทออสซี่เตรียมช่วยสหรัฐหาแร่ผลิตชิป

บริษัทเหมืองออสเตรเลียลงทุนค้นหาแร่แรร์เอิร์ธให้สหรัฐ หลังจีนส่งสัญญาณไม่ผลิตแร่ทำชิปหากถูกคว่ำบาตร

รอยเตอร์รายงานว่า Lynas Corporation, Ltd. บริษัทด้านเหมืองแร่หายากสัญชาติออสเตรเลียได้เปิดเผยว่าจะร่วมลงทุน(joint venture)กับบริษัท Blue Line Corp ซึ่งบริษัทสัญชาติสหรัฐ ในการค้นหาและตั้งเหมืองผลิตแร่แรร์เอิร์ธในรัฐเท็กซัส และรัฐอื่นๆซึ่งเป็นแร่ส่วนประกอบสำคัญในการผลิตชิปคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ไฮเทคต่างๆในสหรัฐ

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวตามมาหลังจากที่ประธานาธิบดีสีจิ้งผิงของจีนส่งสัญญาณเป็นนัยว่าจีนอาจกำลังใช้แร่แรร์เอิร์ธเป็นไพ่ต่อรองใบต่อไปในสงครามการของสองประเทศ เนื่องจากสหรัฐเป็นลูกค้ารายใหญ่ที่นำเข้าแร่แรร์เอิร์ธจากจีนถึงเกือบ 80% ในการผลิตชิปคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ไฮเทคหลายชนิด แม้ปัจจุบันยังไม่มีการพูดถึงประเด็นขึ้นกำแพงภาษีหรือคว่ำบาตรแร่แรร์เอิร์ธดังกล่าวก็ตาม

ทั้งนี้ การร่วมลงทุนดังกล่าวยังสอดคล้องกับรายงานที่ระบุว่าสหรัฐกำลังเร่งพื้นฟูอุตสาหกรรมแร่แรร์เอิร์ธในประเทศ

รายงานยังระบุอีกว่า Lynas จะทุ่มเงินอีกถึง 346 ล้านดอลลาร์ (ราว 11,000 ล้านบาท) ในการเพิ่มการผลิตแร่แรร์เอิร์ธในเหมืองหลายแห่งทั่วพื้นที่รัฐเวสต์เทิร์นออสเตรเลียภายในปี 2025 แผนดังกล่าวยังรวมไปถึงการตั้งโรงงานแปรรูปแร่ในประเทศมาเลเซียด้วย

การร่วมทุนดังกล่าวของบริษัทเหมืองสัญชาติออสเตรเลียและสหรัฐจะส่งผลให้ Lynas/Blue Line กลายเป็นบริษัทผลิตแร่แรร์เอิร์ธรายใหญ่ที่สุดในโลกนอกเหนือจากผู้ผลิตแร่แรร์เอิร์ธในจีน

นอกจากนี้บริษัทยังวางแผนเร่งผลิตนีโอดิเมียมและพรีโอไดเมียม (NdPr) มากขึ้นภายในปี 2021 จากความต้องใช้แร่ดังกล่าวในอุตสาหกรรมแบตเตอร์รี่รถยนต์ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นด้วย

ภาพ : AFP

2ยักษ์รองเท้ากีฬาจี้สหรัฐยุติเพิ่มภาษีนำเข้ารองเท้าที่ผลิตจากจีน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/589662

  • วันที่ 21 พ.ค. 2562 เวลา 11:30 น.

2ยักษ์รองเท้ากีฬาจี้สหรัฐยุติเพิ่มภาษีนำเข้ารองเท้าที่ผลิตจากจีน

ไนกี้-อาดิดาส พร้อมผู้ผลิตรองเท้ากีฬารายอื่นส่งจดหมายเปิดผนึก จี้ “ทรัมป์” ทบทวนมาตรการเพิ่มภาษีนำเข้ารองเท้าที่ผลิตในประเทศจีน

บริษัท ไนกี้ อิงค์ และ บริษัท อาดิดาส เอจี ผู้ผลิตรองเท้ากีฬารายใหญ่ พร้อมผู้ผลิตรายอื่นๆ รวม 173 แห่ง ได้ส่งจดหมายเปิดผนึกถึง นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ เพื่อเรียกร้องให้ทบทวนมาตรการเรียกเก็บภาษีนำเข้ารองเท้าที่ผลิตในประเทศจีน โดยระบุว่า “มาตรการเก็บภาษีนำเข้าจะส่งผลกระทบอย่างหนักต่อลูกค้า และธุรกิจตลอดจนภาวะเศรษฐกิจโดยรวมของสหรัฐ

“ในนามของลูกค้าที่สั่งซื้อรองเท้ากีฬาและพนักงานบริษัทผลิตรองเท้ากีฬาอีกหลายพันคน ขอเรียกร้องให้ยุติการดำเนินการที่จะเพิ่มภาระด้านภาษี และถึงเวลาแล้วที่จะต้องยุติการทำสงครามการค้า”เนื้อความในจดหมายเปิดผนึกระบุ

จดหมายดังกล่าวได้ถูกเผยแพร่ผ่านเว็บไซต์สมาคมผู้จัดจำหน่ายและค้าปลีกรองเท้ากีฬาของสหรัฐ รวมทั้งได้ถูกส่งให้กับนายสตีเวน มนูชิน รัฐมนตรีคลังสหรัฐ, นายวิลเบอร์ รอสส์ รัฐมนตรีพาณิชย์สหรัฐ และนายแลรี คุดโลว์ ที่ปรึกษาฝ่ายเศรษฐกิจประจำทำเนียบขาว

สมาคมผู้จัดจำหน่ายและค้าปลีกรองเท้ากีฬาของสหรัฐ คาดว่า มาตรการเรียกเก็บภาษีนำเข้าจะส่งผลให้ลูกค้าในสหรัฐมีต้นทุนเพิ่มขึ้น 7 พันล้านดอลลาร์ต่อปี ซึ่งต้นทุนที่เพิ่มขึ้นนี้จะส่งผลกระทบต่อพนักงานของบริษัทผลิตรองเท้าด้วยเช่นกัน

ที่มา อินโฟเควสท์ / ภาพ เอเอฟพี