คืบก็ทะเล ศอกก็ทะเล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/575882

  • วันที่ 04 ม.ค. 2562 เวลา 11:40 น.

คืบก็ทะเล ศอกก็ทะเล

เรื่อง สีวลี ตรีวิศวเวทย์ ภาพ Cookool Studio

สวัสดีคุณผู้อ่านทุกท่าน ปีใหม่แบบนี้ช่วงสัปดาห์แรกยังสามารถ “ชิล ชิล” กับชีวิตได้อยู่สักนิดก่อนจะตั้งหน้าตั้งตาเริ่มต้นตั้งใจทำงาน เข้าสู่ “โหมด” พร้อมสู้สำหรับปีหมู ปีใหม่นี้ เวลาชิลที่ชอบที่สุดแบบหนึ่งคือ ตื่นแต่เช้าแล้วรีบไปเดินตลาดแต่เช้าก่อนที่ทุกคนจะตื่น ซื้อกับข้าว ของสดเตรียมไว้สำหรับมื้อเที่ยงหรือมื้อเย็นที่สมาชิกที่บ้านรวมตัวกัน

ช่วงปีใหม่แม้ว่าจะเป็นปีหมู แต่เราขอเริ่มเรื่องด้วยอาหารทะเลกันสักหน่อย เพราะอาหารจานง่ายๆ ที่ถูกปากสมาชิกคือ พาสต้าผัดเนื้อปูก้อน ไปกินตามร้านอาหารราคาไม่ต่ำกว่าจานละ 200 บาท เพราะเนื้อปูก้อนราคาสูงมาก ยิ่งเนื้อก้อนใหญ่ เนื้อแน่นราคายิ่งแพง ฟาดไปกิโลกรัมละเกือบ 2,000 บาทก็ยังมี แต่ถ้าราคากำลังดี ก้อนขนาดกำลังสวย กลิ่นหอมสดๆ เนื้อแน่นๆ มักจะต้องจ่ายอยู่ที่กิโลกรัมละ 1,500 บาท แต่ถ้าไม่คิดอะไรมากยังมีกิโลกรัมละ 900-1,000 บาท ที่ก้อนเล็กหน่อยแต่อร่อยเนื้อแน่นเหมือนกัน อันนี้เป็นราคาตามตลาดสดที่มีเนื้อปูก้อนต้มสุกบรรจุถุงอัดแน่นด้วยน้ำแข็ง เพราะเนื้อปูแบบนี้เก็บได้ไม่นานและต้องเก็บด้วยวิธีการอัดน้ำแข็งเกล็ดเพื่อความเย็นจัด แช่ช่องแช่แข็งเมื่อไหร่เป็นอันจบข่าวเพราะเนื้อจะแห้งแข็งเมื่อนำมาปรุงอาหาร จากการสูญเสียน้ำในขั้นตอนการละลายน้ำแข็ง

เนื้อปูก้อนปัจจุบันยังหาซื้อได้ตามซูเปอร์มาร์เก็ตใหญ่ๆ อยู่ในบรรจุภัณฑ์ที่เรียกว่า Modified Atmosphere เน้นการปรับสภาพภายในด้วยก๊าซพิเศษที่ไม่เป็นอันตราย อาจเติมสารเสริมคุณภาพเนื้อปูที่เป็น Food Grade กินได้ในปริมาณพอเหมาะที่โรงงานอาหารนั้นๆ เขาคิดมาแล้ว แบบนี้ซื้อมาแก้ขัดได้ แต่อย่างไรผู้เขียนก็ยังชอบไปเลือกซื้อ เลือกมอง เลือกดมได้ก่อนซื้อมา ยอมจ่ายที่ตลาดในราคาสูงแต่ได้ของอร่อยเป๊ะมาดีกว่า หรืออาจจะเลือกเป็นร้านขายปูที่ไว้ใจได้ตามโซเชียลมีเดียที่คุณภาพเชื่อใจได้และส่งถึงบ้านนี่ก็สะดวกดี เคยทดลองอยู่หลายเจ้า แต่ยังชอบร้านประจำที่ตลาดเพราะซื้อกันมานาน

สูตรในฉบับนี้เป็นอาหารง่ายๆ ที่ปรุงบ่อยที่สุดที่บ้าน ยามที่คิดอะไรไม่ออก ส่วนผสมง่ายมีอยู่แล้วที่บ้านเป็นหลัก อาศัยแค่เนื้อปูสดๆ ที่หามาได้ สับกระเทียมจีนพอหยาบ บางครั้งถ้าสมาชิกชอบกระเทียม เราใช้หั่นแว่นๆ ใส่เยอะๆ เลยด้วยซ้ำ ขาดไม่ได้คือหอมแขกสับละเอียดเป็นพื้นฐานอาหารฝรั่งที่เขาเรียก Shallot ตรงกับบ้านเราคือหอมแขก กลิ่นและหน้าตาคล้ายหอมแดงแต่ลูกใหญ่และมีน้ำตาลเยอะกว่า กลิ่นไม่ฉุนเท่าหอมแดงลูกเล็ก ผัดแล้วหวานหอมดี ทั้งหอมแขกและกระเทียมถือเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับเมนูนี้ เพราะจะทำให้น้ำมันมะกอกของเราหอมยิ่งขึ้นเมื่อผัดเคล้ากับเส้นพาสต้า

ผู้เขียนเลือกสมุนไพรอิตาเลียนรวมมาในขวด ซื้อได้จากช่องที่ขายสมุนไพรแห้งของฝรั่ง มันมีพาสลีย์ ออริกาโน่ ไธม์ โรสแมรี่ รวมกันมาในขวดแล้ว มีไว้สักกระปุกที่บ้านใช้งานง่ายได้หลายเมนูคุ้มที่จะหามาไว้ เหยาะสัก 2-3 เหยาะตั้งแต่ขั้นตอนการผัดแล้วมาระเหยต่อด้วยไวน์จะยิ่งฟุ้งมากขึ้น

คำถามที่มักถูกถามประจำคือ ต้องใส่ไวน์ด้วยเหรอ แล้วต้องเป็นไวน์อะไร คำตอบคือจะไม่ใส่ก็ได้ แต่ถ้าต้องการความหอมและไม่เลี่ยน ไวน์ขาวแบบดรายหรือไม่หวานนั้นจะช่วยให้พาสต้าผัดของเรามีกลิ่นหอมที่ดีมากยิ่งขึ้นเหมาะกับอาหารทะเลที่สุด ผู้เขียนมักใช้ไวน์ขาว Chardonnay ขวดละ 400-500 บาทในการทำอาหาร ขวดนึงใช้ได้หลายเมนู หลายครั้งอยู่ เปิดแล้วเก็บไว้ในตู้เย็นได้ หรือถ้าทำอาหารไม่บ่อยเลือกขวดเล็ก หรือถ้ามีข้อจำกัดทางการรับประทานแอลกอฮอล์ ไม่ต้องใส่ก็ไม่ได้เปลี่ยนรสไปมาก

ข้อสำคัญของการใส่ไวน์คือ ต้องระเหยให้หมดจริงๆ คือ ก่อนใส่มีน้ำมันระเหยแล้วก็ต้องเหลือแต่น้ำมัน ถือเป็น Ideal ในการใส่ไวน์ลงในอาหารจานผัดให้อร่อย เพราะจะไม่เหลือรสเปรี้ยวทิ้งไว้ในอาหารนั้นๆ

พาสต้าผัดจานนี้ออกเป็นอารมณ์ไทยๆ ผสมอิตาเลียน ผู้เขียนเลือกใส่ซอสปรุงรสแบบไม่มีกลิ่นแรงนักเพื่อความหอมของการผัดพาสต้าเพื่อเอาใจสมาชิกในบ้าน ถ้าต้องการเป็นสไตล์อิตาเลียนแท้ๆ แนะนำให้ใช้แค่การปรุงรสเค็มด้วยเกลือตามต้นตำรับ

พาสต้าปูที่ชอบนั้นต้องมีปูแหลกๆ แทรกอยู่ตามเส้น ผสมกับเนื้อปูก้อนๆ ที่ให้รสหวานอร่อย ผู้เขียนแบ่งการใส่เนื้อปูเป็น 2 ช่วง คือ ช่วงแรกยีลงไปกับส่วนผสมที่ผัดเครื่องไว้แล้วแทรกอยู่ในกระเทียม หอมแขกที่สับและผัดจนหวาน อีกขั้นคือใส่ลงไปหลังจากผัดเส้นให้หอม จะได้คงรูปร่างเนื้อปูก้อนได้ดีกว่าแต่ไม่เสียรสชาติไป

การผัดเส้นพาสต้าขึ้นอยู่กับความชอบของคนที่บ้าน บ้านเราเป็นสายแข็งชอบผัดแล้วยัง Al Dente ต้านการเคี้ยวไม่เละ จึงต้มเส้นตามเวลาที่บอกข้างถุงแล้วลบออกไป 2-3 นาที เอาเส้นมาสุกต่อในกระทะพร้อมน้ำต้มเส้นอีกเล็กน้อยจะได้รสชาติเครื่องผัดที่เข้าเส้นพาสต้าได้ดีขึ้น อันนี้เป็นเคล็ดลับตามที่เคยไปเรียนรู้จากแม่บ้านชาวอิตาเลียนแท้ๆ ที่เขาสอนเทคนิคให้

เบ็ดเสร็จแล้วจานนี้ใช้เวลาไม่เกิน 15 นาทีในการปรุงทั้งหมด ผู้เขียนมักจะต้มเส้นไว้หม้อข้างๆ แล้วผัดเครื่องในกระทะถัดมา เมื่อนาฬิกาจับเวลาดังขึ้นก็สรงเส้นขึ้นจากน้ำใส่ลงกระทะผัดต่อได้พอดีๆ เอาแค่เราบริหารเวลาในการผัดให้เป็น ใช้ไฟและความร้อนให้ถูก รับรองว่าเมนูนี้ง่ายและอร่อยด้วย

กล่อมอารมณ์ @กาดโกโก้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/575890

  • วันที่ 04 ม.ค. 2562 เวลา 11:40 น.

