ลองอยู่ลองกินที่ ‘สวนเกษตรมีกิน’ ขอนแก่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/576729

  • วันที่ 12 ม.ค. 2562 เวลา 10:44 น.

ลองอยู่ลองกินที่ ‘สวนเกษตรมีกิน’ ขอนแก่น

โดย/ภาพ : กาญจน์ อายุ

หากเสิร์ชที่เที่ยวในขอนแก่น ผลลัพธ์ที่ได้จะหนีไม่พ้นวัด แต่นอกเหนือจากวัด ขอนแก่นยังมีอีกสถานที่ที่ให้ความสงบทางใจไม่แพ้กัน อยู่ที่ สวนเกษตรมีกิน (Mekin Farm) พื้นที่เกษตรผสมผสานของครอบครัวจารุพันธ์ุงาม ที่เพิ่งเริ่มทำทุกอย่างเมื่อ 3 ปีที่แล้ว

พวกเขาได้ลองผิดลองถูกจนมาค้นพบตัวตนในเรื่อง “อาหาร” จึงตัดสินใจเปิดบ้านเป็นครัว เปิดสวนเป็นตลาด ให้นักท่องเที่ยวเข้ามาหาประสบการณ์ทำอาหารอีสาน และเรียนรู้วิถีเกษตรอินทรีย์

“ปู” จงรัก จารุพันธุ์งาม เจ้าของสวนวัยย่าง 40 ปีเล่าว่า เธอไม่ได้ตั้งใจทำสวนเกษตร แต่กำลังทำธุรกิจท่องเที่ยว ดังนั้นสวนเกษตรมีกินจึงเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแห่งหนึ่งในขอนแก่น เปิดให้ท่องเที่ยวสู่ปีที่ 2 จนตอนนี้กำลังพัฒนา ฉะนั้นคนที่มาวันนี้และกลับมาอีกทีเดือนหน้าก็จะเห็นความเปลี่ยนแปลง

“ที่นี่เราเริ่มวิธีทำนาตั้งแต่การไถนาด้วยควาย เรามีควาย 4 ตัวใช้ไถคราด ไม่ใช้รถไถ จากนั้นให้นักท่องเที่ยวมาทำกิจกรรมดำนาร่วมกับเรา พอถึงเวลาเกี่ยวข้าวเราไม่ใช้รถไถ แต่เราค่อยๆ เกี่ยวด้วยมือ และให้นักท่องเที่ยวมาร่วมเกี่ยวด้วยจากนั้นเมื่อเกี่ยวเสร็จ พ่อจะใช้วิธีฟาดข้าว เรามีลานฟาดข้าวอยู่ตรงยุ้ง ซึ่งเป็นวิถีดั้งเดิมตามภูมิปัญญาของชาวบ้านที่เราอยากรักษาไว้”

ธุรกิจนี้เป็นกิจการในครอบครัวประกอบด้วย คุณพ่อ ผู้นำสาธิตการทำนา คุณแม่ ผู้นำด้านอาหาร น้องสาว ผู้นำด้านกิจกรรมต่างๆ และเธอ ผู้เริ่มต้นและทำทุกอย่างที่ทำได้

ปู เล่าด้วยว่า แม้จะเป็นคนขอนแก่นแท้ๆ แต่ไม่มีที่ดินทำกินเป็นของตัวเอง ดังนั้นที่ดิน 12 ไร่ผืนนี้จึงถูกซื้อมาด้วยเงินเก็บและเธอเริ่มทำทุกอย่างจากศูนย์

“เราซื้อที่ดินเมื่อ 3 ปีที่แล้ว เมื่อก่อนแถบนี้เป็นป่าอ้อย ป่ามันสำปะหลัง แทบไม่มีคนเข้ามา แต่เราตัดสินใจซื้อเพราะมันเป็นปมเล็กๆ ในใจว่าเราอยากมีที่ดินทำกินเป็นของตัวเอง อยากทำสวน อยากสร้างบ้านสวนดังนั้นสิ่งแรกที่เราคิดคือ เราอยากจะสร้างพื้นที่ที่มีอยู่ มีกิน ปลูกทุกอย่างที่เรากินได้ จึงตั้งชื่อสวนแห่งนี้ว่า สวนเกษตรมีกิน

ในสวนจึงไม่มีแปลงผักขนาดใหญ่หรือสวนผลไม้เยอะๆ เพราะเราปลูกไว้กินเอง สวนจึงเป็นเหมือนซูเปอร์มาร์เก็ตของบ้าน และปลูกพืชผักที่มีความหลากหลายในจำนวนที่พอกินเองในครอบครัว”

นอกจากนี้ เธอยังเลี่ยงใช้คำว่า เศรษฐกิจพอเพียง เพราะเธอแค่อยากใช้ชีวิตย้อนกลับไปในสมัยดั้งเดิมตามคำว่า ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว จึงเลือกทำเกษตรผสมผสานที่มีไม้ผลมีนาข้าว มีสวนป่า เลี้ยงไก่ เลี้ยงปลา สร้างบรรยากาศให้เหมือนอดีตที่เธอจำได้

“เมื่อมีคอนเซ็ปต์ในการสร้างสวนของตัวเองแล้ว ก็มามองว่าขอนแก่นมีอะไร ขอนแก่นไม่มีภูเขา ไม่มีทะเล และเมื่อพูดถึงขอนแก่นคนก็จะนึกภาพไม่ออกว่าต้องไปเที่ยวที่ไหน พอเสิร์ชกูเกิลก็จะขึ้นแต่ภาพไดโนเสาร์ ภาพวัด ดังนั้นภาพของที่นี่จะขายอะไร”

ปูจบการศึกษาปริญญาตรี คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ไม่มีความรู้เรื่องการตลาด แต่เธอใช้ประสบการณ์จากการไปใช้ชีวิตอยู่ที่ประเทศอังกฤษ 6 ปีมาปรับใช้กับสวนเกษตรแห่งนี้ เธอเล่าว่า ที่อังกฤษมีฟาร์มแห่งหนึ่งขนาดหลายร้อยไร่เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าไปเก็บผัก เก็บผลไม้ด้วยตัวเอง นำไปชั่งและซื้อกลับบ้าน เธอจึงกลับมาคิดถึงที่ดิน 12 ไร่แห่งนี้ว่าควรทำอะไร

“ตอนแรกเราคิดจะปลูกผักให้คนเมืองมาเก็บ แต่ปรากฏว่าคนขอนแก่นไม่มา เพราะคนขอนแก่นรู้สึกว่ามันไกลเกินไป และไม่มองว่าที่นี่เป็นสถานที่ท่องเที่ยว เลยต้องคิดต่อไปว่าอะไรคือจุดเด่นของขอนแก่น ปูเลยนึกถึงอาหาร ซึ่งเป็นสิ่งที่เด่นที่สุดในภาคอีสาน อาหารจึงกลายมาเป็นคอนเซ็ปต์ของสวนเกษตรมีกิน เราจึงหยิบยกเรื่องอาหารมาขายนักท่องเที่ยว โดยมีแม่เป็นคนสอนทำอาหารบ้านๆ แบบที่ครอบครัวเรากินเอง

ในช่วงแรกปูเคยหลงทาง คือเราได้ยินมาว่าปลูกพืช 1 ไร่ได้เงิน 1 แสน เราก็อยากทำเหมือนเขา แต่มันไม่ใช่ตัวเอง เพราะถ้าจะทำแบบนั้นเราต้องจ้างแรงงาน เราเลยต้องเปลี่ยนวิธีคิดและกลับมาคิดว่า สิ่งที่เรามีคืออะไร ในหลวง รัชกาลที่ 9 เคยตรัสไว้ว่า ต้องรู้จักตัวเอง

นั่นหมายความว่า เรามีความสามารถอะไรแม่ทำอาหารอร่อย พ่อออกแบบพื้นที่สวนได้จากประสบการณ์ที่พ่อเคยทำก่อสร้างมา ส่วนตัวปูเองสามารถพูดภาษาอังกฤษจึงสามารถรับนักท่องเที่ยวต่างชาติได้ ซึ่งส่วนผสมตรงนี้มันกลายเป็นข้อได้เปรียบในการทำท่องเที่ยว”

คำเรียกเก๋ๆ ที่เธอใช้เรียกกิจกรรมในสวนเกษตรคือ อีสาน อีโค เอ็กซ์พีเรียนซ์ (Isan Eco Experience) หวังให้นักท่องเที่ยวมีความรู้สึกเหมือนมาบ้านอีสาน มาเรียนรู้การทำเกษตรอินทรีย์ที่เธอสามารถเปลี่ยนผืนดินที่แห้งแล้งให้กลายเป็นสวนเกษตร และมาสร้างประสบการณ์ร่วมกันผ่านกิจกรรม เช่น กิจกรรมทำอาหารไม่ว่าจะเป็นข้าวจี่ ส้มตำ โรลสลัดผัก ลงดำนา ลองเกี่ยวข้าว เก็บผัก และนอนโฮมสเตย์ ซึ่งจะให้ความรู้สึกเหมือนมาอยู่บ้านนอก ที่มีความอบอุ่นเหมือนบ้านญาติพี่น้องโดยที่ไม่ต้องรู้จักกันมาก่อนก็มีความสุข

“ปัจจุบันนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่เป็นคนเมืองขอนแก่น และชาวต่างชาติที่อยากมาใช้ชีวิตเหมือนคนท้องถิ่น อย่างกลุ่มชาวเยอรมันที่มาลองทำอาหารอีสาน และนักท่องเที่ยวโซโลชาวญี่ปุ่นที่มาลองใช้ชีวิตเป็นชาวสวนเหมือนกับเรา”

นอกจากนี้ กิจกรรมบางอย่างก็เกิดจากความไม่คาดคิด เช่น กิจกรรมทำอาหารตอนแรกเธอตั้งใจว่าจะให้นักท่องเที่ยวเป็นผู้ชิมอาหารฝีมือแม่เพียงอย่างเดียว แต่เพราะความคลาดเคลื่อนบางอย่างทำให้ลูกค้าต้องลงมือเก็บผักเอง จนกลายเป็นความสนุกสนานและเป็นประสบการณ์ที่หาไม่ได้จากที่อื่น

