ฝุ่นพิษ-ภัยประจำถิ่น #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/391356?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ฝุ่นพิษ-ภัยประจำถิ่น

2 ตุลาคม 2562 – 08:36 น.
ฝุ่นพิษ,พีเอ็ม 25
เปิดอ่าน 72 ครั้ง

บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันพุธที่ 2 ตุลาคม 2562

หรือว่าประเทศไทยกำลังกลายเป็นดินแดนที่มีปัญหาประจำถิ่นซ้ำซากจำเจแก้ไขไม่ตกมากขึ้นเรื่อยๆ อย่างในช่วงเทศกาลที่มีคนเดินทางบนท้องถนนกันมากๆ ก็จะมีผู้ประสบอุบัติเหตุล้มตายบาดเจ็บเป็นที่สลดหดหู่ ไม่ว่าจะเป็นปีใหม่ สงกรานต์ ทุกๆ รัฐบาลต้องจัดกิจกรรมรณรงค์พร้อมกำชับบังคับใช้กฎหมายโดยเคร่งครัด ช่วงหน้าฝน น้ำท่วมทุกปี ช่วงหน้าแล้ง หลายพื้นที่ประสบปัญหาภัยแล้งอย่างรุนแรง กรมชลประทานต้องออกมาประกาศห้ามทำนา และล่าสุดในขณะนี้หลายๆ จังหวัด โดยเฉพาะในกรุงเทพมหานครกำลังประสบปัญหาใหม่ติดต่อกันเข้าปีที่ 2 แล้วคือฝุ่น

ควันพิษเกินมาตรฐานหรือค่า”พีเอ็ม 2.5″ ซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพ ชาวเมืองต้องหันกลับมาสวมหน้ากากอนามัยกันอีกครั้งเหมือนเมื่อปีที่แล้ว เพื่อต่อสู้กับ“ฝุ่นพิษ”ที่มาเร็วกว่าที่เคย  เมื่อปี 2561 ปัญหา“ฝุ่นพิษ”ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล สร้างความตื่นตัวให้แก่ทุกภาคส่วน จำเลยลำดับต้นๆ ที่ถูกมองว่าเป็นสาเหตุก็คือยวดยานจำนวนมากที่ปล่อยควันพิษออกมา โดยเฉพาะไอเสียจากรถเครื่องยนต์ดีเซล ตามด้วยกิจกรรมอื่นที่ก่อให้เกิดควัน คือโรงงานและการเผาไหม้ต่างๆ หน่วยงานภาครัฐออกตรวจตราโรงงานกันขนานใหญ่พร้อมกับการตั้งด่านตรวจจับรถปล่อยควันดำเกินมาตรฐาน เมื่อปัญหาคลี่คลายตามสภาพอากาศที่ย่างเข้าหน้าฝน มาตรการต่างๆ ที่เห็นขะมักเขม้นกันนั้นก็เงียบหายไป คล้ายๆ กับการรณรงค์ลดอุบัติเหตุช่วงเทศกาล หรือแม้แต่การพูดถึงอุทักภัยกับภัยแล้งที่คนไทยประสบอยู่ราวกับเป็นเทศกาล หมดเวลาก็หายห่างกันไป

จะว่าไปแล้วกรุงเทพฯ ก็ยากจะหลีกเลี่ยงภาวะ“วิกฤติฝุ่นพิษ” เช่นเดียวกับเมืองใหญ่อื่นๆ ได้ เพราะจำนวนรถยนต์ตามสถิติของกรมการขนส่งทางบกเมื่อปีที่แล้วที่ออกมาวิ่งปล่อยไอเสีย มีมากถึง 10.2 ล้านคัน จากที่จดทะเบียนสะสมทั่วประเทศมีอยู่กว่า 39.6 ล้านคันในจำนวนนี้ สำหรับในกรุงเทพฯ เป็นรถที่ใช้น้ำมันดีเซล กว่า 2.65 ล้านคัน เมื่อพิจารณาตามอายุการใช้งานของรถเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 61 พบว่ารถที่มีอายุการใช้งาน 10 ปี มีกว่า 79,794 คัน, อายุการใช้งาน 11-15 ปี มีกว่า 917,365 คัน, 16-20 ปี จำนวน 368,867 คัน และมากกว่า 20 ปีขึ้นไป เข้าขั้นบุโรทั่ง ก็มีมากถึง 267,539 คัน เหล่านี้ล้วนคือตัวการปล่อยไอเสียเกินมาตรฐานด้วยกันทั้งสิ้น

ดังตัวอย่างที่ยกมาเหล่านี้จะเห็นได้ว่ามลพิษหรือภัยต่างๆ ที่เกิดขึ้นรอบๆ ตัวในสังคมไทย ส่วนหนึ่งมาจากสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไปอย่างยากจะเรียกคืน อีกส่วนหนึ่งคือการกระทำหรือละเว้นการกระทำตามหน้าที่ของคนในสังคมด้วยกันเอง การบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้นนั้นเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่ง ในเมื่อสมาชิกที่อาศัยอยู่ร่วมกันมักจะย่อหย่อน ละเลย ไม่คำถึงถึงส่วนรวม แต่เหนืออื่นใดก็คือการปลูกสร้างสามัญสำนึกร่วมกันในอันที่จะช่วยกันเรียกคืนสภาพแวดล้อมที่ดีกลับคืนมาให้ได้ ตัวอย่างการลงทุนโครงสร้างการขนส่งระบบรางหรือรถไฟฟ้า ซึ่งช่วยลดปัญหามลพิษได้อย่างดี แต่แม้รถไฟฟ้าจะเพิ่มขึ้นหลายสาย หากจำนวนรถยนต์ในกรุงเทพฯ กลับเพิ่มมากขึ้นเช่นกัน เท่ากับลงทุนสูญเปล่า สภาพเช่นนี้คนกรุงก็จะต้องสูด“ฝุ่นพิษ”ประจำปีไปอีกนาน

มองนโยบายภาษีเพื่อสุขภาพ ผ่านเศรษฐศาสตร์การเมือง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/391168?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

มองนโยบายภาษีเพื่อสุขภาพ ผ่านเศรษฐศาสตร์การเมือง

1 ตุลาคม 2562 – 12:25 น.
ภาษียาสูบ,กคลัง
เปิดอ่าน 314 ครั้ง

โดย…  รศ.ดร.อรรถกฤต ปัจฉิมนันท์   ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์และรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

“ในที่สุดกระทรวงการคลังต้องยอมประกาศเลื่อนกำหนดการขึ้นภาษียาสูบออกไปเป็นวันที่ 1 ตุลาคม 2563 สภาพการณ์เช่นนี้สะท้อนให้เห็นว่า การกำหนดนโยบายภาษียาสูบต้องคำนึงถึงมิติด้านการเมืองด้วย ไม่ใช่จะมองแต่ด้านสุขภาพเท่านั้น”

 นโยบายภาษีเพื่อสุขภาพ หรือ ‘Health Tax’ เป็นเครื่องมือที่รัฐบาลใช้เพิ่มภาระภาษีและราคาของสินค้าที่ให้โทษต่อสุขภาพของประชาชน เช่น สุรา ยาสูบ น้ำหวาน เป็นต้น การตัดสินใจกำหนดนโยบาย (Policy Making) ในเรื่องนี้ก็ไม่ต่างจากนโยบายด้านภาษีอื่นๆ ที่แม้จะดูเหมือนเป็นนโยบายการคลังแต่คงปฏิเสธไม่ได้ว่าปัจจัยทางการเมืองได้เข้ามามีส่วนสำคัญในการตัดสินใจไม่น้อยไปกว่าปัจจัยทางเศรษฐกิจ

ในทางวิชาการเศรษฐศาสตร์การเมือง (Political Economy) นั้น มองว่าปัจจัยทางการเมืองและเศรษฐกิจมีปฏิสัมพันธ์หรือมีผลต่อกันและกันในการกำหนดนโยบายของรัฐ การกำหนดและการวิเคราะห์นโยบายสาธารณะ ซึ่งรวมถึงนโยบายภาษีของรัฐบาลนั้นคงไม่สามารถกระทำได้อย่างรอบด้านและถ่องแท้หากมองข้ามปัจจัยทั้งสองด้านนี้

ช่วงเดือนที่ผ่านมา กระทรวงการคลังได้มอบนโยบายให้แก่กรมจัดเก็บภาษีต่างๆ หนึ่งในนโยบายที่มอบหมายไป คือ นโยบายภาษีเพื่อสุขภาพ ในด้านหนึ่งเชื่อว่ากระทรวงการคลังย่อมต้องการให้ประชาชนมีสุขภาพที่ดีขึ้น จะได้ลดภาระงบประมาณด้านสาธารณสุข (Public Health Financing) แต่ในอีกด้านหนึ่งนโยบายภาษีเป็นเครื่องมือในการหารายได้เข้ารัฐ และเมื่อพูดถึงการเก็บภาษีก็ย่อมต้องมีผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการเก็บภาษี จุดนี้เองที่ปัจจัยทางการเมืองจะเข้ามามีส่วนในการกำหนดทิศทางของนโยบาย

โจทย์ยากคือจะทำอย่างไรให้นโยบายภาษีเพื่อสุขภาพเกิดความพอเหมาะพอดีในทั้ง 3 มิติ คือ ด้านสังคม ด้านเศรษฐศาสตร์ และด้านการเมือง

 ภาษีเพื่อสุขภาพที่เป็นประเด็นปัญหามาต่อเนื่องในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมานี้ ดูจะหนีไม่พ้นภาษียาสูบ ซึ่งน่าจะเป็นตัวอย่างที่ดีในการใช้วิเคราะห์นโยบาย การปฏิรูปภาษีสรรพสามิตเมื่อเดือนกันยายน 2560 ทำให้ระบบภาษียาสูบของประเทศไทยมีความเป็นสากลมากขึ้น ด้วยการนำระบบภาษีแบบผสมมาใช้ โดยตามแผนเดิมนั้นกำหนดให้มีอัตราภาษีตามปริมาณมวนละ 1.2 บาท และอัตราภาษีตามมูลค่า 2 อัตรา คือร้อยละ 20 และร้อยละ 40 ตั้งแต่วันที่ 16 กันยายน 2560 – 30 กันยายน 2562 หลังจากนั้นจะยุบอัตราภาษีตามมูลค่าเหลือเพียงร้อยละ 40 เพียงอัตราเดียว เพื่อให้เป็นไปตามแนวปฏิบัติที่ดีที่เป็นสากลนิยมและเป็นไปตามคำแนะนำจากองค์การอนามัยโลกและธนาคารโลก