กล่อมอารมณ์ @กาดโกโก้

เรื่อง ลีโอ เคน  ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

กาดโกโก้ (Kad Kokoa) คาเฟ่ที่เปิดเอาใจคอช็อกโกแลตโดยเฉพาะ ที่พิเศษไปกว่านั้นคือเราจะได้สัมผัสกับรสชาติช็อกโกแลตของไทย ที่ให้รสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ไม่ซ้ำใคร เหนืออื่นใดช็อกโกแลตของที่นี่ยังไปคว้ารองวัลดาร์กช็อกโกแลตจากเวทีระดับโลกมาครองแล้วเมื่อกลางปีที่ผ่านมา

คาเฟ่แห่งนี้เกิดขึ้นจากแรงบันดาลใจของคู่สามีภรรยา ต้า ณัฐญา และต้น-ปณิธิ ชุณหสวัสดิกุล ซึ่งเล่าให้ฟังว่า จุดเริ่มต้นของการทำธุรกิจช็อกโกแลตที่เกิดจากทั้งคู่ได้มีโอกาสขับบิ๊กไบค์ท่องเที่ยวในจังหวัดต่างๆ ของภาคเหนือ และพบสวนโกโก้แห่งหนึ่งใน จ.เชียงใหม่ โดยบังเอิญ ความสนใจในผลโกโก้ไทยของทั้งคู่จึงเริ่มต้นขึ้น โดยได้ไปศึกษาด้านช็อกโกแลตจากต่างประเทศอย่างจริงจัง ก่อนจะมาเปิดเป็นคาเฟ่แห่งนี้ขึ้นมา

เมื่อทั้งคู่มีแผนจะเปิดคาเฟ่ช็อกโกแลตในกรุงเทพฯ จึงได้ยกบ้านไม้และยุ้งข้าวจากเชียงใหม่ใส่ตู้คอนเทนเนอร์มาตั้งไว้ในซอยนราธิวาสราชนครินทร์ 17 และนำคำว่า กาด ซึ่งแปลว่า ตลาดในภาษาเหนือมาตั้งเป็นชื่อร้านกันเสียเลย

ภายในร้านถูกแบ่งพื้นที่หลักออกเป็นอาคารสองหลังอย่างลงตัว โดยในส่วนแรกจะเป็นโรงงานเล็กๆ ที่คั่วเมล็ดโกโก้ ก่อนจะถูกแปรรูปออกมาเป็นช็อกโกแลตแท่ง ที่ใช้ทั้งในคาเฟ่ และยังส่งจำหน่ายออกสู่ต่างประเทศ อาทิ ฝรั่งเศส และสิงคโปร์ ซึ่งเราสามารถสัมผัสประสบการณ์ขั้นตอนการผลิตทั้งหมดนี้ได้ผ่านกระจกหน้าต่างใส พร้อมกลิ่นหอมกรุ่นของช็อกโกแลต โดยทางร้านจะได้โกโก้มาจากจังหวัดต่างๆ เช่น ชุมพร เชียงใหม่ จันทบุรี และประจวบคีรีขันธ์ ที่ให้รสชาติและกลิ่นหอมที่แตกต่างกันไป

อีกด้านเป็นส่วนของคาเฟ่ ตัวร้านมีสองชั้น เชื่อมกันด้วยบันไดวน โดยบนชั้นสองแพลนที่จะจัดเป็นสถานที่สำหรับการทำเวิร์กช็อปในอนาคต แต่ก็มีมุมให้นั่งจิบเครื่องดื่มเย็นๆ ในส่วนชั้นล่างมีที่นั่งแสนสบาย พร้อมกระจกใสรอบทิศทางยิ่งทำให้รื่นรมย์ พร้อมกับเคาน์เตอร์ใหญ่กลางร้าน ซึ่งนอกจากจะได้เห็นลีลาของบาริสต้าที่คอยชงช็อกโกแลตอย่างเต็มตา ยังได้กลิ่นหอมของช็อกโกแลตลอยฟุ้งอีกต่างหาก

มาสัมผัสกับรสชาติอันล้ำค่าของช็อกโกแลตไทยกับเมนูแรก Sipping Drink ช็อกโกแลตจากประจวบคีรีขันธ์ชงร้อน ท็อปด้วยมาร์ชเมลโล และช็อกโกแลตขูด รสชาติเข้มข้น

ต่อด้วย Hazelnut Drank Chocolate เบสระหว่างโกโก้พาวเดอร์ นำมาผสมกับช็อกโกแลตอีกตัวของประจวบคีรีขันธ์ 78% พร้อมด้วยเฮเซลนัทและไซรัปโฮมเมด แล้วท็อปด้วยสตรีมมิลค์ รสชาติดื่มง่ายออกหอมและนวลลิ้นหอมกลิ่นถั่ว เข้ากันดีกับของหวานประเภทช็อกโกแลต

สำหรับขนมหวานที่มีช็อกโกแลตสัญชาติไทย ขอแนะนำ Kad Meringue Ice Choc ไอศกรีมที่มีรสสัมผัสกรุบกรอบจากขนมผิง มาร์ชเมลโล เข้าได้ดีกับเมอแรง ตัดกับซอสช็อกโกแลตเข้มข้นพันธุ์ชุมพร 78% รสชาติกลมกล่อมด้วยช็อกโกแลตไทย

ตามมาด้วย Salted Caramel Tamarind ฐานเป็นช็อกโกแลตแบบข้น ผสมด้วยช็อกโกแลตสปันจ์กับเฮเซลนัท ท็อปด้วยชูครีมไส้มะขามกับซอตเตทคาราเมล เมนูนี้ชูเด่นด้วยช็อกโกแลตจากประจวบคีรีขันธ์ 78%

ตบท้ายด้วย Chocolate Tart ช็อกโกแลตทาร์ตนำมาอบ มีไส้ที่ครีมมี เสิร์ฟคู่กับไอศกรีมช็อกโกแลต โดยช็อกโกแลตทั้งหมดมาจากประจวบคีรีขันธ์ 78%

กาดโกโก้ ซอยนราธิวาสราชนครินทร์ 17 เปิดบริการเวลา 09.00-17.00 น. (หยุดทุกวันพุธ) โทร. 08-3684-3921

อร่อยเด็ด นายเม้งบะหมี่ปู เกี๊ยวกุ้งยักษ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/575885

  • วันที่ 04 ม.ค. 2562 เวลา 10:30 น.

อร่อยเด็ด นายเม้งบะหมี่ปู เกี๊ยวกุ้งยักษ์

สวัสดีปีใหม่ครับผู้อ่านทุกท่าน วันนี้จะมาลิ้มลองสุดยอดร้านบะหมี่ ที่คอบะหมี่ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง ซึ่งนั่นคือร้านนายเม้งบะหมี่ปู เกี๊ยวกุ้งยักษ์ ร้านบะหมี่เจ้าดังเปิดมาแล้วทั้งสิ้น 7 สาขา สาขาแรกเขาอยู่แถวสีลม สำหรับสาขาที่ผมมาในวันนี้คือ สาขาอารีย์ (พหลโยธิน 7) ซอย 1 การเดินทางก็สะดวกสบาย ลงรถไฟฟ้าแล้วเดินมาที่ซอยอารีย์ เดินมาประมาณ 20 เมตรก็ถึงแล้วละครับ

ร้านนี้เขาให้บริการอาหารจีนสไตล์ บะหมี่เกี๊ยวกุ้ง ข้าวหมูแดง ข้าวไก่ตุ๋น ขนมจีบ เมนูต่างๆ เยอะมากสามารถสลับสับเปลี่ยนหรือเพิ่มเติมท็อปปิ้งได้ตามความต้องการของเราเลยครับ ทีเด็ดจะอยู่ที่บะหมี่ปูกับเกี๊ยวกุ้งยักษ์ที่เสิร์ฟมาแบบชิ้นใหญ่เห็นแล้วต้องร้องว้าว เป็นส่วนผสมระหว่างกุ้งสับกับกุ้งที่เป็นตัวเรียกว่ารสชาติกุ้งจะเด่นขึ้นมาเลยละครับ

เส้นบะหมี่ของที่นี่เขาก็อร่อยมากจริงๆ ครับ เส้นเล็กแต่เหนียวนุ่มมากๆ ด้านเนื้อปูแม้จะไม่ได้มาเป็นก้อนๆ แต่เนื้อที่ละเอียดก็ยังสัมผัสได้ถึงเนื้อปูเต็มๆ รสออกหวานอันเป็นเอกลักษณ์ของเนื้อปู ที่สำคัญในแต่ละจานยังใส่เห็ดหอมมาให้อีกด้วย

สำหรับหมูแดง แม้ชิ้นจะเล็กและบางไปสักหน่อย แต่รสชาติก็อร่อยตามมาตรฐานของหมูแดงที่พบเจอได้ตามร้านอื่นๆ ส่วนหมูกรอบนี่สุดยอดไปเลย ตัวหนังยังคงกรุบกรอบแม้อยู่ในน้ำซุปแล้ว ตัวเนื้อค่อนข้างนุ่มอร่อยมาก

นอกจากนี้ ยังมีซี่โครงและกระดูกอ่อนหมูตุ๋น ต้องบอกว่าเป็นสุดยอดซี่โครงหมูตุ๋นเลยจริงๆ ครับ หอมกลิ่นเครื่องเทศ รสชาติกลมกล่อม ได้ซดสักทีรับรองติดใจ

ร้านเปิดบริการทุกวันตั้งแต่เวลา 09.00-21.00 น. และวันเสาร์เวลา 09.00-16.00 น. โทร. 02-619-7981

ขับไปเที่ยวไป ในโอกินาวา (8)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/575432

  • วันที่ 30 ธ.ค. 2561 เวลา 12:47 น.

