สืบค้น ทวงคืน เยียวยา (City Renewal 11)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/576083

  • วันที่ 06 ม.ค. 2562 เวลา 15:00 น.

สืบค้น ทวงคืน เยียวยา (City Renewal 11)

โดย ดร.เพียงออ เลาหะวิไลย piangor@hotmail.com

ในวัฒนธรรมดั้งเดิมของเกาหลี ครอบครัวขุนนางหรือผู้มีอันจะกินทั้งหลาย ต่างได้บันทึกลำดับวงศ์ตระกูล (สาแหรกตระกูล) ไว้เป็นหลักฐาน บันทึกนั้น เรียกว่า “จกโบ족보” ซึ่งเป็นมรดกทางเอกสารชิ้นสำคัญที่ตกทอดมาจากบรรพบุรุษรุ่นแล้วรุ่นเล่า ส่งผ่านต่อกันมาทางฝ่ายชายของตระกูล โดยพี่ชายคนโตจะทำหน้าที่ดูแลรักษาต้นฉบับ “จกโบ” ที่บันทึกเทือกเถาเหล่ากอของวงศ์ตระกูลแต่ละรุ่น เพื่อส่งต่อไปยังลูกหลานในอนาคต

ทั้งนี้ การบันทึกลำดับวงศ์ตระกูลแรกในเอเชียเกิดขึ้นในดินแดนจีนในยุคสามก๊ก (ช่วงปี 220-280) ที่มีการปกครองเขตแดนย่อยต่างๆ โดย 6 ราชวงศ์ จึงจำเป็นต้องจัดทำบันทึกสายเลือดของราชวงศ์ไว้ ส่วนบันทึกลำดับวงศ์ตระกูล “จกโบ” แรกแห่งประวัติศาสตร์เกาหลีคือ “วางแดจงโร๊ก” (왕대종록) บันทึกสายเลือดราชวงศ์โคเรียวซึ่งเกิดขึ้นในช่วงปี 1146-1170 …ในยุคโคเรียวนั้น บรรดาขุนนางที่เรียกว่า “ยางบาน” ถือว่าการรักษาวงศ์ตระกูลมีความสำคัญยิ่งเท่าชีวิต ตระกูลใดที่มีอำนาจในเวลานั้น สันนิษฐานได้ว่ามีบุคคลที่มีบทบาทสำคัญในราชการอยู่ในสาแหรกตระกูล เมื่อเข้ายุคโชซอน ครอบครัวชนชั้นสูงต่างต้องทำ “จกโบ” ไว้ทั้งสิ้น

หากไม่มีจกโบจะเป็นอย่างไร …จกโบเหมือนเอกสารยืนยันสิทธิต่างๆ ที่ได้มาเมื่อเกิด เช่น ยืนยันได้ว่าตนเองเป็นลูกบ้านนี้จริงและที่ดินที่อาศัยอยู่ได้รับสืบทอดจากบรรพบุรุษมาเป็นของตนจริง ในอดีตคนธรรมดาชั้นไพร่และทาสแทบจะไม่มีนามสกุลจึงไม่มีจกโบ และไม่สามารถสอบ “ควา-กอ” (จอหงวน) ได้ …แม้แต่ “ชนชั้นไฮบริด” บิดามารดาต่างชนชั้น เช่น บิดาเป็นชนชั้นขุนนาง แต่มารดาเป็นทาส ก็ไม่อาจรับรองให้มีชื่ออยู่ในจกโบได้ “ลูกไฮบริด” ก็จะไปสอบ “ควากอ” ไม่ได้เช่นกัน …ยิ่งไปกว่านั้น หากยืนยันไม่ได้ว่าตนเองเป็นลูกหลานตระกูลไหน เคราะห์หามยามร้าย อาจถูกลากตัวไปเป็นทาสหลวงของทางการเลยก็มี

ด้วย “จกโบ” นี้ แต่ละครอบครัวจะสามารถสืบย้อนชื่อบรรพบุรุษตนขึ้นไปได้หลายสิบชั้น เช่น “จกโบ” ของตระกูลอี (이) แห่งเมืองคยองจู สามารถย้อนรอยอดีตขึ้นไปกราบไหว้ชื่อบรรพบุรุษได้ถึง 37 ชั่วคน “จกโบ” ยังระบุถิ่นกำเนิดของต้นตระกูลว่ามาจาก หมู่บ้านใด เมืองไหน ซึ่งจะบ่งชี้ความเป็นญาติเกี่ยวพันกันของคนในหมู่บ้านนั้นๆ เมื่อญาติพี่น้องกระจัดกระจายไปตามภูมิภาคต่างๆ “จกโบ” จึงเป็นเหมือนข้อความสั่งเสียของบรรพบุรุษที่คอยย้ำเตือนให้แก่คนในรุ่นต่อๆ มาว่าต้นตระกูลเรามีรากเหง้ามาจากที่ไหน…

ทุกๆ 70-100 ปี “จกโบ” จะถูกคัดลอกใหม่เพื่อทดแทนกระดาษที่เก่าขาดและหมึกที่ซีดจางลง แต่เล่มกระดาษที่เก่าแก่ที่สุดปรากฏหลงเหลือมาทุกวันนี้ ชื่อว่า “ซองฮวาบู” ของตระกูลควน จากเมืองอันดงที่ยังคงเป็นรูปเล่มหนังสือเขียนมือตั้งแต่ปี 1476 ปัจจุบันเก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เล่มต่อมาเป็นของตระกูลยูจากเมืองมุนฮวา เขียนในปี 1565 ซึ่งในช่วงนี้น่าจะเป็นยุคที่จุดกระแสนำให้ตระกูลต่างๆ เริ่มเก็บบันทึกลำดับวงศ์ตระกูลของตนเองตั้งแต่ศตวรรษที่สิบเจ็ดเป็นต้นมา

แล้วเกิดอะไรขึ้นกับลูกสาว…ในอดีตเชื่อว่า ลูกสาวเกิดมาสุดท้ายก็ต้องย้ายไปเป็นคนบ้านอื่น ดังนั้น “จกโบ” จะบันทึกเฉพาะชื่อลูกชายเท่านั้น ชื่อผู้หญิงจะปรากฏขึ้นภายหลังเมื่อแต่งงานเข้าบ้านเป็นภรรยาของบ้านอื่น ดังนั้น ลูกสาวบ้านนี้ เมื่อแต่งงานออกไปก็จะไปมีชื่ออยู่ใน “จกโบ” บ้านสามีเท่านั้น บางบ้านยังบันทึกจกโบว่า ลูกสะใภ้มาจากบ้านไหน แต่งเข้ามาเมื่อไร ตอนมาเอาข้าทาสบริวารและทรัพย์สินมาเท่าไรด้วย จากเรื่องราวปลีกย่อยในครอบครัวนี้ ทำให้นักประวัติศาสตร์สามารถแกะรอยสภาพสังคม การเมืองและเศรษฐกิจในยุคนั้นๆ ได้ จกโบ จึงเป็นเอกสารทางประวัติศาสตร์ที่มีความสำคัญยิ่งของเกาหลี

ยิ่งบรรพบุรุษในอดีตขยันเขียนมากเท่าไร ยิ่งมีจำนวนเล่มมากเท่านั้น บางตระกูลอาจมี “จกโบ” เกินกว่าสิบเล่ม ความรู้สึกหวงแหน “จกโบ” อันเป็นมรดกของครอบครัวจืดจางลงไปในช่วงพัฒนาประเทศระยะ 30 ปีก่อน แต่กลับมาเข้าสู่ “เทรนด์ใหม่” อีกครั้งไม่นานมานี้ เมื่อความเจริญทางวัตถุมากขึ้น ชาวเกาหลีเริ่มต้องการความสุขทางใจ และเริ่มค้นคว้าหารากเหง้าของตนเอง ปัจจุบันนี้จึงเกิดกระแสสืบค้นบรรพบุรุษที่ใช้เทคโนโลยี Big Data เข้ามาช่วย

100 ปีก่อนนี้ บรรพบุรุษของชาวเกาหลีจำนวนมากได้เสียสละชีวิตเพื่อต่อต้านญี่ปุ่น และพยายามรักษาประเทศชาติไว้แม้ไม่สำเร็จก็ตาม ชื่อบุคคลผู้รักชาติเหล่านี้บันทึกอยู่ในจกโบ ลูกหลานยังสามารถพูดคุยด้วยความภาคภูมิใจได้ เพื่อนร่วมงานคนหนึ่งที่คุณทวดเป็นนักกู้ชาติก็ยังเล่าให้ฟังว่า ตอนหนุ่มๆ ไปสมัครงานที่ไหนก็เอาหลักฐานนี้ไปเป็นพลังเสริมในการสอบแข่งขันในฐานะลูกหลานของขบวนการกู้ชาติเกาหลี และได้คะแนนพิเศษมาจริงๆ ด้วย

แต่สำหรับลูกหลานของ “ผู้ทรยศชาติทั้ง 5” ที่ทำให้เกาหลีสูญเสียเอกราชต่อญี่ปุ่นนั้น คงไม่สามารถจะพูดอะไรได้ ในปี 2007 รัฐบาลเกาหลีได้จัดคณะทำงานสอบสวนย้อนหลัง และพบลูกหลานของผู้ที่ทำงานรับใช้จักรวรรดิญี่ปุ่นในช่วงยึดครองเกาหลีนับร้อยคน เมื่อสืบสวนต่อไปพบว่า ตระกูลเหล่านี้มีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นในช่วงที่ญี่ปุ่นยึดครองเกาหลีเทียบกับค่าเงินปัจจุบันนับพันล้านวอน ดังนั้น รัฐบาลเกาหลีจึงได้ออกกฎหมายพิเศษ ยึดคืนที่ดินจากลูกหลานที่สืบสายเลือดมาตาม “จกโบ” ซึ่งมีมูลค่ารวมราว 4,000 ล้านบาท เพื่อนำออกขายทอดตลาดและนำเงินกลับไปเยียวยาแก่ลูกหลานที่สืบเชื้อสายมาจากผู้รักชาติที่เสียสละชีวิตต่อสู้ญี่ปุ่น…

นี่ล่ะค่ะ ความสำคัญของ “จกโบ” แม้เหตุการณ์ผ่านมา 100 ปี ก็ยังตามสืบค้น หาคนได้… เกาหลีขึ้นชื่อว่าทำจริง ไม่เกรงหน้าใครแม้ประธานาธิบดีก็ติดคุกมาหลายคนแล้ว ตามยึดทรัพย์ร้อยปีมีหรือจะทำมิได้

เกาะหมาก สร้างท่องเที่ยวแบบโลว์คาร์บอน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/576003

  • วันที่ 05 ม.ค. 2562 เวลา 13:22 น.

