หมู -ซอนย่า- โทนี่ นำทีม พิสูจน์ฝีมือแคมเปญสุดท้าย!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/381299

หมู -ซอนย่า- โทนี่ นำทีม พิสูจน์ฝีมือแคมเปญสุดท้าย!

หมู -ซอนย่า- โทนี่ นำทีม พิสูจน์ฝีมือแคมเปญสุดท้าย!

วันพฤหัสบดี ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 13.26 น.

เตรียมตัวพบกับบททดสอบสุดท้ายของ THE FACE MEN THAILAND SEASON 2 และร่วมลุ้นไปกับ 4 หนุ่มทั้ง ลูอิส ป๊อบปี้ คิม และเรียวตะ ที่จะมาดวลความสามารถทางด้านแอ็คติ้งกันแบบตัวต่อตัว ใครจะมีสิทธิ์ไปเดินไฟนอลวอล์ค เพื่อคว้าชัยชนะในซีซั่นนี้ไปครอง พร้อมด้วยการพิสูจน์ฝีมือเมนเทอร์ครั้งสำคัญ จะเป็นหมู ซอนย่า หรือโทนี่ ที่จะได้ชูมือผู้ชนะอย่างสมศักดิ์ศรีบนรันเวย์ ลาน River Park ICONSIAM อาทิตย์นี้ รู้พร้อมกัน!

พบกับโชว์ไฟนอลวอล์คสุดอลังการที่จะต้องจดจำไปทั้งชีวิต และแคมเปญวัดฝีมือแอ็คติ้งด่านสุดท้ายที่หนุ่มๆ ทั้ง 4 คน จะต้องเดิมพันเพื่อเข้าสู่รอบไฟนอลวอล์ค และสิทธิ์ที่จะเป็นผู้ชนะ THE FACE MEN THAILAND SEASON 2 งานนี้ทั้ง ลูอิส ป๊อบปี้ คิม และเรียวตะ จะต้องงัดความสามารถที่เรียนรู้มาทั้งหมดเข้าสู้ กับแขกรับเชิญพิเศษ ดารัณ จากเดอะเฟสไทยแลนด์ ซีซั่น 3 ที่มาร่วมแสดงในแคมเปญสุดท้ายด้วย พร้อมลุ้นไปกับเมนเทอร์ทั้ง 3 ว่าใครจะพาทีมคว้าชัยชนะในซีซั่นนี้ไปครอง ทั้งเมนเทอร์เก๋าเกมระดับไฮโปรไฟล์อย่าง แด้ดดี้หมู พลพัฒน์ เมนเทอร์สวยเผ็ชสตรองอย่าง พิม ซอนย่า หรือจะเป็นเมนเทอร์สุดแนวหัวหน้าทีมสัตว์ประหลาดอย่าง โทนี่ รากแก่น เตรียมจิกเก้าอี้ลุ้นได้เลย

ติดตามชม THE FACE MEN THAILAND SEASON 2 วันอาทิตย์ที่ 9 ธันวาคมนี้ ถ่ายทอดสดจากลาน River Park ICONSIAM เวลา 20.40 น. ทางพีพีทีวี เอชดี ช่อง 36 และบน LINE TV พร้อมชมรีรันบน LINE TV หรือเว็บไซต์ tv.line.me ที่แรก เวลา 22.00 น. รวมทั้งติดตามความเคลื่อนไหวต่างๆ ได้ผ่านทาง http://www.facebook.com/thefaceth หรือทางอินสตราแกรมและทวิตเตอร์ TheFaceThailand #TheFaceMenThailand2 #PPTVHD36

“หมูมิ้นท์” ผวากลัวโดนม้าดีด! เหงื่อตกลุยเดี่ยวเข้าฉากเลี้ยงม้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/381298

“หมูมิ้นท์” ผวากลัวโดนม้าดีด! เหงื่อตกลุยเดี่ยวเข้าฉากเลี้ยงม้า

“หมูมิ้นท์” ผวากลัวโดนม้าดีด! เหงื่อตกลุยเดี่ยวเข้าฉากเลี้ยงม้า

วันพฤหัสบดี ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 13.23 น.

ได้รับกระแสตอบรับและถูกพูดถึงอย่างมากเลยทีเดียว สำหรับนิยายขายดีสู่ภาพยนตร์สุดฟินเรื่อง Sugar Café เปิดตำรับรักนายหน้าหวาน” ทาง “MONOMAX” (โมโนแมกซ์) ผู้นำดูหนังออนไลน์แบบถูกลิขสิทธิ์ ในเครือ โมโนกรุ๊ป ภายใต้การผลิตของ “โมโนออริจินอล” ในเครือโมโนกรุ๊ป ภาพยนตร์รักวัยรุ่นที่มีความสนุกแบบครบทุกรสชาติ โดยเฉพาะเมื่อมีฉากการปรากฏตัวของ “หมูมิ้นท์-รุจิเรศ บุญผ่องศรี” กับบทบาท “เจ๊เนย” เจ้าของร้านกาแฟ Evening Cafe (อีฟนิ่งคาเฟ่) สาวขี้วีน และเชื่อเรื่องการดูดวงแบบสุดโต่ง ถึงขั้นต้องนำม้าตัวเป็นๆ เข้ามาเลี้ยงในร้านกาแฟ ชนิดที่ทำเอาเหล่าสมาชิกในร้านต่างอึ้งกันเป็นแถว

เบื้องหลังการถ่ายทำของฉากดังกล่าว ผู้กำกับ “เต๊ะ-ศตวรรษ” และทีมงานได้นำม้าจริงๆ จากสโมสรขี่ม้า ลาดกระบังเข้าฉากที่ร้าน The 66 Cottage” ย่านสุขุมวิท หลังจากเตรียมทุกอย่างพร้อม จึงเริมถ่ายทำซีนแรก “เจ๊เนย” นำม้าที่ตั้งชื่อว่า “ถุงทอง” ให้สมาชิกในร้านมาลูบคลำ เสริมโชค อัพเกรดดวงชะตา ซึ่งดูเหมือนเหล่าสมาชิกทุกคน ไม่ว่าจะเป็น กัน, เบนซ์, ซี, เยียร์, อัพ และเต้ย เข้าฉากกับม้าผ่านพ้นไปได้ด้วยดี จะมีเจ้าของม้าอย่าง หมูมิ้นท์ ที่กล้าๆ กลัวๆ ไม่กล้าเข้าใกล้ม้าตัวจริงๆ จนผู้กำกับฯ เต๊ะ-ศตวรรษ ต้องมา สอนและบอกวิธีเข้าใกล้ม้า ก่อนจะปิดซีน เจ้าถุงทอง หายตัวไปจากร้าน แต่ไม่วายฝากกองอุจจาระกองโตทิ้งไว้ให้ดูต่างหน้า ที่ทำเอาเรียกเสียงฮากันทั้งกองถ่าย

โดย หมูมิ้นท์ ได้เปิดเผยความรู้สึกที่ต้องเข้าฉากในครั้งนี้ว่า “ตอนแรกหนูเห็นมันตัวใหญ่มาก เราก็เกร็งๆ กลัวๆ ที่ต้องเข้าฉากกับม้า แต่พอลูบมันไปเรื่อยๆ มันจะจำเราได้ ต้องพยายามเข้าไปให้อาหารมัน เข้าไปกอดมัน ซึ่งมันน่ารักและเชื่องมากๆ เราก็ได้รับคำเตือนมาว่าอย่าไปอยู่ข้างหลังมันนะ เพราะเดี๋ยวมันจะดีดใส่เอาค่ะ (หัวเราะ)”