ขับไปเที่ยวไป ในโอกินาวา (8)

จากท่าเรือ Azama ในเมือง Nanjo ซึ่งอยู่ลงไปทางตอนใต้ของตัวเมืองนาฮะ เราขับรถเลยจากตัวเมืองนาฮะขึ้นมาทางเหนือ เพื่อมายังเมือง Urasoe เมืองที่เป็นหนึ่งในย่านที่พักอาศัยของชาวต่างชาติ ท้องฟ้าที่โอกินาวาเอาแน่เอานอนไม่ได้เลย เดี๋ยวอากาศแจ่มใส เดี๋ยวก็ฝน ระหว่างทางเจอกับฝนรำคาญตกเป็นระยะๆ ก็ช่วยไม่ได้นอกจากทำใจ หวังว่าฟ้าฝนคงไม่เป็นอุปสรรคมาทำลายบรรยากาศการเดินเล่นที่จุดหมายต่อไปของเรา “ย่านฮิปสเตอร์” ที่แฝงตัวอยู่ในเมือง Urasoe

แต่ก่อน “Minatogawa Stateside Town” เคยเป็นย่านที่พักอาศัยของทหารอเมริกัน เมื่อสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ดินได้ถูกเวนคืนและให้ประชาชนทั่วไปเป็นเจ้าของ ปัจจุบันเป็นทั้งที่อยู่อาศัย สำนักงาน และแหล่งรวมคาเฟ่ ร้านขนม ร้านอาหาร ร้านขายของที่ระลึกพวกงานคราฟต์ เรียกได้ว่าเป็นย่านฮิปสเตอร์ และเป็นสวรรค์ของคนรักคาเฟ่ก็ว่าได้ เพราะด้วยการตกแต่งร้านที่มีสไตล์ ทำให้ Minatogawa เป็นย่านที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยววัยรุ่น หรือแม้แต่คนโอกินาวาเองก็ด้วยเช่นกัน บอกเลยว่าถ้าใครกำลังหาสถานที่ชิกๆ คูลๆ ถ่ายรูปสวยๆ ปักหมุดที่นี้ไว้ในแพลนของคุณได้เลย!

เราตั้งพิกัดไปที่จอดรถใกล้ๆ Minatogawa เนื่องจากย่านนี้ถนนค่อนข้างแคบและที่จอดรถน้อยมาก จึงแนะนำให้จอดรถที่อื่นแล้วค่อยเดินมาเที่ยวดีกว่า พอเดินเข้ามาจะพบว่าร้านตั้งเรียงบนถนนซอยเล็กๆ แต่ละซอยมีชื่อเรียกตามรัฐของอเมริกา คือ Oregon, Arizona, Michigan, Kansas, Virginia, Nevada, Florida, Indiana, Texas และ Georgia เราใช้เวลาไม่ถึง 10 นาที ก็สามารถเดินครบทั่วทุกซอย อาคารส่วนใหญ่มีลักษณะเป็นบล็อกสี่เหลี่ยมสีขาว หน้าตาคล้ายกันหมด บ้างก็ทาสีประตู หน้าต่าง เป็นสีฟ้า สีเหลือง สีส้ม สีเขียว ตกแต่งบ่งบอกสไตล์ของร้าน มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ดูรวมๆ แล้วน่ารักไปหมดเสียทุกร้าน ยิ่งถ้าแสงดี ท้องฟ้าเปิด แต่งตัวชิกๆ หน่อย รับรองว่าได้รูปไปลงโซเชียลแบบคูลๆ แน่นอน เพื่อนๆ จะต้องถามว่า โอกินาวามีที่แบบนี้ด้วยเหรอเนี่ย?

วันนี้บรรยากาศค่อนข้างเงียบเหงา หลายร้านปิดบริการ มีเพียงไม่กี่ร้านที่เปิดอยู่ แต่ก็พอมีนักท่องเที่ยวบ้าง เดินเล่นถ่ายรูปกันเต็มที่ จนได้เวลาอาหารว่างยามบ่าย ตั้งใจจะไปลิ้มรสความอร่อยของสโคนอันเลื่องชื่อที่ร้าน Ippe Coppe ดูสักชิ้น แต่ก็ต้องเดินคอตกออกมา เพราะทั้งสโคนและขนมปังไม่เหลือแม้แต่ชิ้นเดียว แต่ไม่เป็นไร ยังมีร้าน oHacorte ร้านบรรยากาศน่ารักอบอุ่น ที่ขึ้นชื่อเรื่องทาร์ตผลไม้หน้าต่างๆ โดยคัดสรรวัตถุดิบตามฤดูกาล ทำให้ได้รสชาติสดใหม่และเลิศรสจากวัตถุดิบ ฉะนั้นในแต่ละฤดูเมนูก็จะแตกต่างกันไป เวลาบ่ายคล้อยที่น่าง่วงนอน ได้ทาร์ตผลไม้รวมและทาร์ตส้ม พร้อมเครื่องดื่มเย็นๆ ก็ทำให้รู้สึกสดชื่นขึ้นมา และก่อนกลับอย่าลืมซื้อ Hirami lemon Cake ของเด็ดประจำร้านติดมือมาด้วยนะ

นอกจากร้านขนมและคาเฟ่แล้ว ร้านอาหารก็น่าสนใจไม่แพ้กัน มีให้เลือกทั้งร้านพิซซ่า อาหารเพื่อสุขภาพ อาหารฝรั่งเศส อาหารท้องถิ่นอาหารฟิวชั่น รวมถึงร้านอาหารไทย และถ้าหากอิ่มหนำพุงกางกับอาหารและขนมแล้ว สามารถเดินย่อยเลือกดูสินค้างานคราฟต์จากศิลปินโอกินาวาได้อีกด้วย เช่น เสื้อผ้าแบบดั้งเดิมสไตล์โอกินาวา งานเซรามิก เครื่องประดับ งานสาน หรือสินค้าสไตล์ Vintage จากอเมริกาก็มี สำหรับใครที่กำลังหาซื้อของฝากที่ดูดีมีสไตล์ บ่งบอกความเป็นโอกินาวา มาซื้อที่นี่ได้

หลังจากได้ขนมรองท้องเป็นที่เรียบร้อย น้ำย่อยก็เริ่มทำงานจริงจัง เราจึงตัดสินใจกลับไปที่หมู่บ้านอเมริกันอีกครั้ง เพื่อไปกินร้านซูชิที่พลาดไปเมื่อวันก่อนโดยเฉพาะ คราวนี้คิวเยอะแค่ไหน ต้องรอนานแค่ไหนก็ไม่หวั่น พร้อมสู้! เวลาห้าโมงโดยประมาณ เราก็มาถึงร้านซูชิ Gourmet Sushi-Go-Round Ichiba Mihama ซึ่งตั้งอยู่หน้าทางเข้าหมู่บ้านอเมริกัน ดีจังที่วันนี้คิวไม่เยอะ ที่จอดรถหน้าร้านก็มี บรรยากาศในร้านไม่วุ่นวายเท่าตอนดึกของคืนวันก่อน ภายในร้านจะมีสายพานอยู่ตรงกลางร้าน สามารถมองเห็นการทำอาหารของเชฟได้ มีที่นั่งแบ่งออกเป็นโซนรอบสายพาน และโซนโต๊ะนั่งสำหรับครอบครัวใหญ่ รอคิวไม่นานก็ได้ที่นั่งในโซนรอบสายพาน แต่ละที่นั่งจะมีหน้าจอสามารถจิ้มสั่งอาหารได้เลย หรือจะเลือกหยิบจานบนสายพานก็ได้ ดูสิ! แต่ละจานที่วิ่งมาน่ากินทั้งนั้นเลย มีทั้งซูชิ ของว่าง อย่างพวกของทอด ของหวานผลไม้ แต่คิดว่าถ้าเป็นซูชิสั่งใหม่ก็น่าจะสดกว่า และบางเมนูก็มีให้สั่งจากจอเท่านั้น มาแล้ว!! เนื้อปลาแผ่นใหญ่มากเต็มๆ คำ ปลาสดใช้ได้เลยนะ อร่อย ไม่แพงด้วย ราคาจะขึ้นอยู่กับสีของจาน กินได้ไม่กี่จานก็แน่นท้องแล้ว เลยปิดท้ายด้วยสับปะรดโอกินาวา อีกหนึ่งของขึ้นชื่อที่ต้องโดน ถ้าใครชอบสับปะรดฉ่ำๆ ต้องชอบสับปะรดโอกินาวาแน่ บอกเลยอร่อยมาก กินแล้วสดชื่น ปิดมื้ออาหารนี้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ นี่เรามาตั้งแต่ฟ้าสว่างจนตอนนี้เริ่มโพล้เพล้แล้ว ยิ่งเย็นคิวก็เริ่มเยอะ ทะลุออกไปถึงข้างนอกร้านเลย ไหนๆ ก็มาแล้วขอเดินเล่นที่หมู่บ้านอเมริกันอีกครั้ง ไปหาของหวานล้างปากตบท้ายกันซะหน่อย ไอศกรีม Blue Seal เป็นไง? ไปลองกันเลยดีกว่า

บูรูซี รุ คิมิ โนะ ฮปเปน เพลงแนว J-pop ทำนองติดหู เป็นเพลงโปรโมทไอศกรีม Blue Seal ที่เราเจอบน Youtube โดยบังเอิญตอนหาข้อมูลเกี่ยวกับโอกินาวา มิวสิควิดีโอโปรโมทสถานที่เที่ยว อาหาร ของดีโอกินาวา โดยมีไอดอลสาวน้อยโอกินาวาหน้าตาน่ารักสดใสร้องและเต้น เล่าเรื่องราวของโอกินาวาผ่านบทเพลงอย่างมีเอกลักษณ์ นับว่าเป็นการโปรโมทที่ลงทุนใส่ไอเดียและความคิดสร้างสรรค์ เพราะหลายเพลงผสมผสานเสียงดนตรีพื้นเมือง ทั้งท่าเต้นที่สื่อความหมาย รวมถึงการออกแบบเสื้อผ้าที่อิงกับสิ่งที่จะโปรโมท ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่คิดเยอะเสมอ ทำอะไรทั้งทีถ้าไม่ใส่ใจรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ คงไม่ใช่ญี่ปุ่น

