ไต้หวันผ่าตัดแปลงเพศสำเร็จประเทศแรกในเอเชียเมื่อ 66 ปีที่แล้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/589416

  • วันที่ 17 พ.ค. 2562 เวลา 18:00 น.

ไต้หวันผ่าตัดแปลงเพศสำเร็จประเทศแรกในเอเชียเมื่อ 66 ปีที่แล้ว

เปิดเคสชายที่ผ่าตัดแปลงเพศเป็นคนแรกของไต้หวัน

ไต้หวันสร้างประวัติศาสตร์ไฟเขียวให้กลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศ (LGBTQ) แต่งงานใช้ชีวิตร่วมกันอย่างถูกต้องตามกฎหมายเป็นประเทศแรกในเอเชีย และยังถือเป็นความสำเร็จของกลุ่มที่รณรงค์เพื่อความหลากหลายทางเพศที่เคลื่อนไหวเรียกร้องในเรื่องนี้มานานหลายปี

นอกจากจะเปิดทางให้กลุ่มคนรักร่วมเพศแต่งงานกันได้เป็นประเทศแรกในเอเชียแล้ว ไต้หวันยังผ่าตัดแปลงเพศสำเร็จเป็นประเทศแรกในเอเชีย และยังเกิดขึ้นในเวลาไล่เลี่ยกับสหรัฐ สร้างความภาคภูมิใจให้คนไต้หวันว่าวิวัฒนาการทางการแพทย์ของตัวเองพัฒนาทัดเทียมมหาอำนาจอย่างสหรัฐ

ผู้ที่ได้รับการผ่าตัดครั้งนั้นคือ เซี่ยเจียนซุ่น  ชายจากมณฑลกวางตุ้งของจีนที่ย้ายไปพำนักในไต้หวันตั้งแต่ปี 1949  ในปี 1953 เซี่ยในวัย 35 ปีตัดสินใจขึ้นเตียงผ่าตัดแปลงเพศซึ่งถือเป็นเคสแรกของคนไต้หวัน ทำให้ชื่อของเขาโด่งดังชั่วข้ามคืนจากการนำเสนอข่าวของสื่อมวลชน

Photo by Sam YEH/AFP

แต่การผ่าตัดแปลงเพศของเขาไม่ได้เกิดจากความต้องการของตัวเองตั้งแต่แรก ระหว่างที่เข้าประจำการในกองทัพไต้หวันก็มีเหตุให้ต้องเข้าโรงพยาบาลจากอาการปวดท้อง ทว่านอกจากแพทย์จะพบว่าเจ้าตัวมีอาการไส้ติ่งอักเสบแล้ว ยังบังเอิญตรวจพบว่าเขามีระบบสืบพันธุ์ของทั้งเพศชายและเพศหญิง แต่ที่ไม่มีใครทราบแม้แต่เจ้าตัวและทางกองทัพเองก็เพราะปากช่องคลอดของเซี่ยเล็กมากจนแทบจะมองไม่เห็น

เมื่อตรวจเชิงลึกแล้วก็พบว่ารังไข่ของเซี่ยยังสามารถผลิตไข่ได้ แต่เซลล์อัณฑะกำลังจะฝ่อ จึงลงความเห็นว่าควรผ่าตัดนำอวัยวะเพศชายออกทั้งหมด คงไว้เฉพาะของเพศหญิง เนื่องจากมองว่าลักษณะทางกายภาพของคนไข้สำคัญกว่าสภาวะจิตใจ

เมื่อทราบสภาวะร่างกายของตัวเองแล้ว เซี่ยยังยืนยันว่าจะเป็นผู้ชาย เพราะไม่ได้รู้สึกว่าทุกข์ใจกับเพศสภาพของผู้ชาย แต่สุดท้ายเจ้าตัวก็ตัดสินใจเข้ารับการผ่าตัด และถึงกับเปรยว่า “ถ้าสภาพร่างกายของผมไม่ยอมให้ผมเป็นผู้ชายต่อไป แต่บังคับให้ต้องเป็นผู้หญิง ผมจะทำอะไรได้อีกล่ะ” จากคำพูดนี้ทำให้หลายคนรู้สึกเห็นใจเซี่ยโดยมองว่าเขาเป็นผู้ชายปกติเพียงแต่โชคร้ายเท่านั้น

ในวันผ่าตัดนั้นสื่อมวลชนทุกสำนัก โดยเฉพาะ United Daily News หนังสือพิมพ์ชื่อดังในไต้หวัน พากันประโคมข่าวและไปรอทำข่าวแน่นโรงพยาบาล จนทางโรงพยาบาลต้องจัดเตรียมข้อมูลเกี่ยวกับการผ่าตัดและรายงานความคืบหน้าแบบละเอียดยิบให้สื่อมวลชนทุกครั้งที่มีการผ่าตัด

เซี่ยเข้ารับการผ่าตัดทั้งหมด 9 ครั้ง แต่มีการเปิดเผยรายละเอียดเพียง 4 ครั้งแรก คือ ครั้งแรกผ่าตัดเปิดช่องท้องเพื่อตรวจหามดลูกและรังไข่ ครั้งที่ 2 เป็นการนำระบบอวัยวะสืบพันธุ์เพศชายออกและเก็บตัวอย่างอวัยวะสืบพันธุ์เพศหญิงมาตรวจ ครั้งต่อมาคือการนำองคชาติออก ครั้งที่ 4 ตกแต่งอวัยวะเพศหญิงเพื่อเปลี่ยนเซี่ยให้เป็นผู้หญิงเต็มตัว

คริสทีน จอร์เกนเซน ภาพ : wikipedia

หลังเปลี่ยนเพศแล้ว เซี่ยถูกเรียกขานว่าเป็น “คริสทีนเมืองจีน” เพราะเรื่องราวชีวิตของเซี่ยคล้ายกับชีวิตของ คริสทีน จอร์เกนเซน อดีตทหารจีไอของสหรัฐที่เป็นคนแรกที่มีชื่อเสียงโด่งดังในบ้านเกิดจากการผ่าตัดแปลงเพศ หลังจากเข้ารับการผ่าตัดที่กรุงโคเปนเฮเกนของเดนมาร์กเมื่อปี 1951 เมื่อกลับมาถึงสหรัฐบ้านเกิด เรื่องราวของเธอเป็นข่าวหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์ New York Daily News จนเปลี่ยนสถานะเป็นเซเลบริตี้ในพริบตา และเธอได้ใช้โอกาสนี้เป็นกระบอกเสียงให้กับกลุ่มคนข้ามเพศ

อดีตกษัตริย์เบลเยี่ยมเจอปรับรายวัน หากปฏิเสธตรวจดีเอ็นเอ พิสูจน์ลูกนอกสมรส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/589414

  • วันที่ 17 พ.ค. 2562 เวลา 17:07 น.