ติดตามความสนุกแบบฮาๆ กับฉากเลี้ยงม้าเสริมดวงของ “หมูมิ้นท์” ได้ในภาพยนตร์ Sugar Café เปิดตำรับรักนายหน้าหวาน” ได้แล้วตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปทาง“MONOMAX” (โมโนแมกซ์) ผู้นำดูหนังออนไลน์แบบถูกลิขสิทธิ์ ในเครือ โมโนกรุ๊ป สำหรับสมาชิกใหม่ได้รับสิทธิ์ดูฟรี 1 เดือน หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ www.monomax.me

ไทม์แมชชีนแบบเด็กเนิร์ด ไม่ต้องหรู..แต่ลงตัวเว่อร์ ใน “ไทม์ฟรีค”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/381296

ไทม์แมชชีนแบบเด็กเนิร์ด ไม่ต้องหรู..แต่ลงตัวเว่อร์ ใน “ไทม์ฟรีค”

ไทม์แมชชีนแบบเด็กเนิร์ด ไม่ต้องหรู..แต่ลงตัวเว่อร์ ใน “ไทม์ฟรีค”

วันพฤหัสบดี ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 13.20 น.

“ไทม์ฟรีค” (Time Freak) ภาพยนตร์ที่ดัดแปลงมากจากหนังสั้นเข้าชิงออสการ์ของผู้กำกับ     “แอนดรูว์ โบว์เลอร์” ที่เลือกการย้อนเวลาในแบบที่ไม่ว่าจะย้อนเวลาไปช่วงไหน ก็ยังคงเป็นตัวของตัวเอง โดยไม่ต้องไปคอยระวังว่าจะไปเจอตัวเองในอดีต โดยได้ “เอซา บัตเตอร์ฟิลด์” รับบท “สติลล์แมน” และ “โซฟี เทอร์เนอร์” รับบท “เด็บบี้” พร้อมด้วย “สกายเลอร์ กีซอนโด” ในบท “เอแวน” ที่ยกทีมมาสร้างความป่วนให้กับปรากฏการณ์ย้อนเวลาที่ใครก็คาดไม่ถึง

“ผมไม่ชอบความวุ่นวายเลย หนังย้อนเวลาของผมไม่ใช่การย้อนไปแล้วจะต้องไปเจอเรื่องปวดหัว เพราะผมอยากให้ตัวละครของผมโฟกัสไปที่การพยายามเปลี่ยนแปลงตัวเอง หรือพยายามเป็นตัวเองที่ดีกว่าเดิม เพื่อที่จะไม่ต้องเสียคนที่รักไป และแน่นอนว่ามันเป็นการผจญภัยที่มาพร้อมกับความสนุกแบบสุดเหวี่ยง ซึ่งผมกับเรย์มอนด์ปรึกษากันถึงเรื่องการเซ็ทฉากเครื่องย้อนเวลาเพราะอยากให้คนดูเชื่อ และมองเห็นว่าเครื่องย้อนเวลาแบบนี้มันมีได้จริงๆ มันจะไม่ใช่การที่เขาผลิตเครื่องสุญญากาศอลูมีเนียมแย่ๆ แล้วจะมาใส่ควันเยอะๆ ให้มันดูอลังการคงไม่ได้ แล้วพวกเราก็ได้ ไบรอัน ไลฟ์ส มาช่วยเซ็ทฉากนี้” แอนดรูว์ โบว์เลอร์ กล่าว

ทางด้าน เรย์มอนด์ แมนส์ฟิลด์ ผู้ควบคุมงานสร้าง กล่าวต่อว่า “เราตกลงเลือก ไบรอัน ไลฟ์ส มาทำฉากให้เรา เขาเคยทำงานหนังสยองขวัญมา อาทิ ฮัลโลวีน 5 (Halloween5) และล่าสุดกับการจัดฉากเรื่อง กรรมพันธุ์นรก (Hereditary) ซึ่งผมว่าเขามีไอเดียที่ดีมากที่จะมาช่วยในการสร้างฉากไทม์แมชชีนในแบบฉบับหนังของเราได้ ซึ่งเมื่อไลฟ์สได้อ่านบทหนังอย่างละเอียด เขาก็รู้ว่าพื้นที่แล็บ ที่จะกลายมาเป็นไทม์แมชชีนนั้น มันก็คือโรงรถดีๆ นี่เอง แต่มันต้องไม่ใช่โรงรถธรรมดา มันคือโรงรถของเด็กเนิร์ด เด็กสติเฟื่อง และเต็มไปด้วยของสุดล้ำ การดีไซน์เครื่องไทม์แมชชีนของเขาสอดคล้องกับความล้ำนั้น พวกเราเนรมิตแล็บนี้ที่ห้องสตูดิโอขนาดใหญ่ วัสดุอุปกรณ์ที่มีสีฟ้าอ่อนๆ มีเส้นโค้ง ไฟนีออน และลำโพง!!! ใช่!! เราใช้การย้อนเวลาโดยให้เสียงเป็นตัวแปรของการย้อนเวลา แล้วไทม์แมชชีนที่เราต้องการก็ปรากฏออกมาตรงหน้าอย่างที่เห็น”

“ที่สำคัญความสนุกของเรื่องมาจากการที่เราเห็นพวกเขามีโอกาสนับครั้งไม่ถ้วนเพื่อที่จะแก้ไข ผมชอบคาแรกเตอร์เพื่อนพระเอกมาก เพราะเขาเป็นคนคอยซัพพอร์ทเพื่อนของเขา บ่อยครั้งที่ทำตัวเซ่อจนพระเอกต้องย้อนเวลากลับโดยไม่จำเป็น เขาเป็นตัวเรียกเสียงตลกที่ได้ผลมาก มันดึวความเลี่ยนของความรัก ให้คงมาตรฐานของหนังไว้ให้สนุกได้อย่างต่อเนื่อง” เรย์มอนด์ กล่าวปิดท้าย

ร่วมพิสูจน์ความสนุกและลุ้นการกลับไปคืนดีของหนุ่มฟิสิกส์ที่ถูกเท ในภาพยนตร์โรแมนติก คอมิดี้ เรื่อง “ไทม์ฟรีค” (Time Freak)   5 ธันวาคมนี้ ในโรงภาพยนตร์

ดร.ทวีศักดิ์ ผู้จัดซีรี่ส์ “รักไม่จำกัดนิยาม” ปลื้ม รับรางวัล “พ่อตัวอย่างแห่งชาติ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/381289

ดร.ทวีศักดิ์ ผู้จัดซีรี่ส์ “รักไม่จำกัดนิยาม” ปลื้ม รับรางวัล “พ่อตัวอย่างแห่งชาติ”

ดร.ทวีศักดิ์ ผู้จัดซีรี่ส์ “รักไม่จำกัดนิยาม” ปลื้ม รับรางวัล “พ่อตัวอย่างแห่งชาติ”

วันพฤหัสบดี ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 12.47 น.

