แปลงโฉม แก้วเซรามิกเรียบๆ เป็นของขวัญแรร์ไอเทมในแบบฉบับดอยตุง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/374531

แปลงโฉม แก้วเซรามิกเรียบๆ เป็นของขวัญแรร์ไอเทมในแบบฉบับดอยตุง

วันอาทิตย์ ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

“ของขวัญ” ถือเป็นสัญลักษณ์ที่สื่อถึงความรู้สึกที่ดีต่อกันได้เสมอ ยิ่งเป็นของขวัญที่ลงมือทำเองด้วยความพิถีพิถันตั้งอกตั้งใจทำเพื่อให้ได้ของขวัญที่มีเพียงชิ้นเดียวในโลกก็ยิ่งเพิ่มคุณค่าทางจิตใจให้กับผู้รับได้มากมายมหาศาล วันนี้เรามีไอเดียง่ายๆ ในการสร้างสรรค์ แก้วเซรามิกเรียบๆ ให้มีลวดลายเก๋ไก๋ ดีไซน์เฉพาะเพื่อเป็นของขวัญแรร์ไอเทม (rare item) สำหรับคนพิเศษ เริ่มต้นจากการเตรียมอุปกรณ์ประกอบด้วย แก้วเซรามิก สีอะคริลิก หรือ สีสำหรับเพ้นท์ พู่กันระบายสี 2-3 ขนาด กระดาษคาร์บอน ปากกาสำหรับเพ้นท์แก้ว ดินสอ กระดาษทิสชู แก้วใส่น้ำสำหรับล้างพู่กัน
และสก๊อตเทปแปะกระดาษลอกลายลงบนแก้วเมื่ออุปกรณ์พร้อม ลงมือทำกันได้เลย เริ่มจากขั้นตอนแรก เลือกแก้วเซรามิก จะเป็นแก้วน้ำ หรือ แก้วกาแฟ ทรงสูงทรงต่ำ แต่ให้เลือกที่มีผิวสัมผัสเรียบเน้นสีพื้นไม่มีลวดลายเพื่อให้ง่ายต่อการวาดลายที่สำคัญอย่าให้มีความมันจนเกินไปเพราะจะทำให้สีหลุดร่อนได้ง่าย แนะนำให้ลองเลือกแก้วเซรามิกของดอยตุง (DoiTung) ที่รูปทรงไม่ซ้ำใครแถมมีให้เลือกหลายแบบหลายขนาดอีกด้วย เครื่องเซรามิกดอยตุงใช้ดินในพื้นที่ จึงให้สีสวยงามแตกต่างจากดินแหล่งอื่นๆ และยังพัฒนาน้ำเคลือบจากเถ้าวัสดุ ธรรมชาติ เช่น เถ้าจากเปลือกแมคคาเดเมีย เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของเซรามิกดอยตุง ที่สำคัญยังได้อุดหนุนผลิตภัณฑ์จากโครงการพัฒนาดอยตุง (พื้นที่ทรงงาน) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ที่ได้สร้างอาชีพให้คนในพื้นที่ หนึ่งในนั้นคือการออกแบบและผลิตเซรามิก เพื่อลดการปลูกพืชเสพติดพร้อมแก้ปัญหาความยากจนได้อย่างยั่งยืน

เลือกแก้วเซรามิก ทรงตามใจชอบ เลือกที่ผิวสัมผัสเรียบไม่มีลวดลาย

ขั้นตอนการวาดให้เริ่ม วาดลายตามใจชอบ ลงบนกระดาษลอกลาย หรือ หารูปที่ชอบ จากนั้นใช้กระดาษคาร์บอนแปะไปที่แก้ว โดยใช้สก๊อตเทปแปะให้สนิทกับตัวแก้วเซรามิกเวลาลงปากกาภาพจะได้ไม่เคลื่อน ขั้นตอนต่อมาคือ การลอกลายลงบนแก้ว หรือ การสเกตช์ภาพลงบนแก้ว โดยนำรูปหรือลายวางทับกระดาษคาร์บอนลงไปแล้วใช้ดินสอค่อยๆ ลอกลายในภาพ หลังวาดเสร็จให้แกะกระดาษออกก็จะได้แก้วที่มีภาพที่ต้องการติดเป็นลายอยู่บนแก้วเซรามิก เสร็จแล้วแนะนำให้ใช้ปากกาสำหรับเพ้นท์แก้วลากตามลายซ้ำอีกทีเพื่อให้ลายเด่นชัดขึ้น ตำแหน่งของลายแนะนำให้เลือกเพ้นท์ด้านนอกของตัวแก้ว เนื่องจากสีเป็นเคมีเวลาดื่มกาแฟแก้วโปรดจะได้มั่นใจว่าไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย เสร็จขั้นตอนนี้พอจะเห็นลวดลายบางๆ ข้างแก้ว ใครที่อยากจะเพิ่มข้อความสั้นๆ หรือเติมแต่งลวดลายเพิ่มยังพอทำได้ ก่อนจะทำการลงสีตามใจชอบแนะนำให้ลงสีจากสีอ่อนก่อนแล้วค่อยลงสีเข้มตามทีหลัง มาถึงขั้นตอนสุดท้าย เมื่อได้แก้วที่มีลวดลายสวยงามแล้ว
นำแก้วเซรามิกเพ้นท์เข้าตู้อบ เพื่อไม่ให้สีหลุดง่ายอบด้วยความร้อนประมาณ 170 องศา20 นาที หรือจะใช้ไดร์เป่าผมแทนก็ได้หรือตากแดดให้แห้ง เพียงเท่านี้ก็ได้แก้วเซรามิกลายสวยๆ เป็นของขวัญแรร์ไอเทมมอบให้กับคนสำคัญได้เลย

ผลงานชิ้นลิมิเต็ดเสร็จเรียบร้อยพร้อมเป็นของขวัญให้กับคนพิเศษ

ผลงานชิ้นลิมิเต็ดเสร็จเรียบร้อยพร้อมเป็นของขวัญให้กับคนพิเศษ

เตรียมอุปกรณ์ให้พร้อม ลงมือวาดลวดลายตามใจชอบ

เตรียมอุปกรณ์ให้พร้อม ลงมือวาดลวดลายตามใจชอบ

ขั้นตอนการลงแต่งแต้มสีสันลวดลายที่ชอบ

ขั้นตอนการลงแต่งแต้มสีสันลวดลายที่ชอบ

ตะลอนเที่ยว : ยักษ์ซื่อชื่อพิเภก ผู้รักษาความถูกต้องยิ่งกว่าสิ่งใด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/374495

ตะลอนเที่ยว : ยักษ์ซื่อชื่อพิเภก ผู้รักษาความถูกต้องยิ่งกว่าสิ่งใด

วันอาทิตย์ ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ก่อนอื่นอยากให้คุณได้อ่านบทกลอนเรื่องรามเกียรติ์ในตอนที่เลือกสรรมา ณ ที่นี้ เชื่อเหลือเกินว่าเมื่อคุณได้อ่านแล้ว คุณจะซาบซึ้งในความงามของภาษา และจะสามารถเห็นภาพจากบทกลอนนี้ได้อย่างชัดเจน บทกลอนนี้มาจากรามเกียรติ์ตอนทศกัณฐ์ขับพิเภก หรือในปัจจุบันจะเรียกว่าตอนพิเภกสวามิภักดิ์

