จีนสั่งทำลายพระพุทธรูปอย่างขนานใหญ่ทั่วประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/589512

  • วันที่ 19 พ.ค. 2562 เวลา 14:31 น.

จีนสั่งทำลายพระพุทธรูปอย่างขนานใหญ่ทั่วประเทศ

เว็บไซต์ bitterwinter.org รายงานว่า ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา รัฐบาลจีนสั่งทำลายพระพุทธรูปขนาดใหญ่หลายองค์ รวมถึงวัดที่ทำการสร้างรูปเคารพบูชาทางศาสนาที่มีขนาดใหญ่เกินไป เช่น ในเดือนมีนาคม 2018 มีการสั่งให้ทำลายพระพุทธรูปใหญ่ที่ภูเขาเซียงหยวน เมืองฉางจื้อ มณฑลซานซี ซึ่งสร้างมานานถึง 10 ปีแล้ว และมีงบประมาณถึง 380 ล้านหยวน ล่าสุดพระพุทธรูปถูกรื้อเป็นชิ้นๆ เแล้ว

นอกจากนี้ ยังมีคำสั่งทำลายรูปพระอรหันต์ 800 องค์ ที่สร้างขึ้นใหม่ในวัดชิงเหยียน เมืองจินโจว มณฑลจี๋หลิน ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งวัดแห่งนี้มีชื่อเสียงในเรื่องพระอรหันต์ที่สลักจากหิน ตั้งอยู่เรียงรายตามไหล่เขา จนได้รับฉายาว่า “ภูเขาอรหันต์อันดับหนึ่งของจีน”

แต่ในเดือนกันยายน 2018 ทางการจินโจวสั่งให้รื้อถอนรูปพระอรหันต์ทั้ง 800 องค์ออกไป ซึ่งทางวัดต้องปฏิบัติตาม โดยการรื้อถอนใช้เวลากว่าหนึ่งเดือนและเสียค่าใช้จ่ายมากกว่า 500,000 หยวน จนล่าสุดเหลือแต่ฐานพระ แม้แต่ตัวอักษรที่แกะสลักไว้บนฐานเพื่อบอกว่าเป็นพระอรหันต์องค์ไหนก็ถูกแซะออกไป ขณะที่รูปพระอรหันต์ที่ถูกรื้อไป ถูกนำไปห่อด้วยผ้าสีเหลืองคลุมไว้ ทิ้งไว้ที่ฟาร์มเพาะพันธุ์สุนัขแห่งหนึ่ง

นอกจากนี้ ในเดือนกันยายน 2018 พระพุทธไสยาสน์ความยาว 24 เมตร ถูกรื้อถอนไปออกจากวัดหลิงเป่าในเมืองหุนชุน มณฑลจี๋หลิน โดยระบุว่าการรื้อถอนนี้ก็เพราะไม่ต้องการเห็นพระพุทธรูปนอนตากแดดตากฝน

ในเดือนพฤศจิกายน ทางการส่านซี สั่งให้ทำลายรูปพระโพธิสัตว์กวนอิม ที่วัดเถี่ยฝอ ซึ่งเป็นรูปสลักความสูงหลายสิบเมตร แต่ล่าสุดถูกทำลายเป็นชิ้นๆ แล้ว แม้ว่านักธุรกิจท้องถิ่นจะเสนอแลกเงิน 2,000,000 หยวนกับรัฐบาลเพื่อให้รักษารูปบูชานี้ไว้ แต่ทางการไม่ยินยอม

เดือนมกราคมปีนี้ (2019) มีคำสั่งใหรื้อพระพุทธรูปหลวงพ่อโต และพระพุทธรูปบริวารอีก 11 องค์ ที่ทำจากทองแดงหนัก 70 ตันที่ มูลค่า 5,000,000 หยวน วัดซานจู๋เซียง เมืองอันหนิง มณฑลยูนนาน

ในเดือนเมษายนปีนี้ ทางการสั่งให้รื้อพระพุทธรูปยืนสูง 10 เมตรออกจากวัดหย่งหนิงซึ่งตั้งอยู่ในเขตเหวินเซิง มณฑลเหลียวหนิง

ล่าสุด ในเดือนพฤษภาคมนี้ มีรายงานว่า มีคำสั่งให้ทำลายรูปพระโพธิสัตว์กวนอิม ความสูงถึง 20 เมตรที่วัดเซี่ยวไจ้ มณฑลส่านซี มูลค่าการก่อสร้าง 9 ล้านหยวน นอกจากนี้ยบังมีการแซะและขูดทำลายรูปสลักนูนต่ำที่เกี่ยวข้องกับพุทธศาสนาตามสถาปัตยกรรมของวัดที่สร้างขึ้นมาใหม่ด้วย

ภาพปก Bitter Winter

โบอิ้งยอมรับแล้ว ระบบซ้อมการบินบกพร่อง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/589496

  • วันที่ 19 พ.ค. 2562 เวลา 11:54 น.

โบอิ้งยอมรับแล้ว ระบบซ้อมการบินบกพร่อง

กว่าจะแจกจ่ายระบบที่แก้ไขใหม่ของ737 MAXให้สายการบินนำไปใช้ได้ก็ต้องรอถึงปลายปีนี้

บริษัทโบอิ้งยอมรับว่า ต้องทำการแก้ไขข้อบกพร่องในซอฟต์แวร์จำลองการบิน 737 MAX ที่ใช้ในการฝึกนักบิน หลังจากเกิดอุบัติเหตุร้ายแรง 2 ครั้งที่เกี่ยวข้องกับเครื่องบินรุ่นดังกล่าว จนมีผู้เสียชีวิต 346 คน แต่โบอิ้งไม่ได้ระบุว่า ทราบว่ามีปัญหาดังกล่าวเมื่อใดและแจ้งให้หน่วยงานกำกับดูแลทราบหรือไม่

คำแถลงในครั้งนี้ นับเป็นครั้งแรกที่โบอิ้งยอมรับว่ามีข้อบกพร่องด้านการออกแบบซอฟต์แวร์ที่เชื่อมโยงกับเครื่องบินรุ่น 737 MAX โดยซอฟต์แวร์ป้องกันแผง MCAS ของเครื่องรุ่นนี้ ต้องสงสัยว่าอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เครื่องของสายการบินเอธิโอเปียตกลงเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา

จากข้อมูลของโบอิ้ง ทำให้ทราบว่าซอฟต์แวร์จำลองการบินไม่สามารถกำหนดเงื่อนไขการบินจำลองบางอย่างที่คล้ายคลึงกับสถานการณ์ความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับสายการบินเอธิโอเปียในเดือนมีนาคม 2018 หรือความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับไลอ้อนแอร์ในเดือนตุลาคมปี 2018

บริษัท กล่าวว่าการแก้ไขระบบล่าสุดจะช่วยปรับปรุงการจำลองแรงกดบน trim wheel ด้วยระบบแมนนวล ซึ่งเป็นล้อแบบแมนนวลสำหรับควบคุมมุมของเครื่องบิน แต่ไม่ค่อยได้ใช้งานกัน

อย่างไรก็ตาม สายการบินต่างๆ เช่น American Airlines และ Southwest Airlines ที่มีเครื่องบินรุ่น 737 MAX ใช้งานจำนวนหลายลำ เปิดเผยกับสำนักข่าว AFP ว่ากว่าจะได้รับระบบจำลองการบินที่ปรับปรุงใหม่ ก็คือช่วงปลายปีหรือราวเดือนธันวาคม และแหล่งข่าวเผยว่า มีเพียง Air Canada เท่านั้นที่มีระบบจำลองการบินของเครื่องรุ่นนี้

เครื่องบินรุ่นดังกล่าวถูกจอดทิ้งไว้ทั่วโลก หลังจากเกิดอุบัติเหตุครั้งใหญ่ถึง 2 ครั้งในเวลาไล่เลี่ยดัน เพื่อรอการอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแลของสหรัฐอเมริกาและหน่วยงานระหว่างประเทศ ก่อนที่จะนำกลับไปให้บริการได้อีกครั้ง

จีนเตือนสหรัฐ “อย่าทำลายความสัมพันธ์มากไปกว่านี้”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/589490

  • วันที่ 19 พ.ค. 2562 เวลา 10:48 น.

จีนเตือนสหรัฐ "อย่าทำลายความสัมพันธ์มากไปกว่านี้"

รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศจีนเตือนสหรัฐอย่าทำลายความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไปมากกว่านี้ เตือนจะสูญเสียประโยชน์ทั้งคู่หากขัดแย้งกัน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายหวัง อี้ รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศจีน ได้สนทนาทางโทรศัพท์กับนายไมค์ ปอมเปโอ รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐเมื่อวันเสาร์ โดยระบุว่า จีนไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับคำพูดและการกระทำของสหรัฐที่คุกคามผลประโยชน์ของจีนในหลายภาคส่วน ซึ่งรวมถึงการใช้มาตรการทางการเมืองเล่นงานธุรกิจจีนที่ดำเนินงานตามปกติ

“เราขอเตือนสหรัฐว่าอย่าทำเกินไป และสหรัฐควรเปลี่ยนท่าทีโดยเร็วที่สุดเพื่อหลีกเลี่ยงการทำลายความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมากไปกว่านี้”นายหวังกล่าว

รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศจีนกล่าวอีกว่า ประวัติศาสตร์และข้อเท็จจริงแสดงให้เห็นแล้วว่า จีนกับสหรัฐจะได้ประโยชน์ทั้งคู่เมื่อร่วมมือกัน และจะสูญเสียทั้งคู่เมื่อขัดแย้งกัน ดังนั้น ความร่วมมือจึงเป็นทางเลือกเดียวที่ถูกต้องเหมาะสมสำหรับทั้งสองฝ่าย

“จีนปรารถนาที่จะแก้ไขความแตกต่างทางการค้าและเศรษฐกิจด้วยการเจรจาและการปรึกษาหารือกัน แต่ต้องอยู่บนพื้นฐานของความเท่าเทียมกัน”นายหวังกล่าว

ภาพ เอเอฟพี

กรัมปี้แคท เจ้าเหมียวหน้าบึ้งที่รวยพันล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/589471

  • วันที่ 18 พ.ค. 2562 เวลา 18:00 น.

กรัมปี้แคท เจ้าเหมียวหน้าบึ้งที่รวยพันล้าน

โดย จารุณี นาคสกุล

คนรักแมวคงจะทราบข่าวกันแล้วว่าเจ้ากรัมปี้แคท (Grumpy Cat) แมวหน้าบึ้งที่เป็นเซเลบมีคนรู้จักไปทั่วโลก ได้จากโลกนี้ไปแล้วในวัย 7 ปี ด้วยอาการระบบทางเดินปัสสาวะติดเชื้อ เมื่อวันที่ 14 ที่ผ่านมา ตามที่ ทาบาธา บันเดเซน เจ้าของของมันแจ้งผ่านทวิตเตอร์ วันนี้เราจะมาย้อนประวัติความดังของเจ้าเหมียวเซเลบหน้าบึ้งตัวนี้กัน

กรัมปี้แคท มีชื่อจริงว่า ทาดาร์ซอส เป็นแมวเพศเมียลูกผสมระหว่างแมวสามสีจากทางแม่ ส่วนเชื้อสายทางพ่อ บันเดเซน เจ้าของของมันก็ไม่แน่ใจแต่เธอเชื่อว่าน่าจะเป็นเปอร์เซีย แร็กดอลล์ หรือไม่ก็สโนว์ชู มันเกิดเมื่อวันที่ 4 เม.ย. 2012 ที่เมืองมอร์ริสทาวน์ รัฐแอริโซนาของสหรัฐ โดยมีโรคประจำตัวคือโรคแคระและขากรรไกรล่างยื่น ทำให้หน้าของมันมีความผิดปกติจนดูเหมือนกับทำหน้าบูดบึ้งอยู่ตลอดเวลา จนกลายเป็นเอกลักษณ์ประจำตัว

คริสตัล ลูกสาวของบันเดเซนคิดว่าสีขนของเจ้ากรัมปี้เหมือนกับสีของทาร์ทาร์ซอส เลยตั้งชื่อนี้ให้ แต่เธอสะกดผิดจึงเพี้ยนมาเป็นทาดาร์ซอส

