เศรษฐีมะกันสร้างสุดเซอร์ไพร์ซ ลั่นจ่ายหนี้ค่าเทอมให้บัณฑิตจบใหม่ถึง 400 คน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/589649

  • วันที่ 21 พ.ค. 2562 เวลา 10:25 น.

เศรษฐีมะกันสร้างสุดเซอร์ไพร์ซ ลั่นจ่ายหนี้ค่าเทอมให้บัณฑิตจบใหม่ถึง 400 คน

โรเบิร์ต เอฟ. สมิธ เศรษฐีใจบุญสร้างเซอรไพร์ซแก่บัณฑิตจบใหม่เกือบ 400 คน ด้วยการประกาศจ่ายหนี้กู้ยืมศึกษาให้ทั้งหมด

สื่อสหรัฐรายงานว่า นายโรเบิร์ต เอฟ. สมิธ มหาเศรษฐีนักลงทุนผู้ใจบุญชาวสหรัฐ ได้สร้างเซอร์ไพร์ซแก่บรรดาบัณฑิตจบใหม่และคณาจารย์ของวิทยาลัย Morehouse College ในเมืองแอตแลนตา รัฐจอร์เจีย ด้วยการประกาศในระหว่างกล่าวสุนทรพจน์ในพิธีจบการศึกษาว่าเขาจะรับผิดชอบจ่ายเงินกู้ยืมทางการศึกษาให้บัณฑิตจบการศึกษาในปีนี้จำนวน 396 คน เป็นเงินรวมหลายสิบล้านดอลลาร์

การประกาศดังกล่าวสร้างความเซอร์ไพร์ซให้กับบัณฑิตที่จบการศึกษาและคณาจารย์ของวิทยาลัยจำนวนมาก

นายสมิธวัย 56 ปี เป็นมหาเศรษฐีผู้ร่ำรวยจากการก่อตั้งบริษัทลงทุนด้านซอฟต์แวร์ และเป็นมหาเศรษฐีที่ร่ำรวยด้วยมูลค่าทรัยพ์สินถึง 5 หมื่นล้านดอลลาร์

นายสมิธกล่าวระหว่างพิธีจบการศึกษาซึ่งเขาเข้าร่วมพิธีดังกล่าวในฐานะผู้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ว่า “ในนามของลูกหลานรุ่นที่ 8 ของตระกูลผมที่อาศัยอยู่ในประเทศนี้ ผมจะเติมเชื้อไฟให้กับพวกคุณ ผมถือว่าผมเป็นศิษย์เก่าแล้ว นี่คือชั้นเรียนของผมในปี2019นี้ ครอบครัวผมจะชำระเงินกู้ยืมทางการศึกษาให้พวกคุณเอง”

นอกจากรับปากจะชำระเงินกู้ยืมทางการศึกษาให้แก่บัณฑิตจบใหม่เกือบ 400 คนแล้ว นายสมิธยังได้มอบเงินจำนวนอีก 1.5 ล้านดอลลาร์แก่ทางวิทยาลัยด้วย

อย่างไรก็ดี จำนวนยอดเงินกู้ยืมของบัณฑิตทั้งหมดนั้นยังไม่แน่ชัด เนื่องจากทางวิทยาลัยยังไม่ได้สรุปยอดเงินกู้ยืมของบัณฑิตทั้งหมด แต่คาดว่าจะเป็นเงินรวมอย่างน้อย 10 ล้านดอลลาร์ (ราว 318 ล้านบาท)

ข่าวด่วน! สหรัฐกลับลำให้เวลาหัวเว่ยอีก90วัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/589646

  • วันที่ 21 พ.ค. 2562 เวลา 09:36 น.

ข่าวด่วน! สหรัฐกลับลำให้เวลาหัวเว่ยอีก90วัน

อ้างว่าขอเวลาให้ตัวเองเตรียมพร้อม โดยเปิดทางให้ค้าขายกับบริษัทอเมริกันอีกระยะก่อนจะแบนแบบเต็มที่

กระทรวงพาณิชย์ของสหรัฐกล่าวในแถลงการณ์ว่า ได้ตัดสินใจระงับคำสั่งค้าขายระหว่างบริษัทสหรัฐกับหัวเว่ยเป็นการชั่วคราว เป็นเวลา 90 วัน เพื่อป้องกันภาวะสะดุดฉับพลัน แต่ยังยืนยันตามคำสั่งเดิมของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ว่า หัวเว่ย เป็นภัยคุกคามด้านความมั่นคง

โดยคำสั่งชะลอการขึ้นบัญชีดำชั่วคราว จะอนุญาตเฉพาะการทำธุรกรรมของหัวเว่ยที่เกี่ยวข้องกับการส่งออก การส่งออกซ้ำและการโอนถ่ายสินค้า

วิลเบอร์ รอสส์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์สหรัฐ กล่าวว่า คำสั่งอนุญาตทั่วไปชั่วคราว มีจุดประสงค์เพื่อให้เวลาแก่ผู้ประกอบการในการเตรียมการด้านต่างๆ  และให้เวลากับกระทรวงเพื่อกำหนดมาตรการระยะยาวที่เหมาะสมสำหรับชาวอเมริกันและผู้ให้บริการโทรคมนาคมของต่างประเทศ ที่ยังต้องพึ่งพาอุปกรณ์ของหัวเว่ยสำหรับการให้บริการที่มีความสำคญยิ่งยวด

“การอนุญาตนี้จะช่วยให้การบริการด้านต่างๆ สามารถดำเนินต่อไปได้ เพื่อรองรับผู้ใช้โทรศัพท์มือถือหัวเว่ยและเครือข่ายบรอดแบนด์ในพื้นที่ห่างไกล” วิลเบอร์ รอส รัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ของสหรัฐ กล่าว

ภาพน่ารักของครอบครัวดยุคแห่งเคมบริดจ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/589613

  • วันที่ 21 พ.ค. 2562 เวลา 09:00 น.