อดีตกษัตริย์เบลเยี่ยมเจอปรับรายวัน หากปฏิเสธตรวจดีเอ็นเอ พิสูจน์ลูกนอกสมรส

พระราชาอัลเแบร์ที่ 2 อดีตกษัตริย์เบลเยี่ยม อาจเจอปรับนับแสนต่อวัน หากปฏิเสธคำสั่งศาลตรวจดีเอ็นเอ

บีบีซีรายงานว่า สมเด็จพระราชาธิบดีอัลเแบร์ที่ 2 อดีตกษัตริย์เบลเยี่ยม และเป็นพระราชบิดาของสมเด็จพระราชาธิบดีฟีลิป พระประมุขของเบลเยี่ยมองค์ปัจจุบัน อาจต้องถูกปรับรายวันเป็นเงินถึง 5,000 ยูโร (ราว 170,000 บาท) หากพระองค์ยังคงนิ่งเฉยต่อคำสั่งศาลในกรุงบรัสเซลส์ที่สั่งให้พระองค์เก็บตัวอย่างพระเขฬะ (น้ำลาย) ภายใน 3 เดือน เพื่อพิสูจน์ดีเอ็นเอว่าทรงเป็นบิดาของนาง Delphine Boël หรือไม่

คดีดังกล่าวเกิดขึ้นในปี 2005 จากการที่นาง Delphine Boël ศิลปินหญิงวัย 50ปี ออกมาเปิดเผยว่าสมเด็จพระราชาธิบดีอัลแบร์ ทรงเคยมีสัมพันธ์เชิงชู้สาวอย่างลับๆกับ Baroness Sybille de Selys Longchamp มารดาของเธอมานานเกือบ 20 ปี โดยเฉพาะช่วงปี 1960 สมัยที่พระองค์ยังคงอิสริยศเป็นเจ้าชายอัลแบร์ ซึ่งเธอก็เคลือบแคลงใจมาโดยตลอดว่าพระองค์เป็นบิดาบังแท้ๆของเธอหรือไม่

สมเด็จพระราชาธิบดีอัลแบร์ที่ 2 ทรงขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์แห่งเบลเยี่ยมในปี 1993 และด้วยกฎหมายที่ให้การคุ้มครององค์ประมุขทำให้เธอไม่สามารถฟ้องร้องพิสูจน์ความจริงได้

กระทั่งสมเด็จพระราชาธิบดีอัลแบร์ที่ 2 ทรงสละราชย์สมบัติในปี 2013 เธอได้เริ่มกระบวนการฟ้องร้องอีกครั้ง พร้อมๆกับการพิสูจน์ดีเอ็นเอของนาย Jacques Boël บิดาผู้เลี้ยงดูเธอตั้งแต่เยาว์วัย จนกระทั่งเมื่อเดือนตุลาคมปีที่ผ่านมา ศาลได้ตัดสินว่านาย Jacques Boël ไม่ใช่บิดาผู้ให้กำเนิดเธอที่แท้จริง

เธอจึงร้องต่อศาลเมื่อต้นปี 2018 ศาลจึงมีคำสั่งไปยังอดีตกษัตริย์เบลเยี่ยมให้ทรงมอบตัวอย่างของพระเขฬะ (น้ำลาย) เพื่อตรวจสอบ แต่ทรงปฏิเสธยื่นกรานปฏิเสธมาพร้อมกับยื่นอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว

แพทย์ปากีสถานรายหนึ่งทำเด็กกว่า 400 คนติดเชื้อ HIV

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/589408

  • วันที่ 17 พ.ค. 2562 เวลา 15:53 น.

แพทย์ปากีสถานรายหนึ่งทำเด็กกว่า 400 คนติดเชื้อ HIV

ปากีสถานเร่งคัดกรองประชาชนนับหมื่นคน หลังพบผู้ติดเชื้อ HIV แล้วกว่า 500 รายจากแพทย์รายหนึ่งที่ใช้เข็มฉีดยาซ้ำ

สื่อต่างประเทศรายงานว่าทางการปากีสถานเร่งดำเนินการคัดกรองผู้ติดเชื้อเอชไอวี หลังจากพบว่าแพทย์รายหนึ่งถูกจับกุมหลังพบว่าอาจเป็นผู้จงใจแพร่เชื้อเอชไอวีด้วยการใช้เข็มฉีดยาซ้ำ จนพบว่ามีผู้ติดเชื้อเอชไอวีรายใหม่ถึง 500 ราย จำนวนนี้เป็นผู้ติดเชื้อเด็ก 400 ราย และอีก 100 รายเป็นวัยผู้ใหญ่

รายงานระบุว่าการพบผู้ติดเชื้อครั้งนี้มาจากที่ทางการได้คัดกรองประชาชนเกือบ 14,000 ในเขตลาร์คานา พื้นที่อันห่างไกลทางใต้ของประเทศ หลังพบว่านาย Muzaffar Ghangharo แพทย์ที่ถูกตำรวจจับกุมเมื่อต้นเดือนเมษายนที่่ผ่านมาหลังสันนิฐานว่าเขาอาจจงใจแพร่เชื้อเอชไอวีด้วยการใช้เข็มฉีดยาซ้ำ

Sikandar Memon แพทย์ผู้ประสานงานระดับภูมิภาคของโครงการควบคุมโรคเอดส์ กล่าวว่ามันเป็นเรื่องช็อกมากที่พบผู้ติดเชื้อจากบุคคลากรทางการแพทย์เสียเองจากการใช้เข็มฉีดยาซ้ำ

ความหวาดกลัวได้แพร่กระจายไปในหมู่ประชาชนหลายพื้นที่ โดยเฉพาะตามชนบทอันห่างไกลและยากจนที่พบว่าหลายคลีนิกในชุมชนขาดแคลนเครื่องมือแพทย์ และไม่มีมาตรฐานการรักษาที่ดีพอ

“ฉันขอสาปแช่งให้หมอที่ทำให้เด็กๆเหล่านี้ติดเชื้อ” ชาวบ้านรายที่ที่โกรธเคืองกล่าว ขณะที่ชาวบ้านรายอื่นๆเศร้าใจเช่นกันที่พบว่าบุตรหลานของตนเป็นผู้ติดเชื้อ

แม้จะยังไม่ชัดเจนว่านาย Ghangharo แพทย์จากคลินิกชุมชนในพื้นที่ว่าเป็นผู้จงใจแพร่เชื้อหรือไม่ และเขายังคงปฏิเสธในทุกข้อกล่าวหา แต่ทางตำรวจกำลังสอบสวนเพิ่มเติม ขณะที่ทางการปากีสถานยังคงเดินหน้าคัดกรองผู้ติดเชื้อรายอื่นๆทั้งในพื้นที่ลาร์คานาและพื้นที่อื่นๆต่อไป

ไต้หวันผ่านกฎหมาย รับรองการแต่งงานเพศเดียวกันแล้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/589392

  • วันที่ 17 พ.ค. 2562 เวลา 13:51 น.