“Born in America, Raised in Okinawa.” จากบริษัทนมโฟร์โมสต์ แบรนด์นมสัญชาติอเมริกัน กลายมาเป็น Blue Seal แบรนด์ไอศกรีมท้องถิ่นที่โด่งดังของโอกินาวา นมโฟร์โมสต์ได้มาตั้งโรงงานที่ฐานทัพอเมริกันตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยให้บริการผลิตภัณฑ์นมกับทหารอเมริกันโดยเฉพาะ ต่อมาได้ขยายกิจการ สร้างร้านไอศกรีม ได้เปลี่ยนชื่อจนเป็น Blue Seal ที่ไม่ว่าใครในโอกินาวาก็ต้องรู้จัก ร้าน Blue Seal ที่หมู่บ้านอเมริกันเป็นสาขาที่สอง ส่วนสาขาแรกอยู่ที่เมือง Urasoe ไอศกรีมมีรสชาติให้เลือกเยอะมาก จะกินแบบโคน ถ้วย หรือจะเลือกเป็นโฟลตก็มี เราลองรสชาติท้องถิ่น อย่าง Sugar Cane อร่อยเลยแหละ แต่เสียดายละลายเร็วไปหน่อย พื้นถนนเลยได้กินไปด้วย

กินครบทั้งคาวและหวาน ถึงเวลาของการช็อปปิ้ง ขับรถมาที่ถนน Kokusai Dori ในตัวเมืองนะฮะ รอบๆ มีที่จอดรถแบบเสียเงินอยู่หลายจุด สำหรับที่จอดรถครั้งนี้เป็นแบบที่เราต้องเอารถเข้าไปจอดก่อน จากนั้นไปเลือกหมายเลขซองจอดรถตรงตู้หยอดเหรียญ ตัวเหล็กที่ล็อกล้อก็จะเด้งขึ้นมา พอจ่ายเงินเรียบร้อยตัวล็อกก็จะเด้งลง และต้องรีบออกด้วยนะ เพราะเหมือนมีเวลาแจ้งไว้ว่าต้องออกภายในเวลากี่นาที ไม่งั้นเหล็กจะเด้งขึ้นมา เรามาถึงก็เกือบ 3 ทุ่มแล้ว ร้านค้าเริ่มทยอยปิด จึงได้แค่เดินสำรวจนิดหน่อย เหลือแต่ร้านดองกี้ขนาดใหญ่ ที่สามารถช็อปปิ้งได้ทั้งคืน เพราะเขาเปิด 24 ชั่วโมง ช็อปปิ้งพอให้หายคันไม้คันมือ เหลือเงินเอาไว้วันพรุ่งนี้ ที่เราสามารถเดินเล่น Kokusai Dori ได้อีกวันอย่างไม่รีบร้อน

ร่มใจ วัดกุฎีดาว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/575406

  • วันที่ 30 ธ.ค. 2561 เวลา 10:10 น.

ร่มใจ วัดกุฎีดาว

โดย สืบสิน ภาพ : มลฑณา ถนัดค้า

สวัสดีปีใหม่ครับคุณผู้อ่านทุกท่าน หากยังไม่มีโปรแกรมไปเที่ยวไหน ขอแนะนำว่าให้มาเที่ยวที่นี่ครับ จ.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งนอกจากใช้เวลาในการเดินทางไม่มากแล้ว ยังอิ่มบุญ ร่มใจมากทีเดียวครับ เพราะนอกจากพระนครศรีอยุธยาจะเป็นเมืองเก่าอันทรงคุณค่าแล้ว ยังเป็นที่ตั้งของวัดอยู่มากมายอันเกิดมาจากแรงศรัทธาและความเชื่อของคนในสมัยนั้น เมื่อเดินเข้าชมวัดหนึ่ง เดินอีกไม่ไกลก็สามารถเดินชมวัดอื่นๆ ต่อไปได้เลย

รวมไปถึงวัดอันเป็นโบราณสถานที่มีเรื่องราวอันยิ่งใหญ่และทิ้งร่องรอยความงดงามเอาไว้ให้เชยชม อย่างน้อยก็ทำให้จิตใจที่ฟุ้งซ่านสามารถสงบและร่มเย็นเมื่อได้เข้าไปสัมผัส

วัดกุฎีดาวเป็นอีกวัดหนึ่งที่อยู่บนถนนนอกเกาะเมืองอยุธยาทางทิศตะวันออก ติดกับทางเข้าวัดประดู่ทรงธรรม วัดจักรวรรดิราชาวาสวรมหาวิหาร และวัดมเหยงคณ์ ซึ่งแวดล้อมไปด้วยหมู่บ้านประชาชนใกล้เคียง ซึ่งวัดนี้นอกจากจะดูยิ่งใหญ่และสวยงามแล้ว ยังมีเรื่องเล่าว่าเป็นวัดที่มีสมบัติฝังเอาไว้มากมาย อันเป็นที่มาของเรื่องเล่าขานปู่โสมเฝ้าทรัพย์

วัดกุฎีดาวเป็นวัดที่อยู่ทางด้านตะวันออกของแม่น้ำป่าสัก ที่เชื่อว่าบริเวณนี้เป็นที่ตั้งของแผ่นดินอโยธยาและชุมชนเมืองโบราณ ซึ่งมีมาก่อนการสร้างกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี และบริเวณนี้ยังคงเต็มไปด้วยซากอาคารและเจดีย์ของวัดสมัยอยุธยา ซึ่งโบราณสถานของวัดกุฎีดาวนั้นมีสภาพที่ค่อนข้างสมบูรณ์และสวยงามแห่งหนึ่งของกรุงศรีอยุธยาที่ปรากฏให้เห็นในปัจจุบัน

วัดกุฎีดาวไม่ได้ปรากฏหลักฐานทางประวัติการสร้างที่ชัดเจน แต่จากที่ถูกกล่าวถึงในพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาว่าได้รับการบูรณะครั้งใหญ่เมื่อปี 2254 ในสมัยของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ โดยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งพระมหาอุปราชเป็นผู้สร้าง สันนิษฐานทางโบราณคดีว่าวัดนี้สร้างราวๆ สมัยอยุธยาตอนต้นและถูกทิ้งร้างเมื่อเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 พ.ศ. 2310

พระอารามของวัดนี้มีกำแพงล้อมรอบทั้งหมด มีเจดีย์ทรงระฆังเป็นเจดีย์ประธาน ภายในพระวิหารขนาดใหญ่เป็นความงามของสมัยอยุธยาตอนปลาย คือที่ฐานอาคารกลางพระวิหารนิยมทำให้แอ่นอ่อนช้อยคล้ายท้องเรือสำเภา เสาทรงกลมเรียงขนานกันที่หัวเสาเป็นรูปดอกบัวมีความโอ่โถง สง่างาม ด้านหน้ามีองค์พระตั้งเป็นประธานให้สักการะ

ทิศเหนือของเจดีย์ประธานนอกกำแพงมีพระตำหนักกำมะเลียนเป็นอาคาร 2 ชั้นสี่เหลี่ยมผืนผ้า สันนิษฐานว่าเมื่อครั้งสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศบูรณะปฏิสังขรณ์พระอารามแห่งนี้ พระองค์ทรงใช้เป็นที่ประทับและว่าการในการสร้างวัดสามารถขึ้นไปดูจากด้านบนได้

หากสังเกตที่รอบกำแพงด้านล่างจะเป็นประตูเล็กๆ เชื่อกันว่าใช้เป็นทางออกเมื่อเกิดเหตุไม่คาดคิด ตอนนี้ทางกรมศิลปากรได้ปิดทางแล้วเพื่อความปลอดภัยในการดูแล

วัดกุฎีดาวเป็นวัดหนึ่งที่มีความสำคัญมาก่อนกรุงศรีอยุธยาและได้รับการบูรณะปฏิสังขรณ์เรื่อยมา แสดงถึงความสำคัญของวัดด้วยมีความโอ่โถงและมีความงดงามวิจิตรอ่อนช้อย เป็นสถาปัตยกรรมที่แสดงถึงฝีมือช่างคนไทยในอดีตที่มีความประณีตให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาศาสตร์แขนงต่างๆ ต่อไป

หลายๆ คนคงอาจเคยได้ยินคำว่า“ปู่โสมเฝ้าทรัพย์” กันมาแล้ว ไม่ว่าจะในภาพยนตร์ ละคร หนังสือ หรือเรื่องเล่าที่สืบต่อกันมา และเรื่องนี้เป็นเรื่องเล่าที่เกิดขึ้นจริงในอดีตเกี่ยวกับลายแทงสมบัติอันบ่งบอกจุดที่ซ่อนของขุมทรัพย์มากมาย ภายในอาณาบริเวณอาณาจักรกรุงศรีอยุธยา ลายแทงนั้นบอกว่าพระนครศรีอยุธยามีสมบัติโบราณถูกฝังเอาไว้ถึง 303 แห่ง โดยเฉพาะที่ “วัดกุฎีดาว” มีขุมทรัพย์ฝังอยู่ถึง 16 แห่ง ลายแทงขุมทรัพย์มีค่ามหาศาลนี้ ผู้ที่ได้ครอบครองไว้เป็นเจ้านายระดับพระองค์เจ้าพระองค์หนึ่ง การได้มาของลายแทงนี้ไม่ทราบชัดว่าท่านได้มาอย่างไร

จึงได้ทำเรื่องเสนอต่อกรมศิลปากรขออนุมัติดำเนินการขุดค้นหาขุมทรัพย์ดังกล่าว โดยขอแบ่งทรัพย์ที่ขุดขึ้นได้เพียง 10% และอีก 90% จะมอบให้เป็นสิทธิของกรมศิลปากร เมื่อกรมศิลปากรอนุมัติท่านจึงเริ่มดำเนินการขุดค้นที่วัดกุฎีดาวเป็นแห่งแรกในปี 2503 น่าประหลาดที่การขุดสมบัติที่วัดกุฎีดาว เมื่อขุดลงไปตรงจุดที่ลายแทงระบุว่ามีสมบัติซ่อนอยู่กลับไม่พบสิ่งใดเลยแม้แต่ชิ้นเดียว

การขุดค้นหาสมบัติโบราณที่วัดกุฎีดาวในครั้งนั้น นอกจากจะพบความผิดหวังแล้ว พระองค์เจ้าฯ และพระสหายยังพบกับเหตุการณ์อัศจรรย์ที่น่ากลัวอีกหลายอย่าง นั่นก็คือท่านและพระสหายเห็นปู่โสมเฝ้าทรัพย์มาปรากฏต่อหน้าต่อตากลางวันแสกๆ เป็นร่างของนักรบไทยโบราณ ร่างใหญ่โต แต่ไร้หัว

นอกจากนี้ ภายในวังของท่านก็ยังมีเสียงคล้ายคนขุดดินตลอดเวลา เสียงนั้นดังชัดเจนได้ยินกันหลายคน เหตุการณ์น่ากลัวที่เกิดขึ้น ทำให้พระองค์ต้องเชิญอาจารย์ที่นั่งทางในเก่งๆ มาช่วยดู อาจารย์ท่านนั้นก็บอกว่าวิญญาณที่ปรากฏเป็น “ปู่โสมเฝ้าทรัพย์” เขาเป็นเจ้าของสมบัตินั้น และโกรธแค้นมากที่เจ้านายพระองค์นี้มาทำการขุดค้นสมบัติของเขา จึงมาสำแดงกายให้เห็น ทั้งยังสาปแช่งพวกที่มาขุดสมบัติของเขาทุกคน

ศิลปะชั้นเยี่ยมในซอยเอกมัย ณ มูลนิธิจักรพันธุ์ โปษยกฤต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/575375

  • วันที่ 29 ธ.ค. 2561 เวลา 16:51 น.

