‘หมอระวี’จี้’บิ๊กตู่’ยุติส่งออกโค-กระบือ ก่อนจะเกิดผลกระทบวงกว้าง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/468009

news_default

‘หมอระวี’จี้’บิ๊กตู่’ยุติส่งออกโค-กระบือ ก่อนจะเกิดผลกระทบวงกว้าง

วันพุธ ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2563, 17.38 น.

“หมอระวี” จี้ “บิ๊กตู่” ยุติส่งออก โค-กระบือ ก่อนจะเกิดผลกระทบวงกว้าง หลังพ่อค้าชาวจีนกว้านซื้อโค กระบือในพื้นที่ ทำขาดแคลน-ราคาปรับสูงขึ้น

22 ม.ค.63 นพ.ระวี มาศฉมาดล ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคพลังธรรมใหม่ ได้หารือผ่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ไปยัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทรโอชา นายกรัฐมนตรี เรื่อง การส่งออกโค กระบือ ไปยังต่างประเทศ โดยเปิดเผยว่าได้รับเรื่องร้องเรียน ถึงความเดือดร้อนจากประชาชน พ่อค้า ผู้ประกอบอาชีพค้าเนื้อ ชำแหละ และฟาร์มโคขุน เพื่อจำหน่าย บริโภคภายในประเทศในทางภาคเหนือตอนบน ทั้งนี้ที่ผ่านมาประเทศไทยได้นำเข้าโค กระบือ มีชีวิตส่วนมากจากประเทศพม่า ผ่านด่านศุลกากร และด่านกักโรค อย่างถูกต้อง โดยได้นำมาพักฟื้น และเลี้ยงเพื่อชำแหละเนื้อ จำหน่ายให้ผู้บริโภคทั่วประเทศ และบางส่วนใช้แปรรูปเป็นอาหารฮาลาลส่งออกไปต่างประเทศ แต่ปัจจุบันได้ประสบปัญหาจากการเข้ามาของกลุ่มทุน พ่อค้าต่างชาติโดยเฉพาะจีน และเวียดนาน ที่ได้มากว้านซื้อ โค กระบือ โดยไม่จำกัดจำนวน และประเภท ทั้งพ่อพันธุ์ แม่พันธุ์ และลูกโค กระบือ ตามตลาดนัดโดยเฉพาะทางภาคเหนือตอนบน ซึ่งโดยปกติทั่วไปแล้วนั้น เกษตรกรผู้เลี้ยงโค กระบือ จะไม่ทำการขายแม่พันธุ์และลูกพันธุ์

นพ.ระวี กล่าวต่อว่า เมื่อโค กระบือ ที่กลุ่มทุนพ่อค้าต่างชาติ ได้กว้านซื้อไปนั้นได้ถูกส่งออกผ่านด่านชายแดนภาคเหนือ ด่านเชียงแสน เชียงของ ส่งผลให้ โค กระบือ ในประเทศขาดแคลนอย่างหนัก ผู้ประกอบการต้องแย่งซื้อโค กระบือ ในราคาที่สูงกว่าปกติ ตัวละประมาณ 5,000 บาท ซึ่งส่งผลกระทบต่อประชาชนที่ต้องซื้อบริโภคในราคาแพงขึ้นกว่าปกติ และยังเป็นการทำลายพันธุ์ โค กระบือ ภายในประเทศอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน

“ผมขอเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรี สั่งการไปยังหน่วยงานที่รับผิดชอบ เข้าไปตรวจสอบปัญหา ผลกระทบจากการกว้านซื้อ โค กระบือ ของกลุ่มทุนพ่อค้าต่างชาติ ในพื้นที่ทางภาคเหนือตอนบนเป็นการด่วน และขอให้ระงับการส่งออกโค กระบือ โดยทันที ก่อนที่จะเกิดผลกระทบต่อประชาชนทั่วประเทศ” นพ.ระวี กล่าว

‘มนัญญา’เห็นใจลูกจ้างกรมวิชาการเกษตรทั่วประเทศถูกเลิกจ้าง! #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/468007

‘มนัญญา’เห็นใจลูกจ้างกรมวิชาการเกษตรทั่วประเทศถูกเลิกจ้าง!

วันพุธ ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2563, 17.33 น.

‘มนัญญา’เห็นใจลูกจ้างกรมวิชาการเกษตรทั่วประเทศที่ถูกเลิกจ้าง ลั่นอธิบดีฯต้องเร่งแก้ไข ไม่ให้กระทบต่อภารกิจหลักและจัดปริมาณงานให้สมดุลกับงบประมาณ ชี้กรรมาธิการอาจตัดงบเนื่องจากความผิดปกติของราคาเช่าคอมพิวเตอร์ที่แพงกว่าราคาซื้อ ส่งหนังสือให้รมว.เกษตรฯ ตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้ว

22 มกราคม 2563 น.ส. มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งกำกับดูแลกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า เป็นอำนาจหน้าที่ของอธิบดีกรมวิชาการเกษตรที่ต้องกำหนดปริมาณงานให้เหมาะสมกับงบประมาณที่ได้รับการที่ถูกตัดงบประมาณถึง 600 กว่าล้านบาทนั้น เกรงว่าจะส่งผลกระทบต่อภารกิจหลัก รวมทั้งที่ปรากฏในขณะนี้ว่า ต้องเลิกจ้างลูกจ้างตามสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรทั้ง 8 เขต รวมถึงศูนย์วิจัยฯ ระดับจังหวัดจำนวนมาก ซึ่งได้ย้ำให้อธิบดีกรมวิชาการเกษตรเร่งแก้ปัญหาโดยด่วน

ทั้งนี้ในการประชุมพิจารณางบประมาณปี 2563 ของสภาผู้แทนราษฎรนั้น กรรมาธิการได้ตั้งข้อสังเกตเรื่อง ราคาเช่าคอมพิวเตอร์ของกรมวิชาการเกษตรที่สูงกว่าราคาซื้อมาก จนเป็นสาเหตุให้ตัดงบลงกว่า 40% จากที่ขอไป 1,200 กว่าล้านบาท โดยได้ทำหนังสือถึงนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องนี้แล้วด้วยว่า มีการทุจริตหรือไม่

“รู้สึกเห็นใจ ลูกจ้างที่ถูกเลิกจ้างหรือลดเงินเดือนลงถึงครึ่งหนึ่ง แต่เป็นหน้าที่ของอธิบดีกรมวิชาการเกษตรที่ต้องแก้ไข รวมทั้งบริหารจัดการงบประมาณที่ได้รับให้สอดคล้องกับปริมาณงาน โดยต้องไม่ส่งผลกระทบต่อภารกิจหลักและการบริการประชาชน” น.ส. มนัญญากล่าว

ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวไทยสอบถามไปยังสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตต่างๆ และศูนย์วิจัยฯ หลายจังหวัดได้รับข้อมูลจากข้าราชการว่า งบประมาณที่ถูกตัดลดนั้นส่งผลกระทบต่อภารกิจหลักและการบริการประชาชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยภารกิจตามแผนประกอบด้วย งานวิจัยด้านวิชาการเกษตร การพัฒนาเมล็ดพันธุ์และต้นพันธุ์พืชที่มีคุณภาพ การให้บริการด้านการรับรองมาตรฐานและการตรวจสอบสถานจำหน่ายสารเคมีทางการเกษตร รวมถึงโครงการพระราชดำริต่างๆ

ทั้งนี้ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2562 ซึ่งเข้าสู่ปีงบประมาณ 2563 แต่งบประมาณยังไม่ผ่านการพิจารณาของสภาฯนั้น ทางกรมวิชาการเกษตรได้จัดสรรเงินมาให้จำนวนหนึ่ง โดยประมาณการณ์จากงบที่ใช้ในปีงบประมาณ 2562 ซึ่งเงินที่ได้รับจัดสรรมานั้น บางส่วนได้หมดหรือใกล้หมดแล้วเช่น งานตรวจสอบแปลงเพื่อออกใบรับรองมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (GAP) งานออกใบรับรองมาตรฐานการผลิตผลิตภัณฑ์ (GMP) แก่โรงคัดบรรจุเพื่อให้เกษตรกรและผู้ประกอบการใช้สำหรับส่งออกสินค้าเกษตรไปจำหน่ายยังต่างประเทศ

ขณะนี้มีหลายรายรออยู่ แต่ดำเนินการได้ช้าเนื่องจากจำนวนบุคลากรส่วนที่เป็นลูกจ้างลดลง และงบประมาณสำหรับการปฏิบัติงานนอกสถานที่เหลือน้อยมาก ซึ่งหากไม่ได้รับการแก้ไขอาจกระทบต่อการให้บริการประชาชนและไม่เพียงพอใช้จนถึงสิ้นปีงบประมาณ 2563 ในวันที่ 30 กันยายน

ก่อนหน้านี้น.ส. เสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตรกล่าวถึงกรณีที่คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2563 ได้ปรับลดงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 ของกรมวิชาการเกษตรลงกว่า 40% ว่าเป็นการตัดลดงบประมาณการดำเนินงานซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับงบลงทุนในการจัดซื้อครุภัณฑ์และสิ่งก่อสร้าง จึงได้กำหนดแนวทางการบริหารงบประมาณโดยปรับแผนในการดำเนินงานให้มีความสอดคล้องกับงบประมาณที่ได้รับ โดยให้ทุกหน่วยงานทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาคทบทวนและจัดลำดับความสำคัญรายละเอียดของงาน

โดยเฉพาะงานวิจัยและพัฒนาพันธุ์พืชซึ่งเป็นภารกิจหลักของกรมวิชาการเกษตร โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ งานด้านบริการที่มีผลกระทบต่อประชาชนและการส่งออก เช่น การตรวจรับรองแหล่งผลิตพืช (GAP) โรงงานแปรรูป โรงรม (GMP) การตรวจสอบปัจจัยการผลิต ศัตรูพืช และออกใบรับรองบริการวิชาการด้านพืช การผลิตเมล็ดพันธุ์ดีซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญและตอบสนองต่อนโยบายของรัฐบาลเพื่อจำหน่ายและจ่ายแจกให้แก่เกษตรกร เช่น มันสำปะหลัง ข้าวโพด รวมทั้งพืชตระกูลถั่วที่ใช้น้ำน้อย งานบริการทั้งหมดนี้จะต้องได้รับผลกระทบน้อยที่สุด  ส่วนงานอื่นๆ ให้พิจารณาปรับลดปริมาณงานตามวงเงินงบประมาณที่ได้รับ

ทั้งนี้ในการพิจารณางบประมาณ 2563 เมื่อวันที่ 9 ม.ค. คณะกรรมาธิการวิสามัญร่างพ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 สภาผู้แทนราษฎรได้ปรับลดงบประมาณของกรมวิชาการเกษตรที่เสนอไป 1,277 ล้านบาทเหลือ 635 ล้านบาท ซึ่งนายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล อดีตส.ส.พรรคเพื่อไทย กรรมาธิการฯ ชี้เเจงถึงการตัดงบประมาณว่า พบข้อผิดปกติกรณีการเช่าเครื่องคอมพิวเตอร์ของกรมวิชาการเกษตร ซึ่งสำนักงบประมาณเเจ้งว่า ค่าจัดซื้อเพียง 17,000 บาท แต่กรมวิชาการเกษตรใช้วิธีเช่าเครื่องละ 60,000 บาทต่อปี ระยะเวลา 5 ปี รวมเป็น 300,000 บาทต่อเครื่อง กรรมาธิการยังระบุว่า เดิมในเอกสารงบประมาณ กรมวิชาการเกษตรชี้เเจงว่า ค่าเช่าคอมพิวเตอร์เครื่องละประมาณ 5,000 บาทต่อเดือน จึงเชิญอธิบดีกรมวิชาการเกษตรมาซักถามและให้กลับไปทบทวนใหม่ ต่อมากรมวิชาการเกษตรแก้ไขเอกสารแล้วส่งกลับมาเหลือเพียงเครื่องละ 800 บาทต่อเดือน

โดยให้เหตุผลว่า เอกสารชุดเเรกที่ส่งมาให้คณะกรรมาธิการนั้นผิดพลาด จึงมีข้อสังเกตว่า ตั้งงบหลอกกรรมาธิการหรือไม่ จนเป็นสาเหตุที่ตัดลดงบประมาณของกรมวิชาการถึง 642 ล้านบาท โดยที่น.ส.รังสิมา รอดรัศมี ส.ส.สมุทรสงคราม พรรคประชาธิปัตย์ซักถามว่า เหตุใด คณะกรรมาธิการฯ จึงตัดงบกรมวิชาการเกษตรไปกว่า 600 ล้านบาท มากกว่าหน่วยงานอื่น ทั้งๆที่กรมวิชาการเกษตร มีความสำคัญในการศึกษาวิจัยเพื่อประโยชน์ต่อเกษตรกรจำนวนมาก ดังนั้นการตัดตัดงบเช่นนี้จะทำให้เกษตรกรเดือดร้อนได้