ภาพน่ารักของครอบครัวดยุคแห่งเคมบริดจ์

พระราชวังเคนซิงตันเผยแพร่ภาพพระฉายาลักษณ์ของเจ้าชายวิลเลียมแห่งอังกฤษดยุคแห่งเคมบริดจ์ พร้อมด้วยแคทเธอรีน ดัชเชสแห่งเคมบริดจ์ พระยา พร้อมด้วยพระโอรสและพระธิดา คือ เจ้าชายจอร์จแห่งเคมบริดจ์ (พระโอรสองค์โต), เจ้าหญิงชาร์ลอตต์แห่งเคมบริดจ์ และเจ้าชายหลุยส์แห่งเคมบริดจ์ ทั้งหมดรวมถ่ายภาพที่สวน ‘Back to Nature’ ที่ออกแบบโดย Adam White และ Andree Davies นักออกแบบสวนชื่อดังของอังกฤษ ก่อนที่จะมีงานจัดแสดงดอกไม้ RHS Chelsea Flower Show ในกรุงลอนดอน ซึ่งเป็นงานจัดแสดงดอกไม้ระดับโลก ระหว่างวันที่ 21 – 25 พฤษภาคมนี้

Photo by Matt Porteous / KENSINGTON PALACE / AFP

ภาพจากพระราชวังเคนซิงตัน เผยแพร่เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2019 เป็นภาพขณะที่แคทเธอรีนดัชเชสแห่งเคมบริดจ์ทรงเล่นกับเจ้าชายหลุยส์ ในสวน ‘Back to Nature’

Photo by Matt Porteous / KENSINGTON PALACE / AFP

ภาพจากพระราชวังเคนซิงตัน เผยแพร่เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2019 เป็นภาพขณะที่เจ้าชายวิลเลียมแห่งอังกฤษ ดยุคแห่งเคมบริดจ์กำลังเล่นกับเจ้าชายหลุยส์ โอรสองค์สุดท้องของพระองค์

Photo by Matt Porteous / KENSINGTON PALACE / AFP

ภาพจากพระราชวังเคนซิงตัน เผยแพร่เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2019 แสดงให้เห็นเจ้าชายจอร์จแห่งเคมบริดจ์ กับเจ้าหญิงชาร์ลอตต์แห่งเคมบริดจ์ทรงประทับนั่งดูลำธารในสวน นอกจากนี้ยังจะเห็นเจ้าชายวิลเลียมดยุคแห่งเคมบริดจ์แห่งอังกฤษพร้อมด้วยพระโอรสองค์สุดท้อง และแคทเธอรีนดัชเชสแห่งเคมบริดจ์ที่กำลังเดินข้ามสะพาน

Photo by Matt Porteous / KENSINGTON PALACE / AFP

ภาพจากพระราชวังเคนซิงตัน เผยแพร่เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2019 เจ้าชายวิลเลียมแห่งอังกฤษ ดยุคแห่งเคมบริดจ์ ทรงกำลังเล่นกับพระโอรสธิดา โดยทรงถือคันธนูที่ทำขึ้นอย่างลำลอง โดยมีเจ้าชายจอร์จแห่งเคมบริดจ์ยืนทอดพระเนตรพระบิดาอยู่ใกล้ๆ ส่วนแคทเธอรีนดัชเชสแห่งเคมบริดจ์พระมารดากำลังประคองเจ้าชายหลุยส์

Photo by Matt Porteous / KENSINGTON PALACE / AFP

ภาพจากพระราชวังเคนซิงตัน เผยแพร่เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2019 เป็นภาพขณะที่เจ้าชายหลุยส์ ทรงถือกิ่งไม้เดินตรงมายังช่างภาพ โดยมีพระบิดากำลังยืนทอดพระเนตรอยู่ใกล้ๆ

สีจิ้นผิงส่งซิกขู่ทรัมป์ “คว่ำบาตรเรา เราไม่ให้แร่ผลิตชิป”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/589620

  • วันที่ 20 พ.ค. 2562 เวลา 19:15 น.

สีจิ้นผิงส่งซิกขู่ทรัมป์ "คว่ำบาตรเรา เราไม่ให้แร่ผลิตชิป"

ประธานาธิบดีสีจิ้นผิง เดินทางไปเยี่ยมโรงงานผลิตแร่แรร์เอิร์ธ (Rare-earth) ที่มณฑลเจียงซี ซึ่งเป็นแหล่งผลิตแร่ดังกล่าวที่สำคัญของประเทศ และจีนยังเป็นผู้ผลิตในสัดส่วนถึง 90% ของทั้งโลก

แรร์เอิร์ธเป็นส่วนประกอบสำคัญในการผลิตชิปคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ไฮเทคอีกมากมาย รวมถึงอาวุธ และยังไม่ได้ถูกขึ้นบัญชีเพิ่มภาษีนำเข้าโดยสหรัฐ คาดว่าเป็นเพราะสหรัฐมีความจำเป็นต้องนำเข้าแร่ดังกล่าวจากจีน และนำเข้าแร่ดังกล่าวจากจีนถึง 80% จากปริมาณนำเข้าทั้งหมด

แม้ว่าจะไม่มีการระบุถึงการใช้แรร์เอิร์ธเป็นตัวต่อรองกับสหรัฐ แต่การเยือนแหล่งผลิตใหญ่ของประเทศครั้งนี้ สีจิ้นผิงเดินทางไปพร้อมกับรองนายกรัฐมนตรี หลิวเหอ ซึ่งเป็นผู้นำคณะการเจรจาการค้าของจีน ทำให้นักวิเคราะห์มองว่า นี่คือการส่งสัญญาณจากจีนไปยังสหรัฐว่า จีนอาจใช้แรร์เอิร์ธเป็นตัวต่อรอง

หยางคุนเหอ นักวิเคราะห์ของบริษัท Pacific Securities Co แสดงความเห็นผ่านสำนักข่าวบลูมเบิร์กว่า การเยือนโรงงานดังกล่าวเป็นการส่งสัญญาณไปยังสหรัฐว่า จีนอาจใช้แรร์เอิร์ธเพื่อเป็นมาตรการตอบโต้ในช่วงเวลาที่สงครามการค้ากำลังดุเดือดมากขึ้น

