หอมกรุ่นกลิ่นควัน @บิลลีส์ สโมกเฮาส์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/575236

  • วันที่ 28 ธ.ค. 2561 เวลา 15:30 น.

หอมกรุ่นกลิ่นควัน @บิลลีส์ สโมกเฮาส์

เรื่อง ฟร็อกกี้ลิเชียส ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

หลังจากปลุกปั้น เอล โอสิโต (El Osito Unique Spanish) ร้านอาหารสเปน และ ลา มอนิตา (La Monita) ร้านอาหารเม็กซิกัน จนฮอตฮิตติดตลาดนักชิมแล้ว บิลลีส์ สโมกเฮาส์ (Billy’s Smokehouse) คือก้าวต่อมาของเชฟและเจ้าของร้าน อย่าง บิลลี่ เบาติสตา ที่หันมาชูโรงอาหารบาร์บีคิวสไตล์อเมริกัน ให้หอมกลิ่นกรุ่นควันกันไปทั่วทั้งร้าน

ย้ายร้านอาหารสไตล์ทาปาส อย่างเอล โอสิโต ขึ้นไปเป็นบาร์นั่งสบายสไตล์ชิลๆ กึ่งๆ สปีคอีซี่ที่ชั้นบน ส่วนบิลลีส์ สโมกเฮาส์ ก็ยึดพื้นที่เดิมที่ชั้นล่างที่เคยเป็นร้านอาหารสเปน เสิร์ฟเมนูบาร์บีคิวที่เชฟบิลลี่ ภูมิใจเสนอ เมนูเด็ดๆ เป็นสไตล์อเมริกันแท้ที่ได้มาจากบ้านเกิดในแคลิฟอร์เนีย เช่นเดียวกับบรรดาค็อกเทลที่สร้างสรรค์ขึ้นมาใหม่ ส่วนใหญ่ก็จะยึดเบสเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่เป็นอเมริกันด้วย

อาหารที่บิลลีส์ สโมกเฮาส์ เน้นเมนูจานใหญ่แบบแพลตเตอร์ กลุ่มเพื่อนฝูงมาสังสรรค์เฮฮาแบ่งปันกันกินได้หลายๆ อย่าง แกล้มเบียร์ ค็อกเทล หรือไวน์ ก็มีให้เลือกหลายขนาน

ชวนเพื่อนไปหลายๆ คนจะได้ช่วยกันชิม Chef’s Choice Premium Platter (สำหรับ 4 คน) ที่มีทั้งเนื้อวางุส่วนบริสเก็ต เนื้อแบล็กแองกัสช็อร์ตริบ (ยูเอสเอชอยส์เซอร์ติฟายด์) ที่เชฟบิลลี่ใช้เวลารมควันถึง 12 ชั่วโมง สำหรับเพื่อนๆ ที่ไม่รับประทานเนื้อวัว ก็ยังมีบาร์บีคิวซี่โครงหมู กับไส้กรอกที่ทำเองอยู่ในแพลตเตอร์นี้ด้วย

ทั้งหมดเสิร์ฟมาพร้อมซอสที่เป็นเอกลักษณ์ 3 อย่าง คือ ซัลซ่าแวร์เด สไตล์เม็กซิกัน รสชาติจัดจ้าน มัสตาร์ดซอส ที่อาศัยมัสตาร์ดสดๆ จากสหรัฐมาทำ ไม่ใช่มัสตาร์ดผง และแน่นอน ต้องมีซอสบาร์บีคิว สไตล์อเมริกัน สูตรของเชฟบิลลี่เอง

ในเครื่องเคียงยังมีขนมปังข้าวโพด และบัตเตอร์มิลค์ บิสกิต สูตรคุณแม่เชฟบิลลี่ รวมทั้งโคลด์สลอว์ สลัดมันฝรั่ง และสลัดข้าวโพด

ขณะที่สายเนื้อยังมีทางเลือกมากมาย ทั้งเมนูสโมก (ทำให้สุกอย่างช้าๆ) หรือเมนูกริลก็มีให้เลือก ซึ่งที่นี่ใช้เฉพาะเนื้อระดับยูเอสเอชอยส์เซอร์ติฟายด์เท่านั้น

ถ้าไม่มีใครกินเนื้อวัวเลย บิลลีส์ สโมกเฮาส์ ก็มีทางเลือก เป็นแพลตเตอร์ไก่กับหมู (Chicken and Pork Platter) รวมทั้ง สโมกซีฟู้ด อย่างปลาค็อด (เมนูปลาต้องสั่งล่วงหน้า 1 วัน) หอยแมลงภู่ ฮอกไกโด สแกลลอป ฯลฯ

สาวกอาหารจานเดียว ที่นี่มีทั้งแซนด์วิช เบอร์เกอร์ และพาสต้า ไว้คอยบริการ อย่างรูเบน แซนด์วิช (Reuben Sandwiches) แซนด์วิชสอดไส้คอร์นบีฟสไตล์อเมริกันแท้ๆ ที่ใช้เนื้อส่วนบริสเก็ต ยูเอสเอชอยส์เซอร์ติฟายด์ มาบดและหมักเอาไว้ 9 วัน ก่อนจะนำมาสโมก 4 ชั่วโมง สอดไส้ในขนมปังกับโคลด์สลอว์ตามสูตรดั้งเดิม

ใครไม่กินเนื้อแต่อยากกินรูเบน แซนด์วิช เชฟบิลลี่มีทางเลือกให้เป็นรูเบนไก่ หรือรูเบนเห็ด ซื่งรสชาติไม่แตกต่างกัน ไว้เป็นออปชั่นด้วย

สำหรับในส่วนของพาสต้า ที่นี่ใช้เส้นสดๆ ที่ทำเอง อย่างเส้น ทาเลียเตเล เส้นแองเจิลแฮร์ และราวิโอลี เมื่อมีส่วนประกอบของเนื้อสัตว์ต่างๆ ที่ผ่านการรมควันก็ทำให้ได้ความหอมแตกต่างจากพาสต้าที่อื่นๆ

บาร์บีคิวกับเบียร์เป็นของคู่กัน แต่หากใครต้องการชิมค็อกเทลที่เลื่องชื่อมาตั้งแต่ทำร้าน ลา มอนิตา ก็อย่าพลาดซิกเนเจอร์ อย่าง Gentleman Standing ที่มีส่วนผสมของเจนเทิลแมนแจ็ค เบอร์เบิ้น เบซิล น้ำสับปะรด มะนาว และน้ำตาลทรายแดง หรือจะเป็น Bourbon Mojito ที่เปลี่ยนจากเหล้ารัมมาเป็นเบอร์เบิ้น ให้ได้อารมณ์แบบอเมริกัน พร้อมด้วยส่วนผสมเดิม อย่างมะนาว มินต์ โซดา น้ำตาล

บิลลีส์ สโมกเฮาส์ อยู่ในซอยข้างอาคารมหาทุนพลาซ่า เพลินจิต เปิดบริการทุกวัน เวลา 11.30-23.00 น. (วันหยุดปีใหม่ 31 ธ.ค 2561.-1 ม.ค. 2562 นี้หยุดทำการ) โทร. 02-651-4398 

หอมกรุ่นกลิ่นควัน @บิลลีส์ สโมกเฮาส์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/575237

x

  • วันที่ 28 ธ.ค. 2561 เวลา 15:30 น.

