หิมะแรก @ฮอกไกโด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/580522

  • วันที่ 17 ก.พ. 2562 เวลา 10:07 น.

หิมะแรก @ฮอกไกโด

หิมะแรกคุณนึกถึงอะไรครับ ปุยละอองขาวนุ่มน่าสัมผัส หรือความหนาวเหน็บจนอยากหนีไปเสียให้ไกล แต่สำหรับผมทุกภาพทุกเรื่องราวที่เกิดขึ้นท่ามกลางหิมะแรกแห่งปี คือความทรงจำอันดีที่น่าประทับใจ

การเดินทางครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อ วิชิต พยุหนาวีชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริษัท ซัมมิท แคปปิตอล พาสื่อมวลชนบินลัดฟ้าไปสัมผัสหิมะแรกแห่งปีถึงที่ฮอกไกโดและเมืองซัปโปโร เพื่อจัดงานแถลงข่าววิสัยทัศน์ขององค์กรปี 2562 ที่ระบุว่าจะได้รายได้เติบโตจากเดิม 15% (ลดลงจากปี 2561 ที่เติบโตถึง 30%) พร้อมทั้งปล่อยสินเชื่อ 7,920 ล้านบาท โดยเน้นพัฒนาระบบเทคโนโลยีให้มีความทันสมัย และตอบโจทย์การให้บริการในยุคดิจิทัล 4.0

ทั้งนี้ จะทำให้บริษัทสามารถอนุมัติสินเชื่อรถจักรยานยนต์ได้ภายในเวลาไม่เกิน 30 นาที พร้อมทั้งยังขยายดีลเลอร์ที่วางเป้ากับตัวแทนจำหน่ายเพิ่มขึ้นอีก 10% โดยมีจุดขายหลักคือนำเอาเทคโนโลยีเข้าไปสนับสนุนให้การทำธุรกิจง่ายขึ้น พร้อมทั้งยกระดับบุคลากรด้วยการพัฒนาขีดความสามารถของพนักงานอย่างต่อเนื่อง รวมถึงสนับสนุนให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องทำธุรกิจอย่างตรงไปตรงมา เน้นหนักไปที่ตัวพนักงาน ซึ่งเป็นตัวแทนของบริษัทในการติดต่อกับลูกค้า จำเป็นต้องชี้แจงและให้ข้อมูลรายละเอียดในการทำสินเชื่ออย่างตรงไปตรงมาและครบถ้วนที่สุด

พร้อมกันนั้นยังพาสื่อมวลชนไปสัมผัสถึงวิถีชีวิตของชาวญี่ปุ่นในฮอกไกโด เริ่มต้นกันที่เมืองโนโบริเบทสึ เพื่อชมหมู่บ้านดาเตะจิไดมุระ เมืองจำลองที่เป็นแบบดั้งเดิมของญี่ปุ่น

หมู่บ้านดาเตะจิไดมุระ (Noboribetsu Date Jidaimura) ตั้งอยู่ที่เมืองโนโบริเบทสึ (Noboribetsu) ในจังหวัดฮอกไกโด เอกลักษณ์ที่ทำให้หมู่บ้านนี้ดังสุดก็ตรงที่การเป็นหมู่บ้านจำลองวิถีชีวิตของชาวเอโดะในสมัยโบราณนั่นเอง ถึงแม้จะเป็นเพียงหมู่บ้านจำลอง แต่บอกเลยว่าครบเครื่องสุด เพราะมีทั้งหอสังเกตการณ์ โรงละคร วัด ร้านค้า หมู่บ้านนินจา หมู่บ้านซามูไร โดยนักท่องเที่ยวจะสามารถสัมผัสบรรยากาศได้เหมือนอยู่ในหนังญี่ปุ่นโบราณเลยทีเดียว

นอกจากนี้ ยังได้ชมการแสดงโชว์โออิรันหรือสตรีผู้ใช้ศิลปะในการให้ความบันเทิงกับเหล่าผู้ชายในสมัยก่อน โออิรันหรือนางโลมลำดับชั้นสูงสุดนั้นจะถูกเรียกว่า “ทะยู” หรือ “โออิรัน” ซึ่งตำแหน่งของสองชื่อนี้ถือว่าเป็นตำแหน่งเดียวกัน เพียงแค่ถูกเรียกตามแหล่งที่อยู่เท่านั้น โดยในเขตเกียวโตจะเรียกนางโลมชั้นสูงสุดว่า “ทะยู” ส่วนในย่านโยชิวาระของเอโดะจะเรียกนางโลมชั้นสูงสุดว่า “โออิรัน”

หลายคนอาจจะสงสัยว่าโออิรันกับเกอิชานั้นต่างกันตรงไหน ต่างกันก็ตรงที่เกอิชาจะไม่ขายเรือนร่าง แต่เกอิชาจะมีผู้อุปถัมภ์ ซึ่งนั่นหมายความว่าเกอิชาจะแต่งงานไม่ได้ แต่สามารถมีผู้อุปถัมภ์ที่จะอุปถัมภ์เธอไปได้ทั้งชีวิตนั่นเอง

นอกจากนี้ยังได้ชมการแสดงโชว์นินจาที่ทำให้เราเห็นห้องกลไก เส้นทางลับภายในตัวบ้าน รวมถึงห้องที่ใช้เก็บอาวุธของนินจาที่มีรูปร่างแปลกตามากมาย ที่ให้ความรู้สึกทั้งตื่นเต้นเร้าใจจากการต่อสู้ของเหล่านินจาและซามูไร รวมถึงมุขที่สร้างความฮาให้ผู้ชมได้ไม่เบาทีเดียว

แม้ว่าการแสดงทั้งสองจะเป็นภาษาญี่ปุ่น แต่ด้วยความเป็นมืออาชีพของนักแสดง ทำให้ผู้ชมหลายชาติหลายภาษากลับเข้าใจการแสดงของทั้งสองและเรียกเสียงหัวเราะไม่ขาดสายทีเดียว

หลังจากสัมผัสวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของญี่ปุ่นแบบดั้งเดิม เราร่วมกันรับประทานอาหารแบบนาเบะ หรือหม้อไฟทะเลสไตล์ญี่ปุ่นอย่างเอร็ดอร่อย จากนั้นเดินทางต่อไปยังภูเขาไฟโชวะชินซัน ที่ตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางหิมะปุยนุ่มขาวโพลน

ภูเขาไฟโชวะหรือภูเขาไฟโชวะชินซัน (Showa Shinzan) ถือเป็นภูเขาไฟที่เกิดขึ้นใหม่ของฮอกไกโด ที่ไม่ธรรมดาตรงที่ได้รับการจัดอันดับว่ามีอายุน้อยที่สุดในประเทศญี่ปุ่นนั่นเอง

ด้วยความที่ภูเขาไฟแห่งนี้ตั้งอยู่ใกล้กับภูเขาไฟอุสุ ทำให้สามารถมองเห็นภูเขาไฟได้อย่างชัดเจนจากจุดชมวิวภูเขาไฟอุสุ ซึ่งต้องนั่งกระเช้าไฟฟ้าอุสุซันขึ้นไป

ความเป็นมาของภูเขาไฟแห่งนี้ แรกเริ่มก็มาจากการเกิดแผ่นดินไหวและก่อตัวขึ้นบนพื้นที่ราบทุ่งข้าวสาลี ที่มีความสูงอยู่ที่ 290 เมตร โดยจะอยู่ในระหว่างปี 1943-1945 นับเป็นอีกหนึ่งภูเขาไฟที่ยังไม่มอดดับสนิทและยังคงมีควันกำมะถันลอยอยู่เหนือปล่องภูเขาไฟให้เห็นจนถึงปัจจุบัน นับเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่น่าประหลาดใจ

นอกจากความสวยงามของยอดเขาแล้ว ด้านล่างยังเป็นศูนย์อนุรักษ์พันธุ์หมีสีน้ำตาล ซึ่งเป็นหมีพันธุ์ที่หาดูได้ยากในปัจจุบัน จะพบแต่ในเกาะฮอกไกโด เกาะซาคาริน และหมู่เกาะคูรินเท่านั้น

ก่อนตบท้ายทริปแห่งวันด้วยการแช่ออนเซนเพื่อผ่อนคลายความเมื่อยล้า ณ โรงแรม Toya Sun Palace Hotel Toyako พร้อมหลับใหล และเพิ่มพลังเที่ยวต่อในวันใหม่อย่างเต็มแรงสู้

ความทรงจำแสนดี 1826 มิกโซโลจี แอนด์ รูฟท็อป บาร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/580458

  • วันที่ 15 ก.พ. 2562 เวลา 15:30 น.

ความทรงจำแสนดี 1826 มิกโซโลจี แอนด์ รูฟท็อป บาร์

เรื่อง คีตะ ภาพ ทวีชัย ธวัชปกรณ์

วาเลนไทน์เพิ่งผ่านมา ใครอยากไปฉลองย้อนหลัง เราขอแนะนำ “1826 มิกโซโลจี แอนด์ รูฟท็อป บาร์” (1826 Mixology & Rooftop Bar) บาร์เปิดใหม่ซึ่งงดงามด้วยที่ตั้ง การตกแต่ง และวิวทิวทัศน์ที่รายรอบ พร้อมด้วยค็อกเทล อาหารสร้างสรรค์ และการบริการน่าประทับใจ

บาร์แห่งนี้ตั้งอยู่ในโรงแรมแรมแบรนดท์ซึ่งยืนยงอยู่คู่กรุงเทพฯ มานานกว่า 20 ปี นอกจากมีร้านอาหารอินเดียน อิตาเลียน และเม็กซิกันอันเลื่องชื่อแล้ว 1826 มิกโซโลจี แอนด์ รูฟท็อป บาร์ ก็คือสถานที่น้องใหม่ซึ่งทางโรงแรมภูมิใจนำเสนอ

ตัวเลข 18 ในชื่อนั้นหมายถึง ซอยสุขุมวิท 18 ที่ตั้งโรงแรม ส่วน 26 คือ ชั้นที่ตั้ง รวมกันกลายเป็นบาร์อันน่าตื่นตาตื่นใจบนชั้นดาดฟ้าที่มองเห็นทิวทัศน์กรุงเทพฯ งดงาม ประกอบด้วยหลากหลายมุมซึ่งตกแต่งอย่างสวยงามทันสมัยให้เลือกใช้เวลากับคนคุ้นเคยรู้ใจ ใครอยากชมพระอาทิตย์ตกดินให้แวะไปช่วง 5 โมงเย็น ค่ำกว่านั้นแสงของเมืองก็จะสว่างไสวมาแทนที่ ซึ่งก็น่าชมไปอีกแบบ

บาร์แห่งนี้นำเสนอเครื่องดื่ม พร้อมด้วยฟิวชั่นฟู้ด หลากรสรับประทานง่ายๆ แต่เต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากร้านอาหารระดับรางวัลของโรงแรม ไม่ว่าจะเป็นเม็กซิกัน อิตาเลียน และอินเดียน อย่างเช่น แลมป์เคบับ, บัตทอน แอนด์ ชิคส์, พรอว์นโรตี ฯลฯ

ในส่วนของเครื่องดื่มผสมจากสปิริตหลากชนิด พร้อมวัตถุดิบสดใหม่มาปรุงแต่ง แต่ละแก้วมีเรื่องเล่า ซึ่งคุณสามารถสแกนคิวอาร์โค้ดเข้าไปอ่าน หรือแม้จะสอบถามพูดคุยกับมิกโซโลจิสต์ สตีเฟน ปินโต และทีมงานของเขาได้อย่างใกล้ชิด