ดร.ทวีศักดิ์ เผ่าบัณฑูร ผู้จัดซีรี่ส์“รักไม่จำกัดนิยาม” เป็นปลื้มสุดๆ เมื่อ คุณพ่อสมชาย เผ่าบัณฑูร ได้รับคัดเลือกพ่อที่มีคุณสมบัติดีเด่นสมควรเป็น“พ่อตัวอย่างแห่งชาติ”  จัดขึ้นเป็นปีที่ ๓๙  ประจำปี ๒๕๖๑ โดยเข้ารับเกียรติบัตรจากผู้แทนพระองค์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จัดโดย  สมาคมผู้อาสาสมัคร ช่วยการศึกษาและคัดเลือกพ่อตัวอย่างแห่งชาติ ประจำปี ๒๕๖๑ เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติและแสดงความจงรักภักดี แด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร “พระราชบิดาแห่งชาติ”

4 แนวคิด สร้างธุรกิจที่มั่นคง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/584858

  • วันที่ 28 มี.ค. 2562 เวลา 17:05 น.

4 แนวคิด สร้างธุรกิจที่มั่นคง

เรื่อง กั๊ตจัง ภาพ  เอเอฟพี

หลายคนทำงานหาเงินลงทุนในกองทุนต่างๆ มากมายเพื่อหวังนำเงินออกมาใช้หลังเกษียณ แต่สุดท้ายกลายเป็นว่าต้องออกจากงานกลางคัน แล้วนำเงินที่เก็บไว้มาลงทุนธุรกิจของตัวเองก่อนเวลาเกษียณไม่กี่ปี ซึ่งอย่างที่เราทราบกันดีก็คือการลงทุนธุรกิจส่วนตัวคือความเสี่ยง แล้วเราจะรับความเสี่ยงสูงเช่นนี้ก่อนวันเกษียณอย่างนั้นหรือ

1.เริ่มต้นลงทุนตั้งแต่อายุยังน้อย

อายุน้อยร้อยล้าน ในวัย 30 กว่าเกิดขึ้นมากมายเพราะพวกเขารู้จักลงทุนกิจการเล็กๆ ส่วนตัวตั้งแต่เรียนจบใหม่ จะทำเงินได้มากน้อยแค่ไหนก็ต้องรู้จักทำ เพราะพวกเขาอายุยังน้อยเมื่อล้มก็มีโอกาสเริ่มต้นใหม่ได้เสมอ

เพราะในโลกนี้หาน้อยบริษัทที่มีความมั่นคงเกิน 50 ปี ถึงจะมีแต่เมื่อถึงรุ่นของเราก็อาจไม่เป็นไปอย่างที่คิด เพราะโลกเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด เทคโนโลยีใหม่การแข่งขันใหม่ที่จะทำให้ธุรกิจเก่าซึ่งปรับตัวยาก ไม่สามารถก้าวข้ามผ่านเส้นแห่งการเปลี่ยนแปลงไปได้

แต่ถ้าเป็นธุรกิจส่วนตัวของคุณเอง คุณเลือกได้ว่าสิ่งไหนคืออนาคต ยิ่งเป็นธุรกิจขนาดเล็กด้วยแล้วการปรับตัวยิ่งง่ายมีโอกาสรอดพ้นจากการเปลี่ยนแปลงในอนาคตได้อีก

2.เริ่มจากจุดเล็กๆ เพื่อความมั่นคงในอนาคต

ชีวิตจะมั่งคั่งร่ำรวยไม่ได้เกิดจากการที่เราได้งานที่มีเงินเดือนสูง แต่เกิดจากแสวงหาช่องทางสร้างรายได้อื่นๆ มากกว่า 1 ช่องทาง หลายคนเชื่อว่าจะลงทุนทั้งทีต้องทำให้ดีไปเลย เป็นความคิดที่ถูกส่วนหนึ่งแต่มีความเสี่ยงมากเกินไป เพราะปัจจัยที่จะทำให้ธุรกิจของคุณประสบความสำเร็จนั้นมีมากมาย ตั้งแต่ทำเลที่ตั้ง สินค้า ไปจนถึงระบบการบริหารภายใน

นั่นคือสิ่งที่คุณควรเรียนรู้จากการทำธุรกิจขนาดเล็กก่อนที่จะไปทำกิจการขนาดใหญ่ให้ประสบความสำเร็จ ดังนั้นการลงทุนธุรกิจขนาดเล็กที่คุณสามารถหาเวลาทำไปพร้อมๆ กับงานประจำที่ทำอยู่เป็นสิ่งที่คนรุ่นใหม่ควรหาช่องทางทำให้มากที่สุด อาจจะไม่ได้อยู่ในรูปแบบของร้านค้า การรับงานฟรีแลนซ์ก็นับเป็นธุรกิจส่วนตัวของคุณได้เช่นกัน ซึ่งจะเห็นประโยชน์มากที่สุดตอนที่คุณถูกเลิกจ้าง

3.ลงทุนในธุรกิจที่ลูกหลานได้สานต่อ

การสร้างความมั่นคงที่ดีที่สุดของชีวิตคือการทำให้ครอบครัวมีความมั่นคงไม่สร้างปัญหาให้กับครอบครัวของตัวเอง แต่จะดีที่สุดหากเราลงทุนทำธุรกิจที่สามารถส่งต่อให้กับลูกหลานได้ เผื่อวันหนึ่งเราไม่อยู่แล้วคนข้างหลังก็ยังสามารถเดินต่อไปได้ด้วยตัวเอง

ดังนั้น ธุรกิจที่เราควรลงทุนควรเป็นธุรกิจที่เรียนรู้ง่าย ไม่ใช่มีแค่ตัวเราที่ทำได้ เช่น ธุรกิจค้าขาย ธุรกิจขายตรง สามารถฝึกฝนเรียนรู้ได้ง่าย แต่ถ้าเป็นธุรกิจงานที่ต้องใช้แรงและทักษะเฉพาะทาง ใช้ความชอบส่วนบุคคลก็มีความเสี่ยงที่ธุรกิจนั้นจะจบเพียงคนเพียงหนึ่งรุ่น

4.ขยายการลงทุนเสมอ

เมื่อวันหนึ่งคุณมีธุรกิจของตัวเองที่มีความมั่นคงแล้ว ก้าวต่อไปไม่ใช่การหยุดนิ่งแล้วรอรับเงิน แต่ควรลงทุนเพิ่มเติม อาจจะอยู่ในรูปแบบของสินค้าใหม่ ขยายสาขา หรือเริ่มธุรกิจใหม่ แต่ส่วนมากแล้วเราจะขยายธุรกิจด้วยการแตกไลน์สินค้าและสาขา มากกว่าการเริ่มธุรกิจใหม่ด้วยเหตุผลดังนี้

การทำธุรกิจใหม่จะทำให้เราเสียเวลาไปลงทุนเรียนรู้สิ่งใหม่ซึ่งอาจจะใช้เวลาไม่น้อยกว่า 2 ปีกว่าจะลงตัว ซึ่งไม่รู้ว่าจะประสบความสำเร็จด้วยหรือไม่ เว้นเสียแต่ว่าคุณจะเห็นว่าธุรกิจนั้นมีอนาคตที่ดีจริงๆ แล้วตรงกับความรู้ความสามารถของคุณอีกด้วย

ถ้าหากคุณเริ่มคิดหาสินค้าใหม่ๆ เข้ามาอยู่ในธุรกิจของคุณจะช่วยเพิ่มรายได้ง่ายๆ อย่างชัดเจน สมมติว่าคุณเปิดร้านกาแฟ ลองคิดสูตรใหม่ให้เป็นเมนูซิกเนเจอร์ดิช แต่หากไม่มั่นใจว่าเมนูนั้นจะเป็นซิกเนเจอร์ดิช หรือซิกเนเจอร์ดาย ให้ทำเป็นเมนูลิมิเต็ด เอดิชั่น หรือเมนูประจำฤดูกาล ให้ลูกค้าลองรับประทาน