ทาดาร์ซอสใช้ชีวิตเหมือนแมวปกติทั่วไป จนกระทั่งไบรอันน้องชายของบุนเดเซนโพสต์ภาพหน้าบึ้งๆ ของมันลงในเว็บไซต์ Reddit เมื่อเดือน ก.ย. 2012 ที่เป็นจุดเปลี่ยนในชีวิตของแมวตัวนี้ ด้วยหน้าตาที่ไม่เหมือนแมวทั่วไปทำให้คนในโลกโซเชียลคิดว่าภาพที่ไบรอันโพสต์เป็นภาพตัดต่อ จึงเกิดมีมล้อเลียนเจ้าทาดาร์ซอสเผยแพร่ไปทั่วอินเทอร์เน็ต ทั้งเฟซบุ๊คและทวิตเตอร์ โดยมีภาพหนึ่งที่โพสต์ในเว็บไซต์ Imgur มีคนดูถึง 1,030,000 คน ภายใน 48 ชั่วโมง

 

เมื่อถูกเข้าใจผิดว่าตัดต่อภาพ ในวันเดียวกันบุนเดเซนได้โพสต์คลิปลงในยูทูบเพื่อพิสูจน์ให้โลกโซเชียลเห็นว่านั่นคือหน้าของเจ้าทาดาร์ซอสจริงๆ ไม่เคยผ่านการตัดต่อใดๆ ปรากฏว่าคลิปนี้มียอดคลิกแตะหลักล้านครั้งในชั่วพริบตา ไม่นานจากนั้นบุนเดเซนก็เปิดบัญชีอินสตาแกรมเพื่อโพสต์รูปใบหน้าที่น่ารักแบบกวนๆ ของทาดาร์ซอส จนมีแฟนคลับมากมายไม่ต่างจากคนดัง ตำนานของกรัมปี้แคทจริงเริ่มขึ้น โดยชื่อกรัมปี้แคทก็เป็นชื่อที่โลกออนไลน์ตั้งให้จากหน้าตาที่เหมือนกับทำหน้าบูดบึ้งตลอดเวลาของมัน แต่เจ้าของหรือทาสของมันบอกว่าจริงๆ แล้วกรัมปี้แคทมีความสุขและขี้เล่นเหมือนกับแมวตัวอื่นๆ นี่แหละ

หลังจากโด่งดังในคลิปวันนั้น ก็มีคนต่อสายมาติดต่องานของเจ้ากรัมปี้แคทไม่หยุด จนบุนเดเซนต้องลาออกจากการเป็นพนักงานเสิร์ฟเพื่อมาเป็นผู้จัดการให้กับเจ้าเหมียวของเธอ กรัมปี้แคทประเดิมงานชิ้นแรกของซุปตาร์ด้วยการไปร่วมงานเทศกาลภาพยนตร์และดนตรี South by Southwest Interactive Festival ที่เมืองออสตินในรัฐเทกซัสเมื่อปี 2013 โดยมีบรรดาทาสแมวยืนต่อแถวเพื่อรอเซลฟี่กับมันเป็นชั่วโมง

กรัมปี้แคทในงาน MTV Movie Awards ที่ลอสแองเจลิส ภาพ : Photo by Frederic J. BROWN/AFP

เมื่อขึ้นแท่นเป็นเซเลบแล้ว กรัมปี้แคทก็เริ่มเดินสายโชว์ตัว ไม่ว่าจะเป็นการออกรายการโทรทัศน์ดังๆ  เช่น Good Morning America, American Idol ร่วมเดินพรมแดงในงานประกาศรางวัล MTV Movie Awards การออกหนังสือเล่มแรกในปี 2013 เรื่อง Grumpy Cat: A Grumpy Book ตามด้วย The Grumpy Guide To Life: Observations By Grumpy Cat ซึ่งเล่มหลังติดอันดับ 3 หนังสือขายดีประเภทฮาวทูของนิวยอร์กไทม์ส

นอกจากนี้ กรัมปี้แคทยังฝากผลงานไว้ในภาพยนตร์เรื่อง Grumpy Cat’s Worst Christmas Eve ที่ดึงดูดคนดู 1.7 ล้านคนในวันที่ 29 พ.ย.ที่ลงโรงฉายและเป็นอีเว้นท์ที่มีการทวีตมากที่สุดในวันเดียวกัน แถมเจ้าเหมียวหน้าบึ้งตัวนี้ยังมีหุ่นขี้ผึ้งในพิพิธภัณฑ์มาดามทุสโซในซานฟรานซิสโกเคียงข้างคนดังระดับโลก รวมไปถึงแบรนด์สินค้าต่างๆ เช่น กาแฟ รองเท้า เสื้อยืด เรียกว่ากวาดแทบจะทุกงานที่คนดังเขาทำกัน

ปัจจุบันนี้กรัมปี้แคทมีแฟนคลับในอินสตาแกรม 2.4 ล้านฟอลโลเวอร์ ทวิตเตอร์ 1.5 ล้านฟอลโลเวอร์ และเฟซบุ๊คอีก 8.5 ล้านไลค์

มีการคาดการณ์กันว่าหลังจากเป็นซุปตาร์ดัง กรัมปี้แคทสร้างรายได้ให้เจ้าของเกิน 100 ล้านเหรียญสหรัฐ จากทั้งการไปปรากฏตัวในรายการต่างๆ ลิขสิทธิ์หนังสือ การเป็นนางแบบ ซึ่งอาจจะมากกว่านักแสดงฮอลลีวูดบางคนเสียด้วย แต่เมื่อปี 2014 บุนเดเซน ยืนยันกับหนังสือพิมพ์ฮัฟฟิงตันโพสต์ว่าตัวเลขที่พูดๆ กันนั้นไม่ถูกต้อง แต่กลับไม่ยอมบอกว่ามากไปหรือน้อยไป

รายได้นี้ยังไม่รวมกับค่าเสียหายที่ศาลสั่งให้บริษัทผู้ผลิตกาแฟ “กรัมปูชิโน” จ่ายให้บุนเดเซนอีก 710,000 เหรียญสหรัฐ หรือ 22.598 ล้านบาท เมื่อปีที่แล้ว จากคดีที่บริษัทดังกล่าวใช้ภาพของกรัมปี้แคททำการค้านอกเหนือจากที่ตกลงกันไว้อีก