วันเดียวกันนั้น กระทรวงการต่างประเทศของจีนแถลงข่าวหลังจากที่กูเกิลยุติการให้บริการระบบ Android ให้กับหัวเว่ย โดยโฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนระบุเพียงแค่ว่า “โปรดอดใจรอ” ว่ารัฐบาลและบริษัทจีนจะตอบโต้อย่างไร

อย่างไรก็ตาม หากจีนใช้แร์เอิรธ์เป็นตัวต่อรอง ด้วยการระงับการส่งออกหรือเพิ่มภาษีในอัตราที่สูงมาก ก็จะส่งผลกระทบต่อผู้ผลิตในประเทศเช่นกัน แต่ก็อาจเป็นผลดีให้จีนเริ่งพัฒนาเทคโนโลยีที่ใช้แร่ชนิดนี้ เพื่อเพิ่มระดับความต้องการภายใน และรองรับปริมาณแร่ที่จะเข้ามาสู่ตลาดภายในประเทศ

สหรัฐยังอาจรู้ตัวมาระยะหนึ่งแล้วว่า จีนอาจจะใช้ไม้นี้เพราะมีรายงานข่าวเป็นระยะในช่วงที่เกิดสงครามการค้าว่า สหรัฐกำลังรื้อฟื้นอุตสาหกรรมแรร์เอิร์ธในประเทศ หรืออาจจะนำเข้าจากเวียดนามหรือเม็กซิโก อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญฝ่ายจีนชี้ว่า สหรัฐจะใช้เวลาอีกหลายปีกว่าจะฟื้นอุตสาหกรรมแร์เอิร์ธในประเทศตัวเองได้

จีนปลุกกระแสชาตินิยม ร่วมแรงหนุนหัวเว่ย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/589604

  • วันที่ 20 พ.ค. 2562 เวลา 16:59 น.

จีนปลุกกระแสชาตินิยม ร่วมแรงหนุนหัวเว่ย

ส่องความเห็นคนจีนเมื่อสหรัฐเปิดศึกถล่มหัวเว่ยเต็มเหนี่ยว ไม่ผวาสงครามการค้าแต่ด่าทรัมป์กระจาย

ในเวยปั๋วของสำนักข่าวจงกั๋วรื่อเป้า (中国日报) รายงานข่าวกระทรวงการต่างประเทศจีนแสดงท่าทีต่อการที่กูเกิลระงับความร่วมมือกับหัวเว่ย มีผู้มาแสดงความเห็นกันพอสมควร เช่น

“สักวันหนึ่ง วอชิงตันอยากจะซื้อเทคโนโลยี 6G ของจีน เราจะไม่ขายให้ แล้วสักวันเรือบรรทุกเครื่องบินของเราจะแล่นไปถึงฮาวายกับอ่าวเม็กซิโก เพื่อปกป้องสิทธิเสรีภาพในการสัญจรทางน้ำเหมือนกัน” (ความเห็นเรื่องการแล่นเรือ มีสาเหตุมาจากการที่สหรัฐส่งเรือรบผ่านเกาะหวงเหยียน หรือ Scarborough Shoal ในทะเลจีนใต้)

ส่วนข่าวที่หัวเว่ยแสดงท่าทีตอบโต้กูเกิล มีผู้แสดงความเห็นว่า “ขอบคุณในความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียว เป็นแรงบันดาลใจให้เรามุ่งมั่นทำงานหนัก ขอขอบคุณ” ส่วนอีกคนบอกว่า “ยังไงคนจีนก็ใช้กูเกิลไม่ได้อยู่แล้ว” (บริการของกูเกิลถูกบล็อคไม่ให้ใช้ในจีน)

ในเวยปั๋วของสำนักข่าวหวนฉิว ซื่อเป่า (环球时报) มีรายงานข่าวว่ากระทรวงการต่างประเทศจีนสนับสนุนให้บริษัทจีนใช้ช่องทางตามกฎหมายเพื่อปกป้องตนเอง มีผู้แสดงความเห็นกันมากมาย เช่น “นี่คือโอกาสของบริษัทไฮเทคจีน ในการสร้างระบบปฏิบัติการที่พัฒนาขึ้นในประเทศของเรา จะต้องฉวยโอกาสไว้”

อีกรายแสดงความเห็นว่า “จีนไม่ต้องส่งออกแรร์เอิร์ธ (แร่สำคัญในการผลิตชิป) ไปให้ประเทศที่คว่ำบาตรเรา ให้พวกนั้นใช้โคลนทำชิปเอาก็แล้วกัน”

อีกรายบอกว่า “นี่คือสัญญาณบ่งบอกว่าสหรัฐกำลังเสื่อมถอยลง การกระจายแหล่งการผลิตสินค้ากลายเป็นอาวุธของสหรัฐ ต่อไปใครจะไปเชื่อถือสหรัฐ ใครจะกล้าทำธุรกิจกับสหรัฐ? บางทีเราอาจต้องลำบากกันนิดหน่อยปีสองปีนี้ แต่บริษัทเทคโนโลยีจีนจะผงาดแน่นอน”

ในเวยปั๋วของสำนักข่าวเหรินหมินรื่อเป้า (人民日报) ในคอมเมนต์บทวิเคราะห์ท่าทีของจีน ที่ยืนยันว่าการกดดันอย่างยิ่งยวดของหสรัฐจะไม่เป็นผล มีผู้เข้ามาแสดงความเห็นอย่างดุเดือด เช่นท็อปเมนต์เหล่านี้

“หว่ออ้ายหนี่ ประเทศบ้านเกิดเมืองนอนของฉัน!” (มีคนกดไลค์ 332 ไลค์)

“พายุและมรสุมไม่อาจสั่นคลอนเราได้” (มีคนกดไลค์ 108 ไลค์)

“ประเด็นก็คือประธานาธิบดีสหรัฐมีปัญหา เป็นคนเจ้าเล่ห์ และไม่มีคุณธรรม” (มีคนกดไลค์ 89ไลค์)