เกาะหมาก สร้างท่องเที่ยวแบบโลว์คาร์บอน

เรื่อง : นกขุนทอง

ทะเลอ่าวไทยฝั่งตะวันออกก็สวยงามไม่หยอก และกำลังเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวที่อยากไปสัมผัสบรรยากาศใหม่ๆ นาทีนี้ต้องยกความร้อนแรงให้กับ “เกาะหมาก” เสน่ห์แห่งความงามและความเงียบสงบของเกาะหมาก จ.ตราด จับใจผู้คนจากทั่วโลก

เกาะหมากที่มีพื้นที่กว่า 9,000 ไร่ เคยได้รับการยกย่องจากนิตยสาร เดอะ ซันเดย์ ไทม์ (The Sunday Times Magazine) ให้เป็นชายหาดลึกลับที่แสนงามของโลกใบนี้ไม่น่าแปลกใจเลยที่สถานที่นี้จะเป็นอีกหนึ่งจุดหมายปลายทางที่นักท่องเที่ยวซึ่งชื่นชอบธรรมชาติอันสวยงามและความสงบจะหลั่งไหลเข้ามาบนเกาะไม่น้อย โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศ

“ธรรมนูญเกาะหมาก” จึงเกิดขึ้น เพื่อสร้างเกาะหมากให้เป็นพื้นที่ท่องเที่ยวธรรมชาติ ที่ดำรงอยู่และเติบโตอย่างไม่ทำร้ายตัวเอง ด้วยแนวคิดสำคัญ คือ “เกาะหมากโลว์คาร์บอน”

เกาะหมากโลว์คาร์บอน คือ การท่องเที่ยวบนเกาะหมากแบบคาร์บอนต่ำ เช่น การส่งเสริมการปั่นจักรยาน และสัญจรด้วยรถยนต์พลังงานไฟฟ้า ส่งเสริมกิจกรรมเล่นเรือใบ กิจกรรมพายเรือคายัก และเน้นทำอาหารแบบคาร์บอนต่ำ หวังสร้างเครือข่ายการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

ทั้งหมดนี้คือความร่วมมือกันระหว่างองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) หรือ อพท. ร่วมกับวิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวเกาะหมาก ผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยว และประชาชนบนเกาะหมาก ซึ่งได้จัดกิจกรรม “เกาะหมากสดใส ร่วมใจลดคาร์บอน”

ทวีพงษ์ วิชัยดิษฐ รองผู้อำนวยการ อพท. กล่าวว่า คาร์บอนต่ำคือความตั้งใจของเราที่จะลดก๊าซคาร์บอนออกไปสู่ชั้นบรรยากาศโลก ถึงไม่ให้เรือเฟอร์รี่เทียบฝั่งที่นี่ เพราะเรือเฟอร์รี่มีการขนรถหรือจักรยานยนต์มา

“ถ้าเราโอเวอร์โหลดมากเกินไปก็จะกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เกาะหมากแฮปปี้ที่มีนักท่องเที่ยวเท่านี้ โรงแรมจะไม่มากแต่เข้มแข็งเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ มีการรวมตัวกันกระบวนการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น นักท่องเที่ยวมาก็จะมาเที่ยวซ้ำ และพาญาติๆ มาด้วย เพราะมากี่ครั้งก็งดงามเหมือนเดิม

เกาะหมากมีขีดความสามารถรองรับนักท่องเที่ยวได้จำกัด และทางผู้ประกอบการและชุมชนได้รับรู้ร่วมกัน จึงมั่นใจว่าการท่องเที่ยวในเกาะนี้จะไม่กระทบต่อแหล่งน้ำและสิ่งแวดล้อม อีกทั้งเรายังปลูกฝังแนวความคิดจากรุ่นสู่รุ่นว่าเกาะหมากไม่จำเป็นต้องเจริญมากแต่สามารถอยู่ได้”

ในปีนี้วิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวเกาะหมาก กับ อพท.จึงช่วยสนับสนุนจักรยานจำนวน 100 คัน มอบให้แก่วิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยว ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถเลือกใช้บริการรถจักรยานได้ 2 แบบ คือ ฟรีและเสียค่าเช่าในอัตราสูงสุดไม่เกินคันละ 50 บาท/วัน

นอกจากลดการใช้เครื่องยนต์แล้ว ชุมชนและผู้ประกอบการบนเกาะหมากยังมีกิจกรรมเก็บขยะบนชายหาด ร่วมกับ อบต. และนักท่องเที่ยวทุกวันเสาร์ ภายใต้ชื่อ “Trash Hero” รวมถึงช่วยกันดูแลเรื่องความปลอดภัยของคนบนเกาะและนักท่องเที่ยวอีกด้วย

ทั้งหมดอยู่ในความร่วมมือของการจัดทำธรรมนูญเกาะหมากทั้งหมด 8 ข้อ เพื่อเน้นย้ำความเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ภายใต้แบรนด์ “เกาะหมาก โลว์คาร์บอน เดสติเนชั่น” ประกอบด้วย

1.ไม่สนับสนุนให้เรือเฟอร์รี่นำยานพาหนะของนักท่องเที่ยวข้ามมายังเกาะหมาก

2.รถจักรยานยนต์ให้เช่าต้องไม่เกินร้อยละ 70 ของจำนวนห้องพักบนเกาะหมาก

3.ไม่สนับสนุนการใช้วัสดุจากโฟม หรือวัสดุที่ก่อให้เกิดมลพิษเพื่อใส่อาหาร

4.ห้ามทิ้งขยะ สิ่งปฏิกูล ของเหลือรับประทานลงในที่สาธารณะ และแหล่งน้ำโดยเด็ดขาด

5.ไม่สนับสนุนให้ใช้สารเคมีที่มีสารตกค้างสูง

6.ห้ามส่งเสียงดังหรือกระทำการรบกวน หรือเป็นการเดือดร้อนในเวลา 22.00-07.00 น.

7.ไม่สนับสนุนกีฬาทางบกและทางทะเลที่ใช้เครื่องยนต์ที่สร้างความเดือดร้อนแก่ชุมชน

8.ห้ามนำ ห้ามเสพ ห้ามจำหน่ายสารเสพติดผิดกฎหมายทุกชนิดบนเกาะ

ความร่วมใจของคนในท้องถิ่นที่ต้องการเห็นเกาะหมากเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่เติบโตอย่างมีคุณภาพนั่นเอง

นิพนธ์ สุทธิธนกูล ประธานวิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวเกาะหมาก กล่าวว่า การท่องเที่ยวบนเกาะหมากมีการเติบโตและอยู่ในความสนใจของนักท่องเที่ยวมาโดยตลอด

“เป็นจุดที่ชาวบ้านและชุมชนบนเกาะหมาก ซึ่งเป็นเจ้าของพื้นที่ เจ้าของทรัพยากร ต้องมาทบทวนและทำความเข้าใจร่วมกัน จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการจัดทำธรรมนูญเกาะหมาก ซึ่งเป็นข้อตกลงร่วมกันทั้งฝ่ายชาวบ้าน ผู้ประกอบการ และนักท่องเที่ยว ที่จะร่วมกันปฏิบัติ

การจัดทำธรรมนูญเกาะหมาก วิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวได้รับการสนับสนุนจาก อพท. สาระสำคัญคือการพัฒนาแหล่งและกิจกรรมการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ผลักดันการท่องเที่ยวแบบโลว์คาร์บอน เพื่อเป็นกรอบในการพัฒนาเกาะหมาก

รวมทั้งการพัฒนาระบบโมบายแอพพลิเคชั่นเพื่อสร้างการรับรู้และส่งเสริมการท่องเที่ยวแบบโลว์คาร์บอนแก่นักท่องเที่ยวทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยตั้งเป้าโครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและภาพลักษณ์การท่องเที่ยวแบบโลว์คาร์บอนของเกาะหมากให้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง”

ทั้งหมดก็เพื่อรักษาเกาะหมากไว้ ให้ยังคงมีเสน่ห์งดงามเช่นเดิม และเติบโตเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีคุณภาพอย่างยั่งยืนต่อไป 

นักเล่าระหว่างก้าว ‘ก้าวเดินทาง-Small Steps Travel’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/576000

  • วันที่ 05 ม.ค. 2562 เวลา 13:13 น.

นักเล่าระหว่างก้าว ‘ก้าวเดินทาง-Small Steps Travel’

เรื่อง : รอนแรม

ภาพ : ก้าวเดินทาง-Small Steps Travel

สาวเชียงใหม่ชอบเดินป่า นอนกลางเขา และเก็บเรื่องเล่ามาแบ่งปันในเพจเฟซบุ๊ก ก้าวเดินทาง-Small Steps Travel พื้นที่ที่เต็มไปด้วยแรงบันดาลใจของ “จอม” อุไรพรรณ์ เจริญรัถ นักเดินทางที่ไม่เคยหยุดเรียนรู้จากทุกก้าว และเก็บเกี่ยวมิตรภาพทุกครั้งที่ไป

“เราเป็นคนชอบเดินทางมานานแล้ว ตั้งแต่ก่อนเปิดเพจจะลงรูปลงข้อมูลไว้ในเฟซบุ๊กส่วนตัว ซึ่งคนที่เห็นก็จะเป็นแค่เพื่อนๆ เพราะไม่ได้เปิดเป็นสาธารณะ เพื่อนก็จะชอบมาถามรายละเอียดว่าไปยังไง สถานที่นั้นอยู่ที่ไหน ทำให้เรารู้ว่าสิ่งที่เราโพสต์ไปมันเป็นประโยชน์กับคนอื่น เลยอยากทำเพจขึ้นมาให้เป็นพื้นที่สาธารณะ ให้คนที่สนใจจะได้เข้ามาอ่านและนำข้อมูลไปใช้ต่อได้” เธอกล่าวถึงเพจอายุ 2 ปี

“อีกอย่างหนึ่งคือเราเป็นคนขี้ลืม ถ้าไม่ได้จดบันทึกไว้ ข้อมูลที่เป็นประโยชน์เหล่านั้นก็จะเลือนหายไป พอมีคนมาถามเราก็จำไม่ได้ การเปิดเพจเลยเป็นการกึ่งบังคับให้เราต้องจดบันทึก และสุดท้ายมันก็กลายเป็นไดอารี่การเดินทางของเราเองและเป็นข้อมูลให้คนอ่านด้วย”

นอกจากเพจเฟซบุ๊ก จอม ยังมีเว็บไซต์ http://www.smallstepstravel.com ซึ่งเธอตั้งใจให้เนื้อหาในเพจเป็นการสรุป ส่วนในเว็บไซต์จะเป็นรายละเอียดและการเล่าประสบการณ์

“เป็นคนชอบเที่ยวธรรมชาติ เดินป่า ขึ้นเขา ไปหาต้นไม้ ไปหาลมเย็นๆ นอนเต็นท์ แต่ถ้าเที่ยวต่างประเทศจะเป็นแนวผู้หญิงเที่ยวคนเดียว นอนโฮสเทล กินง่าย อยู่ง่าย ซึ่งการเที่ยวคนเดียวทำให้เราได้ไปในที่ที่อยากไป ได้อยู่กับตัวเอง ได้ทบทวน ทำให้เรารู้ว่าจริงๆ แล้วเราก็ใช้ชีวิตคนเดียวได้ และแม้จะไปคนเดียวแต่ก็ไม่เหงา เพราะเราจะได้เจอเพื่อนระหว่างทาง กลายเป็นมิตรภาพใหม่ๆ ทำให้ได้แลกเปลี่ยนความคิดและประสบการณ์ระหว่างกัน” จอม กล่าวเพิ่มเติม

ปัจจุบันเธอเป็นเจ้าของร้านกาแฟอยู่ที่เชียงใหม่ ชื่อร้าน Simply Happy – สุขพอดี อยู่บนถนนเวียงแก้ว ใกล้กับอนุสาวรีย์สามกษัตริย์ โดยก่อนหน้านั้นเธอทำงานประจำอยู่ที่กรุงเทพฯ

“ร้านกาแฟของเราได้นำความชอบเรื่องการเดินทางใส่เข้าไป เวลาไปนอนโฮสเทลมันทำให้เรารู้สึกประทับใจมิตรภาพจากการไปเยือนบ้านเขา ทำให้เรารู้สึกว่าเวลามีคนมาเที่ยวบ้านเรา ก็อยากให้เขารู้สึกแบบเดียวกับเราด้วย ตอนนี้บรรยากาศในร้านกาแฟเลยเหมือนห้องนั่งเล่นในโฮสเทล มีมุมแผนที่ ข้อมูลนักท่องเที่ยว มุมแลกเปลี่ยนหนังสือ หรือถ้านักท่องเที่ยวอยากทราบข้อมูลอะไรก็เดินมาถามได้ เราก็จะช่วยหาหรือเล่าจากประสบการณ์ที่เราเคยไปให้เขาฟัง”

เนื่องจากเปิดร้านได้ไม่นาน ทำให้การเดินทางช่วงนี้เป็นการขึ้นภูเขา เข้าไร่กาแฟ ซึ่งเธอมองว่าแม้ไม่ได้ไปไหนไกล แต่ก็ยังอยู่ใกล้ชิดธรรมชาติและได้พูดคุยกับชาวบ้านอย่างที่เธอชอบ