บุนเดเซน ยังเผยอีกว่า กรัมปี้แคทเข้ามาเปลี่ยนชีวิตของเธอและคนในครอบครัวอย่างสิ้นเชิง “เมื่อก่อนฉันเป็นพนักงานเสิร์ฟมา 10 ปี รายได้ชักหน้าไม่ถึงหลัง แต่ตอนนี้ฉันได้เดินทางไปกับเจ้าเหมียวตัวนี้ ได้ใช้เวลากับลูกสาวและน้องชายเพิ่มขึ้น จากที่เมื่อก่อนเจอกันครั้งสองครั้งในรอบ 10 ปี แต่ตอนนี้เจอกันอย่างน้อย 2 เดือนครั้ง”

และมันยังเปลี่ยนชีวิตมนุษย์อีกหลายคนที่ได้เห็นหน้าบึ้งๆ แต่น่ารักของมันแล้วมีรอยยิ้มด้วย

เรื่องน่ารู้เลือกตั้งออสเตรเลีย 2019

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/589473

  • วันที่ 18 พ.ค. 2562 เวลา 17:43 น.

เรื่องน่ารู้เลือกตั้งออสเตรเลีย 2019

ออสเตรเลียปิดหีบเลือกตั้งแล้ว ประเด็นสิ่งแวดล้อมตัวชี้ขาดเก้าอี้นายกฯ

วันนี้ 18 พ.ค. ออสเตรเลียมีการจัดการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งทั่วไประหว่างสองพรรคใหญ่คือพรรคเสรีนิยมออสเตรเลียที่มีแกนนำคือนายสก็อตต์ มอร์ริสัน นากยกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน กับผู้ท้าชิงจากพรรคแรงงานคือนาย นายบิลล์ ชอร์เทน

ทั้งสองพรรคต้องชิงให้ได้เสียงในสภาผู้แทนราษฏรอย่างน้อย 76 เสียงมีสิทธิชนะและจัดตั้งรัฐบาล

 

ซ้าย สก็อตต์ มอร์ริสัน ขวา บิลล์ ชอร์เทน

รายงานระบุว่าการปิดหีบมีขึ้นตั้งแต่เวลา 18.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น หรือตรงกับเวลา 15.00 น. ตามเวลาประเทศไทย โดยขณะนี้ (เวลา 17.44 น. ตามเวลาไทย) พบว่าการมีการนับคะแนนผลการเลือกตั้งในทุกรัฐแล้ว โดยคะแนนอยู่ระหว่างการขับเคี่ยวกันอย่างสูสีของทั้งสองพรรค

ผลสำรวจครั้งสุดท้ายก่อนการนับคะแนนคาดว่า พรรคแรงงานของนาย บิลล์ ชอร์เทน จะมีคะแนนนำพรรคเสรีนิยมของสก็อตต์ มอร์ริสัน อยู่ที่ 51.5 ต่อ 48.5 โดยพบว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ประเด็กเรื่องสิ่งแวดล้อมและโลกร้อนเป็นประเด็นสำคัญที่ชี้ขาดถึงผู้ชนะที่จะได้ครองตำแหน่งเก้าอี้นายกแดนจิงโจ้ นับเป็นประเด็นแรกของโลกที่มีการชูประเด็นดังกล่าวเป็นหัวข้อหลักในการเลือกตั้ง

แม้ขณะนี้ผลคะแนนยังไม่เป็นที่แน่ชัด โพสต์ทูเดย์ขอนำเสนอเรื่องน่ารู้ของการเลือกตั้งในออสเตรเลียครั้งนี้ที่น่าสนใจแก่ท่านผู้อ่าน

  • บังคับลงคะแนน

ออสเตรเลียเป็นในไม่กี่ประเทศในโลกที่บังคับประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งต้องไปลงคะแนนใช้สิทธิ หากพบว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่ไปลงคะแนนจะมีโทษปรับที่ 20 ดอลลาร์ออสเตรเลีย (ราว 430 บาท) และหากผู้มีสิทธิลงคะแนนไม่ชำระค่าปรับในเวลาที่กำหนด ค่าปรับอาจพุ่งสูงถึง 180 ดอลลาร์ออสเตรเลีย (เกือบ 4,000 บาท) และหากยังปฏิเสธที่จะจ่ายเงิน อาจมีการลงโทษอื่นๆตามกฎของกกต.ออสเตรเลีย เช่นถูกสั่งห้ามเข้าถึงบริการชุมชนในบางกรณี หรือเป็นไปตามการตัดสินของศาล

 

  •  ประเทศใหญ่ ประชากรเบาบาง

ออสเตรเลียถูกจัดเป็นทั้งทวีปและประเทศ ครอบคลุมพื้นที่กว่า 7 ล้านตารางกิโลเมตร นับเป็นประเทศใหญ่ที่สุดอันดับ 6 ของโลก จำนวนประชากรมากถึง 25 ล้านคน แต่มีจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งเพียงแค่ 16 ล้านคน กระจายอยู่ตามเมืองใหญ่และพื้นที่ห่างไกลทั่วประเทศ กกต.ออสเตรเลียมีการจัดหน่วยลงคะแนนมากถึง 7,000 หน่วยในการเลือกตั้งครั้งนี้เพิ่มถึง 500 หน่วยจากการเลือกตั้งครั้งก่อน

ในบางหน่วยมีการจัดตั้งหน่วยลงคะแนนไกลถึงดินแดนขั้วโลกใต้ซึ่งเป็นที่ตั้งศูนย์วิจัยของรัฐบาลในดินแดนแอนตาร์กติกา ความน่ารักอีกอย่างหนึ่งของการเลือกตั้งในออสเตรเลียคือ บรรดาเจ้าหน้าที่ในบางหน่วยเลือกตั้งมีการตั้งเตาบาร์บีคิวพร้อมเตรียมอาหารไว้บริการผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งด้วย

  • ใช้นายกฯเปลือง

การเมืองออสเตรเลียค่อนข้างได้ชื่อว่าใช้นายกรัฐมนตรี”เปลือง”ที่สุดประเทศหนึ่ง ในระยะเวลาเพียง 10 ปีที่ผ่านมานี้ ออสเตรเลียเปลี่ยนนายกรัฐมนตรีไปแล้วถึง 5 คน เหตุผลในการเปลี่ยนนายกฯมักจะมาจากประเด็น”ภาวะผู้นำ” และความ “ภักดี” ภายในพรรคการเมืองและของรัฐบาลเอง