เหมือนกับการตลาดของเครื่องดื่มที่ออกรสชาติประจำฤดูกาลออกมาเป็นลิมิเต็ด เอดิชั่น ซึ่งบางรสชาติก็ผ่าน บางรสชาติก็ขอชิมแค่ครั้งเดียวในชีวิต หากมีเสียงตอบรับดีเราก็จะได้ชิมรสชาตินั้นทุกปี หรือไม่แล้วแบรนด์เครื่องดื่มก็แอบเอามาขายในชื่อเมนูใหม่ ซึ่งคุณเองก็ใช้วิธีการเดียวกับร้านกาแฟของคุณได้เช่นกัน

ในกรณีที่คุณขยายสาขา ต้องดูว่าเงินทุนของคุณนั้นมากพอจะทำให้ธุรกิจใหม่นั้นอยู่ได้เกินปี โดยไม่ใช้เงินจากร้านเดิมมาช่วยหรือไม่ ถ้าได้ค่อยลงทุน แม้จะลำบากในช่วงแรกแต่อย่างน้อยด้วยประสบการณ์ที่คุณมีจะช่วยแก้ปัญหาได้ไม่ยาก

สิ่งที่ต้องเรียนรู้เพิ่มเติมก็คือพฤติกรรมผู้บริโภคของแต่ละท้องถิ่นนั้นไม่เหมือนกัน อย่าลืมสำรวจความต้องการลูกค้าก่อนเปิดจะช่วยลดความเสี่ยงในธุรกิจของคุณที่จะเก็บเกี่ยวไปถึงวันเกษียณได้

ผักพื้นบ้าน บำรุงสมอง-ชะลอชรา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/584855

  • วันที่ 28 มี.ค. 2562 เวลา 17:00 น.

ผักพื้นบ้าน บำรุงสมอง-ชะลอชรา

เรื่อง  กันย์ ภาพ  pixabay

ความชราเป็นของฟรีที่ไม่มีใครอยากได้ ต่อให้กินอาหารเสริมยาบำรุงสักเพียงใด ก็อาจจะช่วยไม่ได้มากนัก แต่ถ้าเราดูแลร่างกายให้ดีในวิถีการกินจากชีวิตประจำวันแล้วนั้นถือว่ากินอาหารให้เป็นยา โดยเฉพาะกินอาหารตามฤดูกาลกินผักพื้นบ้านช่วยชะลอความชรา ถือเป็นของดีราคาถูก เพราะผักพื้นบ้านที่หากินได้ง่าย สรรพคุณไม่ธรรมดา ช่วยบำรุงร่างกาย อวัยวะตั้งแต่ภายในสู่ภายนอกทำให้มีสุขภาพดีและผิวพรรณก็ยังสวยสดใส ชะลอวัยให้แก่ช้าลงอีก จะมีผักชนิดใดบ้างและสรรพคุณอื่นๆ มีอะไรมาดูกัน

ในผักมีวิตามิน สารต้านอนุมูลอิสระ และสารอาหารอื่นๆ สามารถป้องกันสมองเสื่อมได้ ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ ผักพื้นบ้านซึ่งหาได้ตามท้องถิ่น ผักที่แนะนำทั้ง 10 ชนิดเป็นผักที่หาได้ง่ายๆ ใกล้ๆ ตัว

1.ผักหวาน ผักหวานมีรสชาติหวานสมชื่อ นิยมนำไปนึ่งแล้วจิ้มกับน้ำพริกแจ่วสารพัดชนิด ประโยชน์ของผักหวานป้องกันโรคเกี่ยวกับประสาทและสมอง เช่น อัลไซเมอร์ ป้องกันโรคมะเร็ง ป้องกันโรคหัวใจขาดเลือด ป้องกันโรคเบาหวาน ช่วยลดความอ้วน ช่วยบำรุงร่างกาย ต้านอนุมูลอิสระ แก้ร้อนใน ช่วยลดไข้ แก้น้ำดีพิการ แก้อาการเบื่อเมาบรรเทาอาการปวดมดลูก แก้ปวดเมื่อยตามร่างกาย

2.ผักกูด ผักกูดอร่อยต้องกินหน้าแล้งเพราะรสชาติไม่ฝาดเหมือนในฤดูอื่นๆ อร่อยตรงจืดอมหวานเนื้อกรอบ ส่วนใหญ่นิยมกินยอดและใบอ่อน ผักกูดน้ำไม่นิยมกินสด มักเอาไปต้มหรือเอาไปลวก นอกจากกินเป็นผักแนม ผักกูดน้ำยังใช้ ต้ม ยำ ทำแกงหรือผัดกับน้ำมันเฉยๆ ก็อร่อยเหลือหลาย เคล็ดลับการทำแกงส้มผักกูดควรใส่ปลาช่อนถึงจะเข้ากันได้ดี

3.ใบชะพลู ไม้พุ่มขนาดเล็ก ใบดกหนา ชะพลูมีชื่อเรียกต่างๆ กัน กินแล้วช่วยบำรุงธาตุ ขับลม แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ

4.บัวบก คนไทยทั่วทุกภาคนิยมกินบัวบก แต่ชื่อที่เรียกจะแตกต่างกันไป นอกจากทำอาหารแล้วบัวบกยังนำมาคั้นเป็นน้ำสมุนไพรดื่มให้รสหวาน หอม เย็นชุ่มคอ บัวบกช่วยระบายความร้อน แก้อ่อนเพลีย บำรุงหัวใจ บำรุงสมอง แก้ไมเกรน ชาวจีนเชื่อว่า บัวบกแก้ช้ำใน ทำให้เลือดกระจาย หายฟกช้ำเร็วขึ้น ประโยชน์ของบัวบก ใบบัวบกช่วยคืนความอ่อนเยาว์ ย้อนอายุและวัย ใช้เป็นยาอายุวัฒนะ ช่วยเสริมสร้างและกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสติน มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระ ช่วยต่อต้านการเสื่อมของเซลล์ต่างๆ ในร่างกาย ประโยชน์ของใบบัวบก ช่วยบำรุงและรักษาสายตา ฟื้นฟูรอบดวงตา เพราะบัวบกมีวิตามินเอสูง ช่วยบำรุงประสาทและสมองเหมือนใบแปะก๊วย ช่วยทำให้ความจำดีขึ้นและทำให้มีปฏิภาณไหวพริบเพิ่มมากขึ้น ช่วยเพิ่มความจำในผู้สูงอายุ ช่วยเพิ่มสมาธิ แก้สมาธิสั้น ช่วยผ่อนคลายความเครียด

5.ผักปลัง ชาวเหนือเรียกผักปั๋ง กินอร่อยได้ทั้งยอดอ่อน ใบอ่อนและดอกอ่อน กินเป็นผักต้ม ลวกหรือนึ่งสุก ผักปลังช่วยในการระบาย จึงเหมาะสำหรับผู้สูงอายุที่มีปัญหาเรื่องการขับถ่าย

6.ไหลบัว คือ หน่ออ่อนของต้นดอกบัวหลวงที่ยังไม่โผล่พ้นน้ำ ซึ่งต่างจากสายบัวที่เป็นส่วนก้านดอกของบัวสาย ไหลบัวมีความกรอบและรสชาติหวานมันจึงนิยมนำมากินสด ถือเป็นยา เย็น ช่วยบำรุงร่างกาย แก้อ่อนเพลียและบำรุงหัวใจ