ไต้หวันผ่านกฎหมาย รับรองการแต่งงานเพศเดียวกันแล้ว

รัฐสภาไต้หวันผ่านกฎหมายแต่งงานของคู่รักเพศเดียวกัน เป็นชาติแรกในเอเชีย

รัฐสภาหยวนของไต้หวันได้รับรองกฎหมายการแต่งงานของคู่รักเพศเดียวกันแล้วในวันนี้ ( 17 พ.ค.) นับเป็นชาติแรกในเอเชียที่ออกรองรับการสมรสของคนเพศเดียวกันอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

การพิจารณาดังกล่าวมีขึ้นเพียงหนึ่งสัปดาห์ก่อนที่จะถึงกำหนดเส้นตายที่ร่างกฎหมายนี้จะต้องถูกพิจารณาให้เสร็จสิ้น โดยเริ่มมาจากเมื่อปี 2017 ศาลสูงไต้หวันได้มีคำตัดสินให้การสมรสของคนเพศเดียวกันเป็นสิ่งที่ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ซึ่งนับเป็นการปูทางการผ่านกฎหมายแต่งงานดังกล่าว

จนถึงเดือนเดือนพฤศจิกายนปี 2018 ที่ผ่านมา ซึ่งกลุ่มอนุรักษ์นิยมโหวตได้รับเสียงชนะจากการลงประชามติในหลายประเด็น หนึ่งในนั้นคือประเด็นการการแต่งงานของคนเพศเดียวกัน โดยคนส่วนใหญ่โหวตไม่รับรองกฎหมายการแต่งงานของคนเพศเดียวกัน

เรื่องดังกล่าวจึงตกไปยังยังศาลสูงอีกครั้งให้มีคำวินิจฉัยเพิ่มเติมว่า จากผลการลงประชามติที่โหวตให้ “ไม่”อนุญาตให้คนเพศเดียวกันแต่งงานนั้นเป็นสิ่งที่ขัดกับรัฐธรรมนูญของไต้หวัน เรื่องดังกล่าวจึงถูกส่งต่อไปยังรัฐสภา

ส่งผลให้ในวันนี้สภาไต้หวันได้มีมติผ่านร่างกฎหมายดังกล่าวแล้วโดยจะมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการในวันที่ 24 พ.ค.

อย่างไรก็ดีการผ่านกฎหมายนี้เป็นเพียงก้าวแรกเท่านั้น

เนื่องจากว่าเป็นการให้สิทธิ์คู่รักเพศเดียวกันแต่งงานกันได้ แต่ยังไม่ได้พูดถึงประเด็นที่ให้สิทธิ์ในประเด็นอื่น โดยการพิจารณาครั้งนี้แบ่งออกเป็นร่างกฎหมาย 3 ฉบับ ฉบับแรกเสนอโดยรัฐบาลไต้หวันภายใต้การนำของพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้าของประธานาธิบดีไช่อิงเหวิ่น ขณะที่อีกสองฉบับเสนอโดยพรรคฝ่ายค้านและฝ่ายอนุรักษ์นิยม

 

ประเด็นความต่างของร่างทั้งสามฉบับอยู่ที่ การให้สิทธิ์การแต่งงานเรพาะเนื้อหาของร่างฝ่ายรัฐบาลใช้คำว่า “marriages” หรือการแต่งงานเป็นหลัก ส่วนอีกสองร่างใช้คำว่า “same-sex family relationships” และ “same-sex unions” เป็นหลักซึ่งให้สิทธิต่างๆน้อยกว่าการใช้คำว่าแต่งงาน

แต่สุดท้ายรัฐสภาก็ให้ผ่านร่างกฎหมายที่ผ่านรัฐบาลเป็นผู้เสนอด้วยคะแนนเสียง 66 ต่อ 27 แม้ว่าร่างของรัฐบาลที่เพิ่งลงมติผ่านนั้นจะยังไม่ได้ให้สิทธิตามกฎหมายต่างๆเท่าเทียมกับคู่รักชายหญิงก็ตาม แต่ก็นับว่าเป็นความเปิดกว้างมากที่สุดแล้ว

 

การลงมติครั้งนี้มีขึ้นท่ามกลางบรรยากาศที่กลุุ่มคนเคลื่อนไหวด้าน LGBT ต่างเฝ้ารอผลการลงมติอย่างคึกคักด้านหน้ารัฐสภา ซึ่งหลังจากทางสภาลงมติดังกล่าว บรรยากาศเต็มไปด้วยความยินดีของผู้ที่มาเฝ้ารอฟังผล

ในเฟซบุ๊กของประธานาธิบดีไช่อิงเหวิน เคยโพสต์หลังการลงประชามติปีที่ผ่านมาว่าเธอตระหนักว่าประเด็น LGBT ค่อนข้างเปราะบางและแบ่งความสัมพันธ์ทางครอบครัว คนรุ่นใหม่ และกลุ่มทางศาสนาอยู่พอสมควร

ขณะที่กลุ่มด้านอนุรักษ์นิยม และฝั่งที่คัดค้านกฎหมายฉบับนี้มองกันว่า การผ่านกฎหมายนี้ผ่านสภา เป็นสิ่งที่ขัดแย้งกับเจตนารมณ์ของประชาชนที่เคยลงประชามติไปเมื่อปีก่อนว่าไม่เห็นด้วยกับการให้สิทธิแต่งงานคนเพศเดียวกัน

รู้จัก “ทัวร์คุณแม่” คลอดลูกเอาสัญชาติ ช่องโหว่ทางกฎหมายเพื่อชีวิตที่ดีกว่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/589385

  • วันที่ 17 พ.ค. 2562 เวลา 12:52 น.

รู้จัก "ทัวร์คุณแม่" คลอดลูกเอาสัญชาติ ช่องโหว่ทางกฎหมายเพื่อชีวิตที่ดีกว่า

จากข้อมูลพบว่าสหรัฐ – แคนาดาเป็นประเทศยอดนิยมของทัวร์คุณแม่ที่ต้องการคลอดลูกเพื่อเอาสัญชาติ

กรณีของอดีตรองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่โพสต์ข้อความเชิญชวนคนไทยที่สนใจคลอดลูกที่สหรัฐเพื่อเอาสัญชาติอเมริกันนั้น แม้จะลบโพสต์ดังกล่าวไปแล้ว แต่ก็สร้างข้อถกเถียงให้กับโลกโซเชียลอยู่ไม่น้อย

กรณีของทัวร์คุณแม่เป็นหนึ่งในประเด็นเรื่องผู้อพยพที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์พยายามปฏิรูปกฏหมายอิมมิเกรชั่น เพื่อควบคุมจำนวนผู้ลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมาย รวมถึงอุดช่องโหว่ที่ก่อให้เกิดธุรกิจทัวร์คลอดบุตร ซึ่งแพร่หลายในทั้งสหรัฐและแคนาดา

ข้อมูลจากศูนย์ศึกษาคนเข้าเมืองสหรัฐประเมินว่าแต่ละปีจะมีสตรีต่างชาติเดินทางเข้ามาคลอดลูกในอเมริกาเกือบ 40,000 คน เพื่อหวังได้สัญชาติอัตโนมัติ