“ที่นี่อาจไม่สมบูรณ์แบบ แต่มันมีความสวยงามในนั้น” ปูกล่าวต่อ “นักท่องเที่ยวสามารถมีส่วนร่วมตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง เขาได้ตัดกล้วย ขุดข่า เก็บตะไคร้ แล้วนำมาทำอาหาร เป็นการสร้างประสบการณ์แปลกใหม่ให้กับลูกค้า ซึ่งเราเองก็ไม่ต้องตระเตรียมพิธีการมากมายเพราะเราได้ลงมือทำไปพร้อมๆ กัน”

เบื้องต้นเธอตั้งราคาค่ากิจกรรมคนละ 500 บาท โฮมสเตย์คืนละ 700 บาท รวมอาหารเย็นและอาหารเช้า บ้านรับได้สูงสุด 15 คน แต่ราคากิจกรรมจะเปลี่ยนแปลงได้ตามสิ่งที่นักท่องเที่ยวอยากทำ และรับได้ครั้งละ 1 กลุ่มเท่านั้น

“มีผู้รู้บอกว่า ขอนแก่นเป็นเมืองไมซ์ เราก็ไปหาข้อมูลต่อว่าไมซ์ ซิตี้ คืออะไร? และเราจะเป็นส่วนหนึ่งของมันได้อย่างไร? ทำให้เรารู้ว่าตลาดของเราสามารถเป็นกลุ่มอินเซ็นทีฟได้ (อินเซ็นทีฟ คือการจัดนำเที่ยวเพื่อเป็นรางวัลแก่พนักงานหรือบุคคลที่สามารถ ดำเนินงานได้ตามเป้าหมายที่บริษัทวางไว้ โดยบริษัทจะเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่าย) แต่คนกลุ่มนี้ก็ไม่ได้มาหาเราง่ายๆ

โชคดีที่ ททท. (การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย) ให้โอกาสเราจัดกิจกรรมและพยายามช่วยโปรโมท ช่วยหาตลาดให้เรา จนตอนนี้เรากลายเป็นที่รู้จักบ้าง มีนักท่องเที่ยวติดต่อเข้ามาเองบ้าง ทำให้เรามีพอกิน พอใช้ และพอมีเงินมาพัฒนาสวนต่อไปเรื่อยๆ”

จากสถานที่ที่ไม่มีคนรู้จัก วันนี้สวนเกษตรมีกินมีนักท่องเที่ยวทุกเดือน เดือนละหลายครั้ง สร้างรายได้ให้บางเดือนถึงหลักแสนบาท ซึ่งรายได้ส่วนหนึ่งนำไปใช้หนี้สินเดิม และส่วนหนึ่งนำไปพัฒนาสวนต่อ ส่วนค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน เธอกล่าวว่า แทบไม่ต้องใช้เงิน เพราะมีซูเปอร์มาร์เก็ตส่วนตัวอยู่หลังบ้าน

สำหรับนักท่องเที่ยวจำเป็นต้องจองกิจกรรมก่อนล่วงหน้า โดยสวนเกษตรมีกินรองรับได้ทั้งรุ่นเด็ก วัยรุ่น ผู้ใหญ่ลุงป้า หรือตายาย ขอแค่มีใจอยากเรียนรู้วิถีถิ่นอีสานเธอก็สามารถจัดกิจกรรมให้ได้ ติดต่อโทร. 06-1695-9926 หรือทางเพจเฟซบุ๊ก MEKIN FARM สวนเกษตรมีกิน

บรม ศรีหฤทัย ก็ใจมันรักทำขนม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/576633

  • วันที่ 11 ม.ค. 2562 เวลา 16:00 น.

บรม ศรีหฤทัย ก็ใจมันรักทำขนม

เรื่อง วรธาร ทัดแก้ว ภาพ อมรเทพ เฉลิมโชติพงษ์

ปั้น-บรม ศรีหฤทัย หลายคนอาจจะรู้จักในบทบาทของช่างภาพที่มีประสบการณ์มาโชกโชน ก่อนนี้เคยทำอยู่กับแมกกาซีนเล่มหนึ่ง ต่อมาลาออกมาเป็นช่างภาพอิสระได้ประมาณ 6 ปี รับงานฟรีแลนซ์ ถ่ายงานอีเวนต์ ถ่ายเวดดิ้ง ถ่ายเมนูอาหาร ถ่ายงานในสตูดิโอ เป็นต้น

อีกบทบาทหนึ่ง ปั้นเป็นเชฟทำขนมประเภทเค้ก พาย ส่งตามร้านคาเฟ่ 4-5 ร้านในย่านดังของกรุงเทพฯ ใช้ชื่อแบรนด์ว่า “เค้กสตูดิโอ365” (Cakestudio365) ทำส่งร้านอยู่ที่ประมาณ 700-800 ชิ้น/เดือน ทำมาแล้วประมาณ 5-6 ปี และ 3-4 ปีที่ผ่านมา เขาทำเค้กแต่งงานในชื่อแบรนด์ “เวดดิ้งเค้กโปรเจกต์” (Weddingcakeproject) ร่วมกับเพื่อนคนหนึ่งที่เป็นสไตลิสต์ ปรากฏว่าได้รับการตอบรับจากลูกค้าดีเกินคาด

ปั้นเล่าถึงการทำขนมว่า ตอนจบ ม.6 อยากเรียนทางด้านเชฟ แต่ทางบ้านไม่เห็นด้วย เลยต้องมาเรียนนิเทศศาสตร์เป็นช่างภาพถึงทุกวันนี้ กระนั้นในใจก็ยังรักในการทำขนมไม่เปลี่ยนแปลง ยิ่งพอได้มาทำงานประจำในบทบาทหน้าที่ช่างภาพ ได้ถ่ายภาพหลากหลายสไตล์ ซึ่งรวมถึงการถ่ายภาพอาหารและขนม เหมือนกับได้ปลุกความอยากในการทำขนมขึ้นมาอีกครั้ง

“ช่วงทำงานประจำที่แมกกาซีน เวลาว่างผมก็จะฝึกหัดทำขนมด้วยตัวเอง ศึกษากระบวนการขั้นตอนการทำจากยูทูบ ค้นข้อมูลในกูเกิล ตำราทำขนมทั้งของไทยและแปลจากตำราของต่างประเทศ เรียกว่าศึกษาจากหลายช่องทาง เวลาที่ถ่ายภาพเราจะหาเรเฟอเรนซ์ (Reference) หาคอนเซ็ปต์ให้ได้ก่อน พอได้คอนเซ็ปต์แล้วจึงลงมือถ่าย

ถึงตอนที่หัดทำขนมก็เช่นกัน ผมจะหารูปขนมหน้าตาที่ตัวเองชอบมาลองทำ แต่ไม่ได้ไปแกะสูตรของคนอื่นว่าเขาใส่อะไรยังไงเท่าไหร่ เรากำหนดสูตรเอง เลือกใช้วัตถุดิบเอง ทำเสร็จก็เอาไปให้คนอื่นเทสต์ เช่น เพื่อนที่ทำงาน เพื่อนในวงการอาหารและขนม บางทีก็เชฟที่รู้จักกัน เพราะทำงานช่างภาพก็รู้จักกับเชฟหลายคน”

ปั้นยอมรับว่าการทำขนมในช่วงแรกเป็นเรื่องหินมาก เพราะทุกอย่างเรียนรู้ด้วยตัวเอง ขนมอย่างหนึ่งไข่หมดไปเป็นแผงก็ยังไม่ได้ บางทีอบออกมาไม่ดีก็ต้องทิ้ง เพราะทุกชิ้นต้องดีที่สุด ถ้าทำแล้วคนทำไม่อยากกิน จะให้คนอื่นกินไม่ได้อยู่แล้ว เวลาทำไม่ได้ดั่งที่คาดหวังอารมณ์ท้อก็มีอยู่ แต่ด้วยความเป็นช่างภาพที่เวลาทำงานต้องให้ออกมาดีที่สุด ก็พยายามหาวิธี หาคอนเซ็ปต์ หามุม หาองค์ประกอบต่างๆ จนแน่ใจว่าจะได้ภาพออกมาตามที่ต้องการ

“ผมก็เอาวิธีของช่างภาพมาใช้ในเวลาทำขนม เมื่อเจอปัญหาโน่นนี่นั่นก็ไม่เคยยอมแพ้ พอได้ลงมือทำแล้วจะไม่ทิ้งกลางคัน จะพยายามจนถึงที่สุดแม้จะสิ้นวัตถุดิบไปมากน้อยเท่าใดก็ต้องทำให้สำเร็จ ถ้าไม่ได้ สมมติอบแล้วเสียก็อบใหม่ พยายามต่อไป ทั้งไม่ลืมจดบันทึกไว้ด้วยว่าเราทำอย่างนี้แล้วมันเสีย ก็อย่าไปทำซ้ำแบบเดิม หาวิธีใหม่ไปเรื่อย ซึ่งก็ไม่พ้นความพยายาม

ผมทำขนมด้วยใจรักจริงๆ ถ้าใจไม่รักคงเลิกไปนานแล้ว แต่นี่ผมทำมา 8 ปีแล้ว ปีสองปีแรกอาจทำเป็นงานอดิเรก หรือทำจีบสาวอะไรประมาณนั้น (หัวเราะ) แต่หลังจากนั้นได้ทำส่งร้านคาเฟ่เลยกลายเป็นธุรกิจเล็กๆ แต่จริงจังขึ้น จากทำคนเดียวก็มีผู้ช่วย แล้วพอมาทำเค้กเวดดิ้งเมื่อ 3-4 ปีมานี้ ลูกค้าก็ตอบรับดีอีก แล้วผมสนุกกับมัน”

ทุกวันนี้ปั้นมีความสุขกับการทำขนม และใช้เวลาในแต่ละเดือนในการทำขนมมากกว่าการทำงานเป็นช่างภาพ แต่ว่าอาชีพช่างภาพก็ยังเป็นอาชีพหลักและเป็นเส้นเลือดใหญ่หล่อเลี้ยงชีวิตของเขาอยู่

“พูดแบบไม่โกหกเลยว่าถ่ายรูปวันเดียว เช่น ถ่ายเมนูอาหารเล่มเดียว ได้เงินเท่ากับทำเค้กทั้งเดือนเลย ถ้าถามว่าอาชีพไหนเป็นอาชีพหลัก ยังคงเป็นช่างภาพอยู่ครับ แต่ถ้าถามถึงเวลาที่ให้ระหว่างทำขนมกับงานช่างภาพในแต่ละเดือน ต้องบอกว่าให้เวลากับการทำขนมมากกว่า เมื่อก่อนงานช่างภาพเดือนหนึ่งจะรับถ่ายประมาณ 20 วัน เช่น ถ่ายงานอีเวนต์ ถ่ายเวดดิ้ง เป็นต้น แต่ทุกวันนี้รับแค่ 4-5 จ๊อบ เพื่อที่จะได้มีเวลาไปทำขนม

หากถามว่าทำขนมกับงานช่างภาพอันไหนรายได้เยอะกว่าและเหนื่อยน้อยกว่า ก็ต้องงานช่างภาพ ดังนั้นจึงพูดได้เลยว่าขนมผมทำด้วยใจรัก ยิ่งเมื่อได้ทราบฟีดแบ็กจากทางร้านว่าลูกค้าชอบเค้กของผม แบบว่ามีลูกค้าหลายคนเขียนโน้ตแปะไว้ที่โต๊ะ เช่น ขอบคุณนะคะเค้กอร่อยมาก แค่นี้ถึงเหนื่อยก็ทำให้มีความสุขครับ” บรม กล่าวทิ้งท้าย

หากจะสั่งขนมของปั้น หรือติดต่องานถ่ายภาพ สามารถติดต่อได้ที่ไลน์ไอดี : pun2629 หรือ โทร. 06-4246-3615 

ยำถั่วพลูสูตรเด็ดเจ้เหมา การันตีคุณภาพไม่อร่อยกินฟรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/576629

  • วันที่ 11 ม.ค. 2562 เวลา 15:00 น.