การปฏิรูปภาษีในครั้งนั้นทำให้บุหรี่มีราคาแพงขึ้นแบบก้าวกระโดด จากฐานข้อมูลขององค์การอนามัยโลกระบุว่า ราคาบุหรี่ถูกที่สุดในไทยเพิ่มขึ้นร้อยละ 37.5 จากซองละ 40 บาทในปี 2559 เป็นซองละ 55 ในปี 2561 ในขณะที่สินค้าทดแทนอย่างยาเส้นได้รับความนิยมมากขึ้นเพราะยังคงเสียภาษีต่ำมาก ทำให้ราคาถูกกว่าบุหรี่ถึง 6 เท่าตัว โดยข้อมูลขององค์การอนามัยโลกระบุว่า ยาเส้นขนาด 20 กรัมมีราคาเพียงห่อละ 8.57 บาท ในปี 2561 สร้างความระส่ำระสายต่อเกษตรกรชาวไร่ยาสูบที่ขายใบยาเพื่อใช้ผลิตบุหรี่ตลอดช่วง 2 ปีที่ผ่านมา จนเกษตรกรกลุ่มนี้ได้ออกมาเรียกร้องตั้งแต่ช่วงก่อนการเลือกตั้งเมื่อต้นปี 2562 ให้พรรคการเมืองต่างๆ ช่วยดูแลปัญหาความเดือดร้อนจากนโยบายภาษียาสูบ

ในที่สุดกระทรวงการคลังต้องยอมประกาศเลื่อนกำหนดการขึ้นภาษีดังกล่าวออกไปเป็นวันที่ 1 ตุลาคม 2563 สภาพการณ์เช่นนี้สะท้อนให้เห็นว่า การกำหนดนโยบายภาษียาสูบต้องคำนึงถึงมิติด้านการเมืองด้วย ไม่ใช่จะมองแต่ด้านสุขภาพเท่านั้น เพราะมิติทางการเมืองมักเกี่ยวข้องกับเรื่องเฉพาะหน้าซึ่งเป็นผลกระทบจากตัวนโยบาย หากไม่สามารถจัดการกับสถานการณ์เฉพาะหน้าได้ การจะไปสู่เป้าประสงค์ระยะยาวของนโยบายคงทำได้ยาก

 การปรับขึ้นภาษียาสูบในเดือนตุลาคม 2563 จะทำให้ระบบภาษียาสูบกลายเป็นแบบอัตราเดียวตามแนวทางสากล ซึ่งถือเป็นนโยบายที่ดีและน่าสนับสนุน เพราะสอดคล้องกับข้อแนะนำขององค์กรระหว่างประเทศต่างๆ ซึ่งรวมถึงองค์การอนามัยโลกด้วย

ขณะเดียวกันหากมองจากมิติด้านการเมืองแล้ว ในช่วงเดือนที่ผ่านมาเราได้เห็นเกษตรกรชาวยาสูบเดินสายออกมาเรียกร้องให้มีการเลื่อนภาษียาสูบออกไปอีก เนื่องจากราคาบุหรี่ถูกที่สุดจะเพิ่มขึ้นอีกร้อยละ 50 ในปี 2563 จากราคา 55 บาทในปัจจุบันเป็นซองละประมาณ 90 บาท นั่นหมายความว่าบุหรี่จะราคาแพงขึ้นเฉลี่ยสูงถึงร้อยละ 18 ต่อปี ในช่วงระหว่างปี 2561-2563 ซึ่งสูงกว่าอัตราการขยายตัวรายได้ของประชากรที่เฉลี่ยในช่วงเวลาเดียวกัน คาดว่าไม่เกินร้อยละ 4 ต่อปี และอัตราเงินเฟ้อที่เฉลี่ยประมาณร้อยละ 1 ต่อปี เพราะหากบุหรี่ต้องขึ้นราคามากภายในระยะเวลาอันสั้น ผลต่อเนื่องที่ตามมาคือชาวไร่ยาสูบก็จะถูกลดปริมาณและราคารับซื้อใบยาสูบลงไปอีก จากที่ถูกลดไปแล้วเกือบร้อยละ 50 ในปี 2562

ประเด็นที่ต้องติดตามต่อไปคือ การเรียกร้องให้มีการเลื่อนการขึ้นภาษีบุหรี่ออกไปอีก หรือให้มีการค่อยๆ ปรับขึ้นภาษีร้อยละ 5 ทุกๆ 2 ปีแทนนั้น ผลจะออกมาเป็นอย่างไร โดยล่าสุดทางกระทรวงการคลังก็ได้สั่งให้กรมสรรพสามิตศึกษาอยู่

ตามหลักการกำหนดนโยบายจากมุมเศรษฐศาสตร์การเมืองที่ได้อธิบายข้างต้น กรมสรรพสามิตและกระทรวงการคลังควรพิจารณาถึงปัจจัยทั้งด้านสุขภาพ เศรษฐศาสตร์ และการเมือง ให้รอบด้าน โดยเปรียบเทียบระหว่าง

(1) การเดินหน้าขึ้นภาษีตามกำหนด 1 ตุลาคม 2563
(2) การเลื่อนการขึ้นภาษีออกไป หรือ
(3) การประกาศค่อยๆ ขึ้นภาษีร้อยละ 5 ทุกๆ 2 ปี

หากเดินหน้าขึ้นภาษีตามกำหนด ก็จะถือเป็นการเดินหน้าต่อยอดการปฏิรูปภาษีสรรพสามิตให้มีระบบภาษียาสูบที่มีความเป็นสากลยิ่งขึ้น โดยจะส่งผลให้บุหรี่ราคาสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่จะช่วยลดการสูบบุหรี่ได้หรือไม่ หากยังมีผลิตภัณฑ์ทดแทนอย่างยาเส้นที่ราคาถูกกว่าและหาซื้อได้ทั่วไป และจะมีผลอย่างไรต่อรายได้ภาษีของรัฐและผลการดำเนินงานของการยาสูบแห่งประเทศไทย รวมทั้งต่อคะแนนนิยมทางการเมืองของพรรครัฐบาล ในสถานการณ์ปัจจุบันที่ปากท้องของประชาชนซึ่งรวมถึงเกษตรกรชาวไร่ยาสูบถือเป็นประเด็นที่สำคัญไม่น้อย

หากเลื่อนการขึ้นภาษีออกไปเฉยๆ บุหรี่ก็จะราคาเท่าเดิมต่อไป ซึ่งถ้าปล่อยไว้แบบนี้ก็จะขัดกับหลักนโยบายด้านสุขภาพที่ต้องการให้บุหรี่ราคาแพงขึ้น สอดคล้องกับกำลังซื้อของนักสูบที่เพิ่มขึ้นตามรายได้ต่อหัวที่เพิ่มขึ้น และไม่เป็นไปตามแนวปฏิบัติที่ดีตามหลักสากลที่ระบุไว้ชัดว่าระบบภาษีไม่ควรมีหลายอัตรา เพราะจะทำให้บริษัทบุหรี่พยายามหาช่องว่างทางภาษีเพื่อเสียภาษีในอัตราที่ถูกกว่าได้ อย่างไรก็ดี ก็จะช่วยประคองไม่ให้ผลการดำเนินงานของการยาสูบแห่งประเทศไทยแย่ลงไปกว่านี้ และยังช่วยให้เกษตรกรชาวไร่ยาสูบมีเวลาปรับตัวมากขึ้น และแน่นอนว่าเรียกคะแนนจากเกษตรกรชาวไร่ยาสูบให้รัฐบาลได้ดี

สุดท้ายดูเหมือนว่าแนวทางที่อยู่ตรงกลางน่าจะเป็นการประกาศค่อยๆ ขึ้นภาษี โดยหากปรับอัตราภาษีตามมูลค่าจากร้อยละ 20 ค่อยๆ ขึ้นไปร้อยละ 5 ทุก 2 ปี จะทำให้บุหรี่ที่ถูกที่สุดมีราคาเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 10 ทุกๆ 2 ปี หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 5 ต่อปี ซึ่งน่าจะเหมาะสมกับอัตราการขยายตัวของรายได้ประชากรที่เฉลี่ยร้อยละ 3-4 ต่อปี และอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยเพียงร้อยละ 1 ต่อปี และจะช่วยให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยเฉพาะชาวไร่ยาสูบด้วยมีเวลาปรับตัวมากขึ้น ซึ่งจะช่วยลดแรงเสียดทานทางการเมืองโดยเฉพาะในระยะสั้นได้ จะได้ไม่ต้องมาคอยนั่งแก้ไขภาษีกันบ่อยๆ

ขณะเดียวกันกระทรวงการคลังก็ไม่ควรละเลยเรื่องภาษียาเส้น ที่ยังคงต่ำกว่าภาษีบุหรี่อยู่กว่า 15 เท่าตัว แม้จะขึ้นภาษีไป 19 เท่าเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2562 โดยอาจใช้แนวนโยบายค่อยๆ ขึ้นภาษีกับการปรับขึ้นภาษียาเส้นให้ใกล้เคียงกับภาษีบุหรี่มากขึ้นอีกตามแนวปฏิบัติสากลด้วย ก็น่าจะช่วยลดเสียงคัดค้านได้เช่นกัน

และที่สำคัญคือ รัฐควรปรับปรุงนโยบายแบบองค์รวม อย่ามุ่งเน้นแต่การขึ้นภาษี ควรต้องหันไปทบทวนประสิทธิภาพของนโยบายด้านการรณรงค์เพื่อลดอุปสงค์ด้วย กำหนดตัวชี้วัดความสัมฤทธิ์ผลของการรณรงค์ที่ชัดเจนไม่เข้าข้งงางตัวเอง เหมือนการวัด Return on Investment หรือ ROI ของการรณรงค์ที่ได้งบประมาณจากภาษีบาปด้วยว่าคุ้มค่าเพียงใด สามารถทำให้จำนวนผู้สูบ หรือจำนวนผู้ป่วยจากการสูบบุหรี่ลดลงได้กี่คน คิดเป็นสัดส่วนเท่าไร เป็นต้น

 นโยบายสาธารณะที่ไม่มีแรงสนับสนุนทางการเมืองหรือที่บั่นทอนคะแนนนิยมทางการเมืองของรัฐ มักจะเดินหน้าต่อได้ยาก เพราะติดอยู่กับเสียงคัดค้านในระยะสั้นจากผู้ได้รับผลกระทบ แต่หากมีการทบทวนปรับแก้ หาจุดดุลยภาพระหว่างมิติต่างๆ ทั้งการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ก็จะสามารถข้ามผ่านแรงต้านทานในระยะสั้น สร้างความยอมรับ และสามารถเดินหน้าประกาศเป็นนโยบายที่จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติในระยะยาวได้ต่อไป

“วัน” มาแล้ว เชียร์ “เผดิมชัย” โค่น “เด็กทอน” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/391167?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“วัน” มาแล้ว เชียร์ “เผดิมชัย” โค่น “เด็กทอน”

1 ตุลาคม 2562 – 09:45 น.
รายงานพิเศษ,ไพรัฎฐโชติก์,เลือกตั้งซ๋อม,นครปฐม,คนสามพราน,พรรคอนาคตใหม่,พรรคชาติไทย,วัน อยู่บำรุ,วัน อยู่บำรุง,ท่องยุทธภพ,เจาะประเด็นร้อน
เปิดอ่าน 389 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ หนังสือพิมพ์คมชัดลึก 1 ต.ค. 62

***************************

แค่วันสมัครรับเลือกตั้ง สมรภูมิเลือกตั้งซ่อมเขต 5 นครปฐม พรรคอนาคตใหม่ ก็ร้อนแรงเต็มพิกัด สองผู้สมัคร ส.ส.จากพรรคร่วมรัฐบาล เน้นประเด็นท้องถิ่น อย่าง สุรชัย อนุตธโต” ประชาธิปัตย์ เบอร์ 3 “หนึ่งเสียง เดินหน้าประเทศไทย สู่ยุคทองคนสามพราน” หรืออดีตแชมป์ เผดิมชัย สะสมทรัพย์” ชาติไทยพัฒนา เบอร์ 1 “แก้ไขปัญหามาเป็นที่หนึ่ง พร้อมเป็นที่พึ่งของประชาชน”