“การเดินทางทำให้เราเห็นโลกมากขึ้น จริงอยู่ที่ตอนนี้ในอินเทอร์เน็ตมีข้อมูลและภาพสถานที่ท่องเที่ยวมากมาย แต่การได้พาตัวเองไปอยู่ตรงนั้นความรู้สึกมันต่างกัน และเราเชื่อว่าประวัติศาสตร์ไม่มีวันซ้ำรอย สิ่งที่บล็อกเกอร์เขาเล่ากับสิ่งที่เราไปเจอ มันต้องมีบางจุดที่ไม่เหมือนกัน

และเมื่อเราไปเจอผู้คนหลายแบบในสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน จะทำให้เรารู้จักยอมรับและเข้าใจความแตกต่างของคนมากขึ้น รวมถึงเรื่องความคาดหวัง เพราะธรรมชาติไม่เคยเหมือนเดิม บางครั้งสิ่งที่เราเห็นในรูปอาจไม่เหมือนสิ่งที่อยู่ตรงหน้า ธรรมชาติจึงสอนให้เรายอมรับและทำให้เราไม่ยึดติดกับความคาดหวัง ซึ่งสิ่งเหล่านี้แหละที่สอนให้เราใช้ชีวิตง่ายขึ้น” จอมกล่าวทิ้งท้าย

นอกจากเป็นนักเล่า ผู้หญิงคนนี้ยังเป็นนักถ่ายภาพ ในสถานที่ที่คุ้นตาเธอจะถ่ายภาพมุมมองใหม่ให้เห็นเสมอ เธอบอกด้วยว่ากำลังลองเขียนเรื่องราวเป็นแบบเรื่องเล่า เพราะการเดินทางสอนเธอว่าการไปถึงเป้าหมายเป็นเรื่องดี แต่เรื่องราวระหว่างการเดินทางก็น่าใส่ใจทั้งความคิดและความรู้สึกที่ผุดขึ้นมาในตอนนั้น ซึ่งเธอกำลังบันทึกมันอยู่ในตอนนี้

ติดตามภาพสวยๆ และข้อมูลการเดินทางได้ที่เพจเฟซบุ๊ก ก้าวเดินทาง – Small Steps Travel และเว็บไซต์ http://www.smallstepstravel.com

เที่ยวเขาชะงุ้ม อิ่มถึงบางแพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/575999

  • วันที่ 05 ม.ค. 2562 เวลา 13:06 น.

เที่ยวเขาชะงุ้ม อิ่มถึงบางแพ

เรื่อง/ภาพ : กาญจน์ อายุ

หลังพาไปทัวร์เมืองโอ่ง เมืองอาร์ต สองนิยามของจังหวัดเล็กๆ อย่าง “ราชบุรี” วันนี้ยังมีอีกนิยามให้เป็น “เมืองดิน” แต่แทนที่จะเป็นดินดี กลับเป็นดินมีปัญหาที่ได้รับการแก้ไขจนดี จึงน่าสนใจว่าราชบุรีเผชิญกับอะไร และแก้ปัญหาอย่างไร จนสามารถพัฒนากลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวได้อย่าง 2 แห่งนี้

เขาชะงุ้ม เขียวชอุ่ม

ไม่ต้องไปไกลถึงเขาใหญ่ ก็มาชมสวนดอกไม้ได้ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ ที่ ศูนย์ศึกษาวิธีการฟื้นฟูที่ดินเสื่อมโทรมเขาชะงุ้ม อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ต.เขาชะงุ้ม อ.โพธาราม จ.ราชบุรี หรือเรียกสั้นๆ ว่า “ศูนย์ศึกษาฯ” ที่นอกจากจะเป็นพื้นที่ศึกษาวิจัยด้านการเกษตร และเป็นแหล่งให้ความรู้แก่เกษตรกรรอบพื้นที่ ยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเรียนรู้ให้นักท่องเที่ยวเข้ามาถ่ายรูปกลางทุ่งทานตะวัน

อนุรักษ์ คลี่คลาย ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาฯ เขาชะงุ้ม กล่าวว่า ภารกิจหลักของศูนย์ศึกษาฯ คือการบำรุงฟื้นฟูที่ดินที่เสื่อมโทรม และถ่ายทอดความรู้ผ่านพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติที่มีชีวิต ศูนย์ศึกษาฯ ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2529 เดิมทีเป็นพื้นที่ของราษฎรที่มาซื้อที่ทำฟาร์มปศุสัตว์ แต่ไม่ประสบความสำเร็จในอาชีพ

เนื่องจากความแห้งแล้ง ฝนทิ้งช่วงยาวนาน 4-5 เดือน ทำให้มีปริมาณฝนน้อยและยังประสบปัญหาคนตัดไม้ทำลายป่า เนื่องจากเมื่อ 30 ปีก่อน คนเข้ามาตัดไม้ทำฟืนในพื้นที่ป่าสาธารณะแล้วนำไปขายให้อุตสาหกรรมโอ่ง ทั้งยังมีปัญหาดินเสื่อมโทรมในลักษณะของดินตื้น ดินลูกรัง บางพื้นที่ชาวบ้านเข้ามาตักลูกรังขาย ทำให้พื้นที่เป็นหลุมเป็นบ่อ ซึ่งปัจจุบันได้แก้ปัญหาเปลี่ยนบ่อลูกรังเป็นบ่อน้ำ

“เมื่อขาดป่าก็ขาดน้ำ ฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล ทำให้ผืนดินแห้งแล้ง มีลักษณะเป็นดินตื้นที่ชั้นล่างแข็ง เมื่อฝนตกทำให้หน้าดินถูกชะล้าง ทำให้ยากต่อการเพาะปลูก นอกจากนั้นหน้าดินยังถูกตักลูกรังไปขายทำให้ผืนดินทรุดโทรม”

ผอ.อนุรักษ์ กล่าวต่อว่า ในหลวง รัชกาลที่ 9 เคยเสด็จฯ มาที่นี่ 3 ครั้ง ครั้งแรกคือปีที่เริ่มโครงการในปี 2529 ทรงมีแนวพระราชดำริให้ลองทำเป็นศูนย์ศึกษาขนาดย่อม ให้ลองหาวิธีการทำพื้นดินที่เสื่อมโทรมให้กลับมาทำเกษตรได้

ครั้งที่สอง เสด็จฯ มาในปี 2535 ทรงมีแนวพระราชดำริเรื่องหญ้าแฝก ให้ลองใช้หญ้าแฝกในการป้องกันการชะล้างพังทลายของดินและครั้งที่สาม เสด็จฯ มาในปี 2539 ทรงมีแนวพระราชดำริเรื่องป่าไม้ ที่นี่เป็นต้นแบบของการปลูกป่าโดยไม่ต้องปลูก พระองค์มีพระราชดำรัสว่า ถ้าเราไม่ไปรังแกป่า ปล่อยทิ้งไว้เฉยๆ ป่าก็จะฟื้นคืนตัวเองได้

“พระองค์ทรงแนะนำให้ใช้หญ้าแฝกในการอนุรักษ์ดินและน้ำ ให้ปลูกหญ้าแฝกเป็นแนวแทนคันดิน และให้ปลูกเป็นแนวครึ่งวงกลมรอบไม้ยืนต้นเพื่อรักษาความชุ่มชื้นในดิน นั่นเพราะหญ้าแฝกมีระบบรากที่หยั่งลึกลงไปใต้ดิน รากของพืชอื่นไม่สามารถชอนไชเข้าไปในดินที่แข็งได้ แต่รากของหญ้าแฝกได้ทำหน้าที่เบิกนำลงไปก่อนทำให้ดินเกิดช่องว่าง เวลาฝนตกลงมารากหญ้าแฝกก็สามารถดูดซับความชื้นไว้ในดินได้

นอกจากนี้ จะเห็นได้ว่าพื้นที่ที่เกิดการชะล้างคือพื้นที่ลาดชัน เวลาฝนตกลงมาจะชะล้างตะกอนและอินทรียวัตถุไป แต่หากมีหญ้าแฝกมันจะคอยกักเก็บตะกอนไว้ และทำให้บริเวณแนวหญ้าแฝกมีความชุ่มชื้น และพระองค์ยังทรงให้รักษาป่า ถ้าปล่อยป่าทิ้งไว้เป็นระยะเวลา 30-40 ปี ป่าจะฟื้นคืนสภาพจากป่าเต็งรังเป็นป่าเบญจพรรณ นับเป็นการปลูกป่าโดยไม่ต้องปลูก แต่ได้ปลูกต้นไม้ในใจคนแทน”

พื้นที่ทั้งหมดของศูนย์ศึกษาฯ ประกอบด้วย 4 ผืน ได้แก่ พื้นที่ของราษฎร 3 ผืน ที่น้อมเกล้าฯ ถวายให้เป็นที่ของโครงการในพระราชดำริ และอีกผืนหนึ่งเป็นของมูลนิธิชัยพัฒนาจัดซื้อ รวมทั้งสิ้น 869 ไร่

สำหรับเส้นทางศึกษาดูงานหรือที่ทางศูนย์ศึกษาฯ เรียกว่า พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติที่มีชีวิต มีระยะทาง 5.1 กม. นักท่องเที่ยวสามารถติดต่อใช้บริการรถรางโดยมีเจ้าหน้าที่บรรยายให้ข้อมูล รถรางจะเคลื่อนผ่านป่าอันอุดมสมบูรณ์ จนคิดไม่ถึงว่าพื้นที่แห่งนี้เคยแห้งแล้ง

เจ้าหน้าที่บนรถราง กล่าวว่า นักท่องเที่ยวร้อยละ 80 เข้ามาที่ศูนย์ศึกษาฯ เพื่อมาถ่ายรูปกับทุ่งทานตะวันในช่วงปีใหม่ และมาเช็กอินอีกครั้งกับทุ่งปอเทืองในช่วงวันแม่แห่งชาติ โดยที่ไม่ทราบว่ายังมีเส้นทางพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติที่มีชีวิตให้เที่ยวชมตลอดปี

“พื้นที่แห่งนี้เคยเป็นพื้นที่ที่โล่งเตียน” เจ้าหน้าที่ชี้ให้ดูข้างทางที่เป็นป่ารก

“เราเคยปรับแต่งพื้นที่ ทำคันดิน และปลูกต้นมะม่วงหิมพานต์ แต่ปรากฏว่าไม่สำเร็จ เพราะใต้ดินมีสภาพเป็นแม่รัง แม่รังก็คือลูกรังที่เกาะตัวแน่นจนแข็งเหมือนก้อนหินขวางการเจริญเติบโตของต้นมะม่วงหิมพานต์อยู่ ทำให้หลังปลูกไปได้ 2-3 ปี ก็ทำให้ล้มตาย เราจึงปล่อยให้ป่าคืนสภาพด้วยตัวมันเอง”

จากนั้นรถรางได้แล่นผ่านบ่อเก็บน้ำ มีที่มาที่ไปว่า บ่อแห่งนี้เป็นบ่อลูกรังขนาด 20 ไร่ เพราะการจะพัฒนาฟื้นฟูบ่อลูกรังที่ถูกขุดหน้าดินไปแล้วให้กลับมาปลูกพืชมันทำได้ยากมาก จึงต้องแก้ปัญหาตามสภาพของพื้นที่ โดยการปรับแต่งให้เป็นบ่อน้ำเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นของพื้นที่โดยรวม

นอกจากนี้ ยังมีอ่างเก็บน้ำเขาชะงุ้มบริเวณตีนเขาเขียว ซึ่งเขาเขียวที่เห็นเขียวชอุ่มในอดีตเคยเป็นเขาหัวโล้น แต่ปัจจุบันได้ฟื้นคืนเป็นป่าจากตอเดิมที่เคยถูกตัดไป และยังมีสัตว์ป่าขนาดเล็กหวนคืนกลับมาอยู่อาศัยด้วย