ยำถั่วพลูสูตรเด็ดเจ้เหมา การันตีคุณภาพไม่อร่อยกินฟรี

เรื่อง/ภาพ สนทะนาพร อินจันทร์

ยำถั่วพลูเจ้เหมาถือเป็นเจ้าตำหรับดั้งเดิมมาแต่โบราณที่มีสูตรเด็ดเฉพาะตัวในท้องถิ่น และเป็นสูตรอาหารรสเลิศที่ถูกถ่ายทอดช่วงต่อมาจากคนรุ่นก่อนถึงยุคที่สามแล้ว จนอาจต้องยกนิ้วให้เป็นเบอร์หนึ่งในปฐพีอีกรายก็ว่าได้ หากผู้คนหรือนักท่องเที่ยวได้มีโอกาสผ่านเข้ามายังในตลาดคลองสวนร้อยปี ต.เทพราช อ.บ้านโพธิ์ จ.ฉะเชิงเทรา และได้ลิ้มลองจะต้องร้องบอกออกมาเป็นเสียงเดียวกันว่า “มันคือยำถั่วพลูที่มีรสชาติอร่อยที่สุด เท่าที่ได้เคยลิ้มรสมาจริงๆ”

ดวงนภา เศรษฐวิวัฒนกุล เจ้าของร้านเจ้เหมา วัย 73 ปี บอกว่า เปิดร้านยำถั่วพลูมานานแล้วตั้งแต่รุ่นบรรพบุรุษ การันตีความอร่อย หากรับประทานแล้วไม่อร่อย ไม่คิดเงินแม้แต่บาทเดียว แถมจะมอบเงินให้ลูกค้ากลับบ้านไปด้วย เพื่อชดเชยความผิดหวัง

นอกจากผลงานการสรรค์สร้างรสชาติในอาหารเมนูนี้จนอร่อยเฉียบและเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวแล้ว ลีลาการหั่นการซอยผักจากฝักถั่วพลูและหอมแดงเคียงเครื่องเทศปรุงรสก็ยังไม่ใช่ย่อย ด้วยฝีมือการหั่นที่มีความชำนาญแนบเนียนเป็นพิเศษให้เห็นกันแบบสดๆ บรรจงถี่ยิบลงไปในเนื้อฝักถัวพลูจนละเอียดแทบเป็นฝอย ไม่ได้เห็นรอยช้ำในของเนื้อผักเลยแม้แต่น้อย จึงทำให้ฝักถั่วพลูยังคงความสดใหม่เสมอ ไม่เกิดกลิ่นเหม็นเขียวจากรอยช้ำ ถือเป็นเคล็ดลับในการปรุงอาหารรสเลิศเมนูนี้ที่อยากแนะนำหากได้มีโอกาสมา จ.ฉะเชิงเทรา ต้องไปลิ้มลองกันให้ได้สักมื้อ 

คืบก็ทะเล ศอกก็ทะเล ริซอตโตข้าวญี่ปุ่นกุ้งแม่น้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/576630

  • วันที่ 11 ม.ค. 2562 เวลา 14:00 น.

คืบก็ทะเล ศอกก็ทะเล ริซอตโตข้าวญี่ปุ่นกุ้งแม่น้ำ

เรื่อง สีวลี ตรีวิศวเวทย์ ภาพ Cookool Studio

ตอนเด็กๆ ดูหนังเรื่องคู่กรรมกับคุณยาย อดประทับใจในฉากที่อังศุมาลินดำผุดดำว่ายอยู่ในคลองบางกอกน้อยแล้วงมเอากุ้งก้ามกรามหรือกุ้งแม่น้ำขึ้นมา จากนั้นเอากุ้งมาเผากินกับสะเดาน้ำปลาหวาน นึกแปลกใจว่ามันง่ายขนาดนั้นเชียวหรือการดำน้ำในแม่น้ำแล้วงมเอากุ้งขึ้นมา ตามมาด้วยกระแสออเจ้าที่แม่การะเกดสั่งคนงานในบ้านงมเอากุ้งมาย่างแล้วจิ้มกับน้ำจิ้มซีฟู้ด

นึกถึงฉากเหล่านั้นทีไรก็หันหัวรถไปตลาด อ.ต.ก.แล้วซื้อกุ้งก้ามกรามจากร้านประจำที่หวังว่าเขาจะไม่หลอกเราว่ากุ้งของเขาเป็นกุ้งงมตามธรรมชาติแท้ๆ ไม่ใช่กุ้งเลี้ยง เลือกซื้อขนาด 4-5 ตัว/กิโลกรัมเพราะราคาจับต้องได้และเนื้อเด้งกำลังอร่อย ผู้เขียนประหลาดกว่าชาวบ้านตรงที่ไม่ชอบกุ้งก้ามกรามที่ใหญ่เท่าโทรศัพท์มือถือ เพราะมันมักจะเหนียว มักจะติดใจขนาด 4-5 ตัว/กิโลกรัมนี่แหละ เพราะเอามาทำกับข้าวได้หลายเมนู ย่างธรรมดาก็อร่อย ยิ่งปัจจุบันกุ้งแม่น้ำยังอร่อยเหมือนเดิมแต่กลายเป็นกุ้งเลี้ยง แถมยังอาจจะมาจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างเมียนมาถ้าตัวโตเกินเหตุ เวลาในการขนส่งทำให้มันที่หัวกุ้งกลิ่นแหม่งๆ ไปก็มี

แม่ค้าบอกว่ากุ้งก้ามกรามบ้านเราจะอร่อยที่สุดในหน้าหนาว เพราะน้ำเย็นจะทำให้เนื้อและมันกุ้งหวานอร่อย อันนี้แม่ค้าเจ้าประจำบอกมาซึ่งทฤษฎีของเขาคือ น้ำเย็น กุ้งจะสะสมไขมันเอาไว้เตรียมที่จะวางไข่ในช่วงหลังสงกรานต์ อันนี้ไม่ขอคอนเฟิร์มความจริงเพราะเป็นสิ่งบอกเล่าจากแม่ค้าล้วนๆ แต่ก็หลงเชื่อซื้อมา

สำหรับในฉบับนี้แม้ว่าจะจั่วหัวไว้ว่าคืบก็ทะเล ศอกก็ทะเล แต่กุ้งแม่น้ำหรือกุ้งก้ามกรามดีๆ สักตัว มีเนื้ออร่อยสูสีกับ Canadian Lobster ได้สบาย ผู้เขียนเองเพิ่งได้ชิมเมนูล่าสุดจากร้านอาหาร Italian ที่โฟร์ซีซั่นส์ รีสอร์ท เชียงใหม่ เป็น Lobster Risotto จึงได้ไอเดียตามคำเชิญชวนให้ซื้อกุ้งแม่น้ำ เลยเอาความเป็นอิตาเลียนมาผสมกับกุ้งแม่น้ำสักหน่อย ทำเป็น Risotto กุ้งแม่น้ำดู ลองดูแล้วประทับใจมากเพราะอะไรตามมาอ่านต่อดีกว่า

ในหลักการทำข้าวริซอตโตนั้นประกอบไปด้วยหัวใจที่จะทำให้อร่อยล้ำ คือ น้ำสต๊อกจะต้องเต็มไปด้วยรสชาติ เพื่อให้ความเข้มข้นในสต๊อกนั้นซึมซาบเข้าสู่เมล็ดข้าวได้เต็มที่ ถ้ากวนข้าวด้วยน้ำสต๊อกจืดต่อให้มาเติมเกลือทีหลังก็อร่อยไม่เท่าปรุงให้สต๊อกเข้มข้นตั้งแต่แรก

ข้าวก็เป็นส่วนสำคัญ ปกติ Risotto ของอิตาเลียนแท้ๆ จะเป็นข้าวเมล็ดสั้นกลมป้อม มีชื่อว่า Arborio หรือ Vialone Nano ซึ่งถือเป็นสุดยอดวัตถุดิบ แต่ผู้เขียนได้ไอเดียการทำริซอตโตครั้งนี้จากร้านชาบูแห่งหนึ่งในโตเกียว หลังจากรับประทานชาบูจนอิ่มหนำและน้ำในหม้อเข้มข้นงวดจากการจุ่มเนื้อครั้งแล้วครั้งเล่า ร้านจะจบการเสิร์ฟคอร์สสุดท้ายก่อนขนมด้วยการนำข้าวญี่ปุ่นใส่ลงในหม้อชาบูแล้วกวนจนข้าวและน้ำซุปงวด เขาบอกว่านี่คือ Risotto ผู้เขียนรับประทานแล้วอร่อยถูกใจ เกิดปิ๊งไอเดียจะทำริซอตโตจากข้าวญี่ปุ่นขึ้นมาบ้าง เพราะชนิดเมล็ดข้าวใกล้เคียงกัน เป็นข้าวเมล็ดสั้นคล้ายกัน อาจจะต่างกันที่ปริมาณแป้งที่ประกอบภายใน