ศิลปะชั้นเยี่ยมในซอยเอกมัย ณ มูลนิธิจักรพันธุ์ โปษยกฤต

เรื่อง : วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ : วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

ในแวดวงคนรักศิลปะศิลปิน อาจทราบดีอยู่แล้วว่า ในซอยเอกมัย ย่านสุขุมวิท เข้าไปไม่ไกลนัก เป็นบ้านพักและที่ตั้งของมูลนิธิจักรพันธุ์ โปษยกฤต ศิลปินแห่งชาติ

หากจะรู้หรือไม่ว่า เมื่อไม่นานมานี้ ท่านอาจารย์ยังได้เปิดบริเวณส่วนหนึ่งของมูลนิธิฯ สำหรับใช้เป็นพื้นที่จัดนิทรรศการหมุนเวียน โดยเมื่อ 16 ส.ค.ที่ผ่านมา มีการเปิดนิทรรศการเดี่ยวครั้งแรก ตามไปดูกันดีกว่า

“จักรพันธุ์ โปษยกฤต นิทรรศการ” นิทรรศการหมุนเวียนที่จะรวบรวมผลงานศิลปกรรมอันทรงคุณค่าฝีมือ โดยได้มีการปรับพื้นที่ซ้อมหุ่นกระบอก ณ มูลนิธิจักรพันธุ์ โปษยกฤต เพื่อจัดแสดงผลงานศิลปกรรมให้ประชาชนทั่วไปได้ชม ทั้งนี้ เป็นนิทรรศการเดี่ยวที่จัดขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 15 ปี

วัลลภิศร์ สดประเสริฐ ศิษย์เอก เล่าว่า นิทรรศการเดี่ยว จะนำแสดงผลงานชิ้นเอกหรือมาสเตอร์พีซฝีมืออาจารย์จักรพันธุ์ เช่น ภาพจิตรกรรมสีน้ำมันพระแม่คงคา (ปี 2553) หุ่นกระบอกชุดสามก๊ก ตอนโจโฉแตกทัพเรือ (ปี 2532) และผลงานหุ่นกระบอกล่าสุดชุดตะเลงพ่าย รวมถึงประติมากรรมต้นแบบทศกัณฐ์จากเรื่องรามเกียรติ์ งานประณีตศิลป์และผลงานต้นแบบหรือแบบร่างอื่นๆ

“ทุกชิ้นที่นำมาจัดแสดง หาชมยาก อย่างรูปจิตรกรรมไทยรูปแรกของอาจารย์จักรพันธุ์ ที่ได้เขียนขึ้นในชั้นเรียนสมัยเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยศิลปากร รูปนางมโนราห์ที่ถูกคล้องบ่วงของพรานบุญ อาจารย์ผู้สอนเมื่อเห็นแล้วกล่าวทักว่า ‘จักรพันธุ์ชอบจิตรกรรมไทยหรือ อย่าทิ้งงานจิตรกรรมไทยนะ’ งานชิ้นนั้นก็นำมาจัดแสดงไว้ด้วย”

ทั้งนี้ ผลงานของอาจารย์จักรพันธุ์จะจัดแสดงหมุนเวียน สลับสับเปลี่ยนทุก 4 เดือน เพื่อธำรงเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมและสืบทอดความรู้ให้แก่เยาวชนและผู้สนใจ ที่จะได้รับประโยชน์จากการศึกษาผลงานบรมครู ศิลปินแห่งชาติ มูลนิธิฯ อยู่ระหว่างจัดแสดงนิทรรศการเดี่ยวรอบแรกถึงสิ้นปี 2561 และเตรียมพบกับนิทรรศการรอบต่อไปในต้นปี 2562

นิทรรศการฯ เป็นไปตามเจตนารมณ์ที่มุ่งให้เห็นแนวดำเนินของครูบาอาจารย์ว่า ทำงานอย่างไร เริ่มอย่างไร หรือมีแนวทางการผลิตสร้างงานอย่างไร? ท่านจบคณะจิตรกรรมและประติมากรรมปี 2510 จากนั้นเป็นครูพิเศษสอนวิชาวิจัยศิลปะไทย คณะมัณฑนศิลป์ที่มหาวิทยาลัยศิลปากร ก่อนสอบเป็นช่างเขียนซ่อมจิตรกรรมฝาผนังรอบระเบียงวัดพระแก้ว ตลอดชีวิตอุทิศตัวให้การทำงานศิลปะและศาสนา

ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) ยังเป็นผู้สืบสานมรดกศิลปวัฒนธรรมไทยแห่งแผ่นดินกรุงรัตนโกสินทร์ ด้วยอัตลักษณ์การถ่ายทอดผลงาน ทั้งด้านจิตรกรรมร่วมสมัย จิตรกรรมไทยประเพณี ประติมากรรม และผลงานหุ่นกระบอกที่ผสานด้วยประณีตศิลป์ นาฏดุริยางคศิลป์ที่ทรงคุณค่า เหมือนเย็นย่ำที่พระอาทิตย์คงยังส่องแสงฉาย ปัจจุบันอาจารย์พูดไม่สะดวก เดินเองไม่ได้ จากภาวะเส้นเลือดในสมองตีบ กำลังใจดีเยี่ยม เพียงสุขภาพร่างกายเคลื่อนไหวไม่ถนัด ทุกวันนี้ใช้มือซ้ายวาดภาพ

เรียนรู้งานครูบาอาจารย์ เชิญได้ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 13.00-16.30 น. ที่ 49/1 ถนนสุขุมวิท 63 (ซอยเอกมัย) เขตวัฒนา กรุงเทพฯ (โทร.02-392-7754, 08-7332-5467)

ลงรถไฟฟ้าบีทีเอส สถานีเอกมัย แล้วเดินเข้าไปได้ไม่ไกลมาก ถ้าแข้งขาไม่ดี ก็ใช้บริการวินมอเตอร์ไซค์หน้าปากซอย บอก “บ้านอาจารย์จักรพันธุ์” คำเดียว รับรองถึงเลย! 

ความสุขของนักเดินทาง อยาก‘ลาออกตลอดชีวิต’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/575349

  • วันที่ 29 ธ.ค. 2561 เวลา 11:50 น.

ความสุขของนักเดินทาง อยาก‘ลาออกตลอดชีวิต’

เรื่อง : รอนแรม ภาพ : ลาออกตลอดชีวิต

เมื่อทริปแอฟริกาทำให้เธอเจอเรื่องตื่นเต้นจนเก็บไว้คนเดียวไม่ไหว การเปิดเพจเฟซบุ๊กจึงเป็นพื้นที่ระบายจนกลายเป็นเพจหลักหมื่น ลาออกตลอดชีวิต : Forever Resigned

“แพร” ณัชชา โชติเทวัญ เจ้าของเพจเล่าว่า เมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา เธอและเพื่อนได้เดินทางไปมาดากัสการ์และเคนยา ซึ่งนอกจากประสบการณ์การเดินทาง ยังมีเรื่องน่าระทึกให้จดจำทั้งเหตุการณ์ต้นไม้ล้มทับรถที่เธอนั่ง (แต่โชคดีเธอไม่ได้อยู่บนรถ)

อาการแพ้ยาอย่างหนักหรือการพบปะผู้คนหลายรูปแบบที่ทำให้เธอเข้าใจโลกมากขึ้น เธอจึงตัดสินใจเปิดเพจเพื่อบันทึกเรื่องราวเหล่านั้นไว้เป็นเครื่องเตือนความทรงจำ และหวังว่าจะเป็นประโยชน์ให้คนอื่นด้วย

“เพื่อนๆ แพรชอบพูดว่า ถ้าเที่ยวเยอะขนาดนี้ ลาออกเลยดีไหม เพราะเวลาแพรไปเที่ยว ชอบไปนาน อย่างทริปล่าสุดที่ผ่านมาแพรก็ไปอเมริกามาหนึ่งเดือน ซึ่งโชคดีที่แพรทำงานเป็นออนไลน์มาร์เก็ตติ้งเลยสามารถทำงานที่ไหนก็ได้ จึงสามารถใช้ชีวิตได้อย่างที่อยากทำคือ ไปเที่ยวได้นานๆ ด้วย และงานก็ไม่เสียด้วย”

เธอกล่าวด้วยว่า แม้ทริปแอฟริกาจะดูโหดและลุยตามคาแรกเตอร์ของประเทศ แต่สไตล์โดยทั่วไป เธอชอบพักโรงแรมระดับ 4 ดาวขึ้นไปถึงพูลวิลล่า ชอบเข้าร้านอาหารไฟน์ไดนิ่ง เน้นพักผ่อน และหาจุดถ่ายรูปให้สาวๆ ตามไปแชะภาพ