อย่างไรก็ตาม แนวทางการปลูกป่าโดยไม่ต้องปลูก ไม่สามารถนำไปใช้ได้กับทุกพื้นที่ เพราะต้องเป็นพื้นที่ที่มีโคนต้นไม้เก่าให้แตกยอด หากเป็นแปลงหญ้าโล่งเตียนก็จะไม่มีต้นตอให้เกิดใหม่ได้

ใกล้กับอ่างเก็บน้ำเขาชะงุ้มยังเป็นพื้นที่ปลูกต้นไม้ของพ่อ คือ ต้นประดู่ ที่ในหลวง รัชกาลที่ 9 ทรงปลูกเมื่อปี 2539 ปัจจุบันต้นประดู่ได้โตสูงใหญ่กลายเป็นสัญลักษณ์ของป่าเบญจพรรณ และข้างๆ กันเป็นแปลงปลูกหญ้าแฝกที่พระองค์ทรงปลูกเมื่อปี 2535

รถรางเคลื่อนที่ไปผ่านอุโมงค์ต้นไม้และไปจอดที่แปลงเกษตรทฤษฎีใหม่ ซึ่งพื้นที่แห่งนี้เป็นแปลงทดลองทำเกษตรในเขตอับฝน โดยได้แบ่งสัดส่วนเป็นพื้นที่แหล่งน้ำ 30% นาข้าว 30% พืชไร่และไม้ผล 30% และที่อยู่อาศัยกับโรงเรือนเลี้ยงสัตว์อีก 10%

ด้านการส่งเสริมการเกษตรยังมีแปลงทดลองปลูกไม้ผล เช่น มะม่วง กระท้อน มะเฟือง ขนุน ส้มโอ ซึ่งดินตื้นไม่เหมาะกับการปลูกไม้ผลอยู่แล้ว จึงต้องใช้วิธีเติมอินทรียวัตถุหรือดินคุณภาพดีลงในหลุมปลูกขนาด 1 ตร.ม. แปลงทดลองนี้จึงเป็นตัวอย่างให้เกษตรกรในพื้นที่ว่า หากต้องการปลูกไม้ผลในดินตื้นต้องใช้ต้นทุนสูงกว่าการปลูกพืชชนิดอื่นนั่นเอง

จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้ให้ข้อมูลต่อว่า แปลงตรงหน้าคือแปลงปลูกหญ้าแฝกสร้างดิน ด้วยพื้นที่บริเวณนั้นถูกขุดหน้าดินไปขายหายไปประมาณ 1 เมตร พบว่า หลังจากปลูกหญ้าแฝกทิ้งไว้ 9 ปี มีหน้าดินเพิ่มขึ้น 2.3 ซม. แสดงให้เห็นว่า การฟื้นฟูหน้าดินให้กลับคืนมาต้องใช้เวลายาวนานและทำได้ยากมาก ดังนั้นทุกคนควรรักษาสิ่งที่มีอยู่ไว้ให้ดี

รถรางจะไปจอดสถานีสุดท้ายตรงทางเข้า คือจุดเขาวงกตที่เป็นเหมือนสนามเล่นซ่อนแอบ ถ่ายรูปกลางสวนหย่อมดอกไม้ที่เพิ่งปรับใหม่บริเวณด้านหน้าทุ่งทานตะวัน เดินลอดอุโมงค์ไม้เลื้อย และถ่ายรูปแข่งกับความบานของดอกทานตะวันที่น่าจะบานเต็มที่ไปถึงวันเด็กพอดี

ทุกอย่างที่กล่าวมาเปิดให้เที่ยวชมฟรี โดยศูนย์ศึกษาฯ หวังให้นักท่องเที่ยวมาชมความสวยงามของธรรมชาติ ซึ่งในขณะเดียวกันอาจได้รับความรู้เรื่องวิถีเกษตรและการฟื้นฟูดินกลับไปไม่มากก็น้อย

กินกุ้งบางแพ

ของดีราชบุรี (อีกอย่าง) ต้องยกให้กับ กุ้งก้ามกรามบางแพ ซึ่งแม้ว่าบ่อกุ้งจะไม่มีอะไรน่าเที่ยว แต่อยากให้ทราบข้อมูลเกี่ยวกับการทำบ่อกุ้งที่น่าสนใจ เพราะไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมประกอบ ทรัพย์ยอดแก้ว เจ้าของบ่อกุ้งคุณประกอบที่เลี้ยงกุ้งมานาน 20 ปี เล่าถึงกระบวนการทำบ่อกุ้งว่า การเลี้ยงกุ้งที่ไม่ทำให้ดินเสียคือ ต้องเลี้ยงแบบระบบสายพาน หมายความว่าคนที่มีบ่อเดียวให้ตัดสินใจไปเลยว่าจะเลี้ยงกุ้งใหญ่หรือเลี้ยงกุ้งอนุบาล

“หากเลี้ยงกุ้งอนุบาลเมื่อถึง 70 วัน ให้จับขายไปให้คนที่เลี้ยงกุ้งใหญ่ คนที่เลี้ยงกุ้งใหญ่ก็จะไม่ต้องอนุบาลใหม่ ทำให้ไม่ต้องใช้เวลาเลี้ยงนาน ของเสียในบ่อก็น้อยลง และทำให้บ่อไม่หมักหมม จากนั้นให้ล้างบ่อและตากบ่อไว้ แล้วค่อยเริ่มเลี้ยงใหม่ ซึ่งวิธีนี้จะไม่ทำให้ดินใต้บ่อเสียและยังทำให้กุ้งโตเร็วขึ้น

ส่วนคนที่มีหลายบ่อก็ให้ใช้วิธีนี้เช่นกัน เพื่อให้บ่อได้พักและป้องกันไม่ให้ของเสียสะสมที่ก้นบ่อมากเกินไป และยังเพิ่มอัตรารอดของกุ้ง จากแต่เดิมรอดเพียง 35% แต่วิธีการนี้ทำให้รอดเกือบทั้งหมด”

ปัจจุบันกุ้งบางแพเป็นของดีเมืองราชบุรี จนจังหวัดจัดงานเทศกาล “กินกุ้ง ของดีบางแพ” ช่วงกลางเดือน ธ.ค.ของทุกปี เพื่อประชาสัมพันธ์ว่า บางแพเป็นพื้นที่ผลิตกุ้งก้ามกรามที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของไทย

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะไปบางแพเวลาไหนก็สามารถหาซื้อกุ้งเผา กุ้งอบ และอีกสารพัดเมนูกุ้งได้ตลอดปี เพราะที่นี่มีกุ้งก้ามกรามและกุ้งขาวไหลเวียนในตลาดตลอดเวลา ตกแต่ละเดือนบางแพสามารถผลิตกุ้งได้ถึง 145 ตัน

แม้ราชบุรีจะเคยมีปัญหาดิน ทั้งสภาพดินตื้นที่เขาชะงุ้ม และปัญหาดินเสียจากการทำบ่อกุ้งที่บางแพ แต่ตอนนี้พื้นดินถูกฟื้นฟูให้กลับมาปลูกพืช และวิธีการเลี้ยงกุ้งก็ถูกเปลี่ยนให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม พลอยทำให้เห็นแต่ข้อดีของการมีดินดี ในแง่หนึ่งก็คือ ด้านการท่องเที่ยว เพราะทำให้ราชบุรีมีแหล่งท่องเที่ยวอุดมด้วยธรรมชาติ และแหล่งอาหารการกินสมบูรณ์ 

ปั่นม่วนริมโขง สุขที่สุดนครพนม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/575981

  • วันที่ 05 ม.ค. 2562 เวลา 11:50 น.

ปั่นม่วนริมโขง สุขที่สุดนครพนม

เรื่อง/ภาพ : กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย

แสงพระอาทิตย์ตกของฤดูหนาวขึ้นชื่อว่างดงามกว่าฤดูกาลอื่น โดยเฉพาะเมื่อยืนมองจากริมแม่น้ำโขงไปยังแนวเขาหินปูนของฝั่ง สปป.ลาว เห็นภูเขากลายเป็นสีส้ม เห็นท้องฟ้ากลายเป็นสีชมพู เป็นภาพสะท้อนของแสงพระอาทิตย์จากฝั่งตะวันตก ที่ตอนนี้ด้านฝั่ง “นครพนม” กำลังคึกคักไปด้วยผู้คนมาเดินวิ่งออกกำลัง บ้างก็ปั่นจักรยานลู่ลมเย็น

นครพนมเคยติดอันดับจังหวัดที่ประชากรมี “ความสุข” มากที่สุดในประเทศไทยเมื่อปี 2555 โดยกรมสุขภาพจิตได้สำรวจความสุขของคนไทยเนื่องในวันความสุขสากล พบว่า ปัจจัยที่ทำให้คนไทยมีความสุขมาจากครอบครัวที่มีเวลาให้กันอย่างพอเพียง การมีสุขภาพดี ได้ออกกำลังกายเป็นประจำ ได้ปฏิบัติตามหลักคำสอนทางศาสนา การมีรายได้ดี มีการงานที่มั่นคง และไม่มีหนี้สินนอกระบบ

เมื่อมองด้วยตาก็เชื่อสนิทใจว่า นครพนมเป็นจังหวัดที่คนในพื้นที่มีความสุข เพราะจังหวัดมีสิ่งอำนวยความสุขให้ประชาชนใช้บริการฟรี อย่างเช่นพื้นที่ริมแม่น้ำโขง ตั้งแต่หอนาฬิกาเวียดนามอนุสรณ์ไปจนถึงโบสถ์นักบุญอันนา หนองแสง ก็มีหลายอย่าง ทั้งสวนสาธารณะรูปปั้นพญานาคพญาศรีสัตตนาคราช เลนจักรยานริมแม่น้ำโขงที่มีไฟส่องสว่างและถนนมีคุณภาพดีตลอดทาง เลนวิ่งที่ขนานไปกับเลนจักรยาน บันไดนั่งริมน้ำให้พักผ่อนหย่อนใจ เครื่องออกกำลังกายสาธารณะ รวมไปถึงอุโมงค์นาคราช ที่เชื่อมต่อจากเลนจักรยานเดิมไปอีกกว่า 300 เมตร ยิ่งขยายความสุขให้นักปั่นได้ชื่นชมธรรมชาติ

กล่าวได้ว่า นครพนมสามารถกวักมือเรียกประชาชนให้มามีความสุขกับธรรมชาติริมโขงด้วยการสร้างสาธารณประโยชน์ พร้อมกับได้ประโยชน์ด้านสุขภาพ ส่วนนักท่องเที่ยวสามารถเช่าจักรยานจากร้านจักรยานแถวหอนาฬิกา เช่าชั่วโมงละ 10 บาท หรือเหมาทั้งวัน 50 บาท

เริ่มสตาร์ทที่หอนาฬิกามุ่งหน้าไปให้ยึด ถนนสุนทรวิจิตรไว้ ถนนริมแม่น้ำโขงเส้นนี้มีเลนจักรยานให้ปั่นอย่างปลอดภัยและมีสถานที่เที่ยวให้แวะ เริ่มจาก พิพิธภัณฑ์จวนผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม (หลังเก่า) เปิดทำการวันพุธ-อาทิตย์ เวลา 09.00-17.00 น. ลักษณะเป็นอาคารสีเหลืองมัสตาร์ด 2 ชั้น จัดแสดงนิทรรศการ “เล่าขาน อดีตกาล เมืองนคร” ชั้นล่างแบ่งเป็นห้องเจ้าเมืองเรืองนาม ห้องพื้นเมืองนคร ห้องวัฒนธรรมหลากหลาย ซึ่งเนื้อหาโดยรวมบอกเล่าประวัติของผู้ว่าฯ นครพนมในอดีต ส่วนชั้น 2 มีการจัดแสดงห้องที่ประทับของในหลวง รัชกาลที่ 9 และพระราชินี ครั้งที่ทั้งสองพระองค์เสด็จประพาสเยือนถิ่นอีสานในปี 2498