ต่างจาก ไพรัฎฐโชติก์ จันทรขจร” อนาคตใหม่ เบอร์ 6 ที่จุดกระแส “1 เสียง สามพราน” เพื่อเป็นโดมิโน่ตัวแรกในการเปลี่ยนขั้วรัฐบาล และ “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” พาแกนนำพรรคเปิดปราศรัยใหญ่ไปแล้วที่ตลาดพันล้าน อ้อมใหญ่

บ้านริมคลอง” เชียร์ “บ้านใหญ่”

หลายคนอาจไม่ทราบว่า เขต 5 อ.สามพราน จ.นครปฐม มีพื้นที่ติดต่อกับกับเขตทวีวัฒนา และเขตหนองแขม กรุงเทพมหานคร โดยมีถนนพุทธมณฑลสาย 4 คั่นกลาง

โฟกัสสนามเลือกตั้ง ก็คือเขต 27 เขตทวีวัฒนาเขตหนองแขม (เฉพาะแขวงหนองค้างพลู) และ เขตตลิ่งชัน (เฉพาะแขวงฉิมพลี และแขวงตลิ่งชัน) ที่มี จิรวัฒน์ อรัณยกานนท์ พรรคอนาคตใหม่ เป็น ส.ส.เขตนี้

ที่น่าสนใจ “คนโตหนองแขม” กับบ้านใหญ่นครปฐม มีสัมพันธ์อันดีมายาวนาน เมื่อเช้าวันที่ 30 กันยายน 2562 วัน อยู่บำรุง” ได้โพสต์ภาพในงานเลี้ยงวันเกิดของไชยา สะสมทรัพย์ ที่ตัวเขากำลังพูดคุยกับ “ลุงเตี้ย” เผดิมชัย สะสมทรัพย์ และวราวุธ ศิลปอาชา พร้อมแคปชั่น ผมเชียร์บ้านใหญ่ครับ!!! #คนละพรรคแต่พวกเดียวกัน” วัน อยู่บำรุง

วัน อยู่บำรุง ประกาศเชียร์ เผดิมชัย

ตอนค่ำวันเดียวกัน “วัน” อัพสเตตัส “#พรรคการเมืองที่ใหญ่ที่สุดคือพรรคพวก” แสดงจุดยืนสนับสนุน “ลุงเตี้ย” ของหลานวันอีกครั้ง

คำว่า “พวกเดียวกัน” นั้นหมายความว่า ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง สนิทชิดเชื้อกับตระกูล “สะสมทรัพย์” กันมาแต่สมัยฝ่ายหนึ่งสังกัดพรรคก้าวหน้า อีกฝ่ายหนึ่งอยู่พรรคมวลชน ระยะหลัง วัน อยู่บำรุง จึงเป็นตัวแทนพ่อเฉลิมไปอวยพร “อาไชยา” เนื่องในวันเกิดทุกปี

ที่สำคัญ สนามมวยอ้อมน้อยของตระกูล “อยู่บำรุง” ก็อยู่ไม่ไกลจาก ต.กระทุ่มล้ม อ.สามพราน มากนัก

บ้านใหญ่สแกน “13 ตำบล”

เขตเลือกตั้งที่ 5 อ.สามพราน จ.นครปฐม ยกเว้น ต.ตลาดจินดา ต.คลองจินดา ต.บางช้าง ก็เท่ากับว่า มีพื้นที่เลือกตั้ง 13 ตำบล และ 4 เทศบาล คือเทศบาลเมืองสามพราน, เทศบาลเมืองไร่ขิง, เทศบาลเมืองกระทุ่มล้ม และเทศบาลตำบลอ้อมใหญ่ เป็นพื้นที่ช่วงชิงของ 3 พรรคใหญ่

ทีม สจ.กลุ่มชาวบ้าน ให้กำลังใจเผดิมชัย

13 ตำบล 4 เทศบาลใหญ่ใน อ.สามพรานนั้น มีลักษณะทางสังคมแบบกึ่งอุตสาหกรรมกึ่งเกษตรกรรม จึงมีประชากรกลุ่มลูกจ้างอุตสาหกรรม และผู้ประกอบอาชีพอิสระ มากกว่าเกษตรกร

ทีมงานพรรคชาติไทยพัฒนา นครปฐม สรุปว่า “เผดิมชัย” พ่ายกระแสคนชั้นกลาง และคนต่างถิ่นที่อพยพมาปักหลักทำมาค้าขายหรือเป็นลูกจ้างอยู่ในสามพราน

เผดิมชัยเองก็ยอมรับว่า เป็นนักการเมืองรุ่นเก่า ไม่ทันกระแสโซเชียล หนนี้จึงลงทุนทำเพจ “เผดิมชัย สะสมทรัพย์” และหลังจับเบอร์ได้ แอดมินเพจได้เปลี่ยนภาพหน้าปก เป็นภาพเผดิมชัย จับมือกับผู้ชายสูงอายุคนหนึ่ง ไม่มีคำอธิบายภาพ ชายปริศนาคนนี้คือใคร?

เหนืออื่นใด บ้านใหญ่จะใช้ “ทีมเจาะ” ทุกตำบล นำโดย หนึ่ง” จิรวัฒน์ สะสมทรัพย์ หัวหน้า สจ.กลุ่มชาวบ้าน สมทบด้วยกลุ่มสุพรรณบุรี และทีมเฮียม้อจากมหาชัย

ชาติไทยพัฒนาจะทุ่มสรรพกำลังเข้าถึง “คนสามพราน” ในทุกหมู่บ้านเพื่อชัยชนะ

ปชป.สู้ไม่ถอย

วันสมัครรับเลือกตั้ง พรรคประชาธิปัตย์ได้ยกทีมไปให้กำลังใจ สุรชัย อนุตธโต” ทั้งรัฐมนตรี และ ส.ส.ภาคกลาง พร้อมกับทีมงานบ้านใหญ่นครปฐมอีกสายหนึ่งคือ ป๋าสุนทร แก้วพิจิตร ประธานสภาเทศบาลเมืองนครปฐม และ “เสธ.แก้ว” พ.ท.สินธพ แก้วพิจิตร ส.ส.นครปฐม เขต 1

สจ.สุรชัย ชูคำขวัญคนสามพราน

เหตุที่สุรชัยจึงเน้นความเป็น “คนสามพราน” เพราะถือว่าเป็นจุดขาย เขาต้องการปลุก “ท้องถิ่นนิยม” สู้กระแสธนาธร เนื่องจากป๋วย-ไพรัฎฐโชติก์ ไม่ใช่คนสามพรานโดยกำเนิด เช่นเดียวกับ “เสี่ยเตี้ย” เผดิมชัย ก็ไม่ได้เกิดที่สามพราน

กองหนุน ปชป.มาครบ

ไพรัฎฐโชติก์ จันทรขจร พรรคอนาคตใหม่ ได้เปรียบ “กระแสพรรค” หรือ “กระแสหัวหน้าพรรค” แถมพื้นที่ใกล้เคียงคือ อ.กระทุ่มแบน จ.สุมทรสาคร พรรคอนาคตใหม่ มี ส.ส.อยู่แล้วคือ สมัคร ป้องวงษ์

ป๋วย ไพรัฎฐโชติก์ เจองานหนักแน่

ส่วน “กำนันหลอ” บุญชู นิลถนอม อดีต ส.ส.สมุทรสาคร เพื่อไทย ที่เป็นเจ้าของพื้นที่กระทุ่มแบน ไม่ได้ลงสมัคร ส.ส.ครั้งที่แล้ว ครั้งนี้อาจมาช่วย “บ้านใหญ่นครปฐม” 

ต้องลุ้นกันว่า คะแนนเกือบ หมื่นแต้ม ของระวัง เนตรโพธิ์แก้ว จะเทไปทางไหน..ปชป. ชาติไทยพัฒนา และอนาคตใหม่?

สนามบินต้าชิงเปิดรับวันชาติจีน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/391161?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

สนามบินต้าชิงเปิดรับวันชาติจีน

1 ตุลาคม 2562 – 09:20 น.
อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน,สนามบินต้าชิง,วันชาติจีน
เปิดอ่าน 185 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

จีนได้ชื่อว่าเป็นเสือปืนไว ทำอะไรเหมือนเนรมิตด้วยอำนาจและกำลังเงินที่มากมายมหาศาล จนว่ากันว่าไม่ไปสักปี อะไรๆ ก็เปลี่ยนแปลงไปหมด

จำได้ว่าเคยแจ้งให้ทราบเรื่องสนามบินนานาชาติแห่งที่ 2 ของจีนที่ชื่อ ‘ปักกิ่ง-ต้าชิง’ ไม่นาน บัดนี้สนามบินยักษ์แห่งนี้เปิดใช้อย่างเป็นทางการแล้ว และใช้เวลาสร้างไม่ถึง 5 ปี ซึ่งนับว่าเร็วมาก

เคยคุยกับชาวจีนและคนไทยที่ไปทำงานระดับบริหารในประเทศจีนดินแดนมหัศจรรย์ที่มีประชากรมากที่สุดในโลกว่า ประเทศจีนไม่มีการสำรวจประชามติหรืออะไรทั้งสิ้น

ทุกอย่างใช้สั่งการเอาทั้งนั้น อย่างสนามบินปักกิ่ง-ต้าชิงแห่งนี้ก็เช่นกัน ดังนั้นทุกอย่างจึงเร็วอย่างไม่น่าเชื่อ

5 ปีจึงนับว่าเร็วมากๆ เรียกว่าทันใจ-ทันใช้เลยทีเดียว และโอกาสนี้ประธานาธิบดี ‘สี จิ้นผิง’ ได้ไปเป็นประธานเปิดเรียบร้อยแล้วเมื่อ 25 กันยายน ที่ผ่านมา เพื่อเฉลิมฉลองวันชาติจีนปีที่ 70 ที่จะมีขึ้นในวันที่ 1 ตุลาคมนี้ และจะมีวันหยุดเฉลิมฉลองรวมทั้งมีการเดินทางทั่วประเทศ

ขออนุญาตให้ข้อมูลสนามบิน ‘ปักกิ่ง-ต้าชิง’ นี้ว่ามหัศจรรย์ใหญ่โตมโหฬารขนาดไหน เพราะต่อไปคนไทยจะได้ไปสัมผัสของจริง

สนามบินรูปปลาดาวแห่งนี้ขนาดเท่ากับสนามฟุตบอล 100 สนาม ใช้เงินก่อสร้าง 500,000 ล้านบาท รองรับผู้โดยสารได้ปีละ 100 ล้านคน

ภายใต้อาคารที่พักผู้โดยสารมีสถานีรถไฟ–รถไฟใต้ดิน เชื่อมต่อไปถึงจัตุรัสเทียนอันเหมิน ซึ่งถือว่าเป็นใจกลางของกรุงปักกิ่งที่อยู่ห่างไป 46 กม. โดยใช้เวลาเดินทาง 20 นาทีเท่านั้น

“เล็กๆ ไม่-ใหญ่ๆ ทำ” จีนทำอะไรเล็กไม่เป็น ต่อไปสนามบิน ‘ปักกิ่ง-ต้าชิง’ เมื่อเสร็จสมบูรณ์แล้วจะรองรับผู้โดยสารได้มากที่สุดในโลก

จึงขอแจ้งให้ทราบว่าอย่านำมาเปรียบเทียบกับประเทศไทยของเรา เพราะเอาแต่เมืองรองๆ ของจีนก็ใหญ่กว่ากรุงเทพมหานครของเราหลายเท่า

เชื่อว่าต่อไปจะต้องมีสิ่งมหัศจรรย์เกิดขึ้นในแผ่นดินอย่างแน่นอน !
อ๊อด เทอร์โบ


 ม็อบเปรู-เม็กซิกัน
 มั่วมาจากไหน?