มิกโซโลจิสต์หนุ่ม พร้อมนำเสนอดริงก์แบบที่คุณชอบ รวมถึงซิกเนเจอร์ดริงก์อย่าง วันซ์ อัพพอน อะ ไทม์ อิน แรมแบรนดท์ ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากรถตุ๊กตุ๊กที่ทางโรงแรมนี้ให้บริการรับส่งลูกค้าโรงแรมมาตั้งแต่ทศวรรษ 1990 ถ้าคุณไปเยือนแรมแบรนดท์วันนี้ก็จะเห็นตุ๊กตุ๊กจอดประดับอยู่ ณ ชั้นล่าง สำหรับค็อกเทลนี้เสิร์ฟในถ้วยรูปตุ๊กตุ๊ก ส่วนผสมสะท้อนแสดงความเป็นกรุงเทพฯ และความเป็นไทยอย่างเช่น รัมไทยแช่พริก นั่นหมายความว่า ค็อกเทลแก้วนี้มีความเผ็ด ส่วนผสมอื่นๆ รวมถึงมะเขือเทศตากแห้ง น้ำสับปะรดสด เกลือหิมาลายันสีชมพู และใบมะกรูด

ค็อกเทลซึ่งประดับตกแต่งด้วยดอกไม้ชื่อว่า ฟลอรา ได้แรงบันดาลใจจากสวนของโรงแรมที่เต็มไปด้วยดอกไม้ แก้วนี้มีน้ำดอกเอลเดอร์ฟลาวเวอร์ ชาคาโมไมล์ ชาดอกอัญชัน มาผสมผสานกับจิน ส่วน ฮาซิเอ็นดา เดอ แฟชั่น แก้วนี้ได้แรงบันดาลใจจากร้านอาหารเม็กซิกาโน ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นร้านอาหารเม็กซิกันร้านแรกๆ ของกรุงเทพฯ ผสมด้วยเตกีลา รวมกับสุราที่ผลิตจากอะกาเวหรือป่านศรนารายณ์ ไซรัปซินนามอนอะกาเว และบิตเทอร์ช็อกโกแลตและกาแฟ

ใครคิดไม่ออก ตัดสินใจไม่ได้ว่าจะดื่มอะไร มีค็อกเทลชื่อว่า ดิ อันดีไซเด็ด ให้เลือก โดยยกหน้าที่ให้กับมิกโซโลจิสต์เป็นผู้ตระเตรียม สั่งแล้วก็รอคอยพบกับเซอร์ไพรส์ได้เลย

หลายแก้วค็อกเทลประดับตกแต่งด้วยดอกไม้ ซึ่ง สตีเฟน เด็ดสดๆ จากต้นที่ประดับรายรอบสถานที่ ราวกับเป็นสวนดอกไม้ของเขาเอง โดยเจ้าตัวยืนยันว่า ดอกไม้เหล่านี้สะอาดปลอดภัยแบบออร์แกนิก และรับประทานได้

นอกจากค็อกเทลแล้วที่นี่ยังมีเครื่องดื่มอื่นๆ ไว้ให้เลือกสั่งตามรสนิยม ไม่ว่าจะไวน์ เบียร์ วิสกี้ โดยเฉพาะจินนั้น ทุกวันพุธ จัดเป็น “จิน แอนด์ แจ๊ซ ไนท์” เพื่อให้ได้จิบจินและฟังเพลงแจ๊ซจากวงแสดงสดตั้งแต่ 19.00-22.00 น. หากมาวันศุกร์ ระหว่าง 21.00-01.00 น. ก็มีดีเจมานำเสนอเพลงหลากหลายแนวทางตามมู้ดของบรรยากาศและผู้คน

หลังจากเปิดตัวมาได้เพียงเดือนเศษ 1826 มิกโซโลจี แอนด์ รูฟท็อป บาร์ ก็กลายเป็นจุดหมายใหม่สำหรับผู้รักการแฮงเอาต์ บาร์ตั้งอยู่ชั้น 26 โรงแรมเรมแบรนดท์ ซอยสุขุมวิท 18 โทร. 02-261-7050 เปิดทุกวันระหว่าง 17.00-01.00 น.

ไม่ว่าจะเป็นวันไหนๆ บาร์เปิดใหม่ซึ่งงดงามด้วยที่ตั้ง การตกแต่ง และวิวทิวทัศน์ พร้อมด้วยค็อกเทล อาหารสร้างสรรค์ และการบริการน่าประทับใจจะสร้างความทรงจำแสนดีให้กับผู้มาเยือนเสมอ

รวมเมนูซิกเนเจอร์ สดุดีเชฟมิชลินสตาร์ โชเอล โรบูชง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/580462

  • วันที่ 15 ก.พ. 2562 เวลา 15:30 น.

รวมเมนูซิกเนเจอร์ สดุดีเชฟมิชลินสตาร์ โชเอล โรบูชง

เรื่อง แบมบี bambi5789@gmail.com

ลัตเตอลิเย เดอ โชเอล โรบูชง กรุงเทพฯ สร้างสรรค์เซตอาหารพิเศษ The Degustation Menu Legacy รวบรวมเมนูซิกเนเจอร์อันเป็นที่โปรดปรานที่สุด เพื่อเป็นเกียรติแก่เชฟ โชเอล โรบูชง เชฟมิชลินสตาร์ผู้ล่วงลับ

ด้วยสไตล์การทำอาหารที่เฉพาะตัวและความมุ่งมั่นที่จะทำอาหารให้สมบูรณ์แบบที่สุด เขาได้กลายเป็นเชฟชาวฝรั่งเศสที่มีอิทธิพลที่สุดของยุคอาหารแนวใหม่ ลัตเตอลิเย เดอ โชเอล โรบูชง กรุงเทพฯ ขอยกย่องฝีมือและให้เกียรติแก่ผู้ที่ครองสถิติดาวมิชลิน 32 ดวง ซึ่งมากที่สุดในโลก ด้วยเซตเมนูพิเศษ ประกอบขึ้นด้วยจานซิกเนเจอร์ของเชฟที่เป็นที่รู้จักกันอย่างดี

เชฟโอลิวิเยร์ ลีมูแซง เอ็กเซ็กคิวทีฟเชฟ ของลัตเตอลิเย เดอ โชเอล โรบูชง กรุงเทพฯ กล่าวอย่างตื่นเต้นว่า ตัวเขานั้นได้ทำงานกับ เชฟโชเอล โรบูชง มานานกว่า 16 ปี

“เขาเป็นยิ่งกว่าเจ้านาย เขาเป็นเพื่อน เป็นที่ปรึกษา เป็นครอบครัว และเป็นผู้สนับสนุนผม ทั้งเรื่องงานและเรื่องชีวิต สำหรับพวกเราที่เคยได้ทำงานใกล้ชิดกับเขา เขาเปรียบเสมือนพ่อ ผมเรียนรู้จากเขามากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องการผลักดันตัวเองให้พัฒนาฝีมือ ไม่หยุดที่จะเรียนรู้ ไขว่คว้าความสมบูรณ์แบบ และเน้นความสำคัญของคุณภาพอาหาร รวมทั้งความพึงพอใจของลูกค้า

สำหรับเมนูพิเศษนี้ ประกอบขึ้นจากจานซิกเนเจอร์ของเขา บางจานก็คิดค้นขึ้นจากร้านชาแม็ง (Jamin) ในกรุงปารีสตั้งแต่ยุคทศวรรษที่ 1990 และทำให้ร้านได้รับดาวมิชลิน เราทำเมนูพิเศษเพื่อยกย่องเขา และแสดงให้เห็นความเชี่ยวชาญด้านอาหารที่โดดเด่นยืนหยัดเหนือกาลเวลาของเขา”

The Degustation Menu Legacy ของโชเอล โรบูชง คือคอลเลกชั่นอาหารสุดคลาสสิกของเชฟผู้ล่วงลับ ไม่ว่าจะเป็น Le Caviar Imperial de Sologne (คาเวียร์โซโลญอิมพีเรียลในล็อบสเตอร์เจลลี่) L’Oursin (คาร์ปาโชปลาซีบรีมและหอยเม่น ใส่มะนาว) La Langoustine (กุ้งแลงกุสตินกรอบและใบโหระพาห่อในพัฟกระดาษ) La Truffe Noir (ทาร์ตเห็ดทรัฟเฟิลดำแบบบาง หอมทอด และเบคอน)

La Poule (ราวิโอลีไส้ชีสนมแพะในซุปใส) Le Canard de Challans (อกเป็ดม้วนกับฟัวกราส์ เสิร์ฟกับมันฝรั่งบดสูตรโรบูชง) และจานอื่นๆ อีกมากมาย

The Degustation Menu Legacy ของโชเอล โรบูชง พร้อมบริการแล้วที่ ลัตเตอลิเย เดอ โชเอล โรบูชง กรุงเทพฯ ชั้น 5 อาคารมหานครคิวบ์ ในราคา 6,950 บาท++ ต่อท่าน (7 คอร์ส) และ 4,950 บาท++ ต่อท่าน (5 คอร์ส)

ข้อมูลเพิ่มเติม และสำรองที่นั่ง โทร. 02-001-0698 เยี่ยมชมเว็บไซต์ที่ http://www.robuchon-bangkok.com

ยุ้งข้าวหอม รสสัมผัสจากสมุย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/580460

  • วันที่ 15 ก.พ. 2562 เวลา 15:30 น.

ยุ้งข้าวหอม รสสัมผัสจากสมุย

เรื่อง ลีโอ เคน ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

ยุ้งข้าวหอมร้านอาหารใต้แท้ๆ สูตรต้นตำรับจากร้านอาหารดังประจำเกาะสมุยนามว่าข้าวหอม ที่มีมานานกว่า 20 ปีและเปิดมาด้วยกัน 2 สาขา เน้นเสิร์ฟอาหารใต้พื้นบ้านดั้งเดิม รสชาติจัดจ้าน กลมกล่อม และมีกลิ่นหอมจากการใช้เครื่องเทศเฉพาะถิ่น รวมไปถึงวัตถุดิบคัดพิเศษส่งตรงจากสมุยกันทีเดียว

บรรยากาศเน้นการตกแต่งที่ให้ความรู้สึกอบอุ่นเหมือนนั่งรับประทานอาหารที่บ้านเพื่อน โดยเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์ไม้เป็นหลักล้อมรอบด้วยกระจกใส ที่ให้ความรู้สึกโปร่งโล่งสบายตา แอบเพิ่มกิมมิกความเป็นปักษ์ใต้ด้วยของตกแต่งที่ขึ้นชื่อของภาคใต้ อาทิ หมอนอิง และเบาะรองนั่งที่มีลวดลายของผ้าบาติก มีรูปลิงและต้นมะพร้าวสัญลักษณ์คู่ท้องทะเลที่เพนต์อยู่บนฝาผนังรวมไปถึงถ้วยชาม

นอกจากนี้ ยังมีโคมไฟที่ได้แรงบันดาลใจมาจากเครื่องจับปลาของชาวประมงที่เพิ่มความสนุกสนานอยู่ในที

เริ่มกันที่เมนูแรกอย่างหมูผัดกะปิ กะปิอย่างดีจากเกาะสมุย ที่ทางร้านนำไปผัดคลุกเคล้ากับหมูคุโรบูตะคัดพิเศษที่ให้ความนุ่ม โรยด้วยใบมะกรูดซอย เสิร์ฟมาพร้อมเครื่องเคียงอย่างพริกสด หอมแดง และมะนาวให้บีบเพื่อเพิ่มรสชาติให้อร่อยมากยิ่งขึ้น