จึ่งมีพระราชบัญชา แก่พญาพิเภกกุมภัณฑ์ คืนนี้ใกล้รุ่งราตรีกาล บันดาลนิมิตความฝัน ว่ามีพญาแร้งชาญฉกรรจ์ ขนนั้นขาวผ่องทั้งอินทรีย์ บินมาแต่เบื้องบูรพทิศ สำแดงฤทธิ์ดั่งราชปักษี ข้ามมหาคงคาวารี ร่อนอยู่ตรงที่หน้าพระลาน ปะกับแร้งดำตัวกล้า อันมาปัจจิมทิศาล ตีกันในกลางคัคนานต์ แร้งดำตัวหาญนั้นเสียชัย ตกลงยังพื้นปัถพี สกุณีไม่บินไปได้ กลิ้งเกลือกเสือกสิ้นชีวาลัย กลายไปเป็นรูปอสุรา แล้วว่าเอากะลาน้ำมันยางใส่ไส้วางลงเหนือหัตถา ยังมีหญิงหนึ่งพาลา วิ่งเข้ามาจุดอัคคี น้ำมันแห้งสิ้นไส้ชวลิต กะลาไหม้ไฟติดมือพี่ พิษเพลิงร้อนทั่วอินทรีย์ ฝันนี้ดีร้ายประการใดฯ

เมื่อนั้น พิเภกผู้มีอัชฌาสัย พิเคราะห์ตามความฝันก็พรั่นใจ ทอดถอนฤทัยคะนึงคิด เสียดายพิภพกุมภัณฑ์ แสนสนุกดั่งสวรรค์ชั้นดุสิต จะแหลกลาญด้วยหมู่ปัจจามิตร อันมาแต่ทิศบูรพา คิดแล้วยอกรบังคม ทูลพระบรมเชษฐา อันซึ่งฝันว่ากะลา ได้แก่กรุงลงกา เชื้อไส้นั้นได้แก่พระองค์ นํ้ามันคือพระวงศ์น้อยใหญ่ เพลิงพลุ่งรุ่งโรจน์ลามไป ได้แก่นวลนางสีดา อันหญิงซึ่งวิ่งมาจุดไฟ ได้แก่นางสำมนักขา แร้งเผือกซึ่งโบยบินมา คือว่าพระรามจักรี แร้งดำนั้นคือพระองค์ ผู้วงศ์พรหเมศเรืองศรี จะได้รณรงค์ราวี ด้วยสามีสีดานงลักษณ์ ฝันนี้มิได้สถาวร จะร้อนทั่วลงกาอาณาจักร ทั้งพวกอสูรหมู่ยักษ์ จะซบพักตร์ร่ำร้องรักกันฯ

เมื่อนั้น ท้าวยี่สิบกรรังสรรค์ ได้ฟังดั่งใครมาฟาดฟัน หวาดหวั่นฤทัยรำพึงคิด แสนทุกข์ทุกข์ถึงชีวิต แล้วมีบัญชาประกาศิต เจ้าผู้ร่วมวงศ์ชีวิต นิมิตสิอัปมงคล จะเสียเคราะห์สะเดาะประการใด จึ่งจำได้จำเริญสถาผล จงเร่งคิดอ่านผ่อนปรน ให้โทษพ้นร้ายราคีฯ

เมื่อนั้น พิเภกสุริย์วงศ์ยักษี ได้พระราชวาที น้อมเศียรชุลีแล้วทูลไป ซึ่งจะเสียเคราะห์สะเดาะนาม ตามในคัมภีร์หามีไม่ อันจะผ่อนปรนให้พ้นภัย มิให้อันตรายชีวิต จะได้ก็ด้วยสัตย์ธรรม์ ถือมั่นในความสุจริต จงตั้งอยู่ในทศพิธ ดับจิตโมหันต์ฉันทา อย่าโลภงงงวยด้วยรสรัก คิดหักซึ่งความเสน่หา จงส่งองค์นางสีดา ไปให้สามีอรไท ก็จะสิ้นอันตรายภัยพาลดับการรณรงค์เสียได้ พระองค์ผู้ทรงฤทธิไกร ไม่ไร้อัคเรศบังอร แม้นมาตรปรารถนาจะเชยชิด จะแสนสนิทนางเทพอัปสร ก็จะได้ด้วยเดชภูธร อย่าอาวรณ์ในหญิงที่ผัวมีฯ

หวังว่าคุณจะซาบซึ้งในรสของภาษา และได้รับรู้ถึงการยึดมั่นในความสุจริตของพิเภกพญายักษ์ แล้วคงจะเข้าใจได้โดยพลันว่า เหตุใดตะลอนเที่ยววันนี้จึงใช้ชื่อตอนว่า ยักษ์ซื่อชื่อพิเภก

แต่ที่สำคัญมากไปกว่านั้นคือ ขอเรียนเชิญคุณๆ ไปชมโขนเรื่องรามเกียรติ์ ตอนพิเภกสวามิภักดิ์ ซึ่งจัดการแสดงโดยมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ที่เปิดการแสดง ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ระหว่างวันที่ 3 พฤศจิกายน ถึงวันที่ 5 ธันวาคม 2561 (พักการแสดงในวันจันทร์)

การแสดงโขนตอนนี้ได้เชิญบทพระราชนิพนธ์เรื่องรามเกียรติ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 1 รัชกาลที่ 2 และรัชกาลที่ 6 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์มาเป็นบทดำเนินเรื่อง และยังคงอนุรักษ์การแสดงโขนหลวงไว้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ การแสดงแบ่งเป็นสององก์ องก์แรกคือสุบินนิมิตแบ่งเป็นสามตอน คือ พิเภกถูกขับ พิเภกลาชายาและธิดา และเนรเทศองก์สองมีห้าตอนคือ พบนิลเอก สวามิภักดิ์ มณโฑทูลตัดศึก สนามรบ และหอกกบิลพัท

ขอรับรองว่าคุณจะต้องตื่นตะลึงกับความวิจิตรอลังการของฉากสำคัญๆ เช่น ท้องพระโรงกรุงลงกา ฉากพิเภกถอดมงกุฎฝากตรีชฎาถวายคืนให้ทศกรรฐ์ ฉากสำเภานำพิเภกออกจากลงกา และฉากยกรบ เป็นต้น นอกจากนี้คุณจะประทับใจกับท่าร่ายรำที่แสนงดงาม บทร้องที่แสนไพเราะ บทพากย์ที่ได้อารมณ์ รวมถึงความวิจิตรบรรจงของพัสตราภรณ์ และศิราภรณ์

การแสดงชั้นสูงของไทยเช่นนี้จะเกิดขึ้นมิได้เป็นอันขาดหากไม่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถในรัชกาลที่ 9 เพราะเป็นการรวมสรรพศิลป์และสรรพศาสตร์เข้าด้วยกันอย่างลงตัว และยังต้องทุ่มเทความวิริยะอุตสาหะจากผู้ร่วมงานทั้งหน้าฉากและหลังฉากนับพันคน ดังนั้นคุณจึงไม่ควรพลาดการชมงานศิลป์ชั้นสูงครั้งนี้เป็นอันขาด

ติดต่อจองบัตรได้ที่ไทยทิคเก็ตเมเจอร์ โทร.02-2623456 บัตรราคา 420 ถึง 1,820 บาท บัตรนักเรียน-นักศึกษาเพียง 200 บาท

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘ค่ายโพธิ์สามต้น’ สมรภูมิพระยาตาก(สิน)รบกู้ชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/374500

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ค่ายโพธิ์สามต้น’ สมรภูมิพระยาตาก(สิน)รบกู้ชาติ