“ภาษาที่ใช้ในเพจ แพรจะชอบเล่าเป็นภาษาพูด ซึ่งสิ่งที่เล่าแพรจะไปหาข้อมูลของสถานที่แห่งนั้นมาเล่าด้วยว่า มีความเป็นมายังไง มีอะไรสำคัญที่เราควรรู้บ้าง และพ่วงไปกับประสบการณ์จริงที่แพรเจอมา อย่างข้อควรระวัง การเตรียมตัว การเตรียมใจ และข้อมูลในพื้นที่ที่ยังมีไม่มากในอินเทอร์เน็ต ก็จะเป็นประโยชน์ให้กับคนที่อยากรู้ อยากไป หรือยังลังเลว่าจะไปดีไหม จะได้ตัดสินใจไปเร็วขึ้น”

นอกจากนี้ นักเดินทางสาวยังมองว่าการเดินทางช่วยให้โลกของเธอกว้างขึ้น และทำให้เธอรู้ว่าแท้จริงแล้วเธอเป็นใคร

“การเดินทางทำให้ได้ค้นพบตัวเอง เพราะแพรเชื่อว่าเวลาเราไปต่างประเทศไม่มีใครรู้จักเราเลย ดังนั้นมันจึงไม่มีกรอบทางสังคมมากำหนดว่าเราต้องเป็นใคร ทำให้เราเป็นตัวเองได้อย่างเต็มที่ ขณะเดียวกันยังทำให้เราเปิดรับมากขึ้น เปิดกว้างที่จะเรียนรู้วัฒนธรรมใหม่ และกล้าคุยกับคนแปลกหน้าที่พูดกันคนละภาษา ซึ่งแพรคิดว่า นี่แหละคือกำไรของการเดินทาง นอกเหนือจากวิวสวยๆ และภาพสวยๆ ที่เราได้มาแล้ว”

แพรกล่าวทิ้งท้ายว่า อันดับแรกทุกคนต้องตอบตัวเองให้ได้ว่าความสุขของคุณคืออะไร? เพราะการท่องเที่ยวอาจไม่ใช่ความสุขของทุกคน และเมื่อค้นพบแล้วก็ต้องรักษาสมดุล นั่นคือถ่วงดุลการทำงานและการแสวงหาความสุข เพื่อใช้ชีวิตให้มีความสุขและประสบความสำเร็จไปพร้อมกัน 

เมืองโอ่ง เมืองอาร์ต ‘ราชบุรี’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/575347

  • วันที่ 29 ธ.ค. 2561 เวลา 11:45 น.

เมืองโอ่ง เมืองอาร์ต ‘ราชบุรี’

เรื่อง/ภาพ : กาญจน์ อายุ

ระยะทางไม่ใกล้ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ เป็นข้อดีที่จะไปเที่ยวราชบุรี จังหวัดที่คนคิดออกว่าสวนผึ้งหน้าตาเป็นอย่างไร? แต่ไม่ทราบว่าตัวเมืองราชบุรีมีอะไรน่าดู ราชบุรีคราวนี้จึงพาไปทำความรู้จักตั้งแต่จุดกำเนิด ไปจนถึงความฮิปสเตอร์แห่งเมืองอาร์ต

ทำความรู้จักราชบุรี

ทางลัดที่จะรู้จักเมืองนั้นในเวลาอันสั้นคือ พิพิธภัณฑ์ประจำเมือง อย่างในราชบุรีมี “พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ” ประกอบด้วยอาคารสำคัญ 2 หลัง

เมื่อเดินเข้าประตูไปอาคารทางซ้ายมือเรียกว่า อาคารกองบัญชาการรัฐบาลมณฑล สร้างขึ้นสมัยรัชกาลที่ 5 ในปี 2416 สถาปัตยกรรมเป็นแบบก่ออิฐถือปูน 2 ชั้น หลังคามุงกระเบื้องว่าว ด้านหน้าเป็นมุก ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมที่นิยมมากในสมัยรัชกาลที่ 5-6

แต่เดิมสร้างเพื่อเป็นที่พักของสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) เมื่อคราที่ท่านเป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน โดยในปีเดียวกันรัชกาลที่ 5 เสด็จพระราชดำเนินมาที่จวนหลังนี้เพื่อพระราชทานพระสุพรรณบัฏและเครื่องยศอย่างพระองค์ ประกอบด้วย เสลี่ยงงา กลด และดาบประดับพลอย

หลังจากสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์สิ้นชีพิตักษัย จวนของท่านได้กลายเป็นอาคารกองบัญชาการรัฐบาลมณฑล ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 6 ปี 2465 โปรดฯ ให้สร้างศาลาว่าการรัฐบาลมณฑลในบริเวณเดียวกัน

จนในสมัยรัชกาลที่ 7 เกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากมณฑลเทศาภิบาลเป็นการบริหารปกครองส่วนท้องถิ่น จึงเปลี่ยนศาลาว่าการรัฐบาลมณฑลเป็นศาลากลางจังหวัดราชบุรีในเวลาต่อมา ซึ่งก็คืออาคารที่ตั้งอยู่ตรงกลาง ตรงประตูทางเข้านั่นเอง

ปี 2524 มีการย้ายศาลากลางจังหวัดไปที่แห่งใหม่ อาคารหลังนี้จึงทรุดโทรมลงไป ทางกรมศิลปากรจึงเข้ามาบูรณะซ่อมแซม เปิดเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ราชบุรี และอาคารทั้งสองหลังยังได้ถูกขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานแล้วเรียบร้อย

“ที่นี่ถูกจัดเป็นพิพิธภัณฑ์เมือง ใครที่ไม่เคยมาราชบุรีจะรู้จักราชบุรีทุกแง่มุมที่นี่ ตั้งแต่ยุคประวัติศาสตร์ที่พบความรุ่งเรืองอยู่ที่เมืองโบราณคูบัวในสมัยทวารวดี ต่อเนื่องขึ้นมาในยุคอารยธรรมเขมร สุโขทัย อยุธยา กรุงธนบุรี และรัตนโกสินทร์ โดยถูกจัดแสดงใน 12 ห้อง” เจ้าหน้าที่จากกรมศิลปากร กล่าว

เจ้าหน้าที่นำเดินชมนิทรรศการในศาลากลางจังหวัดหลังเก่า เริ่มต้นจากห้องแรกว่าด้วยเรื่องดิน หิน แร่ในจังหวัด พบว่า ลักษณะหินที่พบส่วนใหญ่คือ หินปูน เช่น เขางู ที่มีการให้สัมปทานระเบิดหินเพื่อนำหินปูนไปใช้เป็นซีเมนต์ในการก่อสร้าง จนไปพบว่าบริเวณเขางูมีโบราณวัตถุเป็นภาพแกะสลักโบราณสมัยทวารวดีอยู่ภายในถ้ำ จึงมีการยกเลิกสัมปทานและอนุรักษ์บริเวณนั้นไว้

ส่วนดินราชบุรีก็มีความสำคัญ เพราะเป็นสิ่งที่ทำให้แต่ละจังหวัดรู้จักเครื่องปั้นดินเผาของจังหวัด นั่นคือ โอ่งมังกร เนื่องจากมีการพบดินที่มีความละเอียดเหมาะแก่การทำเครื่องปั้นดินเผาเรียกว่า ดินมันปู สีออกแดงเหมือนมันปู เมื่อนำไปเผาจะมีความแกร่ง พอใส่น้ำแล้วเย็นชื่นใจ

เจ้าหน้าที่นำชมกล่าวต่อว่า ราชบุรีเป็นเมืองที่มีอายุตั้งแต่ยุคหินกลาง ประมาณ 1 หมื่น-5,000 ปี จากนั้นในยุคประวัติศาสตร์มีการพบเจดีย์มากกว่า 60 แห่งในเมืองโบราณคูบัว ยุคสมัยทวารวดีตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 11-15 โดยอิฐที่ใช้ในการสร้างฐานเจดีย์มีลักษณะเป็นอิฐก้อนใหญ่ เผาแบบหยาบ ด้านบนฐานมีรูปปูนปั้นคนแคระแบกตามคติความเชื่อโบราณว่า คนแคระเป็นผู้ค้ำจุนศาสนา

“เรื่องราวทางประวัติศาสตร์ในยุคสมัยทวารวดีที่เมืองโบราณคูบัวทำให้เรารู้ว่า คนในยุคนั้นนิยมรับประทานข้าวเหนียว ทราบได้จากแกลบที่นำมาผสมปั้นอิฐจะเป็นข้าวเมล็ดใหญ่กว่าข้าวเจ้า ซึ่งนั่นก็คือ ข้าวเหนียว กลายเป็นเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่เราได้เรียนรู้จากโบราณสถาน”

ห้องถัดมาจัดแสดงเศียรพระพุทธรูปสมัยทวารวดี มีเอกลักษณ์เฉพาะคือ พระเกศา (ผม) ขมวดเป็นปมใหญ่ พระนลาฏ (หน้าผาก) กว้าง พระขนง (คิ้ว) หนานูนจรดติดกันเป็นรูปปีกกา พระเนตร (ตา) โปนเหลือบต่ำ พระนาสิก (จมูก) ใหญ่ พระโอษฐ์ (ปาก) หนา และพระกรรณ (หู) ยาว ในห้องเดียวกันยังมีพระบรมสารีริกธาตุในผอบทองคำ ที่พบในเจดีย์หมายเลข 1 เมืองโบราณคูบัว

จากนั้นเมื่อวัฒนธรรมทวารวดีเริ่มเสื่อมลงก็ทำให้วัฒนธรรมเขมรเข้มแข็งขึ้น นำไปสู่ห้องราชบุรีในวัฒนธรรมเขมร ยุคสมัยนี้มีการย้ายเมืองจากเมืองโบราณคูบัวไปสร้างเมืองใหม่ที่วัดมหาธาตุ ชื่อเมือง ชยราชบุรี ต่อมาถูกพัฒนาเป็นเมืองราชบุรีในปัจจุบัน