“จีนจะต้องชนะ” (มีคนกดไลค์ 29 ไลค์)

“เขาไม่ทำร้ายเรา เราก็ไม่ทำร้ายกลับ ถ้าเขาทำร้ายเรา เราตอบโต้กลับ คนจีนเราไม่ใช่คนขี้ขลาดตาขาว” (มีคนกดไลค์ 20 ไลค์)

ในเวยปั๋วของสำนักข่าวเหรินหมินรื่อเป้า (人民日报) มีผู้แสดงความเห็นเกี่ยวกับข่าวท่าทีของหัวเว่ยหลังจากที่กูเกิลระงับความร่วมมือกับหัวเว่ยกันอย่างหลากหลาย ส่วนใหญ่ออกไปในทำนองแสดงความรักชาติและเป็นหน้ำหนึ่งใจเดียวกับบริษัทสัญชาติจีน เช่นท็อปเมนต์เหล่านี้

“ครอบครัวเราสามชีวิต มีสมาร์ทโฟนหัวเว่ย 5 เครื่อง” (มีคนกดไลค์ 255 ไลค์)

“ฉันเตรียมจะเปลี่ยนมาใช้หัวเว่ย หวังว่ากระแสนี้จะช่วยให้ยืนหยัดได้” (มีคนกดไลค์ 122 ไลค์)

“ขอกดไลค์ให้หัวเว่ย” (มีคนกดไลค์ 104 ไลค์)

“สนับสนุนหัวเว่ย” (มีคนกดไลค์ 89ไลค์)

“สนับสนุนสินค้าในประเทศ สนับสนุนหัวเว่ย” (มีคนกดไลค์ 77 ไลค์)

Photo by STR / AFP

ไม่หยุดแค่กูเกิล ยักษ์ใหญ่เทคโนโลยียกโขยงตัดสัมพันธ์หัวเว่ย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/589574

  • วันที่ 20 พ.ค. 2562 เวลา 13:40 น.

ไม่หยุดแค่กูเกิล ยักษ์ใหญ่เทคโนโลยียกโขยงตัดสัมพันธ์หัวเว่ย

สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า บริษัทชั้นนำในสหรัฐอเมริกา ตั้งแต่บรรดาผู้ผลิตชิปไปจนถึงถึงกูเกิล ได้ระงับการส่งซอฟต์แวร์และส่วนประกอบที่สำคัญให้กับ Huawei Technologies Co. ตามคำสั่งของรัฐบาลสหรัฐที่ขึ้นบัญชีดำบริษัทหัวเว่ยเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

แหล่งข่าวไม่เผยนามบอกกับบลูมเบิร์กว่า ผู้ผลิตชิปชั้นนำของสหรัฐไม่ว่าจะเป็น Intel Corp. , Qualcomm Inc. , Xilinx Inc. และ Broadcom Inc. ได้แจ้งพนักงานว่าทางบริษัทจะไม่จัดส่งชิปให้หัวเว่ย จนกว่าจะมีประกาศให้ทราบต่อไป ขณะที่บริษัท Alphabet Inc ของกูเกิลได้ระงับการส่งฮาร์ดแวร์และบริการซอฟต์แวร์บางตัวให้กับหัวเว่ยแล้ว

หากรัฐบาลสหรัฐดำเนินการคว่ำบาตรหัวเว่ยอย่างเต็มที่ อาจส่งผลกระเทือนในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ทั่วโลก เพราะ Intel เป็นผู้จัดหาชิปเซิร์ฟเวอร์หลักให้กับบริษัทหัวเว่ย ส่วน Qualcomm ให้บริการโปรเซสเซอร์และโมเด็มสำหรับสมาร์ทโฟนเป็นจำนวนมาก ขณะที่ Xilinx ขายชิปตั้งโปรแกรมที่ใช้ในระบบเครือข่าย และ Broadcom เป็นผู้จัดจำหน่ายชิปสวิตชิ่ง ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญอีกอย่างหนึ่งในอุปกรณ์จัดการระบบเครือข่ายบางประเภท

ดังนั้น แม้ว่ามาตรการคว่ำบาตรของทรัมป์อาจจะมุ่งเล่นงานหัวเว่ยและจีนก็จริง แต่ยังสร้างความเสียหายให้กับบริษัทสหรัฐอีกด้วย

ไม่เพียงเท่านั้น คำสั่งของรัฐบาลสหรัฐ ยังส่งผลต่อหุ้นของบริษัทผู้จัดจำหน่ายอุปกรณ์ด้านเทคโนโลยีของเอเชีย โดยในวันนี้หุ้นของ Sunny Optical Technology Group Co. มีการซื้อขายในระดับที่แย่ที่สุดในดัชนีฮั่งเส็งของฮ่องกง

ไรอัน คูนซ์ นักวิเคราะห์จาก Rosenblatt Securities Inc. กล่าวกับบลูมเบิร์กว่า หัวเว่ยพึ่งพาผลิตภัณฑ์เซมิคอนดักเตอร์ของสหรัฐอย่างมาก และจะประสบกับภาวะชะงักงันอย่างรุนแรงหากไม่ได้รับการจัดส่งชิ้นส่วนอุปกรณ์ที่สำคัญจากสหรัฐ และการคว่ำบาตรของสหรัฐจะทำให้การพัฒนา 5G ของจีนสะดุด และยังจะส่งผลกระทบต่อซัพพลายเออร์ส่วนประกอบทั่วโลกหลายราย”

Vayable สตาร์ทอัพสายเที่ยวที่ทำให้คุณเป็นเพื่อนกับคนท้องถิ่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/589538

  • วันที่ 20 พ.ค. 2562 เวลา 12:00 น.