วันอาทิตย์ ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

พระเจ้ากรุงธนบุรี – พระบรมรูปสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี

วันที่ ๖ พฤศจิกายน ที่จะถึงนี้ เป็นวันที่พระยาตาก (สิน) ได้ตีค่ายโพธิ์สามต้นและมีชัยชนะเมื่อ พ.ศ.๒๓๑๐ ซึ่งเป็นเหตุการณ์พระยาตาก (สิน) กู้ชาติ หลังจากที่พระยาตาก (สิน) เข้าเมืองจันทบุรีได้เมื่อเดือน ๗ ปีกุนพ.ศ. ๒๓๑๐ แล้วนั้น พระยาตากได้เร่งระดมการต่อเรือรบ และรวบรวมอาวุธยุทโธปกรณ์ตรียมกำลังไว้โดยหมายจะยกเข้ามาตีคืนกรุงศรีอยุธยาจากพม่าในฤดูแล้ง ครั้งนั้นพระยาตากคิดเห็นการศึกกู้ชาติไว้อย่างรอบคอบ เห็นว่าเวลานั้นมีผู้ตั้งตัวเป็นใหญ่หลายชุมนุมหรือหลายก๊กอยู่ ถ้าใครจะเป็นใหญ่ให้ได้ทั่วทั้งแผ่นดินแล้ว จะต้องทำลายอำนาจข้าศึกที่มีอยู่ในกรุงศรีอยุธยาเสียก่อนและจะต้องให้ก๊กอื่นๆ ยอมอยู่ในอำนาจด้วยจึงจะได้อำนาจเป็นใหญ่ได้ซึ่งทุกก๊กนั้นคงคิดอ่านเช่นเดียวกัน แต่ความคิดที่จะทำการสู้รบนั้น ก๊กอื่นยังขัดข้องที่จะต้องหาโอกาสและอุบายสู้รบจึงรั้งรออยู่  ในเวลานั้นมีแต่พระยาตากผู้เดียวที่เห็นว่าต้องรีบทำการก่อนก๊กอื่นๆ หากรั้งรอไปจนก๊กอื่นทำได้ก่อนก็จะต้องไปขึ้นกับเขา พระยาตากจึงมุ่งที่จะยกทัพมารบกับข้าศึกชิงเอากรุงศรีอยุธยาให้ได้ก่อนก๊กอื่น

พระยาตากนำทัพออกจากพระนคร

ในการที่ตั้งตัวเป็นใหญ่ เจ้าตากเสียเปรียบก๊กอื่นอย่างไรได้กล่าวมาแล้ว ความได้เปรียบของพระยาตากนั้นเหตุที่พระยาตากเป็นชาวอยุธยาอายุหนุ่มกว่าหัวหน้าก๊กอื่นทั้งหมด คืออายุย่างเข้า ๓๔ ปี (เกิดพ.ศ.๒๒๗๗)จึงมีกำลังกายและสติปัญญาคิดอ่าน ด้วยเจริญวัยอยู่ในกรุงศรีอยุธยา ซึ่งได้คุ้นเคยคบหาเป็นมิตรสหายกับขุนนางรุ่นเดียวกัน จึงทำให้มีขุนนางหนุ่มเข้ามาช่วยเป็นกำลังอยู่มาก ในช่วงเวลาสู้รบรักษากรุงนั้นชื่อเสียงพระยาตากได้ปรากฏว่ามีฝีมือรบพุ่งเข้มแข็ง จนข้าศึกยกย่องว่าเป็นทหารสำคัญคนหนึ่งของกรุงศรีอยุธยา โดยพระยาตากนั้นได้ตั้งตัวเข้ารบพุ่งอยู่หลายครั้ง อีกทั้งยังหมั่นฝึกซ้อมทหารในกองทัพอยู่เสมอจนเป็นที่รู้กันว่า พระยาตากนั้นมีความกล้าหาญ มีวินัยและชำนาญการยุทธมากกว่าคนอื่น จนรู้กันว่าพระยาตากนั้นเป็นนักรบโดยอุปนิสัย เอาตัวออกนำหน้าฝ่าฝืนภยันตรายทั้งปวง ทำให้ไพร่พลพากันจงรักภักดี เชื่อฟัง ทำให้กำลังส่วนน้อยสามารถสู้รบมีชัยชนะได้ในเดือน ๑๑ ปีกุน พ.ศ.๒๓๑๐ สิ้นมรสุมนั้นพระยาตากต่อเรือรบได้ ๑๐๐ ลำ รวบรวมไพร่พลทั้งไทยจีนได้ประมาณ ๕,๐๐๐ คน ยกกองเรือออกจากเมืองจันทบุรีตามปากอ่าวไทยจนเข้าตีเมืองธนบุรีฆ่านายทองอินซึ่งข้าศึกตั้งรักษาเมืองธนบุรีได้แล้วพระยาตากได้เร่งกองเรือยกเข้าตีค่ายโพธิ์สามต้นสุกี้ผู้รักษาค่ายของข้าศึกๆ ได้รู้ใบบอกก็ตกใจ จึงเข้าเตรียมรักษาค่ายโพธิ์สามต้น ด้วยเวลานั้นเป็นเวลาฤดูน้ำจึงเกรงว่ากองทัพของพระยาตากจะขึ้นไปถึงเสียก่อนจึงให้เตรียมต่อสู้ไว้โดยให้มองย่านายทัพรองคุมพลพวกมอญและไทยที่ยอมมาอยู่ด้วยนั้นยกกองเรือลงมาตั้งสกัดคอยต่อสู้อยู่ที่เพนียด

พระยาตาก(สิน)กู้ชาติ

เมื่อพระยาตากขึ้นไปถึงกรุงศรีอยุธยาแล้วค่ำวันนั้นจึงรู้ว่ามีทัพข้าศึกลงมาตั้งอยู่ที่เพนียด โดยยังไม่รู้ว่ากำลังข้าศึกจะมามากน้อยเท่าใด พระยาตากจึงยั้งอยู่ฝ่ายพวกไทยที่มาในกองทัพของมองย่าพอรู้ว่าเป็นทัพไทยด้วยกัน จึงรวนเรพากันหลบหนีไปก็มีและเข้ามาช่วยพระยาตากก็มี มองย่าได้หนีเอาตัวรอดกลับไปค่ายโพธิ์สามต้นในค่ำวันนั้น พอรุ่งเช้าพระยาตากรู้จากพวกไทยที่หนีพม่ามาเข้าด้วยว่าข้าศึกถอยหนีจากเพนียดหมดแล้วจึงเร่งยกทัพตามขึ้นไป ค่ายข้าศึกที่โพธิ์สามต้นนั้นตั้งอยู่ด้านตะวันออกค่ายหนึ่ง ตั้งด้านตะวันตกค่ายหนึ่ง สุกี้แม่ทัพนั้นอยู่ค่ายด้านตะวันตก ซึ่งค่ายนี้ข้าศึกรื้อเอาอิฐตามวัดมาก่อกำแพงทำเชิงเทินมั่นคงมาแต่ครั้งเนเมียวสีหบดีแม่ทัพใหญ่มาตั้งค่ายล้อมพระนครจึงเป็นที่มั่นของสุกี้