ผมไม่ได้เยินยอนายกรัฐมนตรี “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” แต่ชื่นชมว่าไปประชุมสหประชาชาติที่นิวยอร์กคราวนี้ประสบผลสำเร็จในระดับที่ดี แม้จะมีม็อบต่อต้านเรื่องประชาธิปไตยในประเทศไทยบ้างก็แค่เป็นน้ำจิ้ม-สีสัน

แต่ที่เขียนจดหมายฉบับนี้มาก็เรื่องม็อบมั่วที่เป็นชาวเปรูบ้าง-เม็กซิกันบ้างมาถือป้ายประท้วงนายกฯ บิ๊กตู่ของเรา นี่จะต้องมีการสยบสงบโดยด่วน มีใครอยู่เบื้องหลังและม็อบต่างชาติพวกนี้ไม่รู้จักประเทศไทยของเราเสียด้วยซ้ำ จึงสรุปว่าม็อบรับจ้างมาแน่ๆ

ม็อบต่างชาติมั่วพวกนี้จัดเต็มยกป้ายเรียกหาเสถียรภาพประชาธิปไตยที่โรงแรมพลาซ่าแอทธินี นครนิวยอร์ก ไม่ถึง 50 คนด้วยซ้ำ ซึ่งข่าวในโซเชียลบอกว่าสอบถามแล้วไม่รู้จักไทยว่าอยู่ตรงไหนของโลกนี้

นี่แหละครับผมจึงขอให้มีการสืบสวนสอบสวนโดยเร็วและป่านนี้ควรรู้ตัวผู้ที่อยู่เบื้องหลังแล้ว

ไปอเมริกาคราวนี้นายกรัฐมนตรีและภริยาได้ไปรับประทานอาหารในงานเลี้ยงรับรองร่วมกับประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ กับสุภาพสตรีหมายเลข 1 ด้วย เรียกว่าสมฐานะผู้นำประเทศ

กลับมาถึงไทยคราวนี้นายกรัฐมนตรีบิ๊กตู่ของเรามีการบ้านรออยู่เพียบ และหวังว่าน้ำท่วมจะหมดไปเสียทีเพราะอากาศหนาวมาแล้ว
บุญเลิศ (ชลบุรี)


เรียนคุณ ‘บุญเลิศ’ ชลบุรี

ผมอ่านจดหมายของคุณแล้วก็ชื่นชมนายกรัฐมนตรี ‘พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา’ ว่าโกอินเตอร์และเก็บอารมณ์ได้ดี เห็นว่าได้พบกับคนไทยในอเมริกาซึ่งทุกอย่างเป็นไปด้วยดีและกลับมาคงมีกำลังใจทำงานอีกโข

ส่วนเรื่องม็อบมั่วนี้ผมได้ทราบมาเช่นกันจากข่าวออนไลน์และข่าวนสพ.ที่เพื่อนส่งมาให้ ก็มีความเห็นว่าม็อบมั่วจากเปรู-เม็กซิกันพวกนี้จะต้องมีคนจ้างวานจัดตั้งมาแน่นอน

ผมว่าไม่ยากที่เราจะสืบสวนให้รู้ว่าม็อบจัดตั้งพวกนี้รับเงินมาจากใคร และมีอย่างที่ไหนจะประท้วงยกป้ายทั้งที่ไม่มีข้อมูลอะไรเลย

คนไทยบางคนจะต้องทำตัวเป็นตัวป่วนหรือเกลือเป็นหนอนจัดตั้งม็อบมั่วพวกนี้-อย่าปล่อยไว้ !
อ๊อด เทอร์โบ


ร่วมมือร่วมใจลดภัยท้องถนน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/391156?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ร่วมมือร่วมใจลดภัยท้องถนน

1 ตุลาคม 2562 – 07:31 น.
โศกนาฏกรรม
เปิดอ่าน 36 ครั้ง

บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันอังคารที่ 1 ตุลาคม 2562

นับเป็นเรื่องเศร้าสลดใจอย่างยิ่งจากโศกนาฏกรรมรถกระบะประสบอุบัติเหตุร้ายแรงที่บริเวณถนนกิ่งแก้ว ต.ราชาเทวะ อ.บางพลี สมุทรปราการ เมื่อย่างเข้าเช้าวันอาทิตย์ที่ 29 กันยายน ที่ผ่านมา ความสูญเสียจากอุบัติเหตุที่เกิดกับรถกระบะเป็นที่รับรู้กันในสังคมไทยมานานหลายปี ว่าการโดยสารไปบนกระบะนั้นเป็นอันตรายอย่างยิ่ง คนโดยสารมีความเสี่ยงสูงกว่าผู้ที่โดยสารภายในหลายเท่า ที่ผ่านมาหน่วยงานภาครัฐได้พยายามรณรงค์และพยายามบังคับใช้กฎหมายแต่ก็เป็นเรื่องยากยิ่ง ทั้งการบรรทุกผู้โดยสารในกระบะและการใช้ความเร็วเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ในช่วงเทศกาลที่ประชาชนเดินทางกันมากๆ เช่น ปีใหม่และสงกรานต์ รถกระบะมักถูกบันทึกเป็นลำดับต้นๆ ของพาหนะที่เกิดอุบัติเหตุ มีผู้บาดเจ็บล้มตาย

เมื่อช่วงก่อนเทศกาลสงกรานต์ปี 2560 รัฐบาลพยายามออกมาตรการห้ามโดยสารในแค็บรถกระบะแต่ก็ถูกต่อต้านอย่างหนักสุดท้ายก็ต้องอนุโลม แต่ก็ยังคงบังคับใช้กฎหมายห้ามนั่งในกระบะเกิน 6 คน และห้ามนั่งบนขอบกระบะหรือฝาปิดท้าย กระแสและวิวาทะในคราวนั้นเกิดขึ้นเพราะในความเป็นจริงแล้วรถกระบะที่ออกแบบมานั้นสามารถใช้งานได้แบบอเนกประสงค์ ซึ่งเข้ากับวิถีของคนไทยที่นิยมการเดินทางเป็นหมู่คณะ ซึ่งถ้าหากว่ากันตามตัวบทกฎหมายแล้วก็ถือว่าผิด แต่ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่มักจะอนุโลมเพราะเห็นอกเห็นใจและความจำเป็นในการเลือกใช้รถยนต์ที่ซื้อหามาด้วยราคาแพง ซึ่งในที่สุดแล้วการปิดตาข้างหนึ่งกลับกลายเป็นดวงตาข้างที่ควรจะมองเห็นถึงอันตรายที่รออยู่ข้างหน้า

อุบัติเหตุร้ายแรงครั้งล่าสุดนี้สำนักงานตำรวจแห่งชาติแจ้งว่า เหตุการณ์นี้เข้าข่ายความผิดพ.ร.บ.รถยนต์ เพราะเป็นการใช้รถผิดประเภทนำรถกระบะมาบรรทุกประชาชนและเข้าข่ายผิดพ.ร.บ.การจราจรทางบก เนื่องจากใช้ความเร็วเกินกว่ากฎหมายกำหนด อย่างไรก็ตามตำรวจจะเร่งสร้างการรับรู้ให้ประชาชนและผู้ขับขี่ให้ตระหนักถึงความปลอดภัยไม่ทำผิดกฎหมายทั้ง 2 ฉบับ จากนั้นจะบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด เริ่มจากการจับเตือนและหากพบการฝ่าฝืนอีกก็จะจับดำเนินคดีทันที ขณะที่มูลนิธิประชาปลอดภัยแนะนำว่า ควรใช้มาตรการจำกัดความเร็วตามกฎหมายกำหนดคือไม่เกิน 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมงอย่างเคร่งครัด และต่อเนื่องตลอดทั้งปี และประชาชนก็ต้องร่วมมือปฏิบัติตามด้วย

หากจะสรุปบทเรียนจากอุบัติเหตุร้ายแรงที่เกิดกับรถปิคอัพหลายครั้งที่ผ่านมา ถ้าตัดเรื่องสภาพแวดล้อม ลักษณะทางกายภาพของท้องถนนออกไปแล้วก็จะพบจุดอ่อน 2 ส่วน คือ ผู้ขับขี่ กับการบังคับใช้กฎหมาย อย่างแรกนั้นนอกจากการรณรงค์ให้ความรู้ แนะนำ ตักเตือนไปจนถึงดำเนินการตามกฎหมายแล้ว ในส่วนของประชาชนเองก็ควรต้องให้ความร่วมมืออย่างจริงจังและต่อเนื่องเพื่อชีวิตของตนเองและความปลอดภัยของส่วนรวม สำหรับการบังคับใช้กฎหมาย นอกจากการทำหน้าที่ของตำรวจบนท้องถนน ซึ่งต้องยอมรับว่าไม่มีทางที่จะทำได้ทั่วแล้วหน่วยงานอื่นๆ เช่นกรมการขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคมก็ต้องเข้มงวดกวดขันเรื่องการตรวจสภาพรถเพื่อต่อทะเบียน หากทุกฝ่ายร่วมแรงร่วมใจกันแล้วก็เชื่อว่าจะลดความสูญเสียลงได้

ตั้งใจหรือ(แกล้ง)ไม่รู้..ร้านโอเกะละเมิด ลิขสิทธิ์เพลง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/391016?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ตั้งใจหรือ(แกล้ง)ไม่รู้..ร้านโอเกะละเมิด ลิขสิทธิ์เพลง

30 กันยายน 2562 – 13:10 น.
ละเมิด ลิขสิทธิ์เพลง,ร้านโอเกะ
เปิดอ่าน 274 ครั้ง

คอลัมน์…  สายตรวจระวังภัย   โดย…  ทีมข่าวอาชญากรรม

คนทั่วไปได้ยินเสียงเพลงฟรีๆ ตลอดเวลา ไม่ว่าในวิทยุ โทรทัศน์ ช่องยูทูบ หรือเว็บไซต์ดาวน์โหลดฟรี ฯลฯ จึงทำให้ไม่เข้าใจถึงมูลค่าที่ต้องลงทุนในการทำเพลงขึ้นมา หรือมูลค่าทางการเงินที่ได้กลับมาจากเสียงเพลง ซึ่งการซื้อซีดี ดาวน์โหลด หรือฟังผ่านยูทูบ ราคาเพลงนั้นถูกออกแบบมาให้เหมาะสมกับการฟังเพียงคนเดียว ไม่ใช่ฟังพร้อมกันหลายๆ คน แม้จะอุดหนุนซื้อแผ่นเพลงแท้มา แต่หากไปเปิดเพลงให้คนจำนวนเยอะๆ ฟัง เช่น ในร้านอาหาร ผับบาร์ ร้านคาราโอเกะ ฯลฯ ก็เสมือนหนึ่งกับการซีร็อกซ์หนังสือแจกให้คนอื่น แต่เสียงเพลงนั้นมองไม่เห็น จับต้องไม่ได้ คนทั่วไปจึงไม่รู้สึกว่ามันคือสิ่งที่ผิด