เรื่อง ฟร็อกกี้ลิเชียส ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

หลังจากปลุกปั้น เอล โอสิโต (El Osito Unique Spanish) ร้านอาหารสเปน และ ลา มอนิตา (La Monita) ร้านอาหารเม็กซิกัน จนฮอตฮิตติดตลาดนักชิมแล้ว บิลลีส์ สโมกเฮาส์ (Billy’s Smokehouse) คือก้าวต่อมาของเชฟและเจ้าของร้าน อย่าง บิลลี่ เบาติสตา ที่หันมาชูโรงอาหารบาร์บีคิวสไตล์อเมริกัน ให้หอมกลิ่นกรุ่นควันกันไปทั่วทั้งร้าน

ย้ายร้านอาหารสไตล์ทาปาส อย่างเอล โอสิโต ขึ้นไปเป็นบาร์นั่งสบายสไตล์ชิลๆ กึ่งๆ สปีคอีซี่ที่ชั้นบน ส่วนบิลลีส์ สโมกเฮาส์ ก็ยึดพื้นที่เดิมที่ชั้นล่างที่เคยเป็นร้านอาหารสเปน เสิร์ฟเมนูบาร์บีคิวที่เชฟบิลลี่ ภูมิใจเสนอ เมนูเด็ดๆ เป็นสไตล์อเมริกันแท้ที่ได้มาจากบ้านเกิดในแคลิฟอร์เนีย เช่นเดียวกับบรรดาค็อกเทลที่สร้างสรรค์ขึ้นมาใหม่ ส่วนใหญ่ก็จะยึดเบสเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่เป็นอเมริกันด้วย

อาหารที่บิลลีส์ สโมกเฮาส์ เน้นเมนูจานใหญ่แบบแพลตเตอร์ กลุ่มเพื่อนฝูงมาสังสรรค์เฮฮาแบ่งปันกันกินได้หลายๆ อย่าง แกล้มเบียร์ ค็อกเทล หรือไวน์ ก็มีให้เลือกหลายขนาน

ชวนเพื่อนไปหลายๆ คนจะได้ช่วยกันชิม Chef’s Choice Premium Platter (สำหรับ 4 คน) ที่มีทั้งเนื้อวางุส่วนบริสเก็ต เนื้อแบล็กแองกัสช็อร์ตริบ (ยูเอสเอชอยส์เซอร์ติฟายด์) ที่เชฟบิลลี่ใช้เวลารมควันถึง 12 ชั่วโมง สำหรับเพื่อนๆ ที่ไม่รับประทานเนื้อวัว ก็ยังมีบาร์บีคิวซี่โครงหมู กับไส้กรอกที่ทำเองอยู่ในแพลตเตอร์นี้ด้วย

ทั้งหมดเสิร์ฟมาพร้อมซอสที่เป็นเอกลักษณ์ 3 อย่าง คือ ซัลซ่าแวร์เด สไตล์เม็กซิกัน รสชาติจัดจ้าน มัสตาร์ดซอส ที่อาศัยมัสตาร์ดสดๆ จากสหรัฐมาทำ ไม่ใช่มัสตาร์ดผง และแน่นอน ต้องมีซอสบาร์บีคิว สไตล์อเมริกัน สูตรของเชฟบิลลี่เอง

ในเครื่องเคียงยังมีขนมปังข้าวโพด และบัตเตอร์มิลค์ บิสกิต สูตรคุณแม่เชฟบิลลี่ รวมทั้งโคลด์สลอว์ สลัดมันฝรั่ง และสลัดข้าวโพด

ขณะที่สายเนื้อยังมีทางเลือกมากมาย ทั้งเมนูสโมก (ทำให้สุกอย่างช้าๆ) หรือเมนูกริลก็มีให้เลือก ซึ่งที่นี่ใช้เฉพาะเนื้อระดับยูเอสเอชอยส์เซอร์ติฟายด์เท่านั้น

ถ้าไม่มีใครกินเนื้อวัวเลย บิลลีส์ สโมกเฮาส์ ก็มีทางเลือก เป็นแพลตเตอร์ไก่กับหมู (Chicken and Pork Platter) รวมทั้ง สโมกซีฟู้ด อย่างปลาค็อด (เมนูปลาต้องสั่งล่วงหน้า 1 วัน) หอยแมลงภู่ ฮอกไกโด สแกลลอป ฯลฯ

สาวกอาหารจานเดียว ที่นี่มีทั้งแซนด์วิช เบอร์เกอร์ และพาสต้า ไว้คอยบริการ อย่างรูเบน แซนด์วิช (Reuben Sandwiches) แซนด์วิชสอดไส้คอร์นบีฟสไตล์อเมริกันแท้ๆ ที่ใช้เนื้อส่วนบริสเก็ต ยูเอสเอชอยส์เซอร์ติฟายด์ มาบดและหมักเอาไว้ 9 วัน ก่อนจะนำมาสโมก 4 ชั่วโมง สอดไส้ในขนมปังกับโคลด์สลอว์ตามสูตรดั้งเดิม

ใครไม่กินเนื้อแต่อยากกินรูเบน แซนด์วิช เชฟบิลลี่มีทางเลือกให้เป็นรูเบนไก่ หรือรูเบนเห็ด ซื่งรสชาติไม่แตกต่างกัน ไว้เป็นออปชั่นด้วย

สำหรับในส่วนของพาสต้า ที่นี่ใช้เส้นสดๆ ที่ทำเอง อย่างเส้น ทาเลียเตเล เส้นแองเจิลแฮร์ และราวิโอลี เมื่อมีส่วนประกอบของเนื้อสัตว์ต่างๆ ที่ผ่านการรมควันก็ทำให้ได้ความหอมแตกต่างจากพาสต้าที่อื่นๆ

บาร์บีคิวกับเบียร์เป็นของคู่กัน แต่หากใครต้องการชิมค็อกเทลที่เลื่องชื่อมาตั้งแต่ทำร้าน ลา มอนิตา ก็อย่าพลาดซิกเนเจอร์ อย่าง Gentleman Standing ที่มีส่วนผสมของเจนเทิลแมนแจ็ค เบอร์เบิ้น เบซิล น้ำสับปะรด มะนาว และน้ำตาลทรายแดง หรือจะเป็น Bourbon Mojito ที่เปลี่ยนจากเหล้ารัมมาเป็นเบอร์เบิ้น ให้ได้อารมณ์แบบอเมริกัน พร้อมด้วยส่วนผสมเดิม อย่างมะนาว มินต์ โซดา น้ำตาล

บิลลีส์ สโมกเฮาส์ อยู่ในซอยข้างอาคารมหาทุนพลาซ่า เพลินจิต เปิดบริการทุกวัน เวลา 11.30-23.00 น. (วันหยุดปีใหม่ 31 ธ.ค 2561.-1 ม.ค. 2562 นี้หยุดทำการ) โทร. 02-651-4398 

ซัลวาโตเร จอร์โจ กาตาเนีย เชฟอิตาเลียนรุ่นใหม่มากฝีมือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/575240

  • วันที่ 28 ธ.ค. 2561 เวลา 12:00 น.