กยท.จับมือกษ.หาสาเหตุใบร่วงในยางพารา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/467742

news_default

กยท.จับมือกษ.หาสาเหตุใบร่วงในยางพารา

วันพุธ ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท รองผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย ด้านธุรกิจและปฏิบัติการเปิดเผยว่า จากการประชุมคณะผู้เชี่ยวชาญด้านโรคพืชระดับนานาชาติระหว่างวันที่ 13-15 มกราคมที่ผ่านมา ซึ่งจัดโดยการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) มีผู้เชี่ยวชาญและกลุ่มนักวิชาการด้านโรคพืชตลอดจนผู้เกี่ยวข้องจากหลายประเทศ ประกอบด้วย กยท. กรมวิชาการเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร ตลอดจนผู้เชี่ยวชาญจากประเทศสมาชิก ANRPC และ IRRDB ได้แก่ มาเลเซีย กัมพูชา  เมียนมา และเวียดนาม เข้าร่วมประชุม แลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ ระดมความคิดเห็น เพื่อหามาตรการป้องกันกำจัดโรคใบร่วงในยางพาราชนิดใหม่ที่กำลังระบาดอยู่ในสวนยางภาคใต้ตอนล่างของไทย ซึ่งจากการสำรวจพบการแพร่ระบาดแล้วใน 9 จังหวัด ได้แก่ นราธิวาส ยะลา ปัตตานี สงขลา สตูล ตรัง กระบี่ พังงา และสุราษฎร์ธานี รวมพื้นที่ 762,939.34 ไร่มีเกษตรกรชาวสวนยางได้รับผลกระทบ 81,542 ราย

“การประชุมร่วมระหว่างผู้เชี่ยวชาญของไทยและต่างประเทศ ถือเป็นโอกาสดีในการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ปัจจุบัน เรารู้ว่าสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคนี้มาจากเชื้อราสายพันธุ์ใหม่ ข้อมูลเชิงเปรียบเทียบในด้านวิธีการ งบประมาณ ยาหรือสารเคมีที่ใช้รักษา ระงับอาการ และดูแลสวนยาง ตลอดจนปัจจัยอื่น ซึ่งแต่ละประเทศจะกลับไปเร่งตรวจพิสูจน์ว่าเป็นเชื้อชนิดไหน สายพันธุ์อะไร โดยข้อมูลเหล่านี้นับว่ามีความสำคัญในการต่อยอด เพื่อหามาตรการ แนวทาง รักษาโรคใบร่วงในยางพาราสายพันธุ์ใหม่ต่อไป”

ด้านนางณพรัตน์ วิชิตชลชัย รองผู้ว่าฯกยท. ด้านอุตสาหกรรมยางและการผลิตยาง กล่าวว่า  กยท. อยู่ระหว่างเร่งบูรณาการร่วมกับกรมวิชาการเกษตร เพื่อตรวจพิสูจน์สายพันธุ์ของเชื้ออย่างละเอียดให้ทราบว่าเชื้อใดทำให้เกิดโรค โดยจะใช้ระยะเวลาตรวจพิสูจน์ประมาณ 3 เดือน เมื่อทราบลักษณะจำเพาะของเชื้อแล้ว จะบอกได้ว่าต้องใช้วิธีใดรักษาต้นยางที่ติดเชื้อ และจะหามาตรการป้องกันการติดเชื้อดังกล่าวได้

“เบื้องต้นฝากเกษตรกรดูแลบำรุงรักษาสวนยางให้แข็งแรง มีความต้านทานโรค โดยแนะนำเกษตรกรชาวสวนยางให้ใส่ปุ๋ยบำรุงต้นยางสม่ำเสมอ เพื่อสร้างความสมบูรณ์ให้ต้นยาง กรณีชาวสวนยางพบต้นยางมีอาการของโรคให้แจ้งเจ้าหน้าที่กยท.เข้าตรวจสอบ หากพบว่าติดเชื้อราชนิดนี้ให้ใช้สารกำจัดเชื้อรา เช่น เบโนมีล โพรปิเนป แมนโคเซป คลอโรธาโลนิล เฮกซาโคนาโซล หรือไทโอฟาเนต-เมธิล
ฉีดพ่นทรงพุ่มให้ทั่วทั้งแปลง โดยเครื่องฉีดพ่นแรงดันสูง จะลดความรุนแรงของโรคได้” รองผู้ว่าฯกยท. กล่าวทิ้งท้าย

รายงานพิเศษ : เสริมแกร่งชาวสวนโป่งน้ำร้อน ผลิตส้มคุณภาพสินค้าGIสร้างรายได้ชุมชนยั่งยืน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/467750

รายงานพิเศษ : เสริมแกร่งชาวสวนโป่งน้ำร้อน ผลิตส้มคุณภาพสินค้าGIสร้างรายได้ชุมชนยั่งยืน

วันพุธ ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ เป็นแหล่งปลูกส้มสายน้ำผึ้งที่ขึ้นชื่อแห่งหนึ่ง ของประเทศไทย โดยเฉพาะในพื้นที่ตำบลโป่งน้ำร้อน ซึ่งอยู่ใกล้กับบ่อน้ำพุร้อน อุทยานแห่งชาติดอยฟ้าห่มปก ซึ่งน้ำพุร้อนมีแร่ธาตุอุดมสมบูรณ์ ทำให้ส้มของที่นี่มีความแตกต่างจากที่อื่น มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวในเรื่องรสชาติที่มีความหวานหอม ขณะนี้เกษตรกรชาวสวนส้มกำลังเร่งเก็บเกี่ยวผลผลิตเพื่อกระจายสู่ตลาดให้ทันในช่วงเทศกาลตรุษจีน และคาดว่าปีนี้ผลผลิตส้มสายน้ำผึ้งจะทยอยออกเป็นรุ่น และน่าจะเก็บเกี่ยวผลผลิตได้หมดฤดูกาลประมาณเดือนมีนาคม 2563