ขั้นตอนการทำริซอตโตกุ้งแม่น้ำข้าวญี่ปุ่นนั้น ใช้หลักการเดียวกับวิธีของอิตาเลียนทุกประการ เริ่มต้นจากการแกะกุ้งก้ามกราม เอาเนื้อมาหั่นเป็นชิ้น จากนั้นสับเปลือกและหัวกุ้งให้มีชิ้นเล็กจะได้น้ำสต๊อกที่เข้มข้นขึ้นในเวลาอันรวดเร็ว ถ้าขี้เกียจมากๆ ข้ามทุกขั้นตอนที่ว่าไว้ในสูตรแล้วเอาแค่ต้มเปลือกกุ้งก็พอไหว แต่ถ้าจะได้รสชาติหอมๆ ต้องใช้น้ำมันมะกอกและความร้อน ผัดกุ้งให้หอมฟุ้งเสียก่อนแล้วค่อยเติมไวน์และน้ำลงไปเคี่ยว แบบนี้จะได้น้ำสต๊อกแบบคนมีวิทยายุทธงานครัว

การทำริซอตโตต้องใจเย็นๆ กวนข้าวกับน้ำสต๊อกที่เคี่ยวและปรุงรสด้วยเกลือจนเค็มพอเหมาะพอดีแล้ว ค่อยๆ กวนข้าวกับน้ำสต๊อกครั้งละ 1-2 ทัพพีจนงวดแล้วค่อยเติมน้ำสต๊อกลงไปอีกทำซ้ำจนชิมข้าวดู ไม่มีเคี้ยวแล้วติดฟันกรามเป็นอันว่าใช้ได้ ริซอตโตที่อร่อยจะต้องหนึบกำลังดีไม่เละจนเคี้ยวหมดในไม่กี่ครั้ง แบบนี้ถึงจะจัดว่าทำเป็นด้วย กินเป็นด้วย

ผู้เขียนทดลองทำทั้งริซอตโตกุ้งแม่น้ำและล็อบสเตอร์ในช่วงเวลาใกล้ๆ กันสมาชิกที่บ้านบอกว่ากุ้งแม่น้ำอร่อยแซงล็อบสเตอร์สบายๆ ด้วยเพราะฤดูกาลและความสดของกุ้งนั้นมีผลต่อรสชาติของน้ำสต๊อกที่เคี่ยวออกมาอย่างชัดเจน มันกุ้งที่เข้มข้นช่วยให้ความหอมของน้ำสต๊อกนัวและมีความอูมามิ สูตรนี้ถึงแม้จะยุ่งยากแต่ส่วนผสมหาได้ครบในซูเปอร์มาร์เก็ตครั้งเดียว ยิ่งเดี๋ยวนี้มีข้าวญี่ปุ่นที่ปลูกที่เชียงรายด้วย อยากให้ทดลองปรุงดูแล้วจะรู้ว่าไม่ได้ยากอย่างที่คิด 

เด็ก vs กาแฟ ดื่มวัยไหนจึงเหมาะ?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/576634

  • วันที่ 11 ม.ค. 2562 เวลา 13:00 น.

เด็ก vs กาแฟ ดื่มวัยไหนจึงเหมาะ?

เรื่อง คาเอรุ ภาพ เอเอฟพี, อีพีเอ

กาแฟ ทุกวันนี้ไม่ใช่เป็นเพียงเครื่องดื่ม หากกลายเป็นไลฟ์สไตล์ในการใช้ชีวิตไปแล้ว เนื่องจากในกาแฟมี “กาเฟอีน” (Caffeine) ซึ่งถือว่าเป็นสารเสพติดอย่างหนึ่ง

กาเฟอีน มีผลกระทบอาจทำให้เกิดการนอนไม่หลับ กล้ามเนื้อสั่นกระตุก ปวดหัว ปวดท้อง ขาดสมาธิ และทำให้หัวใจเต้นเร็วผิดปกติได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในเด็กแล้ว อาจจะเข้าไปยับยั้งการเจริญเติบโตของกระดูกได้ เนื่องจากกาเฟอีนจะเข้าไปรบกวนการดูดซับแคลเซียม ซึ่งส่งผลต่อการเจริญเติบโตของเด็กได้

นอกจากนี้ บรรดาวัยรุ่นที่ชื่นชอบกาแฟประเภทที่มีการใส่นม ผสมวิปครีม มากด้วยน้ำตาล หรือกาแฟที่มีแคลอรีเยอะๆ นั้น ก็อาจนำไปสู่โรคอ้วน กระดูกผุ และฟันผุได้ด้วย จึงเป็นประเด็นที่น่าสนใจว่า เด็กอายุเท่าไรจึงจะสามารถเริ่มดื่มกาแฟตามคุณพ่อคุณแม่ ที่เดินเข้าร้านกาแฟเป็นว่าเล่นได้บ้าง รวมทั้งเด็กสมัยนี้ที่ชอบนัดกันติวในร้านกาแฟนั้น ควรจะดื่มกาแฟในปริมาณเท่าไรดี

แค่จิบเล็กๆ น้อยๆ คงไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายอะไร แต่ถ้าดื่มเกินขนาดเป็นประจำทุกวันก็นับว่าเริ่มน่าเป็นห่วง ในหลายประเทศ อย่างสหรัฐและแคนาดา จึงมีกฎหมายว่าด้วยการเสพกาเฟอีนในเด็ก (อายุต่ำกว่า 18) ออกมาอย่างชัดเจน ว่าไม่ควรเกิน 45 มิลลิกรัม/วัน (เทียบเท่ากับกาเฟอีนที่มีในน้ำอัดลม อย่างโค้กหรือเป๊ปซี่ 1 กระป๋อง ซึ่งก็รวมถึงน้ำอัดลมด้วยนั่นเอง) เพื่อที่จะให้เด็กๆ ได้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ตามศักยภาพที่ควรจะเป็น

นอกจากนี้ จากผลสำรวจหลายๆ ครั้ง กาเฟอีนมีผลทางลบต่อหัวใจและหลอดเลือด รวมทั้งระบบประสาท โดยกาเฟอีนไม่ได้มีเฉพาะในกาแฟเท่านั้น แต่ยังมีในน้ำอัดลม และเครื่องดื่มที่ให้พลังงาน (Energy Drinks) ซึ่งนิยมดื่มกันในหมู่วัยรุ่นอีกต่างหาก แอนดี เบลลัตติ คุณหมอชาวอิตาเลียน ผู้ทำวิจัยเกี่ยวกับผลกระทบของกาเฟอีน แนะนำว่า ทางที่ดีเด็กที่อายุต่ำกว่า 18 ปี ไม่ควรที่จะแตะของพวกนี้ (กาแฟ น้ำอัดลมที่มีกาเฟอีน และเครื่องดื่มให้พลังงาน) เลยจะดีกว่า

ขณะที่ แคสซี บียอร์ก นักโภชนาการจากสแกนดิเนเวีย เห็นว่า ไม่มีคำตอบที่จะถูกต้องชัดเจนสำหรับกรณีนี้ “เพราะว่า การดื่มกาแฟเล็กๆ น้อยๆ ก็ช่วยกระตุ้นให้เกิดชีวิตชีวา และมีสมาธิ แต่ก็ไม่ใช่สิ่งที่เหมาะสมเท่าไรต่อเด็กๆ เพราะอาจจะไปกีดกั้นการดูดซับสารอาหารบางอย่างที่จำเป็นต่อร่างกายได้

สำหรับผู้ใหญ่ ปริมาณกาเฟอีนที่แนะนำคือ ไม่ควรเกิน 200-300 มก. ต่อวัน ถ้าเป็นเด็กก็หารลงสักครึ่งหนึ่งเลย เพื่อความปลอดภัย” แคสซี กล่าว

ด้าน อเล็กซ์ คาสเปโร บล็อกเกอร์ และโค้ชทางด้านสุขภาพ ก็มีความเห็นไปในทิศทางเดียวกันที่ว่า กาแฟเป็นสิ่งที่เด็กก็ดื่มได้ในปริมาณที่เหมาะสม

“เด็กตัวเล็กกว่าผู้ใหญ่ เพราะฉะนั้น ปริมาณกาเฟอีนที่จะเสพเข้าไปก็ต้องปรับลดลงตามน้ำหนักและความใหญ่ของร่างกาย แต่จริงๆ แล้ว ผลวิจัยล่าสุดเกี่ยวกับกาแฟก็คือ ไม่ได้มีส่วนในการยับยั้งการเจริญเติบโตของร่างกายแต่อย่างใด สิ่งที่น่าเป็นห่วงกว่าคือ กาแฟใส่ครีมและน้ำตาลปริมาณมากๆ น้ำอัดลมและเครื่องดื่มให้พลังงานที่มีปริมาณของน้ำตาลสูงต่างหาก ที่ส่งผลกระทบต่อเด็กให้เกิดโรคอ้วนและโรคอื่นๆ อย่างเช่น เบาหวาน เช่นเดียวกับเด็กที่ชื่นชอบรับประทานของหวานเลย

สำหรับการดื่มกาแฟทำให้เกิดการปัสสาวะบ่อย แสดงว่าจะมีการขับกาเฟอีนออกไปจากร่างกาย ถ้าลูกหลานของเราชอบดื่มกาแฟที่ไม่ใส่ครีมและไม่หวานเกินไป แถมยังออกกำลังกายเป็นประจำสม่ำเสมอ ก็ไม่ใช่เรื่องที่น่ากังวลเท่ากับเด็กที่ติดของหวาน น้ำอัดลม หรือเครื่องดื่มให้พลังงานที่มีรสหวานหรอกครับ” 

รูป รส กลิ่น เสียง ครบรส ที่ ดิษจรัส คราฟต์ แอนด์ คาเฟ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/576623

  • วันที่ 11 ม.ค. 2562 เวลา 11:00 น.