เมนูต่อมาผัดเผ็ดหมูสามชั้นสะตอ หมูสามชั้นที่นำไปผัดคลุกเคล้ากับเครื่องแกงสูตรต้นตำรับจากสมุย เพิ่มความมันกรุบกรอบด้วยสะตออย่างดีพันธุ์ข้าวซึ่งเป็นสะตอที่ไม่มีกลิ่น ผัดให้สุกพอดี จะได้รสที่กลมกล่อมจัดจ้านพอประมาณ

ต่อด้วยต้มไข่พะโล้เต้าหู้ดำ โดยผ่านกรรมวิธีการทำที่พิถีพิถันหลายขั้นตอนตั้งแต่เคี่ยวเต้าหู้ และหมูสามชั้นนานครึ่งวัน เพื่อให้น้ำพะโล้ซึมเข้าเต้าหู้ และหมูสามชั้นแบบเต็มๆ สัมผัสได้ถึงความนุ่มและนิ่มของเต้าหู้และหมูสามชั้น น้ำก็ให้รสชาติเข้มข้นออกหวานกำลังดี

เมนูนี้ก็ห้ามพลาด แก้งส้มปลาอินทรียอดมะพร้าวอ่อน เครื่องแกงสูตรเด็ดสั่งตรงจากสมุย มาพร้อมกับปลาอินทรีสดๆ ชิ้นโตๆ เพิ่มความอร่อยด้วยยอดมะพร้าวอ่อน อร่อยจัดจ้านตามประสาปักษ์ใต้

เบรกความจัดจ้านด้วยปลาทรายทอดขมิ้น ปลาทรายสดๆ คลุกเคล้ากับขมิ้นและกระเทียมนำไปทอดจนกรอบ กินได้ตลอดทั้งตัว เพิ่มรสชาติด้วยน้ำจิ้มซีฟู้ดรสชาติจัดจ้าน

หรือจะเป็นน้ำพริกกุ้งสด น้ำพริกกะปิที่เลือกใช้กะปิชั้นดีจากสมุย ที่มาพร้อมกับกุ้งสดและพริกขี้หนูลูกโดดเพิ่มความจัดจ้าน กินคู่กับผักเคียง ช่วยให้เจริญอาหารดีแท้

ใครชอบปูอย่าลืมสั่งเมนูนี้ แกงปูเส้นหมี่ลวก แกงปูที่เลือกใช้เนื้อปูชิ้นโตมากับเครื่องแกงเข้มข้นสูตรจากสมุย ที่ผสมใบยี่หร่าเพิ่มความหอมและร้อนแรงอยู่ในที กินกับเส้นหมี่ลวกคลุกด้วยกระเทียมทอด รสชาติเข้ากันอย่างลงตัว

ตบท้ายด้วยลูกชกลอยแก้ว ลูกชกของขึ้นชื่อของเกาะสมุย คล้ายกับลูกชิด แต่ให้ความกรุบกรอบกว่า หนึ่งปีจะมีเพียงครั้งเดียว นำมาลอยแก้วเป็นการปิดท้ายมื้อที่แสนพิเศษเชียวล่ะครับ

ยุ้งข้าวหอมอยู่ที่ชั้น 1 โครงการแอมพาร์ค จุฬาฯ เปิดบริการทุกวันตั้งแต่เวลา 11.00-22.30 น. โทร. 06-3465-6565 

45 ปี ปทุมเค็ก ย้ายร้านใหม่ไปเอกมัยแล้วนะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/580456

  • วันที่ 15 ก.พ. 2562 เวลา 14:00 น.

45 ปี ปทุมเค็ก ย้ายร้านใหม่ไปเอกมัยแล้วนะ

เรื่อง วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ ทวีชัย ธวัชปกรณ์

ยกให้เป็นอีกหนึ่งร้านเค้กและเบเกอรี่ชื่อดัง ที่นักนิยมเค้กและเบเกอรี่คุ้นเคยมานานกว่า 45 ปี ร้านเดิมตั้งอยู่ที่สุขุมวิท 39 ซอยพร้อมพงษ์ ที่เปิดมาตั้งแต่ปี 2516 ถึงปัจจุบันก็เกือบจะ 46 ปีแล้ว จากอดีตเป็นเพียงบูธเล็กๆ ที่เปิดขายเบเกอรี่อบสดหน้าบ้าน

อะไรที่ทำให้ปทุมเค็กอยู่ยงคงกระพันมาจนทุกวันนี้ ตามไปดู(ร้านใหม่)กันเลยดีกว่า

ปิยวัฒน์ วราไชยสิทธิ์ เจ้าของร้านรุ่นที่ 2 เล่าให้ฟังว่า ชื่อร้านมาจากชื่อของมารดา-ประทุม โดรบุษป ซึ่งรักที่จะทำในขนมปังเนยสด ซึ่งหอมสดใหม่ในทุกวัน และขนมปังเนยสดนี้เองที่กลายเป็นซิกเนเจอร์ ลูกค้าบางคนถึงกับเรียกขนมปังเนยสดของที่นี่ว่า “ขนมปังปทุมเค็ก” ด้วยความหอมนุ่มชุ่มเนยแบบพอดิบพอดีที่ลงตัวอย่างที่สุดนั่นเอง

“เราปิดร้านดั้งเดิมที่ซอยสุขุมวิท 39 ตั้งแต่ปี 2560 และย้ายมาที่ใหม่ที่ซอยเอกมัย 12 ร้านใหม่เป็นบ้านสีเหลือง รีโนเวตจากบ้านอยู่อาศัยเดิม พื้นที่กว้างขวางขึ้น รับลูกค้าได้มากขึ้น และทำอะไรที่เราอยากทำได้มากขึ้น”

เบเกอรี่ขึ้นชื่อยังมีพายสตูเนื้อ พายสตูไก่ ขนมปังไส้ไก่ และคัสตาร์ดคาราเมล พายสตูเนื้อรสชาติล้ำเลิศ อร่อยพอดิบพอดี น้ำสตูเข้มข้น ให้ความสดชื่นของกลิ่นรสเครื่องเทศ ขนมปังไส้ไก่อร่อยถึงลือ ใครแวะมาก็ต้องบอกเลยว่าห้ามพลาด ส่วนคัสตาร์ดคาราเมล ก็เป็นอะไรที่หอมหวานถึงรสคาราเมล

ใครมาต้องสั่งคือเครื่องดื่มขึ้นชื่อ อัญชันมะนาวโซดา รสชาติเปรี้ยวซ่าแบบนุ่มๆ ทว่าเข้มข้นและปรี๊ดได้ใจ ส่วนเมนูกับข้าวมีหลากหลาย ยกมาวันนี้มีข้าวไก่อบ ข้าวคลุกกะปิและของทอด 3 อย่าง คางกุ้ง-ลาบทอด-ปีกไก่ทอด กรุบกรอบกรุบกริบชนิดว่ากำลังเหมาะ สำหรับข้าวไก่อบหรือสตูไก่ ปิยวัฒน์ เล่าว่า สตูที่นี่รสชาติออกทางฝรั่ง แต่ไม่ฝรั่งจ๋า ส่วนข้าวคลุกกะปิก็ครบเครื่องอร่อย

น้อยหน่านมสด อีกหนึ่งพระเอกของปทุมเค็ก ลิ้มรสน้อยหน่านมสดเวอร์ชั่นเข้มข้น ตักชิมเพียงคำก็ถึงซึ่งความหอมหวานชื่นใจ นอกจากนี้ยังมีหมูผัดกะปิถั่วฝักยาว ข้าวผัดพริกกุ้งสดปลาสลิด สปาเกตตีปลาเค็ม เนื้อตุ๋น หมูตุ๋น อาหารใต้มีคั่วกลิ้งหมู วุ้นเส้นสามเหม็น (สะตอ-ชะอม-กะปิ) และอีกหลายเมนูเด็ด วัตถุดิบทั้งหมดล้วนส่งตรงจากใต้

อาหารฝรั่งมีหลากหลายให้เลือกรับประทาน ได้แก่ ซุบข้นเห็ด ซุปหัวหอมฝรั่งเศสใส ซุปผักโขม สเต๊กเบอร์เกอร์เนื้อ-หมูชีส หมูอบซอสส้ม ไก่อบซอสเห็ด เนื้อฟิเลต์มีญง จานร้อนรวมมิตร สลัดผัก สลัดผัก ปลาแซลมอน พอร์คช็อปบูรพา หรืออาหารมังสวิรัติจานเดียว ก็มีหลากหลายน่ากิน ข้าวผัดพริกสด-ไข่ดาวกรอบ เป็นต้น

ปิยวัฒน์ บอกว่า ขอขอบคุณลูกค้าเก่าที่ตามมารับประทานที่ร้านใหม่กันอย่างอบอุ่น สำหรับลูกค้าใหม่ยินดีต้อนรับ ปัจจุบันร้านใหม่เปิดดำเนินการเต็มรูปแบบ เค็กปทุมเปิดทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08.00-20.00 น. ตั้งอยู่ในซอยเอกมัย 12 เข้ามาประมาณ 200 เมตร จะเห็นบ้านสีเหลืองสดใสอยู่ทางขวามือ โทร. 08-1659-4665 หรือ Line : patumcake

กินหัวกินหาง กินกลางตลอด‘บัว’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/580457

  • วันที่ 15 ก.พ. 2562 เวลา 14:00 น.

กินหัวกินหาง กินกลางตลอด‘บัว’

เรื่อง ปณิฏา สุวรรณปาล ภาพ ทวีชัย ธวัชปกรณ์

7 เมนูอาหาร ที่รังสรรค์จากส่วนต่างๆ ของ “บัว” ปรุงเสิร์ฟในนาม “สัตตบงกช” ณ ห้องอาหารไทยสไปซ์ มาร์เก็ต โรงแรมอนันตรา สยาม กรุงเทพ มาสักระยะ และจะเสิร์ฟไปถึงวันที่ 28 ก.พ.นี้

บัว เป็นราชินีแห่งไม้น้ำ เมื่อนึกถึงบัวก็จะนึกถึงเรื่องการเป็นสัญลักษณ์แห่งคุณงามความดี บัวนั้นเป็นพืชล้มลุกที่มีมาตั้งแต่สมัยบรรพกาล ฟอสซิลของบัวหลวงที่มีการค้นพบ ย้อนไปได้ถึง 145.5-65.5 ล้านปีก่อนคริสตกาลนู่นเลย

บัวเป็นดอกไม้คู่กับศาสนาพุทธ ซึ่งเราคุ้นเคยกับในพระพุทธประวัติของพระพุทธเจ้า ซึ่งผูกพันกับฉากตอนสำคัญ ทั้งประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพาน ในอดีตนิยมใช้เป็นยาก่อนจะมีการคิดค้นขึ้นเป็นเมนูอร่อยขึ้นมา

ดอกบัว ที่แสนสวยงาม ร้านอาหารหลายแห่งนำมาเป็นเครื่องห่อเมี่ยงคำแทนใบชะพลู โดยรสชาติไม่ได้แทรกแซงความอร่อยของเมนูนี้ แถมพกมาด้วยความสวยงาม เก๋ไก๋ ต่อสำรับอาหาร ขณะที่ เม็ดบัว เอง สามารถกินได้ทั้งสดๆ และนำไปอบแห้ง ใครจะไปเชื่อว่า เม็ดบัวเป็นแหล่งโปรตีน พร้อมด้วยสารอาหารสำคัญหลายชนิด