  • สิ่งแวดล้อมกระทบการเมือง

การเลือกตั้งครั้งนี้นับเป็นครั้งแรกของโลกเลยก็ว่าได้ ที่มีการชูประเด็นสิ่งแวดล้อมเป็นประเด็นหลักที่ชี้ชะตาผู้นั่งเก้าอี้นายกคนต่อไป ตลอดปี 2018 ที่ผ่านมาออสเตรเลียประสบปัญหาความแห้งแล้งรุนแรงในหลายพื้นที่ ไฟป่าเผาพลาญพื้นที่เกษตรกรรมจนถึงกระทบไปยังที่อยู่อาศัยของบรรดาสัตว์ป่า

ช่วงปลายปีทีผ่านมาออสเตรเลียพบการทำลายสถิติอุณหภูมิร้อนจัดในหลายพื้นที่ จุดประเด็นเรื่องความล้มเหลวในการจัดการปัญหาเหล่านี้ของรัฐบาลพรรคเสรีนิยม ในการจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อมและการสร้างความมั่นคงทางพลังงานร่วมถึงการปล่อยค่ามลพิษของบรรดาบริษัทเหมืองแร่ ซึ่งเป็นฝ่ายสนับสนุนพรรคริเบอรัล

ขณะที่พรรคแรงงานซึ่งชูประเด็นเรื่องกรีนเอเนอจี และสิ่งแวดล้อมสีเขียวก็ได้โจมตีท่าทีของรัฐบาลพรรคริเบอรัลในประเด็นนี้มาโดยตลอดเช่นกัน ขณะที่ประเด็นรองลงมาที่ชาวออสซี่คาดหวังจากรัฐบาลใหม่คือเศรษฐกิจและปัญหาทางสังคมโดยเฉพาะเรื่องผู้อพยพ

คนไทยในอเมริกาล่ารายชื่อยึดสัญชาติลูกหมอแอร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/589465

  • วันที่ 18 พ.ค. 2562 เวลา 14:30 น.

คนไทยในอเมริกาล่ารายชื่อยึดสัญชาติลูกหมอแอร์

คนไทยในสหรัฐล่าชื่อจี้ทำเนียบขาวปลดสัญชาติลูกหมอแอร์ หลังโพสต์ชวนคนไปคลอดลูกเอาสัญชาติ

จากกรณีที่ พ.ต.ท.พญ.อัญชุลี ธีระวงศ์ไพศาล หรือหมอแอร์ แพทย์ประจำกลุ่มจิตเวชและยาเสพติด อดีตรองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้โพสต์ภาพขณะตั้งครรภ์พร้อมข้อความเชิญชวนคุณแม่ชาวไทยที่สนใจมาคลอดลูกที่สหรัฐอเมริกาเพื่อหวังได้บุตรได้รับสัญชาติอเมริกันโดยอัตโนมัติตามบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญสหรัฐ จนกลายเป็นกระแสที่สังคมวิพากษ์วิจารณ์นั้น

ล่าสุดเพจเฟซบุ๊ก CSI LA เผยว่ามีคนไทยในอเมริกาได้เขียนข้อความในเว็บไซต์ petitions.whitehouse.gov ซึ่งเป็นเว็บไซต์ของทำเนียบขาวที่เปิดให้ประชาชนตั้งกระทู้ร้องเรียนและลงรายชื่อสนับสนุนในประเด็นต่างๆ มีการตั้งกระทู้ล่ารายชื่อในหัวข้อ “US Immigration Fraud by Thai Government Officer” หรือแปลได้ว่า “การโกงการเข้าเมืองสหรัฐของเจ้าหน้าที่รัฐบาลไทย” เมื่อวันที่ 17 พ.ค. 2019

ใจความของเนื้อหาที่ผู้ตั้งกระทู้ล่ารายชื่อดังกล่าวระบุว่า “พ.ต.ท.พญ.อัญชุลี ธีระวงศ์ไพศาล เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลไทยและเป็นบุคคลที่รู้จักกันอย่างดีในโลกโซเชียลมีเดีย ได้เดินทางเข้าสหรัฐด้วยวีซ่าประเภท B-1 VISA ซึ่งเป็นวีซ่าเพื่อการท่องเที่ยว หรือการเดินทางเพื่อติดต่อธุรกิจระยะสั้นๆ โดยมีวัตถุประสงค์เพียงประการเดียวเพื่อให้กำเนิดลูกของเธอในดินแดนสหรัฐเพื่อจะได้รับสัญชาติอเมริกัน

นี่เป็นการฉ้อโกงการตรวจคนเข้าเมืองด้วยการแสดงเจตนาเดินทางมายังสหรัฐแบบผิดวัตถุประสงค์ รวมถึงเธอยังเผยแพร่ข้อความผ่านโซเชียลมีเดียตั้งใจเพื่อมาคลอดลูกยังสหรัฐผ่านการอาศัยคำปรึกษาของผู้ให้บริการทัวร์คุณแม่ในนครไมอามี่

จึงขอร้องเรียนรัฐบาลสหรัฐเพื่อตรวจสอบการกระทำอันผิดกฎหมายและเพิกถอนสัญชาติบุตรของเธอ

ขณะที่การล่ารายชื่อตั้งเป้าผู้ร่วมลงชื่ออยู่ที่ 1 แสนรายชื่อ

เทศกาลหนังเมืองคานส์ อีเว้นต์ที่แฟชั่นถูกพูดถึงมากกว่าหนัง?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/589462

  • วันที่ 18 พ.ค. 2562 เวลา 14:30 น.

เทศกาลหนังเมืองคานส์ อีเว้นต์ที่แฟชั่นถูกพูดถึงมากกว่าหนัง?