ภายในห้องนิทรรศการมีโบราณวัตถุสำคัญคือ พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรเปล่งรัศมี พบที่จอมปราสาทเมืองโบราณโกสินารายณ์ และเป็น 1 ใน 5 องค์ที่พบในดินแดนไทย

ระหว่างเดินจากห้องหนึ่งสู่อีกห้อง เจ้าหน้าที่อธิบายต่อเนื่องว่า ราชบุรีมี 8 กลุ่มชาติพันธุ์ เริ่มตั้งแต่ชาวไทยจีนอาศัยอยู่แถบดำเนินสะดวก ไทยทรงดำหรือลาวโซ่ง ไทยพื้นถิ่น ไทยมอญทางแถบโพธาราม ไทยวนที่มีความชำนาญในการทอผ้าตีนจกอาศัยอยู่แถบคูบัว ไทยกะเหรี่ยงอยู่ทางแถบสวนผึ้ง ไทยลาวเวียงหรือลาวตี้ และไทยเขมรลาวเดิม จึงกล่าวได้ว่าราชบุรีมีความหลากหลายทางวัฒนธรรม

จากนั้นในห้องเกือบสุดท้ายได้จัดแสดงเรื่องโอ่งมังกร กำเนิดโอ่งมังกรเริ่มมาตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 มีชาวจีนอพยพมาตั้งถิ่นฐานที่กรุงเทพฯ และสร้างโรงงานทำเครื่องปั้นดินเผาขึ้น คนหนึ่งชื่อ ซ่งฮง แซ่เตีย และอีกคนชื่อ จือเหม็ง แซ่อึ้ง ทั้งสองคนมาพักผ่อนที่ราชบุรีแล้วได้พบกับดินสีแดงกลางทุ่งนา เมื่อสัมผัสดูก็คิดว่าดินชนิดนี้น่าจะไปทำเครื่องปั้นดินเผาได้จึงนำกลับไปลองทำเครื่องปั้นดินเผาที่กรุงเทพฯ พบว่าได้ผลดี จึงกลับมาสร้างโรงงานที่ราชบุรี

ตอนแรกทำเป็นไห จากนั้นได้พัฒนาเป็นโอ่ง โดยเริ่มแรกเป็นโอ่งที่ไม่มีลวดลาย ต่อมาได้แกะสลักลวดลายลงไม้แล้วกดประทับบนโอ่ง ทว่าก็ยุ่งยากและใช้เวลานานเกินไปจึงเปลี่ยนเป็นใช้ดินขาววาดเป็นลวดลาย ซึ่งสำหรับชาวจีนคงไม่มีลายไหนถนัดไปกว่าลวดลายมังกร ทำให้โอ่งมังกรเถ้าฮงไถ่กลายเป็นสัญลักษณ์เมืองราชบุรี

จากรุ่นที่ 1 ตอนนี้โอ่งมังกรราชบุรีถูกสืบทอดถึงรุ่นที่ 3 คือ วศินบุรี สุพานิชวรภาชน์ ผู้ได้พัฒนารูปแบบไปเป็นเซรามิก เบญจรงค์ และเครื่องตกแต่งสวน อย่างที่เห็นด้านหน้าอาคารพิพิธภัณฑ์กับรูปปั้นหมาไอ้จุด และงานปั้นเซรามิกด้านข้างอาคารกองบัญชาการรัฐบาลมณฑล

นอกจากนี้ ซอยข้างๆ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติที่หน้าซอยระบุชื่อ “ถนนสฤษดิ์เดช” มีสตรีทอาร์ตให้แชะภาพตามประสาฮิปสเตอร์ เป็นผลงานของกลุ่มศิลปินรุ่นใหม่ชาวราชบุรี ส่วนงานของศิลปินรุ่นพี่อย่าง โลเล มีตั้งอยู่ริมแม่น้ำแม่กลอง (เดินจากถนนสฤษดิ์เดชไปได้) เป็นงานปั้นขนาดใหญ่สีขาวสะท้อนตาชื่อผลงานว่า เด็กดิน เป็นรูปปั้นเด็กผู้ชายกำลังนั่งชันเข่ามองแม่กลองอยู่เดียวดาย

หลังจากเช็กอินที่จุดศิลปะสมัยใหม่ จุดหมายต่อไปต้องลองย้อนอดีตสู่เมืองโบราณคูบัว ชื่อเมืองที่ได้ยินมาตั้งแต่ในพิพิธภัณฑ์ ซึ่งปัจจุบันยังมีวิถีชีวิตของชาวไทยวนและยังรักษาภูมิปัญญาโบราณไว้ โดยเฉพาะการทอผ้าตีนจก ที่ได้เห็นความประณีตของลายผ้าไปแล้วจากในพิพิธภัณฑ์

ตีนจกคูบัวเมืองโบราณคูบัวถือเป็นเมืองราชบุรีเก่า ก่อนเมืองถูกย้ายมาอยู่ในตำแหน่งปัจจุบันซึ่งห่างออกไปประมาณ 7 กม. ทำให้เมืองคูบัวเวลานี้กลายเป็นเมืองเก่าและร่ำรวยเสน่ห์ความโบราณ ทั้งยังเป็นถิ่นอาศัยของกลุ่มชาติพันธุ์ชาวไทยวนที่ยังรักษาขนบวัฒนธรรมเดิม

หนึ่งในวัฒนธรรมที่ถือเป็นงานศิลปะล้ำค่าคือ ลายผ้าซิ่นตีนจก ซึ่งเป็นเทคนิคการทอที่ชาวไทยยวนชำนาญ บ้านที่ได้รับรางวัลดีเด่นทางวัฒนธรรมคือ บ้านของคุณยาย ทองอยู่ กำลังหาญ ผู้สืบทอดมรดกการทอผ้าตีนจกแบบโบราณมาจากแม่

คุณยายทองอยู่เล่าว่า แม่ของเธอ ซ้อน กำลังหาญ ได้เรียนรู้การทอผ้าตีนจกจากคุณยายตั้งแต่อายุ 16 ปี แต่เมื่อมีครอบครัวจึงเว้นว่างไปจนผ้าตีนจกหายไป กระทั่งปี 2518 แม่ซ้อนได้ใส่ผ้าซิ่นตีนจกไปรับเสด็จ ในหลวง รัชกาลที่ 9 พระองค์ทรงทอดพระเนตรเห็นจึงตรัสถามว่า

“ตอนนี้ยังทำได้อีกหรือเปล่า ถ้าทำได้ให้ทำต่อไปเรื่อยๆ” จากนั้นแม่ซ้อนก็ได้กลับมาทอผ้าที่บ้านและถ่ายทอดให้ลูกสาว ซึ่งก็คือผู้หญิงวัย 88 ปีที่กำลังเล่าอยู่นี่เอง

มากไปกว่านั้นคุณยายทองอยู่ยังเป็นผู้คิดลวดลายใหม่ๆ และปรับปรุงสีสันขึ้นเอง และปรับใต้ถุนบ้านให้เป็นแหล่งเรียนรู้ของคนรุ่นใหม่มาเรียนรู้เรื่องการทอผ้าตีนจก เป็นแหล่งรวมตัวของแม่บ้านใกล้เคียงมารวมตัวกันทอผ้าตามออร์เดอร์ และเป็นจุดจำหน่ายผ้าทอมือราคาหลักร้อยไปจนถึงซิ่นตีนจกหลักหลายหมื่นบาท

เมืองโบราณคูบัวจึงเป็นแหล่งศิลปะอีกรูปแบบที่พ่วงเนื้อหาของวัฒนธรรมและวิถีชีวิตท้องถิ่นเข้าไป

ราชบุรีคราวนี้ยังไม่เห็นแกะสักตัว เห็นก็แต่แก๊งไอ้จุดที่เรียกแขกให้เดินเข้าไปรู้จักเมืองราชบุรีตั้งแต่จุดกำเนิด ซึ่งเชื่อว่า การท่องเที่ยวที่เริ่มต้นจากพิพิธภัณฑ์เมืองจะทำให้เห็นและทราบทุกเรื่อง และคราวนี้ไม่ว่าจะไปเมืองโบราณคูบัวหรือเมืองท่องเที่ยวอย่างสวนผึ้ง ก็จะสนุก ลึกซึ้ง และเปลี่ยนมุมมองเดิมๆ ที่เคยเห็นแค่ด้านเดียว 

Super Black Iced Coco

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/575241

  • วันที่ 28 ธ.ค. 2561 เวลา 15:30 น.

Super Black Iced Coco

เรื่อง สีวลี ตรีวิศวเวทย์ ภาพ Cookool Studio

ฉบับสุดท้ายส่งท้ายปีนี้ผู้เขียนขอนำเสนอแนวคิดการดื่มในรูปแบบใหม่ ที่ต้องยอมรับว่าเรียนรู้มาจากคนรุ่นลูกอีกทีหนึ่ง ตอนนี้ไอเดียเครื่องดื่มต้องยอมรับว่ามาไกลแถมยังแพงขึ้นเรื่อยๆ ยกตัวอย่างที่บ้านของผู้เขียนจะรับประทานกาแฟยี่ห้อดังที่หนึ่ง ต้องขอร้องว่าอย่าบ่อยไป เพราะลูกหลายคน รับประทานเครื่องดื่มครั้งหนึ่งเฉียดๆ พันบาท ตอนนี้กลายเป็นว่าราคาของชาไข่มุกหรือเครื่องดื่มสมัยใหม่บางร้านราคาสูสีกับกาแฟของนอก

สังเกตสังกาวิธีการพบว่าร้านสวยๆ มีมุมถ่ายภาพหรือมีสไตล์นั้นมีชัยไปกว่าครึ่งที่จะดึงเอาลูกค้าเข้าร้าน ตามมาด้วยเมนูเครื่องดื่มเก๋ แก้วเท่ๆ ยิ่งมีภาษีดีกว่าร้านธรรมดาบ้านๆ ที่เราๆ ป้าๆ คุ้นเคย ยิ่งถ้ามี “Movement” ของเครื่องดื่ม เช่น มีการไหล การเปลี่ยนสี การได้ให้ลูกค้าผสมเครื่องดื่มง่ายๆ ที่โต๊ะเองรับรองว่าแจ่ม กลายเป็นเป้าหมายสำคัญที่เหล่าฮิปสเตอร์จะเข้ามาเป็นผู้เช็กอินให้ช่วยกระจายโฆษณาให้กับร้านอีกทางหนึ่ง