ส่วนของบัวอีกชนิดที่อร่อยมาก คือ รากบัว ส่วนใหญ่นิยมนำมาเชื่อมแห้ง กินเป็นของหวาน หรือนำไปต้มกับน้ำตาลกรวด กินแก้ร้อนใน ขณะที่ชาวอินเดียดื่มน้ำรากบัว เพื่อระงับอาการท้องร่วง ปัจจุบันมีการรังสรรค์เป็นเทมปุระรากบัว ชิปส์รากบัว แสนอร่อย

ไหลบัว หรือต้นกล้าบัว สามารถนำมาประกอบอาหารได้ทั้งสด ทั้งแห้ง โดยมากจะนำมาแกงส้ม แกงเลียง ยำ และผัดเผ็ดต่างๆ ขณะที่ สายบัว ในสกุลบัวสายนั้น นำมาปรุงอาหารแทนผักได้หลายชนิด ทั้งแกงส้มสายบัว แกงสายบัวกับปลาทู ฯลฯ

ในส่วนของ ใบบัว นั้น ส่วนใหญ่รับประทานเข้าไปไม่ได้ แต่กระนั้นก็นิยมนำมาห่อข้าว เป็นเมนู ข้าวห่อใบบัว สำหรับใบอ่อนๆ ถึงนำมากินเป็นผักสดแกล้มน้ำพริก หรือนำมาหั่นฝอยๆ ชงดื่มแทนน้ำชา ช่วยแก้ร้อนในกระหายน้ำได้

ส่วนอื่นๆ อย่างเกสรบัว สีเหลืองๆ ใช้ปรุงเป็นเครื่องยาทั้งไทยและจีน โดยเฉพาะยาลม ยาหอม ยาบำรุงหัวใจ และยาขับปัสสาวะ ด้าน ดีบัว (ส่วนเขียวๆ ขมๆ ที่อยู่ในเม็ดบัว) ก็นำมาเป็นส่วนผสมของยาโบราณได้เช่นกัน

เชฟวรินธร สัมฤทธิ์ผล แม่ครัวอาหารไทยประจำห้องอาหารสไปซ์ มาร์เก็ต เฉลยว่า ที่รังสรรค์เมนูพิเศษ “สัตตบงกช” ขึ้นมา ก็เพราะต้องการให้คนกินอาหารรู้ว่า ส่วนต่างๆ ของ “บัว” นั้นสามารถนำมาปรุงเป็นอาหารได้หลากหลาย และสิ่งไหนเหมาะกับการปรุงเมนูอะไร

ไม่ว่าจะเป็น สายบัว ของสกุลบัวสาย หรือไหลบัว จากตระกูลบัวหลวง นอกจากนี้ ยังมี รากบัว เม็ดบัว กลีบบัว ดีบัว และแม้แต่ใบบัวที่กินไม่ได้ก็ยังนำมาสร้างสรรค์เป็นจานอร่อยได้มากมาย ซึ่งเชฟวรินธรได้นำเอาส่วนต่างๆ ของดอกบัว ทั้ง กลีบดอก รากบัว สายบัว ไหลบัว และเม็ดบัว มาปรุงอย่างพิถีพิถัน เป็นอาหารรสเลิศถึงรสชาติของอาหารไทย

“บัวมีให้ชิมตลอดทุกฤดูกาลอยู่แล้ว แต่เราสร้างสรรค์เมนูพิเศษขึ้นมา ก็เพราะอยากให้ทุกคนรู้ว่า บัว ทั้ง 2 แบบรับประทานได้ บัวชนิดไหนจะรับประทานตรงไหน อย่าง บัวหลวงเราก็จะกินตรง ไหลบัว ซึ่งเป็นหน่ออ่อนของบัวหลวง เท็กซ์เจอร์ของเขาจะกรอบ เรานำมากินสดๆ หรือผัดก็ได้ ซึ่งไหลบัวของบัวหลวงจะกรอบ อร่อยกว่าของบัวสาย แต่ถ้าเป็นบัวสาย ก็จะนำเอาช่วงที่เป็นสายของเขามารับประทาน”

เมนู “สัตตบงกช” 7 เมนูจากบัว ประกอบด้วย ยำสวนบัว (480 บาท++) ที่เชฟวรินธรตั้งชื่อเมนูอย่างนี้ ด้วยเพราะมีหลากหลายส่วนประกอบของบัว ทั้งกลีบบัว เกสร ไหลบัว และยังนำเอาใบบัวบกมาเป็นลูกเล่นด้วย มาพร้อมกับปูนิ่มทอดกรอบ และน้ำยำสูตรเด็ด

ยำรากบัวกุ้งกรอบ (480 บาท++) ที่มีส่วนประกอบสำคัญคือ รากบัวหลวงสไลซ์บางๆ นำไปชุบแป้งเล็กน้อย ทอดให้กรอบ แล้วค่อยมายำกับน้ำพริกเผา และน้ำจิ้มซีฟู้ด รสชาติเปรี้ยวๆ หวานๆ ออกสไตล์พล่ากุ้ง

เด็ดๆ จานต่อมาขาแซ่บต้องห้ามพลาด ส้มตำไหลบัว (360 บาท++) ไหลบัวหลวงกรุบกรอบ ทำหน้าที่แทนมะละกอ เสริมรสชาติด้วยไข่เค็มและปลาสลิดทอดกรอบ จานนี้ก็เด็ด ทอดมันทะเลรากบัว (480 บาท++) เนื้อปลากรายตีกับน้ำพริกแกง เช่น ทอดมันสไตล์คลาสสิก เพิ่มเท็กซ์เจอร์ด้วย หอยเชลล์ กุ้ง ปลาหมึก และรากบัว หั่นเต๋า

สายบัวต้มกะทิปลาทู (480 บาท++) เชฟวรินธรตำน้ำพริกสดๆ โดยใช้พริกไทยเม็ด เสร็จแล้วเอากะปิเผาให้หอม ค่อยนำมาตำ แล้วใช้หอมแดง ใบมะกรูดมาดับความคาวของปลาทู ผัดไหลบัวกุ้งแม่น้ำ (560 บาท++) นำไหลบัวมาผัดกับน้ำมันหอย ใส่พริกและต้นหอม ราดลงไปบนกุ้งแม่น้ำนึ่งตัวโต

ปิดท้ายด้วย ข้าวห่อใบบัว (360 บาท++) ข้าวกล้องผัดใส่เห็ดหอม แปะก้วย เม็ดบัว รากบัว เผือก ไข่แดงเค็ม พุทราเชื่อม ไก่ย่างสูตรสไปซ์มาร์เก็ต นำมาห่อแล้วอบ 15 นาที เพิ่มความหอมน่ารับประทาน

สัมผัสรสชาติอาหารไทย เมนูพิเศษจาก “ดอกบัว” ณ ห้องอาหารไทยสไปซ์ มาร์เก็ต ชั้น 1 โรงแรมอนันตรา สยาม กรุงเทพ (BTS ราชดำริ) บริการมื้อกลางวัน เวลา 11.30-14.30 น. (ยกเว้นวันอาทิตย์) มื้อค่ำ เวลา 18.00-22.30 น. โทร. 02-126-8866 ต่อ 1232 อีเมล spicemarket.asia@anantara.com เว็บไซต์ http://www.siam-bangkok.anantara.com

ฮันจุงโนก…บันทึก’ลับ’ ในความเงียบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/579847

  • วันที่ 10 ก.พ. 2562 เวลา 10:30 น.

ฮันจุงโนก...บันทึก'ลับ' ในความเงียบ

โดย เพียงออ วิไลย piangor@hotmail.com

บันทึกลับในอดีตที่ชื่อว่า “ฮันจุงโนก” (한중록: The Memoirs of Lady Hyegyeong) ในสมัยโชซอน มีความหมายว่า “บันทึกในความเงียบ” เป็นบันทึกความทรงจำของ “พระชายาฮเย-กยอง” ใน “องค์ชายรัชทายาทซาโด” ที่มีความสำคัญต่อการเปิดเผยความลับทางประวัติศาสตร์เกาหลีในช่วงปี ค.ศ. 1700-1800 ซึ่งมีความคลุมเครือสับสนในเหตุการณ์สำคัญยิ่งของราชวงศ์โชซอน…ในเวลานั้น ไพร่ฟ้าสามัญชนไม่เคยรับรู้ว่า ทำไมจู่ๆ องค์ชายรัชทายาทจึงสิ้นพระชนม์ และเงื่อนงำการสิ้นพระชนม์ของพระองค์ก็หายไปจากประวัติศาสตร์ จนกระทั่งได้มีเปิดเผยเนื้อหาของบันทึกลับนี้หลังเหตุการณ์ดังกล่าวเกือบ 200 ปี

ฮันจุงโนก…เป็นการบันทึกอัตชีวประวัติส่วนพระองค์ สมัยนี้คงเทียบได้กับการเขียนไดอารี่ประจำวัน หากแต่ “พระชายาฮเย-กยอง” อาจมีพระประสงค์ลึกๆ ในการที่จะส่งต่อเรื่องราวของพระองค์ ราชวงศ์ และการเมืองในยุคนั้นให้ชนรุ่นหลังได้รับรู้… “พระชายาฮเย-กยอง” (ซึ่งต่อมา ได้เฉลิมพระยศเป็น ”พระราชินีฮอนกยอง” หลังจากที่พระองค์สิ้นพระชนม์ไปแล้ว) แรกถือกำเนิดในครอบครัวขุนนางตระกูลฮง จากเมืองพุงซาน ในปี 1735 และสิ้นพระชนม์ในปี 1816 (พระชันษา 80) แต่พระองค์เริ่มบันทึกเรื่องราวจากความทรงจำเมื่อเจริญพระชนมายุได้ 60 พรรษา ดังนั้น จึงเป็นข้อสงสัยอันหนึ่งว่า ความทรงจำของพระองค์จะยังคงแม่นยำอยู่หรือไม่ และจะมีบันทึกบางส่วนเขียนด้วยอคติที่เกิดขึ้นระหว่างปีแห่งความทุกข์ของชีวิตในราชวงศ์ที่มีผลบิดเบือนข้อเท็จจริงไป บ้างหรือไม่

อย่างไรก็ตาม เนื้อหาส่วนใหญ่ของบันทึกนี้สามารถเป็นหลักฐานอ้างอิงการมีอยู่ของเหตุการณ์ต่างๆ ในประวัติศาสตร์… แม้ว่าลายมือต้นฉบับนั้นได้สูญหายไป แต่มีการคัดลอกบันทึกลงบนกระดาษไว้หลายชุด (ช่างเป็นข้อดีของการค้นพบการทำกระดาษและหมึกจีน) เท่าที่ค้นพบ “พระชายาฮเย-กยอง” ได้ทรงเขียนบันทึกไว้ 4 ช่วงเวลา ภายในระยะเวลาสิบปี คือ ค.ศ. 1795, 1801, 1802, และ 1805