จากนั้นปั่นเลาะโขงไปต่อ สูดลมหายใจเข้าเต็มปอดแล้วปล่อยออกมายาวๆ โดยระหว่างทางบริเวณหน้าสำนักงานป่าไม้จะพบกับรูปปั้นพญานาคทองเหลืองขนาดใหญ่นาม “องค์พญาศรีสัตตนาคราช” ที่สร้างแล้วเสร็จเมื่อ 3 ปีที่แล้ว ตามความเชื่อว่า พี่น้องชาวไทยและชาวลาวล้วนมีความเชื่อความศรัทธาเกี่ยวกับพญานาคในลำน้ำโขง ประติมากรรมแห่งนี้จึงกลายเป็นแลนด์มาร์คของความสัมพันธ์ระหว่างพี่น้องไทย-ลาว และยังเป็นสถานที่สักการะของชาวอีสาน นอกจากนี้ บริเวณประติมากรรมยังถูกจัดแต่งเป็นสวนสาธารณะที่ชาวนครพนมมักจูงลูกอุ้มหลานมาวิ่งเล่นรับแสงแดดอุ่นๆ ยามเย็นก่อนพระอาทิตย์ตกดิน

 

ส่วนเลนจักรยานยังทอดยาวไปต่อสู่โบสถ์นักบุญอันนา หนองแสง มีสถาปัตยกรรมแบบโคโลเนียล วัสดุก่อสร้างบางชิ้นนำเข้ามาจา

กเมืองโฮจิมินห์ ประเทศเวียดนาม ซึ่งในอดีตโบสถ์แห่งนี้เคยถูกฝรั่งเศสทิ้งระเบิดถล่มในกรณีพิพาทอินโดจีน จึงมีการสร้างโบสถ์หลังใหม่ขึ้นอย่างที่เห็นในปัจจุบัน ซึ่งทุกปีเมื่อถึงวันคริสต์มาส ชาวคาทอลิกในนครพนมจะประดิษฐ์ดาวที่ทำจากกระดาษสีสวยงามมาแห่รวมกันไว้ที่นี่

นอกจากนี้ ใกล้กับโบสถ์ยังมีเส้นทางจักรยานใหม่ชื่อ อุโมงค์นาคราช ซึ่งเปิดให้ปั่นเมื่อปีที่ผ่านมา มีระยะทาง 307 เมตร ลักษณะเป็นอุโมงค์เหล็ก ไม่ทึบ ถนนทำมาเพื่อรองรับการปั่นจักรยานโดยเฉพาะ สามารถชมทัศนียภาพของลำน้ำโขงและร่มรื่นใต้เงาไม้ตลอดทาง

ถนนสุนทรวิจิตรกลายเป็นถนนสายปั่นของสายชิล และเป็นเส้นทางท่องเที่ยวของคนที่อยากรู้จักนครพนมแบบวันเดย์ทริปในจังหวะช้าๆ จากนั้นเมื่อปั่นกลับไปคืนจักรยานที่หอนาฬิกา ถ้ามาตรงกับวันศุกร์และวันเสาร์จะได้พบกับถนนคนเดินพอดี มีบรรยากาศเป็นตลาดสารพัดอาหาร เสื้อผ้า ของที่ระลึก ให้ชิมช็อปตั้งแต่หลังพระอาทิตย์ตกไปจนเกือบ 3 ทุ่ม และหลังจากนั้นร้านเครื่องดื่มริมแม่น้ำโขงจะเริ่มเปิดเพลงเบาๆ ให้นั่งซดอากาศดีไปตลอดคืน

นอกจากจะเป็นเมืองแห่งความสุข นครพนมยังครองท็อป 5 ของจังหวัดที่คนไทยไปมากที่สุดในปีที่ผ่านมา อ้างอิงจากการวิเคราะห์ข้อมูลจากเอ็กซ์พีเดียที่ต้องการระบุแนวโน้มการท่องเที่ยวยอดนิยมปี 2561 พบว่า นักท่องเที่ยวชาวไทยหันกลับมาค้นหาแหล่งท่องเที่ยวในเมืองไทยมากขึ้น ซึ่งการท่องเที่ยวเมืองรองอย่าง สกลนคร นครพนม น่าน บุรีรัมย์ เลย มีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

10 อันดับจุดหมายปลายทางยอดนิยมในไทยและมีการเติบโตขึ้นมากกว่าร้อยละ 50 จากปี 2560 ได้แก่ สกลนคร นครพนม น่าน บุรีรัมย์ เลย ร้อยเอ็ด นครศรีธรรมราช พิษณุโลก นราธิวาส และอุบลราชธานี (อ้างอิงจากข้อมูลจำนวนความต้องการเดินทางทางอากาศของเอ็กซ์พีเดีย ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-1 พ.ย. 2561 โดยเปรียบเทียบในช่วงเวลาเดียวกันในปี 2560)

ไม่น่าแปลกใจว่าทำไมคนไทยถึงอยากไปนครพนม เพราะเป็นจังหวัดที่อยู่แล้วมีความสุขกับอากาศดี สุขกับพื้นที่สาธารณะที่ออกแบบมาเพื่อให้ใช้ชีวิตและสร้างสุขภาพดี โดยเฉพาะสายปั่นที่จะมีความสุขเป็นพิเศษด้วยเลนจักรยานริมโขงอย่างดีพร้อมวิวทิวทัศน์ดีๆ ตลอดสองข้างทาง

บอกรักเคล้าลมหนาว @เบบี้ บาร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/575887

  • วันที่ 04 ม.ค. 2562 เวลา 15:30 น.

บอกรักเคล้าลมหนาว @เบบี้ บาร์

เรื่อง ลีโอ เคน ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

หลังจากประสบความสำเร็จจากร้านออลซิกซ์ทูทเวลฟ์คาเฟ่ แอนด์ โซเชียลบาร์ (All Six To Twelve Cafe & Social Bar) ร้านอมอนเทร เพลย์รูม แอนด์ บราสเซอรี (Amontre Playroom & Brasserie) และยี่ปั๊ว ทาปาส แอนด์ แจ่ม บาร์ ที่เชียงใหม่แล้ว ล่าสุด เกด-กุลศิริ ไชยนพกุล ผู้ให้กำเนิดของทั้ง 3 ร้าน ขยายความสำเร็จกับบาร์น้องใหม่ที่เปลี่ยนลุคไปจากเดิม

เบบี้ บาร์ แบงค็อก (Baby Bar Bangkok) บาร์สีพีชที่เป็นส่วนหนึ่งของโรงแรมคราฟต์แมน แบงค็อก (Craftsman Bangkok) บูติกโฮเต็ลเปิดใหม่สไตล์แมนๆ ซึ่งต้องการให้มีบาร์ที่มีความตรงกันข้ามกับบุคลิกของโรงแรม ที่มองดูเผินๆ อาจจะดูสวยหวาน แต่แท้จริงแล้วกลับเปรี้ยว โฉบเฉี่ยว ชิก และขี้เล่นอยู่ในที เรียกได้ว่า เป็นธีมของสาว Sassy Girls

เปิดบาร์ต้อนรับด้วยสไตล์ Rustic Elegance โดยหนุ่มซันนี่ สถาปนิกไฟแรงผู้ออกแบบโรงแรม ได้แรงบันดาลใจมาจากโทนสีของภาพยนตร์ เวส แอนเดอร์สัน ไม่ว่าจะเป็นความแปลกใหม่ของโทนสีพีชหวานๆ ซึ่งเป็นโทนสีที่มาแรงในปีนี้ รวมถึงการเลือกใช้ของประดับตกแต่งที่มีลูกเล่นเพิ่มความสนุกสนานอยู่ในที อย่าง โคมไฟ ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากโมบายของเด็ก หรือแม้แต่วัสดุที่ใช้ประกอบตัวค็อกเทลบาร์ ท่ีชวนให้นึกถึง Woodblock ของเล่นเด็ก ที่สื่อถึงความขี้เล่น และมีความชิกในตัว

ร้านแบ่งเป็น 2 โซน คือ โซนอินดอร์ ที่โดดเด่นด้วยเฟอร์นิเจอร์ Customized ในโทนสีสาวเฟมินีน เข้าขากันดีกับโครงสร้างปูนแบบดิบๆ ทำให้สีพีชดูไม่หวานจนเกินไป เพิ่มลูกเล่นด้วยโคมไฟ ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากโมบายของเด็ก รวมถึงเคาน์เตอร์บาร์ที่สร้างเป็นวงกลมเชื่อมต่อกับบาร์ค็อกเทลด้านนอก

นอกจากนี้ ยังมีโซนด้านนอกที่ติดกับสระว่ายน้ำของโรงแรม โดยออกแบบให้มีสายน้ำไหลผ่านกำแพงสระตลอดเวลา ทำให้อากาศเย็นสบาย

บาร์แห่งนี้เปิดต้อนรับตั้งแต่ช่วงเช้า ก่อนเป็นบาร์นั่งดริงก์ยามค่ำคืน เน้นเสิร์ฟเมนู All Day Breakfast พร้อมด้วยอาหารสไตล์ไทยทวิสต์ที่ได้พ่อครัวมาจากร้านออลซิกซ์ทูทเวลฟ์คาเฟ่ แอนด์ โซเชียลบาร์ รวมถึงเมนูเครื่องดื่มนอกจากมีเมนูซิกเนเจอร์แล้ว ยังมีเมนูค็อกเทลที่ได้มาจากร้านเดิมมารองรับอีกด้วย

เริ่มต้นที่อาหารออร์เดิร์ฟอย่าง Larb Pate ตับไก่ปรุงรสลาบเสิร์ฟพร้อมขนมปังซาวร์โดโอลีฟ สัมผัสได้ถึงความแซ่บแบบอินเตอร์เบาๆ

ต่อด้วย Fried Gyo with Kani Miso Dip เกี๊ยวทอดกรอบกรุบพร้อมดิปมันปูสูตรพิเศษที่ผสมเครื่องแกงไทยๆ รสชาติจัดจ้าน แอบใส่ส้มโอลงไปบนเกี๊ยวเพื่อตัดรสเผ็ดของเครื่องแกงเป็นความอร่อยที่ลงตัว

หรือจะเมนูนี้ดี Jarret Beef Green Curry with Roti เนื้อน่องลายผัดซอสเขียวหวานชุ่มฉ่ำ เสิร์ฟมากับโรตีกรอบ แนมกับพริกขี้หนูสวนเพื่อเพิ่มความจัดจ้าน

ตบท้ายด้วย Thai Style Grilled Salmon ปลาแซลมอนชิ้นโตนำไปย่างสุกกำลังดี ก่อนจะราดน้ำซอสรสชาติเค็มหวาน เสิร์ฟมากับน้ำยำมะม่วงแบบฟิวชั่น โดยใส่สตรอเบอร์รี่ลงไป ทำให้มีกลิ่นหอม หวาน และเปรี้ยวเล็กน้อย

อย่าลืมแบ่งท้องไว้รองรับค็อกเทลกันด้วยนะครับ แก้วแรกเรียกหา Mama Mellow ค็อกเทลที่มีส่วนผสมของไซรัปมาร์ชเมลโลว์ ตามด้วย Captain Morgan Gold และ Baileys เพิ่มความกลมกล่อมด้วยนมสด และกลิ่นหอมๆ จากช็อกโกแลตบีตเทอร์

ชอบหนักขึ้นมานิดต้องแก้วนี้ Grumpy Daddy ที่มีส่วนผสมของสกอตช์วิสกี้ ตามด้วย Amaretto Rum และ Falernum น้ำมะนาว แล้วท็อปด้วยฟองไข่ขาว ตกแต่งด้วยกานพลูที่เบิร์นไฟ

ตบท้ายแห่งค่ำคืนด้วย Baby Bloom เริ่มจากการใส่ Edible Flower และ Lavender Syrup หยอดด้วย Apple Liqueur ตามด้วย Grenadine และ Irish Cream Liqueur ก่อนจะท็อปด้วย Absinthe แล้วจุดไฟ แนะนำให้ดื่มจนหมดรอบเดียวจึงจะได้ครบทุกรสชาติ

เบบี้ บาร์ แบงค็อก ชั้น 1 โรงแรมคราฟต์แมน แบงค็อก ซอยพหลโยธิน 11 เปิดบริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08.00-23.00 น. โทร. 02-279-7299

เชิดพงษ์ สนกนก ประสบการณ์ไม่หยุดแค่ในครัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/575891

  • วันที่ 04 ม.ค. 2562 เวลา 15:30 น.