พระยาตากนำทัพตีค่ายโพธิ์สามต้น ๖ พฤศจิกายน ๒๓๑๐

พระยาตากเมื่อยกทัพตามมองย่าขึ้นไปถึงค่ายโพธิ์สามต้นเวลาเช้าวันที่ ๕ พฤศจิกายน จึงเร่งให้ไพร่พลระดมตีค่ายพม่าข้างฟากตะวันออกพอเวลา ๙ นาฬิกา ก็ได้ค่ายนั้น พระยาตากจึงเข้าตั้งรักษาค่าย แล้วให้ทำบันไดสำหรับใช้พาดปีนค่ายพม่าข้างฟากตะวันตกแต่เวลาเช้านั้น ครั้นพร้อมเสร็จแล้ว เวลาค่ำจึงให้พระยาพิพิธ พระยาพิชัยนายทหารจีน คุมกองทหารจีนไปตั้งประชิดค่ายสุกี้ ทางด้านวัดกลาง พอรุ่งเช้าวันที่ ๖ พฤศจิกายน จึงให้กองทหารไทยจีนเข้าระดมตีค่ายสุกี้พร้อมกัน รบกันแต่เช้าจนเที่ยง กองทัพพระยาตากก็เข้าค่ายโพธิ์สามต้นได้และได้ฆ่าสุกี้แม่ทัพข้าศึกตายในที่รบ พวกข้าศึกต่างพากันหนีไปสิ้น การตีค่ายโพธิ์สามต้นครั้งนี้เป็นชัยชนะของการกู้ชาติของพระยาตาก (สิน) ที่ต่อมานั้นคือ สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ผู้สถาปนากรุงธนบุรีเป็นราชธานีแทนกรุงศรีอยุธยา เมื่อ ๒๕๐ ปีมาแล้ว

กรุงศรีอยุธยาแตก ๗ เมษายน ๒๓๑๐

ค่ายโพธิ์สามต้นปัจจุบัน

สมรภูมิรบในค่ายโพธิ์สามต้น

วัดหงส์ ค่ายสุกี้พระนายกอง

พิธีบวงสรวงค่ายโพธิ์สามต้น

จำลองเหตุการณ์กองเรือพระยาตาก

จำลองกองเรือเดินทัพเข้ากู้ชาติ

พระบรมรูปพระเจ้ากรุงธนบุรี

‘ยกระดับ OTOP ในพื้นที่ 10 จังหวัดเป้าหมาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/374365

‘ยกระดับ OTOP ในพื้นที่ 10 จังหวัดเป้าหมาย

วันเสาร์ ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) กำหนดนโยบาย “วิทย์แก้จน” โดยมอบหมายให้สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ดำเนินโครงการ “ยกระดับ OTOP ในพื้นที่ 10 จังหวัดเป้าหมาย” ได้แก่ จังหวัดแม่ฮ่องสอน น่าน ตาก นราธิวาส ปัตตานี กาฬสินธุ์ นครพนม บุรีรัมย์ อำนาจเจริญ และจังหวัดชัยนาท เพื่อให้กลุ่มผู้ประกอบการ OTOP สามารถยกระดับผลิตภัณฑ์ให้มีคุณภาพและมาตรฐานที่ดีขึ้น รวมทั้งถ่ายทอดองค์ความรู้ที่ได้รับให้กับกลุ่ม OTOP อื่นๆ ในจังหวัดของตนเองต่อไปในอนาคต

“ดร.อภิชัย สมบูรณ์ปกรณ์” กล่าวว่า กิจกรรมนี้จัดขึ้นเพื่อพัฒนาศักยภาพและทักษะด้านการตลาดที่จำเป็น การตลาดดิจิทัล และการบริหารจัดการกลุ่ม พร้อมเสริมสร้างภาวะผู้นำและทักษะการตัดสินใจ รวมถึงสร้างความตระหนักรู้ด้านการดำเนินธุรกิจสมัยใหม่ ตลอดจนเรียนรู้การต่อยอดโอกาสทางธุรกิจให้แก่ผู้นำกลุ่ม OTOP จำนวน 200 ราย ที่มาจาก 10 จังหวัดเป้าหมายของโครงการ โดยกิจกรรมต่างๆ ภายในงานมีทั้งการบรรยาย การ Workshop หรือ Case Study โดยทีมวิทยากรจากสถาบันพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (ISMED) การเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ตรงจากการศึกษาดูงาน การทดสอบตลาดเก็บข้อมูลลูกค้าจริง เพื่อนำมาวางแผนธุรกิจอย่างเป็นระบบ รวมทั้งให้มีการสร้างเครือข่ายระหว่างผู้เข้าอบรมที่มาจากต่างพื้นที่ให้เป็นพันธมิตรทางธุรกิจกันต่อไป

กาชาดรวมพลังศรัทธา สร้าง “อาคารศรีสวรินทิรานุสรณ์ 150 ปี” ต่อชีวิตผู้ป่วยยากไร้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/374357

กาชาดรวมพลังศรัทธา สร้าง “อาคารศรีสวรินทิรานุสรณ์ 150 ปี” ต่อชีวิตผู้ป่วยยากไร้

วันเสาร์ ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี อุปนายิกาผู้อำนวยการสภากาชาดไทย เสด็จฯ ไปทรวางศิลาฤกษ์ “อาคารศรีสวรินทิรานุสรณ์150 ปี” ณ โรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชเทวี ณ ศรีราชา เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2559

“ข้าพเจ้าในฐานะอุปนายิกาผู้อำนวยการสภากาชาดไทย จึงมีหน้าที่ต้องรับผิดชอบดูแลและพัฒนาโรงพยาบาลแห่งนี้ ให้อำนวยประโยชน์แก่ประชาชนผู้เจ็บป่วยให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้เพื่อสนองพระราชดำริในสมเด็จพระศรีสวรินทิรา บรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ซึ่งทรงพระเมตตาก่อตั้งโรงพยาบาลสมเด็จฯ เพื่อประโยชน์สุขของอาณาประชาราษฎร์”

พระราชดำรัส พระราชทานแก่คณะกรรมการจัดงานรวมใจถวายสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เพื่อพัฒนาโรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชเทวี ณ ศรีราชา สภากาชาดไทย

โรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชเทวี ณ ศรีราชา สภากาชาดไทย เป็นที่พึ่งด้านสุขภาพของประชาชนในภาคตะวันออกมากว่า 100 ปี สืบสานพระราชปณิธานของสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ปัจจุบันโรงพยาบาลตั้งอยู่ท่ามกลางนิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ 5 แห่ง มีโรงงานอุตสาหกรรมมากกว่า 5,000 โรงงาน มีท่าเรือน้ำลึกเพื่อขนส่งสินค้า มีสนามบิน 2 แห่งและเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวของภาคตะวันออกการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวทำให้มีการเพิ่มขึ้นของประชากรการขยายตัวของระบบโลจิสติกส์ การเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรม และอาจก่อให้เกิดปัญหาในด้านต่างๆ ตามมา ได้แก่ ปัญหาด้านสุขภาพจากมลภาวะสิ่งแวดล้อม โรคระบาด อุบัติเหตุจากการทำงาน และการจราจร

ภาพกราฟิก “อาคารศรีสวรินทิรานุสรณ์ 150 ปี”

สภาพในปัจจุบันของโรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชเทวี ณ ศรีราชา สภากาชาดไทย ถือว่าเป็นโรงพยาบาลที่แออัด เพราะรับภาระให้บริการผู้ป่วยมากกว่า 1 ล้านรายต่อปี และมีแนวโน้มจะเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ มีผู้ป่วยในระบบประกันสังคมเลือกใช้สิทธิ์ที่โรงพยาบาลนี้มากกว่า 3 แสนคนต่อปี และมีแรงงานไทยและต่างด้าวในโรงงานอุตสาหกรรมเข้ารักษาอีกจำนวนมาก แต่มีระบบอันเกี่ยวเนื่องกับการรักษาประชาชนที่ค่อนข้างล้าหลังสภาพของอาคารและอุปกรณ์ที่เก่าและชำรุดทรุดโทรม ความไม่เพียงพอของหอผู้ป่วยวิกฤติห้องผ่าตัด และห้องรับผู้ป่วย ห้องฉุกเฉินที่คับแคบและไม่สามารถรองรับผู้ประสบอุบัติเหตุ อุบัติภัยหมู่ ผู้ป่วยฉุกเฉิน ฯลฯ เนื่องจากขาดแคลนคุณทรัพย์ที่จะดำเนินการปรับปรุงสิ่งต่างๆ ให้ดีขึ้นอย่างเป็นระบบเป็นระยะเวลานาน

เมื่อปี พ.ศ. 2554 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ เยี่ยมโรงพยาบาลสมเด็จฯ ทรงพบความแออัดดังกล่าว จึงมีพระราชดำริให้พัฒนาโรงพยาบาลครั้งใหญ่ ประกอบกับในปี พ.ศ. 2555 เป็นวาระ 150 ปี วันพระราชสมภพ สมเด็จพระศรีสวรินทิรา บรมราชเทวีพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า จึงมีพระราชดำริ “โครงการเฉลิมพระเกียรติวาระ 150 ปีพระราชสมภพสมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า” เพื่อปรับปรุงโรงพยาบาลแห่งนี้ให้มีมาตรฐาน เป็นศูนย์กลางการให้บริการทางการแพทย์ในภูมิภาคตะวันออก มีความคล่องตัวและมีศักยภาพในการให้บริการแก่ผู้เจ็บป่วย ทั้งในสถานการณ์ปกติและสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยใช้ระยะเวลาก่อสร้างประมาณ 6 ปี (2558-2563)

สภาพความแออัดของผู้ป่วยในโรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชเทวี ณ ศรีราชา

ศูนย์รักษาพยาบาลรวมเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า 150 ปี หรือ “อาคารศรีสวรินทิรานุสรณ์ 150 ปี” เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาโรงพยาบาลให้ทันสมัย เพื่อสามารถให้บริการประชาชนและผู้ด้อยโอกาสได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งมีความพร้อมรับสถานการณ์อุบัติเหตุ อุบัติภัย และสาธารณภัยต่างๆ โดยมีลักษณะเป็นอาคารศูนย์รักษาพยาบาลขนาด 26 ชั้น ใช้งบประมาณก่อสร้างกว่า 5,400 ล้านบาท ได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐบาลส่วนหนึ่ง และอีกส่วนหนึ่งจากผู้มีจิตศรัทธาบริจาค และยังขาดงบประมาณในการก่อสร้างอีก 1,080 ล้านบาท ซึ่งสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงรับโครงการก่อสร้างอาคารหลังนี้ไว้ในพระราชูปถัมภ์ พระราชทานพระราชดำริเรื่องการจัดหารายได้ เพื่อระดมทุนจัดสร้างอาคารให้เสร็จตามกำหนดคือปลายปี พ.ศ.2563

ผู้มีจิตศรัทธาสามารถร่วมบริจาคโดยเสด็จพระราชกุศลสมทบทุนการก่อสร้างอาคารศรีสวรินทิรานุสรณ์ 150 ปี อาทิ คือ บริจาคโดยตรงได้ที่ฝ่ายการเงินและบัญชี ตึกศรีสังวาลย์ ชั้น 1รพ.สมเด็จฯ ณ ศรีราชา, ธนาณัติหรือเช็ค สั่งจ่ายในนาม “อาคารศรีสวรินทิรานุสรณ์ 150 ปี”(รพ.สมเด็จฯ ณ ศรีราชา) และ โอนเงินเข้าบัญชีออมทรัพย์ ธนาคารกรุงไทย สาขาศรีราชา ชื่อบัญชี “อาคารศรีสวรินทิรานุสรณ์ 150 ปี” (รพ.สมเด็จฯ ณ ศรีราชา) เลขที่บัญชี 208-0-53909-4 หรือบัญชีออมทรัพย์ ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาศรีราชา ชื่อบัญชี “อาคารศรีสวรินทิรานุสรณ์ 150 ปี”(รพ.สมเด็จฯ ณ ศรีราชา) เลขที่บัญชี 527-2-94099-7 สอบถามเพิ่มเติมติดต่อฝ่ายการเงินและบัญชี โทร.0 3832 0200 ต่อ 1329 1320 หรือสายด่วนสภากาชาดไทย 1664

รวมสัตว์ขนฟูหลายสายพันธุ์จากทั่วโลก และสัตว์แปลกหาชมยาก ในงาน Rayong Pet Lover

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/374355

รวมสัตว์ขนฟูหลายสายพันธุ์จากทั่วโลก และสัตว์แปลกหาชมยาก ในงาน Rayong Pet Lover

วันเสาร์ ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

เอาใจคนรักสุนัขสัตว์เลี้ยง ศูนย์การค้าเซ็นทรัล พลาซา ระยอง จัดงาน “Rayong Pet Lover @CentralPlaza Rayong” ในงานพบกับ Fluffy Dog สุนัขขนปุยหลากหลายสายพันธุ์ อาทิ Giant Alaska, Giant Samoy ขนฟูจากขั้วโลก, Giant Chow ขนฟูจากเอเชีย, Standard Poodle ขนฟูจากอเมริกา, Pomeranian ขนฟูจากอังกฤษ และ Angora Rabbitกระต่ายที่ขนฟูที่สุดในโลก และกิจกรรมสำหรับคนรักสัตว์มากมาย ระหว่าง วันที่ 5-11 พฤศจิกายน 2561 ณ ลานโปรโมชั่น ชั้น 1 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา ระยอง เพื่อมอบความสุข สร้างความบันเทิง พร้อมให้เยาวชนและครอบครัวได้เปิดโลกทัศน์ ใช้เวลาร่วมกันโดยศูนย์การค้าฯ นำสุนัขที่มีขนปุยสายพันธุ์ต่างๆ พร้อมชมความน่ารักของ Pet Idol อาทิ“สิบล้อ&ปั้นจั่น” และเหล่าทาสแมว พบกับน้องแมว “เจ้าบารอล” และพลาดไม่ได้กับแฟชั่นโชว์ เจ้าคนฟูกับเซเลบริตี้ชื่อดังของจังหวัดระยอง, สัตว์แปลกหาชมยาก อาทิ แพะซาแนน, หมูแคระเวียดนาม, เต่ายักษ์ซูคาต้า, งูบอลไพธอน, ซาวันน่ามอนิเตอร์, แพรี่ด็อก, เฟอร์เรท, อีเห็นข้างลาย, อ้นเล็ก(ตุ่นไทย) สนุกกับการแสดงความสามารถของน้องหมาและการแข่งขันสุนัขวิ่งทะลุจักรวาลกับ Dog Idol เลือกซื้อสินค้าจากบูธจำหน่ายผลิตภัณฑ์เพื่อสัตว์เลี้ยงกว่า 20 บูธ โดยในวันเปิดได้รับเกียรติจาก สุรศักดิ์ เจริญศิริโชติผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง พร้อมด้วย วราภรณ์ เจริญศิริโชติ นายกเหล่ากาชาดจังหวัดระยอง และ ธนภัทร วงษ์ประเสริฐ ผู้จัดการทั่วไปศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา ระยอง เป็นประธานเปิดงานในวันอังคารที่6 พฤศจิกายน 2561 ณ ลานโปรโมชั่น ชั้น 1 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา ระยอง