รูป รส กลิ่น เสียง ครบรส ที่ ดิษจรัส คราฟต์ แอนด์ คาเฟ่

เรื่อง อณุสรา ทองอุไร ภาพ วิศิษฐ์  แถมเงิน

ถ้าใครผ่านไปแถวโครงการช่างชุ่ย ย่านถนนบรมราชชนนี ต้องแวะไปที่ร้านดิษจรัส คราฟต์ แอนด์ คาเฟ่ (Disjarus Craft and Cafe) ร้านที่เพิ่งเปิดได้เมื่อ 3 เดือนที่ผ่านมาร้านตกแต่งสวยงามสไตล์อังกฤษ ผสมยุโรปสร้างบรรยากาศด้วยการเปิดเพลงที่เป็นบทสวดในโบสถ์ตลอดเวลา เพื่อเพิ่มพลังงานเชิงบวกแบบฟุ้งๆ ฝันๆ นอกจากนี้ยังตกแต่งด้วยดอกไม้นานาพันธุ์ ทั้งดอกไม้สดและดอกไม้แห้ง รวมทั้งรูปปั้นสวยๆ สไตล์ยุโรปอีกหลายชิ้น มีมุมให้ถ่ายรูปปักหมุดทั้งในร้านและหน้าร้าน

ก้อง-โกสินธุ์ วัฒภีเจริญ เจ้าของร้านที่เป็นช่างดอกไม้ฝีมือดีไปจัดดอกไม้ประกวด จัดดอกไม้รับแขกบ้านแขกเมืองทั้งในประเทศและต่างประเทศมาแล้วนับไม่ถ้วน ก่อนหน้านี้เขาเคยเปิดร้านดอกไม้มาก่อน และสไตล์ของเขานั้นชอบจัดดอกไม้แบบเยอะๆ ดูหรูหรา เวลาไปจัดงานอีเวนต์ที่ต่างประเทศกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เขาชอบไปนั่งจิบชากาแฟนั่งมองแก้วสวยๆ ด้วยความประทับใจ แล้วก็แอบคิดฝันเล่นๆ ว่าสักวันอยากจะมีร้านชาเก๋ๆ สวยๆ เป็นของตัวเอง และผ่านไปหลายปีในที่สุดโอกาสนั้นก็มาถึงอย่างไม่คาดคิด

เมื่อความฝันเป็นจริงเขาจึงจัดใหญ่จัดเต็มตามความฝันที่วาดไว้ เขาจึงจัดร้านแบบฟุ้งๆ ฝันๆ เกินจริงนิดๆ โดยร้านนี้จะเน้นชาเป็นหลักเพราะเจ้าของชอบดื่มชาและสะสมเครื่องแก้ว เครื่องกระเบื้องอย่างดีมานานหลายปี พอมาเปิดร้านเขาก็นำของสะสมมาบริการในร้าน และมาตกแต่งในร้าน โดยเน้นชาและเบเกอรี่ แต่ก็มีอาหารจานเดียวมาให้บริการเสริมบ้าง

เมนูเด็ดที่นำมาแนะนำในวันนี้เริ่มจากอาหารจานเดียว อย่างจานแรกผัดไทยกุ้งสด ซึ่งเป็นสูตรของพี่สาวได้รับถ่ายทอดมาจากคุณแม่ ที่รสชาติกลมกล่อมแบบไทยแท้ ที่จะไม่หวานนำมากนัก มีการใส่พริกป่นลงไปผัดเล็กน้อยเพื่อให้มีกลิ่นหอมและเข้าถึงเนื้อ ในเส้นจึงมีรสชาติหวานนิดเผ็ดหน่อย โรยหน้าด้วยเกี๊ยวกรอบตัดกับเส้นที่เหนียวหนุบหนับ เสิร์ฟเคียงมากับถั่วงอกและต้นกุยช่าย

ต่อมาคือสลัดหมูย่าง เป็นเนื้อย่างชิ้นใหญ่หนานุ่ม เคียงมากับผักสลัด มะเขือเทศ และแครอต หั่นเป็นแท่งเข้ากันได้เป็นอย่างดีเสิร์ฟมาคู่กับน้ำจิ้มรสเด็ด

ในส่วนของหวานนั้น เป็นเค้กส้มยูสุเนื้อฉ่ำนุ่มราดซอสส้มเล็กน้อยให้ความรู้สึกนุ่มนวลพอดีๆ หวานอมเปรี้ยว ตกแต่งจานมาด้วยเชอรี่ สตรอเบอร์รี่ และราสพ์เบอร์รี่ ต่อด้วยบราวนี่ช็อกโกแลตเนื้อแน่น มีช็อกโกแลตแทรกซึมในระหว่างเนื้อเค้ก หวานนำขมติดปลายลิ้นเล็กน้อย ตบท้ายด้วยไอศกรีมสตรอเบอร์รี่เพิ่มความสดชื่น

สำหรับเครื่องดื่มแนะนำน้ำส้มผสมน้ำผึ้งมะนาวและเบอร์รี่ผสมน้ำผึ้งมะนาว รสชาติเปรี้ยวนิด หวานน้อย ดื่มเพื่อความสดชื่นในยามที่อากาศร้อนได้เป็นอย่างดี

นอกจากนี้ยังมีชากุหลาบให้ดื่มตบท้ายและมีชาอีกกว่า 15 ชนิดให้เลือกดื่มและกาแฟอีกหลายเมนู โดยมีขนมและเบเกอรี่ทั้งหมดประมาณ 20 เมนู ส่วนอาหารจานเดียว 15 เมนู โดยทุกๆ 2-3 เดือน จะมีการเปลี่ยนแปลงและเพิ่มเมนูใหม่ๆ เข้ามาสับเปลี่ยนหมุนเวียนสร้างสีสัน

ร้านเปิดทุกวันตั้งแต่เวลา 11.00-21.00 น.ทุกวันไม่มีวันหยุด ร้านมีที่นั่งทั้งด้านในร้านและโอเพนแอร์ ทั้งหมดจำนวน 50 ที่นั่ง สำรองที่นั่งได้ที่ 08-3624-2942 

เมื่อ ‘อาหาร’ เสิร์ฟเซตเมนูมังสวิรัติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/576626

  • วันที่ 11 ม.ค. 2562 เวลา 10:00 น.

เมื่อ ‘อาหาร’ เสิร์ฟเซตเมนูมังสวิรัติ

เรื่อง/ภาพ แบมบี bambi5789@gmail.com

คว้ามิชลินสตาร์ 1 ดาว ใน Michelin Guide Bangkok 2019 มาหมาดๆ เชฟชุมพล แจ้งไพร ไม่หยุดที่จะถ่ายทอดภูมิปัญญาอาหารไทย ภายใต้คอนเซ็ปต์ “ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว” ของร้านอาหาร (R.Haan) ที่บ่งบอกถึงความอุดมสมบูรณ์ของวัตถุดิบที่นำมาประกอบอาหารไทยแท้ ซึ่งจะทำให้อาหารทุกสำรับเต็มไปด้วยรสชาติอันน่าหลงใหล ในภาชนะงดงามให้เห็นถึงทุกความประณีต เพื่อส่งต่อความหลงใหลในอาหารไทยดั้งเดิม

ล่าสุด พร้อมๆ กับปั้นเมนูอาหารไทยประจำฤดูหนาวในเซตเมนู “รอยัล” (ราคาเซตละ 2,912 บาท++) และ “อะเมซิ่ง” (ราคาเซตละ 2,512 บาท++) เชฟชุมพลได้รังสรรค์เซตเมนู “มังสิวิรัติ” ขึ้นมาสำหรับคนที่ไม่รับประทานเนื้อสัตว์ โดยยังจะได้รับรสชาติแบบอาหารไทยแท้ๆ ของเมนูอาหารไม่แตกต่างกัน

สำหรับเซตเมนูมังสวิรัติ (ราคาเซตละ 2,212 บาท++) หรือ Exclusive Dinner Set Menu (Veggie) เริ่มด้วย Amuse Bouche หรืออาหารเรียกน้ำย่อยเป็น “เต้าหู้ไข่ลูกเขยบ้านนา” (Deep Fried Egg Tofu with Sweet Sauce) เต้าหู้รมควันราดด้วยซอสไข่ลูกเขย หวานๆ เค็มๆ มันๆ กลมกล่อม

ตามมาด้วย Appetizer – อาหารว่าง เชฟเสิร์ฟคู่เมนูสุดแซ่บ ได้แก่ “ทอดมันมะเขือม่วงโครงการหลวง” (Deep Fried Eegplant Ball from Royal Project) และ “พล่าไหลบัวส้มโอหวาน” (Thai Hot and Spicy Lotus Steam with Pomelo Salad)

มาถึงสำรับเมนคอร์ส Thai Family Style Sharing Main Dishes ประกอบด้วย “แกงเขียวหวานฟองเต้าหู้สด” (Thai Green Curry with Fresh Bean Flour Sheets) “ไข่พะโล้เต้าหู้สูตรคุณย่า” (Soy Egg and Tofu in Sweet Brown Sauce) “วุ้นเส้นสดผัดไข่เค็มเห็ดหูหนูกรอบ” (Stir-Fried Fresh Glass Noodles with Salted Eggs and Blank Ear Mushroom) “เต้าเจี้ยวหลนหลงไพร” (Preserved Soy Bean Dip Served with Mixed Vegetables) และ “เห็ดรวมเพื่อนยากคั่วพริกเกลือ” (Stir fried Mixed Mushroom with Salt and Chilli)

ทั้งหมดเสิร์ฟพร้อมข้าวหอมใหม่ ยโสธรสองห้าหกสอง และข้าวกล้องออร์แกนิกรวมมิตร 5 พลัง (Steamed New ‘Thai Hom Mali’ Rice from Yasothon 2562 and Steamed Five Kinds of Organic Brown Rice — Rice berry, Organic Aromatic Black (Hom-nin), Sangyod brown rice, Wild Rice and ‘Chitralada’ Palaces rice) และหัวน้ำปลาแท้ระยองกับพริกขี้หนูสวนปิติ (Extra Virgin Rayong Fish Sauce with Chili from Piti Farm)

ปิดท้ายด้วยสำรับของหวาน Dessert ประกอบด้วย “ข้าวเหนียวมะม่วงภักดี” (Pakdee Mango with Sticky Rice) ที่มาพร้อมมะม่วงหลากรสสัมผัส “ไอศกรีมกะทิสดกะเทาะเปลือก” (Virgin Coconut Mile Ice Cream) และ “มะกรูดลอยแก้ว” (Kaffir Lime in Scented Syrup) ของหวานสุดคลาสสิกแบบไทยที่หากินได้ยาก

จบสวยๆ จริงๆ ด้วยเปอตีต์ฟูร์แบบไทยๆ (Thai Fruits & Petit Fours) เสิร์ฟมาบนกระเช้า มีทั้ง “ดาราทองเนื้อเก้า” (Flower Shape Stir Pound Lotus Seed with Sugar and Coconut Milk) ที่หลายคนมักเผลอเรียกจ่ามงกุฎ “เม็ดขนุนไทยกาเกา” (Mung Bean Marzipan Thai Cacao Chocolate and Egg Yolk) “ลูกชุบมงคล” (Peach Shape Stir Pound Golden Bean) และ “ขนมอบชาววัง” (Thai Sweetmeat Bake Cake)

คอมังสวิรัติไปลองลิ้มชิมรสกันได้ที่ ร้านอาหาร สุขุมวิท 53 หรือเข้าทางทองหล่อซอย 9 เปิดบริการทุกวัน เวลา 18.00-23.00 น. โทร. 02-059-0433-34 หรือ 09-5141-5524 อีเมล : reservation@r-haan.com 

อิสระ ที่ถูกพันธนาการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/576114

  • วันที่ 06 ม.ค. 2562 เวลา 17:07 น.