ก่อนหน้าที่ “บันทึกในความเงียบ” ได้ถูกเปิดเผยต่อสายตาสาธารณชน บันทึกนี้ได้ถูกส่งต่อเฉพาะในผู้สืบสายราชวงศ์ “อี” ของโชซอนเท่านั้น ภายหลังได้มีการคัดลอกออกไปถึง 14 สาย บางชุดคัดลอกมาเป็นอักษรเกาหลีและอักษรจีนปนกัน ทว่า ชุดที่มีความสำคัญและใช้ในการอ้างอิงมี 3 ชุด คือ ชุดที่ชื่อว่า คารัม อิลซา และ อาซามี…ในปี 1939 ข้อความในชุด คารัม ได้ถูกนำมาตีพิมพ์เปิดเผยเป็นครั้งแรกในวารสารรายเดือน ชื่อว่า “มุนจาง” พิมพ์ติดต่อกันถึง 1 ปี ทำให้ชาวเกาหลีได้รับรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างในราชวงศ์โชซอน และปริศนาการสิ้นพระชนม์ของ องค์ชายรัชทายาทซาโด ก็ได้รับคำตอบที่ชัดเจนในเวลานั้น

“บันทึกในความเงียบ” เริ่มต้นตั้งแต่เรื่องราวของชีวิตของพระชายา ในวัยเด็กจนกระทั่งได้รับการคัดเลือกให้เป็นพระชายา ในวัยเด็กท่านอธิบายถึงความรักและความผูกพันที่ท่านมีต่อท่านบิดามารดา และครอบครัว ซึ่งตั้งแต่เกิดท่านนอนในห้องเดียวกับบิดามารดา ได้ช่วยดูแลมารดาขณะที่ให้กำเนิดน้องๆ และได้เลี้ยงน้องๆ ที่เกิดตามมา จนกระทั่งต้องจากไปเป็นพระชายาในวัย 9 ขวบ เป็นความทุกข์ทรมานใจอย่างมากที่ต้องจากบ้านเข้าไปอยู่ในพระราชวังที่มีความเป็นระเบียบและเย็นชา ความเป็นอยู่ในราชสำนักที่มิอาจทำสิ่งใดตามใจได้ และมิอาจออกมาพบท่านบิดามารดาได้ตามที่ต้องการ ในบันทึกยังได้อธิบายถึงพิธีการคัดเลือกพระชายาให้แก่องค์รัชทายาท ธรรมเนียมปฏิบัติ และกล่าวถึงพระเจ้ายองโจกับพระราชินีว่าถูกใจพระองค์ตั้งแต่การคัดตัวรอบที่ 2 จนเอ่ยปากว่า พระองค์เป็น “ลูกสะใภ้ที่สวยงาม”

… ทว่า บันทึกยังแฝงไว้ด้วยการอธิบายถึงความจงรักภักดีของตระกูลฮงที่มีต่อราชวงศ์ ทั้งนี้เพราะในช่วงหลายปี แม้ว่า ตระกูลฮงจะเป็นต้นตระกูลของพระองค์ซึ่งมีฐานะเป็นพระชายาและพระพันปีของพระเจ้าจองโจ กษัตริย์องค์ต่อไป แต่ทั้งท่านบิดา พี่น้อง ก็ถูกลงพระราชอาญาไปหลายคน สร้างความทุกข์ใจให้แก่พระนางมาก เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลายอย่างทำให้ชีวิตในพระราชวัง “ชาง-คยอง” เป็นความทุกข์ของพระองค์ตั้งแต่เล็กจนสิ้นพระชนม์

เมื่อรวบรวมเนื้อหาของบันทึกทั้ง 4 ตอนนี้ เรียงตามลำดับเวลา พบว่า หลังจากที่พระชายาฮเย-กยอง เข้าไปอยู่ในพระราชวังได้ 1 ปี ตอนที่ทั้งพระองค์และองค์ชายรัชทายาทซาโด อายุ 10 ขวบ องค์ชายซาโดก็เริ่มมีอาการแปลกๆ และเกรี้ยวกราดขาดสติแล้ว ยิ่งโตขึ้นก็ยิ่งมีอาการหนักมากขึ้น เช่น กลัวเสียงฟ้าร้องฟ้าผ่าเพราะเกิดภาพหลอนว่าเห็นเทพเจ้าสายฟ้ามาลงโทษหลังจากอ่านหนังสือเต๋าชื่อว่า “อ๊กชู-กยอง” ในบันทึกได้บอกว่า พระเจ้ายองโจซึ่งเป็นพระราชบิดา ทรงเข้มงวดกับองค์ชายซาโดมาก มักจะไม่พอพระทัยกับสิ่งต่างๆ ที่องค์ชายรัชทายาททรงกระทำเสมอๆ และบ่อยครั้งที่ลงโทษพระองค์ให้อับอายต่อหน้าขันทีและนางกำนัล… นี่อาจเป็นเหตุผลที่ทำให้องค์ชายเกรงกลัวพระราชบิดาอย่างมาก ไม่สามารถพูดออกเสียงได้ต่อหน้าพระเจ้ายองโจ และเกิดความอับอายจนถึงขั้นรู้สึกอยากฆ่าตัวตายหลายครั้งก็ได้

ตอนที่องค์ชายมีพระชันษา 21 ได้มีปากเสียงกับพระราชบิดา แล้วกลับมาอาละวาดกับข้าราชบริพารจนเกิดอุบัติเหตุเพลิงไหม้พระตำหนักเสียหายไปหลายหลัง พระชายาทรงพระครรภ์ที่สี่ ยังต้องวิ่งหนีไปช่วยพระโอรสอีซาน และพระธิดาอีกองค์ให้พ้นจากไฟไหม้เลย นี่ยังไม่นับถึงพระอาการกลัวเสื้อผ้า เมื่ออาการกำเริบกว่าจะเลือกฉลองพระองค์ได้แต่ละครั้ง ต้องเผาเสื้อผ้าทิ้งไปหลายชุด

นอกจากนี้ บุคคลที่พระองค์สนิทสนมรักใคร่ด้วย เช่น เจ้าหญิงฮวา-ฮยอบ พระพันปีอินวอน กับพระราชินีจองซอน ได้เสียชีวิตตามกันในไม่กี่ปี ทำให้พระองค์โศกเศร้ามาก ในที่สุดความเครียดจึงทำให้พระองค์มีความผิดปกติทางจิตใจ ในเดือนเดียวกับที่มีพระราชพิธีฝังพระศพพระราชินีจองซอน พระองค์ถึงกับตัดศีรษะขันทีหิ้วไปมาในพระตำหนักและบังคับให้ทุกคนดูศีรษะนั้น…

(อ่านต่อฉบับหน้า)

ชิโกคุ ครั้งแรก (4)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/579845

  • วันที่ 10 ก.พ. 2562 เวลา 10:00 น.

ชิโกคุ ครั้งแรก (4)

เรากำลังนั่งรถบัสลงไปทางตอนใต้ของจังหวัดเอฮิเมะ เพื่อไปยังอาณาจักรแห่งส้มยูสุ แหล่งปลาคัทสึโอะย่างฟาง ดินแดนที่พร้อมพรั่งไปด้วยธรรมชาติที่สวยงาม จากตัวเมืองมัตสึยามะใช้เวลาไม่ถึงชั่วโมง ก็จะถึงจุดแวะพักข้างทาง จากนั้นก็วิ่งตรงเข้าสู่จังหวัด Kochi ทางตอนใต้ของภูมิภาคชิโกคุ โคจิมีชื่อเดิมว่า โทสะ ซึ่งมาจากตำนานการเกิดแผ่นดินญี่ปุ่น โดยมีความหมายว่าเป็นประเทศของชายผู้กล้าหาญ และต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็น Kochi

โคจิเป็นจังหวัดที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 3 ของญี่ปุ่น ภายในจังหวัดแบ่งออกเป็น 3 โซน โดยมีตอนกลางเป็นศูนย์กลางของจังหวัด มีปราสาทโคจิ ตลาดฮิโรเมะ และสถานที่เที่ยวธรรมชาติ อย่าง แม่น้ำนิโยโดะ ถ้ำหินปูนริวงะโด หรือการชมวาฬอุสะ โซนตะวันออกจะอุดมไปด้วยธรรมชาติอันสมบูรณ์ มีของดังอย่างส้มยูสุ มีสถานที่ท่องเที่ยวเน้นธรรมชาติ อย่างเช่น ศูนย์อุทยานธรณีโลก แหลมมุโรโตะ พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ และเป็นแหล่งเล่นเซิร์ฟบอร์ด ส่วนโซนตะวันตกเป็นที่ตั้งของแม่น้ำชิมันโตะแม่น้ำสายยาวที่สุดในชิโกคุ มีพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ สามารถล่องเรือชมวาฬโอกาตะได้ และยังมีภูเขาเท็นกุไฮแลนด์ที่จะเปลี่ยนเป็นลานสกีในฤดูหนาว

พักสายตาได้หนึ่งตื่นก็มาถึงจุดพักรถ Tengu no go sansan (天空の郷さんさん) เป็นจุดพักรถที่เหมือนซูเปอร์ท้องถิ่นขนาดย่อม ไม่ว่าคนท้องถิ่นหรือคนจากที่อื่นต่างก็มาจับจ่ายซื้อของที่นี่ นอกร้านมีโซนตกแต่งบ้าน ขายต้นไม้หลากหลายพันธุ์ ทั้งดอกไม้สวยงามจนไปถึงตู้ปลา พอเข้ามาในร้านมีทั้งของสดของแห้ง พืชผักผลไม้ ขนม ของฝากท้องถิ่น รวมถึงของใช้ หรือพวงกุญแจกระจุกกระจิกน่ารักๆ ก็มีขาย ก่อนเดินขึ้นรถเหลือบไปเห็นตู้เซียมซี 100 เยน ใบเซียมซีไม่เหมือนปกติทั่วไป เป็นกระดาษสีเหลืองลายแมสคอตส้มประจำจังหวัดเอฮิเมะ คนญี่ปุ่นก็ช่างคิด เอาเซียมซีมาบวกกับความเป็นอัตลักษณ์ของจังหวัด กลายเป็นจุดขายที่สร้างความน่าสนใจเพิ่มขึ้น แน่นอนฉันไม่พลาดหยอดเหรียญเสี่ยงเซียมซีติดไม้ติดมือมาด้วย สำหรับฉันแล้วการสะสมเซียมซีเป็นเหมือนธรรมเนียมเวลามาญี่ปุ่น ก็เหมือนกับหลายๆ คนที่สะสมกาชาปองหรือแก้วกาแฟร้านดัง ถึงแม้ว่าเซียมซีเหล่านั้นกลับมาจะกลายเป็นขยะก็ตาม แต่อย่างน้อยก็ยังได้ลุ้นกับคำทำนาย

รถวิ่งตัดผ่านภูเขาน้อยใหญ่ลูกแล้วลูกเล่า โดยมีแม่น้ำทอดยาวอยู่ตลอดทาง ในบรรยากาศท่ามกลางธรรมชาติขุนเขาป่าเขียวที่อุดมสมบูรณ์ เรากำลังมุ่งหน้าสู่หุบเขา Nakatsu ในตำบล Niyodogawa เพื่อชมความงดงามของน้ำตก Uryu ด้านหน้าบริเวณทางเข้าน้ำตกมีร้านค้าอาคารไม้ตั้งอยู่ มีสะพานขนาดใหญ่เชื่อมระหว่างอีกฝั่งซึ่งเป็นโรงแรม ภายในร้านค้ามีขายผักผลไม้ท้องถิ่น เครื่องดื่ม ขนมกรุบกริบ สามารถซื้อหาของไว้เป็นเสบียงระหว่างเดินเที่ยวน้ำตกได้ ก่อนเดินไปยังทางเข้าน้ำตก มีหินขนาดใหญ่ที่ถูกกัดเซาะจากแม่น้ำ มีสะพานข้ามทางน้ำเป็นสะพานคอนกรีตแข็งแรงเพื่อป้องกันความเชี่ยวกราดของกระแสน้ำในฤดูน้ำหลาก