ซัลวาโตเร จอร์โจ กาตาเนีย เชฟอิตาเลียนรุ่นใหม่มากฝีมือ

เรื่อง ภาดนุ ภาพ ทวีชัย ธวัชปกรณ์

ได้พบกับ ซัลวาโตเร จอร์โจ กาตาเนีย หรือ เชฟซัลโว เชฟรุ่นใหม่ไฟแรงวัย 23 ปี หัวหน้าเชฟประจำห้องอาหารอิตาเลียน “ลา ทาโวลา” (La Tavola) และไวน์บาร์ “อาร์ บาร์” (R Bar) ของโรงแรมเรเนซองส์ กรุงเทพฯ ราชประสงค์ จึงพลาดไม่ได้ที่จะคว้าตัวเชฟคนเก่งมาให้ผู้อ่านได้ทำความรู้จักกันสักหน่อย

“ผมเกิดและเติบโตในเมืองทางตอนใต้ของประเทศอิตาลี ซึ่งที่นั่นจะเป็นสังคมเกษตรกรรมที่คนส่วนใหญ่มักจะปลูกพืชและทำอาหารโฮมเมดรับประทานเองเป็นประจำ ทุกๆ วันเสาร์-อาทิตย์ คุณพ่อคุณแม่ของผมก็จะชอบทำอาหารด้วยกันเสมอ ไม่ว่าจะเป็นการทำพาสต้าหรือทำซอสมะเขือเทศโฮมเมด ซึ่งพวกเราได้เรียนรู้เคล็ดลับต่างๆ มาจากคุณตาคุณยายของผมอีกที แต่แรงบันดาลใจสำคัญซึ่งทำให้ผมอยากเรียนทำอาหารจริงจังนั้นมาจากคุณพ่อของผม ซึ่งท่านเป็นเชฟใหญ่ในร้านอาหารอิตาเลียนมีชื่อแห่งหนึ่ง

เมื่ออายุ 10-11 ขวบ ผมได้ตัดสินใจเข้าเรียนที่โรงเรียนสอนทำอาหารที่ชื่อว่า I.P.S.S.A.R. E.Zegna โดยเรียนหลักสูตร 5 ปี ซึ่ง 2 ปีแรกจะเน้นเรียนด้านการบริหารจัดการภายในโรงแรม ส่วนอีก 3 ปีที่เหลือผมเลือกเรียนเกี่ยวกับการทำอาหารโดยตรงเลย ซึ่งระหว่างที่เรียนนั้นผมก็มีโอกาสได้ฝึกงานในร้านอาหารอิตาเลียนที่ชื่อว่า Aquila Nera ซึ่งเป็นร้านที่คุณพ่อของผมเคยเป็นเชฟด้วย ผมว่ามันไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลยที่เด็กอายุ 13-14 ปี (ช่วงฝึกงาน) จะต้องไปเป็นผู้ช่วยเชฟในร้านที่ค่อนข้างยุ่งอยู่ตลอดเวลา แต่ผมก็อดทนเพื่อหาประสบการณ์ต่อเนื่องเป็นประจำในช่วงปิดเทอมของทุกๆ ปี”

เชฟซัลโวเล่าว่า หลังจากเรียนจบและได้ประกาศนียบัตรจากโรงเรียนสอนทำอาหารแล้ว เขาก็ได้ไปเป็นเชฟให้กับห้องอาหารอิตาเลียนที่เขาเคยฝึกงานเป็นที่แรกนั่นแหละ โดยทำงานอยู่ 6 เดือนด้วยกัน แต่วันหนึ่งเขาก็รู้สึกว่าอยากจะเปิดโลกทัศน์ใหม่ๆ ให้กับตัวเองมากขึ้น ประกอบกับมีเชฟรุ่นพี่แนะนำว่า ถ้าอยากจะได้ประสบการณ์ที่แตกต่างก็ต้องลองออกไปทำงานที่ประเทศอื่นๆ ดูบ้าง

“เชฟรุ่นพี่ท่านนั้นก็เลยแนะนำให้ผมบินข้ามทวีปมาฝึกงานในโปรแกรมผู้ช่วยของเอ็กเซกคิวทีฟเชฟที่ เคป เซียนน่า กูร์เมต์ โฮเทล แอนด์ วิลล่า ที่เกาะภูเก็ต นอกจากการมาเป็นลูกมือคอยช่วยเชฟใหญ่แล้ว ที่นี่ยังสอนให้ผมบริหารจัดการในเรื่องคน เรื่องวัตถุดิบต่างๆ ที่ต้องเตรียมและอื่นๆ ด้วย ผมได้เรียนรู้กระบวนการทั้งหมดอยู่ 4 เดือนด้วยกัน ก็ครบกำหนดการฝึกงานในโปรแกรมนี้

แต่ระหว่างนั้นผมก็มองหางานประจำทำเพื่อจะได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์ต่อ ที่สำคัญผมยังไม่คิดจะบินกลับบ้านที่อิตาลีด้วย วันหนึ่งบังเอิญผมได้เห็นการประกาศรับเชฟประจำห้องอาหารอิตาเลียนชื่อ ซาเบลล่า (Sabella) ที่โรงแรมเคมปินสกี้ โฮเทล อัจมาน ประเทศดูไบ ผมจึงกรอกใบสมัครและได้ไปทำงานอยู่ที่นั่น 7 เดือน ก็รู้สึกว่าอยากจะกลับมาทำงานที่เมืองไทย ผมจึงบินกลับมาเป็นเชฟประจำห้องอาหารอิตาเลียนที่ชื่อ เวโร (Vero) ซึ่งอยู่ที่โรงแรมพูลแมน ภูเก็ต อาร์เคเดีย หาดในทอน โดยทำงานอยู่ 2 ปีด้วยกัน”

เชฟซัลโว บอกว่า เมื่อทำงานในโรงแรมสไตล์รีสอร์ทอยู่ได้พักใหญ่ๆ เขาก็อยากจะหาความท้าทายใหม่ให้กับตัวเองด้วยการทำงานในโรงแรมที่อยู่ในเมืองใหญ่ๆ บ้าง เมื่อโอกาสมาถึงเขาจึงได้มาเป็นหัวหน้าเชฟประจำห้องอาหาร “ลา ทาโวลา” และ “อาร์ บาร์” ของโรงแรมเรเนซองส์ กรุงเทพฯ ราชประสงค์ อย่างในปัจจุบันนี้