ช่องโหว่ทางกฎหมาย

ตามบทบัญญัติที่ 14 ของรัฐธรรมนูญแห่งสหรัฐ รับรองให้สถานะสัญชาติอเมริกันโดยอัตโนมัติแก่เด็กที่เกิดในสหรัฐทุกคน นั้นจึงเป็นเหตุผลที่ทำให้สตรีต่างชาติหลายคนสนใจมาคลอดบุตรในสหรัฐเพื่อให้สามารถเข้าถึงโอกาสด้านการศึกษา การทำงาน และเพื่อชีวิตที่ดีกว่า จึงเป็นที่มาของการเกิดทัวร์คุณแม่ (Birth tourism)

ทัวร์คุณแม่คืออะไร

ทัวร์คุณแม่นับเป็นหนึ่งในธุรกิจด้านกฎหมายที่ค่อยอำนวยความสะดวกให้กับสตรีต่างชาติที่สนใจคลอดลูกในต่างประเทศเพื่อให้ได้สัญชาติ การบริการจะเป็นไปในลักษณะแพกเกจเต็มรูปแบบ ครอบคลุมหลายอย่างตั้งแต่ แนะนำให้คุณแม่เดินทางเข้ามาในสหรัฐก่อนคลอดเป็นเวลา 2-3 เดือน ก่อนกำหนดคลอด ซึ่งหลายสายการบินจะมีข้อกำหนดห้ามสตรีใกล้คลอดเดินทางโดยเครื่องบินไปยังต่างประเทศอยู่แล้ว

หลังจากนั้นทางผู้จัดการทัวร์คุณแม่สามารถเลือกได้ว่าจะไปคลอดที่รัฐไหน ในโรงพยาบาลแห่งใด รวมถึงยังจัดสถานที่พำนักให้ทั้งก่อนและหลังคลอด

เด็กเหล่านี้ที่เกิดจะมีคำเรียกว่ “Anchor Babies” ซึ่งเป็นคำที่ใช้เรียกทารกแรกเกิดจากพ่อแม่ที่ไม่ใช่พลเมืองในประเทศที่มีสัญชาติเป็นพลเมืองซึ่งจะช่วยให้แม่และสมาชิกในครอบครัวอื่น ๆ ได้รับที่อยู่ตามกฎหมาย

เด็กเหล่านี้จะได้รับสิทธิใดบ้าง

ข้อมูลจากสำนักข่าว VOA ของสหรัฐระบุไว้ว่า Anchor Babies จะได้รับสิทธิประโยชน์ตามกฎหมายสัญชาติอเมริกันหลายอย่าง

ประการแรก เด็กสามารถเดินทางกลับมายังสหรัฐเมื่อใดก็ได้เมื่อเติบโตขึ้น ไม่ว่าจะกลับมาทำงานหรือกลับมาเรียน อีกทั้งยังได้รับสวัสดิการต่างๆ เหมือนเด็กอเมริกันทั้งการศึก ษา และการได้รับเงินช่วยเหลือจากรัฐ

ประการที่สอง คือ สามารถทำงานที่กันไว้สำหรับพลเมืองสหรัฐฯ ได้ เช่น งานของรัฐบาล

ประการที่สาม คือได้หนังสือเดินทางของสหรัฐฯ ทำให้เดินทางไปประเทศส่วนใหญ่ได้ง่ายโดยไม่ต้องขอวีซ่า หรือขอวีซ่าที่จุดผ่านแดนได้เลย

และประการสุดท้ายซึ่งเชื่อว่าสำคัญที่สุด คือเมื่ออายุครบ 21 ปี ผู้ที่เกิดในอเมริกาจะสามารถขอใบรับรองการอยู่อาศัยถาวรในสหรัฐฯ หรือกรีนการ์ด อีกทั้งยังมีสิทธิ์ขอกรีนการ์ดให้กับพ่อแม่ของตนเองได้ซึ่งถือเป็น ใบเบิกทางสำคัญสู่ความฝันแบบอเมริกัน (American Dream) ที่หลายๆคนต้องการแสวงหาชีวิตที่ดีกว่า

ใครบ้างที่เป็นลูกค้าทัวร์คุณแม่ 

หากคุณค้นหาคำว่า Birth tourism ในเว็บไซต์กูเกิล จะพบว่ามีบริษัทด้านนี้อยู่อย่างแพร่หลาย อีกทั้งหลายเว็บยังเป็นภาษาสเปน จีน รัสเซีย หรือโปรตุเกส ซึ่งจากข้อมูลพบว่าลูกค้าส่วนมากมักเป็นสตรีต่างชาติชาวรัสเซีย และชาวจีน รวมถึงรัฐที่คนนิยมไปคลอดลูกมากที่สุดในสหรัฐคือรัฐฟลอริดา และแคลิฟอร์เนีย

สำหรับผู้ที่ใช้บริการธุรกิจดังกล่าวส่วนใหญ่กลุ่มคนร่ำรวยในจีนที่ยอมจ่ายค่าบริการระหว่าง 10,000 – 100,000 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งในบางแพกเกจอาจรวมถึงค่าใช้จ่ายด้านการบริการทางกฎหมาย

นอกเหนือจากสหรัฐแล้ว แคนาดาก็เป็นอีกหนึ่งจุดหมายปลายทางของทัวร์คุณแม่เช่นกัน โดยรัฐที่เป็นสถานที่ยอดนิยมของทัวร์คุณแม่คือรัฐบริติชโคลัมเบีย โดยเฉพาะที่นครแวนคูเวอร์พบว่าในบางโรงพยาบาลมีเด็กที่คลอดถึงร้อยละ 20% เป็น Anchor Babies

หลายปีที่ผ่านมา รัฐบาลสหรัฐได้พยายามติดตามและ จู่โจมสถานบริการทัวร์คุณแม่ที่ผิดกฎหมายหลายแห่งนับตั้งแต่ปี 2015 เป็นต้นมา อันเป็นหนึ่งในมาตรการของคณะบริหารของรัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ที่พยายามปิดประตูทัวร์คุณแม่ ด้วยการยกเลิกสิทธิการได้สัญชาติโดยกำเนิดแต่หลายฝ่ายก็ทักท้วงมาอาจเป็นการละเมิดรัฐธรรมนูญสหรัฐ

ทรัมป์เสนอแผนรับผู้อพยพฉบับใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/589361

  • วันที่ 17 พ.ค. 2562 เวลา 10:20 น.