7.ผักแพว ความอร่อยของผักแพวอยู่ที่กลิ่นหอมและรสร้อนแรง จึงนิยมกินเป็นผักสดแนมกับอาหารรสจัดแทบทุกชนิด และนำไปปรุงเป็นเครื่องปรุงรสในอาหารประเภทลาบ และใส่แกงปลารสจัด เพื่อตัดกลิ่นคาวปลาพร้อมกับปรุงอาหารประเภทหอยเพื่อเสริม ความหอม กินแล้วช่วยขับลมในกระเพาะดีนัก ประโยชน์ของผักแพวอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระหลายชนิดที่ช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานโรคให้กับร่างกาย และช่วยในการชะลอวัย ช่วยป้องกันและต่อต้านมะเร็ง ช่วยป้องกันโรคหัวใจ ใบใช้รับประทานช่วยทำให้เจริญอาหาร ช่วยบำรุงประสาท รสเผ็ดของผักแพวช่วยทำให้เลือดลมในร่างกายเดินสะดวกมากขึ้น

8.ใบยอ น่าอัศจรรย์ใจที่รสขมของใบยอและกลิ่นเฉพาะตัวนี้ มีบทบาทอย่างมากในอาหารไทยทั่วทุกภาค ที่เด่นสุดคือ ภาคกลางใช้เป็นผักรองกระทงห่อหมก จะช่วยลดความขมได้ ใบยอช่วยบำรุงร่างกาย แก้ปวดท้อง ท้องร่วง

9.ย่านาง จัดเป็นพืชประจำครัวภาคเหนือและอีสาน ใบย่านางทำให้เกิดรสกลมกล่อมอมหวาน กินย่านางช่วยดับพิษร้อนถอนพิษไข้ได้

10.หัวปลี ปลีกล้วยที่ใช้ทำอาหารส่วนใหญ่เป็นปลีกล้วยน้ำว้า เพราะฝาดน้อยและหาง่ายกว่ากล้วยพันธุ์อื่นๆ อาหารไทยนิยมกินปลีกล้วยสดกับเต้าเจี้ยวหลน กะปิคั่ว ผัดไทย ชุบแป้งทอด ปรุงเป็นแกงเลียง หัวปลีแก้โลหิตจาง ลดความดันโลหิต แก้ร้อนใน กระหายน้ำ ประโยชน์ของหัวปลี ปลีกล้วยมีสรรพคุณช่วยบำรุงฟันให้แข็งแรง และช่วยให้ฟันขาวสะอาด ประโยชน์ของปลีกล้วยช่วยบำรุงน้ำนม สำหรับแม่ลูกอ่อน ปลีกล้วยเป็นเกราะป้องกันกระเพาะ ช่วยแก้ปวดท้อง รักษาโรคกระเพาะอาหารอักเสบ ปลีกล้วยใช้รักษาแผลสด ดูดหนอง และบรรเทาอาการบวมจากแมลงสัตว์กัดต่อย ปลีกล้วยสรรพคุณดีต่อผู้ป่วยโรคเบาหวาน ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด ปลีกล้วยช่วยบำรุงธาตุ บำรุงเลือด เพิ่มความเปล่งปลั่ง ดูมีเลือดฝาด ปลีกล้วยดีต่อผู้ป่วยโลหิตจาง และยังช่วยให้เลือดไหลเวียนดี ปลีกล้วยมีสรรพคุณช่วยบำรุงลำไส้ ช่วยแก้ร้อนใน แผลปากเปื่อย ปลีกล้วยช่วยให้หน้าอกเต่งตึง สมบูรณ์ ไม่หย่อนยาน ประโยชน์ของปลีกล้วยช่วยเพิ่มธาตุเหล็กในร่างกาย สรรพคุณปลีกล้วยช่วยบำรุงผิวพรรณให้นวลเนียน ดูมีน้ำมีนวล

รู้ลึก-รู้กว้าง ความต่างที่คนทำงานจำเป็นต้องรู้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/584769

  • วันที่ 28 มี.ค. 2562 เวลา 11:30 น.

รู้ลึก-รู้กว้าง ความต่างที่คนทำงานจำเป็นต้องรู้

เมื่อเทคโนโลยีเข้ามาบทบาท จนรูปแบบการทำงานต่างไปจากเดิม คนทำงานในยุคนี้ต้องเป็นแบบไหนถึงจะไปรอด

ต้องยอมรับว่า ทุกวันนี้เทคโนโลยีเข้ามาเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำงานให้ต่างไปจากเดิม บริษัทต่างๆ เริ่มมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานมากขึ้น แล้วทักษะแรงงานแบบไหนที่จะตอบโจทย์องค์กรในยุค 4.0 ได้ สิ่งนี้ยังคงเป็นเรื่องที่คนทำงานอยากรู้มากที่สุด เพื่อพัฒนาศักยภาพให้ตอบโจทย์ตลาด

ส่วนคำถามที่ว่า ระหว่างคนที่ทำอะไรได้หลายอย่างและรอบรู้เรื่องราวต่างๆ อย่างกว้างๆ หรือ Generalist กับผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านที่รู้ลึก หรือ Specialist นั้นแบบไหนดีกว่า?

คำตอบของเรื่องนี้ดูเหมือนจะเป็นในลักษณะที่ว่า … “ก็แล้วแต่สถานการณ์”

สำหรับจุดแข็งของบุคลากรสองประเภทนี้ ก็คือ Specialist หรือผู้ชำนาญการเฉพาะด้าน มักสามารถเรียกค่าตอบแทนได้สูงกว่า โดยเฉพาะในเวลาที่เศรษฐกิจคึกคักเข้มแข็ง ขณะที่คนที่รอบรู้และคล่องตัวในหลายเรื่อง หรือ Generalist นั้น มักได้เปรียบกว่าในยามที่เศรษฐกิจมีปัญหาหรือถดถอย เพราะจะเป็นที่ต้องการของผู้จ้างงานมากกว่า

ยกตัวอย่างว่า ในช่วงที่เศรษฐกิจถดถอย ผู้ที่มีทักษะความรู้อย่างกว้างๆ เป็นที่ต้องการในตลาดแรงงานและมีความมั่นคงเรื่องการงานมากกว่าคนที่เก่งเฉพาะทาง แต่นอกจากสภาพเศรษฐกิจโดยรวมแล้ว ลักษณะและขนาดขององค์กรก็มีส่วนสำคัญในการกำหนดความต้องการทรัพยากรบุคคล กล่าวคือองค์กรขนาดเล็กกว่ามีแนวโน้มต้องการคนที่รอบรู้อย่างกว้างๆ ในหลายด้าน เพื่อให้สามารถทำงานทดแทนกันได้ ขณะที่องค์กรขนาดใหญ่ซึ่งมีการแบ่งสายงานเฉพาะอย่างชัดเจน ก็มักต้องการคนที่รู้ลึกหรือรู้เฉพาะทาง เพื่อรับผิดชอบเนื้องานอย่างเฉพาะเจาะจง

ในทำนองเดียวกัน Generalist ซึ่งถ้าจะเปรียบแล้วก็เหมือนกับ “เป็ด” ที่ทั้งว่ายน้ำได้และเดินบนบกได้ มักเป็นที่ต้องการของธุรกิจแบบสตาร์ทอัพซึ่งคาดหวังความคล่องตัวสูง และต้องการให้คนทำงานสามารถสวมหมวกหรือเปลี่ยนหมวกได้หลายใบ ในขณะที่ผู้ที่ชอบระบบงานหรือวัฒนธรรมการทำงานขององค์กรขนาดใหญ่ ซึ่งมีความชัดเจนแน่นอน ก็น่าจะพัฒนาทักษะแบบลึกเฉพาะทางสำหรับตัวเอง