เชิดพงษ์ สนกนก ประสบการณ์ไม่หยุดแค่ในครัว

เรื่อง ปอย ภาพ ทวีชัย ธวัชปกรณ์

ทำอาหารได้แทบทุกสัญชาติทั่วโลก ตั้งแต่อาหารฝั่งยุโรป อาหารฝรั่งเศส อิตาเลียน กรีก ตุรกี เชี่ยวชาญงานปรุงไปจนฝั่งเอเชีย ญี่ปุ่น เกาหลี และจานล่าสุดเมื่อเพื่อนบ้านชิดใกล้เมืองไทยเข้ามาทุกวัน ในยุคเออีซี ก็ต้องรู้เขารู้เรา “เชฟเอ้” เชิดพงษ์ สนกนก เอ็กเซ็กคิวทีฟ ซูส์เชฟ โรงแรมเวสทิน แกรนด์ สุขุมวิท สั่งสมประสบการณ์ซึ่งไม่ได้จมหยุดนิ่งอยู่แค่ในครัว แต่ได้เพิ่มเติมมาจากความรักในการเดินทาง ออกท่องเที่ยวไปทั่วโลก และไม่หยุดการเรียนรู้ที่จะทำให้ฝีมือฉกาจขึ้น

ใครมาถึงโรงแรมเวสทิน แกรนด์ สุขุมวิท เรียกร้องขอชิมรสแปลกแตกต่างกันได้เลย เชฟเอ้ บอกสามารถทำให้ชิมลิ้มรสแปลกแตกต่าง ทำได้ทั้งอาหารพม่า เขมร การท่องเที่ยวคือการออกไปหาประสบการณ์ คนทำงานเชฟก็ชอบเที่ยวไปชิมไป เมื่อหลอมรวมกับการสะสมประสบการณ์ทำงานเชฟ ทำหน้าที่อยู่ในครัวโรงแรมแห่งนี้ ซึ่งคร่ำหวอดมายาวนานกว่า 20 ปีแล้ว เชฟจึงสามารถทำอาหารได้แทบทุกสัญชาติ

“ในแต่ละปีผมเดินทางท่องเที่ยวเยอะมาก วันหยุดลองวีกเอนด์ 3 วัน ก็สามารถจัดเวลาไปได้ครับ ไปเที่ยวพนมเปญ ย่างกุ้ง ถ้าพักร้อนก็ไปได้ไกลขึ้น ไปอยู่ญี่ปุ่นได้ 10 วัน ไปลองชิมอาหารรสชาติแปลกๆ แตกต่างจากรสชาติที่เรากินในชีวิตประจำวัน

อาหารในอาเซียนอย่างเช่นพม่า อาหารคล้ายคลึงกับอาหารไทย แต่ถ้าได้ลิ้มลองรสชาติจริงจัง ก็จะแยกได้ชัดเลยถึงรสแตกต่าง อาหารพม่ามีความหลากหลายกว่าอาหารไทยด้วยซ้ำไปนะครับ เพราะประเทศมีความหลากหลายทางเชื้อชาติ ซึ่งแบ่งเป็นชนกลุ่มน้อย มีทั้งอาหารไทยใหญ่ ฉาน คะฉิ่น มีวัฒนธรรมและอาหารที่เป็นของตัวเอง

อาหารพม่าจานโปรดของผม เป็นอาหารเช้าของบ้านเขาที่เรียกว่าโมฮิงก่า ถ้าเทียบกับอาหารไทยก็คือขนมจีน เครื่องปรุงเยอะและอร่อยมาก ใช้น้ำซุปปลาแห้ง ต้มกับหยวกกล้วย น้ำซุปจะออกสีเหลืองด้วยส่วนผสมคล้ายๆ ถั่วทอดเป็นแผ่นๆ กินกับเครื่องเคียง ไข่ต้ม หอมเจียว พริกป่น แม้จะจัดเป็นอาหารเช้า แต่ดูๆ แล้วคนพม่าก็กินกันได้ทั้งวันเหมือนกัน

สำหรับเขมรที่ผมชอบคือ ส้มตำ แตกต่างจากของเราที่ใช้กะปิปรุงรส บ้านเขามีทะเลสาบน้ำจืดใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้คือ โตนเลสาบ ปลาชุกชุมนำมาทำกะปิที่มีรสกะปิก็แปลกไปอีก ส้มตำเขมรใช้มะเขือเทศสีเขียว ผักกาดขาว และผักบุ้งแดงซอยเป็นเส้นๆ เล็กๆ เพิ่มสีสันและความกรอบอร่อยได้ดีมาก ลูกค้ารีเควสต์กันเยอะเลยครับสำหรับจานนี้ เพราะในวันอาทิตย์ที่โรงแรมจัดบุฟเฟ่ต์ซันเดย์บรันช์ มีสเตชั่นส้มตำ ผมก็ใส่เมนูส้มตำเขมรไว้ให้เลือกได้ชิมรสชาติแตกต่างจากส้มตำไทยใส่กุ้งแห้งด้วย และรสแซ่บถูกปากคนไทยเรากันมากครับ”

ฟังแล้วน้ำลายสอกันเลยทีเดียว ทำอาหารมาหลากหลายชาติ เชฟเอ้ ยอมรับว่าไม่มีอาหารชาติไหน ที่ทั้งกระบวนการวิธีปรุง และรสชาติสลับซับซ้อนเท่าอาหารไทย

“ความยากของอาหารไทยเสิร์ฟ ระดับ 5 ดาว คือการครีเอทให้เป็นไทยแท้ คงความเป็นอาหารในแบบเทรดดิชั่นแนลไว้ได้ ไม่เพี้ยนทั้งรสและหน้าตาไม่เปลี่ยนไปเป็นฟิวชั่น การทำอาหารบริการในโรงแรมต้องใช้เทคนิคที่ทำให้ปรุงได้เร็ว หน้าตาสวยงาม และอร่อย ขั้นตอนปรุงอาหารไทยให้ได้ครบรส ผมชอบเน้นรสชาติแท้ๆ ของวัตถุดิบในท้องถิ่น ไม่เน้นการปรุงรสมาก ซึ่งผมอยากทำอาหารไทยให้ได้ตามโจทย์นี้ อย่างเช่นการเริ่มต้นคอร์สด้วยสลัด พลิกมาเป็นยำส้มโอ สวยทั้งหน้าตา รสชาติอร่อย เลือกใช้ส้มโอสีแดงพันธุ์ทับทิม ยำกับกุ้งแม่น้ำเผา หรือมังคุดพล่ากับกุ้งแม่น้ำ

คติการทำอาหารของผมคือการเปิดรับฟังคำติชม ชมก็ดีใจ ติก็นำไปแก้ไขได้ครับ อาชีพเชฟเป็นเพราะเอนทรานซ์ไม่ติด (บอกพลางยิ้ม) ผมอยากเรียนคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร แต่ในปีนั้นมีการรับเข้าเพียง 8 คน การแข่งขันสูง จึงต้องหันเหไปเลือกเรียนสาขาอาหารและเครื่องดื่ม โรงเรียนการจัดการโรงแรมและการท่องเที่ยวนานาชาติ ไอทิม โดยที่ยังไม่ได้มีแรงบันดาลใจอะไรเกี่ยวกับเรื่องงานในครัวเลยครับ เลือกเพราะอยู่ใกล้บ้านที่รามคำแหง (หัวเราะ) ก็เดินทางไปเรียนก็สะดวกดี แต่กลับกลายเป็นว่าเราได้ค้นพบอีกโลกใบใหม่

การเรียนที่ไอทิมเริ่มรู้ได้ชัดถึงความถนัด ผมทำครัวร้อนปรุงเมนคอร์สต่างๆ ได้ดี ชอบเรียนรู้อย่างเช่นการย่างปลา ทำอย่างไรไม่ให้สุกเกินไป เนื้อต้องนุ่มและคงความชุ่มฉ่ำซึ่งจะให้ความหวาน รสชาติดี

ผมเรียนจบมาก็ได้เริ่มงานที่นี่เลย ที่ห้องอาหาร เดอะ เม็ท เชฟปิแอร์ แอนเดรีย เป็นเชฟใหญ่ของโรงแรมในตอนนั้น เป็นชาวฝรั่งเศส และเชฟจำนงค์ นิรังสรรค์ สองท่านนี้คือผู้เยี่ยมยุทธ์ในวงการอาหาร สอนพื้นฐานที่ถูกต้องการทำอาหารยุโรป นำไปต่อยอดไปทำอาหารฝรั่งได้ครบทุกสัญชาติ ฝึกทำอาหารหลายๆ ชาติ จากการเริ่มทำงานที่โรงแรมเวสทิน แกรนด์ สุขุมวิท ทำให้สามารถปรุงอาหารหลากหลายประเภท และหลายๆ ประเทศเลยครับ ผมเริ่มทำอาหารเมดิเตอร์เรเนียน ซึ่งนับเป็นอาหารที่มีความแปลกใหม่ในยุคนั้น ความใหม่ทำให้เราสนุก และอยากเรียนรู้

ห้องเรียนดีที่สุดก็คือโรงแรมนี้ครับ อาหารเมดิเตอร์เรเนียนอยู่ในกระแสอาหารเพื่อสุขภาพ อย่างเช่นจานที่ปรุงวันนี้ ปลาแซลมอนอบ เสิร์ฟคู่สลัดเฟนเนล ลูกเกด และใบมินต์ ใช้วัตถุดิบหลักคือน้ำมันมะกอกปรุงกับผลไม้รสเปรี้ยว เช่น มะนาวเปลือกสีเหลือง วิธีปรุงอาหารสุขภาพแทบไม่ทอดน้ำมันเลย เน้นการย่าง อบ

ในวันนี้กลายมาเป็นเมนูหลักของโรงแรมเวสทิน คือ Eat well Menu เทรนด์อาหารสุขภาพ การปรุงอยู่บนหลักการคำนวณแคลอรี การทำอาหารเชฟต้องศึกษาวัตถุดิบไปด้วยนะครับ เช่น การเลือกลูกเกด เพราะเป็นผลไม้ในกลุ่มที่จัดเป็นซูเปอร์ฟู้ดที่มีน้ำตาลแลคโตส เผาผลาญเร็ว ไม่สะสมในร่างกาย อาหารสุขภาพวันนี้พัฒนาไปอีกก้าว คนจำรสชาติจืดชืด แต่วันนี้พลิกโฉมไปแล้วนะครับ”

แชมเปญบรันช์รสเลิศ ณ ห้องอาหารอูโนมาส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/575889

  • วันที่ 04 ม.ค. 2562 เวลา 15:30 น.

แชมเปญบรันช์รสเลิศ ณ ห้องอาหารอูโนมาส

เรื่อง แบมบี  bambi5789@gmail.com

ต้อนรับปีกุน กับอาทิตย์แรกของเดือน ด้วยอาหารสเปนแสนอร่อยแบบมีสไตล์ ที่ห้องอาหารอูโนมาส กับ แชมเปญบรันช์รสเลิศ

อิ่มหนำความอร่อยสุดอลังการต้อนรับปีกุน พร้อมสัมผัสกลิ่นอายอาหารสไตล์สเปน ที่รวบรวมความอร่อยมาเสิร์ฟให้คุณถึงที่ทุกวันอาทิตย์แรกของแต่ละเดือน ณ ห้องอาหารอูโนมาส ชั้น 54 โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ ตั้งแต่เวลา 11.30-14.30 น.