“หน้าที่หลักๆ ที่ผมต้องรับผิดชอบเกี่ยวกับ ลา ทาโวลา และอาร์บาร์ ก็คือควบคุมดูแลในเรื่องเมนูต่างๆ ของทั้งสองร้าน บริหารจัดการทีมเชฟ รวมทั้งเลือกสรรหรือสั่งวัตถุดิบในการนำมาทำเมนูไปพร้อมกัน นอกจากนี้ยังมีการครีเอทเมนูใหม่ๆ อยู่เป็นระยะๆ ตามเทศกาลหรือในช่วงที่โรงแรมจัดงานเลี้ยงต่างๆ ด้วย ซึ่งผมมีหน้าที่ดูแลในเรื่องเมนูอาหารทั้งหมดเลยครับ

นอกจากถนัดทำเมนูอิตาเลียนอย่างที่ทราบกันแล้ว ผมยังสนใจในการทำอาหารเอเชียด้วย อย่างอาหารไทยผมก็ชอบและค่อนข้างได้ทำอยู่บ่อยๆ เพราะผมทำงานอยู่ในเมืองไทยนับรวมทั้งหมดก็ 3 ปีแล้ว ฉะนั้นผมจึงค่อนข้างรู้จักอาหารไทยดีพอสมควร เพราะทั้งได้ชิม ได้ลองลงมือทำ เมนูบางอย่างผมสามารถหาวัตถุดิบที่เป็นส่วนผสมของเมนูนั้นแล้วลงมือทำได้เลย เช่น ผัดไทย ต้มยำกุ้ง และเมนูไทยคลาสสิกอื่นๆ นอกจากนี้ผมยังทำเมนูอาหารเหนืออย่างข้าวซอยหรืออาหารอีสานอย่างลาบหมูหรือส้มตำได้ด้วยเช่นกัน ซึ่งรสชาติที่ทำออกมาส่วนใหญ่ก็จะใกล้เคียงกับเมนูที่คนไทยทำนะครับ” (หัวเราะ)

เชฟซัลโวเสริมว่า สำหรับเมนูชาติอื่นๆ นอกจากอิตาเลียนและไทยแล้ว เขายังสามารถทำอาหารในโซนยุโรปอย่างฝรั่งเศสได้ดีพอสมควรอีกด้วย

“สำหรับเมนูที่ผมจะทำให้ลองชิมในครั้งนี้มีชื่อว่า Tortelli Alla Norma ซึ่งเป็นเมนูพาสต้าโฮมเมดสูตรดั้งเดิมที่มาจากเกาะซิซิลีทางตอนใต้ของอิตาลี เดิมทีเมนูนี้ใช้มักกะโรนีเป็นวัตถุดิบหลัก แต่ผมได้ปรับมาใช้ทอร์เทลลี่ซึ่งเป็นพาสต้าชนิดหนึ่งแทนมักกะโรนี จากนั้นก็ปรุงซอสมะเขือเทศเชอร์รี่ซึ่งเป็นซอสโฮมเมดสูตรเฉพาะที่ครอบครัวผมมักจะทำกันในเดือน ส.ค.ของทุกปี ซึ่งอยู่ในช่วงฤดูกาลเก็บเกี่ยวพืชผลพอดี ทำให้มีมะเขือเทศเยอะมากจนเราต้องทำเป็นซอสมะเขือเทศเก็บไว้ทำอาหารกันได้ยาวนาน เอาเป็นว่าต้องลองชิมด้วยตัวเองแล้วจะรู้ว่าอร่อยๆ มากๆ เลยครับ

ถ้าถามถึงแพลนในอนาคตบนสายงานเชฟ ในอีก 5 ปีนับจากนี้ไป ผมอยากจะมีโอกาสได้ทำอาหารอิตาเลียนที่เป็นสไตล์ไฟน์ไดนิ่งให้มากขึ้น ซึ่งผมคิดว่ามันน่าจะเป็นสิ่งที่ท้าทายความสามารถของผมมากยิ่งขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง แต่ตอนนี้ผมขอทำหน้าที่ที่ผมรับผิดชอบในปัจจุบันนี้ให้ดีที่สุดก่อนครับ”

เชฟซัลโวทิ้งท้ายว่า ในวันว่างหรือวันหยุด เขาชอบที่จะไปพักผ่อนโดยการว่ายน้ำหรือดำน้ำแบบสน็อกลิ้งที่ทะเลทางภาคใต้ของไทย เช่น ภูเก็ต กระบี่ และพังงา เพราะอย่างที่ทราบกันดีว่าอาชีพเชฟเป็นอาชีพที่งานค่อนข้างหนักและเร่งรีบอยู่ตลอดเวลา ฉะนั้นเมื่อมีวันพักผ่อน เขาจึงชอบพาตัวเองไปอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ เพื่อสูดอากาศบริสุทธิ์ พักผ่อนร่างกาย และพักสมองให้เต็มที่ เพื่อจะได้มีพลังในการกลับมาทำงานที่เขารักต่อไป 

ต้องมนตร์บาร์ลับ ‘กูไทยบาร์’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/575235

  • วันที่ 28 ธ.ค. 2561 เวลา 12:00 น.

ต้องมนตร์บาร์ลับ ‘กูไทยบาร์’

เรื่อง : คีตะ pk_st@yahoo.com ภาพ : อมรเทพ โชติเฉลิมพงษ์

ด้วยเสน่ห์ที่ชวนค้นหาแบบบาร์ลับ รวมทั้งการตกแต่งสร้างสรรค์บรรยากาศให้เหมือนอยู่ในบีชบาร์ และเครื่องดื่มสูตรพิเศษกลิ่นอายไทย ทำให้สถานที่แห่งนี้ถูกอกถูกใจผู้คน จนต้องกลับไปเยือนอีก

กูไทยบาร์ (Ku Thai Bar) ตั้งอยู่บนชั้นสองของบ้านไม้กลางซอยสวนพลู เป็นพื้นที่เปิดโล่ง ตกแต่งให้มีบรรยากาศเหมือนเรากำลังอยู่ในเมืองชายทะเลภาคใต้ของไทยหรือบาหลี ด้วยเฟอร์นิเจอร์แบบมิกซ์ แอนด์ แมตช์ ไม่ว่าจะผ้า เสื่อ โต๊ะไม้ เก้าอี้หวาย ฯลฯ สินค้าโอท็อปจากทั่วไทยนำมาตกแต่งสถานที่สร้างสีสัน

บาร์แห่งนี้ยังพิถีพิถันกับการสร้างสรรค์เครื่องดื่มน่าลิ้มลอง เป็นโมเดิร์นค็อกเทลซึ่งมีส่วนผสมองค์ประกอบสะท้อนแสดงความเป็นไทย ไม่ว่าจะชา ผลไม้ ฯลฯ บางแก้วใช้สุราไทยเป็นส่วนประกอบด้วย