Vayable สตาร์ทอัพสายเที่ยวที่ทำให้คุณเป็นเพื่อนกับคนท้องถิ่น

รู้จักเจมี หว่อง นักเที่ยวอย่างเทพ สำหรับคนไม่ชอบอยู่กับที่และอยากทำธุรกิจทัวร์แบบใหม่ที่เป็นของตัวเองต้องอ่านบทความนี้

ด้วยวัย 38 ปี เจมี หว่อง เดินทางมาแล้วกว่า 40 ประเทศทั่วโลก พูดได้ 4 ภาษา ด้วยความรักในการท่องเที่ยว ทำให้เธอก่อตั้ง Vayable เครือข่ายนักท่องเที่ยว ไกด์ทัวร์ และธุรกิจต่างๆ ที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยวในรูปแบบของแพลตฟอร์มทางอินเทอร์เน็ต และแอพพลิเคชั่นทางสมาร์ทโฟน

อะไรที่ทำให้หญิงสาวคนหนึ่งลุกขึ้นมาเป็นแกนนำจัดตั้งเครือข่ายทัวร์ที่กำลังมาแรง จนเป็นที่กล่าวขวัญถึงในหมู่นักท่องเที่ยุวยุคฮิปสเตอร์

หว่อง เปิดเผยเรื่องนี้ว่า …

“ … ตอนที่ฉันอายุ 22 ปี ฉันเดินทางไปโมร็อกโก บ่ายวันหนึ่ง ฉันเดินเข้าไปในร้านขายพรมพร้อมกับหนังสือท่องเที่ยวเล่มใหญ่ แล้บอกกับเจ้าของร้านว่าฉันอยากจะไปเที่ยวทะเลทรายสะฮารา แต่ก่อนที่จะดื่มชาเสร็จ เจ้าของร้านก็พาฉันควบรถฮอนด้า แอคคอร์ด ลัดเลาะไปตามถนนคดเคี้ยวของเทือกเขาแอตลาสเป็นเวลา 14 ชม. จนกระทั่งพบกับ อาลี ญาติของเขา ซึ่งเป็นหัวหน้าเผ่าเร่ร่อน

หลังจากเดินทางบนหลังอูฐเป็นเวลา 5 วัน โดยมีแผ่นแป้งที่อบในผืนทรายประทังชีวิต และนอนมองดูดาว ห่มผ้าขนสัตว์ให้ความอบอุ่น ฉันก็กลับมายังคาราวานของเผ่าเร่ร่อนอีกครั้ง ในเย็นวันแรกของการเริ่มต้นคืนปัสคาเหนือเนินทราย เพื่อนใหม่และตัวฉันวาดรูปจานซีดาร์สำหรับพิธีปัสคาแล้วร้องเพลง Let My People Go

ตอนกำลังมองดวงดาวที่ส่องประกาย อาลี บอกกับฉันว่า “สิ่งที่ทำให้เราแตกต่างกันมีอยู่เรื่องเดียว คือเผ่าของผมอ่านหนังสือมากกว่าเผ่าของคุณเล่มหนึ่ง”

เงินที่ฉันใช้จ่ายในการเดินทางแม้จะน้อยนิด แต่ช่วยให้ครอบครัวของ อาลี อยู่ได้นานถึงหนึ่งเดือน และทำให้ฉันเข้าใจโลกในมุมมองใหม่ รวมถึงตัวฉันเอง และเป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทางท่องเที่ยวที่มุ่งเน้นให้เกิดผลลัพธ์ด้านบวกกับโลกของเรา ในที่สุดก็นำไปสู่การก่อตั้ง Vayable … “

สิ่งที่ หว่อง พูดถึงคือแรงบันดาลใจให้เธอเป็นนักท่องเที่ยวมืออาชีพ และจากการท่องเที่ยวทำให้เธอค้นพบแนวทางที่จะเชื่อมโยงผู้คนที่เกี่ยวข้องให้มาร่วมมือกัน

Vayable มีจุดประสงค์อะไร และทำงานอย่างไร?

เป้าหมายหลักๆ ของแพลตฟอร์มนี้ก็คือ การเชื่อมโยงความต้องการที่จะเที่ยวนอกกรอบของนักท่องเที่ยวกับไกด์นอกกรอบเข้าด้วยกัน เช่น หากเราต้องการจะไปเที่ยวเกาะเล็กๆ แห่งหนึ่งในกรีซที่ไม่มีใครนิยมไปเที่ยว เราอาจใช้ Vayable ตรวจสอบ ซึ่งอาจจะมีไกด์ท้องถิ่น หรือใครสักคนที่สนใจเกาะที่ว่านี้เหมือนกัน และพร้อมที่จะเป็นไกด์ให้เราในราคาที่สมเหตุสมผล หรืออาจต่ำจนแสนจะเหลือเชื่อ

โดยรวมแล้ว Vayable คือแหล่งรวมของการเดินทางท่องเที่ยวนอกกรอบ ที่เราจินตนาการไม่ถึง เช่น การเดินตามรอยศิลปะกราฟฟิตี้ในเบอร์ลิน หรือกินอาหารในร้านอาหารใต้ดินที่บาร์เซโลนา โดยรวมแล้วแพลตฟอร์มนี้มีบริการที่ครอบคลุม 500 เมืองหลักของการท่องเที่ยว

แนวคิดนี้ช่างแหวกแนว แต่ถูกใจทั้งคนใช้บริการ คนให้บริการ และผู้ที่คิดค้นมันขึ้นมา

หว่อง มีจุดเริ่มในเส้นทางอาชีพที่ไม่เกี่ยวกับการท่องเที่ยวเท่าไรนัก เธอเคยเป็นที่ปรึกษาของบริษัทไฮเทคหลายแห่ง ทั้งในซานฟรานซิสโกและนิวยอร์ก เคยเป็นผู้จัดการบริษัท เคยทำงานกับรายการทีวียอดนิยม เช่น The Daily Show with Jon Stewart

แต่วันนี้เธอเป็นเจ้าของกิจการสตาร์ทอัพท่องเที่ยว ที่กำลังน่าจับตามองที่สุดรายหนึ่งของโลก