ทรัมป์เสนอแผนรับผู้อพยพฉบับใหม่

ทรัมป์เรียกร้องปรับปรุงกฎหมายคนเข้าเมืองใหม่ เน้นรับแรงงานมีทักษะสูง-พูดอังกฤษได้คล่อง

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรับได้ประกาศแผนการปรับปรุงกฎหมายรับคนเข้าเมืองฉบับใหม่ที่ทำเนียบขาววานนี้ โดยเขาเชื่อว่า การปรับปรุงใหม่นี้จะเพิ่มสัดส่วนแรงงานมีทักษะที่อพยพเข้ามาในสหรัฐได้จากเดิมที่ร้อยละ 12 เป็นร้อยละ 57 ซึ่งจะส่งผลให้สหรัฐสามารถแข่งขันกับประเทศอื่นๆได้มากขึ้นจากการมีแรงงานคุณภาพ

ข้อเสนอดังกล่าวบางส่วนกำหนดให้เปิดรับแรงงานที่มีทักษะมากขึ้น จากเดิมที่รับแรงงานที่มีการศึกษาน้อย โดยแรงงานต่างถิ่นจะต้องทักษะสูงเช่น จบการศึกษาระดับปริญญา ระดับอาชีวศึกษา หรือทักษะระดับสูงเฉพาะทาง

ซึ่งนอกจากจะเน้นรับแรงงานมีทักษะแล้วยังกำหนดให้ผู้ที่ขอมาพำนักในสหรัฐต้องเรียนภาษาอังกฤษและผ่านการทดดสอบก่อนที่จะรับเข้ามาอยู่ในสหรัฐ เพื่อจัดสรรคะแนนในระบบการออกกรีนการ์ดใหม่

นอกจากนี้พิจารณารับแรงงานต่างชาติโดยยึดความสามารถด้านทักษะเป็นหลัก ต่างจากแต่ก่อนที่จะพิจารณาด้วยว่ามาแรงงานคนดังกล่าวมีเชื้อสายญาติพี่น้องเป็นพลเมืองสหรัฐหรือไม่

ข้อกำหนดทั้งหมดนี้จะออกมาในรูปแบบกรีนการ์ด หรือใบอนุญาตพำนักในสหรัฐซึ่งจะจำกัดโควต้าอยู่ที่ 1.1 ล้านใบต่อปีเท่านั้น ซึ่งแรงงานผู้ถือกรีนการ์ดจะอนุญาตให้พำนักในสหรัฐได้ 5 ปีก่อนจะเข้าสู่ขั้นตอนของการขอสัญชาติสหรัฐต่อไป

“นี่คือความเป็นพลเมืองที่มีค่าที่สุดในโลก” ตอนหนึ่งในคำกล่าวของประธานาธิบดีทรัมป์ยังระบุว่า “เราจะเปลี่ยนระบบตรวจคนเข้าเมืองของอเมริกาให้กลายเป็นความภาคภูมิใจของประเทศและเป็นความอิจฉาของโลกสมัยใหม่”

นอกจากนี้ประธานาธิบดีทรัมป์ยังเชื่อว่าหากได้รับการอนุมัติ ร่างกฎหมายคนเข้าเมืองฉบับใหม่นี้จะทำให้ชายแดนทางใต้ของสหรัฐปลอดภัยอย่าง 100%

อย่างไรก็ตาม แผนการดังกล่าวไม่น่าจะได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาโดยเฉพาะอย่างยิ่งจากสภาผู้แทนราษฏรที่มีพรรคเดโมแครตครองเสียงข้างมาก รวมถึงประเด็นผู้อพยพยังเป็นประเด็นร้อนในการเมืองสหรัฐ อีกทั้งยังใกล้ช่วงเวลาของการเลือกตั้งประธานาธิบดีในปี 2020 ด้วย

วัยรุ่นฆ่าตัวตาย โซเชียลมีเดียเป็น “ตัวร้าย” หรือ “แพะ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/589340

  • วันที่ 16 พ.ค. 2562 เวลา 20:00 น.

วัยรุ่นฆ่าตัวตาย โซเชียลมีเดียเป็น "ตัวร้าย" หรือ "แพะ"

รัฐบาลทั่วโลกเริ่มคุมเข้มโซเชียล หลังวัยรุ่นฆ่าตัวตายเพราะถูกกลั่นแกล้งในโลกออนไลน์

จากกรณีที่เด็กหญิงชาวมาเลเซียวัย 16 ปี ทำโพลผ่านอินสตาแกรมว่าตัวเองควรมีชีวิตอยู่ต่อไปหรือจบชีวิตดี แล้วตัดสินใจจบชีวิตตัวเองหลังจากเสียงส่วนใหญ่ในโลกโซเชียลลงความเห็นว่าเธอควรจบชีวิต จนทางการมาเลเซียเตรียมแก้ไขกฎหมายควบคุมดูแลการใช้อินเทอร์เน็ต หวังสกัดพฤติกรรมการกลั่นแกล้งกันในโลกออนไลน์โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มเยาวชน

การศึกษาในต่างประเทศพบว่ายิ่งเข้าถึงโลกออนไลน์มากเท่าใด ความเสี่ยงที่จะทำร้ายตัวเองหรือฆ่าตัวตายยิ่งมีมากขึ้น โดยเฉพาะคนที่อารมณ์อ่อนไหว จิตใจเปราะบาง ถูกกีดกันทางสังคม หรือถูกกลั่นแกล้ง สอดคล้องกับผลการศึกษาของ Ofcom หน่วยงานกำกับดูแลด้านการโทรคมนาคมของอังกฤษเมื่อต้นปี ที่พบว่าในช่วงไม่กี่ปีมานี้มีเยาวชนถูกกลั่นแกล้งทั้งทางออนไลน์และแอพพลิเคชั่นส่งข้อความเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

ภาพ : AFP

รายงานของ Ofcom ระบุว่าเยาวชนอายุ 12-15 ปี แจ้งว่าเคยถูกกลั่นแกล้งในโลกโซเชียลมีเดียเพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่าจาก 6% ในปี 2016 มาเป็น 11% เมื่อปีที่แล้ว ส่วนคนที่เคยถูกส่งข้อความกลั่นแกล้งเพิ่มขึ้นจาก 2% เป็น 9% ในช่วงเวลาเดียวกัน ขณะที่กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุขของไทย ระบุว่าปี 2016 มีวัยรุ่นอายุ 10-19 ปี ฆ่าตัวตาย 193 คน ส่วนปีถัดมาลดลงเหลือ 139 คน แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีข่าวเยาวชนฆ่าตัวตายให้ได้เห็นอยู่บ่อยครั้ง

Ofcom ยังเผยอีกว่า เยาวชนเผชิญกับการกลั่นแกล้งและมีโอกาสเสพเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมในโลกโซเชียลเพิ่มขึ้น และหลายครั้งเหตุการณ์เหล่านี้นำมาสู่การทำร้ายตัวเองหรือฆ่าตัวตาย ทำให้หลายรัฐบาลทั่วโลกเริ่มตื่นตัวลุกขึ้นมาเรียกร้องให้ผู้ให้บริการโซเชียลมีเดียยักษ์ใหญ่ อาทิ เฟซบุ๊ค ทวิตเตอร์ อินสตาแกรม ออกมาตรการปกป้องผู้ใช้กลุ่มนี้

เคสที่จุดชนวนให้เกิดการถกเกียงเป็นวงกว้างทั้งในอังกฤษและทั่วโลกคือ การเสียชีวิตของ มอลลี่ รัสเซลล์ วัยรุ่นอังกฤษวัย 14 ปี ที่ฆ่าตัวตายเมื่อปี 2017 โดยพบประวัติการท่องโลกออนไลน์ของเธอว่ามักจะเข้าไปดูเนื้อหาที่เกี่ยวกับการฆ่าตัวตายและภาวะหดหู่ ทำให้ต่อมาผู้บริหารอินสตาแกรมประกาศกวาดล้างเนื้อหาและภาพที่เป็นการทำร้ายตัวเอง เพื่อจะหยุดเหตุไม่คาดฝันเช่นนี้