เครื่องดื่มซิกเนเจอร์ อย่างเช่น กูไทยเพิร์ล ผสมจากจินหมักกับชากลิ่นทับทิมจากทางภาคเหนือของไทย เติมน้ำผึ้งเพิ่มความหอม มีความเปรี้ยวจากมะนาว ส่วนทีแอนด์แทน วอดก้าหมักชาเขียวกลิ่นอ่อนๆ แต่ก็รู้สึกได้ว่ามีชาผสมอยู่ เติมน้ำส้มโอ มะนาว และน้ำผึ้ง ออกเปรี้ยวๆ หวานๆ เสิร์ฟในโถชา กรีนโบต ผสมจากวอดก้าหมักใบเตย มีวานิลลาและน้ำส้มโอใส่ลงไปด้วย ขณะที่กรีนสโมกผสมด้วยคอนญักไทย รัมหมักกับชามะลิ และชาเขียว เพิ่มกลิ่นหอมๆ ของโรสแมรี่รมควัน ลองดมแล้วจะรู้ว่าได้ชื่อกรีนสโมกมาได้อย่างไร

ในแต่ละเดือนมีเมนูใหม่ออกมานำเสนอเพื่อความไม่จำเจ นอกจากค็อกเทลแล้ว กูไทยบาร์ก็มีเบียร์ให้เลือกดื่ม โดยเฉพาะเบียร์หายากจากหลายๆ ประเทศ รวมทั้งคราฟต์เบียร์ไทย เครื่องดื่มอร่อยๆ ไร้แอลกอฮอล์อย่างสไปซีซันไชน์ ผสมจากขิง แอปเปิ้ล เลมอน และวานิลลา ก็พร้อมเสิร์ฟ

ดื่มแล้วหิวก็สามารถสั่ง “ปิ่นโตเซต” นอกจากจะเก๋ไก๋เพราะภาชนะบรรจุแล้ว อาหารก็เป็นเมนูไทยๆ ที่เคยคุ้น ง่ายๆ แต่อร่อย ในปิ่นโต 3 ชั้น บรรจุคอหมูย่าง ลาบหมู และลูกชิ้นปิ้ง พร้อมน้ำจิ้มสูตรเด็ดหรือไส้กรอกอีสาน

ระหว่างดื่มด่ำบรรยากาศ รวมทั้งอาหารและเครื่องดื่ม ทุกวันศุกร์ระหว่างเวลา 20.30-22.30 น. ยังเพิ่มเติมอารมณ์บันเทิงด้วยดนตรีแสดงสดจากวงดนตรีไทยฟิวชั่น ซึ่งนำเครื่องดนตรีไทยมาแสดงเพลงทั้งไทยร่วมสมัย และเพลงสากลได้อย่างเพลินเพลิน

เปิดให้บริการมาตั้งแต่เดือน ต.ค. และกูไทยบาร์ได้รับการตอบรับอย่างดี ลูกค้าจำนวนหนึ่งเป็นต่างชาติ หลายคนอินกับบรรยากาศ ซึ่งเหมาะกับเป็นสถานที่สำหรับนัดแฮงก์เอาต์ผ่อนคลายหลังเวลาทำงาน หรือในช่วงการพบปะแบบชิลชิลในวันหยุด กูไทยบาร์จะเปิดให้บริการที่นี่ไปถึงเดือน ก.พ.ปีหน้า ก่อนจะย้ายไปอยู่ที่ใหม่ไฉไลกว่าเดิมในย่านเจริญกรุง ที่รวมบาร์ เชฟเทเบิ้ล และอาร์ต สเปซ เข้าไว้ด้วยกัน

หากจะไปเยือน กูไทยบาร์ ถ้าเข้ามาทางด้านถนนสาทร ตรงเข้ามาไม่กี่ร้อยเมตร ฝั่งขวามือก่อนถึงปากซอยสวนพลู 1 จะมีตรอกเล็กๆ ติดป้ายกูไทยไว้ ให้เลี้ยวเข้ามาไม่กี่เมตร กูไทยบาร์ตั้งอยู่ชั้นบนชั้น 2 ของร้านอาหารกูไทย FB : kuthaibar โทร. 09-6236-1564 เปิดบริการทุกวันยกเว้นวันอาทิตย์และจันทร์ ระหว่างเวลา 17.30-00.30 น.

ที่นี่มีบางอย่างซึ่งทำให้รู้สึกอบอุ่นคุ้นเคย ในขณะเดียวกัน กูไทยบาร์ ก็เหมือนมีมนตร์ซึ่งพาให้เราออกเดินทางไปสัมผัสกับประสบการณ์ใหม่ๆ ด้วย 

ดื่มฉลองแบบคนรักกาแฟ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/575239

  • วันที่ 28 ธ.ค. 2561 เวลา 12:00 น.

ดื่มฉลองแบบคนรักกาแฟ

เรื่อง คาเอรุ

สวัสดีปีใหม่ พลพรรคคนรักกาแฟทั้งหลาย ไม่มีอะไรจะดีไปกว่าการนำสิ่งที่เราชอบหลากหลายสิ่งมาผสมผสานเอาไว้ด้วยกันเพื่อเพิ่มความฟิน เมื่อเครื่องดื่มดีๆ มีกาแฟเติมเข้าไปด้วย มันก็จะอร่อยขึ้นไม่แพ้ชีสเบอร์เกอร์ที่เติมเบคอนเข้าไปอีกสักหน่อย

สำหรับปีใหม่นี้ ถ้าใครอยากฉลองด้วยค็อกเทลที่ผสมกาแฟเข้าไปด้วยก็มีทางเลือกมากมาย คลาสสิก ค็อกเทลกาแฟที่เรารู้จักกันดี อย่าง Black Russian ที่มีเบสเป็นวอดก้า ผสมเหล้ากาแฟคาห์ลัว เสิร์ฟแบบออนเดอะร็อกในแก้วคลาสสิก ขณะที่ใครชอบครีมเข้มข้นก็ยังมี White Russian ซึ่งส่วนผสมไม่แตกต่าง เพียงแค่เติมครีมหรือนมลงไปเท่านั้น

ขณะที่คลาสสิก ค็อกเทล ที่มีส่วนผสมของกาแฟซึ่งเลื่องชื่อไม่แพ้กัน ก็มี Irish Coffee ที่ไม่ได้ใช้เหล้ากาแฟ แต่เป็นกาแฟที่ชงสดๆ เติมด้วยไอริชวิสกี้ ไซรัปน้ำตาลทรายแดง วานิลลา ตบท้ายด้วยวิปครีม เสิร์ฟในแก้วไอริชคอฟฟี่แบบทรงสูง ดื่มร้อนๆ