กลุ่มเกษตรกรทำไร่โป่งน้ำร้อน ซึ่งเป็นสถาบันเกษตรกรที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ ได้ดำเนินธุรกิจหลักรวบรวมส้มสายน้ำผึ้งจากเกษตรกรที่เป็นสมาชิกและเกษตรกรทั่วไปในพื้นที่ ซึ่งกลุ่มเกษตรกรแห่งนี้จัดตั้งมาตั้งแต่ปี 2519 เป็นระยะเวลา 43 ปีแล้วซึ่งทางกลุ่มทำหน้าที่ส่งเสริมเกษตรกรตั้งแต่การผลิตไปจนถึงหาตลาด ซึ่งเกษตรกรที่เป็นสมาชิกจะเน้นผลิตส้มที่มีคุณภาพ ตั้งแต่การตรวจสอบแปลงผลิต ส่งเสริมการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ การดูแลรักษาระหว่างรอผลผลิตออก จนถึงการเก็บเกี่ยวผลผลิตและการขนส่งมายังกลุ่มฯ เพื่อป้องกันความเสียหายระหว่างการขนส่ง เมื่อผลผลิตมีคุณภาพ ทางกลุ่มฯจะรับซื้อราคาที่สูงกว่าพ่อค้าทั่วไป 3-5 ต่อกิโลกรัม เพื่อเป็นการยกระดับราคาผลผลิตให้กับเกษตรกร ปัจจุบันเกษตรกรสมาชิกผลิตส้มได้มาตรฐาน GAP ผลผลิตเฉลี่ย 3,500 – 4,000 กก./ไร่

แต่ละวันเกษตรกรจะเข้าสวนตั้งแต่เช้าจนถึงค่ำเพื่อเก็บผลผลิตส้ม และขนส่งเพื่อมาขายให้กับทางกลุ่มเกษตรกรฯเมื่อเกษตรกรนำส้มมาถึงโรงคัดแยกแล้ว จะเข้าสู่กระบวนการล้างทำความสะอาดผลส้ม ตั้งแต่การล้างน้ำ การขัด และเป่าด้วยลมให้แห้ง จากนั้นได้คัดเกรดตามขนาดของผลส้มตั้งแต่ขนาดเบอร์ 2 ถึง 7เพื่อจัดสรรส้มตามขนาดต่างๆ ส่งจำหน่ายให้คู่ค้าปลายทางตามการสั่งซื้อซึ่งส้มขนาดเบอร์ 5-7 ส่วนส้มขนาดเล็กจะขายให้พ่อค้าทั่วไปที่มารับซื้อ เพื่อนำไปขายให้ร้านค้าเพื่อนำไปคั้นเป็นน้ำส้มสดขาย

กรมส่งเสริมสหกรณ์ โดยสำนักงานสหกรณ์จังหวัดเชียงใหม่ ได้ส่งเจ้าหน้าที่เข้ามาแนะนำส่งเสริมการดำเนินงานของกลุ่มเกษตรกรทำไร่โป่งน้ำร้อน และสนับสนุนเงินทุนปลอดดอกเบี้ย เพื่อให้กลุ่มฯนำไปรวบรวมผลผลิตจากเกษตรกร สนับสนุนโรงเรือนรวบรวมคัดแยกผลผลิต เครื่องทำสะอาดและคัดแยกส้ม ซึ่งการคัดเกรดเพื่อส่งขายให้คู่ค้าทำให้เกษตรกรสามารถขายผลผลิตได้ราคาดีกว่าการขายแบบคละให้พ่อค้าทั่วไปที่มาเหมาซื้อตามสวน โดยกลุ่มเกษตรกรทำไร่โป่งน้ำร้อน จะเป็นตัวกลางในการรวบรวมผลผลิตของสมาชิกและสร้างอำนาจในการต่อรองราคาผลผลิต เพื่อให้เกษตรกรสามารถจำหน่ายผลผลิตได้ราคาดีขึ้น และในอนาคตอันใกล้นี้ทางกลุ่มฯกำลังจะขอยื่นจดส้มสายน้ำผึ้งจากแหล่งผลิตตำบลโป่งน้ำร้อน เป็นสินค้า GI (สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์) เพื่อสร้างความแตกต่างของส้มสายน้ำผึ้งของที่นี่ให้มีเอกลักษณ์เฉพาะท้องถิ่นและช่วยยกระดับราคาส้มสายน้ำผึ้งให้กับเกษตรกร เพื่อสร้างรายได้สู่ชุมชนอย่างยั่งยืนต่อไป

นายภาคิน พันธุพิน ประธานกลุ่มเกษตรกรทำไร่โป่งน้ำร้อน กล่าวว่า ขณะนี้มีตลาดปลายทางที่รับซื้อส้มสายน้ำผึ้ง โดยนำส้มที่คัดเกรดมาบรรจุลงกล่อง ส้มเบอร์ 5 จะบรรจุกล่อง 24 ลูก และเบอร์ 6 จะบรรจุลงกล่อง 18 ลูก กระจายไปยังเครือข่ายสหกรณ์ในภาคใต้ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและส่งให้กับทางชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด เป็นผู้จัดจำหน่ายในเขตกรุงเทพมหานคร สนใจติดต่อได้ที่ 08-1823-3639 นอกจากนี้ ยังได้ร่วมกับบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ในการจัดจำหน่ายส้มสายน้ำผึ้งส่งตรงถึงบ้านผ่านทางไปรษณีย์ ซึ่งประชาชนที่สนใจสามารถเข้าไปยังเว็บไซต์ของบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด http://www.thailandpostmart.com โครงการอร่อยทั่วไทย หรือติดต่อCall Center : 1545 เพื่อสั่งซื้อส้มจากทางกลุ่มเกษตรกรโป่งน้ำร้อน ส่งถึงบ้านท่านได้อย่างสะดวกรวดเร็ว หรือจะติดต่อสอบถามกับทางกลุ่มเกษตรกรทำไร่โป่งน้ำร้อนได้โดยตรงที่หมายเลข 08-9429-4469, 08-1025-8949

กรมวิชาการเกษตรผนึก4บ.เอกชน หนุนต่อยอดงานวิจัยเชิงพาณิชย์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/467745

news_default

กรมวิชาการเกษตรผนึก4บ.เอกชน หนุนต่อยอดงานวิจัยเชิงพาณิชย์

วันพุธ ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

กรมวิชาการเกษตร ผสานความร่วมมือ 4ผู้ประกอบการภาคเอกชน ร่วมลงนามสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิ “สูตรและกรรมวิธีการผลิตปุ๋ยชีวภาพพีจีพีอาร์ สำหรับข้าวโพดและข้าวฟ่าง” “สูตรและกรรมวิธีการผลิตปุ๋ยชีวภาพพีจีพีอาร์ สำหรับข้าว” และ “สูตรและกรรมวิธีการผลิตปุ๋ยชีวภาพพีจีพีอาร์ สำหรับอ้อยและมันสำปะหลัง” เน้นถ่ายทอดข้อมูลองค์ความรู้งานวิจัยด้านการเกษตรมุ่งพัฒนาขยายผลงานวิจัยปรับใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ เพื่อยกระดับการผลิตผลิตภัณฑ์ปุ๋ยชีวภาพที่มีคุณภาพได้มาตรฐาน มีราคาถูกและยังเป็นประโยชน์ในการช่วยยกระดับภาคการเกษตรและเศรษฐกิจของไทย พร้อมสร้างความเข้มแข็งภาคการเกษตรก้าวสู่ไทยแลนด์ 4.0

นางสาวอิงอร ปัญญากิจ รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีนโยบายชัดเจนให้ทุกหน่วยงานในสังกัด นำเทคโนโลยีและนวัตกรรม ผลงานวิจัยทางการเกษตรมาปรับใช้แก้ปัญหาการผลิตภาคการเกษตร ทั้งด้านพัฒนาเพิ่มผลผลิต ลดต้นทุนการผลิต และสร้างมูลค่าเพิ่มทางการเกษตรให้เกษตรกร โดยการพัฒนาต่อยอดขยายผลงานวิจัยถ่ายทอดสู่เกษตรกร เพื่อนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมไปปรับใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ได้ ถือเป็นความสำเร็จที่กรมวิชาการเกษตรและผู้ประกอบการภาคเอกชนบูรณาการความร่วมมือส่งเสริม สนับสนุน ถ่ายทอดข้อมูลองค์ความรู้งานวิจัยด้านการเกษตร สูตรและกรรมวิธีผลิตปุ๋ยชีวภาพพีจีพีอาร์สำหรับพืช พร้อมผลักดันให้เกิดการนำผลงานวิจัยมาถ่ายทอดขยายผลสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ในวงกว้างอย่างแท้จริงนำมาซึ่งการผลิตผลิตภัณฑ์ปุ๋ยชีวภาพที่มีคุณภาพได้มาตรฐาน ราคาถูก และช่วยยกระดับภาคเกษตรและเศรษฐกิจไทย ให้ขับเคลื่อนภาคเกษตรเข้าสู่ไทยแลนด์ 4.0 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อประโยชน์ต่อการวางรากฐานพัฒนาประเทศที่นำไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน

รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตรกล่าวต่อว่า กรมมีภารกิจหลักในการวิจัยพัฒนาด้านพืชและเครื่องจักรกลการเกษตร ซึ่งมีผลงานวิจัยมากมายที่เป็นองค์ความรู้ ด้านเทคโนโลยีการผลิตพืชทางการเกษตร และขับเคลื่อนผลงานวิจัยปรับใช้ประโยชน์สู่เกษตรกรตามนโยบายกระทรวงเกษตรฯ โดยบูรณาการผ่านโครงการต่างๆ อาทิ ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) โครงการระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ รวมถึงร่วมมือขยายผลปรับใช้ประโยชน์กับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนมาตลอด ทำให้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาภาคการเกษตรและเศรษฐกิจไทย ซึ่งกรมวิชาการเกษตรพร้อมถ่ายทอดนวัตกรรมเทคโนโลยีผลงานวิจัยสู่ภาคเอกชน อาทิ “สูตรและกรรมวิธีการผลิตปุ๋ยชีวภาพพีจีพีอาร์ สำหรับข้าวโพดและข้าวฟ่าง” “สูตรและกรรมวิธีการผลิตปุ๋ยชีวภาพพีจีพีอาร์สำหรับข้าว” และ “สูตรและกรรมวิธีการผลิตปุ๋ยชีวภาพพีจีพีอาร์ สำหรับอ้อยและมันสำปะหลัง”

โดยนวัตกรรมเหล่านี้ต้องอาศัยความร่วมมือจากผู้ประกอบการภาคเอกชน 4 บริษัทคือ บริษัท คริสตอลลา จำกัด บริษัท อะโกรไบโอเมท จำกัด บริษัท ไบโอฟิล เทคโนโลยี จำกัด และบริษัท อินโนฟาร์ม ไบโอเทค จำกัด มารองรับการถ่ายทอดเทคโนโลยี เพื่อนำไปขยายผลผลิตต่อยอดเชิงพาณิชย์ให้เกิดประโยชน์อย่างแท้จริง ส่งผลให้เกิดการลงทุนของภาคเอกชนที่เป็นรูปธรรม เกิดการพัฒนาผลิตพืชภาคการเกษตรที่ได้มาตรฐาน กลุ่มเป้าหมายเข้าถึงผลิตภัณฑ์ง่ายขึ้น พร้อมยกระดับสินค้าเกษตรของไทยสู่มาตรฐานสากล

ดันสินค้าเกษตรท้องถิ่น จับคู่การค้าเจาะตลาดส่งออก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/467747

news_default

ดันสินค้าเกษตรท้องถิ่น จับคู่การค้าเจาะตลาดส่งออก

วันพุธ ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ว่าที่ร้อยตรีสมพูนทรัพย์ กล้าวิกรณ์ เลขาธิการสภาเกษตรกรแห่งชาติ กล่าวว่าในการบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือเกี่ยวกับการเปิดเสรีทางการค้าและการจัดการตลาดสินค้าเกษตรระหว่างสภาเกษตรกรแห่งชาติ และกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ตั้งแต่วันที่ 20 กันยายน 2561 นำไปสู่การลงพื้นที่ทุกภูมิภาคของประเทศไทย เพื่อให้เกษตรกรระดับท้องถิ่นปรับตัวรองรับผลกระทบ เพิ่มขีดความสามารถแข่งขัน และใช้โอกาสจากการเปิดเสรีภายใต้ความตกลงให้เกิดประโยชน์

จากการลงพื้นที่ท้องถิ่นพบว่าเกษตรกรและผู้ประกอบการรายย่อยหลายรายมีศักยภาพผลิตสินค้าที่มีคุณภาพพร้อมส่งออกสินค้า แต่ยังขาดผู้ชี้แนะการทำตลาดหรือพัฒนาสินค้าให้ได้มาตรฐานตามกฎระเบียบของประเทศผู้นำเข้า กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศได้ส่งวิทยากร ผู้เชี่ยวชาญ ผู้แทนการค้าต่างประเทศฯ ลงไปให้ความรู้ตั้งแต่การปลูก บรรจุภัณฑ์การตลาด ซึ่งเกษตรกรได้เรียนรู้ปรับปรุง ปรับเปลี่ยนสินค้า ผลิตภัณฑ์ และพร้อมจำหน่าย เพื่อการส่งออกแล้ว สภาเกษตรกรแห่งชาติจึงเลือกเกษตรกร กลุ่มเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน ผู้ประกอบการรายย่อยเข้าร่วมการจับคู่เจรจาการค้าในงาน “สัมมนาสร้างเครือข่าย ขยายตลาดส่งออกด้วยเอฟทีเอ” จัดโดย กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ระหว่างวันที่ 24-28 มกราคม ที่ศูนย์การค้าสินค้าเซ็นทรัลพลาซาแจ้งวัฒนะ จ.นนทบุรี เพื่อให้ผู้เข้าร่วมสัมมนาได้พบปะสร้างเครือข่าย จับคู่ธุรกิจกับผู้ส่งออกและผู้ประกอบการจากสมาคมการค้า ที่สนใจหาแหล่งผลิตสินค้าเพื่อส่งออกที่ทางกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศจะเชิญมาร่วมงานเช่นกัน อาทิ จีน อินเดีย มาเลเซีย  เพื่อสร้างโอกาสให้เกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และผู้ประกอบการรายย่อยของไทยได้ขยายตลาดทั้งในประเทศและส่งออกโดยใช้ประโยชน์จากเอฟทีเอ คาดว่าการจัดงานครั้งนี้จะช่วยหาตลาดรองรับสินค้าเกษตรและสร้างรายได้ให้เกษตรกรและผู้ประกอบการในท้องถิ่นของไทยได้แน่นอน

ทั้งนี้ สินค้าและกลุ่มเกษตรกรที่สภาเกษตรกรฯนำเข้าร่วมแสดงและจัดจำหน่ายในงานดังกล่าว ได้แก่ ละมุดออร์แกนิคบ้านสวนอบอุ่น จ.สุโขทัย / มะม่วงเบามะม่วงแช่อิ่ม น้ำมะม่วง กลุ่มวิสาหกิจชุมชนแปรรูปผลิตภัณฑ์บ้านนาออก จ.สงขลา /  หอมแดง กระเทียม กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรเขวาน้อย จ.ศรีสะเกษ / กระเทียมแคปซูลมัลเบอร์รี่แคปซูล ขมิ้นชันแคปซูล กลุ่มพฤกษเวชเกษตรอินทรีย์ภูเขาไฟ จ.ศรีสะเกษ / พริกไทยดำ พริกไทยอ่อนอบแห้ง น้ำมันพริกไทยปรุงรส ผักหวานอบแห้ง บริษัท มิตรธัญญะกรุ๊ป จำกัด จ.นครสวรรค์ /  เมล็ดกาแฟ กาแฟสด กาแฟดริป เค้กลายเครื่องสังคโลก กลุ่มแปรรูปการเกษตรบ้านห้วยตม จ.สุโขทัย / น้ำมันรำข้าวน้ำมันงา วิสาหกิจชุมชนบ้านเขาแหลม จ.นครสวรรค์ /เครื่องดื่มมัลเบอร์รี่ ข้าวอินทรีย์ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนหม่อนขวัญภูเขาไฟจ.ศรีสะเกษ / กระเป๋าใยตาลโตนดกลุ่มหัตถกรรมใยตาลโตนดทิ้ง จ.สงขลา  ร่วมด้วยผลิตภัณฑ์จากเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน ผู้ประกอบการนำสินค้าเข้าร่วมโชว์และจำหน่ายในงานดังกล่าวกว่า 40 คูหา จึงขอเชิญชวนประชาชนผู้สนใจเข้าร่วมในงานดังกล่าว

ชูศูนย์สาธิตฯชัยนาทต้นแบบ พัฒนาเกษตรทฤษฎีใหม่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/467741

news_default

ชูศูนย์สาธิตฯชัยนาทต้นแบบ พัฒนาเกษตรทฤษฎีใหม่

วันพุธ ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังตรวจเยี่ยมโครงการศูนย์สาธิตการเกษตรแบบผสมผสาน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ต.สุขเดือนห้า อ.เนินขาม จ.ชัยนาท ว่า สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้พระราชานุมัติให้รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินของนายศุภชัย ผดุงเจริญที่มีความความประสงค์จะน้อมเกล้าฯ ถวายที่ดินดังกล่าว และพัฒนาที่ดินเป็น “ศูนย์สาธิตการเกษตรแบบผสมผสาน” โดยใช้หลักการแนวคิดทฤษฎีใหม่ เพื่อเป็นศูนย์สาธิตเทคโนโลยีการเกษตร และเป็นแหล่งขยายพันธุ์พืชพันธุ์ดีสู่เกษตรกรและประชาชนทั่วไป โดยทางจ.ชัยนาท ได้แต่งตั้งหัวหน้าส่วนราชการที่สังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และหัวหน้าส่วนราชการอื่นที่เกี่ยวข้องในจังหวัดเป็นคณะกรรมการดำเนินงาน วัตถุประสงค์เพื่อเป็นแหล่งสาธิตการเกษตรแบบผสมผสาน ด้านพืช การเลี้ยงสัตว์ และการประมง เป็นต้นแบบหรือดัดแปลงให้เหมาะสมในการนำไปใช้ในพื้นที่ของเกษตรกรได้ เป็นแหล่งขยายพันธุ์พืชดีสู่เกษตรกร เป็นศูนย์ฝึกอบรมและดูงานให้เกษตรกรและผู้สนใจทั่วไป และดำเนินกิจกรรมที่ก่อให้เกิดรายได้ ภายใต้กรอบการดำเนินงานตามแนวพระราชดำริ

ในส่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทางกรมวิชาการเกษตรได้มอบหมายให้สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 5 (ชัยนาท) และศูนย์วิจัยพืชไร่ชัยนาทเป็นที่ปรึกษาด้านวิชาการให้คำปรึกษาแก่เจ้าหน้าที่ประจำโครงการ ซึ่งในส่วนของกรมวิชาการเกษตรจะให้คำปรึกษาด้านพันธุ์พืช เทคโนโลยีปลูกพืช การป้องกันกำจัดศัตรูพืช การจัดการดิน ปุ๋ยและน้ำ ในการผลิตพืชแก่เจ้าหน้าที่โครงการ ซึ่งกรมวิชาการเกษตรดำเนินการให้คำปรึกษาด้านพันธุ์พืชไร่ ให้ข้อมูลและแนะนำวิธีการปลูกถั่วเขียวพันธุ์ชัยนาท 72 และข้าวโพดหวานพันธุ์ชัยนาท 2 ให้คำปรึกษาด้านการจัดการศัตรูพืช การจัดการดิน ปุ๋ย และน้ำตามความเหมาะสมกับสภาพพื้นที่ในโครงการประสานงานติดต่อเรื่องพันธุ์พืชที่จะปลูกภายในโครงการ ตลอดจนการให้คำปรึกษาด้านการแปรรูปผลผลิตที่ได้จากโครงการ

“ในวันนี้ได้มาขอศึกษาดูงานในโครงการพระราชดำริ เพื่อนำกลับไปเป็นแนวทางในการพัฒนาการดำเนินงานของกระทรวงเกษตรฯ ซึ่งปัจจุบันกำลังมีโครงการพาลูกหลานเกษตรกรกลับบ้าน สานต่ออาชีพการเกษตร จึงอยากให้เกษตรกรได้มาศึกษาเรียนรู้การทำการเกษตรตามแนวคิดเกษตรทฤษฎีใหม่ และมุ่งหวังว่าศูนย์สาธิตการเกษตรฯ ที่จ.ชัยนาทนี้จะเป็นศูนย์ต้นแบบ และขยายไปจังหวัดใกล้เคียงได้ อย่างไรก็ตาม ทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ พร้อมเข้ามาสนับสนุนทั้งเรื่องปัจจัยการผลิต เทคโนโลยี และให้ความรู้แก่เกษตรกร”นางสาวมนัญญา กล่าว

อธิบดีกรมปศุสัตว์ร่วมประชุมติดตาม ‘โครงการสัตว์ปลอดโรค คนปลอดภัย จากโรคพิษสุนัขบ้า’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/467783

อธิบดีกรมปศุสัตว์ร่วมประชุมติดตาม ‘โครงการสัตว์ปลอดโรค คนปลอดภัย จากโรคพิษสุนัขบ้า’

วันอังคาร ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2563, 17.07 น.

21 มกราคม 2563 เวลา 13.30 น. นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ ร่วมประชุมคณะอนุกรรมการด้านการติดตาม และประเมินผล ภายใต้คณะกรรมการขับเคลื่อนการดำเนินโครงการสัตว์ปลอดโรค คนปลอดภัย จากโรคพิษสุนัขบ้า ตามพระปณิธานศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ครั้งที่ 1/2563 สรุปการดำเนินการและแผนการปฏิบัติงานในส่วนของกรมปศุสัตว์ ดังนี้

จากการดำเนินงานอย่างเข้มงวดร่วมกันหลายหน่วยงาน พบว่าสถานการณ์การเกิดโรคพิษสุนัขบ้าทั้งในคนและในสัตว์ลดลง กรมปศุสัตว์เป็นหน่วยงานรับผิดชอบหลักตามยุทธศาสตร์ที่ 1 การเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรคพิษสุนัขบ้าในสัตว์ มีการดำเนินการควบคุม ป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า ประกอบด้วย

1) การบูรณาการบริหารจัดการวัคซีนครอบคลุมทุกพื้นที่ โดยกรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทำงานร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย และบริษัทเอกชนที่นำเข้าวัคซีน

2) การสร้างความเชื่อมั่นด้านคุณภาพวัคซีน ประกอบด้วยการตรวจคุณภาพวัคซีนตรวจวิเคราะห์โดยกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์สอดคล้องตามมาตรฐานขององค์การสุขภาพสัตว์โลก OIE การพัฒนาห้องปฏิบัติการของกรมปศุสัตว์โดยศูนย์ทดสอบและวิจัยคุณภาพชีววัตถุสำหรับสัตว์ และการตรวจภูมิคุ้มกันหลังสัตว์ได้รับการฉีดวัคซีน ตรวจโดยสถาบันสุขภาพสัตว์แห่งชาติและมหาวิทยาลัยมหิดล

3) การสร้างความมั่นคงด้านวัคซีน มีกรอบระยะเวลาการดำเนินการ ได้แก่ การจัดซื้อวัคซีนผ่านองค์การเภสัชกรรม องค์การเภสัชกรรมผลิตวัคซีนภายในประเทศ และกรมปศุสัตว์ผลิตวัคซีนเองภายในประเทศ โดยมีการศึกษาวิจัยและพัฒนาร่วมกับสถาบันวัคซีนแห่งชาติ คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

4) การเพิ่มประสิทธิภาพการควบคุมประชากรสัตว์พาหะนำโรคพิษสุนัขบ้า ตามนโยบายนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.กษ. เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการควบคุมจำนวนประชากรสุนัขและแมวจรจัดและด้อยโอกาส เพื่อลดจำนวนสัตว์พาหะนำโรคพิษสุนัขบ้า ลดความเสี่ยงของการเกิดโรคและตัดวงจรโรคพิษสุนัขบ้า

โดยมีแผนปฏิบัติงานโรคพิษสุนัขบ้า ปีงบประมาณ พ.ศ.2563 ประกอบด้วย โครงการฝึกอบรมอาสาปศุสัตว์ด้านโรคพิษสุนัขบ้า โครงการตรวจระดับภูมิคุ้มกันในสัตว์ที่ทำวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า โครงการความร่วมมือรณรงค์ป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า โครงการเฝ้าระวังเชิงรุกเพื่อรองรับท้องถิ่นปลอดโรคพิษสุนัขบ้า โครงการปศุสัตว์ร่วมใจกำจัดโรคพิษสุนัขบ้าเพื่อเฉลิมพระเกียรติศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี โครงการวันป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าโลก 2563 (World Rabies Day 2020) โครงการประชารัฐร่วมใจกำจัดภัยโรคพิษสุนัขบ้าและควบคุมประชากรสุนัข-แมว (ทำหมัน) และโครงการขับเคลื่อนการสร้างพ้นที่ปลอดโรคพิษสุนัขบ้าในระดับท้องถิ่น มีแนวทางการกำจัดโรคพิษสุนัขบ้า ประกอบด้วยการเฝ้าระวัง (Surveillance) เช่น การเก็บตัวอย่าง การสอบสวนทางระบาดวิทยา การเพิ่มประสิทธิภาพและพัฒนาปฏิบัติการ การควบคุม (Control) เช่น การฉีดวัคซีน การควบคุมการเคลื่อนย้าย การประชาสัมพันธ์ให้ความรู้ประชาชน การป้องกัน (Prevention) เช่น การขึ้นสำรวจและการทะเบียนสุนัขและแมว การผ่าตัดทำหมันและการฉีดวัคซีนร่วมกันหน่วยงานในท้องถิ่น และการกำจัด (Eradication) เพื่อการปลอดโรคตามหลักเกณฑ์ของ OIE

ทั้งนี้ เพื่อให้การกำหนดกรอบแนวทางการติดตาม และประเมินผลโครงการฯ ประจำปี พ.ศ.2563 ของคณะอนุกรรมการฯ มีความครบถ้วนสมบูรณ์ ร่วมกันบูรณาการดำเนินงานระหว่างหน่วยงานและขับเคลื่อนงานตามโครงการฯ ให้มีประสิทธิภาพเป็นรูปธรรม มุ่งให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่ปลอดจากโรคพิษสุนัขบ้าตามพระปณิธานฯ ต่อไป ณ ห้องประชุม 108 อาคารสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ทำเนียบรัฐบาล

ถกร่างแผนปฏิบัติการ พัฒนาผลไม้ไทย2565-2569 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/467480

news_default

ถกร่างแผนปฏิบัติการ พัฒนาผลไม้ไทย2565-2569

วันอังคาร ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายชาตรี บุญนาค รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์พัฒนาผลไม้ไทยเปิดเผยว่า การประชุมคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์พัฒนาผลไม้ไทย ครั้งที่ 1/2563 ซึ่งมีนายวราวุธ ชูธรรมธัช รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานรับทราบผลดำเนินงาน ภายใต้ยุทธศาสตร์พัฒนาผลไม้ไทย พ.ศ. 2558 – 2562 ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งร่วมพิจารณาแนวทางจัดทำ (ร่าง) แผนปฏิบัติการด้านการพัฒนาผลไม้ไทย พ.ศ. 2565 – 2569 ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์พัฒนาผลไม้ไทย ฉบับที่ 3ร่วมกับผู้แทนจากหน่วยงานต่างๆสาระสำคัญของแผนปฏิบัติการด้านการพัฒนาผลไม้ไทย พ.ศ. 2565 – 2569 โดยสังเขป มี 4 ยุทธศาสตร์ ประกอบด้วย ยุทธศาสตร์ที่ 1 เพิ่มประสิทธิภาพระบบบริหารจัดการผลไม้ในการผลิตและยกระดับมาตรฐานสินค้าไม้ผล ยุทธศาสตร์ที่ 2พัฒนาขีดความสามารถแข่งขันผลิตตลาดไม้ผล ด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม ยุทธศาสตร์ที่ 3 สร้างความเข้มแข็งและความเสมอภาคให้เกษตรกรและสถาบันเกษตรไม้ผลยุทธศาสตร์ที่ 4 บริหารจัดการทรัพยากรยั่งยืนและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมในการผลิตผลไม้ครบวงจร ร่วมกับ Fruit Board สำหรับข้อมูลและผลประชุมครั้งนี้ ที่ประชุมเห็นชอบจะต้องมีความสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ. 2561 – 2580) และยุทธศาสตร์เกษตรและสหกรณ์ ระยะ 20 ปี (พ.ศ. 2560 – 2579) ซึ่งเป็นกรอบทิศทางจัดทำแผนปฏิบัติการพัฒนาผลไม้ไทย พ.ศ. 2565 – 2569 เพื่อรายงานความก้าวหน้าในการประชุมคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ วันที่ 5 กุมภาพันธ์ และเสนอแผนให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป

ทุ่มงบพัฒนาสหกรณ์พิษณุโลก111ล้าน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/467482

news_default

ทุ่มงบพัฒนาสหกรณ์พิษณุโลก111ล้าน

วันอังคาร ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายไพบูลย์ ณะบุตรจอม รองผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก เป็นประธานประชุมคณะอนุกรรมการพิจารณาเงินกองทุนพัฒนาสหกรณ์ จังหวัดพิษณุโลก ครั้งที่ 1/2563  เพื่อติดตามผลเบิกจ่ายชำระหนี้ พิจารณาอนุมัติเงินกู้ให้สหกรณ์ใช้เป็นทุนหมุนเวียนทางธุรกิจ และส่งเสริมอาชีพเกษตรกรรมให้เกษตรกรประกอบอาชีพตามความต้องการ

นายสมศักดิ์ แสนศิริ สหกรณ์จังหวัดพิษณุโลก  เปิดเผยว่า  ที่ประชุมพิจารณาอนุมัติเงินกองทุนพัฒนาสหกรณ์ให้สหกรณ์ 3 แห่ง 7,028,000 บาท จำแนกเป็น โครงการปกติ 2 แห่งคือ 1.สหกรณ์การเกษตรบางระกำ จำกัด 5,000,000 บาท เพื่อจัดหาน้ำมันดีเซลมาจำหน่าย
ให้สมาชิก 2.สหกรณ์ผู้ใช้น้ำสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าบ้านท่าง่าม จำกัด 1,500,000 บาท เพื่อเป็นทุนให้สมาชิกประกอบอาชีพเลี้ยงกระบือ 11 ราย  และโครงการพิเศษ 1 แห่งคือ สหกรณ์การเกษตรพรหมพิราม จำกัด 528,000  บาทเพื่อเป็นทุนจัดหาปัจจัยการผลิตบริการสมาชิก 38 ราย ที่เข้าร่วมโครงการส่งเสริมการปลูกข้าวโพดหลังนาผ่านระบบสหกรณ์ นายสมศักดิ์กล่าวต่อว่า ปี 2563 จ.พิษณุโลก ได้รับจัดสรรวงเงินกู้กองทุนพัฒนาสหกรณ์ทั้งหมด 111,115,500  บาท จำแนกเป็นโครงการปกติ 90,000,000 บาท และโครงการพิเศษ 21,115,500  บาท ประกอบด้วย 1.โครงการพัฒนาศักยภาพการดำเนินงานศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์ 2. โครงการฟื้นฟูการใช้อุปกรณ์การตลาด ASPL 3.โครงการส่งเสริมการผลิตและกระจายเมล็ดพันธุ์ดีแก่สหกรณ์ในสถาบันเกษตรกร ปี 2563 4.โครงการสนับสนุนการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของสหกรณ์ (ปีที่ 4) และ5. โครงการสนับสนุนเงินทุนเพื่อการพัฒนาอาชีพสมาชิกสหกรณ์ ซึ่งเป็นแผนบริหารเงินกองทุนพัฒนาสหกรณ์ของสำนักงานสหกรณ์จังหวัดพิษณุโลกที่จะดำเนินการปีนี้ เพื่อเสริมศักยภาพการดำเนินงานของสหกรณ์ให้มีบริการครอบคลุมทุกธุรกิจแบบครบวงจร  เอื้อประโยชน์ต่อเกษตรกรสมาชิกที่มาใช้บริการกับสหกรณ์ และการเข้าถึงแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ เพื่อให้เกษตรกรนำไปใช้เป็นทุนประกอบอาชีพเกษตรกรรม สร้างอาชีพที่มีรายได้ที่ยั่งยืน ต่อไป