เซเลน่า โกเมซ ภาพ : Daniel LEAL-OLIVAS/AFP

ทุกวันนี้โลกโซเชียลค่อนข้างก้าวร้าวรุนแรง รุนแรงถึงขั้นที่สมาชิกสภาผู้แทนของสหรัฐเสนอให้มี “วันแห่งความสุภาพแห่งชาติ” (National Day of Civility) ขึ้นมา นอกจากนี้ ยังเกิดคำถามว่า จริงๆ แล้วคนเราร้ายกาจเหมือนที่ทำในโซเชียลหรือไม่ แม้แต่นักร้องดังอย่าง เซเลน่า โกเมซ ที่มีผู้ติดตามในอินสตาแกรมกว่า 150 ล้านคน ซึ่งมากเป็นอันดับ 3 ของโลก ยังรู้สึกว่าโซเชียลมีเดียในยุคของเธอน่ากลัวมาก

“มันเป็นแพลตฟอร์มที่มีประโยชน์ แต่ก็ทำให้ฉันกลัวเวลาที่เห็นเด็กๆ รู้ไม่เท่าทันข่าวสารที่เกิดขึ้น ฉันไม่อยากจะพูดว่าโซเชียลมีเดียเป็นที่ที่เห็นแก่ตัว เพราะดูจะหยาบคายเกินไป แต่มันอันตรายแน่นอน” โกเมซกล่าว

อย่างไรก็ดี แม้โซเชียลมีเดียจะถูกสังคมตีตราว่าเป็นสาเหตุของการฆ่าตัวตาย แต่จริงๆ แล้วหากคนในโลกโซเชียลแสดงพลังในด้านบวกก็น่าจะช่วยหยุดการฆ่าตัวตายได้เช่นกัน มูลนิธิป้องกันการฆ่าตัวตายของสหรัฐ เผยว่าคนที่ต้องการฆ่าตัวตายจะมีความคิดนี้อยู่เพียง 1 ชั่วโมง และครึ่งหนึ่งของคนเหล่านี้มักตัดสินใจจบชีวิตตัวเองในช่วง 10 นาทีสุดท้าย หมายความว่าหากมีคนฉุดดึงคนที่กำลังจะฆ่าตัวตายให้ออกมาจากความคิดนั้นได้ทันเวลา ความสูญเสียอาจจะไม่เกิดขึ้น

อย่างในกรณีของเด็กหญิงมาเลเซีย หากคนในโลกโซเชียลยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือเธอด้วยการแจ้งตำรวจหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หรือแจ้งพ่อแม่หรือบุคคลใกล้ชิดทราบ หรือแม้แต่การเตือนสติแทนการยุยงส่งเสริม เธออาจจะยังได้ใช้ชีวิตบนโลกใบนี้ต่อ ไม่ต้องจากไปก่อนวัยอันควรเช่นนี้

อินโดนีเซียเตรียมลงทุนครั้งใหญ่สุดในประวัติศาสตร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/589328

  • วันที่ 16 พ.ค. 2562 เวลา 17:07 น.

อินโดนีเซียเตรียมลงทุนครั้งใหญ่สุดในประวัติศาสตร์

4 แสนล้านดอลลาร์! อินโดเตรียมลงทุนเมกะโปรเจกต์ ครั้งใหญ่สุดในประวัติศาสตร์ สร้างทุกอย่างในประเทศ

บลูมเบิร์กรายงานว่า ทางการอินโดนีเซียกำลังร่างแผนงบประมาณเงินลงทุนในโครงการเมกะโปรเจกต์ครั้งใหญ่ที่สุดของประเทศ จำนวนเงินราว 412,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (หรือราว 13 ล้านล้านบาท) ในการก่อสร้างโครงการต่างๆทั่วประเทศ ซึ่งจำนวนนี้รวมถึงการสร้างสนามบินใหม่ 25 แห่ง ไปจนถึงโรงไฟฟ้าอีกหลายแห่ง

การเปิดเผยครั้งนี้มาจากนาย Bambang Brodjonegoro รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการวางแผนพัฒนาแห่งชาติ ได้เปิดเผยกับบลูมเบิร์กระบุว่า การลงทุนครั้งนี้จะเป็นใช้เม็ดเงินจำนวนมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศราว 5,957 ล้านล้านรูเปียห์ ครอบคลุมเวลาระหว่างปี 2020 ถึง 2024 โดย 40% ของเงินจำนวนดังกล่าวจะเป็นการลงทุนของรัฐบาล ขณะที่อีก 25% เป็นการลงทุนผ่านรัฐวิสาหกิจ และส่วนที่เหลือจะเปิดให้เอกชนร่วมลงทุน

 

ตามแผนระบุว่าประมาณ 60% ของเงินจำนวน 4 แสนล้านดอลลาร์ จะถูกนำไปลงทุนในโครงการพื้นฐานด้านการขนส่ง

การใช้จ่ายเงินดังกล่าวเป็นหนึ่งในแผนกลยุทธ์ของประธานาธิบดี โจโก วิโดโด ที่ต้องการลงทุนครั้งใหญ่ในโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ เพื่อส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจและกระจายความมั่งคั่งออกจากพื้นที่เกาะชวา

 

 

อินโดนีเซียเป็นประเทศที่มีเกาะมากถึง 17,000 เกาะ กระจายอยู่ทั่วประเทศ หนทางเดียวที่จะทำให้อินโดนีเซียเติบโตทางเศรษฐกิจมากกว่านี้คือการเชื่อมต่อด้านการขนส่ง เราวางแผนจะสร้างทางหลวงใหม่อีกหลายสายเชื่อมพื้นที่ห่างไกลของอินโดเข้าด้วยกัน ไม่เว้นแม้แต่ในภูมิภาคปาปัว นาย Brodjonegoro กล่าว

อย่างไรก็ดี ความเห็นจากนักวิเคราะห์ของ PT Sinarmas Sekuritas มองว่า โครงการอันทะเยอทะยานของรัฐบาลครั้งนี้มันจะเป็นประโยชน์ในอนาคตก็จริง แต่ต้องเฝ้าระวังเรื่องการขาดดุลงบประมาณอยู่พอสมควร

 

รถไฟฟ้าสายแรกของอินโดนีเซีย

 

ปัจจุบันจึดีพีของอินโดนีเซียขยายตัวอยู่ที่ประมาณ 5% ต่อปี ขณะที่รัฐบาลตั้งเป้าเติบโตที่ 5.3 – 5.6% ในปีถัดไป ซึ่งนั่นน้อยกว่าที่ประธานาธิบดีโจโกวีคาดการณ์ไว้ที่ 7%

เบื้องต้นคาดว่ารัฐบาลจะทุ่มเงินลงทุนประมาณ 350,000 ล้านดอลลาร์ แต่งบอาจเพิ่มสูงถึง 4 แสนล้านดอลลาร์ เท่านี้ก็นับเป็นเงินลงทุนก้อนใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของอินโดนีเซียแล้ว