อิสระ ที่ถูกพันธนาการ

เรื่อง: มัลลิกา นามสง่า

ในห้วงเวลานี้สิ่งเดียวที่ “ทศพล ยิ่งผล” รู้สึกว่าเขาเป็นอิสระที่สุด ไม่ถูกพันธนาการด้วยสิ่งใด ก็ยามที่ปาดป้ายพู่กันลงบนผืนผ้าใบ ความคิดที่ถูกกักขังไม่ให้แสดงความพิโรธออกมาก็ถูกปลดเปลื้องสาดแต้มไปด้วยแสงสีที่เขาตั้งใจคัดสรรมาใช้ในงานศิลปะ

“Twenty Fourteen ค.ศ. 2014” นิทรรศการเดี่ยวครั้งแรกของทศพล หลังจากสำเร็จการศึกษาจากวิทยาลัยเพาะช่าง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ ได้ไม่กี่เดือน

ผลงานตั้งต้นของชุดนี้ ทศพลทำเป็นผลงานเพื่อจบการศึกษา หากผลงานและแนวความคิดไปเข้าตาภัณฑารักษ์ นัมเบอร์วันแกลอรี่ 19 จึงทาบทามให้มาจัดแสดงนิทรรศการ

ทศพลจัดเป็นศิลปินรุ่นใหม่ที่น่าจับตา เขาได้เข้าร่วมหลายโครงการ เช่น โครงการพัฒนาศักยภาพศิลปินรุ่นใหม่ Young Artists Talent ๔.๐ #๙ ทุนพลเอกเปรมปี 2560 โครงการดาวเด่นบัวหลวงครั้งที่ 10 และยังได้ร่วมแสดงนิทรรศการเทิดพระเกียรติในหลวง ร.9 ที่สำนักงานใหญ่ สหประชาชาติ สหรัฐอเมริกา

“ผมทำงานชุดนี้ก่อนเรียนจบ และก็ทำเพิ่มมีทั้งหมด 11 ชิ้น เป็นจิตรกรรมสีน้ำมันและสื่อผสม ผมมีแรงบันดาลใจจากเรื่องราวในสังคม ข่าว ผมชอบวรรณกรรมแนวดิสโทเปีย (Dystopia) เลยมีแนวความคิดว่า ปัจจุบันการเมืองเป็นตัวขับเคลื่อนสังคมอยู่แล้ว พอการเมืองเปลี่ยนแปลงไปสังคมก็เปลี่ยนแปลงตาม แล้วผมมีความรู้สึกว่า เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นมันน้อย งานก็เลยออกมาแบบนี้”

ที่มาของชื่อนิทรรศการ Twenty Fourteen ค.ศ. 2014 ทศพลแจงว่า “ผมพยายามพูดถึงความรู้สึกตั้งแต่ปี 2014 จนถึงปัจจุบัน

ผมว่าตั้งแต่หลังรัฐประหาร เสรีภาพหรือสิทธิในการแสดงออกมันน้อยลง แต่ละคนมีสถานภาพทางสังคมที่ต่างกัน ผมเองรู้สึกมากกับเรื่องนี้ ด้วยเป็นวัยที่กำลังต้องการสิทธิเสรีภาพที่รู้สึกถูกกีดกั้น เช่น การแสดงความคิดเห็นบางอย่าง การจัดกิจกรรมนักศึกษาหลังรัฐประหารไม่สามารถทำได้ ซึ่งในผลงานก็มีการตั้งคำถามกับสิ่งเหล่านี้ ผมว่าการแสดงความคิดเห็นมันไม่ได้ทำร้ายใคร”

ทศพลถ่ายทอดผ่านผลงานจิตรกรรมในรูปแบบสัจนิยม สร้างสัญลักษณ์เป็นหลักสำคัญในการสื่อสาร “ผมใช้เทปกาว (ยูโรเทป) ที่ใช้ขึงเขตห้ามเข้า ตัวหนังสือที่ซ่อนอยู่ในงาน สีที่อยู่ในเทปกาว พื้นผิวที่แตกร้าวหยาบกร้านแทนการแตกแยก การเลือกใช้สัญลักษณ์ต้องตรงกับแนวความคิด ตรงกับรายละเอียดของเนื้อหาที่จะสื่อ”

ศิลปินสร้างชุดภาษาแบบจิตรกรรม โดยการประกอบสร้างบริบทที่สะท้อนผลสู่มิติเชิงลบ แสดงเนื้อหาให้เห็นการพยายามควบคุมจำกัดสิทธิเสรีภาพ บอกเล่าเรื่องราวความจริงของสภาพแวดล้อมทางสังคมที่มนุษย์ใช้ชีวิตอยู่รวมกัน

“ผมชอบงานแนวเรียลลิสติก เพราะการวาดภาพเหมือนมีเสน่ห์ตรงที่มันท้าทายในการวาดให้เหมือนแต่อธิบายรายละเอียดเข้าไป เช่น รูปที่คนถือแซนด์วิชกับหนังสือ (Delicious Sandwiches แซนด์วิชแสนอร่อย) ภาพคนถูกห่อหุ้มด้วยเทปกาว สัญลักษณ์ของการห้าม หวงห้าม ใช้กับห้ามเข้าหรือห้ามออกก็ได้ เทปกาวมาพันกับตัวคนก็รู้สึกอึดอัด ทรมาน การถูกรัดด้วยเทปกาวทำให้ไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ตามความคิดอิสระ ซึ่งความเป็นจริงแล้ว อาหารก็เป็นเพียงอาหารและหนังสือก็เป็นเพียงหนังสือ ไม่สามารถเป็นอาวุธทำร้ายใครได้

สิ่งที่ต้องการนำเสนอผ่านงานชุดนี้ อยากบอกว่า มุมที่มันต้องการแสดงออก หรือเกิดขึ้นในสังคมไม่ถูกตีแผ่ยังมีอยู่ การแสดงออกการแสดงความคิดเห็นไม่ได้เลวร้าย แต่การพยายามจัดการควบคุมที่มากเกินไปเท่านั้นที่เป็นสิ่งน่ากลัวและหดหู่ใจในสังคม”

ผลงานที่ทศพลสร้างขึ้นจากความคิดความรู้สึกที่กลั่นกรองมาภายในห้วงเวลา 4 ปี เป็นการชวนให้ตั้งคำถามและกระตุ้นสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคม

นิทรรศการ Twenty Fourteen ค.ศ. 2014 จัดแสดงถึงวันที่ 26 ม.ค. 2562 ณ นัมเบอร์วันแกลอรี่ 19 ซอยสีลม 21 สีลม บางรัก 

โฮมสเตย์บ้านแหลม ได้มากกว่าการพักผ่อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/576111

  • วันที่ 06 ม.ค. 2562 เวลา 16:55 น.

โฮมสเตย์บ้านแหลม ได้มากกว่าการพักผ่อน

เรื่อง : กั๊ตจัง

หากพูดถึงโฮมสเตย์ หลายคนอาจจะคิดว่าเป็นเพียงแค่การไปพักอยู่ในบ้านของชาวบ้านต่างจังหวัด แต่ความเป็นจริงแล้วโฮมสเตย์คือรูปแบบหนึ่งของการท่องเที่ยวที่ช่วยทำให้เราได้สัมผัสกับวิถีชีวิตและธรรมชาติของท้องถิ่นได้อย่างลึกซึ้ง ในแบบที่การพักในห้องแอร์โรงแรม ลงไปเล่นในสระว่ายน้ำ ตื่นมารับประทานแพนเค้กกับกาแฟไม่สามารถมอบให้ได้ และหนึ่งในโฮมสเตย์ที่มีชื่อเสียงที่สุดก็คือ กลุ่มอนุรักษ์ป่าชายเลนบ้านแหลมโฮมสเตย์

โฮมสเตย์แห่งนี้เพิ่งคว้ารางวัลที่ 3 จากการประกวดโครงการ จีเอสบี สมาร์ท โฮมสเตย์มีสไตล์ ซึ่งจัดโดยธนาคารออมสิน ให้เป็นสุดยอดแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมและธรรมชาติที่คุณไม่ควรพลาด

เริ่มต้นจากการอนุรักษ์

พื้นที่ ต.ท่าศาลา อ.ท่าศาลา จ.นครศรีธรรมราช เดิมทีนั้นมีปัญหารุกล้ำพื้นที่ป่าชายเลน จึงเริ่มมีการตั้งกลุ่มอนุรักษ์ป่าชายเลนบ้านแหลมโฮมสเตย์ ให้ชาวบ้าน องค์กร หน่วยงาน และนักเรียน นักศึกษา ได้มีการร่วมกันในการปลูกป่าชายเลน จากที่เคยรุกล้ำจนขาดปลา ขาดแหล่งอาหาร ตอนนี้ก็สามารถขยายพื้นที่ปลูกได้มากกว่า 5,000 ไร่ และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี

ทำให้ชาวบ้านมีแหล่งอาหารและจับปลาสร้างรายได้ จากการปลูกป่าชายเลนได้เป็นอย่างดี จากจุดผู้คนนิยมเดินทางมาปลูกป่าชายเลนจึงเริ่มเกิดเป็นโฮมสเตย์แหล่งเรียนรู้ธรรมชาติและวิถีชีวิตชุมชน เพราะที่นี่เองไม่ได้มีเพียงแค่ธรรมชาติที่สวยงาม แต่ยังมีวัฒนธรรมและภูมิปัญญาชาวบ้าน