หนังพึ่งแฟชั่น แฟชั่นพึ่งหนัง หรือต่างต้องพึ่งพากันงานถึงจะปัง

แต่ละครั้งที่จัดงาน ชื่อของเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ของฝรั่งเศสจะกลายเป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ไปทั่วโลก เพราะนอกจากจะมีดารานักแสดงฮอลลีวูดชื่อดังตบเท้าร่วมงานแล้ว ยังมีบรรดาเซเลบริตี้ที่เป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ของผลิตภัณฑ์ที่เป็นผู้สนับสนุนการจัดงานปรากฏตัวบนพรมแดงอีกไม่น้อย ทำให้เทศกาลนี้อยู่ในหน้าสื่อและโซเชียลมีเดียได้ตลอดระยะการจัดงานกว่า 10 วัน

เทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์จัดขึ้นครั้งแรกเมื่อปี 1946 เพื่อยกย่องผลงานภาพยนตร์จากทั่วทุกมุมโลก ไม่ว่าจะเป็นประเภทอาร์ต อินดี้ สารคดี หรือภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ และเริ่มมีอิทธิพลและบทบาทสำคัญในวงการภาพยนตร์จนขยับขึ้นเป็น 1 ใน 3 ยักษ์ใหญ่เทศกาลภาพยนตร์เคียงคู่กับเทศกาลภาพยนตร์เวนิสของอิตาลี และเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเบอร์ลินของเยอรมนี

แต่นอกจากภาพยนตร์แล้ว ในยุคหลังๆ แฟชั่นได้กลายเป็นส่วนหนึ่งทำให้เทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์เป็นที่พูดถึงในวงกว้าง บางครั้งพูดถึงมากกว่าตัวภาพยนตร์เสียอีก จนเกิดการเรียกขานเทศกาลนี้ว่าเป็นงานแฟชั่นวีค เมื่อปี 2017 ชาบานา อัซมี นักแสดงชาวอินเดียได้โพสต์ภาพของเธอเมื่อครั้งเข้าร่วมเทศกาลภาพยนตร์ที่เมืองคานส์เมื่อปี 1976 ด้วยเสื้อผ้าที่เรียบง่าย พร้อมแคปชั่นว่า “ที่คานส์เมื่อปี 1976 จากภาพยนตร์เรื่อง Nishant  เรียบง่ายที่สุด ภาพยนตร์คือพระเอกไม่ใช่เสื้อผ้า”

หรืออัดนาน มาลิก นักแสดงและผู้กำกับชาวปากีสถาน ที่ทวีตตั้งคำถามว่า “คานส์หันมาสนใจเรื่องแฟชั่นมากกว่าภาพยนตร์ตั้งแต่เมื่อไร โลกโซเชียลพูดถึงแต่เรื่องเสื้อผ้าหน้าผมของคนดัง จะบอกว่าผมเชยก็ได้นะ แต่ผมอยากรู้เรื่องเกี่ยวกับภาพยนตร์หรืองานศิลป์มากกว่า ผมไม่ใช่สายแฟชั่น”

บรรดาสื่อมวลชนจากทั่วโลกนับพันๆ คนล้วนมารวมตัวกันที่งานแห่งนี้เพื่อนำเสนอข่าว บางปีมีสื่อมวลชนลงทะเบียนกว่า 4,500 คน จึงไม่แปลกที่บรรดาผู้สนับสนุนการจัดงานซึ่งมีทั้งแบรนด์เครื่องสำอาง เครื่องประดับ เสื้อผ้าหรูระดับโลก จะอยากให้ชื่อของตัวเองปรากฏในสื่อออกสู่สายตาชาวโลกให้ได้มากที่สุด แฟชั่นจึงขาดไม่ได้สำหรับเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ จนอาจจะกลบกระแสภาพยนตร์ซึ่งเป็นจุดประสงค์หลักไปบ้าง

ภาพ : ANNE-CHRISTINE POUJOULAT/AFP

แต่นอกจากแบรนด์ต่างๆ จะใช้พรมแดงนำเสนอสินค้าของตัวเองแล้ว การเดินพรมแดงเมืองคานส์ยังเป็นเวทีของการแสดงจุดยืนและปัญหาต่างๆ ในสังคม ความเท่าเทียมทางเพศ หรือพลังหญิง อย่างในปี 2015 มีกลุ่มผู้หญิงวัยในช่วงวัย 50 ปี ถูกกีดกันไม่ให้ร่วมงานเปิดตัวภาพยนตร์เรื่อง Carol เพราะไม่ได้สวมรองเท้าส้นสูง เนื่องจากมีปัญหาสุขภาพ แต่กฎเหล็กของเทศกาลนี้คือต้องสวมรองเท้าส้นสูงเท่านั้น เมื่อเรื่องนี้หลุดออกมาผู้จัดงานจึงถูกวิจารณ์ไปตามระเบียบ ในปีต่อมา จูเลีย โรเบิร์ต จึงประท้วงด้วยการเดินพรมแดงด้วยเท้าเปล่าเสียเลย

ภาพ : Alberto PIZZOLI/AFP

และเมื่อปีที่แล้ว คริสเตน สจ๊วต นักแสดงที่โด่งดังจากภาพยนตร์เรื่อง Vampire Twilight ประกาศจุดยืนประท้วงกฎเกณฑ์ที่เข้มงวดสำหรับเซเลบหญิงด้วยการถอดรองเท้าส้นสูงกลางพรมแดงจนเป็นข่าวหน้าหนึ่งไปทั่วโลกเช่นกัน ส่วนอีกวันหนึ่งเธอขยับการประท้วงไปอีกขั้นด้วยการแต่งตัวในลุคแมนๆ ด้วยการสวมเสื้อโค้ทซาตินคล้ายกับทุกซิโด้ของผู้ชาย กางเกงสีดำเข้าชุด และรองเท้าโลฟเฟอร์ ซึ่งเหมือนเป็นการสื่อว่าในเมื่อผู้ชายแต่งตัวสไตล์นี้ได้ แล้วทำไมผู้หญิงจะต้องสวมแต่รองเท้าส้นสูงล่ะ และปรากฏว่าเธอก็ได้เข้างานโดยที่ไม่มีสตาฟฟ์มาขวางไว้

หากมองอีกแง่หนึ่ง แฟชั่นบนพรมแดงก็เป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสีสันและการรับรู้ให้กับเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ และทำให้ชื่อของเทศกาลนี้ปรากฏอยู่ในหน้าสื่อและโซเชียลมีเดียได้อีกนานนับสัปดาห์หลังปิดม่านการแจกรางวัล

ยลโฉมดีไซน์หลังคาวิหารนอร์ทเทอดามสุดแหวกแนว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/589454

  • วันที่ 18 พ.ค. 2562 เวลา 12:55 น.