ประเด็นสำคัญของเรื่องนี้ก็คือ เราต้องรู้จักตัวเองว่าชอบอะไร คือชอบเรียนรู้สิ่งละอันพันละน้อยเกี่ยวกับเรื่องต่างๆ อย่างหลากหลาย หรือเป็นคนที่ชอบรู้ลึกอย่างจริงจัง และสร้างความสมดุลของทักษะความรู้เหล่านี้อย่างเหมาะสมขึ้นมา เพราะขณะที่ผู้เริ่มอาชีพการงานในช่วงแรกมักมีแนวโน้มเริ่มจากการเป็น Generalist และค่อยๆ สะสมความรู้ความชำนาญจนกลายเป็น Specialist

โดยเรื่องนี้ดูจะยิ่งมีความสำคัญมากขึ้นในโลกซึ่งองค์ความรู้ต่างๆ พัฒนาและก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว เราจึงควรต้องรู้ให้กว้างเพื่อตามให้ทันแนวโน้มความเปลี่ยนแปลง ขณะที่รู้ลึกในเรื่องที่สนใจ เพื่อให้สามารถวิเคราะห์แยกแยะและแก้ปัญหาต่างๆ ได้อย่างแท้จริง

5 พฤติกรรมส่อแววพังก่อนสร้างตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/584646

  • วันที่ 27 มี.ค. 2562 เวลา 13:30 น.

5 พฤติกรรมส่อแววพังก่อนสร้างตัว

พบกับข้อพึงระวัง และพฤติกรรมอันตรายสำหรับคนเริ่มทำงาน ซึ่งอาจสร้างหนี้จนชีวิตพังก่อนสร้างเนื้อสร้างตัว

ในทุกๆ ปี มีบัณฑิตจบใหม่ก้าวสู่ชีวิตการทำงานนับไม่ถ้วน แน่นอนว่าคนทำงานมือใหม่ย่อมเจอสังคมแบบใหม่ที่กว้างใหญ่ขึ้น อาจมีบ้างที่เผลอใจไปกับสิ่งยั่วยวน ทั้งเพื่อเข้าสังคม ต้องการการยอมรับ หรือสนองความต้องการที่ตัวเองใฝ่ฝัน แต่ต้องระวัง 5 เรื่องที่อันตรายสำหรับคนเริ่มทำงาน ซึ่งอาจสร้างหนี้ก่อนสร้างเนื้อสร้างตัว

1.ราชาเงินผ่อน

เมื่อเริ่มมีเงินเดือนประจำ บรรดาสถาบันการเงินต่างๆ ก็พร้อมใจกันยื่นข้อเสนอให้มีบัตรเครดิตไว้ใช้จ่ายเพื่อความสะดวกสบาย หรือใช้ในยามฉุกเฉิน ด้วยการอนุมัติวงเงินที่มากกว่าเงินเดือนหลายเท่า ทำให้หลายคนตื่นตาตื่นใจ อยากได้ข้าวของที่ต้องการ แต่ถ้าใช้จ่ายเกินตัวไปกับสิ่งของฟุ่มเฟือยโดยไม่ยั้งคิดและผ่อนจ่ายไม่ตรงกำหนด ดอกเบี้ยก็เริ่มทำงานและเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นการทำงานใช้หนี้ มากกว่าใช้ชีวิตแบบมีคุณภาพ

2.หลงภาพชีวิตดีๆ ในโซเชียล

คนทำงานมือใหม่หลายคนมักหลงเชื่อภาพลวงตาในโลกโซเชียลของเพื่อน ที่โพสต์อวดแต่เรื่องชีวิตดี๊ดี ร้านอาหารชื่อดัง ทริปท่องเที่ยวโรแมนติก หรือของใช้แบรนด์เนมต่างๆ ทำให้เกิดความอยากอวดบ้าง ถึงขนาดยอมทุ่มเงินเดือนทั้งเดือน หรือใช้วิธีเที่ยวก่อนผ่อนทีหลังเพื่อให้ได้มาซึ่งภาพเหล่านั้น เพราะคติที่ยึดติดว่า เสียเงินไม่ว่าแต่เสียหน้าไม่ได้

3.โชว์ชีวิตโก้หรู

คนทำงานยุคใหม่จะมีเทรนด์การใช้ชีวิตที่ต่างไปจากคนรุ่นก่อน ด้วยสังคม ค่านิยม และทัศนคติที่เปลี่ยนไป เมื่อเริ่มทำงานและหาเงินเองก็อยากจะมีทรัพย์สินชิ้นใหญ่ เริ่มต้นด้วยการเป็นราชินีเงินดาวน์ เช่น ดาวน์บ้าน คอนโดมิเนียม ถอยรถป้ายแดงโชว์ชีวิตสุดโก้ โดยไม่คำนึงถึงรายได้หรือความมั่นคงในอาชีพที่ทำอยู่ บางคนมีรายได้เพียงน้อยนิดแต่คิดซื้อทั้งรถและบ้าน สุดท้ายเมื่อค่าใช้จ่ายมากเกินกำลังกลับกลายเป็นทั้งบ้านและรถถูกยึดไปต่อหน้าต่อตา ทีนี้แหละจะไร้สินทรัพย์และเงินออม

4.ปาร์ตี้บ่อย

ยอมรับเถอะว่าทุกครั้งที่ไปปาร์ตี้เราต้องทั้งเสียเงินและสุขภาพ นับเป็นพฤติกรรมอันตรายที่ทำร้ายคนทำงานมือใหม่มานักต่อนัก เพราะในสังคมออฟฟิศจะมีการสังสรรค์ร่วมกันเสมอ บางคนเสพติดต้องปาร์ตี้ทุกสัปดาห์ ฉลองทุกวันเงินเดือนออก ส่วนวันอื่นๆ คุณภาพชีวิตจะต่ำลงจนต้องนั่งกินอาหารกึ่งสำเร็จรูป เพราะชักหน้าไม่ถึงหลัง

5.หวังรวยทางลัด

หลายคนอาจชินกับการได้เงินโดยไม่ต้องทำงานตั้งแต่สมัยเรียนที่ได้เงินจากพ่อแม่ แต่บางคนก็มาเสียคนตอนทำงาน โดยเฉพาะชายหนุ่มที่ชื่นชอบการแข่งขัน ท้าทาย รักสนุก หรือหวังรวยเพราะโชคช่วยด้วยการพนัน ทั้งแทงบอล เล่นหวย ยิ่งทำงานมีรายได้ก็เกิดอยากรู้อยากลองมากขึ้นเป็นเงาตามตัว ตอนแรกอาจคิดว่าลองเสี่ยงเล็กน้อยเพื่อความสนุกสนาน แต่นานวันกลับเสพติดโดยไม่รู้ตัว อย่างนี้สิ้นเนื้อประดาตัวแน่นอน

มินิ การ์เด้น สวนในขวดสุดครีเอท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/584694

  • วันที่ 27 มี.ค. 2562 เวลา 12:00 น.

