คาด “บิ๊กตู่” เล็งแล้วผู้เหมาะสมนั่ง “รักษาการรัฐมนตรี อว.”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/370530

คาด “บิ๊กตู่” เล็งแล้วผู้เหมาะสมนั่ง “รักษาการรัฐมนตรี อว.”

การเมือง,ประจิน จั่นตอง,การอุดมศึกษา วิจัย และนวัตกรรม,สอวช,กกอ,ประยุทธ์ จันทร์โอชา,คสช,บิ๊กจิน,บิ๊กตู่

“บิ๊กจิน” คาด “บิ๊กตู่” กำลังพิจารณาหาผู้เหมาะสมนั่ง “รักษาการ รมว.การอุดมศึกษาฯ”

เมื่อวันที่ 3 พ.ค. 62 ที่ ทำเนียบรัฐบาล  พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวถึงการตั้งกระทรวงใหม่ การอุดมศึกษา วิจัย และนวัตกรรม (อว.) ซึ่งมีผลแล้ว ว่า

กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงนี้มีทั้งหมด 10 ฉบับ ประกาศใช้แล้ว 9 ฉบับ เกี่ยวข้องกับการบริหารงาน ปรับปรุงโครงสร้างส่วนราชการ การบริหารงานของสถาบันอุดมศึกษาทั้งภาครัฐและเอกชน ส่วนอีก 1 ฉบับ กำลังดำเนินการอยู่ คือ ร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมวิจัยวิทยาศาสตร์และนวัตกรรม คาดว่าจะประกาศใช้ได้ภายในปีนี้ ทั้งนี้ กระทรวงการอุดมศึกษา วิจัย และนวัตกรรม จะดูแลใน 3 กลุ่มงานเดิม 1. วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 2. วิจัย นวัตกรรม 3. การอุดมศึกษา โดยจะควบรวมกลุ่มงานด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี และวิจัยนวัตกรรมเข้าด้วยกัน โดยทำงานคู่กับสภานโยบายการศึกษาวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ที่มี นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน รวมถึงสำนักงานส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ด้วย

พล.อ.อ.ประจิน กล่าวว่า ส่วนงานด้านการศึกษานั้น จะครอบคลุมสถาบันการศึกษาทั้งหมด ทั้งที่อยู่กับการกำกับและนอกกำกับของรัฐ รวมถึงสถาบันเอกชน โดยจะมีคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) เป็นผู้ดูแลด้านนโยบาย แทนสำนักงานการอุดมศึกษา มีคณะกรรมการด้านมาตรฐาน ดูแลในมาตรฐานการศึกษา ทั้งนี้ ด้วยการปรับเปลี่ยนโครงสร้าง จะทำให้สถาบันการศึกษามีความคล้องตัวมากขึ้น สอดรับการทำงานด้านการศึกษาและนวัตกรรม โดยสถาบันอุดมศึกษาจะมีภารกิจหลัก 1. สร้างบุคลากรให้ตรงความต้องการ 2. วิจัยนวัตกรรม 3. ส่งเสริมความรู้แก่สังคม 4. รักษา บำรุงศิลปวัฒนธรรม โดยทุกสถาบันต้องรับไปดำเนินการให้เกิดประสิทธิภาพ

พล.อ.อ.ประจิน กล่าวว่า ส่วนหน่วยงานราชการในสังกัดกระทรวงเดิม คาดว่าอีก 3 ปี จะต้องปรับเปลี่ยนสภาพ เช่น สํานักงานปรมาณูเพื่อสันติ จะปรับให้เป็นองค์การมหาชน เช่นเดียวกับสํานักงานวิจัยแห่งชาติ จะต้องประเมินว่าจะปรับเป็นองค์การมหาชนได้หรือไม่ กระทรวงใหม่นี้ถือเป็นกระทรวงใหญ่ ทำงานบูรณาการกับทุกกระทรวง รวมถึงชุมชนและผู้ประกอบการทุกระดับ ขณะนี้คาดว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กำลังพิจารณาผู้ที่เหมาะสมมาทำหน้าที่รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงใหม่ พร้อมพิจารณาตั้งปลัดกระทรวง และคณะกรรมการขับเคลื่อนกระทรวงที่รับผิดชอบโครงสร้างองค์การ ทั้งอัตรากำลัง งานด้านธุรการ นโยบายยุทธศาสตร์ ซึ่งต้องรอดูว่าจะมีการแต่งตั้งในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 7 พฤษภาคม นี้ หรือไม่ ส่วนเจ้าหน้าที่และข้าราชการในกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ เดิมนั้น ยังคงปฏิบัติหน้าที่ตามปกติ ยืนยันว่า ตำแหน่งจะยังคงเดินหรือเพิ่มขึ้น ไม่มีใครต้องถูกลดตำแหน่งแน่นอน

“บิ๊กป้อม” จำไม่ได้ “ส.ว.” มีใครบ้าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/370529

“บิ๊กป้อม” จำไม่ได้ “ส.ว.” มีใครบ้าง

การเมือง,ประวิตร วงษ์สุวรรณ,กกต,สว,คสช,บิ๊กป้อม,สนช

“บิ๊กป้อม” เผย รายชื่อ “ส.ว.” เรียบร้อยแล้ว แต่จำไม่ได้มีใครบ้าง ปัด “บิ๊กตู่” พิจารณาเองคนเดียว

เมื่อวันที่ 3 พ.ค. 62 เวลา 09.50 น. ที่ ทำเนียบรัฐบาล  พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม กล่าวถึงการคัดสรร ส.ว. ที่จะต้องทำให้เสร็จภายในวันที่ 11 พ.ค. หลังจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการในวันที่ 8 พ.ค. ว่า

ขณะนี้เรียบร้อยแล้ว โดยคณะกรรมการคัดสรร ส.ว. เป็นผู้ดูแลทั้งหมด ส่วนที่มีข่าวจะให้หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นผู้พิจารณาเพียงผู้เดียวนั้น ไม่เป็นความจริง เพราะคณะกรรมการฯ เป็นผู้ดูแล และตนอยู่ในคณะกรรมการด้วย แต่จำไม่ได้ว่า ส.ว. ที่คัดสรรมามีใครบ้าง

เมื่อถามถึงกรณีมีรายชื่อคณะรัฐมนตรีจะเข้าไปเป็น ส.ว. ด้วย พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า จำไม่ได้ เมื่อถามต่อว่า มีรายชื่อของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) บางคนที่จะไปเป็น ส.ว. ออกมาแล้วบางส่วน เท่าที่ดูเป็นไปตามนั้นหรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ไม่ทราบ ไม่เห็น จำไม่ได้ว่ามีใครบ้าง อาจจะเห็น แต่ดูผ่านไปเรื่อยๆ แต่จำไม่ได้เลยสักคน เพราะมันเยอะ