สำหรับวิธีสร้างไอเดียของ เจมี หว่องนั้นไม่ซับซ้อน แต่ก็ไม่เหมือนใคร

แทนที่จะเริ่มต้นด้วยแนวคิดด้านบวก หว่อง กลับบอกว่าแรงบันดาลใจในการเริ่มต้นไอเดียของเธอ มาจากปัญหาและการตั้งคำถามว่า ปัญหาอะไรที่เรากำลังพยายามแก้ไขอยู่ เธอจะไม่แสวงหาคำตอบคนเดียว หว่อง จะทำการระดมสมอง ซักถามผู้คนต่างๆ แล้วแบ่งปันแนวคิดของตัวเอง เธอบอกว่าไอเดียที่ดีไม่ได้มาจากการนั่งนึกรอคอยแรงบันดาลใจ แต่มาจากการตรึกตรองและวิเคราะห์อย่างถี่ถ้วน จากนั้นจึงนำไอเดียที่ได้มาปรับใช้ด้วยการประสานงานระหว่างกันทุกฝ่าย

ดังนั้น ไอเดียจึงไม่ได้เกิดขึ้นเพียงลำพังความคิดของคนใดคนหนึ่ง และเธอยังย้ำว่า การทำไอเดียให้เป็นรูปธรรมยิ่งทำคนเดียวไม่ได้เลย

ข่าวด่วน! กูเกิลเริ่มตัดหัวเว่ยจากระบบ Android

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/589552

  • วันที่ 20 พ.ค. 2562 เวลา 10:09 น.

ข่าวด่วน! กูเกิลเริ่มตัดหัวเว่ยจากระบบ Android

สงครามการค้าสหรัฐเริ่มกระทบผู้ใช้งานสมาร์ทโฟนแล้ว เมื่อกูเกิลได้ตัดหัวเว่ยออกจากการอัปเดตบางส่วนในระบบปฏิบัติการ Android และ สมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ของหัวเว่ยจะไม่สามารถเข้าถึงแอพยอดนิยมของกูเกิล โดยกูเกิลอ้างว่า เป็นการปฏิบัติตามคำและผลการตรวจสอบผลกระทบจากการใช้หัวเว่ย

คำสั่งระงับไม่ให้หัวเว่ยเข้าถึง Android  จะส่งผลกระทบต่อธุรกิจสมาร์ทโฟนของหัวเว่ยที่อยู่นอกประเทศจีน เพราะไม่สามารถเข้าถึงการอัปเดตสำหรับระบบปฏิบัติการ Android ของกูเกิล และจะส่งผลกระทบมหาศาลทางธุรกิจทันที

สมาร์ทโฟนรุ่นต่อไปของหัวเว่ยที่รันบน Android จะสูญเสียสิทธิ์การเข้าถึงบริการยอดนิยมเช่น Google Play Store และ Gmail รวมถึงแอพ YouTube นอกจากนี้ กูเกิลยังจะปิดการเข้าถึงการสนับสนุนด้านเทคนิคและการทำงานร่วมกันกับหัวเว่ย ที่เกี่ยวข้องกับแอพและบริการอันเป็นกรรมสิทธิ์ของกูเกิลในอนาคตด้วย

แหล่งข่าวกล่าวกับสำนักข่าวรอยเตอร์สว่า “หัวเว่ยจะสามารถใช้ Android รุ่นสาธารณะเท่านั้น และจะไม่สามารถเข้าถึงแอพและบริการที่เป็นกรรมสิทธิ์จาก Google”

อย่างไรก็ตาม โฆษกของกูเกิลกล่าวว่าผู้ถือสมาร์ทโฟนหัวเว่ยในขณะนี้ที่ใช้แอพของกูเกิล จะยังคงสามารถใช้และดาวน์โหลดการอัปเดตแอปที่จัดทำโดยกูเกิลได้ต่อไป

หัวเว่ยจะยังคงสามารถเข้าถึงรุ่นของระบบปฏิบัติการ Android ที่เป็นโอเพ่นซอร์สหรือที่เรียกว่า Android Open Source Project (AOSP) ซึ่งให้บริการฟรี และมีผู้ใช้งานอยู่ประมาณ 2,500 พันล้านเครื่องทั่วโลก

ทั้งนี้ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (16 พฤษภาคม ตามเวลาท้องถิ่น) รัฐบาลสหรัฐได้เพิ่มชื่อของ Huawei Technologies Co Ltd ไว้ในบัญชีดำทางการค้า โดยจะมีผลบังคับใช้ในทันทีเพื่อจำกัดขอบข่ายการทำธุรกิจของบริษัทเหล่านี้กับคู่ค้าในสหรัฐ ซึ่งรวมถึงกูเกิลด้วย

วันที่ซาอุจ่อยิงเผาขนประหารเจ้าหญิงมีรักนอกสมรส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/589504

  • วันที่ 19 พ.ค. 2562 เวลา 20:00 น.

วันที่ซาอุจ่อยิงเผาขนประหารเจ้าหญิงมีรักนอกสมรส

เมื่อเร็วๆ นี้ซาอุดีอาระเบียทำการประหารชีวิตนักโทษ 37 คนในข้อหาก่อการร้าย นับเป็นการประหารชีวิตแบบหมู่ครั้งใหญ่สุดในประเทศนับตั้งแต่ปี 2016 โดยนักโทษทั้งหมดถูกตัดศีรษะต่อหน้าสาธารณชน ตามลานประหารในเมืองต่างๆ ทั่วประเทศ และมีนักโทษรายหนึ่งถูกนำร่างไปแขวนประจานไว้

การประหารด้วยการใช้ดาบตัดศีรษะในที่สาธารณะ เป็นวิธีประหารอย่างเป็นทางการของซาอุดีอาระเบีย โดยมีการตัดศีรษะนักโทษอย่างน้อย 158 ครั้งในปี 2015 ประมาณ 154 ครั้งในปี 2016 และอย่างน้อย 146 ครั้งในปี 2017 ในบางกรณีอาจมีการตรึงกางเขน เช่นในปี 2009 หนังสือพิมพ์ Saudi Gazette รายงานว่าศาลท้องถิ่นในเมืองอับฮา สั่งตรึงกางเขนร่างไร้ศีรษะของหัวหน้าแก๊งติดอาวุธ และสมาชิกแก๊งอีก 6 คนที่ปล้นร้านขายเพชรพลอย เป็นเวลา 3 วันหลังจากประหารแล้ว