ระหว่างทางมีรูปปั้นเทพเจ้าแห่งโชคลาภทั้ง 7 องค์ ตั้งอยู่ตามจุดต่างๆ โดยจุดแรกจะเจอกับ Ebisu (เทพแห่งการประมง) ถัดไปเป็น Bishamonten (เทพนักรบ) Benzaiten (เทพแห่งโชคลาภและความอุดมสมบูรณ์) Daikoku (เทพแห่งความมั่งคั่ง) Fukurokuju (เทพแห่งความร่ำรวย ความสุข และอายุยืน) Jurojin (เทพแห่งปัญญา) และ Hotei Sama (เทพแห่งความอุดมสมบูรณ์และความสุข) ส่วนตรงน้ำตกอุริวก็มีรูปปั้นเทพเช่นกัน แต่เป็นเทพ Fudomyo-o ซึ่งเป็นเทพที่ปกป้องคุ้มครองพุทธศาสนาตามคติความเชื่อของศาสนาพุทธนิกายชินงนของญี่ปุ่น บนเส้นทางเดินระยะทางประมาณ 1.6 กิโลเมตร ใช้เวลาประมาณ 20 นาที ก็ถึงน้ำตก ระหว่างทางมีความหลากหลายไม่น่าเบื่อ ต้องผ่านทั้งโขดหินขนาดใหญ่ บ้างก็เป็นบันไดไม้ บ้างก็เป็นสะพานคอนกรีต บ้างก็พื้นดินเฉอะแฉะที่ต้องระวังไม่ให้ลื่น แอบคิดเล่นๆ ว่าเส้นทางเหล่านี้ก็เปรียบเสมือนชีวิตของคนเรา แต่ละช่วงชีวิตก็มีดีบ้าง ขรุขระบ้างปะปนกันไป

เราเดินผ่านเส้นทางต่างๆ จนมาถึงน้ำตกอุริว หรือเรียกว่า Raindragon เป็นจุดที่น้ำตกไหลลงมาจากหุบเขานาคัตสึ ภาพน้ำตกที่เห็นอยู่เบื้องหน้านี้ฉันจินตนาการเห็นเป็นภาพคิงคองกล้ามใหญ่ทำหน้าบึ้งตึงนั่งหันข้างอยู่ จากจุดนี้มองลงไปข้างล่างแอบรู้สึกหวาดเสียวเล็กน้อย เบื้องล่างเป็นพื้นลาดเอียงไล่ลงมามีทางน้ำไหลเซาะผ่านหินก้อนใหญ่ หุบเขานาคัตสึมีชื่อเสียงเรื่องจุดชมใบไม้เปลี่ยนสี และความสวยงามของน้ำสีเขียวมรกต ถ้าเป็นช่วงใบไม้เปลี่ยนสีที่นี่คงสวยงามมากแน่ๆ ท่ามกลางใบไม้สีส้มแดง มีสีขาวของก้อนกินตัดกับพื้นน้ำสีเขียวมรกต เป็นเหมือนงานศิลปะที่สร้างสรรค์โดยธรรมชาติ การได้ท่องเที่ยวสถานที่ธรรมชาติ นอกจากได้สัมผัสความสวยงาม ได้อ้าแขนรับความสงบไปปลดเปลื้องความวุ่นวาย การเที่ยวลักษณะนี้ทำให้เราฉุกคิดได้ว่า เราไม่ได้ยิ่งใหญ่เหนือไปกว่าธรรมชาติแต่อย่างใด เราทุกคนล้วนเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติทั้งนั้น

หลังจากที่ใช้กำลังขาเดินไปเดินกลับ ก่อนขึ้นรถบัสจึงหาซื้อของกินจุบจิบเรียกน้ำย่อยเสียหน่อย ได้ส้มยูสุจากร้านค้ามาลองชิม อร่อยสดชื่นเรียกน้ำย่อยมื้อกลางวันได้ดีทีเดียว พอพวกเราทราบว่ามื้อกลางวันนี้จะเป็นข้าวหน้าปลาไหล ทุกคนต่างดีใจอยากไปให้ถึงโดยเร็ว Taishouken (大正軒) เป็นร้านท้องถิ่นเก่าแก่ในเมือง Sakawa มีชื่อเสียงโด่งดังเรื่องความอร่อย ที่ต้องจองคิวล่วงหน้าเท่านั้นถึงจะได้ลิ้มลอง ร้านที่ดัดแปลงจากบ้านเรือนสมัยก่อน มองเผินๆ เหมือนบ้านคนญี่ปุ่นตามต่างจังหวัดทั่วไป เป็นบ้าน 2 ชั้น ภายในมีที่นั่งไม่เยอะ นั่งได้สักพักอาหารก็พร้อมเสิร์ฟ เซตที่อยู่ตรงหน้ามีข้าวกล่อง เปิดออกมาเป็นข้าวหุงสุกที่อัดแน่นเต็มกล่อง วางด้วยเนื้อปลาไหลย่างซอส เสิร์ฟคู่กับน้ำซุป และผักเครื่องเคียงเพิ่มคุณค่าทางอาหาร ลองกินไปคำแรก โอ้โห! ตาลุกวาวส่องประกายวิ้งๆ ปลาไหลย่างซอสเนื้อนุ่มหอมกรุ่น เนื้อปลาไหลอบอวลไปด้วยกลิ่นซอส รสชาติหวานกำลังดี ได้ข้าวญี่ปุ่นนุ่มๆ ร้อนๆ ยิ่งทำให้ละมุนกลมกล่อมเข้ากันลงตัว หรือจะเพิ่มรสจัดจ้านด้วยพริกไทยท้องถิ่น Niyodo sansho (仁淀川山椒) ที่ปลูกในพื้นที่อากาศเย็นบริเวณแม่น้ำนิโยดะ ออกรสเผ็ดนิดๆ ซ่าหน่อยๆ อร่อยขึ้นเยอะ

มื้อนี้ต้องขอยกนิ้วให้ แต่เสียอรรถรสไปหน่อยตรงที่ เนื้อปลาไหลมีก้างบริเวณขอบเหลืออยู่เยอะจึงต้องคอยดึงก้างออก ไม่อย่างนั้นทุกอย่างจะลงตัวสุดๆ หากใครอยากมาพิสูจน์ความอร่อย สามารถนั่งรถไฟมาลงที่สถานี Sakawa แล้วเดินมาที่ร้านได้ ถ้าจะให้สะดวกแนะนำเป็นเช่ารถขับดีกว่า แวะไปเที่ยวน้ำตกก่อนแล้วค่อยมาร้านข้าวหน้าปลาไหลก็ได้ ใช้เวเลาพียง 30 นาทีเท่านั้น

หลบทะเลฝุ่น ปั่นเที่ยวเมืองสายน้ำ ‘อัมพวา’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/579782

  • วันที่ 09 ก.พ. 2562 เวลา 13:38 น.

หลบทะเลฝุ่น ปั่นเที่ยวเมืองสายน้ำ ‘อัมพวา’

หนีฝุ่นไปเที่ยวจังหวัดใกล้กรุงเทพฯ แต่ไกลจากม่านฝุ่นจิ๋วที่ปกคลุมย่านเขตอุตสาหกรรม ไปสูดอากาศดีริมแม่น้ำใน “อัมพวา” จ.สมุทรสงคราม

กับการปั่นจักรยานท่องเที่ยวตามการรณรงค์ของนักวิชาการหลายท่าน ที่เสนอแนะให้ทุกคนใช้จักรยานแทนการขับรถยนต์ในช่วงอากาศปิดเพื่อไม่เพิ่มค่า PM2.5

อัมพวา มีร้านจักรยานให้เช่าหลายร้าน โดยเฉพาะบริเวณตลาดน้ำที่มีให้เลือกทั้งจักรยานแม่บ้าน จักรยานเสือภูเขา หรือใครที่พักค้างแรม ตามที่พักส่วนใหญ่จะมีบริการให้ยืมจักรยานฟรีพร้อมแนบแผนที่ปั่นจักรยานมาให้เสร็จสรรพ โดยส่วนใหญ่ตามเส้นทางจะมีวัดตั้งอยู่เรียงราย ผู้ที่ประสงค์จะไหว้พระ 9 วัด อาจเก็บได้มากกว่า

เส้นทางปั่นจักรยานสามารถเริ่มต้นที่อุทยาน ร.2 ถนนสายดังกล่าวเป็นถนนเส้นใน มีรถยนต์สัญจรแต่ไม่มากเท่าเส้นหลัก ให้มุ่งหน้าไปทางวัดบางพรหม จากนั้นขึ้นสะพานข้ามแม่น้ำแม่กลองไปเยือนสถานที่ศักดิ์สิทธิ์และเคยเป็นอันซีนประเทศไทยที่วัดค่ายบางกุ้ง สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา

จุดที่เป็นอันซีนคือ โบสถ์ที่ถูกปกคลุมด้วยรากต้นโพธิ์ ต้นกร่าง และต้นไกร จนแทบไม่เห็นสถาปัตยกรรมเก่าแก่ ลักษณะเป็นการก่ออิฐถือปูน ไม่มีช่อฟ้า ใบระกา และมีหน้าบันรูปปูนปั้นลวดลายพันธุ์พฤกษาประดับด้วยเครื่องถ้วย ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของสมัยกรุงศรีอยุธยา

และยังเป็นที่ประดิษฐานหลวงพ่อนิลมณี หรือหลวงพ่อดำ พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ปางมารวิชัย สลักจากหินทรายแดง ซึ่งปัจจุบันพระพุทธรูปกลายเป็นสีทองจากแผ่นทองคำเปลวที่ผู้คนมานำปิดด้วยความเลื่อมใสศรัทธา

นอกจากนี้ ประวัติศาสตร์ยังระบุไว้ว่า ในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย กองทัพเมียนมาได้ยกทัพเข้าตีกรุงศรีอยุธยา สมเด็จพระเจ้าเอกทัศจึงทรงรับสั่งให้หัวเมืองทางใต้ยกกองทัพเรือมาตั้งค่ายสร้างกำแพงล้อมวัดบางกุ้งไว้ และตั้งเป็นค่ายบางกุ้งเพื่อสกัดกั้นข้าศึกที่จะยกทัพเข้ามาตามลำน้ำแม่กลอง แต่ครั้งนั้นกองทัพของกรุงศรีอยุธยาไม่สามารถต้านทานไว้ได้ค่ายบางกุ้งจึงแตก กลายสภาพเป็นค่ายร้าง

จนกระทั่งถึงสมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชสถาปนากรุงธนบุรี พระองค์ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ชาวจีนรวบรวมกำลังมาตั้งเป็นกองทหารรักษาค่ายเก่าที่บางกุ้ง จากนั้นไม่นานกองทัพเมียนมา นำโดยเจ้าเมืองทวายได้ยกทัพบกและทัพเรือมาล้อมค่ายจีนบางกุ้งไว้ เมื่อสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงทราบจึงทรงโปรดเกล้าฯ ให้ยกทัพไปช่วยเหลือทหารจีน และสามารถขับไล่ข้าศึกได้ในที่สุด

หลังจากนั้นค่ายบางกุ้งก็ถูกปล่อยร้างเกือบ 200 ปี จนเมื่อ 52 ปีก่อนกระทรวงศึกษาธิการได้เข้ามาบูรณะให้เป็นค่ายลูกเสือ และสร้างศาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชไว้เป็นอนุสรณ์ และอีก 30 ปีต่อมากรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนวัดบางกุ้งให้เป็นโบราณสถานของชาติเป็นที่เรียบร้อย