เมื่อถามถึงขณะนี้ในทางการเมืองมีการปล่อยข่าวผ่านโซเชียลมีเดียกันมาก พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ข่าวปลอมทั้งนั้น เป็นข่าวที่ไม่น่าเชื่อถือเลย ต่อข้อถามว่า มีกระแสข่าวเรื่อง นายกฯ คนนอกออกมาด้วย พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ตนไม่รู้ ยังไม่เห็น

"บิ๊กป้อม" จำไม่ได้ "ส.ว." มีใครบ้าง

ยื่น กกต. ยุบพรรค “อนาคตใหม่ – เพื่อไทย”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/370526

ยื่น กกต. ยุบพรรค “อนาคตใหม่ – เพื่อไทย”

การเมือง,สุรวัชร สังขฤกษ์,กกต,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,กลุ่มการเมืองภาคประชาชน,พรรคอนาคตใหม่,อนค,โมฆะ,ทักษิณ ชินวัตร,ฮ่องกง,พรรคเพื่อไทย,พท,ยุบพรรค,ศาลรัฐธรรมนูญ,ศร,ครอบงำ

กลุ่มการเมืองภาคประชาชน ยื่น กกต. ไม่รับรอง “ธนาธร” ยุบพรรคอนาคตใหม่ – เพื่อไทย

สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) 3 พ.ค. 62 เวลา 10.00 น.  นายสุรวัชร สังขฤกษ์ กลุ่มการเมืองภาคประชาชน ได้เดินทางมายื่นหนังสือขอให้ กกต. ระงับการรับรองผลการเลือกตั้งของว่าที่ ส.ส. พรรคอนาคตใหม่

เพราะอาจเข้าข่ายเป็นโมฆะ จากเหตุที่ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ อยู่ระหว่างการไต่สวนสืบสวนกรณีถือครองหุ้น ขัดต่อพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. มาตรา 98 (3) พร้อมกับขอให้ กกต. พิจารณาส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญ (ศร.) พิจารณายุบพรรคอนาคตใหม่ และให้ส่งศาลฎีกาสั่งเพิกถอนสิทธิ์สมัครรับเลือกตั้งของหัวหน้าพรรค และดำเนินคดีอาญากับหัวหน้าและกรรมการบริหารพรรค ทั้งนี้ ขอเรียกร้องให้ กกต. ควรพิจารณาที่หนังสือบริคณห์สนธิ เพราะวัตถุประสงค์ไม่สำคัญเท่ากับหนังสือบริคณห์สนธิ ซึ่งจะระบุว่าบริษัทนั้นดำเนินการในเรื่องอะไร

นอกจากนี้ นายสุรวัชรยังยื่นหลักฐานเป็นแผ่นซีดีจำนวน 2 แผ่น ที่อ้างว่าเป็นหลักฐานคำพูดของ นายทักษิณ ชินวัตร ที่พูดที่ฮ่องกง ที่จะน่าเข้าข่ายครอบงำพรรค จึงขอให้ กกต. ยุบ พรรคเพื่อไทย ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง มาตรา 28 ประกอบกับมาตรา 29

ยื่น กกต. ยุบพรรค "อนาคตใหม่ - เพื่อไทย"

ยื่น กกต. ยุบพรรค "อนาคตใหม่ - เพื่อไทย"

“นิพิฐ” ฟ้องเลขาฯ ป.ป.ช. ป้อง “สุภา”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/370408

“นิพิฐ” ฟ้องเลขาฯ ป.ป.ช. ป้อง “สุภา”

การเมือง,สุภา ปิยะจิตติ,ปปช,นิพิฐ อิศรางกูร ณ อยุธยา

“นิพิฐ อิศรางกูร ณ อยุธยา” ยื่นฟ้องเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ต่อศาลอาญาทุจริตฯ ภาค 1 จงใจละเว้นการสอบสวนเรื่องการให้สินบนข้ามชาติ

(30 เม.ย.) ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 ได้มีคำสั่งรับฟ้องไว้พิจารณา คดีหมายเลขดำที่ อท.3/2562 ที่นายนิพิฐ อิศรางกูร ณ อยุธยา เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายวรวิทย์ สุขบุญ เลขาธิการคณะกรรมการป.ป.ช. ในข้อหา เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ฯ ฝ่าฝืนประมวลจริยธรรมป.ป.ช.ฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561

สืบเนื่องจากมีข้อความบางช่วงบางตอนว่าจำเลยเป็นผู้ได้รับมอบหมายโดยตรงจากคณะกรรมการป.ป.ช. เพื่อให้ดำเนินการสอบสวนข้อเท็จจริงกรณีนางสาวสุภา ปิยะจิตติ และคณะป.ป.ช.ซึ่งเดินทางไปสอบข้อเท็จจริงที่ประเทศอินโดนีเซีย และผู้เกี่ยวข้องในการสอบสวนพยานที่ประเทศอินโดนีเซียที่ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบด้วยกฎหมาย และดำเนินการสอบสวนข้อเท็จจริง

เห็นได้จากคณะกรรมการป.ป.ช.ได้มีหนังสือที่ปช 0019/0601 ถึงโจทก์ แจ้งว่า “กรณีที่ท่านขอให้ตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงและลงโทษกรมการป.ป.ช.และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการสอบพยานที่ประเทศอินโดนีเซีย และขอให้เปิดเผยผลการสอบสวนเรื่องถุงสินบนและการสอบพยานที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายที่ประเทศอินโดนีเซีย รวม 21 ประเด็น ตามหนังสือที่ ปช0019/2365 ลงวันที่ 8 ธันวาคม2560 นั้น ที่ประชุมพิจารณาแล้วมีมติมอบให้เลขาธิการป.ป.ช.ดำเนินการสอบสวนข้อเท็จจริงเรื่องดังกล่าวแล้ว ผลเป็นประการใดจะแจ้งให้ทราบต่อไป”

หนังสือฉบับดังกล่าวไม่อาจตีความหรือแปลความหมายเป็นอย่างอื่นไปได้นอกจากคณะกรรมการป.ป.ช.ได้มีมติให้จำเลยดำเนินการสอบสวนข้อเท็จจริง รวม 21 ประเด็น และแจ้งผลให้กับโจทก์ทราบต่อไป และจำเลยย่อมรับรู้รับทราบถึงหนังสือฉบับที่ 1 ถึง ฉบับที่ 8 พร้อมทั้งพยานหลักฐานที่สำคัญทั้งหมดที่โจทก์ได้นำส่งต่อคณะกรรมการป.ป.ช.ผ่านจำเลย