ทว่าเพลงหรืองานดนตรีกรรม เป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ที่ได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 โดยเจ้าของลิขสิทธิ์เท่านั้นที่มีสิทธิ์ในการทำซ้ำ ดัดแปลง เผยแพร่ต่อสาธารณชน ให้ประโยชน์จากงานอันมีสิทธิ์แก่บุคคลอื่น และอนุญาตให้บุคคลอื่นใช้สิทธิ์ได้ตามกฎหมาย หากบุคคลอื่นใช้สิทธิ์ของเจ้าของลิขสิทธิ์โดยไม่ได้รับอนุญาตก็จะเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ได้ ซึ่งสำหรับในธุรกิจเพลง โดยปกติค่ายเพลงมักจะเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ผลงานเพลงในสังกัดค่ายของตนเอง ซึ่งค่ายเพลงอาจเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ได้โดยการรับโอนลิขสิทธิ์จากผู้ประพันธ์ หรือศิลปินผู้สร้างสรรค์ หรือการเป็นเจ้าของโดยอาศัยสัญญาจ้างระหว่างค่ายเพลงกับศิลปิน ที่มีข้อสัญญาระบุให้ค่ายเพลงเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในผลงานเพลงที่ศิลปินได้สร้างสรรค์ขึ้นในระหว่างการเป็นศิลปินในสังกัด ดังที่เคยปรากฏเป็นข่าวของนักร้องดังหลายคนที่แม้แต่ร้องเพลงตัวเองยังละเมิดลิขสิทธิ์ เพราะหมดสัญญากับต้นสังกัดไปแล้ว

เกี่ยวกับเรื่องนี้เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจ ศูนย์ปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปลป.ตร) ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.อ.รุ่งโรจน์ แสงคร้าม รอง ผบ.ตร. ผอ.ศปลป.ตร. โดยเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันจับกุมผู้ต้องหาคดีละเมิดลิขสิทธิ์ เนื่องจาก บริษัท ดี มิวสิค เซ็นเตอร์ จำกัด มอบหมายให้ นายผดุงค์ สีเลี้ยง แจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สภ.ปากคลองรังสิต ให้ดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดในคดีละเมิดลิขสิทธิ์ ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจอาศัยอำนาจตามหมายค้นออกโดยศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง เลขที่ 936/2562 ได้แสดงหมายเข้าตรวจค้น ร้านคาราโอเกะในพื้นที่ ต.หลักหก อ.เมือง จ.ปทุมธานี โดยพบทางร้านมีห้องคาราโอเกะจำนวน 10 กว่าห้อง โทรทัศน์ จอคอมพิวเตอร์แบบตั้งโต๊ะ และอุปกรณ์ต่อพ่วงคอมพิวเตอร์ จากการตรวจสอบพบผลงานเพลงละเมิดลิขสิทธิ์ในรูปแบบการทำซ้ำ ดัดแปลงอยู่ในรูปแบบโปรแกรมคาราโอเกะ รวมมูลค่าความเสียหายทรัพย์สินกว่า 1 แสนบาท

 นายคคนะ รามสมภพ กล่าวว่า บริษัทได้รับความเสียหายในเรื่องการใช้ผลงานเพลง ซึ่งบริษัทได้ซื้อสิทธิ์มา คือความเสียหายของบริษัทชัดเจนอยู่แล้ว เท่าที่ตรวจเจอที่ร้านมีประมาณ 4-5 เพลง โดยเราได้ตรวจเจอการให้บริการของทางร้านโดยที่ไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งในส่วนผู้ประกอบการร้านคาราโอเกะหากต้องการใช้บริการเพลง ถ้าเป็นเพลงที่ไม่ได้รับอนุญาต ให้ติดต่อขอซื้อหรือขออนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์

ด้าน นายสายัน ดำรงคดีราษฎร์ อธิบายว่า ในฐานะสำนักกฎหมายดำรงคดีราษฎร์ ร่วมกับบริษัท ดี มิวสิค เซ็นเตอร์ ในการปกป้อง ดูแล และป้องกันการละเมิดลิขสิทธิ์ทุกรูปแบบ เพื่อรักษาผลประโยชน์จากเจ้าของสิทธิ์โดยตรง ซึ่งหากบริษัทตรวจพบว่ามีการละเมิดลิขสิทธิ์ไม่ว่ารูปแบบใดก็ตามจะดำเนินการแจ้งความร้องทุกข์กับพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีกับผู้ดูแลร้าน เจ้าของร้านและบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้อง เพื่อให้ได้รับโทษทางกฎหมายจนถึงที่สุด

การละเมิดลิขสิทธิ์มีโทษทางอาญาทั้งจำคุกและโทษปรับแล้วแต่กรณี และเจ้าของลิขสิทธิ์ยังมีสิทธิ์เรียกร้องค่าเสียหายในทางแพ่งด้วย สำหรับโทษทางอาญาปรับตั้งแต่สอง 2 หมื่นบาท ถึง 2 แสนบาท หากทำเพื่อการค้าต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือน ถึง 4 ปี หรือปรับตั้งแต่ 1 แสนบาท ถึง 8 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

เรื่อง ลุงตู่ ติดกับดักรัฐธรรมนูญ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/390997?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เรื่อง ลุงตู่ ติดกับดักรัฐธรรมนูญ

30 กันยายน 2562 – 09:55 น.
พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,เรื่อง ลุงตู่ ติดกับดักรัฐธรรมนูญ,รัฐธรรมนูญ
เปิดอ่าน 369 ครั้ง

คอลัมน์…  วงในวงนอก   โดย…  อสนีบาต aussaneebard@hotmail.com

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา… อสนีบาต…ได้มีโอกาสร่วมวงสนทนากับบรรดา “บิ๊กการเมืองฝ่ายค้าน” นำทีมโดยคุญหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ เรียกได้ว่ายกทัพใหญ่มาเยือนกองบรรณาธิการทีเดียว

โดยพรรคการเมืองฝ่ายค้านแจ้งว่าเป็นกิจกรรมเดินสายรณรงค์แก้ไขรัฐธรรมนูญ รอบนี้ถึงคิวพบปะสื่อมวลชนแขนงต่างๆ ถัดจากนั้นจะได้นัดหมายพบปะแกนนำพรรคการเมืองฝ่ายรัฐบาลพร้อมเผยไฮไลท์สุดท้าย ต้องการพบ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี”
แบบว่า ไม่ได้พูดล้อเล่นแต่เอาจริงถึงขนาด “ธนาธร” ย้ำตั้งหลายรอบ “ถ้าคุณประยุทธ์จะยอมให้ผมพบพรุ่งนี้ก็ได้ ผมก็พร้อม” เรียกได้ว่าพรรคฝ่ายค้านพร้อมยกเลิกกำหนดการทั้งหมดเพื่อพบ “บิ๊กตู่”

อย่างที่ทราบกันดีฝ่ายค้านมีความพยายามอย่างยิ่งยวดในการแก้ไขรัฐธรรมนูญซึ่งไม่ใช่แค่ปล่อยให้กระบวนสภาทำหน้าที่อย่างเดียวแต่กำลังเคลื่อนไหวนอกสภาขยายแนวร่วมให้มากที่สุด
คราวนี้จากการรับฟังความเห็นของตัวแทนพรรคฝ่ายค้านทำให้เห็นว่า นักการเมืองเหล่านี้ได้ศึกษาบทเรียนเกี่ยวกับการแก้รัฐธรรมนูญในอดีตซึ่งมักจะเป็นชนวนให้เกิดความรุนแรง จึงคิดหากลวิธีว่าจะทำอย่างไรไม่ให้วงจรนี้กลับมาอีก จึงต้องพยายามนวดไปเรื่อยๆ “สร้างกระแสธรรมชาติ” เพื่อลดทอนกระสุนสนับสนุนการจัดตั้ง แม้แต่คุณหญิงสุดารัตน์กล่าวในวงสนทนาว่า “อยากให้เกิดการพูดคุยร่วมกัน อย่าไปคิดเหมือนหมอดูว่า เมื่อแก้รัฐธรรมนูญจะเกิดการนองเลือด มันไม่ใช่ ”
นั่นเป็นสิ่งที่คุณหญิงและคณะเตรียมตัวมาตอบสื่อมวลชนอยู่แล้ว ว่าเราจะทำอย่างไรไม่ให้ความเห็นต่างกลายเป็นความแตกแยก จึงต้องพยายามขายความคิดโน้มน้าวทุกภาคส่วนไม่ว่าจะเป็นเครือข่ายทางการเมือง ภาคประชาสังคม นักวิชาการ เห็นคล้อยตาม ให้เกิดเป็นพลังเข้มแข็งกดดันฝั่งผู้กุมอำนาจหันมาให้ความสนใจต่อการแก้รัฐธรรมนูญ

โดยเฉพาะการทำให้ฝ่ายกุมอำนาจต้องเงี่ยหูฟัง ก็คงจะเป็นประเด็นรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเป็นผู้ออกแบบรัฐธรรมนูญฉบับนี้โดยมีการตั้งด่านอรหันต์ไว้ตามมาตราต่างๆ ควบคุมการบริหารประเทศ ซึ่งตอนนี้กฎกติกาต่างๆ ในรัฐธรรมนูญกำลังพ่นพิษใส่รัฐบาลชุดปัจจุบัน เหมือน “หมองูตายเพราะงู” นั่นล่ะ

ถ้าจะไล่เรียงกันรายมาตราน่าจะมีเยอะ แต่ในชั้นนี้ขอนำบทสรุปบนโต๊ะพูดคุยมาฉายให้เห็นอีกรอบ เช่น พล.อ.ประยุทธ์ ถวายสัตย์ไม่ครบถ้วนตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ การแถลงนโยบายรัฐธรรมนูญโดยไม่แจกแจงที่มาของงบประมาณ หรือมาตรา 270 ให้คณะรัฐมนตรีแจ้งความคืบหน้าในการดำเนินการตามแผนการปฏิรูประเทศต่อรัฐสภาครบทุก 3 เดือน