จากวัดค่ายบางกุ้ง ถนนเส้นดังกล่าวเป็นที่ตั้งของวัดโบสถ์ วัดปากน้ำ และวัดที่น่าสนใจอีกแห่งคือ วัดบางแคน้อย อายุ 120 ปี มีอุโบสถหลังปัจจุบันที่มีความวิจิตร ภายในเป็นไม้สักแกะสลักบอกเล่าเรื่องราวพุทธประวัติ รวมถึงเรื่องราวของพระเจ้าสิบชาติจากฝีมือช่างชาวเพชรบุรี ซึ่งไม้สักแกะสลักทั้งหมดอยู่บนฝาผนังแทนจิตรกรรมอย่างเช่นวัดอื่น ส่วนพื้นของอุโบสถใช้ไม้ตะเคียน 7 แผ่นขัดเงามันวับเสมือนเป็นกระจกสะท้อนความงดงาม

ไม่ไกลจากวัดบางแคน้อย เบรกสายธรรมไว้สักครู่สู่ ศูนย์อนุรักษ์แมวไทยโบราณ หรือบ้านแมวไทย สถานที่เลี้ยงแมวไทยหายากไว้หลายสายพันธุ์ โดยเฉพาะแมวไทยสายพันธุ์แท้ดั้งเดิมอย่าง แมววิเชียรมาศ ที่ได้จดทะเบียนเป็นสัตว์พันธุ์แท้ของโลกในชื่อ Siamese Cat และถูกยอมรับว่าเป็นแมวขนสั้นที่สวยสง่าที่สุดในโลก

ศูนย์แห่งนี้จึงเหมาะแก่การหาความรู้เรื่องแมวไทย และยังมีบทบาทในการอนุรักษ์แมวไทยให้อยู่คู่เป็นสมบัติของชาติ ภายในมีเรือนเพาะเลี้ยงแมวไทย แบ่งเป็นกรงแมวไทยสายพันธุ์ต่างๆ และมีป้ายบรรยายคุณลักษณะของแมวไทยโบราณทั้งที่ยังคงมีอยู่และสูญพันธุ์ไป

ปัจจุบันแมวไทยพันธุ์โบราณสูญพันธุ์ไปแล้ว 13 สายพันธุ์ ยังคงเหลือในปัจจุบันเพียง 5 สายพันธุ์ ได้แก่ แมววิเชียรมาศ แมวสีสวาด แมวศุภลักษณ์ แมวโกนจา และแมวขาวมณี ซึ่งทั้งหมดสามารถชมได้ที่ศูนย์แห่งนี้

ศูนย์อนุรักษ์แมวไทยโบราณ เปิดให้บริการทุกวันตั้งแต่เวลา 08.00-18.00 น. โดยไม่เสียค่าเข้าชม แต่สามารถบริจาคเงินสนับสนุน เพื่อให้บ้านหลังนี้มีกำลังทรัพย์และกำลังใจในการอนุรักษ์แมวไทยหายากต่อไป

จากนั้นเลี้ยวซ้ายไปตามโค้งน้ำแม่กลองจะเจอกับวัดบางแคใหญ่ ปั่นตรงไปตามถนนจะเห็นแยกมีสะพานให้ข้ามแม่น้ำอีกหน เลี้ยงซ้ายเมื่อสุดทาง ปั่นตรงไปเรื่อยๆ จนถึงสามแยกไฟแดงเข้าตลาดน้ำอัมพวา ถ้าหากมาวันหยุดและตรงกับช่วงเย็นพอดีแนะนำให้ไปสิ้นสุดการเดินทางที่ตลาดน้ำ เพื่อไปดื่มด่ำกับบรรยากาศยามเย็นที่ร้านรวงจะเปิดไฟกลมสีเหลืองฉาบทั้งคุ้งน้ำเป็นสีนวลอร่าม

แต่หากยังเหลือเวลาอีกสักหน่อยให้ปั่นตรงไปเพื่อไปสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่วัดสุดท้าย วัดจุฬามณี วัดเก่าแก่อีกแห่ง สร้างขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลายในรัชกาลสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง

วัดแห่งนี้เป็นที่ประดิษฐานสังขารของหลวงพ่อเนื่อง โกวิท อดีตเจ้าอาวาส ที่ชาวอัมพวาเลื่อมใสศรัทธา และมีอุโบสถจตุรมุขหินอ่อน ปูพื้นด้วยหยกสีเขียวจากเมืองการาจี ประเทศปากีสถาน ภายในประดิษฐานพระประธานบนฐานสูง และบนฝาผนังมีภาพจิตรกรรมแสดงเรื่องราวพุทธประวัติและนิทานชาดก ฝีมือของจิตรกรหญิงที่ใช้เวลาในการวาดนานถึง 6 ปี

นอกจากนี้ ก่อนกลับไปตะลุยกินที่ตลาดน้ำ อย่าลืมซื้อทองม้วนแม่ละอองด้านหน้าวัดจุฬามณี กินรองท้องก่อนปั่นไปคืนจักรยาน

สมุทรสงคราม ถูกกำหนดให้เป็น 1 ใน 12 เมืองต้องห้าม…พลาดตั้งแต่ปี 2558 ได้รับสมญานามว่าเป็น “เมืองสายน้ำสามเวลา” เนื่องจากวิถีชีวิตของชาวบ้านมีความเชื่อมโยงกับสายน้ำ ตั้งแต่เช้าตรู่ชาวบ้านจะออกมาที่ท่าน้ำเพื่อรอใส่บาตรพระริมคลอง กลางวันใช้เรือไปเข้าสวนและสัญจร ส่วนยามค่ำคืนใช้เรือชมหิ่งห้อยใต้ต้นลำพู

และสมุทรสงครามยังมีความเกี่ยวข้องกับเลขสาม เพราะมี 3 อำเภอ ได้แก่ อ.เมือง อ.อัมพวา และ อ.บางคนที และมี 3 นาคือนาข้าว นากุ้ง และนาเกลือ

ที่ผ่านมาโครงการ 12 เมืองต้องห้าม…พลาด ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีส่งผลให้มีจำนวนและรายได้ของนักท่องเที่ยวชาวไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในทุกปี โดยในช่วงเดือน ม.ค.-ส.ค. 2560 มีนักท่องเที่ยวชาวไทยเดินทางเข้าพื้นที่ 13.6 ล้านคน และสร้างรายได้จากการเดินทางท่องเที่ยว 5.2 หมื่นล้านบาท

ทั้งยังมีการต่อยอดสู่โครงการ 12 เมืองต้องห้าม…พลาด Plus เปิดเส้นทางท่องเที่ยวเชื่อมโยงจาก 12 เมืองเดิม อย่างสมุทรสงครามเชื่อมโยงกับนครปฐม จังหวัดที่มีวิถีชีวิตเกี่ยวโยงกับสายน้ำเช่นเดียวกัน

หากภูมิแพ้กรุงเทพฯ กำเริบ ให้ไปอัมพวา ไปปั่นจักรยาน ไหว้พระ ชมสวนมะพร้าว กินปลาทู เล่นกับแมว เก็บเกี่ยวความสุขทางใจ และให้กายหายใจคล่อง ก่อนกลับไปเผชิญกับภูเขาตึกและทะเลฝุ่นใน กทม.

‘ปัตตานี’ เมืองงาม สามวัฒนธรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/579758

  • วันที่ 09 ก.พ. 2562 เวลา 11:05 น.

‘ปัตตานี’ เมืองงาม สามวัฒนธรรม

เมืองปัตตานีได้รับการกล่าวขานว่าเป็น เมืองงามสามวัฒนธรรม เนื่องจากมีการคงอยู่ร่วมกันของชาวไทยพุทธ ไทยจีน และไทยมุสลิม โดยที่เห็นประจักษ์ชัดจากศาสนสถานในแต่ละชุมชนที่สามารถกำหนดเป็นเส้นทางท่องเที่ยว

หากเริ่มต้นจากเมืองเก่าปัตตานี ซึ่งเป็นแหล่งเดินเที่ยวชมสถาปัตยกรรมจีนดั้งเดิม ที่นี่เป็นชุมชนของชาวจีนมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย และกลายเป็นเมืองท่าสำคัญในช่วงสมัยรัชกาลที่ 3 แห่งยุครัตนโกสินทร์ จากการเป็นเส้นทางค้าขายบนแม่น้ำปัตตานีกับชาวจีน สิงคโปร์ และชาวชวา

ทุกวันนี้จึงยังเห็นบ้านเรือนที่มีการประดับตัวอาคารสไตล์จีนเป็นเสน่ห์ให้กับย่านเมืองเก่า ยังคงเป็นชุมชนใหญ่ของชาวไทยเชื้อสายจีน และบนถนนอาเนาะรู ยังคงเป็นที่รู้จักกันดีว่าเป็นที่ตั้งของศาลเจ้าจีนศักดิ์สิทธิ์ “ศาลเจ้าลิ้มกอเหนี่ยว”

ศาลเจ้าลิ้มกอเหนี่ยว อยู่คู่กับเมืองปัตตานีมายาวนานนับร้อยปี แต่เดิมที่นี่คือ ศาลเจ้าโจวซือกง เทพเจ้าแห่งการรักษาเป็นเทพประธานประจำศาล ต่อมาได้มีการอัญเชิญรูปแกะสลักเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวจากสุสานเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวที่บ้านกรือเซะมาประทับ และมีการเรียกขานศาลเจ้าแห่งนี้ใหม่ว่า ศาลเจ้าเล่งจูเกียง หมายถึง ศาลเจ้าแห่งความเมตตาและศักดิ์สิทธิ์ แต่ชาวบ้านมักเรียกติดปากว่า ศาลเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว จนกลายเป็นชื่อที่คนรู้จักอย่างในทุกวันนี้

มีความเชื่อว่า เจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวเป็นเทพเจ้าแห่งความเมตตา ค้าขาย และโชคลาภ เนื่องจากมีตำนานเล่าถึงเจ้าแม่ในสมัยที่ยังมีชีวิตอยู่ว่า ท่านเป็นผู้ที่มีความกตัญญูต่อมารดา ซื่อสัตย์ และรักษาในคำมั่นสัญญาเป็นอย่างยิ่ง ถึงขนาดยอมฆ่าตัวตาย เพราะไม่อาจรักษาคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้กับมารดาว่าจะพาพี่ชายคือ ลิ้มโต๊ะเคี่ยม กลับบ้านได้ จนกลายเป็นเรื่องเล่าขานในหมู่ชาวจีน

“ลิ้มกอเหนี่ยวอาสาออกเดินทางเพื่อตามพี่ชายให้กลับมาพบมารดา ในวันเดินทางลิ้มกอเหนี่ยวได้เข้าไปร่ำลามารดา และกล่าวสัจวาจาไว้ว่า

“จะนำพี่ชายกลับมาหามารดาให้จงได้ แม้จะต้องสละชีวิตก็ตาม”

แล้วออกเดินทางพร้อมสมัครพรรคพวกโดยเรือสำเภาเก้าลำ ติดตามมาจนถึงเมืองปัตตานี ได้พบพี่ชายที่บ้านกรือเซะและพำนักอยู่ระยะหนึ่ง ต่อมาจึงชักชวนให้พี่ชายกลับประเทศจีนเพื่อพบมารดาอยู่หลายครั้ง แต่ลิ้มโต๊ะเคี่ยมไตร่ตรองดูแล้วเห็นว่า ตนหาใช่คนเนรคุณทอดทิ้งมารดาและน้องสาว