แม้ร่างดังกล่าวจะยังไม่เปิดเผยอย่างแน่ชัด และยังต้องรอการอนุมัติจากมติประชุมสภารอบใหม่หลังการเลือกตั้ง แต่คาดว่าในจำนวนราว 4 แสนล้านดอลลาร์นี้จะแบ่งเป็นประมาณ 17% ลงทุนในด้านการคมนาคม ตามด้านด้านพลังงาน และ 10% ด้านชลประทาน รวมถึงประเมินว่าการลงทุนครั้งนี้จะเป็นการใช้จ่ายเทียบเท่ากับประมาณ 5.7% ของจีดีพีทั้งประเทศระหว่างปี 2020 – 2024 ขณะที่ในร่างดังกล่าวยังระบุถึงการมองหาแหล่งเงินกู้สำหรับการลงทุนบางในโครงการ

 

เมืองหลวงแห่งใหม่

แม้ว่าตามรายงานของบลูมเบิร์กจะไม่ได้ระบุถึงรายละเอียดของแผนการย้ายเมืองหลวงใหม่ของรัฐบาล แต่ดูเหมือนว่าท่าทีของรัฐบาลโจโกวีจะเริ่มใส่เกียร์เดินหน้าหาทำเลที่ตั้งของเมืองหลวงใหม่แล้ว เนื่องจากกรุงจาการ์ตาแออัดเกินที่จะแก้ปัญหาแล้ว

อันที่จริงประเด็นการย้ายเมืองหลวงออกจากกรุงจาการ์ต้าเป็นสิ่งที่รัฐบาลอินโดฯหลายยุคหลายสมัยถกเถียงกันมาตลอด มีการเสนอรายชื่อของเมืองหลายเมืองที่อยู่ในลิสต์การพิจารณา

เบื้องต้นรัฐบาลต้องการให้เมืองหลวงแห่งใหม่นี้เป็นศูนย์กลางบริหารราชการ เป็นที่ตั้งของสำนักงานรัฐบาล ซึ่งนักวิเคราะห์ด้านผังเมืองหลายฝ่ายจับตามองไปยังเมือง ปาลังการายา เมืองเอกของจังหวัดกาลีมันตันกลาง บนเกาะบอร์เนียว ซึ่งตั้งอยู่บนศูนย์กลางของประเทศอีกทั้งยังเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติอย่างแผ่นดินไหวน้อยที่สุด และยังพบว่าผังเมืองถูกออกแบบมาอย่างเป็นระเบียบแถมพร้อมรองรับการพัฒนาในอนาคต

 

โครงการมูลค่ามหาศาลนี้เป็นไปได้แค่ไหน

แม้การลงทุนนี้จะก่อให้เกิดประโยชน์ในระยะยาวแต่ก็เป็นความท้าทายต่อแผนการใช้งบประมาณอย่างมากจากหลายปัจจัยที่รัฐบาลอินโดฯต้องพิจารณาเป็นพิเศษทั้งการเก็บภาษีของอินโดนีเซียยังคงต่ำและยังจัดเก็บได้น้อยกว่าความเป็นจริง

ในรายงานของบลูมเบิร์กระบุเพียงว่ารัฐบาลจะหาแหล่งเงินทุนจากทั้งเงินของรัฐบาล เงินจากการลงทุนภาครัฐวิสาหกิจ และเป็นเงินลงทุนจากเอกชน แต่เงินก้อนจำนวนมหาศาลขนาดนี้ อินโดนีเซียจะหามาจากไหน เพราะจากข้อมูลระบุว่าอินโดนีเซียมีงบประมาณขาดดุลอยู่ราว -1.7% ต่อจีดีพีในปี 2018

ส่วนการจัดอันดับเครดิตเรตติ้งของอินโดนีเซียโดยสำนัก S&P กำหนดให้อินโดนีเซียอยู่สถานะ BBB- คงที่ เช่นเดียวกับของ Fitch Ratings กำหนดให้อยู่ที่ BBB คงที่เช่นกัน

 

 

ข้อมูลจากเว็บไซต์ indonesia-investments.com ระบุว่า อินโดนีเซียยังคงอยูในสถานะขาดดุลการค้าอยู่ที่ราว 5.5 พันล้านดอลลาร์ แต่ตามการคาดการระบุว่าการขาดดุลการค้าของอินโดนีเซียส่อเค้าลดลงจากการที่ความต้องการสินค้าทั่วโลกสูงขึ้น และราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่สูงขึ้น แต่อย่างไรก็ดีอินโดนีเซียยังต้องพบปัญหากับค่าเงินรูเปียห์ที่อ่อนค่าลงตลอดช่วงปีที่ผ่านมา

อีกทั้งที่ผ่านมาหลายโครงการของอินโดนีเซียมักถูกจะระงับหรือเกิดความล่าช้าจากหลายปัจจัยตามมา อันจะสังเกตได้จากโครงการรถไฟฟ้าสายแรกของประเทศ Jakarta MRT ที่เพิ่งเปิดให้บริการไปเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ทั้งๆที่จาการต้ามีแผนสร้างโครงการรถไฟฟ้าดังกล่าวมาตั้งแต่ยุค 1980 แล้ว

ฟิลิปปินส์เรียกตัวทูตกลับประเทศ หลังแคนาดาเลยเส้นตายขนขยะกลับ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/589302

  • วันที่ 16 พ.ค. 2562 เวลา 14:35 น.

ฟิลิปปินส์เรียกตัวทูตกลับประเทศ หลังแคนาดาเลยเส้นตายขนขยะกลับ

สงครามขยะยังไม่จบ ฟิลิปปินส์เรียกตัวทูตกลับประเทศ หลังแคนาดายังไม่ชัดเจนเรื่องรับขยะคืนไป

รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศของฟิลิปปินส์ออกแถลงการณ์ระบุว่า หลังจากเลยช่วงเวลาเที่ยงคืนของวันที่ 15 พ.ค. ทางฟิลิปปินส์ได้ยื่นจดหมายเรียกตัวเอกอัครราชทูตฟิลิปปินส์ และกงสุลฟิลิปปินส์ประจำแคนาดากลับประเทศ เพื่อเป็นการประท้วงรัฐบาลแคนาดาที่เลยกำหนดเส้นตายการรับตู้คอนเทนเนอร์ขยะที่แคนาดานำมาทิ้งยังฟิลิปปินส์ระหว่างปี 2013-2014 กลับประเทศ

เดือนที่ผ่านมาประธานาธิบดีโรดริโก ดูเตอร์เต ผู้นำฟิลิปปินส์ขู่ว่าจะนำขยะเหล่านี้ที่แคนาดาขนมาทิ้งยังฟิลิปปินส์ ใส่เรือขนกลับไปทิ้งยังแคนาดา เนื่องจากพบว่าขยะส่วนใหญ่ที่แคนาดานำมานั้นไม่ใช่ขยะที่สามารถรีไซเคิลได้ บางส่วนเป็นขยะตามบ้านเรือน และขยะมีพิษ