หรือกรณี พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ยกมาตรา 73 ระบุว่ารัฐพึงจัดให้มีมาตรการหรือกลไกที่ช่วยให้เกษตรกรประกอบเกษตรกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ได้ผลผลิตที่มีปริมาณและคุณภาพสูง มีความปลอดภัย โดยใช้ต้นทุนต่ำ และสามารถแข่งขันในตลาดได้ และพึงช่วยเหลือเกษตรกรผู้ยากไร้ให้มีที่ทํากินโดยการปฏิรูปที่ดินหรือวิธีอื่นใด
“ปรากฏว่า พรรคประชาธิปัตย์ไปค้ำประกันราคายาง 60 บาท ซึ่งจะเป็นการขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ และด้วยเหตุนี้หรือไม่ที่เขาจึงอยากแก้รัฐธรรมนูญ คือแก้เฉพาะมาตราที่เป็นอุปสรรคต่อการบริหาร” พ.ต.อ.ทวี ให้ข้อสังเกตไว้
จึงเป็นอะไรที่คุณหญิงสุดารัตน์ เพิ่มเหตุผลเข้าไปอีกว่า ก่อนการเลือกตั้ง พล.อ.ประยุทธ์ ยังใช้ความเป็นหัวหน้าคสช. ออกมาตรา 44 ขอยกเว้นการใช้รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันเกือบ 10 เรื่อง พอหลังเลือกตั้งก็กำลังกระทำการขัดรัฐธรรมนูญขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งชี้ชัดแล้วว่ารัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์กำลังมีปัญหากับรัฐธรรมนูญ
   “โชคดีที่เป็นชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ ถ้าเป็นคุณธนาธร เป็นนายกฯ ป่านนี้ก็ไม่รอดแล้ว” คุณหญิงหน่อยเหน็บแนมไว้อย่างเจ็บแสบ

สดับตรับฟังจากคนการเมืองทั้งหลายที่เดินทางมาในวันนั้นต้องนำไปคิดพิจารณาถึงเหตุผลดูดีมีน้ำหนัก โดยเฉพาะตัวท่านนายกฯ ซึ่งฝ่ายค้านวางกำหนดการจะพบท่านไว้ซะด้วยว่าการบริหารราชการแผ่นดินภายใต้การถูกตั้งด่านจากรัฐธรรมนูญสกัดแบบนี้กำลังทำให้เกิดปัญหาแล้วหรือไม่ หรือท่านจะถือธงนำแก้รั่ฐธรรมนูญเป็นวีรบุรุษประชาธิปไตยตามลูกยุของฝ่ายค้าน ก็ต้องนำไปคิดดู อย่านิ่งดูดายปล่อยให้เนิ่นนาน

 ระวังจะมีโทรโข่งดังออกมา “พวกเราล้อมท่านไว้หมดแล้ว”

สื่อไทยกับข่าวกลุ่มเปราะบาง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/391003?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

สื่อไทยกับข่าวกลุ่มเปราะบาง

30 กันยายน 2562 – 09:50 น.
รู้ลึกกับจุฬาฯ,สื่อไทย,คนพิการ,ผู้สูงอายุ,บุคคลที่มีหลากหลายทางเพศ,กลุ่มชาติพันธุ์
เปิดอ่าน 310 ครั้ง

สื่อไทยกับข่าวกลุ่มเปราะบาง คอลัมน์… รู้ลึกกับจุฬาฯ

การรายงานข่าวในสื่อของสังคมไทยถูกตั้งคำถามอยู่บ่อยครั้งถึงความเหมาะสมและการให้เกียรติผู้ที่อยู่ในข่าว โดยเฉพาะประเด็นอ่อนไหวที่เชื่อมโยงกับสิทธิมนุษยชน ที่มีการเขียนข่าวและสร้างภาพตัวแทนทั้งในเชิงบวกและลบ

คำถามนี้ได้กลายมาเป็นหัวข้อโครงการศึกษาวิจัย “สื่อไทยกับการเคารพและส่งเสริมสิทธิมนุษยชนของกลุ่มผู้ที่อยู่ในสถานการณ์เปราะบาง” โดย อ.ดร.อลงกรณ์ ปริวุฒิพงศ์ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งได้จัดงานเสวนาขึ้นเมื่อวันที่ 24 กันยายน ที่ผ่านมา

          “การศึกษาเน้นข่าวที่รายงานเกี่ยวกับกลุ่มผู้ที่อยู่ในสถานการณ์เปราะบาง 4 กลุ่ม ได้แก่ ผู้พิการ บุคคลที่มีหลากหลายทางเพศ กลุ่มชาติพันธุ์ และผู้สูงอายุ ซึ่งถูกเลือกปฏิบัติเพราะอคติต่อสภาพร่างกาย เพศสภาพ เชื้อชาติ และแม้แต่ความชรา” อ.อลงกรณ์ หัวหน้าโครงการกล่าว

ผลการสำรวจข่าวหนังสือพิมพ์กระแสหลักและสำนักข่าวออนไลน์ในช่วงเดือนกรกฎาคมถึงเดือนธันวาคม ในปี 2561 จาก 753 ข่าว พบว่าสื่อมีแนวโน้มการนำเสนอข่าวเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนของผู้ที่อยู่ในสถานการณ์เปราะบางอย่างรอบคอบ แสดงให้เห็นถึงวิธีคิดในการวางกรอบข่าวและการสร้างภาพตัวแทนที่คำนึงถึงการเคารพสิทธิมนุษยชนของผู้ที่อยู่ในสถานการณ์เปราะบางตามหลักคิดในปฏิญญาสากล และจริยธรรมวิชาชีพที่มีกำหนดไว้

“หลักสิทธิมนุษยชนคือการยึดหลักความเท่าเทียม การไม่ถูกเลือกปฏิบัติ และเคารพศักดิ์ศรีของมนุษย์ ซึ่งนำมาประยุกต์ใช้กับการทำงานสื่อและจริยธรรมสื่อที่เน้นการปฏิบัติต่อทุกคนในสังคมด้วยความเท่าเทียมกัน” อ.อลงกรณ์ กล่าว

งานวิจัยยังพบว่าสื่อยังคงแสดงภาพกลุ่มเปราะบางแบบ “ผู้ที่พึ่งพิงสังคม” “ผู้รอรับประโยชน์จากรัฐ” มากว่าจะเป็น “ผู้เรียกร้องให้แก้ปัญหา” “ผู้ที่ประสบความสำเร็จในการใช้ชีวิต” ฯลฯ ซึ่งจะสามารถสะท้อนถึงการความเข้มแข็งและความกระตือรือร้นของกลุ่มในการหาทางออกและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน

“ยกตัวอย่างเช่น ข่าวผู้สูงอายุและคนพิการมักจะออกมาในแนวต้องการความช่วยเหลือ เป็นภาระพึ่งพิงของรัฐบาล ในขณะที่ภาพของบุคคลที่มีหลากหลายทางเพศและชาติพันธุ์มีการลุกออกมาเรียกร้องให้เข้าใจปัญหาและร่วมหาทางออก สะท้อนความต้องการและประเด็นอ่อนไหวของกลุ่มให้เห็นภาพชัดเจน” อ.อลงกรณ์ กล่าว

สาเหตุประการหนึ่งที่หนังสือพิมพ์บางฉบับไม่เลือกนำเสนอข่าวผู้ที่อยู่ในสถานการณ์เปราะบางในเชิงรุกอาจเป็นเพราะเกรงว่าอาจจะเป็นตั้งคำถามต่อรัฐบาล หรือถูกมองว่าเลือกข้างแทนกลุ่มคนที่อยู่ในสถานการณ์เปราะบางจึงนำไปสู่การนำเสนอเรื่องมิติสิทธิมนุษยชนที่เน้นไปที่มิติด้านสังคม คุณภาพชีวิต เศรษฐกิจและอาชีพ ซึ่งเป็นเรื่องที่เข้าใจง่ายและจับต้องได้

“แต่ข่าวที่เน้นมิติด้านการเมืองกับความเป็นพลเมืองมีค่อนข้างน้อย เพราะเป็นเรื่องสลับซับซ้อน สื่อต้องใช้เวลาทำความเข้าใจและติดตามอย่างจริงจัง จึงน่าสนใจที่จะคอยดูว่าในขณะนี้ที่เรื่องสิทธิมนุษยชนได้รับความสำคัญจากประชาคมโลกเพิ่มมากขึ้น สื่อไทยจะพัฒนาแนวทางการสื่อข่าวด้านสิทธิต่างๆ ที่มีความผูกโยงเกี่ยวข้องกันทุกมิติในทิศทางใด” อ.อลงกรณ์ ตั้งข้อสังเกต

อย่างไรก็ตามการวิจัยยังคงพบข่าวที่ใช้การพาดหัวข่าวที่สร้างภาพเหมารวม มีทิศทางเชิงลบต่อกลุ่มผู้สูงอายุ บุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ กลุ่มชาติพันธุ์ คิดเป็น 10% ในการรายงานข่าวทั่วไปอยู่บ้าง เพราะต้องการให้ข่าวมีความน่าตื่นเต้น เร้าใจ และน่าสนใจซึ่งเข้าข่ายการละเมิดสิทธิผู้ที่อยู่ในสถานการณ์เปราะบาง

“สื่อควรจะตรวจสอบตัวเอง หรือรอให้ประชาชนคอยจับผิด สื่อควรปรับฐานคิดตัวเองใหม่ ใส่คุณค่าคนลงไปในข่าว ใช้ภาษาที่เคารพศักดิ์ศรี เน้นเนื้อหาด้านสิทธิมนุษยชนได้หลากหลายมิติ ใช้แหล่งข่าวหลากหลายมากกว่าพึ่งข้อมูลทางจากรัฐเพื่อให้ได้เสียงสะท้อนของผู้ที่อยู่ในสถานการณ์เปราะบางเพิ่มมากขึ้นด้วย”
ด้าน สุภิญญา กลางณรงค์ อดีตกรรมการ กสทช. และผู้ร่วมก่อตั้งสถาบันดิจิทัลอาเซียน หนึ่งในวิทยากรงานเสวนา อธิบายว่า แม้ว่าสื่อไทยปัจจุบันมีความเข้าใจในเรื่องสิทธิมนุษยชนและการนำเสนอข่าวมีการพัฒนามากขึ้น แต่ก็ยังเห็นข้อผิดพลาดอยู่บ้างจึงจำเป็นต้องพึ่งพลังภาคประชาชนในการส่งเสียงสะท้อนเพื่อปกป้องสิทธิของทุกคนในสังคม
“ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการมีโซเชียลมีเดียคอยจับผิดและคอยปรับเปลี่ยนแนวคิดของคนในสังคมให้เคารพศักดิ์ศรีคนอื่น แต่ก็ใช้ได้หมดกับทุกกลุ่ม ทุกวันนี้ใครทำละครจำเลยรัก พระเอกตบจูบนางเอก โดนด่าแน่นอน แสดงว่าสังคมไทยมีแนวคิดเปลี่ยนไปแล้ว สื่อเองก็ต้องปรับตัวให้ทัน อย่าตกร่อง” สุภิญญากล่าว