ศิลปินค่าย‘เมลโลว์ มี’รวมพล ร่วมกิจกรรม‘คน RUN พันธุ์อาสา’ งานการกุศลเพื่อชุมชน‘บางกระเจ้า’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/374372

ศิลปินค่าย‘เมลโลว์ มี’รวมพล ร่วมกิจกรรม‘คน RUN พันธุ์อาสา’ งานการกุศลเพื่อชุมชน‘บางกระเจ้า’

วันเสาร์ ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นอกจากงานเพลงแล้ว งานกิจกรรมเพื่อสังคมก็ไม่เคยขาด ล่าสุดค่ายเพลง “Mellow Me”(เมลโลว์ มี) โดย “เบนซ์ พริกไทย” ได้ส่งศิลปินเข้าร่วมงาน “คน Run พันธุ์อาสา เดิน-วิ่ง สานพลังอาสา สองเท้าเพื่อคุ้งบางกระเจ้าฯ” ที่จัดโดยทีวีบูรพา ซึ่งวัตถุประสงค์ของงานนี้ ไม่เป็นเพียงการเดินวิ่งเพื่อสุขภาพตนเองเท่านั้น แต่ยังเป็นการวิ่งของกลุ่มคนทุกเพศทุกวัย ที่มารวมตัวกันวิ่งเพื่อ
ผู้อื่น โดยนำรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายมอบให้โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ 6 ตำบลในชุมชนบางกระเจ้า และจัดซื้ออุปกรณ์สำหรับผู้ป่วยและผู้สูงอายุตามความจำเป็น พร้อมด้วยกิจกรรมอาสาที่จะช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตสิ่งแวดล้อม และสุขภาพในแต่ละชุมชน เพื่อยกระดับองค์มวลรวมของคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น

ซึ่งกิจกรรมดีๆ อย่างนี้ค่ายเพลง Mellow Me ก็ถือโอกาสส่งศิลปินเข้าร่วมงาน อาทิ บอลลูน เสียงทอง, ซินเดอเรลล่า, โรเชล ริญญภัสร์, เก้า ทอร์นาโด, ออม-ดรัณภัทร, แบง พริกลาว, ไข่มุก พริกไทย, คิงส์-ชนาวิทย์ และ โอ-อวิรุทธ์ ที่นอกจากจะมาร่วมเดิน-วิ่งการกุศลครั้งนี้กันอย่างพร้อมเพรียงแล้ว ยังได้ร่วมทำกิจกรรมอื่นๆ อีก อาทิ ทำหนังยางเพื่อช่วยให้คนชราให้ยืดเส้นอย่างง่ายๆ

โซไซตี้ : เปิดห้องสมุดเพื่อการเรียนรู้ สวนลุมพินี ภายใต้แนวคิด “ห้องสมุดมีชีวิต”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/374356′

โซไซตี้ : เปิดห้องสมุดเพื่อการเรียนรู้ สวนลุมพินี ภายใต้แนวคิด “ห้องสมุดมีชีวิต”

วันเสาร์ ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

กทม.เดินหน้านโยบาย “ห้องสมุดมีชีวิต” ดึง “เอชเอสบีซี” ธนาคารพาณิชย์แห่งแรกของไทยยกเครื่องโซนเด็กและเยาวชนในห้องสมุดสวนลุมพินีให้เป็นอาคารรูปเต่าทองกลางสวนสาธารณะ พร้อมด้วยพื้นที่รองรับการจัดกิจกรรมหลากหลายให้เด็กและเยาวชนเข้ามาเรียนรู้ โดยเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม ที่ผ่านมา พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วย เคลวิน แทน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารเอชเอสบี ซี ประเทศไทย ร่วมทำพิธีเปิด “ห้องสมุดเด็กและเยาวชนเอชเอสบีซี สวนลุมพินี” พร้อมทั้งส่งต่อห้องสมุดฯ ให้แก่เด็กและเยาวชนเข้ามาใช้ประโยชน์ ณ สวนลุมพินี เขตปทุมวัน

พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า กรุงเทพมหานครมีนโยบายปรับปรุงและพัฒนาห้องสมุดเพื่อการเรียนรู้ สวนลุมพินี ภายใต้แนวคิด “ห้องสมุดมีชีวิต” ซึ่งในเบื้องต้นได้พัฒนาพื้นที่โซนเด็กและเยาวชน โดยได้รับความร่วมมือจากธนาคารเอชเอสบีซี ประเทศไทย เป็นผู้ให้การสนับสนุนและรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมด ทำให้เกิด “ห้องสมุดเด็กและเยาวชนเอชเอสบีซีสวนลุมพินี” ที่ทันสมัยและมีอัตลักษณ์เฉพาะตัวเป็นโถงอาคารที่มีพื้นที่ดิน อาคารเป็นรูปเต่าทองสีแดงสดใส ตั้งอยู่ใจกลางสวนลุมพินี เพื่อดึงดูดให้เด็กและเยาวชนเข้ามาอ่านหนังสือและเรียนรู้ผ่านกิจกรรมเสริมทักษะต่างๆ สำหรับเด็กและเยาวชนโดยเฉพาะ

“กรุงเทพมหานครขอขอบคุณธนาคารเอชเอสบีซีที่ได้เข้ามาพัฒนาห้องสมุดสวนลุมพินีแห่งนี้ให้เป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับเด็กและเยาวชนมีพื้นที่ให้เด็กๆ ได้ทำกิจกรรมเพิ่มมากขึ้น ซึ่งความร่วมมือในครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างในการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชนในการสร้างเสริมสาธารณประโยชน์เพื่อเด็กและเยาวชนรวมถึงประชาชนทั่วไป อันเป็นปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญของการเติบโตทางสังคมและเศรษฐกิจที่ยั่งยืนในอนาคตต่อไป” ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าว

เคลวิน แทน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารเอชเอสบี ซี ประเทศไทย กล่าวว่า “ธนาคาร เอชเอสบีซี ในฐานะธนาคารชั้นนำระดับโลก และธนาคารแห่งแรกในประเทศไทย มีเจตนารมณ์อันแน่วแน่ในการดำเนินกิจกรรมและให้ความสำคัญด้านการพัฒนาการศึกษา สังคม และสิ่งแวดล้อม เพื่อการเติบโตของเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนของประเทศไทย ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของกลุ่มเอชเอสบีซีที่มุ่งเน้นด้านการช่วยเหลือพัฒนาการศึกษาและทักษะอาชีพของเยาวชน การสร้างโอกาสทางธุรกิจต่อองค์กรและผู้ประกอบการ และการจัดการผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมอันเป็นปณิธานในการดำเนินธุรกิจของเอชเอสบีซีที่จะสร้างความยั่งยืนให้แก่ประชาคมโลก”