ในตระกูลที่คล้ายๆ ไอริช คอฟฟี่ มีมากมาย เปลี่ยนแปลงไปในหลายๆ ประเทศพร้อมกับชื่อเสียงเรียงนามและส่วนผสมที่อาศัยแอลกอฮอล์ท้องถิ่นมาปรุงแทน อย่าง The French Connection หรือ Cafe Amore ที่ส่วนผสมคล้ายๆ ไอริชคอฟฟี่ แต่เปลี่ยนเหล้าเป็นคอนยักกับอมาเรตโตของฝรั่งเศส แต่งหน้าด้วยวิปครีมและอัลมอนด์

ขณะที่ Italian Coffee เปลี่ยนมาใช้เหล้าสเตรกา (Strega) ของอิตาลี ขณะที่ Kentucky Coffee ใส่กาแฟ เบอร์เบิ้น และคาห์ลัว Mexican Coffee นำเอาไอศกรีมวานิลลามาละลายในกาแฟร้อน คล้ายเมนูของหวานอัฟโฟกาโต เติมด้วยคาห์ลัวและเตกีลา ส่วน Bavarian Coffee มีส่วนผสมของเปปเปอร์มินต์ชแนปส์ และคาห์ลัว เติมเข้าไปในกาแฟ แต่งหน้าด้วยวิปครีม

ใครชอบเครื่องดื่มเย็นๆ นอกจาก Black Russian และ White Russian ที่นิยมกันมากก็อย่าง Espresso Martini ที่มีส่วนผสมอย่าง คาห์ลัว วอดก้า เอสเปรสโซ่ นำมาเชกกับน้ำแข็ง เสิร์ฟเย็นๆ ในแก้วมาร์ตินี แต่งหน้าด้วยเมล็ดกาแฟคั่ว

Iced Caramel Coffee Cocktail ที่มีส่วนผสมของกาแฟอเมริกาโน่เย็น และฟานโคค ดัตช์ คาราเมล วอดก้า เสิร์ฟออนเดอะร็อกในแก้วคลาสสิกค็อกเทล Espresso Summer ที่นำเอสเปรสโซ่มาเชกกับน้ำแข็ง เติมด้วยจินและน้ำส้ม ใส่ไซรัป เทใส่น้ำแข็งแต่งหน้าด้วยบลูเบอร์รี่

ยังมีค็อกเทลอีกมากที่รสชาติไปได้สวยกับกาแฟ คอฟฟี่ เลิฟเวอร์ อยากฉลองง่ายๆ ไม่ต้องแฟนซี แค่กาแฟเย็นผสมโทนิค ใส่จินไปนิดหน่อยก็ชนแก้วได้แล้ว 

เดอะ ริเวอร์ไซด์ เทอเรซ 41 ปี ความอร่อยคู่สายน้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/575232

  • วันที่ 28 ธ.ค. 2561 เวลา 11:40 น.

เดอะ ริเวอร์ไซด์ เทอเรซ 41 ปี ความอร่อยคู่สายน้ำ

เรื่อง พุสดี สิริวัชระเมตตา ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

หยุดยาวปีใหม่นี้ใครที่กำลังมองหาร้านอาหารบรรยากาศดีแถมเป็นร้านดังระดับตำนาน อย่ามองข้ามห้องอาหารเดอะ ริเวอร์ไซด์ เทอเรซ (The Riverside Terrace) บุฟเฟ่ต์อาหารนานาชาติและบาร์บีคิวริมน้ำบรรยากาศดี ณ โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ

หลายคนอาจไม่รู้ว่าเดอะ ริเวอร์ไซด์ เทอเรซ เป็นหนึ่งในห้องอาหารที่เก่าแก่ ที่สร้างตำนานความอร่อยมายาวนานตั้งแต่ปี 2520 บรรยากาศร้านชวนนั่ง ด้วยการออกแบบให้โปร่งโล่ง พร้อมรับสายลมเย็นที่โชยมาเบาๆ สามารถดื่มด่ำกับความงดงามของแม่น้ำเจ้าพระยา เต็มอิ่มกับสีสันยามค่ำคืนของมหานครได้อย่างไม่รู้เบื่อ

ย้อนกลับไปเมื่อ 41 ปีที่แล้ว แรกเริ่มเดอะ ริเวอร์ไซด์ เทอเรซ ถูกใช้เป็นพื้นที่สำหรับรับประทานอาหารเช้าของแขกโรงแรม จนกระทั่งต่อมาได้มีการขยับขยายให้เป็นพื้นที่ดินเนอร์ในตอนเย็น มีการรีโนเวตเล็กๆ น้อยๆ มาแล้วถึง 4 ครั้ง ก่อนจะรีโนเวตครั้งใหญ่ในเดือน มี.ค.ปีหน้า และจะเปิดตัวโฉมใหม่ประมาณเดือน ต.ค. 2562

จุดเด่นของเมนูบุฟเฟ่ต์อาหารนานาชาติและบาร์บีคิวที่นี่ ซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลของเชฟโดมินิค บูเนียวด์ เชฟใหญ่ประจำโรงแรม คือ เน้นการคัดสรรวัตถุดิบชั้นดีและเลือกเฟ้นเมนูอาหารนานาชาติที่เลิศรสที่สุดมานำเสนอเมนูอาหารที่หลากหลายไล่เรียงตั้งแต่ซุ้มอาหารนานาชาติ มุมสลัดผักโครงการหลวง โซนซูชิ ซุ้มเมนูอร่อยๆจากเตาอบชาโคล กริลล์ (Charcoal Grill) เสิร์ฟเมนูบาร์บีคิวเนื้อและอาหารทะเลและโซนอาหารอินเดียให้เลือกชมและชิมอย่างจุใจ

เมื่ออิ่มจากอาหารจานหลักแล้ว ยังมีซุ้มขนมหวานนานาชนิดมากกว่า 20 รายการ พร้อมผลไม้ตามฤดูกาลให้เลือกอิ่มอร่อยอย่างไม่จำกัด

สำหรับแขกที่มาที่นี่ แนะนำว่าให้มาถึงตอนช่วงใกล้ๆ เปิดห้องอาหาร เพราะจะได้ทันเก็บบรรยากาศริมน้ำเจ้าพระยาช่วงใกล้พระอาทิตย์ลับขอบฟ้า

ซิกเนเจอร์เมนูที่พลาดไม่ได้ คือ กองทัพซูชิ ซาชิมิ ที่คุณภาพเยี่ยมโดนใจคนรักอาหารญี่ปุ่น ถัดมาที่โซนบาร์บีคิว รับประกันถูกใจทั้งคนรักหมู เนื้อ แกะ และล็อบสเตอร์ ถ้าสายเนื้อยังไม่จุใจ แนะนำสโลว์คุกบีฟ ริบ คัดเฉพาะเนื้อคุณภาพดีจากออสเตรเลียมาใช้วิธีสโลว์คุก ทำให้ยังคงรสชาติและความชุ่มฉ่ำของเนื้อไว้ได้เป็นอย่างดี