แต่การประหารด้วยดาบไม่ใช่วิธีการเดียวในการประหารนักโทษ ตามกฎหมายอิสลาม ชายและหญิงที่มีความสัมพันธ์นอกเหนือจากการสมรส หรือคบชู้จะถูกขว้างด้วยหินจะเสียชีวิต แต่มีกรณีหนึ่งที่นักโทษกิตติมศักดิ์ ไม่ได้ถูกขว้างด้วยหินจนตาย แต่ถูกยิงที่ศรีษะหลายนัดจนเสียชีวิต นักโทษประหารรายนี้คือ เจ้าหญิงมิชาอัล บินต์ ฟาฮัด บิน โมฮัมหมัด อัลซาอุด (Mishaal bint Fahd bin Mohammed Al Saud) พระนัดดาของ มูฮัมหมัด บิน อับดุลอาซิซ อัล ซาอุด มกุฏราชกุมารแห่งซาอุดีอาระเบีย

ภาพจาก ميم | مجلة المرأة العربية

โศกนาฏกรรมครั้งนี้ เริ่มขึ้นช่วงทศวรรษที่ 70 เจ้าหญิงขอร้องให้ครอบครัวส่งพระองค์ไปเรียนที่เลบานอน แต่เมื่อไปถึงแล้วทรงตกหลุมรักชายหนุ่มที่ชื่อคาเล็ด หลานชายของเอกอัครราชทูตซาอุดีอาระเบียประจำเลบานอน และเริ่มมีความสัมพันธ์แบบลับๆ เมื่อทั้งคู่เดินทางกลับไปยังซาอุดีอาระเบียแล้วก็ยังแอบพบกันตามลำพังในหลายครั้ง จนกระทั่งถูกจับได้ และมีการตั้งข้อหาล่วงประเวณีโดยมิได้ผ่านการสมรส

เจ้าหญิงพยายามหลบหนี โดยปล่อยข่าวว่าจมน้ำตายเพื่ออำพรางตัวเอง จากนั้นพยายามหนีจากประเทศพร้อมกับคาเล็ด โดยปลอมตัวเป็นผู้ชาย แต่ถูกเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองจำได้ จึงถูกจับตัวไว้ที่สนามบินเจดดาห์ แล้วถูกส่งกลับไปหาครอบครัว

จากข้อมูลของ NY Times และหนังสือของ Brenchley ระบุว่า ทั้งคู่ถูกประหารชีวิตที่เมืองเจดดาห์ ในวันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2520 โดยลานประหารอยู่ที่สวนสาธารณะด้านข้างของอาคารที่ระลึกสมเด็จพระราชินี เจ้าหญิงถูกปิดตา และจับให้คุกเข่า และเพราะเจ้าหญิงนำความเสื่อมเสียมาสู่ราชวงศ์ ดังนั้นพระอัยกา (ปู่) ซึ่งเป็นสมาชิกอาวุโสของพระราชวงศ์ จึงเป็นผู้สั่งการประหารด้วยตัวเอง

ส่วน คาเล็ด หลังจากถูกบังคับให้ดูการประหารชีวิตของเจ้าหญิง จึงค่อยถูกตัดศีรษะด้วยดาบ เชื่อว่าผู้ลงมือเป็นหนึ่งในพระญาติฝ่ายชายของเจ้าหญิง แต่กว่าจะตัดศีรษะของเขาได้ ต้องลงดาบถึง 5 ครั้งกว่าจะสำเร็จ เพราะเพชฌฆาตไม่ใช่มืออาชีพ

ต่อมาแอนโทนี โธมัส (Antony Thomas) ผู้กำกับภาพยนต์อิสระ ได้ทำการสืบสวนข้อมูล และถ่ายทอดเรื่องนี้เป็นภาพยนต์สารคดีเรื่อง Death of a Princess แพร่ภาพเมื่อวันที่ 8 เมษายน 1980 มีข้อมูลว่า สมเด็จพระราชาธิบดีคอลิด บิน อับดัลอะซีซ อาล ซะอูด กษัตริย์ซาอุดีอาระเบียในขณะนั้น ทรงเสนอเงินให้ถึง 11 ล้านเหรียญสหรัฐ แก่สำนักข่าว PBS เพื่อยุติการฉาย

ภาพจาก YouTube

แอนโทนี โธมัส ชี้ว่า จากข้อมูลที่เขาได้รับ การประหารเจ้าหญิงและคนรักไม่ได้ปฏิบัติตามกฎหมาย ไม่มีการพิจารณาคดี และการประหารมีขึ้นในลานจอดรถของสวนสาธารณะแทนที่จะเป็นลานประหารตามกฎหมาย ขณะที่ผู้เขียนหนังสือเรื่อง Death of a Princess บอกว่า เป็นการประหารเพื่อลบล้างความอดสูของราชวงศ์และทำกันในลานจอดรถ

ตามปกติแล้ว เนื่องจากข้อหามีสัมพันธ์ก่อนการสมรสหรือการมีชู้มีโทษที่หนักหน่วงมาก จะต้องมีการสอบสวนอย่างละเอียดและมีการปกป้องผู้หญิงที่ถูกกล่าวโทษด้วยข้อหานี้ จนกว่าจะมีการพิสูจน์ให้แน่ชัด และผู้ถูกกล่าวหาสารภาพผิด 4 ครั้งต่อหน้าตุลาการ และมักไม่มีผู้ที่ตกเป็นนักโทษจากข้อหานี้