  เนาวรัตน์ เสือสอาด จากแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย และคณะทำงานพิจารณารับเรื่องร้องเรียนของสภาการหนังสือพิมพ์ ระบุว่าแอมเนสตี้เป็นหน่วยงานทำหน้าที่ส่งเสริมด้านสิทธิมนุษยชนและสร้างความตระหนักด้านสิทธิแก่สังคม แต่ส่วนหนึ่งของการทำงานที่ยังพบอยู่คือการรายงานข่าวโดยเฉพาะข่าวอาชญากรรมที่ละเมิดสิทธิมนุษยชน
“อยากฝากว่าผู้สื่อข่าวลองเอามุมมองตัวเองลงไปใส่ในข่าวว่า ถ้าหากเป็นลูกเรา ญาติเรา พ่อแม่พี่น้องเรา คนที่เรารักต้องตกเป็นข่าว แล้วเราจะนำเสนอข่าวแบบนี้หรือไม่ อย่างไร” เนาวรัตน์ กล่าวทิ้งท้าย
สังคมไทยมีความเป็นพหุวัฒนธรรม จึงจำเป็นที่จะหาวิธีการที่จะสื่อสารเรื่องความหลากหลายในสังคมอย่างไม่เลือกปฏิบัติต่อผู้ที่อยู่ในสถานการณ์เปราะบางเพื่อหวังว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงในวงการสื่อที่จะสามารถนำเสนอเรื่องสิทธิมนุษยชนในแบบเชิงรุกและก้าวหน้ามากขึ้น

ศึกสามพรานเดือด ‘สามมิตร’ หนุน ปชป. ลบเหลี่ยม’บ้านใหญ่’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/391000?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ศึกสามพรานเดือด ‘สามมิตร’ หนุน ปชป. ลบเหลี่ยม’บ้านใหญ่’

30 กันยายน 2562 – 09:26 น.
เลือกตั้งซ่อม นครปฐม,จนครปฐม,สามพราน,ตระกูลสะสมทรัพย์,พรรคอนาคตใหม่,พรรคพลังประชารัฐ,กลุ่มสามมิตร,รายงานพิเศษ,เจาะประเด็นร้อน,ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก,คมชัดลึก
เปิดอ่าน 629 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก 30 ก.ย.62

**************************

เลือกตั้งซ่อมเขต 5 นครปฐม กลายเป็นสงครามการเมืองระดับชาติ เมื่อพรรคร่วมฝ่ายค้านยกระดับ “1 เสียง สามพราน” เปลี่ยนขั้วรัฐบาล แกนนำพรรคอนาคตใหม่จึงลุยหาเสียงเปิดตัว “ไพรัฐโชติก์ จันทรขจร” ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. เขต 5 จ.นครปฐม

ธนาธร และ ‘ป๋วย’ ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.เขต 5 นครปฐม

ขณะขั้วรัฐบาลกลับส่งผู้สมัครส.ส. 2 คนคือ พรรคประชาธิปัตย์ ยืนยันส่ง “สุรชัย อนุตธโต” อดีต ส.จ.เขต อ.สามพราน ลงแก้มือ และพรรคชาติไทยพัฒนา ขอส่งอดีตแชมป์ “เผดิมชัย สะสมทรัพย์” ทำศึกล้างตา

เมื่อวันเกิด “เสี่ยอ้อน” 18 กันยายน ที่ผ่านมา “ท็อป” วราวุธ ศิลปอาชา ลั่นคำต่อหน้าไชยา สะสมทรัพย์ ว่าพรรคสุพรรณจะส่ง “เผดิมชัยลงเลือกตั้งซ่อมแน่นอน”

วันเกิดไชยา สะสมทรัพย์

ศึกสามพราน..เปลี่ยนขั้ว

ย้อนไปชมศึกเลือกตั้งส.ส.นครปฐม ปี 2554 ยกเว้นเขต 1 เป็นการต่อสู้ระหว่าง “สองขั้วการเมือง” ในเมืองเจดีย์ใหญ่คือ บ้านใหญ่สะสมทรัพย์” กับ กลุ่มไม่เอาบ้านใหญ่” นำทีมโดย พรศักดิ์ เปี่ยมคล้า” อดีต ส.ส.นครปฐม 2 สมัย และเจ้าของคอกม้าชื่อดังแห่ง อ.ดอนตูม

พรศักดิ์ เปี่ยมคล้า อาสาเป็นแม่ทัพใหญ่พรรค ปชป. จัดทีมลงชนตระกูลสะสมทรัพย์ ไล่แต่เขต 2 ยันเขต 5 เฉพาะเขต 3 (ดอนตูม บางเลน) พรศักดิ์ให้หลานสาว-อุษา เปี่ยมคล้า ลงแทนตัวเอง

พรศักดิ์ เปี่ยมคล้า

เขต 4 ระวัง เนตรโพธิ์แก้ว สหายร่วมรบของพรศักดิ์ สวมเสื้อ ปชป.ชน “เสี่ยหมวย” อนุชา สะสมทรัพย์ ส่วนเขต 5 มารุต บุญมี อดีต ส.ส.นครปฐม ปชป. ลงสู้ “เสี่ยเตี้ย” เผดิมชัย สะสมทรัพย์

เผดิมชัย และหลานชาย-เสี่ยโหน่ง

ทั้ง เขต ผู้สมัครส.ส.ค่ายปชป. แพ้คนของ “บ้านใหญ่” ที่สวมเสื้อเพื่อไทยหมด แต่ผลคะแนนที่เขต 5 (อ.สามพราน) น่าสนใจเมื่อ “เผดิมชัย” ได้ 48,875 คะแนน และมารุต บุญมี ได้ 40,849 คะแนน

เลือกตั้ง 2562 “มารุต” ไม่ลงสนาม ให้ ส.จ.สุรชัยลง และ “ระวัง” อดีต ส.ส.นครปฐมหลายสมัย ย้ายจากเขต 4 มาลงเขต 5 ในสีเสื้อพรรคพลังประชารัฐ

ปีนี้เขต 5 ประกอบด้วย อ.สามพราน (ยกเว้น ต.ตลาดจินดา ต.คลองจินดา และต.บางช้าง) สุรชัย ได้ 18,970 คะแนน แสดงว่าคะแนนเดิมของ ปชป. หายไป 2 หมื่นกว่าคะแนน

สำหรับ “เสี่ยเตี้ย” ไม่ต้องพูดถึง ย้ายจากเพื่อไทยไปชาติไทยพัฒนา คะแนนหายไป หมื่น

พรศักดิ์”แห่งสามมิตร

ก่อนวันที่กกต.จะประกาศวันเลือกตั้งซ่อม พรศักดิ์ เปี่ยมคล้า” หัวหน้าทีมพลังประชารัฐนครปฐม จูงมือระวัง เนตรโพธิ์แก้ว ไปพบแกนนำพรรคปชป. แสดงความจำนงขอสนับสนุน “ส.จ.สุรชัย” ในสนามเลือกตั้งซ่อม เขต 5

พรศักดิ์” เป็นไม้เบื่อไม้เมากับตระกูล “สะสมทรัพย์” มายาวนาน เพราะถือว่าตนเองเป็นลูกชาย “กำนันยม” ผู้ชำนาญการเลี้ยงม้าแข่งพันธุ์ดีส่งให้ พล.อ.ฉลาด หิรัญศิริ

ระวัง เนตรโพธิ์แก้ว  พรศักดิ์ เปี่ยมคล้า และ ปฐมพงศ์ สูญจันทร์

ทุกวันนี้พรศักดิ์ยังยึดอาชีพเลี้ยงม้าแข่งและมีคอกม้าอยู่ที่ อ.ดอนตูม จ.นครปฐม โดยพรศักดิ์ลงเล่นการเมืองท้องถิ่นก่อนจะได้เป็น ส.ส.นครปฐม ปี 2538 สังกัดพรรค ปชป.

ปี 2544 พรศักดิ์ได้ข่าวตระกูลสะสมทรัพย์จะทิ้งพรรคเอกภาพมาซบ ปชป. ลูกชายกำนันยม จึงหนีจาก ปชป. ไปสังกัดพรรคไทยรักไทย แต่ตระกูลสะสมทรัพย์ เปลี่ยนใจย้ายตามมาพรรคของทักษิณ พรศักดิ์เลยจำใจอยู่

สุดท้ายปี 2547 เขาลาออกจากส.ส. ไปสมัครนายก อบจ.นครปฐม แข่งกับพะเยาว์ เนียะแก้ว เด็กสร้างของบ้านใหญ่สะสมทรัพย์ แต่ “ขาใหญ่ดอนตูม” ก็พ่ายอีกหน

ดูเหมือนแค้นนี้จะต้องหาทางชำระ…สิบปีก็ยังไม่สาย

สงครามยังไม่จบ

เป็นที่ทราบกันดีที่สนามนครปฐมตระกูล “สะสมทรัพย์” กับ “แก้วพิจิตร” เป็นพันธมิตรกัน จึงเว้นที่เขต 1 ให้แก่ตระกูลแก้วพิจิตร

เลือกตั้งเที่ยวนี้ เสธ.แก้ว” พ.ท.สินธพ แก้วพิจิตร เพื่อนรักของสาธิต ปิตุเตชะ รมช.สาธารณสุข ย้ายจากพรรคชาติไทยพัฒนาไปอยู่ค่าย ปชป. การจัดทีมผู้สมัคร ส.ส. จึงเป็นหน้าที่ของ “เสธ.แก้ว”

สจ.สุรชัย และ พ.ท.สินธพ แก้วพิจิตร 

ฉะนั้น พรศักดิ์ ผู้ยิ่งยงแห่งดอนตูม จึงบ่ายหน้าไปหา สมศักดิ์ เทพสุทิน” แห่งกลุ่มสามมิตร จึงได้เป็นผู้จัดทีมผู้สมัครส.ส.นครปฐมทั้ง 5 เขต

ค่าย พปชร. ประสบความสำเร็จที่เขต 4 คือ “ปฐมพงษ์ สูญจันทร์” อดีตนายก อบจ.นครปฐม ส่วนพรศักดิ์ที่ลงเขต 3 พ่ายเด็กเมื่อวานซืนจากพรรคอนาคตใหม่ถึง 2 หมื่นแต้ม

ขาใหญ่ดอนตูมขอล้างอายที่สนามเขต ระดมทีมงาน พปชร.ช่วย ปชป.เต็มที่

จากคดี น้องหญิง ถึง ลันลาเบล ปัญหาการเก็บหลักฐานนิติวิทย์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/391007?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

จากคดี น้องหญิง ถึง ลันลาเบล ปัญหาการเก็บหลักฐานนิติวิทย์

30 กันยายน 2562 – 09:24 น.
ลันลาเบล,น้องหญิง,เหยื่อ,หลักฐานนิติวิทย์
เปิดอ่าน 207 ครั้ง

จากคดี น้องหญิง ถึง ลันลาเบล ปัญหาการเก็บหลักฐานนิติวิทย์

วันนี้ (30 ก.ย.) ตามข่าวบอกว่าตำรวจ สน.บุคคโล จะได้รับรายงานผลตรวจชันสูตรศพ “ลันลาเบล” แบบละเอียดและเป็นทางการ โดยเฉพาะผลตรวจสารคัดหลั่ง และร่อยรอยฉีกขาดบริเวณอวัยวะเพศ

คุณแม่และครอบครัวของ “ลันลาเบล” บอกว่า ถ้าผลออกมาตรงกับที่คิด ก็อาจจะหยุดแค่นี้ในทางคดี ปล่อยให้เป็นไปตามครรลองที่ตำรวจแจ้งข้อกล่าวหากับนายน้ำอุ่น และไม่ได้ประกันตัว ต้องนอนเรือนจำอยู่ในขณะนี้

แต่หากผลที่ออกมาไม่ตรงกับที่คิดเอาไว้ก็อาจตัดสินใจให้แพทย์ผ่าศพ “ลันลาเบล” เพื่อตรวจพิสูจน์อีกครั้ง

คำถามก็คือทำไมครอบครัวของผู้เสียหายต้องรอนานขนาดนี้กว่าจะทราบสาเหตุการตาย และหลักฐานที่ควรรู้ทั้งหมด ยิ่งไปกว่านั้นสิ่งที่ได้รับรู้ในวันนี้ก็ยังไม่ใช่คำตอบสุดท้าย เพราะหากมีข้อสงสัยก็ต้องส่งศพไปผ่าซ้ำอีก ทำไมถึงทำให้จบในขั้นตอนเดียวไม่ได้

จะว่าไปแล้วคดีการเสียชีวิตของ “ลันลาเบล” เป็นอีก 1 คดีที่มีปัญหาเรื่องการสอบสวนและการชันสูตรพลิกศพรวมไปถึงมาตรฐานการเก็บรักษาของกลาง ตลอดจนวัตถุพยานที่ติดอยู่กับตัวของผู้ตาย

ถึงวันนี้ผ่านมากว่า 10 วันแล้วที่พริตตี้สาว “ลันลาเบล” เสียชีวิต แต่น่าแปลกไหมที่ครอบครัวและสังคมยังคงตั้งคำถามและมีข้อสงสัยเกี่ยวกับเรื่องสาเหตุการตาย เวลาตาย เสื้อผ้าที่สวมใส่ก่อนเสียชีวิตสูญหายไป (ปัจจุบันยืนยันแล้วว่าไม่หาย แต่ก่อนหน้านี้มีการตั้งคำถาม) และผลตรวจชันสูตรศพล่าช้าจนครอบครัวต้องพักการประกอบพิธีทางศาสนาเพื่อส่งไปโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ เพราะอาจต้องมีรายการผ่าพิสูจน์ความจริงกันอีกรอบหนึ่ง

จากการพูดคุยกับแพทย์นิติเวชวิทยา ได้ข้อมูลและข้อสังเกตน่าสนใจว่า ก่อนอื่นทุกฝ่ายต้องเข้าใจให้ตรงกันก่อนว่า “การชันสูตรศพ” กับ “การผ่าศพ” ในประเทศไทย เป็นคนละส่วนกัน ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา หรือ ป.วิอาญา บังคับให้มีการชันสูตรพลิกศพเมื่อมีการตายผิดธรรมชาติเกิดขึ้นเท่านั้น แต่ไม่ได้บังคับให้ต้องผ่าศพ เพราะการผ่าศพเป็นดุลพินิจ จะผ่าก็ต่อเมื่อต้องการค้นหาสาเหตุการตาย เมื่อการชันสูตรทั่วไปยังหาสาเหตุไม่ได้

ฉะนั้นหากตำรวจหรือญาติไม่ติดใจก็จะไม่มีขั้นตอนการผ่าศพเพื่อชันสูตร บางคดีนำศพไปประกอบพิธีทางศาสนาแล้วเป็นเวลาหลายคืนเพิ่งจะส่งศพให้นิติเวชผ่าพิสูจน์ก็มี หนักกว่านั้นคือเผาศพไปแล้ว ลอยอังคารไปแล้ว ซึ่งถ้าเป็นอย่างหลังต้องบอกว่าทำอะไรไม่ได้อีกเลยเพราะเหลือแต่เถ้ากระดูก

เหมือนคดีการเสียชีวิตของ “เสี่ยชูวงษ์ แซ่ตั้ง” ที่เป็นข่าวครึกโครมเมื่อหลายปีก่อน ทีแรกญาติเชื่อว่าเป็นอุบัติเหตุแต่ภายหลังสงสัยว่าอาจเป็นฆาตกรรมอำพราง แต่ศพเผาไปแล้ว (จากคำแนะนำของผู้ต้องสงสัยในอดีตด้วยซ้ำ) ทำให้ตำรวจต้องหาหลักฐานด้วยวิธีอื่น ซึ่งยากขึ้นไปอีก

คำถามก็คือการตายผิดธรรมชาติที่ต้องชันสูตรพลิกศพตามกฎหมาย คืออะไร? คำตอบอยู่ที่ ป.วิอาญา มาตรา 148 ที่ระบุเอาไว้ 5 รูปแบบ คือ ฆ่าตัวตาย, ถูกผู้อื่นทำให้ตาย, ถูกสัตว์ทำร้ายตาย, ตายโดยอุบัติเหตุ และตายโดยยังไม่ปรากฏเหตุ

กฎหมายระบุว่า ถ้าเข้าข่ายข้อใดข้อหนึ่งใน 5 ข้อนี้ ต้องมีการชันสูตรพลิกศพ (ไม่ใช่ผ่าศพ) ซึ่ง ป.วิอาญามาตรา 150 กำหนดให้พนักงานสอบสวนในท้องที่นั้น ซึ่งก็คือ “ตำรวจ” กับแพทย์ทางนิติเวชศาสตร์ หรือแพทย์ประจำโรงพยาบาลของรัฐ ทำการชันสูตรพลิกศพ จากนั้นก็ทำความเห็นเป็นหนังสือแสดงเหตุและพฤติการณ์ที่ตาย ระบุว่าผู้ตายคือใคร ตายที่ไหน เมื่อใด ถ้าตายโดยคนทำร้าย ให้กล่าวว่าใครหรือสงสัยว่าใครเป็นผู้กระทำผิด เท่าที่จะทราบได้

สำหรับรายงานความเห็นที่ว่านี้เป็นไปตาม ป.วิอาญา มาตรา 154

กรณีของ “ลันลาเบล” ถือว่าผ่านขั้นตอน “การชันสูตรพลิกศพ” เรียบร้อยแล้ว แต่ผลชันสูตรบางตัวยังไม่ออกอย่างเป็นทางการ ฉะนั้นความสงสัยของครอบครัวและดุลพินิจของตำรวจในฐานะพนักงานสอบสวนจึงสำคัญมาก หากไม่มีใครสงสัยเลยก็จะไม่มีการผ่าชันสูตรศพ ซึ่งการจะผ่าหรือไม่ผ่าเป็นดุลพินิจของพนักงานสอบสวน (ถ้าญาติผู้ตายสงสัยก็ต้องแจ้งพนักงานสอบสวนเพื่อมีคำสั่งให้ผ่าศพ)

กระบวนการแบบนี้แตกต่างจากประเทศแถบยุโรปหรืออเมริกาอย่างสิ้นเชิง เพราะในประเทศเหล่านั้นมี “แพทย์ชันสูตรเฉพาะ” ประจำอยู่ตามพื้นที่ต่างๆ บางประเทศมี “ศาลชันสูตร” เลยด้วยซ้ำ ในกฎหมายของประเทศเหล่านั้นจะระบุเลยว่ากลุ่มเสี่ยงที่จะถูกทำร้าย ทั้งผู้หญิง เด็ก คนชรา เมื่อมีการตายเกิดขึ้นต้องผ่าชันสูตรทุกกรณี

นอกจากนั้นยังขยายผลในรายละเอียดเกี่ยวกับสถานที่ตายด้วย เช่น ตายบนทางเท้า ตายในโรงแรม ตามตามโรงเลี้ยงเด็ก ตายนอกเคหสถาน ตายจากความรุนแรง ฯลฯ เหล่านี้ต้องผ่าชันสูตรศพเท่านั้น ไม่ต้องรอดุลพินิจของตำรวจ หรือรอญาติแห่ศพประท้วงเหมือนบ้านเรา

อีกด้านหนึ่งคือข้อสงสัยเรื่องการเก็บหลักฐาน วัตถุพยาน โดยเฉพาะ “เสื้อผ้าผู้ตาย” ซึ่งมีความสำคัญมากในบางคดี อย่างเช่น คดีลันลาเบลที่สามารถหาหลักฐานจากชุดที่สวมใส่ได้ หรือคดีน้องหญิงตกรถเทรลเลอร์เมื่อปีก่อนที่มีประเด็นเรื่อง “กางเกงชั้นในหาย” ระหว่างถูกส่งเข้ารักษาอาการบาดเจ็บที่โรงพยาบาล จนกลายเป็นคำถามว่าสรุปแล้วเป็นหน้าที่ของใครในการเก็บรักษาวัตถุพยานในส่วนนี้ (คดีน้องหญิง ศาลชั้นต้นยกฟ้อง “นายออฟ” คนขับรถเทรลเลอร์ด้วย)

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายเกี่ยวกับนิติวิทยาศาสตร์ ให้ข้อมูลว่า ป.วิอาญา ระบุชัดเจนให้พนักงานสอบสวนเป็นผู้รวบรวมพยานหลักฐาน กฎหมายไม่ได้กำหนดให้โรงพยาบาล หรือแพทย์ พยาบาล ต้องเก็บหลักฐานหรือสิ่งของของคนไข้เพื่อประโยชน์ในทางคดี เนื่องจากไม่มีใครทราบว่าคนไข้แต่ละคนที่เข้ามารับการรักษาจะมีความเกี่ยวข้องกับคดีอาญาหรือไม่

ฉะนั้นที่ผ่านมาจึงใช้ระบบการสอนกันแบบ “บอกต่อ” เช่น วิธีสังเกตว่าหลักฐานหรือสิ่งของที่ติดตัวคนไข้อาจเป็นประโยชน์กับรูปคดี เจ้าหน้าที่ที่พอมีเซนส์ก็จะเก็บไว้ แต่หลายเคสก็มุ่งเน้นไปที่การรักษาเยียวยาคนเจ็บเท่านั้น ยกตัวอย่างเช่น มีคนไข้กินยาฆ่าแมลงเข้าไปเพื่อฆ่าตัวตาย พอมาถึงโรงพยาบาลแพทย์ก็ทำการล้างท้องให้ สิ่งที่ได้มาจากท้องคนไข้โรงพยาบาลก็นำไปทิ้งหมด ต่อมาคนไข้เสียชีวิต ญาติสงสัยว่าคนไข้ถูกวางยาหรือเปล่า อาจไม่ได้กินยาเข้าไปเอง ก็จะไม่สามารถพิสูจน์หลักฐานจากส่วนนี้ได้ เพราะยาหรือสารพิษนั้นถูกทำลายไปแล้ว

 นี่คือปัญหาของข้อกฎหมายที่อาจยังไม่รัดกุมพอ จึงถึงเวลาแล้วที่จะต้องปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมในส่วนนี้ โดยเฉพาะเรื่อง “พยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์” คือต้องมีการกำหนดมาตรการเป็นขั้นตอนที่ชัดเจน ตั้งแต่เก็บหลักฐานจากร่างกายมาใส่ภาชนะ นำภาชนะไปเก็บ รอพนักงานสอบสวนมารับ ถ้าพนักงานสอบสวนไม่มารับไปก็จะมีการกำหนดเวลาเก็บไว้จนกว่าจะนำไปทิ้งทำลาย

ส่วนเรื่องการผ่าชันสูตรศพควรกำหนดเป็นบรรทัดฐานชัดเจนว่าการตายแบบไหน หรือผู้ตายเป็นใครบ้างที่จะต้องส่งศพไปผ่าพิสูจน์ทันที โดยไม่ต้องรอญาติแห่ศพประท้วง หรือต้องรอดุลพินิจของตำรวจเหมือนที่ผ่านๆ มา