บุฟเฟ่ต์ แชมเปญบรันช์ เพลิดเพลินไปกับบรรดาซีฟู้ดสดใหม่คุณภาพเยี่ยมนานาชนิดที่จัดเรียงรายบนน้ำแข็งเป็นการเรียกน้ำย่อย อาทิ ก้ามปูอลาสกาเนื้อหวาน ล็อบสเตอร์เนื้อแน่น กุ้งลายเสือ หอยนางรมหลากหลายสายพันธุ์ พร้อมน้ำจิ้มรสแซ่บเพื่อเพิ่มอรรถรส คาเวียร์ รวมถึงเมนูทาปาสต่างๆ ให้คุณเลือกอิ่มอร่อยตามใจชอบ

นอกจากนี้ยังมีอาหารสเปนตามสั่งเมนูใหม่ โดยทีมเชฟประจำห้องอาหารได้คัดสรรวัตถุดิบชั้นเลิศส่งตรงจากสเปน นำมารังสรรค์เป็นเมนูสุดเอ็กซ์คลูซีฟ ตั้งใจปรุงอย่างสุดฝีมือ พร้อมเสิร์ฟร้อนให้ทุกท่านได้ลิ้มรสกันถึงโต๊ะ มอบประสบการณ์ที่คุณไม่ควรพลาด รวมทั้งเมนูของหวาน ละลานตาอีกมากมายที่สายของหวานไม่ควรพลาด

เชิญสัมผัสรสชาติและวัฒนธรรมของชาวสเปน พร้อมหน้าพร้อมตากับครอบครัว ภายใต้บรรยากาศอันอบอุ่น ในราคา 3,555 บาท++ ต่อท่าน เสิร์ฟพร้อมแชมเปญ จี เอช มุมม์ กอร์ดอง รูจ จากขวดแมกนัม หรือขวดใหญ่ ขนาดจุ 1.5 ลิตร หรือสองเท่าของขวดแชมเปญปกติ รวมถึงไวน์จากทั่วโลก และเครื่องดื่มพรีเมียมอื่นๆ แบบไม่อั้น

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมหรือสำรองที่นั่งได้ที่ โทร. 02-100-6255 หรือ อีเมล : diningcgcw@chr.co.th หรือสำรองที่นั่งผ่านเว็บไซต์ http://www.unomasbangkok.com

สามารถติดตามข่าวสารของห้องอาหารอูโนมาสได้ที่เว็บไซต์ : http://www.unomasbangkok.com เฟซบุ๊ก : UNO MAS อินสตาแกรม : Unomas_Bangkok ทวิตเตอร์ : Unomas_Bangkok

วิเศษไก่ย่าง 65 ปี ความอร่อยระดับตำนาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/575883

  • วันที่ 04 ม.ค. 2562 เวลา 12:00 น.

วิเศษไก่ย่าง 65 ปี ความอร่อยระดับตำนาน

เรื่อง วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ กิจจา อภิชนรจเรข

วิเศษไก่ย่างภัตตาคาร ก่อตั้งในปี 2497 ร้านดั้งเดิมเป็นห้องแถวไม้เล็กๆ ย่านบางโพ ผ่านร้อนผ่านหนาว รวมทั้งผ่านเหตุการณ์ไฟไหม้ใหญ่ ร้านวอดไปทั้งหลังก็เคยมาแล้ว วิเศษไก่ย่างผ่านการรีโนเวตมาแล้ว 3 ครั้ง ปัจจุบันร้านตั้งอยู่บนพื้นที่ก่อตั้งดั้งเดิม แต่กว้างขวางเพิ่มเป็น 1 ไร่เศษ จากห้องแถวไม้กลายเป็นตึกสไตล์ลอฟต์ 4 ชั้นเท่ๆ หากสิ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนเลยคือความอร่อยระดับตำนาน

น.ต.หญิง สพรั่งพร จุลละสุขุม เจ้าของร้านรุ่นที่ 2 เล่าให้ฟังว่า “คุณแม่” ทำงานที่ภัตตาคารจันทร์เพ็ญ ภัตตาคารเก่าแก่ย่านถนนพระราม 4 มาตั้งแต่สมัยคุณแม่อายุ 7 ขวบ หัดงานครัวเป็นลูกมือกระทั่งโตและเป็นแม่ครัวที่นี่ เมื่อแต่งงานมีครอบครัวจึงแยกออกมาตั้งร้านอาหารกับสามี ที่ก็เป็นลูกหม้อที่ภัตตาคารจันทร์เพ็ญเช่นกัน

“จากร้านอาหารข้างถนน ห้องแถวไม้ ทำอาหารง่ายๆ อย่างผัดกะเพรา หรือข้าวผัด คุณแม่เป็นแม่ครัว คุณพ่อทำหน้าที่เชียร์แขก ย่านนี้สมัยนั้นเป็นโรงเลื่อย ชาวจีนไหหลำด้วยกัน ก็พูดกันง่าย เป็นมิตรต่อกัน หรือใครเคยไปกินจันทร์เพ็ญ ก็มักจะจำคุณพ่อที่เป็นบ๋อยที่นั่นได้ อุดหนุนกันมาเรื่อย”

เมนูเริ่มมี “อะไร” มากขึ้น ก็จากแขกที่มากิน บางคนบอกกับพ่อว่าอยากกินไก่ย่างบ้าง บ่นอยากกินสตูลิ้นวัวบ้าง หรือที่แปลกๆ ออกไป ซึ่งคุณแม่ทำได้ทุกอย่าง ก็ “ปล่อยของ” ออกมาทีละอย่างสองอย่าง กลายเป็นภัตตาคารขึ้นชื่อในสมัยนั้น ที่มีของกินแบบกุ๊กช็อป ร้านอาหารฝรั่งสไตล์ไหหลำ รวมทั้งอาหารไทยจีนฝรั่งหลากหลายในเวลาต่อมา

จากวันนั้นถึงวันนี้คือความอร่อยระดับตำนาน ยกมาจานแรก แน่นอนเป็นไก่ย่าง เรื่องไก่ย่างนี้สูตรใครก็สูตรมัน สำหรับที่นี่ใช้ไก่กระทง (8 ขีด-1.2 กิโลกรัม) ซึ่งย่างแล้วได้ความบางของหนัง เนื้อแน่น ไม่แห้งไม่แฉะ ทีเด็ดยังมีอยู่ที่น้ำจิ้ม 3 แบบ แซ่บทุกแบบ

จานต่อมาเป็นกุ๊กช็อปขึ้นชื่อ-สตูลิ้นวัว ที่นี่ทำแบบเก่า รสชาติคลาสสิก ความนุ่มของลิ้นวัว ได้จากลิ้นที่ปาดแต่งจนสะอาดที่สุด จากนั้นตุ๋นจนนุ่ม และเคล้าด้วยเครื่องเทศฝรั่ง เช่น อบเชย เป็นต้น ซอสสตูสีส้มแดงหอมหวน กึ่งบางๆ กึ่งเบาๆ ทว่าได้รสชาติอย่างที่สุด

อีกจานเป็นหมี่กรอบ ร้านนี้ผัดแล้วต้องกินทันที อย่าเอากลับไปกินบ้าน เป็นหมี่กรอบที่นุ่มฟู ไม่แข็งกระด้าง รสชาติกำลังดี จานถัดไปเป็นออส่วน เหนียวนุ่มหนืด หอยนางรมจานร้อนแบบโบราณ ที่อร่อยไปอีกแบบ จานสุดท้ายเห่าดง ได้แก่ เนื้อสันใน หั่นสไลซ์บาง (Filet) ลวกพอสุก (Medium) จากนั้นจึงเข้ากระบวนทำแบบตับหวาน โอ้โห สุดยอด อร่อยมาก

นอกจากนี้ ยังมีแฮ่กึ๊นสด ซี่โครงหมูอบถั่วลันเตา ผัดจับฉ่ายไหหลำ แพนงกุ้งเผา ห่อหมกปู ปลาดุกฟูผัดพริกขิง หูหมูแก้ว หูหมูพะโล้ ที่จะทำแบบเป็นเจลลีให้กิน (หากินยากนะ) ไส้หมูทอด แพะน้ำแดง เนื้อตุ๋น กระเพาะปลาผัดแห้ง ฯลฯ จาระไนไม่หวาดไหว ทั้งหมดคือความแตกต่างทว่าลงตัวของตำนานความอร่อยที่พิสูจน์ตัวเองด้วยระยะเวลาอันยาวนาน

วิเศษไก่ย่าง ตั้งอยู่สี่แยกบางโพ ถนนประชาราษฎร์สาย 1 จัดแต่งร้านสไตล์ลอฟต์ เน้นกระจก เหล็กและไม้แบบดิบๆ แต่นั่งกันสบายๆ ชิลๆ 70 ที่นั่งที่ชั้น 2 หากรวมทุกชั้นอยู่ประมาณ 300 ที่นั่ง มีห้องจัดเลี้ยงพิเศษ 250 คนที่ชั้นบนสุด อ้อ มีเซตบ็อกซ์และเดลิเวอรี่ด้วยนะ ร้านเปิด 10.00-22.00 น. โทร.02-912-4162 และ 02-585-0233

เทรนด์อร่อย อาหารแห่งปี 2019

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/575886

  • วันที่ 04 ม.ค. 2562 เวลา 12:00 น.

เทรนด์อร่อย อาหารแห่งปี 2019

เรื่อง : เพ็ญแข สร้อยทอง ภาพ : เอพี

ไม่ต่างกับแวดวงแฟชั่น ในแต่ละปีบรรดาผู้เชี่ยวชาญหรือคนในอุตสาหกรรมอาหารก็ได้ออกมานำเสนอ “เทรนด์” อาหารแห่งปี 2019

ทาง “สเปเชียลตีฟู้ด” สมาคมของช่างฝีมืออาหาร ผู้นำเข้า และผู้ประกอบการเกี่ยวกับอาหาร เป็นองค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไร ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 1952 ในนิวยอร์ก ปัจจุบันมีสมาชิกกว่า 3,000 คน ทั้งในและนอกสหรัฐ พวกเขาได้เลือกเทรนด์อาหารยอดนิยมประจำปีนี้ สมทบด้วยข้อมูลจากซูเปอร์มาร์เก็ตนิวส์ สมาคมร้านอาหาร ข่าวร้านอาหารแห่งสหรัฐ และบริษัทที่ปรึกษาด้านการให้บริการด้านอาหารในแคลิฟอร์เนีย ซึ่งได้คาดการณ์เทรนด์อาหารปี 2019 ออกมาเช่นกัน

โดยรวมแล้วปีนี้เป็นช่วงเวลาของ “เฮลตี้” และ “ฟังก์ชันนัลฟู้ด” คือ เน้นเรื่องสุขภาพและสารอาหารที่เป็นประโยชน์ รวมทั้งการดื่มกินเพื่อความงาม และยังต้องดีต่อใจ คือ รับผิดชอบต่อโลก แม้ว่าบางอย่างจะเป็นอาหารสูตรดั้งเดิมเก่าแก่ แต่มีการพัฒนา เพิ่มเติมในเรื่องการปรุง ส่วนผสม ทั้งยังเลือกสรรวัตถุดิบจากดินแดนต่างๆ ของโลกมาใช้

และนี่คือ อาหาร (เครื่องดื่ม) ซึ่งคาดการณ์ว่าจะเป็นเทรนด์แห่งปี 2019

พืช ผัก ผลไม้ เพื่อโลก

ความนิยมบริโภคผักผลไม้ได้ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง นอกจากในหมู่ผู้รับประทานมังสวิรัติ และวีแกนแล้ว คนทั่วไปที่ยังบริโภคเนื้อสัตว์อยู่ก็ยังนิยมรับประทานผัก ธัญพืช ถั่ว ผลไม้ ฯลฯ มากขึ้นเป็นนิสัย ทำให้อาหารที่เรียกรวมว่าเป็น “Plant-based” ถูกเลือกให้เป็นเทรนด์อาหารมาแรงแห่งปี 2019

นอกจากความอร่อยแล้ว เทรนด์นี้ยังมาจากความตระหนักในเรื่องประโยชน์ทางสุขภาพ ไม่เพียงทางกาย ยังเป็นการเลือกรับประทานโดยคิดถึงเรื่อง “ใจ” เป็นสำคัญด้วย ผู้บริโภคเลือกอาหารที่ในขั้นตอนการผลิตคำนึงถึงโลก สังคม และสิ่งแวดล้อม