“บิ๊กตู่” เผย “รัฐบาลใหม่” จะสานต่อที่ทำมา 5 ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/370336

“บิ๊กตู่” เผย “รัฐบาลใหม่” จะสานต่อที่ทำมา 5 ปี

การเมือง,ประยุทธ์ จันทร์โอชา,คสช,วันแรงงานแห่งชาติ,ทวี เตชะธีราวัฒน์

“บิ๊กตู่” รับข้อเรียกร้องเนื่องใน “วันแรงงาน” ระบุ รัฐบาลนี้เหลือเวลาทำงานอีกเดือน มี “รัฐบาลใหม่” มิ.ย. นี้ สานต่อ 5 ปี ที่ทำมา

เมื่อวันที่ 1 พ.ค. 62 เวลา 10.45 น. ที่ อาคารกีฬาเวสน์ 2 ศูนย์เยาวชนกรุงเทพมหานคร (ไทย – ญี่ปุ่น) เขตดินแดง กรุงเทพฯ  พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธานพิธีเปิดงานวันแรงงานแห่งชาติ ประจำปี 2562 โดย นายกฯ ได้รับ 10 ข้อเรียกร้องจาก นายทวี เตชะธีราวัฒน์ ประธานสภาองค์การลูกจ้างสมาพันธ์แรงงานแห่งประเทศไทย โดยสาระสำคัญเป็นการเรียกร้องให้ดูแลคุ้มครองสวัสดิการแรงงาน ลดความเหลื่อมล้ำ และยกระดับความปลอดภัย

จากนั้น พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวสุนทรพจน์ต่อผู้ใช้แรงงาน ว่า วันนี้เป็นวันที่น่ายินดีที่ได้พบกับพี่น้องแรงงานได้ร่วมกิจกรรมด้วยกัน โดยปัญหาแรงงานรัฐบาลได้มีการแก้ไขมาตามลำดับ ในวันแรงงานถือเป็นวันสำคัญที่ทุกภาคส่วนต้องตระหนัก ตนก็นึกถึงทุกคนในประเทศไทย ซึ่งมีอาชีพหลายอย่าง แรงงานถือเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้เจริญเติบโตอย่างมั่นคง การรับฟังความคิดเห็นจากท่านตาม 10 ข้อเรียกร้อง 10 ข้อจากปีที่แล้ว รัฐบาลได้ดำเนินการเสร็จสมบูรณ์ไปแล้ว 4 ข้อ เหลืออีก 6 ข้อ อยู่ในขั้นตอนของกฎหมาย ต้องมาฟังความเห็นทุกภาคส่วน ดังนั้น ขอให้เข้าใจว่ามีการดำเนินการต่อ พร้อมกับรับ 10 ข้อเสนอของปีนี้ไปดำเนินการด้วย อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันประเทศไทยถือว่ามีผู้ว่างงานน้อยที่สุด เป็นอันดับ 4 ของโลก หลายประเทศก็ชื่นชม และขอยืนยันกับแรงงานทุกคน รัฐบาลจะมุ่งมั่นช่วยเหลือและพัฒนาฝีมือแรงงานไทยให้ได้มาตรฐานสากล

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอีกว่า 5 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลทำทุกอย่างเพื่อประเทศและคนไทย เราพยายามแก้ปัญหาของประเทศในทุกมิติ ทั้งปัญหาเก่าและปัญหาใหม่ ตามสถานการณ์ต่างๆ รวมถึงปัญหาด้านแรงงาน ตนให้ความสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้เกิดความมั่นคงยั่งยืน ไม่ให้มันล้ม

“รัฐบาลนี้มีเวลาทำงานอยู่อีกประมาณเดือนหน้า จนกว่าจะมีรัฐบาลใหม่ในเดือนมิถุนายน ช่วงนี้เราก็จะเตรียมการเอากฎหมายที่ยังทำไม่เสร็จ หรือทำเสร็จแล้ว ก็จะออกกฎหมายลูก เพื่อให้ดำเนินการได้โดยเร็ว และกฎหมายที่พิจารณายังไม่เสร็จก็ต้องมีการพิจารณาต่อไปในรัฐสภาที่มีรัฐบาลใหม่ ผมยืนยัน ทุกอย่างที่ทำวันนี้ ที่ทำมา 5 ปี จะสืบสานต่อในรัฐบาลใหม่ อันนี้คือความต้องการของประชาชน อย่าคิดว่าผมมาพูดทุกปี ก็เพื่อพูดเอาใจ ให้ผ่านไปวันๆ มันไม่ใช่ คณะรัฐมนตรีและข้าราชการพยายามอย่างเต็มที่ในการเปลี่ยนแปลงประเทศของเราไปสู่ความสงบเรียบร้อย ไปสู่ความมีเสถียรภาพของรัฐบาล ไปสู่การยอมรับจากเวทีต่างชาติ” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

"บิ๊กตู่" เผย "รัฐบาลใหม่" จะสานต่อที่ทำมา 5 ปี

"บิ๊กตู่" เผย "รัฐบาลใหม่" จะสานต่อที่ทำมา 5 ปี

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน “ศิริโชค” ผิดหมิ่นฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/370323

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน “ศิริโชค” ผิดหมิ่นฯ

การเมือง,อนุชา สิหนาทกถากุล,ศาลอุทธรณ์,โรงแรมแลนด์มาร์ค,ศิริโชค โสภา,พรรคประชาธิปัตย์,ปชป,เสาวรส โสภา

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนรอลงอาญา 2 ปี ปรับ 1 แสน ลงโฆษณาคำพิพากษาใน นสพ. 7 วัน “ศิริโชค” ขอปรึกษาก่อนจะฎีกาต่อหรือไม่

1 พ.ค. 62 ที่ ห้องพิจารณา 703 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก  ศาลนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีหมายเลขดำ อ.3352/2558  ที่ นายอนุชา สิหนาทกถากุล อายุ 60 ปี นักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ตระกูลดังบุตรชายของ นายมนตรี เจ้าของธุรกิจโรงแรมแลนด์มาร์ค เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายศิริโชค โสภา อายุ 52 ปี อดีต ส.ส. สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) เป็นจำเลยคดี ในความผิดฐานหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 , 328 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550

จากกรณีเมื่อวันที่ 22 ก.ค. – 8 ต.ค. 58 ต่อเนื่องกัน จำเลยได้โพสต์ข้อความลงในเฟซบุ๊กส่วนตัว ทำนองว่า บิดาของโจทก์ เป็นคนไม่ดี ชอบเอารัดเอาเปรียบผู้อื่น ซึ่งทำให้โจทก์รู้สึกได้รับความเสียหาย จึงนำเรื่องมายื่นฟ้องเป็นคดี โดย นายศิริโชค จำเลย ให้การปฏิเสธ โดยศาลชั้นต้น มีคำพิพากษา วันที่ 16 พ.ย. 60 เห็นว่า การที่จำเลยได้โพสต์เฟซบุ๊ก ประกอบภาพถ่าย ระบุว่าแม่โดนหลอกให้ทำสัญญาเงินกู้แล้วไม่ได้รับเงิน สร้างหลักฐานเท็จมาฟ้องคดี และที่แม่ถูกจำคุกเพราะไม่มีหลักฐานเพียงพอนั้น ทำให้ผู้ติดตามเฟซบุ๊กจำเลย เข้ามาแสดงความคิดเห็นตำหนิบิดาของโจทก์และครอบครัวโจทก์ว่าเป็นคนไม่ดี ได้รับความเสียหาย ทำให้โจทก์ถูกดูหมิ่นเกลียดชัง จึงพิพากษาว่า นายศิริโชค จำเลย มีความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 ให้จำคุก 2 ปี และปรับ 100,000 บาท พร้อมทั้งให้จำเลยลงโฆษณาคำพิพากษาในหนังสือพิมพ์ 4 ฉบับด้วย ได้แก่ ไทยรัฐ , เดลินิวส์ , ผู้จัดการ และเดอะเนชั่นภาคภาษาอังกฤษ เป็นเวลา 7 วัน โดยจำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย และเมื่อพิเคราะห์ถึงจำเลยแล้วเป็นบุคคลสาธารณะ เคยทำประโยชน์ ไม่เคยต้องโทษมาก่อน โทษจำคุกจึงให้รอการลงโทษเป็นเวลา 2 ปี ต่อมา ฝ่ายโจทก์ยื่นอทุธรณ์ ขอให้ศาลไม่รอลงอาญาจำเลย ขณะที่จำเลยยื่นอุทธรณ์ด้วยเช่นกัน ในประเด็นการโพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก

ซึ่งวันนี้ นายศิริโชค จำเลย ก็เดินทางมาศาลพร้อมกับครอบครัว และคณะทนาย เพื่อฟังคำพิพากษา ส่วนโจทก์มีเพียงผู้แทนรับมอบอำนาจมาศาล โดย ศาลอุทธรณ์ ตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือกันแล้วเห็นว่า แม้โจทก์ไม่สามารถนำสืบเรื่อง IP Address แสดงตำแหน่งจุดผู้โพสต์จากระบบคอมพิวเตอร์ได้ชัดเจน แต่สามารถนำสืบเรื่อง URL ที่สอดคล้องกับเฟซบุ๊กจำเลยได้ที่มีทั้งชื่อและภาพโปรไฟล์ของจำเลย และเมื่อดูข้อความที่เคยโพสต์ก็ล้วนเป็นข้อมูลภายในที่บุคคลภายในและเกี่ยวข้องจะต้องทราบเท่านั้น เช่น ข้อมูลไฟดับภายในพรรคประชาธิปัตย์จนเข้าเว็บไซต์พรรคไม่ได้ ข้อมูลการตรวจสอบเรื่องต่างๆ รวมทั้งคดีความระหว่างครอบครัวโจทก์กับครอบครัวจำเลย ส่วนที่ว่าเคยมีเหตุการณ์การปลอมเฟซบุ๊กผู้มีชื่อเสียงนั้นแต่ก็ไม่เคยปรากฏกรณีของจำเลยมาก่อน น้ำหนักพยานหลักฐานฝ่ายโจทก์รับฟังได้ว่า จำเลยโพสต์ข้อความลงเฟซบุ๊กของตน ซึ่งกล่าวพาดพิงถึงบิดาโจทก์เกี่ยวกับเรื่องคดีกู้ยืมเงินระหว่างบิดาโจทก์กับ น.ส.เสาวรส โสภา มารดาของนายศิริโชค จำเลย ทำให้บุคคลที่ 3 เข้าใจว่า เป็นบิดาโจทก์และครอบครัวโจทก์ เป็นคนไม่ดี คนโกง คนทำผิดกฎหมาย ซึ่งไม่ใช่การติชมโดยสุจริตเพื่อป้องกันตนหรือป้องกันส่วนได้ส่วนเสียเกี่ยวกับตนโดยชอบธรรม อุทธรณ์ของจำเลยจึงฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ว่าศาลชั้นต้นให้รอการลงโทษจำเลยนั้นเหมาะสมแล้วหรือไม่ ศาลอุทธรณ์เห็นว่าแม้การกระทำนั้นเป็นการหมิ่นประมาทฯ แต่ก็ยังสามารถเยียวยาโจทก์ด้วยการลงโฆษณา ขอโทษ หรือคำพิพากษาใน หนังสือพิมพ์ได้ ขณะที่นายศิริโชค จำเลย เคยทำความดีโพสต์เรื่องการใช้รถราชการขนยาเสพติดมาก่อน ซึ่งเป็นการตรวจสอบทำประโยชน์เพื่อสังคม และต้องเสี่ยงภัยต่อขบวนการยาเสพติดด้วย ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นลงโทษจำเลยผิดฐานหมิ่นประมาทฯ และให้รอลงอาญา จึงชอบแล้ว ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

               ภายหลังฟังคำพิพากษาแล้ว นายศิริโชค กล่าวว่า ก็พอใจกับคำพิพากษาระดับหนึ่ง ส่วนจะมีการฎีกาอีกหรือไม่ขอปรึกษากับทนายความก่อน สำหรับการโฆษณาคำพิพากษาในหนังสือพิมพ์นั้นก็ยังไม่ได้ดำเนินการ เพราะที่ผ่านมาคดียังมีการอุทธรณ์อยู่ ผลคดียังไม่สิ้นสุด โดยหลังจากนั้นฝ่ายโจทก์เองยังจะฎีกาอีกหรือไม่ ก็ต้องรอดูเช่นกัน

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน "ศิริโชค" ผิดหมิ่นฯ

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน "ศิริโชค" ผิดหมิ่นฯ

เสียดาย 5 ปี “ประยุทธ์” แก้ปัญหาแรงงานไร้รูปธรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/370321

เสียดาย 5 ปี “ประยุทธ์” แก้ปัญหาแรงงานไร้รูปธรรม

การเมือง,ลดาวัลลิ์ วงศ์ศรีวงศ์,พรรคเพื่อไทย,พท,คสช,ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

“อดีต รมช.แรงงาน” เสียดาย 5 ปี “ประยุทธ์” แก้ปัญหาแรงงานไร้รูปธรรม ยัน “พท.” ได้เป็นรัฐบาล เดินหน้างานยกระดับคุณภาพชีวิต “แรงงาน” แน่

1 พฤษภาคม 2562  นางลดาวัลลิ์ วงศ์ศรีวงศ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย (พท.) ฐานะหัวหน้าคณะทำงานนโยบายด้านแรงงาน อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงแรงงาน แถลงพร้อมเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายเพื่อผู้ใช้แรงงานทั้งภาคเอกชนและรัฐวิสาหกิจ หากสามารถฟอร์มทีมจัดตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้งได้

โดยนโยบายที่เตรียมผลักดัน อาทิ กองทุนเพื่อคนเปลี่ยนงาน กรณีที่พบว่าผู้ประกอบกิจการต้องการเปลี่ยนจากการใช้แรงงานคนไปเป็นหุ่นยนต์ , นโยบายยกระดับฝีมือแรงงานที่ตลาดแรงงานต้องการ เพื่อผลิตแรงงานที่มีคุณภาพและได้รับค่าจ้างที่เพิ่มขึ้นจากความเชี่ยวชาญ อย่างไรก็ตาม ตนรู้สึกเสียดาย ภายใต้การบริหารประเทศของรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ระยะ 5 ปี ไม่สามารถแก้ปัญหาให้กับผู้ใช้แรงงานได้ รวมไปถึงการเดินหน้าตามอนุสัญญาองค์กรระหว่างประเทศว่าด้วยการจัดตั้งสหภาพแรงงาน รวมถึงสิทธิ์การเจรจาต่อรองของผู้ใช้แรงงาน รวมถึงยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ใช้แรงงานไม่ได้อย่างเป็นรูปธรรม

“ขอเป็นกำลังใจให้ผู้ใช้แรงงานทุกคน เนื่องในวันแรงงานแห่งชาติ 1 พฤษภาคม 2562 ทั้งนี้ หากพรรคเพื่อไทยสมัยที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ดำรงตำแหน่ง นายกฯ ยังเป็นรัฐบาล และอยู่ครบเทอม ค่าแรงที่ให้ 300 บาท ทั่วประเทศ อาจจะเพิ่มเป็น 400 บาทในตอนนี้ ซึ่งการเพิ่มค่าแรงดังกล่าวจะทำให้ลดภาระค่าครองชีพและทำให้คุณภาพชีวิตของผู้ใช้แรงงานดีขึ้นได้ ดังนั้น ขอเรียกร้องให้ผู้ใช้แรงงานจับมือกับพรรคเพื่อไทยเดินหน้าประเทศไทยไปสู่เส้นทางประชาธิปไตย ที่เคารพต่อหลักการของสิทธิมนุษยชน” นางลดาวัลลิ์ กล่าว

เสียดาย 5 ปี "ประยุทธ์" แก้ปัญหาแรงงานไร้รูปธรรม

เสียดาย 5 ปี "ประยุทธ์" แก้ปัญหาแรงงานไร้รูปธรรม

“ศรีสุวรรณ” ไม่กลัว “ธนาธร” ฟ้องมาฟ้องกลับ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/370319

“ศรีสุวรรณ” ไม่กลัว “ธนาธร” ฟ้องมาฟ้องกลับ

การเมือง,กกต,ศรีสุวรรณ จรรยา,ธนาธร,ขู่,ฟ้องกลับ,ชาญวิทย์ วิภูศิริ,พรรคพลังประชารัฐ,พปชร,ลัทธสัญญา เพียรสมภาร,พรรคเพื่อไทย,พท,นพชัย ศรีสุวนันท์,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,พรรคอนาคตใหม่,อนค,สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์

“ศรีสุวรรณ” ร้อง กกต. สอบ 3 ผู้สมัคร ส.ส. พปชร. – พท. ถือหุ้นสื่อ จี้สอบ “สนธิรัตน์” หาเสียงจูงใจสัญญาจะให้เพิ่มเงินบัตรสวัสดิการ

สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) 1 พ.ค. 62 เวลา 10.30 น.  นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย เข้ายื่นคำร้องต่อ กกต. เพื่อตรวจสอบการเป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนของ นายชาญวิทย์ วิภูศิริ ผู้สมัคร ส.ส. กทม. พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เป็นกรรมการบริษัทประกอบกิจการให้บริการสื่อสารมวลชน ได้แก่ หนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ และประชาสัมพันธ์

และขอให้ตรวจสอบ พล.ต.ต.ลัทธสัญญา เพียรสมภาร ผู้สมัคร ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย (พท.) ลำดับ 69 เป็นกรรมการบริษัทประกอบกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ กิจการโทรคมนาคม การสื่อสารทุกชนิด และเป็นกรรมการบริษัทประกอบกิจการให้บริการรับชมภาพ และรับฟังเสียงจากสัญญาณระบบดิจิทัล และนายนพชัย ศรีสุวนันท์ ผู้สมัคร ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ลำดับที่ 85 เป็นกรรมการบริษัทประกอบกิจการถ่ายทำภาพยนตร์ วิดีโอเทป จัดให้มีการแสดง จัดสร้างภาพยนตร์ ละคร ดนตรี มหรสพ หรือการแสดงอื่นๆ โดยทั้งหมดนี้ ขอให้เพิกถอนการประกาศรับรองเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้ง และขอให้ใช้อำนาจตาม พ.ร.ป. ส.ส. มาตรา 151 ระบุว่าผู้ใดรู้อยู่แล้วว่าไม่มีสิทธิ์สมัครรับเลือกตั้ง แต่ยังสมัคร ต้องระวางโทษจำคุก 1 – 10 ปี ปรับ 2 หมื่น – 2 แสนบาท และให้ศาลาสั่งเพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้ง 20 ปี ทั้งนี้ ขอให้ กกต. ตรวจสอบกรณีดังกล่าวให้เป็นมาตรฐานเดียวกันกับกรณี นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ (อนค.)

นายศรีสุวรรณ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ยังขอให้ กกต. ตรวจสอบและวินิจฉัยเอาผิดกรณี นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ ขึ้นเวทีปราศรัยหาเสียงให้กับผู้สมัคร ส.ส. พรรคพลังประชารัฐ ที่ อ.บ้านหมี่ จ.ลพบุรี โดยสัญญาว่าจะเพิ่มเงินบัตรคนจน เข้าข่ายเสนอให้สัญญาว่าจะให้ อันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 73 (1) และหรือ (2) ประกอบมาตรา 158 แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. 2561 หรือไม่ด้วย

นายศรีสุวรรณ กล่าวถึงกรณีที่ นายธนาธรขู่จะฟ้องกลับกรณียื่นให้ กกต. เพิกถอนสิทธิ์สมัครรับเลือกตั้งกรณีถือหุ้นสื่อฯ ว่า เป็นสิทธิ์ของนายธนาธรที่จะฟ้องตน ก็ยินดี และตนจะฟ้องกลับเช่นเดียวกัน ในฐานะที่นายธนาธรเอาความเท็จมาฟ้อง โดยการยื่นร้องเป็นสิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญของประชาชน ขณะนี้ตนกำลังดูเอกสารที่นายธนาธรจะโพสต์ออกมาว่ามีเนื้อหาเป็นอย่างไร เพราะหากยังไม่เป็นที่พอใจก็จะแสวงหาข้อมูลมายื่นเพิ่มเติมต่อ กกต.

               “ผมไม่เคยกลัวการพูดจาของนักการเมืองเพราะถือว่าบริสุทธิ์ใจในการทำหน้าที่ ไม่เคยเลือกที่รักมักที่ชัง ร้องทุกพรรคอยู่แล้วหากมีข้อมูล ถ้านายธนาธรไม่ผิดก็จะได้ประโยชน์ต่อตัวเขาเอง สามารถไปพูดกับฐานเสียงได้ว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ ก้าวเข้าสู่การเมืองอย่างสง่างาม” นายศรีสุวรรณ กล่าว

"ศรีสุวรรณ" ไม่กลัว "ธนาธร" ฟ้องมาฟ้องกลับ

"ศรีสุวรรณ" ไม่กลัว "ธนาธร" ฟ้องมาฟ้องกลับ

"ศรีสุวรรณ" ไม่กลัว "ธนาธร" ฟ้องมาฟ้องกลับ

“ชาญวิทย์” กก.บห. “เพื่อไทย” ร้อง กกต. ยุบ พปชร.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/370306

“ชาญวิทย์” กก.บห. “เพื่อไทย” ร้อง กกต. ยุบ พปชร.

การเมือง,ณรงค์ รุ่งธนวงศ์,พรรคเพื่อไทย,พท,กกต,พรรคพลังประชารัฐ,พปชร,ชาญวิทย์ วิภูศิริ,ศาลรัฐธรรมนูญ,ศร,ยุบพรรค,พรรคอนาคตใหม่,อนค

“เพื่อไทย” ร้อง กกต. ยุบ “พลังประชารัฐ” เหตุ “ชาญวิทย์” นั่ง กก.บห. ถือหุ้นสื่อ ลงสมัคร ส.ส. มีคุณสมบัติต้องห้าม

สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) 1 พ.ค. 62 เวลา 10.00 น.  นายณรงค์ รุ่งธนวงศ์ หัวหน้าศูนย์ข้อมูลและสถิติ กองอำนวยการเลือกตั้ง พรรคเพื่อไทย (พท.) ยื่นหนังสือถึง กกต. ขอให้ยุบ พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) กรณี นายชาญวิทย์ วิภูศิริ ผู้สมัคร ส.ส. กรุงเทพฯ เขต 15 พรรค พปชร. เป็นเจ้าของและถือหุ้นในบริษัทที่จดทะเบียนระบุวัตถุประสงค์ว่าประกอบกิจกรรมหนังสือพิมพ์ และสื่อมวลชน ซึ่งมีลักษณะต้องห้ามไม่สามารถใช้สิทธิ์ในการสมัคร ส.ส. ได้ โดยขณะนี้อยู่ในขั้นตอนของการสืบสวนไต่สวนที่ กกต. กำหนดจะได้ทำการวินิจฉัยต่อไป

นายณรงค์ กล่าวว่า ล่าสุดพรรคเพื่อไทยตรวจสอบพบว่านายชาญวิทย์เป็นกรรมการบริหารพรรคด้วย โดยใน พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. มาตรา 132 นั้น ระบุไว้ว่ากรณีที่มีผู้สมัครทำให้การเลือกตั้งนั้นเป็นไปโดยไม่สุจริตเที่ยงธรรม กกต. จะต้องมีการเสนอต่อศาลรัฐธรรมนูญ (ศร.) เพื่อให้พิจารณายุบพรรคนั้น ทั้งนี้ การที่นายชาญวิทย์เป็นทั้งผู้สมัครรับเลือกตั้งและกรรมการบริหารพรรค พรรค พปชร. ย่อมต้องมีส่วนรู้เห็นในการกระทำผิด จึงต้องร่วมรับผิดชอบ เนื่องจากหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคต้องปฏิบัติตามที่กฎหมายกำหนด การตรวจสอบและรับรองคุณสมบัติผู้สมัครทุกคนไม่เกินวิสัยของผู้บริหารพรรค ดังนั้น ตนอยากให้ กกต. ตรวจสอบกรณีการถือหุ้นสื่อของผู้สมัคร ส.ส. จากทุกพรรคการเมืองอย่างเท่าเทียมกัน เพราะก่อนหน้านี้ผู้สมัครพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) ก็ถูกศาลฎีกาเพิกถอนสิทธิ์สมัครจากกรณีดังกล่าวไปแล้ว สำหรับพรรคเพื่อไทยได้ตรวจสอบคุณสมบัติของผู้สมัครแล้วไม่มีใครที่ถือครองหุ้นสื่อ

"ชาญวิทย์" กก.บห. "เพื่อไทย" ร้อง กกต. ยุบ พปชร.

"ชาญวิทย์" กก.บห. "เพื่อไทย" ร้อง กกต. ยุบ พปชร.

ปธ.ศาลฎีกา ชี้ไทยวุ่นวาย เพราะคนไม่ยอมรับกติกา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/369959

ปธ.ศาลฎีกา ชี้ไทยวุ่นวาย เพราะคนไม่ยอมรับกติกา

ชีพ จุลมนต์,ประธานศาลฎีกา

ปธ.ศาลฎีกาเปิดงานสัมมนาบ.ย.ส. ลั่นงานตุลาการทำให้ใครพอใจพร้อมกันไม่ได้ มีแพ้-ชนะแต่ต้องเป็นธรรม ย้ำอดทนไม่ตอบโต้คนวิจารณ์ เตือนต้องยอมรับกติกาไม่เช่นนั้นวุ่นวาย

วันที่ 26 เม.ย.62 ที่ห้องบอลลูม 1 ชั้น 9 อาคารไทยซีซีทาวเวอร์ (Thai CC Tower) เมื่อเวลา 09.00 น. นายชีพ จุลมนต์ ประธานศาลฎีกา เป็นประธานในพิธีกล่าวเปิดงาน จัดสัมมนาสาธารณะเรื่อง มองกัญชาให้รอบด้าน ที่สถาบันพัฒนาข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม ร่วมกับ ผู้เข้ารับอบรมหลักสูตร ผู้บริหารกระบวนการยุติธรรมระดับสูง (บ.ย.ส.) รุ่นที่ 23 เป็นผู้จัด

โดย นายชีพ จุลมนต์ ประธานศาลฎีกา ได้กล่าวเปิดงานว่า การสัมมนาสาธารณะเรื่องของกัญชาให้รอบด้านในวันนี้ สืบเนื่องมาจากการแก้ไข พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ ที่แก้ในหลักการและออกข้อกำหนดใหม่เกี่ยวกับการนำกัญชามาใช้ในการวิจัยและการแพทย์ไทย นับว่าเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญของประเทศไทยจุดหนึ่ง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงต้องมีการปรับตัวและเตรียมความพร้อมเพื่อตอบรับกฎหมายใหม่ฉบับนี้

ซึ่งการสัมมนาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับ พ.ร.บ.ยาเสพติดฯ ฉบับใหม่ ทำความเข้าใจหลักการและเหตุผลในการปรับแก้กฎหมาย ผลกระทบและเตรียมความพร้อมในทางปฏิบัติของทุกภาคส่วนเพื่อให้สอดรับกับกฎหมายที่แก้ไขใหม่ ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อผู้ร่วมเสวนาและผู้ที่เกี่ยวข้องทุกท่าน

อย่างไรก็ตาม การสัมมนาครั้งนี้จัดขึ้นโดยผู้ที่รับการอบรมหลักสูตรผู้บริหารกระบวนการยุติธรรมระดับสูงรุ่นที่ 23 มีศาลยุติธรรมเป็นเจ้าของหลักสูตร ซึ่งเดิมทีเดียวตนเข้าใจว่าผู้ร่วมสัมมนาในวันนี้มีเฉพาะผู้เข้าร่วมอบรมหลักสูตรเท่านั้นตนก็มีอะไรในใจหลายอย่างที่จะมาพูดกับผู้เข้ารับการอบรม เพราะว่าตั้งแต่เปิดการอบรมในเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา ตนก็ยังไม่มีโอกาสมาพูดคุย แลกเปลี่ยนความคิดเห็น แต่เมื่อทราบว่าวันนี้มีผู้สนใจอย่างนักวิชาการมามากมาย ความในใจที่อยากจะพูดก็คงพูดไม่ได้เพราะเป็นที่สาธารณะ ยิ่งทราบจากผู้จัดว่ามีการถ่ายทอดสดไปทั่วประเทศก็ต้องระมัดระวังตัวมากขึ้น เหตุผลเพราะว่าถ้าสังเกตดูจะเห็นว่าผู้พิพากษา หรือตุลาการ จะมีวัฒนธรรมที่จะไม่พึงพูดในที่สาธารณะ เราจะไม่ออกความเห็นในเรื่องต่างๆนาๆ แม้ว่าสังคมบางส่วนจะวิพากษ์วิจารณ์เราก็ตาม ศาลยุติธรรมเราจะให้เหตุให้ผลในคำพิพากษาวินิจฉัยไว้เป็นลายลักษณ์อักษรครบถ้วนหมดแล้ว เราจะไม่มาพูดในที่สาธารณชน แต่ตนก็อยากจะพูดอะไรบางอย่าง แม้ว่าจะมีการถ่ายทอดสดก็ตาม แต่จะพูดด้วยความระมัดระวัง

               หัวข้อมองกัญชาให้รอบด้านนั้นประเทศไทย เราให้ความสำคัญกับกัญชา เนื่องจากมีความรู้ความเข้าใจ ความเชื่อว่ากัญชาจะเป็นสิ่งหนึ่งที่ใช้ในการรักษาโรค รักษาชีวิตให้อยู่นาน ทุกท่านย่อมทราบว่ามนุษย์เราเกิดมาก็ต้องตาย แค่เรามองกัญชาเป็นยาที่มีประโยชน์กับชีวิตที่จะทำให้ตายช้า ขณะที่มนุษย์เรามีสิ่งที่ต้องเกี่ยวข้องอยู่ 2 อย่าง ก็คือ หมอ กับ ศาล ที่ตนต้องพูดแบบนี้ เนื่องจากในยุคปัจจุบันคนเราเวลาคลอดก็หนีไม่พ้นมือหมอที่โรงพยาบาล สิ่งที่ 2 ที่ทุกคนต้องหลีกเลี่ยงไม่พ้นก็คือศาล จะเห็นว่าทุกท่านที่อยู่ในห้องนี้หรืออยู่ข้างนอกเมื่อถึงแก่ความตายแล้ว มีสมบัติที่ต้องจัดการมรดกซึ่งจะต้องมีคำสั่งศาลตั้งเป็นผู้จัดการมรดก บางคนอาจจะใช้บริการศาลก่อนที่จะตาย

สำหรับ ศาล เมื่อคนที่เขารู้สึกว่าเขาได้รับความเสียหายโดยการกระทำของใคร ก็จะมาศาลในลักษณะที่เป็นโจทก์ การตัดสินคดีของศาลทุกคดีก็จะต้องมีฝ่ายชนะและฝ่ายใดแพ้ฝ่ายหนึ่ง ทุกคนคงคุ้นเคยกับคำว่าขอความเป็นธรรม อยากได้รับความเป็นธรรมจากศาล ซึ่งความเป็นธรรมของผู้พูดไม่ว่าในฐานะโจทก์หรือจำเลยก็คือเขาจะต้องชนะคดี ศาลไม่สามารถให้ทั้งโจทก์และจำเลยชนะคดีได้พร้อมๆ กัน เมื่อผู้ชนะคดีก็พึงพอใจ ผู้ที่แพ้คดีไม่พึงพอใจก็เป็นเรื่องธรรมดา เราไม่สามารถทำให้คู่ความทั้งสองฝ่ายชนะทั้งคู่ ไม่ว่าศาลที่ไหนในโลกนี้ ซึ่งตนมีโอกาสไปเยือนประเทศต่างๆ ตามคำเชิญของประธานศาลฎีกาแต่ละประเทศ โดยประเทศที่ปกครองในระบอบสังคมนิยม จะเรียกผู้นำศาลว่า ประธานศาลประชาชนสูงสุด ส่วนที่ปกครองโดยทุนนิยม เสรีนิยม สังคมนิยม ก็มีศาลเป็นผู้ตัดสินคดี เป็นแบบนี้ทั่วโลก มีฝ่ายแพ้-ฝ่ายชนะเหมือนกัน

ตนอยากเรียนให้ทุกคนที่มาร่วมสัมมนาทราบว่า เมื่อศาลได้มีคำวินิจฉัย ไม่ว่าจะเป็นคำพิพากษาหรือคำสั่ง ฝ่ายที่ชนะคดีก็จะมีความพึงพอใจว่าได้รับความเป็นธรรม ฝ่ายที่แพ้คดีก็จะบอกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม และคนเดียวกันเวลาที่มาใช้บริการศาลถ้าชนะคดีก็จะยิ้มออกไปจากศาล แต่ถ้าคนๆนั้นเมื่อมาใช้บริการศาลในคดีอื่นหากแพ้ก็จะเดินออกไปและพูดออกมาดังๆ ว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม ศาลเราก็จะถูกต่อว่าหรือสังคมก็จะกังขาอย่างนี้ตลอด แต่เราไม่มีทางทำเป็นอย่างอื่นได้ เราจะให้ชนะคดีทั้งสองฝ่ายก็เป็นไปไม่ได้

ศาลเราไม่มีส่วนได้เสียกับใคร ศาลเป็นองค์กรที่ตั้งรับ เราไม่ได้ทำงานในเชิงรุก เราจะทำงานต่อเมื่อมีผู้นำคดีมาฟ้องต่อศาล เราถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ให้ความเป็นธรรม ถูกวิพากษ์วิจารณ์จากผู้ที่แพ้คดี ทุกครั้งที่มีผู้วิพากษ์วิจารณ์ศาล ก็จะมีคำถามตามมาว่า ศาลไม่ทำอะไรหรือมีปฏิกิริยาบ้างหรืออย่างไร หรือว่าไม่รู้ร้อนรู้หนาว สังคมจะเข้าใจผิดเราหรือไม่ ในฐานะที่ตนเป็นผู้พิพากษาคนหนึ่งและในฐานะผู้นำองค์กร ตนก็บอกว่าเราไปโต้ตอบเขาไม่ได้ เขาจะวิพากษ์วิจารณ์อย่างไรเราก็ต้องอดทน เราจะพูดอย่างไรคนที่เขาแพ้คดี เขาก็ไม่มีทางเห็นด้วยกับเรา ไม่มีประโยชน์ที่จะไปพูดโต้ตอบ ก็จะกลายเป็นคู่กรณี ซึ่งศาลไม่เคยเป็นคู่กรณีกับใคร เรามีหน้าที่ชี้ขาดให้คู่กรณีที่นำคดีขึ้นมาสู่ศาล เราเป็นผู้ใหญ่ คนที่วิพากษ์วิจารณ์เราเป็นเด็กกว่าเรา คำว่าเป็นเด็กไม่ได้หมายความว่าอายุน้อยกว่าเรา การวัดว่าใครเป็นผู้ใหญ่ไม่ได้วัดที่อายุ ไม่ได้วัดที่ตำแหน่งหน้าที่ แต่วัดที่ความอดทน ไม่ต้องไปทะเลาะกับเขา

นายชีพ กล่าวอีกว่า เมื่อใดที่คนมาขึ้นศาล เราก็จะให้ความเป็นธรรมเหมือนกันทุกๆคน ถ้าเราเข้าใจกัน ชีวิตก็ง่าย ทุกๆฝ่ายต่างมีบทบาทหน้าที่ ซึ่งปัญหาหนึ่งที่เกิดขึ้นในสังคมไทยทุกวันนี้เพราะคนไทยเราไม่ยอมรับซึ่งกันและกัน กฎหมายรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดที่ใช้ในการปกครองประเทศได้กำหนดบทบาทหน้าที่ขององค์กรต่างๆไว้ ฝ่ายบริหารมีหน้าที่ทำอะไร นิติบัญญัติมีหน้าที่ทำอะไร ศาลมีหน้าที่ทำอะไร องค์กรต่างๆ ตามรัฐธรรมนูญมีหน้าที่ทำอะไร ทุกอย่างเขียนไว้ในกฎหมาย แต่คนไทย สังคมไทยเราไม่ยอมรับองค์กรที่มีอำนาจหน้าที่ตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ก็ดี ตามที่กฎหมายต่างๆบัญญัติไว้ก็ดี เมื่อเขาได้วินิจฉัยชี้ขาดแล้ว ถ้าคนไทยเราส่วนหนึ่งไม่ยอมรับแล้วสังคมจะอยู่ได้อย่างไร ถ้าเราไม่ยอมรับผู้ที่มีอำนาจหน้าที่ตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ มันก็ต้องใช้กฎหมายเถื่อน ความป่าเถื่อน ใช้ความพึงพอใจส่วนตัว และสังคมก็จะไม่สงบสุข ความจริงแล้วไม่ใช่เฉพาะประเทศไทยอย่างเดียวที่เป็นอย่างนั้น ถ้าติดตามข่าวทั่วโลก ในปัจจุบันแม้ประเทศที่อ้างว่าตัวเองเป็นประเทศที่ศรีวิไลหรือเจริญแล้วเมื่อไม่พอใจรัฐก็ออกมาก่อความวุ่นวายมากมาย ไม่ใช่มีเฉพาะประเทศไทย

ผมเลยอยากจะฝากตรงนี้ ถ้าเราไม่ยอมรับกติกา ไม่ว่ากติกาใดๆทั้งสิ้น มันก็วุ่นวาย ถ้าเราไม่เห็นด้วยกับกติกาก็ต้องแก้กติกาก่อน ซึ่งไม่ว่าจะแก้กติกาอย่างไร เมื่อวินิจฉัยหรือตัดสินออกมาแล้ว ก็ไม่มีทางที่จะพึงพอใจได้ ทุกฝ่ายที่ไหนในโลกนี้ก็เป็นอย่างนี้