อีกหนึ่งโซนที่น่าสนใจ คือ โซนอาหารสไตล์อินเดียเมนูแนะนำคือทันดูรี ไม่ว่าจะเป็นไก่หรือปลา รวมทั้งเคบับกุ้ง เมนูนี้เชฟยืนยันว่าอายุเกิน 30 ปี แต่ความอร่อยไม่เคยเปลี่ยน จุใจแล้วอย่าพลาดล้างปากด้วยเมนูของหวาน เมนูแนะนำ คือ เครปซูเซตขนมหวานสัญชาติฝรั่งเศส ตัวขนมประกอบด้วยเครปและเนยซูเซต ท็อปด้านบนด้วยซอสส้มหรือจะลองเมนูแอปเปิ้ลคริสป์ เมนูเครปแผ่นบางท็อปด้านบนด้วยแอปเปิ้ลแผ่นบาง และ น้ำตาล เสิร์ฟพร้อมไอศกรีมรสวานิลลา นอกจากนี้ยังมีมาการง ขนมเค้ก และขนมไทยอย่างขนมครก ข้าวเหนียวมูนหน้าต่างๆ ให้เลือกอร่อยไม่รู้เบื่อ

เสน่ห์อีกอย่างของห้องอาหารเดอะ ริเวอร์ไซด์ เทอเรซ ที่เชฟโดมินิคแสนภาคภูมิใจ นอกจากบรรยากาศที่หาไม่ได้ที่ไหน เหมาะสำหรับจูงมือเพื่อนหรือครอบครัวมาสัมผัสช่วงเวลาแห่งความสุขร่วมกัน แขกผู้เยือนยังจะได้รับบริการที่อบอุ่น อิ่มหนำกับอาหารแสนอร่อยจากรสมือเชฟที่รังสรรค์จากวัตถุดิบชั้นดี ซึ่งเป็นหัวใจของห้องอาหารมากว่า 40 ปี

ห้องอาหารเดอะ ริเวอร์ไซด์ เทอเรซ ตั้งอยู่ในโรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 19.00-23.00 น. ราคาสำหรับผู้ใหญ่ท่านละ 2,350++บาท (ราคาสุทธิ 2,766 บาท) ต่อท่าน ส่วนเด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี ราคา 1650++ (ราคาสุทธิ 1,943 บาท) ต่อท่าน สอบถามเพิ่มเติมโทร.02-659-9000 

A fragrance for every room

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

http://www.nationmultimedia.com/detail/event/30369492

A fragrance for every room

event May 16, 2019 01:00

By THE NATION

A perfumer of living spaces meets a designer of body perfume this year as Maison Berger, the global leader in high-end home fragrance products, celebrates its 120th anniversary by partnering with Lolita Lempicka for an exclusive collection “Maison Berger x Lolita Lempicka”.

The first collaboration between the two leading French companies combines science and art, with Maison Berger Paris sharing its knowhow and expertise in home fragrance for a collection with a unique olfactory signature.

 

The launch event was hosted by Nontakarn Dapparungsi Ng, managing director of Maison Berger in Thailand and brought together celebrities Pichaya Utharntharm, Ponphan Ratanahirunya, Pimlert Baiyoke, Tanyawan Devahastin Na Ayudhya, Kamolporn Wongrukmit, Weeranund Sadakornwongwat, and honorary guest, Marisa Sukosol Nunbhakdi, who entertained guests at The Sapphire Bar, The Sukosol Bangkok.

 

“Maison Berger Paris continues to create new product with unique craftsmanship. The development team have combined the brand’s iconic rituals with a touch of poetry resulting in a Mythical Lamp and scented bouquet in mauve and transparent reflections with specks of gold, ivy leaves and a dragonfly. The fragrance is also captivating, being the first time that a body perfume has been faithfully transcribed into an olfactory score that conserves the sweetness, sensuality and femininity of “Mom Premier Parfum” by Lolita Lempicka. Mon Premier Parfum has an alluring charm as it is one of the most popular scents among of young women around the world,” Nontakarn said.

 

“The Parfum de Maison Lolita Lempicka offers a sweet and fruity mood. It is a subtle blend of liquorice, with notes of cherry, violet and Cistus Labdanum – a heady nectar from the Cistus shrub. The sweet aroma of flowers and fruits reflects the sweetness of a woman’s charm without any distortion from the original fragrance. From the very first touch, you can breathe in the freshness of ivy leaves, star anise and the liquorice flower before being enchanted by the sweetness of violets, cherries and irises and end up with the aroma with Tonka bean, caramel and Cistus Labdanum,” she added.

The Maison Berger x Lolita Lempicka” collection is available at all branches of Maison Berger Paris and online at http://www.MaisonBergerThailand.com.

Walks on the wild side

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

http://www.nationmultimedia.com/detail/shopping/30369579

Walks on the wild side

shopping May 18, 2019 01:00

By The Nation Weekend

Les Nereides new collection of costume jewellery evokes memories of those perfect summer

POPULAR FRENCH jewellery brand Les Nereides Paris looks ahead to the European summer vacation with a new collection of elegant costume jewellery inspired by animals and flowers.

The new jewellery comes in 11 different themes and showcases the finest of French craftsmanship. The Luxurious Canopy series depicts a group of toucans, hummingbirds and ocelots frolicking together in the rainforest while the Hanging Garden line celebrates the harvest in a tropical garden with rose quartz berries, rhinestone pomegranates, bananas and cocoa beans in spectacular garlands.

The Golden Fields edition has necklaces, rings and earrings adorned with several kinds of blooms including wildflowers, poppies, cosmos, cornflowers and buttercups. The Precious Fantasies collection, meanwhile, is illuminated by cabochons, semi-precious stones and rhinestones in rose graphic compositions.

In a subtle nod to tattoos, the romantic Eternal Love line carries the sweetest of all messages: gold for purity, red for passion and white for tenderness. The Dazzling Discretion collection presents the best of the season, with enamel flowers and birds adjoining faceted crystal highlighted by gold details.

Les Nereides Paris has branches at Groove of CentralWorld, Central Chidlom, Siam Paragon and Siam Takashimaya at Iconsiam.

Find out more at http://www.Clluxe.Wix.com/clluxe.

City of colourful creations

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

http://www.nationmultimedia.com/detail/art/30369574

A woman walks past a street mural in Valparaiso./AFP
A woman walks past a street mural in Valparaiso./AFP

City of colourful creations

Art May 18, 2019 01:00

By Agence France-Presse

Chile’s Valparaiso is an open air graffiti and mural art gallery

CREATING COLOURFUL pictures of surreal human faces, marine animals or even huge owls, hundreds of graffiti artists have turned the Chilean port of Valparaiso into a gigantic open-air art gallery.

Elias Street is typical of Valparaiso with its narrow sidewalks winding up and down Cerro Alegre hill, itself a tourist attraction.

There are many little streets like this that surround the 42 hills overlooking the Pacific Ocean that are a striking feature of the Valparaiso skyline.