นอกจากกระแสชาไข่มุกจะดังแล้วยังช่วยดันให้เครื่องดื่มอื่นๆ ทยอยเปิดตัวขึ้นมาสู่โลกแห่งการดื่มเพื่อโซเชียลมีเดียอีกหลายตัว หนึ่งในนั้นที่ลูกๆ ของผู้เขียนฮิตกันมากคือเครื่องดื่มกลุ่ม “นมเหนียว” คล้ายๆ กับนมข้นหวานผสมกับนมผงแล้วแต่งกลิ่นสีด้วยชาบ้าง นมชมพูบ้าง ผงโกโก้มอลต์แบบไมโลโอวัลตินบ้าง เป็นนมหนืดๆ อยู่ส่วนบนของนมจืดและน้ำแข็งผู้ดื่มมีหน้าที่ค่อยๆ คนผสมนมหนืดๆ ด้านบนให้เข้ากับนมจืดด้านล่าง ตอนแรกที่เห็นเครื่องดื่มนมหนืดครั้งแรกถึงกับงุนงงไป จนได้ชิมพร้อมกับวัยรุ่นที่บ้าน จึงเข้าใจว่ากินไปด้วย คนไปด้วยเป็นวิถีใหม่ที่วัยรุ่นเขาชอบกัน ถือเป็นทางเลือกใหม่แบบไม่มีสูตรสำเร็จ อะไรที่เสร็จ 100% แล้วไม่มีส่วนร่วม ถือว่าไม่ใช่ทางสมัยนิยมของคนยุคนี้

หนึ่งในเครื่องดื่มที่ชอบกันมากที่สุดรองๆ มาจากชาไข่มุก ชอบกันจนต้องกลับมาทำเองที่บ้านจนกลายเป็นที่มาของสูตรในฉบับนี้ คือ โกโก้นมสด แบบที่โกโก้หนืดค่อยๆ ย้อยลงมาในแก้ว ต้องใช้ช้อน ไม้ก้านแข็ง หรือหลอดหนาๆ ในการช่วยคนให้โกโก้หนืดสีดำสนิท ค่อยๆ เปลี่ยนนมจืดๆ ในแก้วให้ค่อยๆ มีรสโกโก้ทีละน้อยจนในที่สุด เมื่อดูดไปได้สักครึ่งแก้ว เครื่องดื่มกลายเป็นโกโก้เข้มข้นเป็นลำดับสุดท้าย เรียกว่าเป็นทางเครื่องดื่มแนวใหม่

ผู้เขียนมีหน้าที่ทดลองชิมแล้วกลับมาแกะสูตรที่บ้าน ค่อยๆ ทดลองทำจนได้ออกมาเป็นสูตรในฉบับนี้ ประกอบไปด้วยสูตรนมสดสีขาวที่มีส่วนผสมจากนมจืดแบบพาสเจอไรซ์ผสมกับนมข้นหวาน นมข้นจืดให้มีความมันและกลมกล่อม ถ้าเราทำเองที่บ้านเลือกเป็นนมข้นจืดและนมข้นหวานแท้ๆ แบบที่ไม่ใช่กลุ่มครีมเทียม จะทำให้อร่อยและปลอดภัยต่อสุขภาพมากขึ้น

สำหรับส่วนของโกโก้หนืดๆ ของเรา เล่าให้คุณผู้อ่านฟังสักหน่อยก่อนว่า ผงโกโก้นั้นมีที่มาจากเมล็ดโกโก้ เอามาบดจนละเอียดเนียนเป็นเนื้อเดียวกัน ให้คุณผู้อ่านจินตนาการถึงช็อกโกแลตแท่งๆ เนื้อเนียนๆ แต่ไม่มีรสหวานเลย จากนั้นมาสกัดเอาไขมันออกจะได้เป็นไขมันโกโก้ที่หน้าตาคล้ายไวท์ช็อกโกแลตแต่ไม่มีรสหวานเลยเช่นกัน เมื่อสกัดไขมันออกมาแล้ว ก้อนดำๆ ที่เหลือไขมันน้อยๆ ถึงเอามาบดเป็นผงละเอียด ซึ่งในที่สุดแล้วคือผงโกโก้ อันนี้เล่าให้เข้าใจง่ายๆ แต่ในทางวิทยาศาสตร์อาหารแล้วนั้น ยังมีอีกเยอะแยะในเรื่องของรายละเอียดกระบวนการ

เราจึงต้องเข้าใจธรรมชาติของผงโกโก้นิดหนึ่ง คือ มันละลายน้ำได้ยาก และถึงแม้ว่าจะเอาไขมันออกไปแล้วตัวมันจะยังมีไขมันอยู่บ้าง จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับคุณภาพของผงโกโก้ ถ้ายิ่งเหลือไขมันมากๆ แปลว่ายิ่งแพง ดังนั้นการใช้น้ำร้อนในการละลายผงโกโก้จึงทำได้ง่ายกว่าน้ำเย็น และจะว่ากันจริงๆ แล้วผงโกโก้ไม่สามารถละลายน้ำร้อนได้ 100% เราจะเห็นว่ามันจะตกตะกอนได้ อันนี้เรื่องปกติ

การทำโกโก้หนืดให้อร่อยต้องเลือกผงโกโก้ที่ดีที่สุดเท่าที่จะหาได้ เพราะไขมันในโกโก้ที่เหลืออยู่ในผงๆ นี่แหละจะใช้มันโกโก้ทั้งหนืด หอม และอร่อย แถมยังละลายน้ำได้ง่ายด้วย เพราะเราจะเริ่มจากน้ำร้อนในการละลาย ยิ่งถ้าได้ผสมกับน้ำตาลสักหน่อยก่อนเพื่อให้ผงโกโก้กระจายตัวแยกจากกันก่อนเติมน้ำร้อนจะช่วยให้โกโก้กระจายและละลายตัวได้ดีขึ้น

เครื่องดื่มโกโก้หนืดสูตรนี้ทำให้สมาชิกที่บ้านกินแล้วต่างติดใจ ยิ่งเป็นสมาชิกวัยรุ่นด้วยเพราะทันสมัย แถมเราเลือกเฟ้นโกโก้อย่างดีมาใช้ จนไปกินร้านข้างนอกแล้วคิดถึงโกโก้ที่บ้าน เพราะด้วยคุณภาพส่วนผสมมีผลกับรสชาติอย่างแท้จริง 

ตำกะเตี๋ยว มาม่าใส่ชีสที่ควรลอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/575233

  • วันที่ 28 ธ.ค. 2561 เวลา 15:30 น.

ตำกะเตี๋ยว มาม่าใส่ชีสที่ควรลอง

เรื่อง : ชายโย

ไม่มีใครรู้แน่ชัดในการริเริ่มก๋วยเตี๋ยวใส่ชีส หรือมาม่าใส่ชีส มีมาตั้งแต่เมื่อไร แต่พอใส่ไปแล้วก็ทำให้รสชาติก๋วยเตี๋ยวชามนั้นเข้มข้นขึ้นมาทันตาเห็น และอาจจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ ร้านฟู้ดทรัค อย่างตำกะเตี๋ยว ได้รับความนิยมด้วยเมนูเด่นชวนลิ้มลองอย่าง มาม่าต้มยำชีสไข่มะตูม มาม่าต้มยำชีสทูน่าไข่มะตูม และมาม่าต้มยำชีสกรรเชียงปูล้น

การบริการของร้านนี้ คุณอาจจะแปลกใจที่บนโต๊ะไม่มีเครื่องปรุง เพราะนโยบายของทางร้าน ก็คือ ปรุงรสชาติมาให้เสร็จสรรพ ขอเพียงแค่บอกว่าต้องการรสเผ็ดระดับไหน ร้านจัดให้ได้ตั้งแต่เด็กไปจนถึงเผ็ดจัด ด้วยสูตรเด็ดของทางร้านซอสซูเปอร์ต้มยำพริกเผา มีขายแยกถ้ารับประทานแล้วรู้สึกติดใจ

เมนูที่แนะนำให้ลองรับประทานเมนูแรก ก็คือ หมี่วุ้นต้มยำแห้งไข่มะตูมซิกเนเจอร์ดิชที่ราคาถูกที่สุด แต่อร่อยดีมีประโยชน์ ได้มาแล้วต้องรีบรับประทาน จัดการคลุกเคล้าทุกอย่างให้เข้ากันให้หมดทั้งเส้นหมี่วุ้น ซอสซูเปอร์ต้มยำพริกเผา หมูสับ หมูสไลซ์ ไข่มะตูม

อีกเมนูที่นิยมอย่างมาก ก็คือ มาม่าต้มยำชีสไข่มะตูม เลือกใส่ได้ทั้งหมูสับและทูน่า รสชาติจัดจ้าน ข้นมันด้วยชีส เป็นเมนูยอดนิยมที่ลูกค้าเกือบทุกคนควรสั่งมาลอง ในขณะที่เมนูเด็ดสุดและแพงสุด อย่าง มาม่าต้มยำชีสกรรเชียงปูล้น คือ เมนูระดับพรีเมียมที่ให้เนื้อปูมาเต็มชาม

แค่ได้ยินชื่อเมนูก็ชวนให้ลิ้มลอง ร้านตำกะเตี๋ยวเป็นร้านฟู้ดทรัคที่ไม่ได้ประจำอยู่ที่ใดที่หนึ่ง แต่จะหมุนเวียนไปตามสถานที่จัดงานใหญ่ๆ และตลาดนัดกลางคืนที่มีชื่อเสียงทั่วกรุงเทพฯ บางครั้งเราอาจจะได้เห็นร้านนี้ไปเปิดขายตลาดแถวบ้านก็ได้ สนใจสามารถเข้าดูตารางเปิดร้านได้ที่เพจเฟซบุ๊ก www.facebook.com/TumtiewRestaurant/