สำหรับกระบวนการตัดศีรษะตามตัวบทกฎหมายนั้น ตามปกติจะเริ่มขึ้นประมาณ 9.00 น. บุคคลที่จะถูกประหารนั้นถูกพาไปยังจัตุรัสใจกลางเมือง ซึ่งใช้เป็นตะแลงแกงชั่วคราว จากนั้นคุกเข่าต่อหน้าผู้บังคับคดี เพชฌฆาตจะเงื้อดาบซุลตาน (sulthan) ฟันลงที่คอของนักโทษโทษให้ศีรษะออกจากร่าง หลังจากเจ้าหน้าที่ประกาศว่านักโทษเสียชีวิตอย่างเป็นทางการแล้ว ตำรวจจึงจะประกาศความผิดที่บุคคลดังกล่าวได้กระทำลงไป และหลังจากนั้นกระบวนการการประหารถือเป็นอันเสร็จสิ้น แต่เจ้าหน้าที่อาจประกาศความผิดก่อนจะตัดศีรษะก็ได้ เพชฌฆาตชั้นดีอาจจะตัดศีรษะนักโทษได้ถึง 10 คนในวันเดียว

มูฮัมหมัด ซาออัด อัลเบชี เพชฌฆาตอันดับต้นๆ ของซาอุดีอาระเบียให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว Arab News เมื่อปี 2003 ว่า ก่อนการประหารชีวิตเขาจะไปเยี่ยมครอบครัวของเหยื่อ เพื่อขออภัยแทนอาชญากร หากครอบครัวของเหยื่อให้อภัย อาชญากรก็จะได้รับการยกเว้นโทษประหาร แต่หากไม่ให้อภัย จะดำเนินการประหาร ก่อนจะลงดาบเขาจะบอกให้นักโทษท่องชะฮาดะฮ์ หรือบทประกาศความเชื่อในศาสนาอิสลาม เขาบรรยายว่า “นักโทษจะถูกมัดและปิดตา ผมจะฟันดาบลงในจังหวะ ศีรษะของเขาจะกลิ้งไปหลายเมตร … ผู้คนต่างพากันประหลาดใจ (ที่ดาบ) สามารถสามารถตัดศีรษะออกจากร่างกายอย่างรวดเร็ว”

ภาพปกจากعجائب وغرائب

อ้างอิง

Niblock, Tim (2015). “State, Society, and Economy in Saudi Arabia”. Routledge.

Laffin, John (1979). “The dagger of Islam”. Sphere. p. 48.

Laube, Lydia (1991). “Behind the Veil: An Australian Nurse in Saudi Arabia”. Wakefield Press. p. 156.

Hays, Constance L. (26 November 1988). “Mohammed of Saudi Arabia Dies; Warrior and King-Maker Was 80” – via NYTimes.com.

Brenchley, Frank (1 January 1989). “Britain and the Middle East: Economic History, 1945-87”. I.B.Tauris – via Google Books.

Laube, Lydia (1991). “Behind the Veil: An Australian Nurse in Saudi Arabia”. Wakefield Press. p. 156.

Weston, Mark (28 July 2008). “Prophets and Princes: Saudi Arabia from Muhammad to the Present”. John Wiley & Sons

ขะ ขะ แข็งแกร่ง!!! อาร์โนลด์บอกเพิ่งรู้ว่าโดนถีบตอนดูคลิป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/589526

  • วันที่ 19 พ.ค. 2562 เวลา 17:16 น.

ขะ ขะ แข็งแกร่ง!!! อาร์โนลด์บอกเพิ่งรู้ว่าโดนถีบตอนดูคลิป

คนเหล็กวัย 71 ปีย้ำกับแฟนๆ ว่าอย่าแชร์คลิป เดี๋ยวผู้ก่อเหตุจะดังสมใจ

จากกรณีที่อาร์โนลด์ ชวาร์เซเน็กเกอร์ ถูกชายชาวแอฟริกันกระโดดถีบ 2 เท้าเข้าใส่หลังของเขาเต็มๆ ระหว่างไปร่วมงานอีเวนต์ที่แอฟริกาใต้ แม้ว่าชาวโลกจะรู้สึกเป็นกังวล และประณามการกระทำของชายดังกล่าว แต่เจ้าตัวบอกว่า ไม่ได้รู้สึกว่ากำลังถูกถีบเลย

จากคลิปมุมมองด้านหลังจะเห็นว่า อาร์โนลด์กำลังถ่ายคลิปด้วยมือถือ จู่ๆ ผู้ชายคนหนึ่งก็กระโดดถีบเข้ากลางหลังแบบ drop-kick แต่ถูกรวบตัวได้ทันควัน

ในเวลาต่อมาคนเหล็กวัย 71 ปีโพสต์ข้อความในทวิตเตอร์ บอกว่า “ขอบคุณสำหรับความกังวลพวกคุณ แต่ไม่มีอะไรต้องกังวล ผมคิดว่าผมถูกฝูงชนกระแทกเสียอีก ซึ่งเกิดขึ้นอยู่บ่อยๆ ผมเพิ่งรู้ว่าผมถูกถีบเอาก็เมื่อผมเห็นวิดีโอเหมือนกับพวกคุณทุกคนนั่นแหละ ผมแค่ดีใจที่คนงี่เง่าไม่ได้ขัดจังหวะตอนถ่าย Snapchat ของผม”

นอกจากนี้ อาร์โนลด์ ยังโพสต์ต่อมาด้วยว่า “ช่วยผมสักอย่างได้ไหม แทนที่จะแชร์วิดีโอของคนที่อยากจะดัง ขอให้พวกคุณช่วยดูคลิปนักกีฬาในงาน @ArnoldSports ของเรา นักกีฬาอย่างฮีโร่หนุ่มคนนี้ พิสูจน์ให้เห็นว่าการออกกำลังกายนั้นเหมาะสำหรับทุกคน พวกเขาต่างหากสมควรได้รับชื่อเสียง และพวกเขาอยู่ใน Snapchat ของผมด้วย”

คนเหล็กผู้แข็งแกร่งจนไม่รู้สึกถึงแรงกระแทก ยังย้ำด้วยว่า “และถ้าคุณต้องแชร์คลิป (ผมก็เข้าใจหรอกนะ) ให้เบลอหน้าคนถีบ โดยไม่ต้องเปิดเสียงตะโกนของผู้ชายคนนั้น เขาจะได้ไม่ดังอย่างที่เขาอยากจะเป็น”

Photo by Michele Spatari / AFP)