เกี่ยวเนื่องกับเทรนด์นี้คือ ความนิยมรับประทานโปรตีนจากพืช ไม่ว่าจะเบอร์เกอร์ไปจนถึงไส้กรอก จะมีตัวเลือกไร้เนื้อสัตว์แบบดั้งเดิมมาให้เลือก แพลนต์-เบสยังรวมถึงเครื่องดื่มที่ไม่ใช่นมสัตว์ ซึ่งกลายเป็นกระแสมาแรงอย่างเช่น น้ำหรือนมข้าวโอ๊ต อร่อยเข้มข้นหวานมัน ทั้งยังมีโปรตีนมากกว่านมจากถั่ว และมีไฟเบอร์มากกว่านมชนิดอื่นๆ ด้วย

หลากภูมิภาคอาหาร

ฝรั่งเศส อิตาลี ญี่ปุ่น จีน ฯลฯ เหล่านี้อาจจะเป็นความคุ้นชินไปแล้ว เทรนด์ใหม่ที่กำลังมาจะทำให้ “ลิ้น” ได้ผจญภัยกับรสชาติใหม่ๆ จากภูมิภาคต่างๆ ไม่ว่าจะแอฟริกา เอเชียใต้ และลาตินอเมริกา ซึ่งเป็นรสนิยมการรับประทานของคนรุ่นใหม่อย่างพวกมิลเลนเนียล หรือเจนแซด ผู้ที่มีโอกาสได้เดินทางไปส่วนต่างๆ ของโลก เพื่อสัมผัสกับวัฒนธรรมอาหารในภูมิภาคต่างๆ ตั้งแต่อายุยังน้อยอย่างที่ไม่เคยปรากฏมีมาก่อน ซึ่งก็นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในเทรนด์อาหารยอดนิยม

อาหาร วัตถุดิบ และส่วนผสมจากแอฟริกากำลังจะกลายเป็นความนิยม ไม่ว่าจะธัญพืชจากแอฟริกาตะวันตกที่เรียกว่า โฟนิโอ (Fonio) ซึ่งอุดมไปด้วยกรดอะมิโนน้ำตาลต่ำ ย่อยง่าย ยังรวมถึง ราส เอล ฮานูต (Ras el hanout) เครื่องเทศผสมจากแอฟริกาเหนืออย่างเช่น โมร็อกโก นิยมนำมาใช้ในอาหารคาว เช่น หมักเนื้อหรือปลา ใส่ในอาหารเส้นหรือข้าว รวมทั้ง บิลตอง (Biltong) เนื้อแห้งที่มีต้นกำเนิดในประเทศแอฟริกาใต้ตอนใต้ เป็นต้น

จากภูมิภาคเอเชียใต้อย่างเช่น อินเดีย และเพื่อนบ้าน ของดีอย่างเช่นสมุนไพรอายุรเวททั้งหลาย จะกลายมาเป็นส่วนผสมอาหารที่นิยม ทั้งยังหลักการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์แปรรูปน้อยที่สุดก็ด้วย ของว่างของหวานริมทางแบบพื้นบ้านก็ถูกให้ความสนใจมากยิ่งขึ้น คาดว่าเมนูใหม่ที่พัฒนาปรับเปลี่ยนรสชาติและส่วนผสมจากเม็กซิโกจะมีให้เห็นมากยิ่งขึ้น เช่นเดียวกันกับที่มาจากฟากฝั่งอเมริกากลางและใต้ ซึ่งรวมถึงแป้งแผ่นกลมอย่างตอร์ตีญาจากแป้งข้าวโพดและอื่นๆ

ในส่วนของอาหารเช้าก็จะมีการนำเสนอเมนูจากหลากหลายเชื้อชาติแปลกใหม่มากยิ่งขึ้น นอกเหนือจากอเมริกันเบรกฟาสต์ อย่างไข่กวน เบคอนกรอบ ปีนี้ร้านอาหารต่างอาจจะมีตัวเลือก เช่น ชัคชูก้า (Shakshuka) ไข่ในซอสมะเขือเทศ หัวหอมพริก และเครื่องเทศ ซึ่งเป็นจานอร่อยจากตูนิเซีย/อิสราเอลมานำเสนอ

เครื่องดื่มจากการหมัก

อาหารรสเปรี้ยวอย่างผักดองยังเป็นที่นิยมอยู่ แต่ที่มาแรงกว่าน่าจะเป็นเครื่องดื่มหมักอย่างเช่น คอมบูชา (Kombucha) คือ ชาหมัก ซึ่งดีต่อสุขภาพ อย่างระบบย่อยอาหาร ก็ได้มีการพัฒนาทางด้านรสชาติ ให้ดื่มง่ายขึ้น อร่อยขึ้นกว่าเดิม นอกจากนี้ยังมีการมองหาวัตถุดิบใหม่มาใช้ทำเครื่องดื่มอย่างเช่น เห็ดชากา (Chaga) ที่มีสารอาหารที่เป็นประโยชน์ ทั้งต้านอนุมูลอิสระ และลดคอเลสเตอรอล หรือจะเป็นเห็ดยามาบูชิตาเกะ ซึ่งไม่ต่างกับยา เพราะมีสรรพคุณช่วยลดความวิตกกังวล และส่งเสริมสุขภาพหัวใจ เช่นกันกับ ถั่งเช่า สุดยอดสมุนไพร ช่วยในการรักษาโรค และบำรุงร่างกาย

เครื่องดื่มน้ำส้มสายชู เช่น แอปเปิ้ลไซเดอร์ ซึ่งมีโปรไบโอติก กรดอะมิโน และสารต้านอนุมูลอิสระก็ยังคงได้รับความนิยมอยู่ นอกจากนี้ก็ยังมี ควาสส์ (Kvass) เครื่องดื่มจากรัสเซียและยุโรปตะวันออก ซึ่งทำจากข้าวบาร์เลย์ ข้าวไรย์ ปรุงแต่งด้วยผลไม้หรือสมุนไพร ก็กำลังจะมา

ในส่วนของเครื่องดื่มยังมีน้ำเลมอนซึ่งพัฒนาสูตรต่างๆ ขึ้นมากมาย ยอดนิยมอย่างกาแฟนั้น ไนโตรอยู่ในกระแสมาพักหนึ่งแล้ว ส่วนใหญ่กาแฟเติมก๊าซไนโตรเจนนี้มักจะเสิร์ฟเย็น แต่ในปี 2019 คุณจะเห็นเทรนด์กาแฟไนโตรแบบ “ร้อน” นอกจากนี้แล้วจะได้เห็นกาแฟอัดลม (กาแฟเย็นที่มีฟองเล็กน้อย) รวมทั้งเทรนด์ชาอย่าง ชาชีสชาดำ หรือชาเขียวเย็นราดด้วยนมฟอง ครีมชีส และโรยเกลือ จะเป็นเมนูเครื่องดื่มที่คนต้องเข้าแถวซื้อ

ยุคฟื้นฟูศิลปวิทยา

ของไอศกรีม

ไอศกรีมแบบดั้งเดิมกำลังถูกปฏิวัติ ทั้งในเรื่องรูปแบบและรสชาติ ไม่ว่าจะเป็นไอศกรีมปราศจากนมวัว โดยใช้กะทิ นมอัลมอนด์ หรือนมถั่วเหลืองแทน นอกจากนี้ก็ยังมีไอศกรีมที่โฆษณาว่าโปรตีนสูงและแคลอรีต่ำ โดยผู้ผลิตพยายามทลายเส้นแบ่งระหว่างความอร่อยกับสุขภาพลง ด้วยการผสมผักบางอย่าง เช่น ดอกกะหล่ำ แครอท ฯลฯ ลงไปในไอศกรีมด้วย นอกจากนี้ยังให้ความสำคัญกับวิธีการทำอย่างเช่น ไอศกรีมแฮนด์เมดซึ่งนำส่วนผสมจากท้องถิ่นต่างๆ ของโลกมาสร้างสีสัน ไม่ว่าจะธัญพืชอย่างงาดำ ดอกไม้ เช่น ดอกมะลิ เป็นต้น

​นอกจากไอศกรีมแล้ว ของหวานที่จะกลายเป็นเทรนด์สำหรับปีนี้รวมถึงขนมฮัมมูส อ่านไม่ผิดหรอก เมื่อฮัมมูส เครื่องจิ้มหรือทา ซึ่งทำจากถั่วลูกไก่บด ผสมน้ำมันมะกอก น้ำมะนาว เกลือ และกระเทียม ถูกนำมาเป็นส่วนผสมของหวาน ไม่ว่าจะเค้กเรดเวลเวต บราวนี่ หรือแม้แต่คุกกี้ โดยตั้งใจจะทำให้เป็นของหวานที่ดีต่อสุขภาพ เพราะมีแคลอรี น้ำตาล ไขมัน และคาร์โบไฮเดรตต่ำ ส่วนโดนัทและพายก็ยังคงเป็นที่นิยม แต่พัฒนาหน้าตาและไส้ให้หลากหลายน่าตื่นเต้นยิ่งขึ้น

บรรจุภัณฑ์ก็สำคัญ

นอกจากรสชาติ ส่วนผสมต่างๆ แล้ว เทรนด์ของอาหารปีนี้ยังให้ความสำคัญกับบรรจุภัณฑ์อย่างมาก ผู้บริโภคจะเลือกซื้ออาหารที่ให้ความใส่ใจกับหีบห่อบรรจุภัณฑ์ อย่างเช่นเลือกใช้วัตถุดิบที่ยั่งยืน รีไซเคิล อัพไซเคิล ฯลฯ ปัจจุบันมีการพัฒนาใช้เปลือกมะเขือเทศ สาหร่ายทะเล และเห็ดมาสร้างเป็นวัตถุดิบทางเลือกที่ยั่งยืนในการสร้างสรรค์บรรจุภัณฑ์

ผู้บริโภคยังใส่ใจอ่านข้อความบนบรรจุภัณฑ์ต่างๆ นอกจากจะได้รู้ส่วนผสม องค์ประกอบต่างๆ แล้ว การบอกเล่าค่านิยม ความเป็นไปเป็นมา เบื้องหน้าเบื้องหลังวัตถุประสงค์ความตั้งใจการเอาใจใส่จากผู้ผลิตก็เป็นสิ่งที่ทำให้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อด้วย

​ความนิยมในแวดวงอาหาร ยังรวมถึง “ความงามที่กินได้” อย่างเช่นอาหารหรือเครื่องดื่มที่ผสมคอลลาเจน รวมไปถึงน้ำมันอาร์แกน และน้ำมันอัลมอนด์ ทั้งสองชนิดมีกรดไขมันโอเมก้า และวิตามินอีสูง ซึ่งสามารถช่วยให้ผิวชุ่มชื้น คืนความยืดหยุ่น และลดริ้วรอย เป็นอาหารที่กินแล้วสวยงาม อ่อนวัย ซึ่งคนเจนเอ็กซ์ให้ความสำคัญ

​ในส่วนของวัตถุดิบที่มาแรงอีกอย่างคือ “มันสำปะหลัง” หรือ Cassava หรือ Yuca จากอเมริกาใต้ พืชหัวชนิดนี้เป็นดาวเด่น ด้วยมีคาร์โบไฮเดรตสูง ใบมันก็ยังเป็นแหล่งโปรตีน และอุดมไปด้วยไลซีน มักถูกเลือกมาทำเป็นขนมอบ หรือตอร์ตีญา

อาหารเพื่อสุขภาพซึ่งเคยเป็นของเฉพาะกลุ่ม กลับกลายมาเป็นความนิยมในวงกว้าง เมื่อผู้คนนิยมวิถีชีวิตสุขภาพ และ “คลีน” ขึ้นเรื่อยๆ ความอร่อยที่มาพร้อมกับสุขภาพจึงนับเป็นแนวโน้มอาหารซึ่งเป็น “เทรนด์” ที่มาแรงของโลกในปี 2019 นี้