ยลโฉมดีไซน์หลังคาวิหารนอร์ทเทอดามสุดแหวกแนว

วิหารนอร์ทเทอดามกับหลังคาใหม่หลากหลายดีไซน์และไอเดีย

จากเหตุการณ์ไฟไหม้ของมหาวิหารนอร์ทเทอดามเมื่อช่วงกลางเดือนเมษายนที่ผ่านมา จนส่งผลให้หลังคาของมหาวิหารอายุกว่า 850 ปีได้รับความเสียหายอย่างหนัก

ด้านรัฐบาลฝรั่งเศสโดยประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ได้ประกาศในทันทีหลังเหตุการณ์ไฟไหม้ว่าจะเร่งบูรณะมหาวิหารให้กลับมาสวยงามดังเดิมภายในระยะเวลา 5 ปี หรือให้ทันกับช่วงที่ฝรั่งเศสจะเป็นเจ้าภาพโอลิมปิกฤดูร้อน 2024 พร้อมกันนี้ทางด้าน นายกรัฐมนตรีเอดัวร์ ฟิลิป ของฝรั่งเศส ได้ประกาศเปิดรับข้อเสนอไอเดียการออกแบบส่วนยอดของมหาวิทหารใหม่ที่พังถล่มลงมาจากเหตุไฟไหม้ ด้วยงบประมาณที่ได้รับบริจาคจากหลายภาคส่วนเป็นมูลค่าสูงเกินหลัก 1 พันล้านยูโรแล้ว

บางดีไซน์ก็ดูสวยแปลกตา บางดีไซน์ก็ออกแบบเน้นแนวคิดสิ่งแวดล้อม แต่บางดีไซน์ก็ดูจะแปลกแหวกแนวจะดู”หลุดโลก”ไปสักนิด

หลังคามหาวิหารนอร์ทเทอดามฝีมือของ Vincent Callebaut สถาปนิกชาวเบลเยี่ยมที่หลายคนมองว่าสวยงามและเหมาะสมเป็นตัวเก็งในการได้รับคัดเลือกให้เป็นดีไซน์แบบใหม่ของมหาวิหารอายุ 800 ปีแห่งนี้

ภายในเป็นสวนในเรือนกระจกและทางเดินให้ผู้ชมสามารถชมวิวโดยรอบที่ด้านบนของมหาวิหารได้

ด้าน Ulf Mejergren Architects (UMA) สำนักออกแบบสัญชาติสวีเดนได้เสนอดีไซน์หลังคาของมหาวิหารเป็นสระว่ายน้ำบนรูฟท็อปขนาดใหญ่

สถาปนิก Alexandre Chassang เปิดเผยถึงดีไซน์ยอดวิหารสไตล์โมเดิร์น โดยระบุว่าเป็นโฉมใหม่ของนอร์ทเทอดามในยุคของเรา

 

ขณะที่สำนักออกแบบบางแห่งในฝรั่งเศสก็เสนอให้ออกแบบหลังคาของวิหารใหม่ในลักษณะสวนลอยฟ้า

 

บางดีไซน์ของสำนักออกแบบในสโลวะเกียเสนอให้สร้างยอดวิหารในลักษณะยอดแหลมน้ำหนักเบาที่มีลำแสงพุ่งขึ้นสูงท้องฟ้า เสมือนกำลังขึ้นไปแตะยังดินแดนของพระเจ้า

 

 

ไม่เพียงแค่การออกแบบโดยบรรดาสถาปนิกเท่านั้น แต่ยังมีการเสนอดีไซน์สุดหลุดโลกของบรรดาชาวเน็ตที่เสนอให้เปลี่ยนหลังคาของวิหารเป็นลานจอดรถกลางกรุงปารีส!!

ผู้การเรือรบอังกฤษ ถูกเด้งฟ้าผ่า ฐานนำรถหลวงไปใช้ส่วนตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/589442

  • วันที่ 18 พ.ค. 2562 เวลา 10:55 น.

ผู้การเรือรบอังกฤษ ถูกเด้งฟ้าผ่า ฐานนำรถหลวงไปใช้ส่วนตัว

พลเรือจัตวา นิก คุก พรีสท์ ผบ.เรือรบหลวงควีนเอลิซาเบธ ถูกไล่จากตำแหน่ง หลังเชื่อว่านำรถหลวงไปใช้ส่วนตัวช่วงวันหยุด

สื่ออังกฤษรายงานว่า พลเรือจัตวา นิก คุก พรีสท์  (Commodore Nick Cooke-Priest) ผู้บังคับบัญชาการเรือรบหลวงเอชเอ็มเอส ควีนเอลิซาเบธ (HMS Queen Elizabeth) ของกองทัพเรืออังกฤษ ถูกปลดจากตำแหน่งหลังผลการสอบสวนเชื่อว่าเขานำรถยนต์หลวงไปใช้งานส่วนตัวช่วงวันหยุด

เรื่องดังกล่าวได้รับคำยืนยันจากโฆษกกองทัพเรือที่ยืนยันว่า ขณะนี้พลจัตวาพรีสท์ได้ถูกย้ายไปประจำการในตำแหน่งอื่นแล้ว แต่ถึงอย่างไรก็ดีการสืบสวนหาข้อเท็จจริงยังคงดำเนินต่อไป เนื่องจากมีรายงานของสื่อแห่งอื่นในอังกฤษที่ระบุว่าเหตุผลที่แท้จริงที่พลเรือจัตวาพรีสท์ถูกปลดจากตำแหน่งผบ.เรือนั้นอาจมาจากสาเหตุอื่นที่ไม่ใช่แค่นำรถยนต์หลวงไปใช้ส่วนตัว

รายงานของเดอะเทเลกราฟอ้างแหล่งข่าวในราชนาวีผู้ใกล้ชิดอดีตผบ.เรือผู้นี้ว่า จริงที่เขาเคยเอารถยนต์หลวงไปใช้ส่วนตัว แต่เขาก็จ่ายค่าน้ำมันในส่วนที่นำไปใช้เองทั้งหมด