อาชีพประมงขนาดเล็ก ที่เราจะเห็นเรือประมงขนาดเล็กจอดตามริมฝั่งทั่วทั้งชุมชน นอกจากนั้นจะมีอาชีพค้าขายและรับจ้างทั่วไปในพื้นที่ ความน่าสนใจของชุมชนบ้านแหลมคือ วิถีชีวิตของชาวชุมชนที่ปรากฏออกมาเป็นอาชีพที่ผู้มาเยือนพบเห็นได้ในชีวิตประจำวัน

การเดินทางมาบ้านแหลมโฮมสเตย์ อ.ท่าศาลา จ.นครศรีธรรมราช ให้ใช้เส้นทางหลักสำหรับเดินทางมาที่ตัวหมู่บ้าน ใช้ถนนนครศรีธรรมราช-ท่าศาลา โดยมีระยะทางประมาณ 25 กิโลเมตร เมื่อตรงมาเรื่อยๆ จะเจอกับสี่แยกโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 8 ให้เลี้ยวขวา ขับตรงมาอีกประมาณ 4 กิโลเมตร ก็จะพบป้ายบอกทางเป็นระยะจนถึงที่หมาย

กิจกรรมทำกับธรรมชาติ

ทุกคนที่มาเที่ยวที่บ้านแหลมโฮมสเตย์ล้วนมีจุดหมายใหญ่อยู่สองอย่าง ก็คือ การทำสปาโคลนและรับประทานอาหารทะเลสดๆ หากโชคดีก็ได้เห็นหิ่งห้อยตอนกลางคืน และล่องเรือออกไปจิบกาแฟหอมๆ พร้อมกับชมแสงแรกของพระอาทิตย์ขึ้นยามเช้าที่อ่าวทองคำ

อ่าวแห่งนี้มีพื้นที่ติดกับป่าชายเลนและยังเป็นพื้นที่รองรับลำคลองกว่า 10 สาย แร่ธาตุต่างๆ จากภูเขาสูงจะไหลลงมาตามลำคลองออกสู่ทะเล ทำให้พื้นที่บริเวณนี้เป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำ เป็นเส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงชีวิตของชาวบ้าน และยังเป็นแหล่งหากินของโลมาสีชมพูอีกด้วย ประกอบกับการมีพื้นที่ป่าชายเลน จึงเปรียบเสมือนเป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำตามธรรมชาติ

กุ้ง หอย ปู ปลา ส่วนมากจะมาวางไข่ในพื้นที่ป่าชายเลนจนเติบใหญ่แข็งแรงค่อยออกสู่ท้องทะเลกว้าง ยิ่งมีป่าชายเลนมากทะเลยิ่งอุดมสมบูรณ์มาก ก่อนหน้านี้ชาวบ้านน้อยคนนักที่จะรู้ จึงตัดไม้ไปทำถ่านทำฟืนจนปลาลดลง ถึงค่อยรู้ว่าป่าชายเลนนั้นสำคัญกับพวกเขามากแค่ไหน และทำให้การได้จิบกาแฟร้อนๆ บนเรือชมพระอาทิตย์ขึ้นจึงเป็นสิ่งที่คุ้มค่ากับการเดินทาง สวยสุขจนลืมความสบายในแบบที่เคยเป็น

ส่วนกิจกรรมสปาโคลนนั้น เป็นการนำโคลนมาพอกหน้าทาผิว ซึ่งโคลนนั้นมีคุณสมบัติบำรุงผิวตามธรรมชาติ ช่วยลดความมัน แก้คัน กำจัดไร เห็บ สองอย่างหลังเราคงไม่มี แต่คือคำตอบว่าทำไมสัตว์ต่างๆ ถึงชอบเล่นโคลน ดูแล้วสกปรกแต่ที่จริงแล้วโคลนช่วยลดความมันของผิว มีแร่ธาตุต่างๆ ช่วยบำรุงผิวไม่ต่างจากการใช้แผ่นมาสก์หน้า แถมใช้ทาได้ทั้งตัวอีกต่างหาก

ปิดท้ายด้วยการปั่นจักรยานก่อนรับประทานอาหารทะเล ด้วยเมนูข้าวมันทะเลโคลน จัดเต็มด้วย กุ้ง หอย ปู ปลา และกั้งยักษ์สดๆ จากนั้นนำหมึกที่ได้จากหมึกสดๆ มาหุงข้าว จนได้ข้าวที่มีสีเทาปนดำคล้ายๆ จึงเรียกว่าเป็นข้าวมันโคลนนั่นเอง รับประทานพร้อมกับอาหารทะเล ที่แกะให้เรียบร้อยพร้อมน้ำจิ้มซีฟู้ดสุดแซ่บ แค่นึกก็อยากไปอีกสักครั้ง

ก่อนกลับลองซื้อสบู่โคลน และผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นของบ้านแหลมที่มีคุณภาพ เชื่อถือได้ เป็นการอุดหนุนชาวบ้านและช่วยอนุรักษ์ธรรมชาติทางอ้อมไปในตัว เป็นอันจบสิ้นการเดินทาง กินปู ดูทะเลแบบเข้าถึงอย่างแท้จริง

โฮมสเตย์มีสไตล์ที่น่าสนใจ

แต่นอกจากบ้านแหลมโฮมสเตย์แล้ว ยังมีโฮมสเตย์อีก 2 แห่งที่น่าสนใจ ก็คือ วิสาหกิจชุมชนบ้านดงโฮมสเตย์ จ.ปราจีนบุรี ได้รางวัลโฮมสเตย์มีสไตล์อันดับหนึ่ง มีชื่อเสียงด้านการผลิตตะกร้อ-ตะแกรง ซึ่งเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่น และได้รับการคัดเลือกเป็นหมู่บ้านหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ระดับประเทศ สามารถเดินทางมาศึกษาวิถีชุมชน เช่น ชมการแปรรูปข้าว (ข้าวหอมปราจีน) ปั่นจักรยานชมทุ่งทัศนียภาพของหมู่บ้าน บริการนวดเพื่อสุขภาพ ล่องแพในแม่น้ำปราจีนบุรี ร่วมออกกำลังกายรำไม้พวน มีการแสดงหมอแคนไทยพวน กลองยาว เซิ้ง ตะกร้อตะแกรง รำสาวไทยพวน สมบูรณ์แบบทั้งที่พัก วิถีชุมชน

อีกที่หนึ่งก็คือ กลุ่มโฮมสเตย์บ้านท่าขันทอง จ.เชียงราย ได้รางวัลอันดับสอง เปิดให้นักท่องเที่ยวได้เข้ามาศึกษาดูงานด้านเกษตรตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ทุกคนที่เข้ามาที่นี่ล้วนประทับใจในบรรยากาศที่เป็นธรรมชาติ อากาศสดชื่น วิวงาม ผู้คนน้ำใจดี มีกิจกรรมที่น่าสนใจอย่างปั่นจักรยานชมสวนผลไม้ในหมู่บ้าน ชมวิวริมฝั่งโขงที่สวยงาม ใส่บาตรพระตอนเช้าหน้าบ้านพัก ล่องเรือ ชมวิถีชีวิตในลำน้ำแม่โขง ที่กั้นชายแดนไทย-ลาว เก็บไก สาหร่ายแม่น้ำโขงมาทำอาหารพื้นบ้าน ลงเรือแอ่วลาว ชมหมู่บ้านลาวไทลื้อ ไทดำ ลาวเทิงและลาวสูง ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามหมู่บ้าน มีอาหารขันโตก และพิธีบายศรีสู่ขวัญ สวยและดีต่อใจจริงๆ

มีคำกล่าวที่น่าสนใจเกี่ยวกับการท่องเที่ยวอย่างหนึ่งว่า หากเราเดินทางข้ามโลกมาเพื่อกินไส้กรอก แพนเค้ก นอนในห้องแอร์ แบบที่เราทำที่บ้านก็ได้แล้วเราจะเสียเวลามาเที่ยวทะเลดูสิ่งที่ภาพถ่ายท่องเที่ยวบอกกับเราไม่ได้ไปเพื่ออะไร นั่นทำให้การท่องเที่ยวแบบโฮมสเตย์นั้นเป็นการท่องเที่ยวที่น่าสนใจยิ่งในยุคปัจจุบันนั่นเอง

ขับไปเที่ยวไป ในโอกินาวา (9)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/576085

  • วันที่ 06 ม.ค. 2562 เวลา 15:08 น.

ขับไปเที่ยวไป ในโอกินาวา (9)

หมายเหตุบรรณาธิการ: พัฒนวีร์ เป็นนามปากกาของนักเขียนคู่ที่คลุกคลีกับญี่ปุ่นมานาน

วันนี้ท้องฟ้าสดใส อากาศดี เหมือนท้องฟ้าคงรู้ว่าวันนี้เป็นการเที่ยววันสุดท้ายในโอกินาวา จึงสร้างบรรยากาศและท้องฟ้าให้เป็นใจเหมาะกับการเที่ยวถ่ายรูปเก็บความทรงจำ ในระหว่างทางที่ไปยังจุดหมายของวันนี้ เราสังเกตเห็นเรือสำราญลำใหญ่จอดเทียบท่าอยู่ จึงขับรถเข้าไปที่ท่าเรือนาฮะ ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากเกสต์เฮาส์เท่าไหร่นัก เพื่อยลโฉมความยิ่งใหญ่อลังการของเรือสำราญกันสักหน่อย เรือที่กำลังเทียบท่าอยู่เป็นเรือสัญชาติอเมริกัน มีชื่อเรียกว่า Diamond Princess ปกติจะล่องเส้นทางจากไต้หวันมายังโอกินาวา และหมู่เกาะใหญ่ๆ ใกล้เคียง บางเส้นทางมีไปจังหวัดใหญ่ๆ ของญี่ปุ่นด้วย ทั้งนี้เส้นทางจะขึ้นอยู่กับช่วงเวลาของการล่องเรือ ภายในเรือมีทั้งห้องออนเซน ห้องอาหารจีน ห้องอาหารญี่ปุ่น เป็นสิ่งอำนวยความสะดวกที่รองรับผู้โดยสารชาวเอเชียโดยเฉพาะ การเที่ยวโดยการล่องเรือสำราญก็เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจ

นอกจากจะได้เที่ยวโอกินาวาแล้ว ยังได้เที่ยวอีกหลายๆ ที่ภายในทริปเดียวได้อีกด้วย หลายๆ คนคงคิดว่าการเที่ยวโดยเรือสำราญเหมาะกับคนที่มีอายุมากหน่อย แต่อุตสาหกรรมเรือสมัยนี้พัฒนาและมีการแข่งขันสูง เรือแต่ละลำก็จัดหากิจกรรมและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ เพื่อเอาใจลูกค้าทุกเพศทุกวัย ไม่ว่าจะเด็ก วัยรุ่น วัยโจ๋ ก็สามารถเอนจอยทริปเรือสำราญได้ทั้งนั้น แถมการเที่ยวแบบนี้ค่อนข้างสบายตัว ไม่ต้องย้ายกระเป๋า ได้รับการบริการทุกวันเสมือนอยู่โรงแรม เป็นการเที่ยวที่ชิลและสบายมากๆ ถ้าเบื่อนั่งเครื่องบินก็ลองเปลี่ยนบรรยากาศล่องเรือมาเที่ยวดูก็ได้นะ และนอกจากเรือแบรนด์ Princess Cruises ยังมีแบรนด์เรือสัญชาติอิตาเลียนอย่าง Costa Cruises ที่ล่องในเส้นทางโอกินาวาด้วยเหมือนกัน

ระยะทางกว่า 2 กิโลเมตร เป็นถนนที่ทอดยาว สองข้างทางเรียงรายไปด้วยร้านขายของที่ระลึก ร้านอาหาร ร้านขายยา ถือเป็นจุดช็อปปิ้งสำคัญในตัวเมืองนาฮะ ไม่ว่าใครที่มาเที่ยวโอกินาวาก็ต้องมาที่นี่ทุกคน! “Kokusai Dori” เมื่อคืนเราได้มาสำรวจที่นี่บ้างแล้ว วันนี้เลยพยายามสำรวจตั้งแต่ต้นทางเดินมาเรื่อยๆ ถึงแดดตอนเที่ยงจะจ้าไปเสียหน่อย แต่ก็ได้ลมทะเลพัดผ่าน สามารถเดินเล่นได้เพลินๆ ใครมาที่นี่ก็ต้องมาถ่ายรูปกลางถนน จะเห็นเป็นวิวถนนตรงกลาง สองข้างเป็นร้านค้า และมีต้นมะพร้าวเป็นพร็อพประกอบฉาก เป็นอีกหนึ่งโลเกชั่นยอดนิยม ยิ่งแดดแบบนี้ทำให้รูปที่ถ่ายออกมายิ่งสวยเข้าไปใหญ่ และทำให้เวลามองไปยังฝั่งตรงข้าม หรือมองไปยังผู้คนกำลังเดินขวักไขว่ไปมาตามถนน เป็นภาพที่สวยงามและมีเสน่ห์ เราเดินดูของฝากของท้องถิ่นไปพลาง มีหลายอย่างที่น่าสนใจ แต่ส่วนใหญ่จะสนใจของกินเป็นพิเศษ

มาดูโซนของกินกันก่อนดีกว่า อย่างเจ้าสิ่งนี้ เครื่องปรุงรส ก่อนเดินทางเราไปจำลองบรรยากาศโอกินาวาโดยการพาตัวเองไปลิ้มลองอาหารโอกินาวาที่ร้านชื่อดังแห่งหนึ่งใกล้บีทีเอสพระโขนง ไปสะดุดตากับเครื่องปรุงรสนี้ ลักษณะเป็นน้ำใสๆ มีพริกลอยอยู่ในน้ำ ลองเหยาะลงไปในโซบะโอกินาวา โอ้โห! มันได้รสชาติ มันจี๊ดจ๊าดจัดจ้านขึ้นเยอะ เหมือนน้ำส้มแต่ก็ไม่ใช่ซะทีเดียว รสชาติออกเผ็ดเปรี้ยว มีกลิ่นแอลกอฮอลล์ มันคือ Koregusu พริกดองเหล้า Awamori เครื่องปรุงสูตรเฉพาะของชาวโอกินาวานั่นเอง และแน่นอนซื้อกลับมาเป็นที่เรียบร้อย ถัดจากเครื่องปรุงรส ซอสต่างๆ ยังมีพวกบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป โซบะสำเร็จรูปรสชาติท้องถิ่น ก็เหมาะที่จะนำไปเป็นของฝากได้เช่นกัน

โดยเฉพาะรสโซบะโอกินาวา ลองแล้วอร่อย เป็นการเปลี่ยนรสชาติและเพิ่มความหรูหราให้กับชีวิตสิ้นเดือนแทนบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปปกติได้อย่างดีเยี่ยม และถ้าใครชอบพวกซุป มีสาหร่ายอบแห้งพร้อมผงปรุงรส เพียงแค่เติมน้ำร้อนแล้วรอสักนิด ก็จะได้ซุปร้อนๆ ซดโล่งคอพร้อมกับมื้ออาหาร หรือจะเป็นสาหร่ายพวงองุ่นสดๆ พร้อมซอสราดก็น่าสนใจ ถัดไปอีกนิดจะเป็นโซนขนม มีบิสกิตรสเกลือ ที่รสชาติกลางๆ ใครก็กินได้ มีของฝากชื่อดังอย่างทาร์ตหน้ามันม่วงที่เป็นเหมือนของฝากประจำเมืองโอกินาวา และอื่นๆ อีกหลายอย่างที่เลือกชิมไม่หวาดไม่ไหว นอกจากนี้ยังมีร้านขนมชื่อดัง เช่น sweet parlour ชีสเค้กแสนอร่อย ก็หากินได้ที่ถนนแห่งนี้ด้วย

ถัดจากของกิน เราไปดูของฝากกันบ้างดีกว่า แก้วโอกินาวา (Ryukyu Glass) แก้วที่ผ่านกรรมวิธีด้วยเทคนิคเฉพาะ เป็นงานแก้วที่มีความโดดเด่นและเป็นเอกลักษณ์ของชาวโอกินาวา แต่สังเกตหลายร้าน เอ๊ะ! ทำไม แก้วเขียนว่า made in Vietnam ลองหาข้อมูลดู เป็นเพราะแก้วพวกนี้เป็นแก้วที่มีราคาขายไม่สูง จะถูกผลิตที่โรงงานแก้วในเวียดนาม แต่ทำด้วยเทคนิคของโอกินาวา ใครซื้อแก้วเป็นของฝากก็อย่าลืมดึงสติ๊กเกอร์ออก หรือเลือกซื้อแก้วที่มีราคาหน่อย หรือเลือกซื้อตามร้านขายแก้วโดยเฉพาะแทน ส่วนของน่ารักๆ แนะนำเป็นแฟ้มใส่เอกสารลวดลายโอกินาวา เช่น รูปซีซ่าที่ทักทายด้วยคำทักทายแบบโอกินาวา

รูปน้องฉลามวาฬ หรือตัวการ์ตูนดิสนีย์ใส่ชุดท้องถิ่น นับว่าเป็นของฝากเล็กๆ น้อยๆ ที่น่ารักและไม่มีที่ไหนเหมือน ซื้อได้แค่โอกินาวาเท่านั้น พูดถึงซีซ่า ที่ Kokusai Dori มีร้านขายซีซ่าเยอะมาก หลากหลายรูปแบบ ทั้งน่ารักกุ๊กกิ๊ก ทั้งแบบมาดนิ่ง หรืองานดีราคาสูงก็มีเช่นกัน อีกหนึ่งสิ่งที่แนะนำคือ ผ้าลายโอกินาวา เป็นผ้าลวดลายดอกไม้สีสันสดใส สามารถนำไปห่อข้าวของ ดัดแปลงเป็นที่มัดผม ตกแต่งบ้าน มีประโยชน์หลากหลาย แถมให้ความรู้สึกถึงท้องทะเลและความสนุกสนาน

เราเดินสำรวจมาตลอดทาง แวะดูนั่นดูนี่ จนเดินมาถึงร้านดองกี้ ข้างๆ มีถนน Ichiba Hon Dori ทางเดินใต้โดมที่เต็มไปด้วยร้านขายของมากมาย ถ้าใครเหนื่อยสามารถดื่มน้ำมะระให้เย็นชื่นใจก่อนได้ตั้งแต่ต้นซอย หรือถ้าไม่โอเคกับความขม ก็มีน้ำผลไม้ปั่นให้เลือกหลายอย่าง แต่ถ้าอดใจอีกหน่อยก็จะเจอกับร้านไอศกรีม Blue Seal เป็นอีกถนนที่มีของน่าสนใจ และมีร้านค้าหลากหลายให้ชม นอกจากนี้บริเวณใกล้เคียงของ Kokusai Dori ยังมีตลาดปลา และถนน Tsuboya Yachimun ย่านร้านเครื่องปั้นดินเผา คือแถวนี้สามารถเดินเล่นได้เรื่อยๆ ทั้งวัน แต่พวกเราขอพอแค่นี้ก่อน ไม่สามารถเดินสำรวจต่อไปได้เพราะความหิวเริ่มทำงานแล้ว

สุดท้ายก็ได้มาฝากท้องที่ร้านอาหารท้องถิ่นที่ Kokusai Dori ปิดท้ายด้วยเซตอาหารท้องถิ่น ประกอบด้วย ข้าวอบ โซบะโอกินาวา ผัดมะระ เครื่องเคียง และตบท้ายด้วยขนมไข่หน้าตาคล้ายดอกทิวลิป ปลื้มปริ่มกับผัดมะระมาก ได้มากินถึงที่ฟินมากเลย เมื่ออาหารตกถึงท้องก็ได้เวลากองทัพที่จะต้องเดินทางต่อ แต่ในระหว่างทางที่เดินไปยังที่จอดรถ เห็นคนกำลังมุงดูอะไรสักอย่าง เราไทยมุงก็ต้องไม่แพ้ญี่ปุ่นมุง เลยขอรู้ซะหน่อย ตึงๆ! เสียงกลองหนักแน่น พร้อมท่วงท่าและลีลาในการรำกลองเอซะ ประกอบเสียงเพลง เป็นการแสดงท้องถิ่นโอกินาวาที่มีโชว์เฉพาะวันหยุด เพื่อสร้างสีสันให้กับนักท่องเที่ยวบนถนน Kokusai Dori มีนักแสดงตัวจิ๋ว ถึงตัวจะเล็กแต่ความสามารถหนูไม่เล็กนะคะ น้องแสดงอย่างไม่เคอะเขิน แสดงเต็มที่แข็งแรงพอๆ กับผู้ใหญ่ พอการแสดงจบก็ได้เวลาล้อหมุนไปเที่ยวซิกเนเจอร์ของโอกินาวากันต่อ