“ทั้งนี้ เพื่อต่อยอดความสำเร็จและยืนยันถึงความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจที่รับผิดชอบต่อสังคมในด้านต่างๆ และเพื่อฉลองครบรอบ 130 ปีการดำเนินธุรกิจของธนาคารเอชเอสบีซีในประเทศไทย ธนาคารฯ จึงได้ร่วมกับกรุงเทพมหานคร สนับสนุนงบประมาณดำเนินโครงการปรับปรุง “ห้องสมุดเด็กและเยาวชนเอชเอสบีซี สวนลุมพินี” เพื่อให้เด็กและเยาวชนในกรุงเทพมหานครมีแหล่งเรียนรู้และพื้นที่อ่านหนังสือที่ทันสมัยและมีอัตลักษณ์เฉพาะตัวโดยสร้างเป็นอาคารรูปเต่าทองสีแดงใจกลางสวนลุมพินี โดยนอกจากการพัฒนาปรับปรุงตัวอาคารให้สวยงามทันสมัยแล้ว ธนาคารยังจะร่วมกับกรุงเทพมหานครสนับสนุนการจัดกิจกรรมเสริมทักษะความรู้ด้านต่างๆของเด็กและเยาวชนอีกด้วย อาทิ การสอนทักษะภาษาอังกฤษ การให้ความรู้เรื่องการออมเงิน การจัดกิจกรรม D.I.Y. หรือการนำวัสดุสิ่งของเหลือใช้มาสร้างสรรค์เป็นของที่ระลึก เป็นต้น”

เราแบ่งปันแก่กันและกันได้ทุกขณะ ไม่ว่าจะอยู่หรือละจากโลกนี้ไปแล้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/374374

เราแบ่งปันแก่กันและกันได้ทุกขณะ ไม่ว่าจะอยู่หรือละจากโลกนี้ไปแล้ว

วันเสาร์ ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

“คุณเคยคิดหรือไหมว่าหรีดดอกไม้สดมากมายมหาศาลในงานศพทุกๆงานนั้น หลังจากจบงานแล้ว หรีดเหล่านั้นถูกนำไปกำจัดอย่างไร จึงจะไม่กลายเป็นขยะที่ไร้ค่า แล้วเคยคิดไหมว่าน่าจะมีสิ่งทดแทนที่ดีและเป็นประโยชน์ต่อผู้ยากไร้ที่ยังรอรับความช่วยเหลือมากกว่าหรีดดอกไม้สด”

แนวหน้าวาไรตี้ สัปดาห์นี้ดร.เฉลิมชัย ยอดมาลัย ผู้ดำเนินรายการจะพาไปพูดคุยกับกลุ่มเจ้าของความคิดโครงการกระจายบุญ คือ คุณสาทิศ ปัญญาวุฒิไกร, คุณยรรยง ประสานสุทธิพรและ คุณครรชิต บูรณสินวัฒนกูลจากโครงการกระจายบุญ พวงหรีดเพื่อผู้ยากไร้และสัตว์ที่ตกทุกข์ได้ยากในสังคมของเรา มุมมองและแง่คิดของโครงการนี้คือร่วมแบ่งปันให้แก่กันและกัน เพื่อให้ผู้ที่มีความจำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือสามารถดำรงชีวิตได้ต่อไปในสังคม และยังฝากข้อคิดว่า การทำบุญที่แท้จริงคืออะไร ทำบุญอย่างไรจึงจะถึงมือของผู้ด้อยโอกาสที่สมควรจะได้รับความช่วยเหลือโดยแท้จริง

โครงการกระจายบุญ พวงหรีดเพื่อสังคม คืออะไร เกิดขึ้นได้อย่างไร

สาทิศ ปัญญาวุฒิไกร เล่าว่า เราส่วนใหญ่ในสังคมไทยมักจะคุ้นเคยกันเป็นอย่างดีกับพวงหรีด เมื่อเวลามีงานศพเราก็มักจะส่งหรีดดอกไม้สดไปเพื่อเป็นเครื่องแสดงความอาลัยต่อผู้วายชนม์ และเพื่อบอกกับญาติพี่น้องของผู้วายชนม์ที่เราคุ้นเคยว่า เราได้มาร่วมแสดงความเสียใจด้วย แม้ระยะหลังๆ จะมีหรีดพัดลม นาฬิกา ผ้าห่ม เครื่องครัวก็ตาม แต่ผมเคยติดตามดูว่าสำหรับหรีดดอกไม้สดนั้น หลังจากจบงานก็กลายเป็นขยะกองมหึมา ส่วนของใช้ต่างๆ นั้น ในหลายต่อหลายครั้งก็ถูกนำไปเก็บไว้ในห้องเก็บของ โดยไม่ได้ใช้ประโยชน์แต่อย่างใด ผมและพวกพี่ๆ น้องๆ ชาวสวนกุหลาบ (โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย) จึงมาร่วมกันคิดว่าจะทำอย่างไรเพื่อลดขยะจากหรีดดอกไม้สด แล้วแปรสภาพหรีดให้เป็นประโยชน์ต่อเพื่อนมนุษย์และสัตว์ที่มีความจำเป็นต้องได้รับการแบ่งปันความช่วยเหลือ ดังนั้นโครงการกระจายบุญจึงได้เริ่มต้นขึ้นเมื่อประมาณ 1 ปีมานี้

นโยบายเริ่มแรกของโครงการคือ เราต้องการช่วยเหลือผู้ที่เดือดร้อนโดยแท้จริง เช่น มีนักเรียนยากจนที่ต้องการได้รับความช่วยเหลือที่ใดบ้าง หรือมีสัตว์เจ็บป่วยพิการที่ต้องการได้รับการดูแลโดยเร่งด่วนในที่ใดบ้าง โดยเราจะต้องมีข้อมูลในเรื่องดังกล่าวอย่างค่อนข้างครบถ้วนสมบูรณ์ก่อนจะตัดสินใจเข้าไปช่วยเหลือพวกเขา เช่น กลุ่มของเราจะเข้าไปสำรวจว่าโรงเรียนใดมีนักเรียนขาดแคลน และต้องการได้รับความช่วยเหลือในด้านใดมากที่สุด หรือดูว่าโรงเรียนที่มีสภาพค่อนข้างยากจนยังขาดแคลนอุปกรณ์การเรียนและการกีฬาใดบ้าง เมื่อมีข้อมูลชัดเจนแล้ว เราก็ระดมทุนเพื่อช่วยเหลือให้เขาได้รับสิ่งของที่จำเป็นหรือเราจะเข้าไปดูว่านักเรียนที่มีความจำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือแต่ละคนมีความจำเป็นในเรื่องใดมากที่สุดแล้วเราก็ช่วยเหลือเขาในสิ่งนั้นๆ โดยทันทีเช่น เด็กนักเรียนบางคนบ้านอยู่ไกลจากโรงเรียนมากนับสิบกิโลเมตร เราก็จะมอบจักรยานให้กับโรงเรียนเพื่อให้นักเรียนได้ใช้ร่วมกันในกลุ่มคนที่มีบ้านอยู่ทางเดียวกัน เป็นต้น เราไม่ได้คิดแค่การมอบเสื้อผ้า สมุด หนังสือ ดินสอ เท่านั้นแต่เราจะดูให้ชัดก่อนว่าเขาขาดแคลนในสิ่งจำเป็นอะไร แล้วจึงช่วยให้ตรงประเด็นมากที่สุด