รายงานระบุว่า พลเรือจัตวาพรีสท์เพิ่งได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้บัญชาการเรือรบหลวงควีนเอลิซาเบธเมื่อเดือนตุลาคม 2018 ที่ผ่านมา และนับเป็นผู้บัญชาการคนแรกของเรือ HMS Queen Elizabeth ซึ่งเป็นเรือบรรทุกเครื่องบินชั้นนำลำใหม่ที่เพิ่งเข้าประจำการในกองทัพเรืออังกฤษ

 

Royal Navy

แหล่งข่าวในกระทรวงกลาโหมอังกฤษเปิดเผยต่อสำนักข่าวบีบีซีว่า จริงอยู่ที่มันเป็นความผิดลหุโทษเกินไปที่จะสั่งปลดเขาจากตำแหน่ง แต่ก็เป็นสิ่งที่ไม่สามารถป้องกันได้เพราะตำแหน่งผู้บังคับบัญชาจะต้องเป็นผู้ที่ไม่มีเรื่องเสื่อมเสีย

“แม้การไล่ออกครั้งนี้จะไม่ใช้จุดจบในเส้นทางทหารของพลจัตวาเพียร์ซ แต่มันจะกลายเป็นความด่างพร้อยที่ไม่มีวันลบได้ในเส้นทางอาชีพของเขา”

 

Royal Navy

ทั้งนี้ ข้อกล่าวหาระบุว่าพลจัตวาพรีสท์ได้ใช้รถยนต์รุ่น Ford Galaxy ซึ่งเป็นรถยนต์หลวงประจำตำแหน่งสังกัดกระทรวงกลาโหมในการเดินทางกลับบ้านพักช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์หลายครั้ง ซึ่งจริงอยู่ที่เป็นการละเมิดกฎของกองทัพเรือที่กำหนดให้ใช้รถยนต์เฉพาะภารกิจของกองทัพหรือรัฐบาลเท่านั้น และต้องมีการบันทึกไมล์เดินทางอยู่เสมอ แต่ข้อกล่าวหาดังกล่าวนับว่าเป็นความผิดลหุโทษหากเขาทำผิดจริง และการปลดฟ้าผ่าจากผบ.เรือรบชั้นนำของราชนาวีอังกฤษ ซึ่งเรื่องดังกล่าวยังไม่ชัดเจน และกำลังอยู่ระหว่างการสอบสวนเพิ่มเติมของทางกองทัพ

ควีนอังกฤษประกาศจ้างงานตำแหน่ง”เจ้าหน้าที่โซเชียลมีเดีย”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/589424

  • วันที่ 17 พ.ค. 2562 เวลา 18:40 น.

ควีนอังกฤษประกาศจ้างงานตำแหน่ง"เจ้าหน้าที่โซเชียลมีเดีย"

หากคุณรักราชวงศ์อังกฤษ ถนัดใช้ทวิตเตอร์และอินสตาแกรม คุณอาจเหมาะสมกับงานนี้

สำหรับใครก็ตามที่สนใจติดตามข่าวสารของราชวงศ์อังกฤษ รวมถึงถนัดใช้งานโซเชียลมีเดียอย่างคล่องแคล่วในหลากหลายรูปแบบ โดยเฉพาะทวิตเตอร์และอินสตาแกรม คุณอาจได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของทีมสื่อสารของราชวงศ์อังกฤษ เมื่อเว็บไซต์ของสำนักพระราชวังอังกฤษได้ประกาศจ้างงานในตำแหน่ง เจ้าหน้าที่สื่อสารดิจิทัลส่วนของสำนักเลขานุการในพระองค์ของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธทีสอง

บนเว็บไซต์ระบุรายละเอียดสำคัญของงานในตำแหน่งดังกล่าวว่า “เพื่อรักษาสถานะของสมเด็จพระราชินีในสายตาสาธารณะและบนเวทีโลก รวมถึงคอนเทนต์ของคุณจะปรากฎอยู่บนผู้ติดตามราชวงศ์นับล้านๆคน”

บนเว็บไซต์ยังระบุว่างานดังกล่าวเป็นงานประจำ จะได้รับเงินเดือนที่เริ่มต้น 30,000 ปอนด์ ( 1.2 ล้านบาท )หรือขึ้นอยู่กับประสบการณ์ (https://theroyalhousehold.tal.net)

ผู้ผ่านการคัดเลือกจะได้รับสวัสดิการที่ครอบคลุมหลายประการทั้งสิทธิการลาต่อ 33 วันต่อปี อาหารกลางวันฟรี และสถานที่ทำงานตั้งอยู่ที่พระราชวังบักกิงแฮม

ทั้งนี้ ราชวงศ์อังกฤษนับเป็นพระราชวงศ์ที่ปรับตัวเข้าสู่โลกสมัยใหม่ได้อย่างน่าชื่นชม สมเด็จพระราชินีทรงโพสต์ข้อความผ่านอินสตาแกรม theroyalfamily เป็นครั้งแรกเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา

 

 

“วันนี้ ข้าพเจ้าได้เยือนพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ ข้าพเจ้ารู้สึกสนใจจดหมายจากปี 1843 ที่เขียนโดยเจ้าชายอัลเบิร์ต ปู่ทวดของข้าพเจ้า” ตอนหนึ่งในข้อความที่ทรงเขียนผ่าน iPad

ราชวงศ์อังกฤษมีผู้ติดตามผ่านโซเชียลมีเดียนับล้านๆคนทั้งในบัญชีอินสตาแกรม เฟซบุ๊กและทวิตเตอร์ ซึ่งจำนวนนี้รวมถึงบัญชีของดยุกและดัชเชสแห่งเคมบริดจ์, ดยุคและดัชเชสแห่งซัสเซกซ์ มูลนิธิในพระอุปถัมภ์ และบัญชีแคลเรนซ์เฮาส์ของเจ้าฟ้าชายชาลส์

หลายเดือนที่ผ่านมาสำนักพระราชวังต้องต้องรับมือความคิดเห็นที่ไม่เหมาะสมบนโซเชียลมีเดียหลายครั้ง จนทางสำนักพระราชวังได้ประกาศกฎเกณฑ์ชุดใหม่ถึงวิธีการรับมือข้อความหมิ่นประมาทในรูปแบบต่างๆทั้งการบล็อก กดซ่อน ลบทิ้ง หรืออาจนำข้อความแจ้งตำรวจเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย