เลือกตั้งซ่อมส.ส.สะท้อนอะไร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/391707?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เลือกตั้งซ่อมส.ส.สะท้อนอะไร

4 ตุลาคม 2562 – 07:33 น.
เลือกตั้งซ่อม สส,เลือกตั้งซ่อม สสเขต 5 นครปฐม,สองขั้ว
เปิดอ่าน 180 ครั้ง

เลือกตั้งซ่อมส.ส.สะท้อนอะไร บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันศุกร์ที่ 4 ตุลาคม 2562

 การเลือกตั้งซ่อม ส.ส.นครปฐม เขต 5 ในวันที่ 23 ตุลาคมนี้ จะชี้วัดอะไรได้บ้าง…พรรคอนาคตใหม่ขั้วฝ่ายค้านที่ประกาศว่า การเลือกตั้งซ่อมส.ส.ครั้งนี้จะเป็นหนึ่งในบทพิสูจน์คะแนนนิยมรัฐบาล พล.อประยุทธ์ จันทร์โอชา จากชาวบ้านร้านตลาดว่ายังได้รับความไว้วางใจหรือไม่ แม้พื้นที่นี้พรรคพลังประชารัฐ แกนนำรัฐบาลไม่ส่งผู้สมัคร ส.ส. ปล่อยให้พรรคร่วมรัฐบาลคือชาติไทยพัฒนาและประชาธิปัตย์ส่งผู้สมัครลงแข่งขัน ส่วนอีก 3 เขตที่มีแนวโน้มว่าเร็ววันนี้จะมีเลือกตั้งซ่อม ส.ส. คือ ขอนแก่น เขต 7, กำแพงเพชร เขต 2 และสมุทรปราการ เขต 5 ก็จะเป็นหนึ่งในดัชนีชี้วัดเบื้องต้นว่าคนไทยให้คะแนนรัฐบาลหรือฝ่ายค้านมากกว่ากัน

สถานการณ์การเมืองวันนี้ยังไม่แน่ชัดเท่าใดนัก เพราะจำนวนคะแนนเสียงของทั้ง “สองขั้ว” การเมืองมีความใกล้เคียงกันมาก ส่งผลให้มีกระแสข่าวงูเห่าภาคสามมาอย่างต่อเนื่องหลังรู้ผลเลือกตั้ง ส.ส.เมื่อวันที่ 24 มีนาคม เพราะคะแนนเสียงของขั้วรัฐบาลนั้นรวบรวม ส.ส.ผ่านเกณฑ์กึ่งหนึ่งมาแบบฉิวเฉียด โดยมาจากพรรคขนาดจิ๋วมาช่วยเกื้อหนุน และยามนี้กำลังพลจาก ส.ส.พรรคขนาดจิ๋วที่มีพรรคละหนึ่งไปจนถึงสามเสียงนั้น หลายคนทราบแล้วว่า บางพรรคขอเป็นฝ่ายค้านอิสระที่พร้อมลงมติให้ขั้วใดก็ได้ ตรงนี้ยิ่งทำให้สถานะของเรือเหล็กแปรผันได้ทุกเมื่อ

หลายคนวิตกว่า เสียงปริ่มน้ำของเรือเหล็กลำนี้จะพาความฝันคนไทยบรรลุได้หรือไม่ เพราะกลางเดือนตุลาคมนี้จะมีการอภิปรายร่างกฎหมายงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 วาระแรก วงเงิน 3.2 ล้านล้านบาท ซึ่งผลการเลือกตั้งซ่อม ส.ส.เขต 5 นครปฐม นั้นคงไม่สามารถเพิ่มจำนวน ส.ส.จากพื้นที่นี้เข้าไปร่วมลงมติในร่างกฎหมายฉบับนี้ได้ แต่อย่างน้อยก็เป็นดัชนีชี้วัดเบื้องต้นตัวหนึ่งว่า ชาวประชามองการบริหารรัฐนาวาของพล.อ.ประยุทธ์ไว้อย่างไร และอาจมีผลกับการเลือกตั้งใน 3 เขตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในไม่กี่วันข้างหน้า

ขั้วฝ่ายค้านหวังใจไว้ว่า 4 เขตนี้ อย่างน้อย 2 ถึง 3 เขตจะเป็นโอกาสของว่าที่ ส.ส.พรรคฝ่ายค้านชนะว่าที่ ส.ส.พรรคฝ่ายรัฐบาล แต่ขั้วรัฐบาลยังประเมินว่า 4 เขตที่จะเกิดการหย่อนบัตรเลือกตั้งใหม่นั้น ขั้วรัฐบาลน่าจะปักธงชัยไว้ครบ ตรงนี้น่าติดตามยิ่งนักหากวันข้างหน้าดุลการเมืองออกมาในแบบที่ขั้วฝ่ายค้านหวังใจไว้ การเมืองไทยจะพลิกสถานการณ์แบบบีบหัวใจรัฐบาลทันที เพราะจำนวน ส.ส.ของทั้งสองขั้วการเมืองจะเบียดชิดชนิดหายใจรดต้นคอ เนื่องจากสมัยประชุมหน้าหลังการอภิปรายร่างกฎหมายงบประมาณยุติลงในวาระแรก สภาผู้แทนราษฎรจะต้องพิจารณาร่างกฎหมายและญัตติต่างๆ ตามที่ ส.ส.เสนอขึ้นมา และต้องลงมติ ตรงนี้เองที่จะทำให้เหตุสภาล่ม, ร่างกฎหมายบางฉบับไม่ผ่านความเห็นชอบ, การโต้เถียงด้วยสงครามน้ำลายของสองขั้วการเมืองจะว่อนไปทั่ว และสุ่มเสี่ยงที่จะมีแรงปะทะกันสูงขึ้นเรื่อยๆ

พรรคการเมืองที่วันนี้มี ส.ส.เดินเข้าไปทำงานที่รัฐสภา เกียกกาย แม้จะมีการแข่งขันเพื่อชิง 4 เก้าอี้ ส.ส. แม้จะแบ่งเป็นสองขั้ว แต่ขอฝากไว้ ณ ตรงนี้ว่า ควรแข่งขันด้วยความใสสะอาด ไม่สาดโคลน เพราะพรรคการเมืองและส.ส.คือตัวแทนและหน้าตาของประชาธิปไตยไทย ดังนั้นการจะสอบติดหรือสอบตกหลังการลงคะแนนเสียงจากประชาชนใน 4 เขตข้างต้นนั้น มันสื่อถึงคุณภาพของสังคมไทยในวันนี้และวันหน้าว่า จะเลือกให้ตัวเองและชาติบ้านเมืองเดินไปในทิศทางใด แต่ไม่ควรย้ำรอยเดิมของกงกรรมการเมืองในช่วงสิบปีเศษที่ผ่านมาที่สร้างรอยช้ำให้ประเทศมามากมาย เพราะการเล่นการเมืองที่มากเกินไปของนักการเมืองไทยนั่นเอง…

p28

คนกันเอง ปีทอง ‘เสี่ยต่อ’ ปีทุกข์(ใจ) ‘เนวิน’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/391519?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

คนกันเอง ปีทอง ‘เสี่ยต่อ’ ปีทุกข์(ใจ) ‘เนวิน’

3 ตุลาคม 2562 – 09:29 น.
เนวิน,เนวิน ชิดชอบ,เสี่ยต่อ,เฉลิมชัย ศรีอ่อน,กลุ่มเพื่อนเนวิน,สโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด,กลุ่ม 16,เจาะประเด็นร้อน,ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก
เปิดอ่าน 676 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ หนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 3 ต.ค. 62

************************

4 ตุลาคม…วันเกิดครบรอบ 61 ปีของ เนวิน ชิดชอบ” คงครึกครื้นกว่าทุกปี เพราะปีนี้ น้องรัก “ศักดิ์สยาม” เป็นรัฐมนตรีคมนาคม และไม่ต้องพูดถึงเรตติ้งเสนาบดีภูมิใจไทย ดีวันดีคืน ประชาชื่นชม

อีกด้านหนึ่งของ “เนวิน” คือสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ต้องคว้า 3 แชมป์ในฤดูกาลนี้ แต่ความฝันของเนวิน ก็หลุดลอยไปทีละถ้วย เริ่มจากถ้วยแชมป์ช้างเอฟเอคัพ 2019 และถ้วยโตโยต้าลีกคัพ 2019 ยังเหลือลุ้นถ้วยใบใหญ่ใบสุดท้าย “โตโยต้าไทยลีก 2019”

4 ต.ค. วันเกิดครบรอบ 61 ปี เนวิน ชิดชอบ

โอกาสที่จะคว้าแชมป์ไทยลีกของบุรีรัมย์นั้น ระทึกขวัญยิ่ง เพราะมีแต้มเท่ากับทีมสิงห์ เชียงรายฯ และอาจเป็นปีที่ทีมเซราะกราว ไม่มีถ้วยสักใบประดับสโมสร ซึ่งเป็นสิ่งที่เนวิน และกองเชียร์คงทนไม่ได้

เพื่อนเนวิน” สายใต้

วันเสาร์ที่ผ่านมา กองเชียร์ทีม “พีที ประจวบ เอฟซี” ขนกันมาจากเมืองสามอ่าวกว่า 5 พันคน พลังสีส้มของ “ต่อพิฆาต” เต็มพรืดกว่าครึ่งสนามเอสซีจี สเตเดี้ยม โดยเหลือพื้นที่อีกครึ่งสนามให้พลพรรคเซราะกราว

เกมนัดชิงถ้วยโตโยต้าลีกคัพ ระหว่าง “ปราสาทสายฟ้า” บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด แชมป์ถ้วยนี้ 5 สมัย กับพีที ประจวบฯ ที่เข้าชิงสมัยแรก จึงมีความสำคัญยิ่งต่อชาวประจวบฯ และ กลุ่มเพื่อนเฉลิมชัย”

เสี่ยต่อ ดีใจยิ่งกว่านักเตะ

เฉลิมชัย ศรีอ่อน” รมว.เกษตรฯ และสอง ส.ส.ประจวบฯ อย่าง “มนตรี ปาน้อยนนท์” และ “ประมวล พงศ์ถาวราเดช” มานั่งเชียร์ตั้งแต่วินาทีแรก จนถึงการดวลจุดโทษ

เกมจบลงด้วยชัยชนะของ “ต่อพิฆาต” พีทีประจวบฯ แชมป์แรกในประวัติศาสตร์ของสโมสร คว้าถ้วยและเงินรางวัล 5 ล้านบาท

   

เนวิน แสดงความยินดีกับนายกเกียร์

หลังเกม ช่วงมอบเหรียญรางวัล “เนวิน ชิดชอบ” นายใหญ่บุรีรัมย์ ปรี่เข้าไปแสดงความยินดีกับ “นายกเกียร์” ทรงเกียรติ ลิ้มอรุณรักษ์ นายก อบจ.ประจวบฯ และประธานสโมสร

ต่อพิฆาต” ได้แชมป์บอลถ้วย ก็คือความสำเร็จของ “เนวิน” ที่เกื้อกูลกันมาแต่แรก วงการลูกหนังรู้ดีว่า ทีมพีทีประจวบฯ เป็นสาขาหนึ่งของ “เพื่อนเนวิน”

พลังทุนสีน้ำเงิน

ปี 2555 “เสี่ยต่อ” เฉลิมชัย ศรีอ่อน ตัดสินใจเข้าพัฒนาทีมฟุตบอลประจวบคีรีขันธ์ โดยประมุขบ้านใหญ่ปราณบุรี ทุ่มงบ 10 ล้านบาท สร้างทีมใหม่ พร้อมเปลี่ยนสัญลักษณ์ของทีมจาก “ช้างคู่” มาเป็น “ต่อพิฆาต” ซึ่งเป็นชื่อเล่นของ “เสี่ยต่อ” เฉลิมชัยนั่นเอง

ส่วนตำแหน่งประธานสโมสรคือ นายกเกียร์” ทรงเกียรติ ลิ้มอรุณรักษ์ นายก อบจ.ประจวบคีรีขันธ์ โดยทาง อบจ.ประจวบฯ ได้สร้างสนามกีฬา “สามอ่าวสเตเดี้ยม” เป็นรังเหย้า

นายกเกียร์ – ทรงเกียรติ ลิ้มอรุณรักษ์

โตโยต้าไทยลีก ฤดูกาล 2018 ทีมประจวบฯ ได้เลื่อนชั้นขึ้นมาจากไทยลีก 2 มาเล่นไทยลีก 1 นี่เป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของวงการลูกหนังเมืองสามอ่าว

ปีแรกในไทยลีก 1 ทีมประจวบฯ เปลี่ยนชื่อเป็น “พีที ประจวบ เอฟซี” เนื่องจากได้บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด(มหาชน) ที่เข้ามาเป็นสปอนเซอร์หลัก ซึ่งน้ำมันพีทีเป็นของ พิพัฒน์ รัชกิจประการ” รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา นายทุนใหญ่พรรคภูมิใจไทย

พีทีเป็นยิ่งกว่าน้ำมัน เพราะพลังสำคัญที่ทำให้ทีมลูกหนังเมืองสามอ่าว มีทุนรอนเสริมทัพเสริมทีม

เพื่อนเฉลิมชัย-เนวิน

ในทางการเมือง ทรงเกียรติ ลิ้มอรุณรักษ์ นายก อบจ.ประจวบคีรีขันธ์ สังกัด กลุ่ม 16” หรือ กลุ่มเพื่อนเฉลิมชัย” โดยตัว “นายกเกียร์” เป็นนายก อบจ. ต่อจากประมวล พงศ์ถาวราเดช อดีตนายก อบจ. ที่ขยับไปสมัคร ส.ส.ประจวบฯ

เครื่องหมายการค้าของ “เสี่ยต่อ” เฉลิมชัย ลูกผู้ชาย คำไหนคำนั้น” มีเครือข่ายธุรกิจในพื้นที่มากมาย และมีภรรยา ธันยวีร์ ศรีอ่อน เป็นนายกเทศมนตรีตำบลปราณบุรี

สำหรับความสัมพันธ์ระหว่าง “เนวิน ชิดชอบ” กับ “เฉลิมชัย ศรีอ่อน” เริ่มก่อตัวกันมาตั้งแต่สมัยที่ชวรัตน์ ชาญวีรกูล เป็น รมว.มหาดไทย และศักดิ์สยาม ชิดชอบ เป็นประธานคณะทำงานรัฐมนตรีมหาดไทย

เวลานั้น กลุ่มนักการเมืองสายประจวบฯ ไม่ได้ตำแหน่งรัฐมนตรี เพราะอยู่กันคนละก๊วนกับ “สุเทพ เทือกสุบรรณ” จึงน้อยอกน้อยใจ เลยหันไปหาผู้มากบารมีบุรีรัมย์

มนตรี ปาน้อยนนท์ เฉลิมชัย ศรีอ่อน และ ประมวล พงศ์ถาวราเดช

ช่วงก่อนการจัดตั้งรัฐบาลประยุทธ์ 2 คงได้เห็นภาพ “เสี่ยหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และ “เสี่ยต่อ” เฉลิมชัย ศรีอ่อน เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ไปรับประทานอาหารด้วยกัน พร้อมเสิร์ข่าวแจก “ชงขั้วที่ 3” โดย “เสี่ยต๊ง” มนตรี ปาน้อยนนท์ ส.ส.ประจวบฯ เป็นฝ่ายประสานงาน

ปีที่แล้ว เสี่ยต๊งนั่งเครื่องบินส่วนตัวของเสี่ยหนู ไปอวยพรเนวิน และปีนี้ กลุ่มเพื่อนเฉลิมชัยจะยกทีมไปอวยพรกันอีกหรือไม่ต้องติดตามกันไปดูที่สนามปราสาทสายฟ้า

แชร์ช้าๆ ได้พร้าเล่มงามยกระดับ-รับผิดชอบ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/391530?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

แชร์ช้าๆ ได้พร้าเล่มงามยกระดับ-รับผิดชอบ

3 ตุลาคม 2562 – 08:30 น.
โซเชียลมีเดีย,เทคโนโลยี,การสื่อสาร
เปิดอ่าน 162 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

ณ เวลานี้โซเชียลมีเดีย-เทคโนโลยีการสื่อสารเข้ามามีบทบาทในชีวิตของเราเป็นอย่างมาก ส่งผลกระทบอย่างมากต่อสังคม

‘ดับเครื่องชน’ จึงขอสนับสนุนแคมเปญใหม่ล่าสุดของมูลนิธินิเทศศาสตร์ ศาสตราจารย์บำรุงสุข สีหอำไพ อดีตคณบดีคณะนิเทศศาสตร์ โดย ‘มารุต อรรถไกวัลวที’ ประธานมูลนิธิ ร่วมกับ สมาคมนิสิตเก่านิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

แคมเปญ ‘แชร์ช้าๆ ได้พร้าเล่มงาม’ นี้จะช่วยลดความผิดพลาดและยกระดับมาตรฐานและความรับผิดชอบการระบาดของข่าวลวง-ข่าวมั่ว สร้างความเสียหายความสับสนเป็นอย่างมาก

ด้วยความมุ่งมั่นที่จะร่วมกันยกระดับ พัฒนา และแบ่งปันองค์ความรู้ด้านการสื่อสารให้ทุกกลุ่มเป้าหมายไม่ว่าจะอยู่ในแวดวงนิเทศศาสตร์อยู่แล้วหรือบุคคลทั่วไป ให้ตระหนักรู้ถึงจรรยาบรรณ ความถูกต้อง การให้คุณค่าของการส่งและรับข่าวสาร หรือความร่วมมือในการสร้างสื่อที่ดี ผ่านกิจกรรมหลายกิจกรรม

โดยกิจกรรมแรกที่มูลนิธิดำเนินการคือ จับมือกับสมาคมนิสิตเก่านิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกันสร้างแรงกระตุ้นอิมมูนหรือภูมิคุ้มกันที่จะมาต้านไวรัสทางการสื่อสาร ในการหยุดข่าวมั่ว ข่าวปลอมทางโซเชียลมีเดีย

ถึงเวลาแล้วที่ทุกคนจะร่วมกันแสดงความรับผิดชอบและยกระดับมาตรฐานไทย เริ่มจากแคมเปญ ‘แชร์ช้าๆ ได้พร้าเล่มงาม’ และยังไม่สายเกินไปที่จะเริ่มต้นนับแต่บัดนี้
อ๊อด เทอร์โบ 

ธรรมยาตราครั้งที่ 2
5 แผ่นดินลุ่มน้ำโขง

ผมเป็นชาวพุทธที่อยากให้พุทธศาสนาของเราเป็นสีขาวและเป็นที่เลื่อมใสศรัทธามากว่าในปัจจุบันและมองดูไปแล้วปัจจุบันนี้พุทธพาณิชย์เกิดขึ้นอย่างมาก

เห็นได้จากบรรดานักการเมืองทั้งหลายแสดงทรัพย์สินเป็นพระเครื่องดังๆ, เหล็กไหลและอื่นๆ ทางไสยศาสตร์ เป็นร้อยล้านพันล้าน จึงอยากให้ช่วยกันดูว่าเรื่องนี้เป็นการตีราคาเกินจริงหรือไม่

มาถึงเรื่องที่จะขอเรียนมาให้คุณช่วยเป็นสื่อกลางเกี่ยวกับธรรมยาตราครั้งที่ 2 “5 แผ่นดินลุ่มน้ำโขง” ที่น่าส่งเสริมและเมื่อปีที่แล้วประสบผลสำเร็จมาก

ผมจึงไปค้นคว้าข้อมูลมาแจ้งให้ทราบว่า การจัดงานในครั้งที่ 2 เปลี่ยนเส้นทางใหม่ จะเปิดโครงการที่วัดพระธาตุผาเงา จ.เชียงราย วันที่ 15 ตุลาคม มีสมเด็จพระมหาธีราจารย์ เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ และมี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานฝ่ายฆราวาส

คณะธรรมยาตรา จะเดินทางเข้าเมียนมาร์ นครหลวงเวียงจันทน์ สปป.ลาว และ จ.เดียนเบียน เวียดนาม ก่อนวนกลับมาทางภาคอีสานของไทยและไปปิดโครงการที่ จ.เสียมราฐ ประเทศกัมพูชา

คิดว่าคงไปร่วมธรรมยาตราได้ตามจิตศรัทธานะครับ และการร่วมงานคงเป็นไปตามกำหนดนี้และทุกอย่างผ่านไปตามเป้าหมายด้วย
ประดิษฐ์ (เชียงราย)

เรียน คุณ ‘ประดิษฐ์’ เชียงราย
ขอบคุณสำหรับสิ่งดีๆ ที่กรุณาแจ้งมา โอกาสนี้ขอเพิ่มเติมว่าธรรมยาตราครั้งที่ 2 นี้ ประธานจัดคือ วินัย วีระภุชงค์ ประธานสถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980 ซึ่งได้รับความร่วมมือจากหลายๆ ประเทศดังกล่าวมา

ผมเชื่อว่าด้วยเจตนาที่ดีเช่นนี้จะทำให้ธรรมยาตราจะสำเร็จลุล่วงไปด้วยดีและเวลาจัดงานก็เป็นช่วงเข้าสู่ฤดูหนาว คงหมดปัญหาเรื่องน้ำท่วม และที่แท้จริงแล้วลุ่มน้ำโขงล้วนเป็นญาติธรรมกันทั้งนั้น

สำหรับรายละเอียดอื่นๆ คงจะมีการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ให้ทราบต่อไป
อ๊อด เทอร์โบ

รถไฟเชื่อม 3 สนามบิน
ขนาดรัฐมนตรียังงง !
(เรียนมายังนายกรัฐมนตรี)

ผมเป็นคนเดินดิน ขอใช้เวลารบกวนว่ารถไฟเชื่อม 3 สนามบิน ซึ่งเป็นรถไฟความเร็วสูงระหว่างสนามบินอู่ตะเภา ชลบุรี-ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ ไปถึงไหนแล้ว และอยากให้ทางรัฐบาลแจ้งให้ประชาชนซึ่งเป็นเจ้าของประเทศทราบด้วย

จากกรณีที่ว่าขนาดรัฐมนตรีคมนาคม ‘ศักดิ์สยาม ชิดชอบ’ ยังงงว่าเงื่อนไขเป็นอย่างไรและจะต้องมีการเจรจาอะไรอีกหรือไม่

จึงอยากให้ช่วยชี้แจงให้ชัดเจนกว่านี้ ไม่ใช่โครงการมหึมาแต่ทำงานกันแบบงุบงิบรู้กันไม่กี่คนและต้องมีการขอคืนพื้นที่หรือเวนคืนแนวทางอะไรบ้างหรือไม่

ชาวบ้านตาดำๆ อย่างพวกผมจึงขอเรียนถามมาว่าโครงการรถไฟเชื่อม 3 สนามบินนี้จะได้ข้อสรุปเส้นกำหนด 15 ตุลาคมนี้ หรือไม่ ?
เจริญชัย (ดอนเมือง)

แก้มาตรา1รธน.ถูกต้องถูกทาง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/391516?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

แก้มาตรา1รธน.ถูกต้องถูกทาง

3 ตุลาคม 2562 – 07:31 น.
แก้ไขรัฐธรรมนูญ
เปิดอ่าน 1,232 ครั้ง

บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันพฤหัสบดีที่ 3 ตุลาคม 2562

การขับเคลื่อนแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคฝ่ายค้านที่ลงพื้นที่ไปรับฟังปัญหาจากทุกภูมิภาคเพื่อนำข้อเสนอดังกล่าวมาแก้ไขกฎหมายสูงสุดของประเทศและถือเป็นการเปิดช่องให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมด้วย ซึ่งในเวทีที่ จ.ปัตตานี มีนักวิชาการรายหนึ่งหยิบยกถึงสถานการณ์ความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนใต้ไปเชื่อมโยงกับปัจจัยต่างๆ ต่อสถานการณ์ทั้งการรวมศูนย์อำนาจของรัฐ การพัฒนาเศรษฐกิจแบบไม่ตอบโจทย์ในพื้นที่ และการส่งเสริมสังคมพหุวัฒนธรรมของรัฐมากกว่าที่จะพูดถึงความหลากหลาย สิทธิและความเท่าเทียม พร้อมเสนอความเห็นว่าประเทศไทยอาจจะไม่จำเป็นต้องมีรัฐเดี่ยวหรือแบบรวมศูนย์ซึ่งอาจแก้ไขมาตรา 1 ไปด้วยก็ได้ โดยไม่มีการวิเคราะห์หรือพูดถึงการทำงานของภาครัฐในการพยายามแก้ไขปัญหาพื้นที่หรือการสูญเสียของผู้บริสุทธิ์จากเหตุความไม่สงบ

บทความเรื่อง “ขบวนการก่อการร้ายในภาคใต้ของไทย” ของสถาบันพระปกเกล้า ได้ให้ข้อสังเขปว่าความรุนแรงที่เกิดขึ้นในพื้นที่ภาคใต้ของไทยที่เกิดมาเป็นเวลาหลายปีแล้วนั้น มีเหตุนานัปการมาจากศาสนา การเมือง วัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ และปัจจัยต่างๆ ทั้งภายในและภายนอก ซึ่งมีความซับซ้อนหลายประการ อย่างไรก็ตามมีการศึกษาความรุนแรงและกล่าวได้ว่าเกือบทั้งหมดมีขบวนการก่อการร้ายเป็นผู้ก่อเหตุ ซึ่งเกิดขึ้นมาหลายทศวรรษ โดยเท่าที่มีการศึกษาค้นคว้าและสืบสวนกันมา ขบวนการก่อการร้ายในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทยมีหลากหลายกลุ่ม อุดมการณ์และการปฏิบัติการก็แตกต่างกันไป แต่เป้าหมายร่วมกันก็คือการแบ่งแยกดินแดนเป็นอิสระจากการปกครองของไทย ซึ่งข้อเขียนนี้มีมาหลายปีแล้วและสะท้อนให้เห็นถึงเป้าหมายความต้องการที่แท้จริงไว้

นายกรัฐมนตรีได้ลงพื้นที่ จ.ยะลา เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม ที่ผ่านมา โดยเปิดศูนย์ราชการจังหวัดชายแดนใต้พร้อมพบผู้นำศาสนา นักธุรกิจ ตลอดจนเกษตรกรและประชาชนในพื้นที่รวมถึงผู้ที่ได้รับผลกระทบจากความไม่สงบด้วย ทั้งนี้นายกรัฐมนตรีกล่าวย้ำว่าความมั่นคงความปลอดภัยจะเป็นพื้นฐานในการพัฒนาและความร่วมมือของประชาชนทุกภาคส่วน ทุกศาสนาที่อยู่ในพื้นแผ่นดินไทยมาตั้งแต่เกิดจนกระทั่งตาย นี่คือแผ่นดินของเราจะแบ่งแยกไม่ได้ ไม่ว่าจะเกิดอะไรก็ตาม และเราทุกคนคือคนไทยซึ่งการลงเยือนพื้นที่ภาคใต้ของนายกรัฐมนตรีครั้งนี้ถูกจับตามองท่ามกลางข้อกังขาถึงความคืบหน้าในการเจรจาสันติสุขที่ดูเสมือนว่าจะชะงักลงไปและท่ามกลางเสียงเรียกร้องถึงการปลดล็อก “กฎหมายพิเศษ” ที่ไม่เป็นที่ยอมรับเพราะหลายกรณีที่จับกุมคุมขังจนเสียชีวิตแต่ไม่มีคำตอบที่เคลียร์ได้แต่อย่างใด

นักวิชาการเป็นผู้มีบทบาทในการสร้างและเผยแพร่ความรู้เพื่อประโยชน์ของส่วนรวมจึงต้องมีเสรีภาพในการเผยแพร่ความรู้ด้วยโดยให้เกิดการถกเถียงทางวิชาการกับความคิดเห็นหรือความรู้ชุดอื่นๆ จนเกิดการพัฒนาทางวิชาการได้เพื่อให้ทราบว่าสิ่งที่คิดหรือข้อสันนิษฐานนั้น “ถูกต้อง” หรือ “ถูกทาง” หรือไม่ ซึ่งนั่นคือบทบาทสำคัญที่ต้องเป็นกลางรับฟังรอบด้านศึกษามารอบคอบและการทำงานวิชาการจึงถูกสังคมทั่วไปและสังคมวิชาการด้วยกันตรวจสอบเสมอหากข้อเสนอใดเกื้อหนุนให้เกิดการแก้ไขปัญหาหรือการพัฒนาก็ย่อมจะได้รับการนำไปต่อยอดสร้างประโยชน์ส่วมรวม แต่หากนำเสนอแบบมีวาระเร้นไม่เป็นกลางก็ย่อมส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ความน่าเชื่อถือรวมไปถึงขบวนการขับเคลื่อนที่ไปร่วมงานด้วย ซึ่งบทเรียนในอดีตก็มีนักวิชาการไม่น้อยที่กระโจนลงเลือกข้างการเมืองจนเสียผู้เสียคน

เปิดปูมแก๊งพฤติกรรมเป็นภัยต่อสังคมหัวลำโพง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/391186?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เปิดปูมแก๊งพฤติกรรมเป็นภัยต่อสังคมหัวลำโพง

2 ตุลาคม 2562 – 12:50 น.
ค้ากาม,หัวลำโพง,เด็ก,ค้าประเวณี,เด็กเร่ร่อน,ขายบริการ,แก๊งค้ากาม
เปิดอ่าน 432 ครั้ง

โดย… กัมปนาท ละออง สำนักข่าวเนชั่น

 สถานีรถไฟหัวลำโพง เป็นแหล่งที่คนเร่ร่อนมักใช้เป็นที่หลับนอนยามค่ำคื่นจนทำให้เป็นปัญหาสังคมเรื่อยมา

ตั้งแต่อดีตคนเหล่านี้มักสร้างความเดือนดร้อนรำคาญให้ผู้สัญจรและนักท่องเที่ยวอยู่เนืองๆ ทำให้หลายหน่วยงานต้องลงมาบูรณาการจัดระเบียบพื้นที่และปรับภูมิทัศน์รอบหัวลำโพงจนมีสภาพเจริญหูเจริญตาขึ้นมาช่วงหนึ่ง ก่อนจะเริ่มกลับมาเป็นแหล่งมั่วสุมอีกครั้งอย่างในปัจจุบัน

ล่าสุดเมื่อไม่นานมานี้กองบังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์ (บก.ปคม.) ได้รับแจ้งจากภาคีเครือข่ายภาคประชาชน ว่าพบเยาวชนและวัยรุ่นกลุ่มหนึ่งบริเวณสถานีรถไฟหัวลำโพงมีพฤติกรรมเป็นภัยต่อสังคม ตั้งตัวเป็นแก๊งจัดหาเด็กชายและหญิงอายุตั้งแต่ 12 ปี ขึ้นไป เพื่อให้บริการทางเพศแก่ลูกค้า โดยมีการแบ่งหน้าที่กันทำในการเป็นธุระจัดหานายหน้าค้าประเวณีเด็กเร่ร่อน 

 พฤติกรรมของแก๊งค้ามนุษย์กลุ่มนี้ค่อนข้างโหดร้าย หากเด็กที่ถูกบังคับไม่ยอมไปขายบริการจะถูกทรชนในแก๊งทำร้ายร่างกาย ทรมานสารพัดวิธี ทั้งกรีดแขนและใช้ไฟลน นอกจากนี้ยังบังคับให้เด็กขโมยทรัพย์สินของลูกค้า และบางรายใช้อาวุธจี้ชิงทรัพย์ก็มี

หลังเจ้าหน้าที่ทราบเรื่อง พล.ต.ต.วรวัฒน์ วัฒน์นครบัญชา ผบก.ปคม. ได้สั่งการให้ พ.ต.อ.ภูมินทร์ พุ่มพันธุ์ม่วง รองผบก.ปคม. จัดทีมสืบสวนสอบสวนลงพื้นที่ย่านสถานีรถไฟหัวลำโพงเพื่อหาเบาะแสและล่อซื้อจนสามารถจับกุมพ่อเล้าเป็นชายได้ 1 ราย ก่อนขยายผลสาวถึงผู้ร่วมขบวนการที่เหลือจนสามารถออกหมายจับเพิ่มได้อีก 13 ราย

พล.ต.ต.วรวัฒน์ ระบุว่า แม่เล้าพ่อเล้าพวกนี้จะหาเด็กเข้าสังกัดโดยรวบรวมเด็กเร่ร่อนที่อาศัยตามสถานีรถไฟหัวลำโพง ก่อนบังคับให้ไปขายบริการ ค่าตัวอยู่ที่ประมาณ 300-500 บาท โดยจะหักหัวคิวไว้ครึ่งหนึ่ง

  การติดต่อส่งเด็กพวกนี้พ่อเล้าจะติดต่อกันทางไลน์ของเครือข่ายว่าต้องการเด็กชายหรือเด็กหญิง อายุเท่าไหร่ ก่อนตกลงราคา และจัดส่งเด็กให้ตามโรงแรมที่อยู่ใกล้เคียงหัวลำโพง

“แก๊งนายหน้าค้าประเวณีจะสอนให้เด็กหัดเป็นโจร ขโมยทรัพย์สินของแขก จนไปถึงให้ใช้อาวุธมีดจี้ชิงทรัพย์ ส่วนเงินที่ได้มาเด็กที่ขายบริการก็จะนำเงินมาซื้อยาเสพติดจากแก๊งอีกต่อหนึ่ง เรียกว่าครบวงจร ที่เป็นจุดตั้งต้นเหตุอาชญากรรมต่างๆ เพราะฉะนั้นเราต้องกวาดล้างให้หมด นี่เป็นเพียงครั้งแรกและจะมีครั้งต่อไปอย่างแน่นอน”

เมื่อพนักงานสอบสวนได้หมายจับแก๊งค้ามนุษย์กลุ่มนี้แล้ว พ.ต.อ.ภูมินทร์ จึงได้จัดชุดกำลังผสมร่วมกับ พล.ต.ต.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผบก.ตำรวจมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ 904 นำกำลังตำรวจชุดปฏิบัติการพิเศษ หรือคอมมานโด เปิดปฏิบัติการกวาดล้างทลายเครือข่ายนี้ในรุ่งเช้าของวันที่ 28 กันยายน 2562  โดยมีเป้าหมายโรงแรมที่อยู่ในรัศมีสถานีรถไฟหัวลำโพง 6 จุด

การเข้าจับกุมเจ้าหน้าที่ใช้อาวุธครบมือเนื่องจากการสืบสวนพบว่า ระดับหัวหน้าสั่งการมักพกอาวุธปืนติดตัวเสมอ โดยเมื่อกำลังเจ้าหน้าที่ถึงจุดเป้าหมายก็บุกเข้าไปในห้องพักแต่ละห้องของโรงแรม พบสมาชิกแก๊งกำลังหลับใหลจึงเข้ารวบตัวทันทีก่อนคัดแยกและตรวจหาสารเสพติด 

จากการปฏิบัติการสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ทั้งหมด 7 ราย จาก 7 หมายจับ และสามารถช่วยเหลือเด็กที่ตกเป็นเหยื่อได้อีก 14 ราย นอกจากนี้ยังพบหญิงวัยรุ่นจำนวน 5 รายที่เข้าข่ายร่วมการค้ามนุษย์จึงได้พาทั้งหมดมาสอบปากคำที่ บก.ปคม.

สำหรับแนวทางการขยายผลของชุดสืบสวนสอบสวน พ.ต.ต.มนชัย เพ็งเลิศ สารวัตรกองกำกับการ 1 อยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูลจากการซักถามกลุ่มเหยื่อเด็กและเยาวชนทั้ง 14 รายเพื่อคัดกรอง เพราะเชื่อว่ามีเหยื่อบางรายเข้าข่ายร่วมอยู่ในขบวนการค้ามนุษย์ซึ่งจะต้องมีการขออนุมัติออกหมายจับเพิ่มเติม

ขณะที่การขยายผลหาตัวการใหญ่ของขบวนการนั้น ต้องตรวจสอบเส้นทางการเงินว่าจะสาวไปถึงตัวได้หรือไม่เนื่องจากการปฏิบัติการครั้งนี้ตำรวจสามารถจับกุมผู้ร่วมขบวนการได้แล้วเกือบทั้งกลุ่ม ซึ่งมีผู้ร่วมขบวนการที่ตำรวจสามารถจับกุมได้ก่อนหน้านี้ไปแล้ว 2 ราย

การปฏิบัติการครั้งนี้ถือเป็นโมเดลตั้งต้น โดย พล.ต.ต.วรวัฒน์ ได้สั่งการให้ชุดทำงานในแต่ละกองกำกับการลงพื้นที่เอกซเรย์ตรวจสอบว่ามีขบวนการเหล่านี้บ้างหรือไม่ ทั้งในกทม. และต่างจังหวัด อีกทั้งยังให้ตรวจสอบหาว่าในพื้นที่มีเด็กด้อยโอกาสทางสังคมอยู่บ้างหรือไม่ เนื่องด้วยเด็กเหล่านี้เป็นกลุ่มเสี่ยงที่จะถูกขบวนการลักษณะนี้เข้ามาครอบงำได้ง่าย จากนั้นจะหาวิธีการช่วยเหลือให้ห่างไกลจากขบวนการนี้

ทีมข่าวอาชญากรรมเนชั่นทีวี ลงตรวจสอบพื้นที่รอบสถานีรถไฟหัวลำโพง พบข้อมูลจากประชาชนในละแวกดังกล่าวว่า มีกลุ่มวัยรุ่นทั้งชายและหญิงเดินจับกลุ่มกันบริเวณนี้ตั้งแต่หลังเที่ยงคืนไปจนถึงตีห้าของทุกวัน แต่ก็ไม่สามารถระบุชัดเจนได้ว่าเป็นกลุ่มคนที่มาขายบริการทางเพศหรือไม่ เพราะคนกลุ่มนี้เนื้อตัวสะอาดต่างจากคนเร่ร่อนที่ออกไปทางมอมแมมซึ่งผิดธรรมชาติของวัยรุ่นปกติทั่วไปที่มาคลุกคลีกับกลุ่มคนเหล่านี้

อย่างไรก็ตามระหว่างที่ทีมข่าวกำลังสัมภาษณ์แหล่งข่าวเพื่อหาข้อมูล ปรากฏว่ามีวัยรุ่นชายรายหนึ่งเข้ามานั่งสังเกตการณ์อยู่ใกล้ๆ คล้ายต้องการหาข้อมูลให้กลุ่มอิทธิพลย่านหัวลำโพง

จากการสอบถามไปยังหัวหน้าสถานีตำรวจนครบาลปทุมวันเกี่ยวกับปัญหาการค้ามนุษย์ย่านหัวลำโพง ได้รับคำตอบจาก พ.ต.อ.ธรรมนูญ บุญเรือง ผกก.สน.ปทุมวัน ว่าในส่วนของหัวลำโพงเป็นพื้นที่รับผิดชอบของ สถานีตำรวจรถไฟนพวงศ์ กองบังคับการตำรวจรถไฟ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ไม่ใช่พื้นที่สถานีตำรวจนครบาลปทุมวัน

ทีมข่าวจึงโทรศัพท์สอบถามไปยัง พ.ต.อ.ธนดล แก้วอุบล รองผู้บังคับการตำรวจรถไฟ กลับได้รับคำตอบว่าพื้นที่เกิดเหตุเป็นของกองบัญชาการตำรวจนครบาลรับผิดชอบ ซึ่งคือ สน.ปทุมวัน ส่วนเบาะแสเกี่ยวกับการจับกุมผู้ต้องหาในคดีนี้ บก.ปคม.เป็นแม่งาน ตำรวจรถไฟเป็นเพียงหน่วยงานหนึ่งที่เข้าไปร่วมการปฏิบัติการเนื่องด้วยเป็นหน่วยงานในกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางด้วยกันเท่านั้น ซึ่งจุดที่จับกุมเป็นบริเวณโดยรอบสถานีรถไฟ โดยเฉพาะโรงแรม

“ผมขอยืนยันว่าในพื้นที่สถานีรถไฟหัวลำโพงไม่มีการขายบริการทางเพศแต่อย่างใด เพราะตรงนั้นเป็นสถานีรถไฟไม่น่าจะมีการขายบริการ เขาไม่มาขายกันตรงนั้นหรอก” พ.ต.อ.ธนดล ระบุ

ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นว่าปัญหาบุคคลเร่ร่อนเป็นปัญหาใหญ่ที่รอวันสะสางให้สิ้นเพื่อความปลอดภัยของประชาชน ตำรวจไม่ว่าจะเป็นหน่วยไหนก็ควรที่จะร่วมกันดูแลปัญหานี้ แต่ครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงการทำงานโฉมใหม่ของบก.ปคม. ที่เอาจริงไม่ปล่อยเป็นเพียงแค่มีคนมาแจ้งความแล้วสืบสวนออกหมายจับเป็นรายบุคคล แต่เป็นการขยายผลจับยกแก๊งเลยทีเดียว

เตือนตุ๋นลงทุน บิทคอยน์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/391185?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เตือนตุ๋นลงทุน บิทคอยน์

2 ตุลาคม 2562 – 11:45 น.
สายตรวจระวังภัย,บิทคอยน์,อาชญากรออนไลน์,Bitcoin,ลงทุนขุดบิทคอยน์,แชร์ลูกโซ่,พ่อมดคริปโตเคอเรน
เปิดอ่าน 1,309 ครั้ง

คอลัมน์…  สายตรวจระวังภัย   โดย…   ทีมข่าวอาชญากรรม

ปฏิเสธไม่ได้ว่าปัจจุบัน “ดิจิทัล” มีบทบาทสำคัญต่อการดำเนินชีวิตของผู้คน แม้กระทั่ง “เงิน” ยังมี “สกุลดิจิทัล” ซึ่งเป็นอีกเรื่องที่มีกระแสความสนใจมาแรงมากในขณะนี้กับสกุลเงินรูปแบบใหม่ที่เรียกว่า “บิทคอยน์” (Bitcoin) ที่อาจจะเปลี่ยนระบบการเงินของโลกไปอย่างสิ้นเชิง แต่บิทคอยน์ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะถูกคิดค้นมาตั้งแต่ปี 2552 ก่อนที่จะมาเฟื่องฟูในประเทศไทยเมื่อตอนปลายปี 2560 กระทั่งเกิดกระแสเก็งกำไรบิทคอยน์ หรือ “ลงทุนขุดบิทคอยน์”

ทว่าความเสี่ยงของเงินสกุลนี้ก็ยังมีอยู่หลายประการ และในประเทศไทยก็มี”แก๊งต้มตุ๋น”หลอกลงทุนกับเงินสกุลนี้ ในรูปแบบชวนให้ลงทุนในบริษัทต่างชาติ ซึ่งอ้างว่าดำเนินธุรกิจขุดหา“บิทคอยน์” ด้วยการโฆษณาผ่านเว็บไซต์และโซเชียลมีเดีย ซึ่งการลงทุนช่วงแรกบริษัทจ่ายผลตอบแทนตามสัญญา ไม่ต่างอะไรกับ “แชร์ลูกโซ่” แต่พอเพิ่มเงินลงทุนก็ชิ่ง! มีคดีเกิดขึ้นเป็นระยะ เช่นเดียวกับเมื่อช่วงต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมา ตำรวจกองปราบปรามจับกุม นายมานะ จูเมือง เจ้าของฉายา “พ่อมดคริปโตเคอเรนซี่” หรือผู้เชี่ยวชาญด้านเงินดิจิทัลขั้นเทพ ที่เชิญชวนให้ผู้ที่สนใจร่วมลงทุนสกุลเงินดิจิทัลหลายสกุล หนึ่งในนั้นก็มีบิทคอยน์ โดยอ้างว่าได้กำไรดี ลงทุนเงินเพียง 200 วัน จะได้กำไรทันที 400% จนมีเหยื่อหลงเชื่อจำนวนมากสูญเงินรวมกว่า 500 ล้านบาท

เรื่องนี้ส่งผลให้เสียงเตือนความเสี่ยงการเก็งกำไรเงินดิจิทัลดังเป็นระยะ โดยเฉพาะ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ที่เคยออกประกาศเตือนให้นักลงทุนระมัดระวัง พร้อมกับจัดตั้ง “เสี่ยงสูง.com” เพื่อให้ข้อมูลและความรู้เกี่ยวกับเงินสกุลดิจิทัล ซึ่งนักลงทุนสามารถตรวจสอบได้ว่า บริษัทที่ชักชวนให้ลงทุนเงินดิจิทัลนั้น ได้รับการอนุมัติจัดตั้งอย่างถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่

ล่าสุด นายสมัคร เชาวภานันท์ และ นายธนิต บัวเขียว ทีมทนายความส่วนตัวของ นายเฉลิม อยู่วิทยา ประธานกลุ่มบริษัทสยามไวเนอรี่ ได้แถลงเตือนกรณีที่มีเว็บไซต์ซึ่งดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับการลงทุนด้านการเงิน นำข้อมูลเผยแพร่ในเว็บเพจ และแฟนเพจเฟซบุ๊ก ระบุว่า นายเฉลิม คือ นักธุรกิจไทยที่สนใจและร่วมลงทุนในธุรกิจบิทคอยน์ ซึ่งตามกฎหมายไทยยังไม่ผ่านการรับรองที่ถูกต้อง พร้อมกับอ้างถึงข้อความที่ระบุว่าได้กล่าวเชิญชวนให้ประชาชนร่วมลงทุน ซึ่งขอยืนยันว่าข่าวและข้อความที่เผยแพร่ดังกล่าวไม่เป็นความจริง อีกทั้งนายเฉลิมไม่เคยให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อมวลชนทั้งในและต่างประเทศ ถึงความสนใจร่วมลงทุนหรือเชิญชวนให้ประชาชนลงทุนในธุรกิจที่ว่านี้อย่างแน่นอน

“เรื่องที่เกิดขึ้นถือว่าเข้าข่ายใช้ข้อมูลเท็จเพื่อล่อลวงกันทางธุรกิจ และอาจเข้าข่ายผิดกฎหมาย ดังนั้นทีมทนายความส่วนตัวเตรียมรวบรวมหลักฐาน เพื่อฟ้องร้องคดีกับบุคคลที่เผยแพร่ข้อความ รวมถึงบุคคลที่ส่งต่อเนื้อหาดังกล่าวด้วย เพราะกรณีดังกล่าวถือว่าสร้างความเสียหายให้แก่ครอบครัวของคุณเฉลิม และการฟ้องร้องดังกล่าวต้องการยุติวงจรของพวกมิจฉาชีพ ที่ใช้ข่าวเท็จ เพื่อหลอกลวงประชาชน ซึ่งจะเกิดผลเสียอย่างยิ่งกับสังคม โดยจะมีการฟ้องร้องกรณีดังกล่าวภายในเดือนตุลาคมนี้ เพื่อให้พนักงานสอบสวนดำเนินการรวบรวมหลักฐาน และจะไม่มียอมความเด็ดขาด เพราะข่าวเท็จดังกล่าวเทียบเท่ากับการหลอกลวงประชาชน” นายสมัคร กล่าว

นายสมัคร กล่าวด้วยว่า เว็บไซต์ดังกล่าวยังได้นำบทสัมภาษณ์ของบุคคลสำคัญ ทั้งนักธุรกิจที่มีชื่อเสียง และนักการเมืองซึ่งคร่ำหวอดในวงการการเงินและการคลัง เพราะต้องการจูงใจให้ประชาชนหลงเชื่อได้ง่าย แต่ข้อความเป็นเท็จ ดังนั้นการกระทำดังกล่าวภาครัฐรวมถึงหน่วยงานและเจ้าหน้าที่ที่มีหน้าที่กำกับดูแลความปลอดภัยด้านการให้ข้อมูลข่าวสารผ่านระบบคอมพิวเตอร์ ควรเร่งดำเนินการเอาผิดกับกลุ่มบุคคลดังกล่าวอย่างรวดเร็ว และฝากให้ประชาชนที่เสพข่าวสารผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ควรตรวจสอบและใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลข่าวสาร อย่าหลงเชื่อข้อมูลใดง่ายๆ โดยเฉพาะการลงทุนด้านการเงิน ก่อนการตัดสินใจลงทุนควรพิจารณาข้อมูลให้รอบคอบ เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของ “อาชญากรออนไลน์”

แก้ รธน.มาตรา 1 ดับไฟใต้ได้จริงหรือ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/391359?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

แก้ รธน.มาตรา 1 ดับไฟใต้ได้จริงหรือ

2 ตุลาคม 2562 – 10:40 น.
ไฟใต้,แก้ไขรัฐธรรมนูญ,เขตปกครองตนเอง,รัฐบาลเดี่ยว
เปิดอ่าน 799 ครั้ง

คอลัมน์… ล่าความจริง..พิกัดข่าว โดย… ปกรณ์ พึ่งเนตร

หลังจากมีนักวิชาการไปพูดบนเวทีรณรงค์“แก้ไขรัฐธรรมนูญ”ของ 7 พรรคฝ่ายค้านที่ จ.ปัตตานี โดยมีการพูดเชื่อมโยงกันทั้งปัญหาของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันกับปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ และมีการเสนอให้“แก้ไขรัฐธรรมนูญมา ตรา 1”เพราะไม่จำเป็นที่ประเทศไทยต้องอยู่แบบ “รัฐเดี่ยว” หรือรัฐรวมศูนย์นั้น

ประเด็นนี้ถูกวิจารณ์จากหลายฝ่ายอย่างกว้างขวาง เพราะ“รัฐธรรมนูญมาตรา 1” บัญญัติเอาไว้ว่า “ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียว จะแบ่งแยกมิได้” และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกฉบับตั้งแต่ปี พ.ศ.2475 เป็นต้นมา ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญฉบับถาวรก็บัญญัติเอาไว้แบบเดียวกันนี้ เพียงแต่ฉบับแรกๆ จะใช้คำว่า “สยามประเทศ” แทนคำว่า “ประเทศไทย” เพราะสมัยนั้นยังใช้ชื่อประเทศว่า “สยาม”

ดร.เชษฐา ทรัพย์เย็น เลขาธิการสมาคมสังคมศาสตร์แห่งประเทศไทย อธิบายว่า “รัฐธรรมนูญมาตรา 1” เขียนมานานจนเป็นธรรมเนียมปฏิบัติของความเป็นรัฐธรรมนูญไทยไปแล้ว มาตรา 1 เปรียบเสมือนเป็นสถาบันทางรัฐธรรมนูญไปเรียบร้อย เป็นการยอมรับจากรุ่นสู่รุ่นและเป็นประเพณีการปกครองที่ดีงาม

ฉะนั้นส่วนตัวจึงเห็นว่าไม่ควรแก้ไข แม้การเสนอแก้รัฐธรรมนูญจะแก้ได้ทุกมาตราก็ตาม แต่สุดท้ายต้องผ่านกระบวนการตามที่กฎหมายกำหนดไว้ด้วย ซึ่งเชื่อว่าถ้าจะแก้มาตรา 1 จะทำให้การ“แก้ไขรัฐธรรมนูญ”เกิดขึ้นไม่ได้ และไม่มีทางสำเร็จ

รวมทั้งหากจะแก้เพื่อเปิดทางให้เกิด “เขตปกครองตนเอง” ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ก็ไม่สามารถแก้รัฐธรรมนูญมาตราเดียวแล้วจบ เพราะจะไปกระทบกับมาตราอื่นๆ อีก โดยเฉพาะมาตราที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของชาติ จึงมองว่าคนพูดพูดด้วยวัตถุประสงค์เพื่อสร้างกระแสบางอย่างเท่านั้น แต่ในทางปฏิบัติไม่สามารถทำได้

  รศ.ดร.ยุทธพร อิสรชัย อดีตผู้อำนวยการโครงการวิทยาลัยการเมือง สาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช มองในมุมคล้ายๆ กันว่าการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรานี้ค่อนข้างละเอียดอ่อนเพราะอยู่ในหมวด 1 บททั่วไป เป็นโครงสร้างประเทศ แม้จะเป็นนามธรรม แต่หากแก้ไขจะส่งผลกระทบมาก

อาจารย์ยุทธพร ขยายความต่อว่า การแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น สามารถเลือกใช้กลไกอื่นแทนได้ เช่น การกระจายอำนาจ หรือรูปแบบองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแบบพิเศษ เป็นต้น ซึ่งก่อนหน้านี้ฝ่ายค้านยืนยันว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะไม่แตะต้องหมวด 1 (บททั่วไป) และหมวด 2 (สถาบันพระมหากษัตริย์) ฉะนั้นจึงไม่มีเหตุอะไรที่จะต้องแก้ไขเรื่องนี้ หากยังเดินหน้าอาจกลายเป็นข้อครหาให้ถูกวิจารณ์และถูกต่อต้านได้ ที่สำคัญการแบ่งแยกดินแดน หรือเปลี่ยนการปกครองเป็นแบบสหพันธรัฐไม่ใช่ทางออกในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนใต้เพราะจะเป็นการสร้างปมขัดแย้งให้มากขึ้นในอนาคต

ขณะที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงฝ่ายความมั่นคงให้ข้อมูลว่า เจตนาของผู้ที่พูดเรื่องนี้คือมองว่ารูปแบบการปกครองของรัฐไทยเป็นแบบรวมศูนย์อำนาจมากเกินไป แต่บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญมาตรา 1 กินความหมายมากกว่าการรวมศูนย์อำนาจเพราะเป็นการบัญญัติเพื่อรองรับสถานะของประเทศไทยที่เป็น “รัฐเดี่ยว” ไม่ใช่ “รัฐรวม” หรือ “สหพันธรัฐ” เหมือนกับอีกหลายๆ ประเทศ จึงถือเป็นนิยามที่รองรับการเป็น “รัฐเดี่ยว” ของประเทศไทย และไม่ได้หมายความว่าการเป็น “รัฐเดี่ยว” แล้วต้องรวมศูนย์อำนาจแบบเบ็ดเสร็จ เพราะเป็นคนละส่วนกัน

ที่ผ่านมาประเทศไทยถูกมองว่าเป็นประเทศที่ปกครองแบบรวมศูนย์อำนาจ ซึ่งบางส่วนก็เป็นความจริง แต่ไม่ได้หมายความว่าประเทศไทยไม่ได้กระจายอำนาจเลย เพราะไทยมีการกระจายอำนาจรูปแบบต่างๆ มานาน ทั้ง อบต. สุขาภิบาล เทศบาล อบจ. ไปจนถึงการปกครองท้องถิ่นแบบพิเศษ ทั้ง กทม.และเมืองพัทยา ฉะนั้นหากการกระจายอำนาจติดขัดปัญหาหรือมีอุปสรรคอะไรก็สามารถแก้ไขในส่วนนั้นได้ ไม่ใช่ไปปลดล็อกด้วยการ“แก้รัฐธรรมนูณญมาตรา 1” ให้ประเทศไทยแบ่งแยกได้

หากมีการทำตามข้อเสนอ คือ “แก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 1” จะกระทบกับความมั่นคงของประเทศอย่างร้ายแรงแน่นอน เพราะกลุ่มก่อความไม่สงบในภาคใต้ก็จะยื่นเงื่อนไขแยกดินแดนตั้งรัฐใหม่ทันที (หมายถึงตั้งรัฐเอกราชใหม่) จากนั้นภาคอื่นๆ ก็อาจเอาอย่าง โดยเฉพาะบางภาคที่มีนักการเมืองครอบงำลงไปถึงระดับท้องถิ่นอาจต้องการแบ่งภาคเป็นเขตพื้นที่ที่สามารถปกครองตนเองได้เลย ทำให้รัฐบาลกลางอาจมีอำนาจแค่ในกรุงเทพฯ ก็เป็นได้ ต้องไม่ลืมว่าในช่วงที่การเมืองมีความขัดแย้งแบ่งสีเสื้อ คนเสื้อแดงบางกลุ่มก็คิดแยกภาคบางภาคออกไปเพื่อตั้งประเทศใหม่มาแล้ว

ส่วนกรณีที่ผู้พูดอาจอ้างเรื่องการปลดล็อกเพื่อเปิดทางให้จัดตั้ง “เขตปกครองตนเอง” หรือ “เขตปกครองพิเศษ” เพื่อแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น เจ้าหน้าที่ระดับสูงฝ่ายความมั่นคงมองว่า เรื่องนี้สามารถทำได้ในรูปแบบ “การปกครองท้องถิ่นแบบพิเศษ” ซึ่งรัฐธรรมนูญเปิดช่องให้ทำได้อยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องแก้ไขมาตรา 1 ให้วุ่นวาย และสุ่มเสี่ยงต่อการตีความในแง่ลบจนส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติระดับสูงสุด

เพราะการปล่อยให้มีการแยกดินแดน ตั้งรัฐใหม่ได้ จะกระทบกับบูรณภาพแห่งดินแดนและอธิปไตย ซึ่งรัฐธรรมนูญบัญญัติให้เป็นหน้าที่ของรัฐในการพิทักษ์รักษาเอาไว้ ตามมาตรา 52 ด้วยเช่นกัน

สุดท้าย คลิปลับ ไม่มีอะไรในกอไผ่… #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/391357?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

สุดท้าย คลิปลับ ไม่มีอะไรในกอไผ่…

2 ตุลาคม 2562 – 10:35 น.
สุดารัตน์ เกายุราพันธุ์,พลอประวิตร วงษ์สุวรรณ,คลิปลับงูเห่า
เปิดอ่าน 246 ครั้ง

คอลัมน์…  จี้จุดตาย..คลายจุดเป็น   โดย…   เร้นกาย ไร้เงา

กระแสข่าวฮือฮาเรื่อง “คลิปลับงูเห่า” ภาคสามที่เกิดขึ้นช่วงอภิปรายทั่วไปแบบไม่ลงมติว่าแกนนำ พปชร. ทาบทาม ส.ส.พท. ให้สวมบทงูเห่าสิบกว่าชีวิตและลากมาหลายวัน

ภาพซองปัจจัยสีน้ำตาลที่บางสื่อนำเสนอออกมาและอ้างว่าแกนนำพปชร.นำมาให้ส.ส.พท.แต่ส.ส.กลุ่มนี้ได้นำมามอบให้ผู้ใหญ่ของพท.เพื่อแจ้งให้รับรู้ว่ามันคือสินสอด

จนคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แกนนำอันดับต้นๆ ของพท.ออกมาขู่ว่าขอให้พปชร.ยุติการทำแบบนี้ เพราะส.ส.พท.มีคลิปลับการที่แกนนำพปชร.นัดพบผู้แทนฯ พท.สองครั้งไว้แฉ หากยังไม่เลิกยื่นดีลนี้ แต่ขอดูความเป็นไปได้ทางกฎหมายก่อน…

ทำให้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ประธานยุทธศาสตร์พรรคพปชร. และสมศักดิ์ เทพสุทิน แกนนำกลุ่มสามมิตรสวนกลับว่าหากมีคลิปก็นำมาแสดงเลย….ป่านนี้พท.ก็ยังไม่งัดหลักฐานเด็ดดังกล่าวออกมา? แบบนี้แปลความว่าอะไร?

สายลับไปเจาะข้อมูลจากอาคาร OAI Tower ได้ความว่า คลิปดังกล่าวไม่มีบทดีลและการเสนอราคาย้ายค่ายเบอร์เดิม? เพียงแต่เป็นการคุยกันของอดีตคนที่เคยอยู่กับพท.ที่วันนี้ย้ายไปสังกัดพปชร.กับส.ส.ปัจจุบันของพท. ใจความหลักในคลิประบุว่า ขอให้ช่วยๆ กันในรัฐสภา และช่วยกันเพื่อบ้านเมือง! “ไม่มีการเสนอเงื่อนไขใดๆ…”

เมื่อสอบถามแกนนำมือต้นๆ ของพรรค พท. ทราบว่าการดำเนินคดีนั้นยังไม่ดำเนินการเพราะรายละเอียดในคลิปไม่ชัดเจนในการทาบทาม และหากพรรคดำเนินการทางกฎหมายไปส.ส.ของพรรคที่อยู่ในเหตุการณ์อาจโดนเล่นงานทางกฎหมายเพราะส.ส.เป็นข้าราชการการเมืองที่แปลความได้ว่าเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ หากส.ส.รับผลประโยชน์จากดีลนี้ของพปชร.ก็จะมีความผิดด้วย!

แต่ปัจจัยในซองสีน้ำตาลที่มีภาพข่าวหลุดมานั้น แกนนำพท.คนนี้บอกแบบงงๆ ว่า หากมีการมอบให้เพื่อไปช่วยแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ แบบนี้ก็เอาผิดผู้ให้และผู้รับมิได้!

อ้าว!แล้วมันอย่างไรกันกับสิ่งที่คุณหญิงหน่อยอ้างไว้หลากวาระในเรื่องนี้ เพราะจนวันนี้คลิปนี้ยังไม่มีอะไรคืบหน้า…

แหล่งข่าววงในของพท.อีกคนหนึ่งบอกว่าคลิปดังกล่าวไม่มีข้อความเสนอราคาค่าเหนื่อยและเงื่อนไขงานและการย้ายขั้ว ดังนั้นแกนนำบางคนของพรรคที่ไปออกข่าวนี้อาจจะตีกินทางการเมืองเพื่อดิสเครดิตขั้วตรงข้าม!

หากนำสองความเห็นของคนในพท.ที่ให้ข้อมูลข้างต้นกับสายลับมาแปลได้ว่า “คลิปนี้ไม่มีอะไรในกอไผ่”

สรุป…มีเพียงแต่ปาหี่การเมืองที่คีย์แมนบางคนของพท.ตีกินขั้วตรงข้ามเพื่อหาแต้มการเมืองเพราะรู้จังหวะการเมืองยามนี้ว่าขั้วหนุนลุงตู่ต้องการคะแนนเสียงในการลงมติร่างกฎหมายงบประมาณให้อุ่นใจ

แม้ความจริงยามนี้ขั้วหนุนลุงตู่ก็ยังยืนบนปากเหวและอยากได้เสียงของผู้แทนฯ ทั้งสภาลงมติไฟเขียวในวาระแรกของร่างกฎหมายงบประมาณ เพราะมีกระแสลือในมุมขั้วหนุนลุงตู่ว่าผู้แทนฯ ขั้วฝ่ายค้านคนใดหากไฟเขียวกับวาระแรกนี้ งบที่ผู้แทนฯ ฝ่ายค้านอยากนำไปดูแลชาวบ้านในเขตจะบังเกิด….

แม้กติกาหลักที่เขียนไว้ล่าสุดจะมีบทลงโทษไว้หนักหากส.ส.แปรงบลงพื้นที่ตัวเองแบบเอาดีเข้าตัว แต่ของแบบนี้มันมีกรรมวิธีที่ต่างตอบแทนสำหรับคนที่อยากให้บ้านเมืองเดินหน้าในยุคลุงตู่ 2

จากนี้ไปเชื่อเลยว่ามุมต้านลุงตู่ตีจะกระหน่ำปี๊บว่ามีการเพาะพันธุ์ในฟาร์มงูเห่าที่อยู่ในดินแดนของฝ่ายค้าน (แต่ตอนนี้ยังไม่มีบิลมายืนยัน) ส่วนมุมหนุนลุงตู่แย้งว่าเป็นเอกสิทธิ์ส.ส.ในการลงมติในรัฐสภาหากรัฐบาลสร้างสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่บ้านเมือง

กรณีนี้ใครจะเชื่อมุมไหนแล้วแต่วิจารณญาณ….จบข่าว…!

ศึกชากังราว “ไวพจน์” ชน “ขาใหญ่”สายตรงแม้ว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/391354?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ศึกชากังราว “ไวพจน์” ชน “ขาใหญ่”สายตรงแม้ว

2 ตุลาคม 2562 – 10:11 น.
เจาะประเด็นร้อน,กำแพงเพชร,พรรคพลังประชารัฐ,ชากังราว,พตทไวพจน์ อาภรณ์รัตน์,นปช,กลุ่มชากังราว,พตทบรรยิน ตั้งภากรณ์,กลุ่มพลเมืองร่วมใจ,ขุนน้ำหมึก,ท่องยุทธภพ
เปิดอ่าน 667 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ หนังสือพิมพ์คมชัดลึก 2 ต.ค.62

*************************

จบศึกเลือกตั้งซ่อมเขต 5 นครปฐม ก็คาดหมายว่าน่าจะเป็นการเลือกตั้งซ่อมเขต 2 กำแพงเพชร หรือเลือกตั้งซ่อมเขต 7 ขอนแก่น เฉพาะกำแพงเพชร จะมีความชัดเจน หลัง พ.ต.ท.ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์” อดีตแกนนำ นปช. ไปฟังคำตัดสินคดีบุกล้มการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนในวันที่ 31 ตุลาคม 2562

เบื้องต้น ปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ กล่าวว่า จะไม่ส่งผู้สมัคร .ส.ในสนามกำแพงเพชรและขอนแก่น เพื่อเปิดทางให้พรรคเพื่อไทยลงสนามแก้มือ สำหรับพรรคประชาธิปัตย์ นพ.ปรีชา มุสิกุล อดีตส.ส.กำแพงเพชร มีความต้องการที่จะส่งลูกชาย สุขวิชาญ มุสิกุล” ลงสนามทำศึกล้างตาเช่นกัน

กลุ่มชากังราว”ยังแกร่ง

ในอดีต กลุ่มชากังราว” นำโดย เรืองวิทย์ ลิกค์ อดีต ส.ส.กำแพงเพชร และอดีตรัฐมนตรีหลายกระทรวง และวราเทพ รัตนากร อดีต ส.ส.กำแพงเพชร เคยสังกัดหลายพรรคการเมือง

เลือกตั้งปี 2531 กลุ่มชากังราว ย้ายไปสังกัดพรรคความหวังใหม่ ได้แจ้งเกิดนักการเมืองหน้าใหม่ชื่อ “พ.ต.ท.ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์” เป็น ส.ส.กำแพงเพชร สมัยแรก หลังจากนั้นกลุ่มชากังราวก็ยกทีมเข้าพรรคไทยรักไทย

ไวพจน์ และลูกสาว-พิชญา

การเลือกตั้งทั่วไป 24 มีนาคม 2562 “กลุ่มชากังราว” ในสีเสื้อพรรคพลังประชารัฐ แม้จะถูกโจมตีว่า “ทรยศอุดมการณ์” แต่ฐานเสียงกลุ่มนี้ ยังแข็งแกร่งบวกกับกระแสเลือกนายกประยุทธ์ ทำให้ชนะคู่แข่งทั้ง เขต

เฉพาะเขต 2 พ.ต.ท.ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์ ได้ 34,271 คะแนน, อดุลรัตน์ แสงประชุม เพื่อไทย 18,626 คะแนน, สุวิชาญ มุสิกุล ประชาธิปัตย์ 13,261 คะแนน

เลือกตั้งซ่อมกำแพงเพชร พรรคพลังประชารัฐ ยังเป็นต่อผู้สมัคร ส.ส.ค่ายเพื่อไทย แม้ ปชป.จะส่งคนลงสนามก็ตามที

เร่งปั้นทายาท “อาภรณ์รัตน์”

เดิมที “ไวพจน์” วางแผนให้ลูกสาว-พิชญา อาภรณ์รัตน์ และลูกชาย-เพชรภูมิ อาภรณ์รัตน์ ลงสนามการเมืองท้องถิ่น แต่เมื่อสถานการณ์เปลี่ยน ตัวเขาเองเจอคดีล้มประชุมอาเซียนจึงต้องดัน “เพชรภูมิ” ลงสนามเลือกตั้งซ่อมแทน

ครอบครัวอาภรณ์รัตน์ เป็นครอบครัวการเมือง เมื่อเลือกตั้งปี 2554 ไวพจน์ส่งภรรยา-อุดมรัตน์ อาภรณ์รัตน์ เป็นส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย เมื่อเกิดรัฐประหาร 2557 “ไวพจน์-อุดมรัตน์” สามีภรรยาได้กลับมาปลุกปั้นกิจการโคขุนส่งออกที่ไร่อาภรณ์รัตน์ ต.สระแก้ว อ.เมือง จ.กำแพงเพชร

ช่วงเวลาก่อนถึง 31 ตุลาคมนี้ ไวพจน์ ได้พาพิชญา-เพชรภูมิ ออกงานทุกวันเหมือนเป็นการเปิดตัวให้ชาวกำแพงเพชรเขต ทราบว่าทั้งคู่จะเป็นทายาทการเมืองของเขา

เพชรภูมิและพิชญา ทายาทการเมือง  

อย่างเมื่อวันที่ 28 กันยายน 2562 ไวพจน์พาครอบครัวไปร่วมพิธีเปิดงานสารทไทยกล้วยไข่ อ.โกสัมพีนคร โดย พิชญา อาภรณ์รัตน์ แต่งชุดไทยเข้าร่วมเดินขบวนแห่ด้วย

จะว่าไปแล้ว “พรีส” พิชญา มีหน่วยก้านดี ขึ้นเวทีปราศรัยช่วยบิดาหาเสียงแต่ไม่ทราบด้วยเหตุผลใดไวพจน์เลือกลูกชายเป็นตัวแทนลงสนามเลือกตั้งซ่อม

สายตรงเสี่ยแม้ว

ถ้ายังจำกันได้เมื่อ วราเทพ รัตนากร แกนนำกลุ่มชากังราว นำสมาชิกยกทีมไปร่วมงานกับพรรคพลังประชารัฐ พรรคเพื่อไทย มีเวลาคัดเลือกผู้สมัครไม่มากนัก เหมือนจะไม่ส่งผู้สมัครส.ส. แต่มีสัญญาณจาก “คนแดนไกล” ให้จัดทีมลงอย่างเร่งด่วน

คนแดนไกลมอบให้ “พล.ต.ท.สมศักดิ์ จันทะพิงค์” รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทยกับ “พ.ต.ท.บรรยิน ตั้งภากรณ์” แม่ทัพเลือกตั้งเมืองชากังราว

พล.ต.ท.สมศักดิ์ จันทะพิงค์

ผู้สมัครส.ส.เพื่อไทย เมืองกล้วยไข่เป็นอดีตนักการเมืองท้องถิ่น แต่ทีมหาเสียงของ “บรรยิน” และอดีตนายตำรวจใหญ่สายตรงคนแดนไกล ปลุกกระแสแดงเพื่อไทยได้คึกคักพอสมควร

พ.ต.ท.บรรยิน ตั้งภากรณ์

ทุกวันนี้ พล.ต.ท.สมศักดิ์ จันทะพิงค์ อดีตจเรตำรวจและรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ออกเดินสายไปทั่วภาคเหนือตอนบนและตอนล่างทำกิจกรรมปลุกใจคนรุ่นใหม่ในนาม กลุ่มพลเมืองร่วมใจ”

ประธานที่ปรึกษากลุ่มพลเมืองร่วมใจชื่อ “ยงยุทธ ติยะไพรัช” กองเชียร์พรรคเพื่อชาติ และ “มิตติ ติยะไพรัช” อดีตเลขาธิการพรรคไทยรักษาชาติ เป็นประธานขับเคลื่อนพลเมืองร่วมใจ

ยงยุทธ ติยะไพรัช

ดูเหมือนว่ากลุ่มพลเมืองร่วมใจจะเป็นการปูฐานการเมืองท้องถิ่นของค่าย “เพื่อแม้ว” โดยเสี่ยยงยุทธรับงานมาเดินสายร่วมกับ พล.ต.ท.สมศักดิ์

มิตติ ติยะไพรัช

เชื่อว่าเลือกตั้งซ่อมเมืองชากังราวรอบใหม่ก็คงได้เห็นบทบาทของกลุ่มพลเมืองร่วมใจมากขึ้น

บทเรียนราคาแพง เด็กเอ็น-พริตตี้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/391355?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

บทเรียนราคาแพง เด็กเอ็น-พริตตี้

2 ตุลาคม 2562 – 09:10 น.
อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน,พริตตี้,ลันลาเบล
เปิดอ่าน 109 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

   ‘ดับเครื่องชน’ ใช้เวลาอยู่นานกว่าจะตัดสินใจแจ้งให้ทราบว่าเวลานี้สังคมไทยไปถึงไหนแล้ว และเป็นความจริงที่เราต้องตีแผ่มาให้ทราบกันหลังจากข่าวการเสียชีวิตอย่างมีเงื่อนงำของพริตตี้สาวสายคนหนึ่งซึ่งเรื่องนี้กว่าจะจบลงได้คงต้องใช้เวลาอีกนานพอสมควร

ก่อนอื่นจะต้องเปิดใจเพื่อให้รับรู้ว่าโลกของเราเปลี่ยนแปลงไปถึงไหนแล้วและเราไม่ได้มีเจตนาซ้ำเติมเพียงแต่จะบอกให้รู้ว่าอะไรเป็นอะไรเพื่อจะไม่ได้ตกยุค

พริตตี้เริ่มต้นด้วยเด็กสาวในงานโชว์รถหรืองานเชียร์เบียร์หรืองานบริการต่างๆ เพื่อให้เกิดความสนุกสนาน เบิกบาน สำราญใจ แล้วจากพริตตี้ก็ไปถึงเด็กเอ็น หรือเด็กเอ็นเตอร์เทน ซึ่งมีหลายประเภทตามสนนราคา เช่น เด็กเอ็นธรรมดาราคาค่าตัว 3,000-5,000 บาทต่อครั้ง ไล่ไปจนถึงเด็กเอ็นวีไอพีที่มีเรื่องเซ็กส์มาเกี่ยวพันราคาเป็นหมื่นเป็นแสนแล้วแต่หน้าตาและดีกรีของแต่ละสาว เช่น เคยเข้ารอบลึกๆ ประกวดนางงาม

จะอะไรก็แล้วแต่ขอให้เข้าใจและเห็นใจเด็กเอ็นหรือพริตตี้ที่โดยส่วนใหญ่ก็ไม่ได้ต้องการทำงานอาชีพนี้แต่ต้องตีนถีบ-ปากกัด เพื่อเอาตัวรอดหาเลี้ยงชีวิตหรือบางทีก็ครอบครัว

ถ้าเกิดใหม่คงไม่มีใครอยากเป็นเด็กเอ็น หรือพริตตี้-อันตรายถึงชีวิต
อ๊อด เทอร์โบ

พัฒนาช่องทางการตลาด
ช่วยเหลือเกษตรกรยากจน

ขอเป็นสื่อกลางแจ้งให้ทราบยังสมาชิกเกษตรกรว่า บจธ.หาทางช่วยเหลือทุกวิถีทางโดยได้เชิญชวนตลาดกลางพืชผลร่วมกันและหาช่องทางการตลาดระบายสินค้าทำให้เกษตรกรสามารถรักษาสิทธิ์ถือครองที่ดินตนเองได้ในระยะยาว

สถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) หรือ บจธ. ช่วยเหลือสมาชิกเกษตรกร คือต้องการให้กลุ่มสมาชิกเกษตรกรที่ได้รับความช่วยเหลือจาก บจธ.ไปแล้ว มีความสามารถปกป้องและป้องกันการสูญเสียสิทธิ์ของตนเองในการถือครองที่ดินเพื่ออยู่อาศัยและที่ดินทำกินประกอบอาชีพของเกษตรกรไม่ให้หลุดมือไป สามารถมีรายได้ที่มั่นคง สม่ำเสมอ และถาวรยืนยาว เพื่อให้ได้สิทธิ์การถือครองที่ดินในระยะยาวให้คงอยู่ต่อไปได้ ซึ่งปัจจุบันสมาชิกเกษตรกรของ บจธ.กระจายอยู่ทั่วประเทศจำนวนมาก ในพื้นที่ราชบุรีและจังหวัดใกล้เคียง เช่น นครปฐม สุพรรณบุรี

บจธ.จึงทำหน้าที่ให้ความช่วยเหลือแบบครบวงจรในการพัฒนาและจัดหาพื้นที่การตลาดให้สมาชิกเกษตรกรของบจธ.ในกรณีดังกล่าว ซึ่งเป็นไปตามภารกิจหนึ่งของบจธ.ในการบริหารจัดการที่ดินแบบครบวงจร ด้วยการช่วยเหลือและพัฒนาให้พี่น้องเกษตรกรเกิดการกินดีอยู่ดี โดย บจธ.ดำเนินการช่วยเหลือสมาชิกเกษตรกรของบจธ.ทั้งจัดหาช่องทางจำหน่ายและการตลาดให้ หรือพัฒนาช่องทางการตลาดอย่างยั่งยืน

นอกเหนือจากการช่วยเหลือด้วยการส่งเสริมอาชีพความรู้ในการประกอบอาชีพให้เกษตรกร การให้ความช่วยเหลือและการสนับสนุนทางการเงินทุนเพื่อทำอาชีพเกษตรกรรมที่ยังยืน และการจัดการจัดหาที่ดินให้เกษตรกรที่ไม่มีที่ดินถือครองสำหรับออยู่อาศัยและที่ดินทำกินเพื่อเกษตรกรรมเป็นของตนเองให้เกษตรกรได้มีที่ดินทำกินเป็นของตนเอง

‘ตลาดกลางศรีเมือง’ ตลาดกลางผักและผลไม้ของ จ.ราชบุรี และเป็นแหล่งรวบรวมสินค้าเกษตรที่ใหญ่ที่สุดของภาคตะวันตก และยังเป็นตลาดกลางที่มีระบบการควบคุมดูแลและการจัดการตลาดที่ดีมีคุณภาพได้มาตรฐาน เป็นตลาดใหญ่ที่เป็นประโยชน์ส่งผลดีในทางการตลาดให้แก่สมาชิกของเกษตรกรของบจธ.อย่างมากต่อสมาชิกเกษตรกรสามารถนำผลผลิตทางการเกษตรในจังหวัดและใกล้เคียงเข้ามาจำหน่ายยังตลาดกลางแห่งนี้ได้อย่างต่อเนื่อง ถือเป็นแหล่งค้าส่งสินค้าใหญ่ที่กระจายไปยังภาคใต้เกือบทั้งหมดรวมทั้งแหล่งส่งออกสินค้าเกษตรไปยังประเทศสิงคโปร์อีกด้วย

หลังจากได้เข้าพบและร่วมหารือกับผู้บริหารตลาดศรีเมืองแล้ว ทางตลาดศรีเมืองยินดีที่จะให้ความช่วยเหลือสมาชิกเกษตรกรของบจธ.สำหรับเป็นแหล่งระบายสินค้าการเกษตรและช่องทางการตลาดในการขายสินค้าการเกษตร โดยตลาดกลางศรีเมืองจะจัดพื้นที่พิเศษให้เกษตรกรสำหรับขายสินค้าเกษตรของตนเองโดยเฉพาะเกษตรกรสามารถนำสินค้ามาหมุนเวียนขายได้ในแต่ละวันโดยเสียค่าระวางการนำสินค้าเข้ามาจำน่ายในอัตราที่ต่ำ

สนใจศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้จากเว็บไซต์ http://www.labai.or.th หรือส่งอีเมลที่ labia@labai.or.th หรือโทรติดต่อได้ที่โทร.0-2278-1244, 0-2278-1648 ต่อ 601, 602, 610 มือถือ 09-2659-1689
กุลพัชร ภูมิใจอวด
รองผู้อำนวยการ บจธ.
(ผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนผู้อำนวยการ)

สังฆทานยัดใส้
ระวังทำบุญได้บาป

ดิฉันเป็นคนชอบทำบุญและพอมีโอกาสก็ตักบาตรหรือทำบุญอุทิศสังฆทานให้ญาติหรือคนรู้จักที่ไปสู่สุคติแล้วและมาวันนี้อยากจะเตือนมายังทุกท่านว่าอย่าซื้อถังสังฆทานหรือกล่องสังฆทานที่วางขายทั่วไป

ที่เป็นเช่นนี้เพราะเกรงจะทำบุญได้บาปเพราะมีการยัดไส้จากผู้เอาเปรียบเช่น นม หรือยา หรืออาหารแห้งที่หมดอายุแล้ว หรือซ้ำร้ายบางทีก็ยัดกระดาษยัดโฟมหรือสิ่งของเข้าไปให้ดูดี

เรื่องนี้จะพึ่งกรมการค้าภายในหรือหน่วยงานสคบ.หรืออื่นๆ อย่าไปหวังเลยเพราะเคยร้องเรียนไปแล้วไม่ได้ผล เงียบไปเลย จึงได้แต่แจ้งเตือนมาด้วยความปรารถนาดี

นี่ก็ใกล้วันออกพรรษาแล้วและขอแจ้งมาด้วยจดหมายฉบับนี้เพราะมีคนชอบเอาเปรียบคดโกงหรือเจตนาไม่ดีและค้ากำไรเกินควรแบบนี้แหละ
ปิยะรัตน์ (กทม.)

เรียนคุณ ‘ปิยะรัตน์’ กทม.
จดหมายของคุณมีประโยชน์ต่อผู้ใจบุญใจกุศลมากเลยครับและขอร่วมด้วยช่วยกันให้ทุกท่านช่วยกันตรวจสอบถึงสังฆทานว่ายัดไส้อย่างที่ว่ามาหรือเปล่า?

เท่าที่ทราบมาทางกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์เคยเตือนมาแล้วแต่ในกรณีนี้ผมว่าเตือนมาอย่างเดียวคงไม่เพียงพอจะต้องมีมาตรการอื่นๆ จัดการตามกฎหมายด้วย เพราะเข้าข่ายหลอกลวงประชาชน

เวลานี้เราอย่าไปเชื่ออะไรง่ายๆ ต้องทำบุญทำสังฆทานด้วยมือตัวเองเป็นการดีที่สุดคือบรรจุทำถังสังฆทานเอง

ของมึนเมา เช่น บุหรี่ ไฟแช็ก หรือทำให้พระเณรมีอันตรายต่อสุภาพควรเลิกทำบุญได้แล้ว
 อ๊อด  เทอร์โบ