มีคำถามเสมอว่าสิ่งของที่โครงการมอบให้นั้นไปถึงมือผู้เดือดร้อนจริงหรือไม่ คำตอบคือ เราต้องไปสำรวจก่อนว่าใครคือผู้ด้อยโอกาส เช่น ดูว่าคนพิการ เด็กนักเรียน เด็กกำพร้า และผู้ด้อยโอกาสอื่นๆ แม้กระทั่งสัตว์ในโครงการสงเคราะห์สัตว์จดจัด สัตว์พิการบาดเจ็บ ขาดแคลนหรือต้องการได้รับความช่วยเหลือในเรื่องใดเป็นอันดับแรก เมื่อได้ข้อมูลแล้วเราก็จึงจัดหาสิ่งของจำเป็นให้ โครงการของเราเน้นการมอบความช่วยเหลือให้กับองค์กรหรือหน่วยงานที่ดูแลผู้ด้อยโอกาสมากกว่าเน้นไปที่การมอบสิ่งของให้กับใครคนใดคนหนึ่งโดยตรง เพราะเราเห็นว่าองค์กรทำงานด้านนี้อยู่แล้ว การมอบให้กับองค์กรจึงสะดวกในการประสานงาน และง่ายต่อการตรวจสอบว่าสิ่งของที่บริจาคนั้นไปถึงมือผู้ที่จำเป็นแท้จริงหรือไม่

ที่ผ่านมาโครงการกระจายบุญ ได้บริจาคสิ่งของต่างๆ ให้โรงเรียนหลายสิบแห่ง อาทิ เครื่องเขียน หนังสือ สมุด ดินสอ ชุดนักเรียน รองเท้า เครื่องกีฬาข้าวสารอาหารแห้ง โรงเรียนบางแห่งบอกว่าต้องการอาหารแห้งมากกว่าเครื่องเขียน เพราะเด็กๆ มีฐานะยากจนมาก หลายคนไม่มีอาหารรับประทาน ดังนั้นเราก็จึงมอบอาหารให้ก่อน เพราะเราเชื่อว่าเด็กต้องอิ่มท้องก่อนจึงจะสามารถเรียนหนังสือได้ แม้กระทั่งสถานสงเคราะห์สัตว์ เราก็ไปดูว่าเขาต้องการอะไรบางที่มีอาหารเยอะมาก แต่ไม่มีเงินสำหรับรักษาสัตว์ป่วย หรือไม่มีเงินสำหรับนำสัตว์ไปทำหมัน เป็นต้น

หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมจึงต้องเป็นโครงการกระจายบุญ หรือหรีดกระจายบุญ คำตอบคือโครงการเราทำหรีดจากวัสดุรีไซเคิล ซึ่งเป็นการช่วยลดขยะให้กับโลกของเรา หมึกที่ใช้พิมพ์ลวดลายและสีสันบนหรีดก็ใช้หมึกที่ทำจากถั่วเหลือง โดยเราตั้งใจออกแบบหรีดให้ดูดีเหมาะสม และมีหลายขนาด แต่ที่สำคัญคือรายได้จากการจำหน่ายหรีดจะนำไปช่วยผู้ด้อยโอกาส แต่ที่สำคัญคือ เมื่อเรานำสิ่งของไปบริจาค เราจะระบุว่าผู้บริจาคคือผู้วายชนม์ที่เรานำหรีดไปส่ง หรือพูดง่ายๆ คือออกใบเสร็จรับบริจาคในนามผู้วายชนม์ ซึ่งเท่ากับผู้วายชนม์เป็นผู้บริจาคสิ่งของ ซึ่งเราจะส่งใบเสร็จการบริจาคไปที่ญาติผู้วายชนม์ อย่างไรก็ตาม เราทำทุกอย่างให้โปร่งใสสามารถตรวจสอบได้

หากมีคำครหาว่าคุณทำโครงการนี้เพื่อหวังผลประโยชน์ คุณจะตอบอย่างไร ผู้ทำโครงการนี้ตอบว่า เราเปิดกว้างให้มีการตรวจสอบ สามารถเข้าไปดูได้ว่าใครบริจาค บริจาคเท่าไร บริจาคให้กับใครเมื่อไร จำนวนเท่าไร โดยทุกอย่างสามารถตรวจสอบได้ และเรายินดีชวนทุกท่านไปร่วมบริจาคสิ่งของกับเราด้วย ในอนาคตนั้น ถ้าโครงการนี้ได้รับการยอมรับมากขึ้นเราตั้งความหวังไว้ว่า นอกจากการบริจาคให้ผู้ด้อยโอกาสในสังคมแล้ว เราอยากจะทำโรงทานสำหรับผู้ไม่มีเงินซื้ออาหาร

สำหรับผู้ที่มีความประสงค์จะมีส่วนร่วมในโครงการกระจายบุญขอเรียนว่าโครงการไม่รับเป็นเงินสดไม่รับสิ่งของใดๆ เวลาโครงการของเราจะไปบริจาคสิ่งของ เราจะแจ้งให้ทราทางเว็บไซต์ เฟซบุ๊ค และสื่อโซเชียล ถ้าท่านสนใจและเห็นว่าโครงการมีประโยชน์ อยากเชิญชวนให้ไปร่วมบริจาคด้วยกัน สามารถติดตามข้อมูลข่าวสารต่างๆ ของโครงการได้ที่ https://krajaiboon.com/ และ www.facebook.com/Krajaiboon หรือ Line@Krajaiboonหรือโทรศัพท์ 02-0263353

พบเรื่องราวดีๆ มีสาระได้ในรายการ แนวหน้าวาไรตี้ ออกอากาศวันอาทิตย์ เวลา 16.00-16.25 น. ทาง TNN2 (และช่อง 784 ดิจิทัลทีวี) และ True Visions 8 และชมรายการย้อนหลังได้ที่ YouTube ผู้หญิงแนวหน้า by คุณแหน

‘River Festival 2018 สายนํ้าแห่งวัฒนธรรมไทย’ครั้งที่ 4

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/374371

‘River Festival 2018 สายนํ้าแห่งวัฒนธรรมไทย’ครั้งที่ 4

วันเสาร์ ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานในพิธีแถลงข่าวงาน“River Festival 2018 สายน้ำแห่งวัฒนธรรมไทย” กับการสานต่อความสำเร็จอย่างต่อเนื่องของ Big Project การท่องเที่ยวเชิงศิลปวัฒนธรรมแห่งปีที่จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 4 กับเทศกาลวัฒนธรรมร่วมสมัยที่เชื่อมโยงเส้นทางการท่องเที่ยวทั้งทางบกและทางน้ำสู่ชุมชนและสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ทั้ง 9 ท่าน้ำ ที่จะจัดขึ้นพร้อมกัน 4 วัน 4 คืน ตลอดริมโค้งน้ำที่ยาวที่สุดของแม่น้ำเจ้าพระยา โดยมี กมลนัยชัยเฉนียน ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ในนามประธานโครงการ “River Festival 2018 สายน้ำแห่งวัฒนธรรมไทย” พร้อมด้วยหน่วยงานพันธมิตรทุกภาคส่วนร่วมพิธีแถลงข่าว ณ ลานหน้าพระปรางค์ วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร

ขอเชิญชวนร่วมสัมผัสและดื่มด่ำกับบรรยากาศแสงจันทร์ที่สวยงามริมแม่น้ำเจ้าพระยายามค่ำคืนกับมนต์เสน่ห์แห่งสายน้ำ และประเพณีอันดีงาม ในงาน “River Festival 2018 สายน้ำแห่งวัฒนธรรมไทย” ตั้งแต่วันที่ 21-24 พฤศจิกายน 2561 นี้ ตั้งแต่เวลา 17.00-22.00 น.สอบถามหรือติดตามความเคลื่อนไหวได้ที่ http://www.riverfestivalthailand.com และ facebook/riverfestivalthailand