มินิ การ์เด้น สวนในขวดสุดครีเอท

เรื่อง ภาดนุ จั่นประดับ ภาพ ทวีสุข นิรันตรัตน์

ยุคนี้เป็นเรื่องปกติที่คนทำงานมักมีอาชีพที่สอง ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากงานอดิเรกที่พวกเขารัก และ วี-ทวีสุข นิรันตรัตน์ ก็เป็นอีกหนึ่งหนุ่มที่นำความชอบจากงานอดิเรกมาสร้างธุรกิจที่ชื่อว่า “Mini Garden สวนในขวด” ที่สร้างรายได้เสริมให้เป็นอย่างดี

“ที่จริงแล้วผมอยู่ในสายงานด้านกราฟฟิก ดีไซเนอร์ ช่วงที่ว่างจากการทำงานผมมักจะชอบเดินทางท่องเที่ยวและชอบถ่ายรูปวิวธรรมชาติด้วย ซึ่งตอนที่เรียนปริญญาตรีผมมีงานอดิเรกอย่างหนึ่ง คือการต่อโมเดลหุ่นยนต์และทำฉากจำลอง พอมาทำงานประจำ ผมก็นำงานอดิเรกนั้นมาปรับทำเป็นสวนในขวด ทำไปทำมาปีนี้ก็เข้าสู่ปีที่ 3 แล้ว

ช่วงก่อนที่จะเริ่มทำสวนขวดนั้น ผมก็ไปนั่งคิดอยู่ว่า เราสามารถจะนำงานอดิเรกที่ชอบเที่ยวชมธรรมชาติและชอบถ่ายรูปของตัวเองมาแมตช์กับการทำธุรกิจได้ไหม เมื่อคิดดูแล้วว่าทำได้ จึงเกิดเป็นงานย่อส่วนธรรมชาติขึ้น นั่นก็คือการทำ Terrarium หรือสวนขวดขึ้นมา จากนั้นก็หาข้อมูลว่าในเมืองไทยมีคนทำกี่รายแล้ว ต่อด้วยการวางลูกค้ากลุ่มเป้าหมายที่เป็นผู้หญิงวัยทำงาน และเริ่มคิดรูปแบบของสวนขวดที่อยากทำออกมานำเสนอลูกค้าทันที”

ทวีสุข เล่าต่อว่า รูปแบบของสวนขวดที่ผู้หญิงทำงานส่วนใหญ่ชอบจะเป็นสไตล์น่ารักๆ มีขนาดที่สามารถตั้งอยู่ข้างมุมโต๊ะทำงานได้ ซึ่งสวนขวดนี้ถือว่าเป็นธรรมชาติย่อส่วนที่ช่วยให้พวกเธอผ่อนคลายได้

“จุดเด่นของสวนในขวดที่ผมทำคือ ลูกค้าสามารถรีเควสต์สไตล์สวนที่พวกเขาต้องการได้ โดยอาจจะดึงมาจากความทรงจำของสถานที่ที่พวกเขาชอบ แล้วนำมาเป็นโจทย์ให้ผมย่อส่วนสถานที่นั้นลงไปในขวด เช่น ผู้หญิงไปเที่ยวทะเลกับคนรัก แล้วอยากได้ฉากที่มีต้นมะพร้าว มีตัวการ์ตูนปั้นจักรยาน ผมก็จะจำลองทุกอย่างตามโจทย์ที่ลูกค้าต้องการออกมา

อีกส่วนหนึ่งก็จะเป็นไอเดียที่เกิดจากตัวผมเอง ที่ได้ไปถ่ายภาพวิวสวยๆ ไว้ ผมก็จะนำภาพธรรมชาติเหล่านั้นมาจำลองเป็นฉากในสวนขวด เช่น ป่าไม้ ภูเขา ลำธาร น้ำตก และทะเล เรียกว่าสามารถจำลองย่อส่วนได้หมด ซึ่งข้อได้เปรียบของผมก็คือ ผมเคยเรียนการทำเอฟเฟกต์ต่างๆ เช่น น้ำตก ช้างพ่นน้ำ และอื่นๆ มาด้วย จึงสามารถนำมาถ่ายทอดลงในสวนขวดได้อย่างสมจริง โดยราคาสวนขวดจะเริ่มที่ 229-5,000 บาท แต่ราคานี้จะไม่รวมค่าโมเดลและของตกแต่งที่ต้องเพิ่มเติมตามไอเดียของลูกค้านะครับ”

วีเสริมว่า งานสวนขวดทุกชิ้นที่เขาทำ ล้วนผ่านกระบวนการคิดที่นำมาผสมผสานกับความรู้ด้านเทคนิคลงไปด้วย จึงทำให้ผลงานของเขามีความโดดเด่นสวยงามต่างจากคู่แข่งรายอื่นๆ

“รูปทรงของสวนขวด ซึ่งเป็นที่นิยมของลูกค้าในช่วงนี้ก็คือ สวนขวดรูปทรงไข่ รวมทั้งรูปทรงขวดโหลอื่นๆ ก็จะนิยมลดหลั่นกันลงมา หลายคนอาจจะแย้งว่า สวนขวดนี้ค่อนข้างดูแลยาก เพราะตั้งไว้ไม่เท่าไรก็ตาย เรื่องนี้ไม่ยากเลยครับ สิ่งแรกคือสวนขวดนั้นเป็นพืชประเภทมอสที่มีชีวิตและชอบที่เย็นๆ ชื้นๆ ดังนั้น เราควรตั้งไว้ในอุณหภูมิห้อง 25-29 องศาเซลเซียส ยิ่งในออฟฟิศที่เปิดแอร์ยิ่งเหมาะเลย แสงในออฟฟิศก็ค่อนข้างเพียงพอ แต่ถ้าต้องการให้สวนขวดอยู่ได้นาน ก็ต้องมีแสงไฟสีขาวแบบเดย์ไลต์ส่องให้สวนขวดด้วย

สำหรับแสงแดดก็สามารถโดนได้เช่นกัน แต่ต้องเป็นแสงแดดยามเช้าช่วง 9-11 โมงเท่านั้น แดดยามบ่ายไม่ควรให้โดน อีกอย่างคือสวนขวดแบบปิด (ภาชนะปิดฝา) จะดูแลง่ายกว่าสวนขวดแบบเปิด (ไม่ปิดฝา) เนื่องจากก่อนปิดฝาขวดจะมีการดูแลเรื่องความชื้นให้กับมอสปลอดเชื้อที่อยู่ในพื้นที่จำกัดนั้นมาแล้ว ฉะนั้นสวนขวดแบบปิดจึงดูแลได้ง่ายกว่า แต่ถ้าเป็นสวนขวดแบบเปิด ในหนึ่งวันคุณต้องพรมน้ำให้มอส 3 ครั้งเพราะมอสที่ใช้ในสวนขวดเปิดจะเป็นมอสคนละประเภทกับที่ใช้ในสวนขวดแบบปิดนั่นเอง พูดง่ายๆ ว่าใครที่จะเลี้ยงสวนขวดเหล่านี้ให้รอด ก็ควรศึกษาวิธีดูแลมอสแต่ละประเภทให้เข้าใจซะก่อน แล้วสวนขวดจะสามารถอยู่กับเราได้นาน”

ผู้ที่สนใจเวิร์กช็อปทำสวนขวด หรือสั่งซื้อ โทร. 08-3015-2656 หรือ FB : Mini Garden สวนในขวด และ IG : minigarden_th

‘อ้วน-เตี้ย-ไอคิวต่ำ’ แก้ด้วยโภชนาการช่วงแรกของชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/584695

  • วันที่ 27 มี.ค. 2562 เวลา 12:00 น.