การประกาศถอนตัวทูตกลับประเทศมีขึ้นโดยนาย Teddy Locsin Jr รมต.ต่างประเทศฟิลิปปินส์ที่เผยเรื่องดังกล่าวผ่านทวิตเตอร์ส่วนตัว

“แคนาดาได้เลยเส้นตายแล้ว เราจึงต้องลดสถานะทางการทูตจนกว่าขยะจะถูกส่งกลับไป” ตอนหนึ่งในข้อความที่รมต.ฟิลิปปินส์ระบุ

 

อย่างไรก็ดีภายหลัง โฆษกของทำเนียบประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ได้แถลงการณ์ระบุว่า รัฐบาลกำลังพิจารณาเปิดโอกาสให้มีจัดส่งล่าช้าออกไปได้อีกหนึ่งสัปดาห์ หากติดปัญหาด้านเอกสารประกอบการขนส่ง และตราบใดที่แคนาดาจะเป็นผู้จ่ายเงินรับผิดชอบในการขนส่งขยะกลับไป

แต่ทั้งนี้ด้านรมว. ต่างประเทศฟิลิปปินส์ได้ทวีตข้อความต่อมาว่า รัฐบาลกำลังพิจารณาให้โอกาสแคนาดาอีกราว 2-3 อาทิตย์ แต่นี้ไม่ใช่การยืดกำหนดเส้นตาย ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างสองประเทศยังคงถูกลดสถานะ

 

ภาพ : rappler.com

 

ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 4 พ.ค. ที่ผ่านมาสำนักข่าว CNN Philippines ได้รายงานโดยระบุว่าตัวแทนของรัฐบาลฟิลิปปินส์ได้เจรจากับหน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมแคนาดา ว่าแคนาดาจะรับตู้คอนเทนเนอร์ที่กักเก็บขยะครัวเรือนไร้ประโยชน์จากชาวแคนาดาจำนวน 69 ตู้ คืนจากฟิลิปปินส์เร็วๆนี้ภายในไม่เกิน 15 วัน โดยข้อเสนอดังกล่าวมาจากการที่แคนาดาขอรับตู้คอนเทนเนอร์ทั้งหมดกลับมายังท่าเรือในนครแวนคูเวอร์ แต่รายงานไม่ได้ระบุว่าฝ่ายใดจะเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในการขนส่งขยะดังกล่าว

ที่ผ่านมา ฟิลิปปินส์ยืนกรานมาโดยตลอดว่า แคนาดานำขยะดังกล่าวมาทิ้งยังฟิลปปินส์นั้นเป็นการละเมิดอนุสัญญาบาเซลระหว่างประเทศซึ่งห้ามประเทศที่พัฒนาแล้วไม่ให้ส่งขยะพิษหรือของเสียอันตรายไปยังประเทศกำลังพัฒนา แต่ทางการแคนาดายืนยันมาตลอดว่า ขยะเหล่านี้ถูกดำเนินการขนไปทิ้งยังฟิลิปปินส์โดยบริษัทเอกชน

หมอร.พ.ฮ่องกงพลาด คนไข้จะผ่าตัดไต แต่กลับเอาม้ามออกแทน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/589285

  • วันที่ 16 พ.ค. 2562 เวลา 12:35 น.

หมอร.พ.ฮ่องกงพลาด คนไข้จะผ่าตัดไต แต่กลับเอาม้ามออกแทน

แพทย์ในโรงพยาบาลฮ่องกงพลาด ทำคนไข้สูญเสียม้าม ทั้งที่จะเข้าผ่าตัดรักษาไตบวม

เซาท์ไชน่ามอร์นิ่งโพสต์รายงานว่า แพทย์รายหนึ่งของโรงพยาบาล St Paul’s Hospital ซึ่งเป็นโรงพยาบาลเอกชนในย่านคอสเวย์ เบย์ของฮ่องกงได้ทำให้คนไข้หญิงรายหนึ่งวัย 57 ปีต้องสูญเสียม้ามเนื่องจากการผ่าตัดผิดพลาด

รายงานระบุว่า คนไข้รายดังกล่าวเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลเมื่อวันที่ 25 มี.ค. ที่ผ่านมาเพื่อทำการผ่าตัดไตข้างหนึ่งที่บวมออกจากร่างกาย แต่การทดสอบทางพยาธิวิทยาหลังการผ่าตัดพบว่าอวัยวะที่ถูกนำออกจากร่างกายของเธอกลับไม่ใช่ไตข้างที่ต้องการนำออก แต่กลับเป็นม้ามของเธอที่ถูกนำออกไปแทน

กระทั่งผู้ป่วยได้ออกจากโรงพยาบาลในวันที่ 16 เมษายน แต่ผลการติดตามอากาศหลังผ่าตัดนั้นไม่เป็นที่เปิดเผย

จากคำแถลงของโรงพยาบาลเมื่อวันพุธที่ผ่านมาระบุว่า ทางโรงพยาบาลได้แจ้งให้แพทย์และคนไข้ทราบเรื่องนี้แล้ว รวมถึงทางโรงพยาบาลได้ระงับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพของแพทย์คนดังกล่าวแล้วชั่วคราว พร้อมส่งรายการสอบสวนให้กับด้านหน่วยงานสาธารณสุขของฮ่องกงแล้ว โดยคำแถลงของสาธารณสุขฮ่องกงระบุว่า หลังจากตรวจสอบข้อมูลที่ส่งโดยโรงพยาบาลไม่มีหลักฐานที่แสดงว่าโรงพยาบาลละเมิดกฎใดๆเกี่ยวกับการเตรียมการผ่าตัดหรืออุปกรณ์ผ่าตัดที่นำไปสู่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

ด้านด็อกเตอร์ Kenneth Fu Kam-fung แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบปัสสาวะ และเป็นสมาชิกสมาคมแพทย์เฉพาะทางของฮ่องกงกล่าวว่า เขาไม่เคยได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับข้อผิดพลาดกรณีแบบนี้มาก่อน มันยอมรับไม่ได้อย่างมาก ยิ่งพิจารณาถึงความแตกต่างของม้ามกับไต และไม่เข้าใจอย่างยิ่งว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร ทั้งที่เป็นการผ่าตัดแบบไม่เร่งด่วน และมีการเตรียมพร้อมของแพทย์มาตั้งแต่ก่อนลงมีดผ่าตัดแล้ว ด็อกเตอร์ Kenneth สันนิฐานว่าอาจมีเหตุจำเป็นบางอย่างที่พบได้ยากระหว่างการผ่าตัดจึงเกิดเรื่องดังกล่าวขึ้น

อย่างไรก็ดีจากรายงานของเว็บไซต์ thestandard.com.hk ระบุว่าทางการสาธาณสุขฮ่องกงได้สั่งตรวจสอบทางจริยธรรมกับศัลยแพทย์คนดังกล่าวแล้ว โดยสื่ฮ่องกงพยายามติดต่อไปยังโรงพยาบาลแล้ว แต่ไม่ได้รับการตอบกลับแต่อย่างใด

ภาพ : Google Street, Wikicommon