Valparaiso in Chile is an openair gallery of graffiti and urban murals. /AFP

Over the last few years, the walls of houses in Elias Street have been transformed into giant canvases where graffiti artists show off their skills.

It was brought about by “young people’s need to go out and express themselves in the street,” says Sammy Espinoza, a graffiti artist and graphics designer.

Hundreds of stairways, labyrinthine streets between the hills, cobbled alleyways and seemingly abandoned plots have converted Valparaiso, which lies 120 kilometres to the northwest of the capital Santiago, into “the perfect city” for creativity, Espinoza adds.

That’s why he and his partner Cynthia Aguilera, a civil engineer, left Santiago a decade ago to move to Valparaiso and dedicate themselves to graffiti.

They go by the name “Un Kolor Distinto” (a different colour) and have created huge works of art such as “Solsticio de verano” (summer solstice), a mural spanning all 22 floors of the Centenario building, one of the tallest in the city, with a surreal yellow face mixed with green and purple fruits and vegetables.

It has now become one of the hottest spots on the tourist trail.

The couple have also painted murals on three more buildings in their distinctive colourful style that often contains written messages.

While spray cans are their primary tools, they also use paint, oil and crayons to create the vivid colours that bring life to an imaginary world.

“This mixing graffiti with mural art – making street art – has already started to evolve and arrive at what (Valparaiso) is today, an open air gallery,” Aguilera says.

Chilean artist Cynthia Aguilera poses with her son next to a mural made by her./AFP

In 2003, Unesco declared Valparaiso’s historic centre a World Heritage Site, recognising what was one of the most important South American ports in the 19th and 20th centuries, as well as an improvised architecture that had to adapt to the city’s hills.

Today, it is one of Chile’s most visited tourist sites, alongside the Atacama Desert in the north and Patagonia in the south.

There are almost 1,400 murals and graffiti artworks in the city and for the last five years they’ve found a place on the city’s tourism circuit, alongside views of the bay, colourful homes that hang from its steep hills, and its old funiculars and trams.

“There are those very beautiful wall drawings, everything mixes well, it’s very beautiful,” says 31-year-old Italian tourist Alessandro Ferssini as he takes a tour of the city’s graffiti circuit.

Every month, around a thousand tourists take that tour.

Some 300 graffiti artists, both Chileans and foreigners, have displayed their artwork on Valparaiso’s walls during the last five years, according to 34-year-old Alvaro Ramirez, a graffiti artist and businessman.

“At first, most people looked at it as a scar on the city. ‘How are you going to show the city’s stains to the tourists?’ they asked me,” Ramirez says

“But now, “the people who come to Valparaiso, come for the coloured houses, they see it as an artistic destination,” adds Ramirez, who started his graffiti in New York aged just seven, before returning to Chile at 21.

The locals have changed their minds about the graffiti artists they used to view as criminals.

Now they open their doors and allow the artists to decorate the walls of their homes.

Local authorities have also designated spaces for them, yet some artists claim they are still chased by police.

Buddha with the beats

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

http://www.nationmultimedia.com/detail/art/30369571

The digital-art exhibition “Bodhi Theatre: Buddhist Prayer Retold” Photo courtesy of Bodhi Theatre
The digital-art exhibition “Bodhi Theatre: Buddhist Prayer Retold” Photo courtesy of Bodhi Theatre

Buddha with the beats

national May 18, 2019 01:00

By Phatarawadee Phataranawik
The Nation Weekend

Monks chant to electronic music and Bangkok’s Wat Suthi Wararam comes alive with projection mapping – it’s Visakha Bucha Day like no other

Bangkok’s Wat Suthi Wararam will on Saturday – Visakha Bucha Day – unveil a bold effort to try and entice young people back to the faith from which so many have drifted.

The digital-art exhibition “Bodhi Theatre: Buddhist Prayer Retold” combines vivid animation and Buddhist chants set to electronic dance rhythms.

Modern tech magic meets traditional piety in transforming the vihara, the temple’s main chapel, into a lively mini-theatre.

The show will be presented every weekend through June 9 at Wat Suthi on Charoen Krung Road.

“The aim is to encourage more young people to study Buddhism at the temple,” says the abbot, Phra Suthee Rattanapandit.

“We teamed up with young artists and designers who used modern technology to create this contemporary digital art in the temple. The artwork is intended to help people more easily understand Buddhist teachings.”

Supported by the National Innovation Agency, “Bodhi Theatre” was conceived and executed by a network including the Why_Not Social Enterprise, Awakening Creative, Another day Another render, Art of Hongtae, Korky and What_If.

Thawatchai Saengthamchai, managing director at Why_Not and manager of this project, acknowledges that it’s not easy changing the “young generation’s habits”.

“But we decided to find a way to modernise the temple experience to attract a changing society,” he tells The Nation Weekend. “We selected hi-tech tools to get people back to the temple.”

Abbot Suthee says the 35-minute show illustrates “Jayamangala Gatha”, the venerable chant about the triumph of the Buddha over the “eight adversaries” – ignorance, madness, rage, indulgence, accusation, deception, menace and pride.

Most Thais will hear ‘Jayamangala Gatha’ at least once in their lives, but not a lot of people know the meaning,” Thawatchai says.

The idea is to remind people about the teachings of Buddhism, revitalising their interest through visual art and technological flair. “We use projection mapping, a visual-projection technology that creates spatial augmented reality, to transform the temple’s sacred vihara into an immersive art experience,” says Thawatchai.

Projecting moving images onto the walls of the temple will not harm murals or anything else, he promises.

“We proposed the project to Wat Suthi because it has often pioneered modern ways to understanding Buddhist teachings,” he says. “In the meditation hall you can associate your praying with your brainwaves. The bell-ringer boys are allowed to run its coffee shop. We’re glad the abbot has allowed us to introduce this latest idea.”

Every temple is like a learning centre about the Buddha and his teachings and about art as seen in the murals and statues and architecture, Thawatchai said.

“Before we got started,” explains Abbot Sutee, “we discussed the pros and cons and decided that presenting digital art in the temple would be a new way to educate young people about Buddhism and it doesn’t violate any Buddhist law.”

Thawatchai’s team did workshops with the monks, recording them chanting in Pali and mixing in techno music.

There’s a trailer online for the show that resembles the latest Hollywood sci-fi movies, portraying the spiritual yet modern interpretation of traditional Buddhist narratives. Vivid neon lights and other effects depict demons and form abstract images that dance across the chapel walls.

Thawatchai says the chant used is also known as “The Stanzas of Victory” and is believed to bring the faithful happiness as well as success in future ventures.

The team has not only re-visualised and simplified a complex message, but it also created fun activities for visitors to the temple. They can paint cloth bags and send themselves best wishes on a postcard stamped with the chant’s emblem.

All proceeds from the sale of coffee go to the temple. Admission to the event itself is free, but seats can be booked in advance at http://www.BodhiTheater.com.

The show runs every 35 minutes from 2 to 6pm.