แต่เหตุที่ทางการจีนกล่าวโทษว่าตนสมคบกับโจรสลัดสร้างความอัปยศจนต้องพลัดพรากมาอยู่ที่นี่ หากกลับไปก็จะสร้างความลำบากให้แก่ครอบครัว อีกทั้งได้รับปากกับเจ้าเมืองว่า จะก่อสร้างมัสยิดกรือเซะให้สำเร็จก่อนจึงไม่สามารถกลับไปได้

ลิ้มกอเหนี่ยวจึงยอมสละชีวิตโดยทำอัตวินิบาตกรรมที่ใต้ต้นมะม่วงหิมพานต์ใกล้กับมัสยิดกรือเซะ ให้พี่ชายได้เห็นสัจจะ ความรัก และความกตัญญูของตนเองจากนั้นประชาชนที่เลื่อมใสศรัทธาจึงได้นำต้นมะม่วงหิมพานต์ต้นนั้นมาแกะสลักเป็นรูปเหมือนบูชาไว้สักการะและสร้างศาลให้เป็นที่ประดิษฐานที่บ้านกรือเซะ เป็นใจความสำคัญส่วนหนึ่งภายในพิพิธภัณฑ์เจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว

ส่วนพี่ชายลิ้มโต๊ะเคี่ยมตัดสินใจใช้ชีวิตอยู่ที่ปัตตานี สมรสกับสตรีชาวปัตตานีผู้สูงศักดิ์ และกลายเป็นบุคคลสำคัญในการถ่ายทอดเทคโนโลยีผลิตปืนใหญ่ให้กับชาวปัตตานี โดยเขาได้รับมอบหมายให้เป็นนายช่างควบคุมการหล่อปืนใหญ่ที่มีชื่อเสียง 3 กระบอก คือ ศรีนครี มหาลาลอ และนางพญาตานี

ส่วนมัสยิดกรือเซะนั้นสุดท้ายแล้วก็สร้างไม่สำเร็จและกลายเป็นอนุสรณ์สถานแห่งความรักระหว่างพี่น้องจนถึงบัดนี้

สำหรับพิพิธภัณฑ์เจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวที่กล่าวถึง ตั้งอยู่ติดกับศาลเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวเป็นอาคารสถาปัตยกรรมแบบจีน มีประติมากรรม 18 อรหันต์อยู่ด้านหน้า ภายในแบ่งออกเป็น 9 ส่วน เช่น ส่วนจัดแสดงประวัติปัตตานี ประวัติพระหมอเชงจุ้ยโจวซือกง ประวัติเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว การเดินทางของลิ้มโต๊ะเคี่ยมชายชาตรีผู้มุ่งมั่นจากโพ้นทะเล ส่วนจัดแสดงเกี้ยวแห่เจ้าแม่ งานพิธีสมโภชเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว และส่วนแสดงภาพตลาดจีนเมืองปัตตานี

ส่วนงานสมโภชเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวจะจัดขึ้นหลังวันตรุษจีน 15 วัน ตรงกับจันทรคติของไทยช่วงวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3โดยพิธีจะเริ่มตั้งแต่เช้าตรู่ด้วยการอัญเชิญองค์เจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว องค์ประธานพระหมอ พร้อมด้วยเทพเจ้าหลายองค์ที่ประดิษฐานอยู่ในศาลเจ้า แห่ไปตามถนนรอบเมือง พร้อมเชิดสิงโต แห่ธงทิว และมีดนตรีบรรเลงตลอดทาง

เมื่อขบวนแห่ไปถึงเชิงสะพานเดชานุชิต(สะพานข้ามแม่น้ำปัตตานี) จะมีพิธีลุยน้ำข้ามคลองเพื่อระลึกถึงเจ้าแม่ในอดีตที่ได้ข้ามน้ำข้ามทะเลไปตามหาพี่ชาย

จากนั้นย้อนกลับไปทำพิธีลุยไฟที่ลานด้านหน้าศาลเจ้า ผู้ชมสามารถนั่งบนอัฒจันทร์ชมพิธีลุยไฟ ส่วนกลางคืนมีมหรสพฉลองทั้งงิ้ว มโนราห์ และการฉายภาพยนตร์ กลายเป็นงานใหญ่ประจำปีของชาวไทยเชื้อสายจีนในปัตตานีที่จะมารวมตัวกันแห่เจ้าแม่อย่างคับคั่ง

การเข้ามาตั้งถิ่นฐานของชุมชนจีนในปัตตานีคาดว่าเริ่มต้นมาตั้งแต่ 497 ปีก่อน โดยชาวจีนโพ้นทะเลส่วนใหญ่ในปัตตานีมาจากมณฑลฝูเจี้ยน หรือมณฑลฮกเกี้ยน เพราะเป็นชาวจีนที่มีความเชี่ยวชาญในการเดินเรือ และปัตตานีถือเป็นปลายทางที่ชาวจีนโพ้นทะเลปรารถนามาติดต่อค้าขายและตั้งรกราก ก่อให้เกิดการหล่อหลอมทางวัฒนธรรมและการดำรงอยู่ร่วมกันของผู้คนจนไม่สามารถแยกออกจากกันได้อีกต่อไป

จากศาลเจ้าลิ้มกอเหนี่ยวเดินทางต่อไปยังบ้านป่าไร่ที่ตั้งของ “วัดช้างให้ราษฎร์บูรณาราม” หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า วัดช้างให้ เป็นวัดที่ชาวพุทธศาสนิกชนศรัทธาและเลื่อมใสในหลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืด

วัดช้างให้เป็นวัดเก่าแก่อายุกว่า 300 ปี เมื่อโบราณก็ย่อมมาพร้อมตำนานที่กล่าวไว้ว่า พระยาแก้มดำเจ้าเมืองไทรบุรีต้องการหาชัยภูมิสำหรับสร้างเมืองใหม่ให้กับน้องสาว จึงได้เสี่ยงอธิษฐานปล่อยช้างให้ออกเดินทางไปในป่า โดยมีเจ้าเมืองและไพร่พลเดินติดตามไปจนช้างได้หยุดอยู่ที่แห่งหนึ่งแล้วร้องขึ้น 3 ครั้ง

พระยาแก้มดำถือเป็นนิมิตดีและใช้บริเวณนั้นสร้างเมือง แต่น้องสาวกลับไม่เห็นด้วย พระยาแก้มดำจึงสั่งให้สร้างวัดขึ้นแทนแล้วให้ชื่อว่า วัดช้างให้ แล้วนิมนต์พระภิกษุรูปหนึ่งที่ชาวบ้านเรียกว่า ท่านลังกา หรือหลวงพ่อทวด มาจำพรรษาที่วัด

หลวงพ่อทวดวัดช้างให้ เป็นผู้มีความสามารถในการศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติธรรมและเวทมนตร์คาถา มีเรื่องเล่าว่าท่านได้แสดงปาฏิหาริย์เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาผู้คน เช่นครั้งที่เดินทางไปกรุงศรีอยุธยาด้วยเรือสำเภา ระหว่างทางเกิดพายุ ข้าวปลาอาหารและน้ำดื่มตกลงทะเล ทำให้ลูกเรือรู้สึกกระหายน้ำมาก หลวงพ่อทวดจึงได้แสดงอภินิหารหย่อนเท้าลงไปในทะเล ปรากฏว่าน้ำในบริเวณนั้นได้กลายเป็นน้ำจืดและดื่มกินได้ อันเป็นที่มาของสมญา หลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืด

หลวงปู่ทวดมรณภาพที่รัฐเประก์ประเทศมาเลเซีย คือรัฐเปรักเวลานี้ และได้นำสังขารกลับมาที่วัดช้างให้ โดยระหว่างทางต้องตั้งศพพักแรมหลายแห่ง บางแห่งก่อเป็นเจดีย์ไว้ บางแห่งก่อเป็นสถูปไว้เป็นเครื่องสักการบูชา ทำให้สถานที่ตั้งศพระหว่างทางเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์จนถึงปัจจุบัน

ส่วนสถูปที่บรรจุอัฐิหลวงปู่ทวดที่วัดช้างให้อยู่ด้านหน้าวัด ติดกับทางรถไฟ ชาวปัตตานีเรียกว่า เขื่อนหลวงพ่อทวดเหยียบน้ำทะเลจืด เพราะคำว่า เขื่อน เป็นภาษาใต้ แปลว่า สถูปที่บรรจุอัฐิของท่านผู้มีบุญ สถูปแห่งนี้ถือเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของชาวปัตตานี มีผู้คนกราบไหว้ไม่ขาดสาย เช่นเดียวกับคนบนบานที่มีอยู่เป็นนิตย์โดยเฉพาะคนที่เจ็บไข้ได้ป่วย หรือผู้สูญเสียวัตถุสิ่งของ จะมาบนบานเพื่อให้ได้ดั่งหวัง

ส่วนด้านในวิหารมีรูปปั้นหลวงปู่ทวดเท่าองค์จริงประดิษฐานอยู่ รวมถึงพระพุทธรูปหลวงปู่ทวดขนาดเล็กใหญ่อีกหลายองค์ที่ประชาชนนำมาถวาย ทุกองค์ล้วนมีทองคำเปลวติดแสดงให้เห็นความเสื่อมใส และทุกปีจะมีพิธีสรงน้ำอัฐิหลวงปู่ทวดในวันแรม 1 ค่ำ เดือน 5 แน่นอนว่า พุทธศาสนิกชนจากทั่วสารทิศมากราบไหว้อย่างเนืองแน่น

ถัดจากวัดช้างให้ไปเส้นทางจะนำไปสู่วัฒนธรรมสุดท้ายที่ “มัสยิดกลางปัตตานี” มัสยิดที่ถูกกล่าวขานว่า สวยงามที่สุดในประเทศไทย สร้างในปี 2497 หรือเมื่อ 65 ปีมาแล้ว มีสถาปัตยกรรมคล้ายทัชมาฮาลของอินเดีย ตรงกลางเป็นอาคารมียอดโดมใหญ่ มีโดมบริวาร 4 ทิศมีหออะซานอยู่สองข้างสูงตระหง่าน ส่วนด้านหน้ามัสยิดมีสระน้ำสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่สะท้อนภาพมัสยิดทั้งหลังเป็นภาพสวยงาม

ปัจจุบันมัสยิดกลางปัตตานีเป็นสถานที่ประกอบศาสนกิจ คือ การละหมาดวันละ5 เวลา การละหมาดวันศุกร์ และการละหมาดในวันตรุษต่างๆ ดังนั้น แม้จะเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชม แต่ที่นี่คือสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ต้องเคารพและสำรวม โดยมัสยิดกลางปัตตานีเปิดให้เข้าชมทุกวันตั้งแต่เวลา 09.00-15.30 น. ยกเว้นวันศุกร์ซึ่งเป็นวันละหมาดประจำสัปดาห์

นอกจากปัตตานีจะเป็นเมืองสามวัฒนธรรม ยังเป็น “เมืองงาม” สมชื่อทั้งบ้านเมืองสวยแบบไทย จีน อิสลาม ซึ่งแต่ละชุมชนมีเอกลักษณ์เฉพาะสะท้อนความเชื่อและวิถีชีวิตต่างกัน รวมถึงผู้คนที่มีจิตใจงาม รอยยิ้มหวาน และสายตาเป็นมิตร เปลี่ยนความคิดและทัศนคติจากการได้ยิน สู่ความจริงที่ได้เห็นแต่สันติและสวยงาม