‘อ้วน-เตี้ย-ไอคิวต่ำ’ แก้ด้วยโภชนาการช่วงแรกของชีวิต

เรื่อง พุสดี

ปัญหาด้านโภชนาการของเด็กไทยที่ต้องได้รับการแก้ไข 3 เรื่อง ได้แก่ ภาวะโภชนาการเกิน ส่งผลให้เกิดโรคอ้วนตั้งแต่วัยเด็ก ภาวะโภชนาการไม่พอแบบเรื้อรัง ส่งผลให้การเจริญเติบโตชะงักและทำให้เด็กเตี้ย และภาวะโภชนาการไม่สมดุล ส่งผลต่อการพัฒนาสติปัญญาของเด็ก

ในงานประชุมวิชาการโภชนาการแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 12 ประจำปี 2561 จัดโดยสมาคมโภชนาการแห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์ได้หยิบยกหนทางป้องกันและแก้ไขปัญหาดังกล่าวด้วยการดูแลโภชนาการที่ดีในช่วงแรกของชีวิต หรือมหัศจรรย์พันวันแรก นั่นคือตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์ไปจนถึง 3 ขวบ

ศ.เกียรติคุณ นพ.ไกรสิทธิ์ ตันติศิรินทร์ อดีตผู้อำนวยการฝ่ายอาหารและโภชนาการ ขององค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) และประธานกรรมการวางแผนกรอบยุทธศาสตร์การจัดการด้านอาหารของประเทศไทย กล่าวว่า สถานการณ์ที่น่าเป็นห่วงตอนนี้คือ ภาวะโภชนาการเกิน จะพบว่าเด็กอ้วนมีจำนวนมากขึ้น โดยเฉพาะเด็กในเมืองใหญ่ ซึ่งครอบครัวยังเข้าใจผิดว่าเลี้ยงลูกให้อ้วนจะทำให้เติบโตดี ทั้งที่จริงแล้วการที่ปล่อยให้เด็กอ้วนตั้งแต่เล็ก ยิ่งทำให้มีแนวโน้มเป็นโรคอ้วนเมื่อเติบใหญ่

“หลักการง่ายๆ ในการแก้ปัญหาเด็กอ้วน คือ คุณพ่อคุณแม่ต้องลด 3 รสชาติในอาหารที่ลูกกิน ได้แก่ รสหวาน เค็ม มัน พร้อมกับสอนให้ลูกเลือกกินอาหารที่มีประโยชน์ และสร้างนิสัยการกินที่ดีให้ลูก”

ขณะที่ พ.อ.นพ.เรืองวิทย์ ตันติแพทยางกูรกุมารแพทย์โรคโภชนาการเด็ก กองกุมารเวชกรรม โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า เปิดเผยว่า ภาวะเตี้ยเป็นดัชนีที่สะท้อนถึงภาวะโภชนาการไม่เพียงพอแบบเรื้อรัง เนื่องจากกินอาหารไม่พอ หรือเจ็บป่วยเรื้อรัง แม้ความสูงของเด็กจะขึ้นอยู่กับพันธุกรรม แต่การเลี้ยงดูเด็กให้มีโภชนาการที่ดีและสมดุลต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงแรกของชีวิตก็เป็นปัจจัยเสริมให้เด็กไม่ประสบปัญหาภาวะเตี้ย

ถ้าจะแก้ปัญหาดังกล่าว พ.อ.นพ.เรืองวิทย์ เสนอว่า ต้องลดอัตราการเกิดทารกน้ำหนักตัวน้อย ควบคู่ไปกับการป้องกันภาวะเตี้ยจากภาวะโภชนาการไม่เพียงพอแบบเรื้อรังด้วยการส่งเสริมโภชนาการที่เหมาะสมตลอดช่วงวัยเด็ก

“โภชนาการที่ช่วยส่งเสริมความสูงตั้งแต่วัยเด็ก ได้แก่ โปรตีน และแคลเซียม ซึ่งเป็นสารอาหารสำคัญ รวมทั้งแร่ธาตุอื่นๆ เช่น ฟอสฟอรัส สังกะสี เหล็ก ทองแดง แมงกานีส และวิตามินซี วิตามินดี และวิตามินเค ซึ่งสารอาหารที่กล่าวมาทั้งหมดพบได้ในอาหาร 5 หมู่และนม เพราะฉะนั้น ทางที่ดีคุณแม่ควรได้รับโภชนาการที่ดีเต็มที่ตั้งแต่ตั้งครรภ์ จนเมื่อคลอดลูกออกมาแล้วก็ยังไม่สามารถละเลยต้องได้รับโภชนาการที่ดี เพื่อผลิตน้ำนมคุณภาพให้ลูก และเมื่อลูกถึงวัยหลัง 1 ขวบที่สามารถกินอาหารได้ คุณพ่อคุณแม่ต้องเลือกอาหารที่มีสารอาหารที่ครบถ้วน สมดุล และควรให้กินนมเป็นอาหารเสริมให้ได้วันละ 2-3 แก้ว”

ขณะที่ ศ.เกียรติคุณ นพ.ไกรสิทธิ์ เสริมว่า เด็กวัย 1-3 ขวบมีความต้องการแคลเซียมมาก และนมเป็นแหล่งอาหารที่มีแคลเซียมสูง การเลือกนมให้ลูกกินขึ้นอยู่กับความสะดวกของครอบครัว จะเป็นนมที่เติมสารอาหารพวกวิตามินเกลือแร่ก็ดี เพราะมีสารอาหารจำเป็นสำหรับช่วงวัยเด็กครบถ้วน แต่ราคาจะสูงกว่านมทั่วไป หากครอบครัวที่มีงบประมาณจำกัดอาจเลือกนมอื่นๆ หรือเด็กบางคนแพ้นมวัวก็สามารถกินนมถั่วเหลืองได้ เพราะปัจจุบันนมถั่วเหลืองก็มีการเติมแคลเซียมและวิตามินต่างๆ เพิ่มเช่นกัน

สำหรับโภชนาการมีผลต่อระดับสติปัญญา รศ.นพ.พงษ์ศักดิ์ น้อยพยัคฆ์ กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการและพฤติกรรม คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช กล่าวว่า สารอาหารที่มีต่อสติปัญญาของเด็ก มี 6 กลุ่ม ประกอบด้วย 1.โอเมก้า 3 2.วิตามินบี โฟลิก โคลีน ช่วยสร้างสมอง พัฒนาการด้านภาษา ความจำและความสามารถในการเรียนรู้ 3.สังกะสี ช่วยเรื่องสมาธิ 4.เหล็ก 5.ไอโอดีน ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของสมอง และ 6.วิตามินรวมและเกลือแร่ช่วยด้านสติปัญญา

“โครงสร้างสมอง มีการแบ่งขยายเซลล์ตลอดเวลาในช่วง 2-3 ขวบ โครงสร้างเหล่านี้จะขยายเร็วมาก และจะทำลายตัวเองด้วยถ้าไม่ได้ถูกใช้ สารอาหารที่เกี่ยวข้องกับสติปัญญา ได้แก่ วิตามินบี โคลีน สังกะสี และโอเมก้า 3 จะช่วยสร้างแขนงเครือข่ายสมองให้เกิดการเชื่อมต่อ ขณะที่วิตามินรวมและเกลือแร่ต่างๆ จะช่วยส่งเสริมการทำงานของสมองเช่นกัน อย่างไรก็ตาม สารอาหารทั้งหมดจะทำงานได้อย่างดี เมื่อได้รับในปริมาณที่สมดุล” รศ.นพ.พงษ์ศักดิ์ทิ้งท้าย