เครื่องบินทำฝนหลวงต้องใหม่-ทันสมัย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/391001?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เครื่องบินทำฝนหลวงต้องใหม่-ทันสมัย

30 กันยายน 2562 – 08:48 น.
อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน,รอตฤณ อัมระนันท์,ฝนหลวง,สุขสันต์ จงเสถียรธรรม,กรมฝนหลวง
เปิดอ่าน 182 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

          ขอแสดงความเสียใจและอาลัยต่อการจากไปของนักบินทำฝนหลวงซึ่งเป็นครูการบิน ‘ร.อ.ตฤณ อัมระนันท์’ และนักบินผู้ช่วย ‘สุขสันต์ จงเสถียรธรรม’ ซึ่งเสียชีวิตจากสาเหตุเครื่องบินตกที่เมืองกาญจนบุรี

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตร ‘ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า’ ให้สัมภาษณ์ว่าเครื่องบินของกรมฝนหลวงนี้เก่ามากมีอายุถึง 21 ปี ซึ่งต่อไปจะต้องของบประมาณและปลดระวางได้แล้ว

‘ดับเครื่องชน’ ขอสนับสนุนเพราะฝนหลวงมีความสำคัญต่อประชาชนชาวไทยอย่างมากเพราะเป็นเทวดาทำให้ฝนตกในยามที่เกิดภัยแล้งดังที่ทราบกันอยู่

อยากให้กรมฝนหลวงที่มีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรงเรื่องนี้ช่วยแจ้งไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ว่าเครื่องบินที่เหมาะสมและสอดคล้องกับงบประมาณเป็นอย่างไร ซึ่งครม.จะได้ทราบและอนุมัติต่อไป

กรุณาอย่านำเครื่องบินทำฝนหลวงไปเปรียบเทียบกับอาวุธของเหล่าทัพเพราะคุณสมบัติการใช้งานต่างกันและเมื่อเริ่มทำฝนหลวงที่แต่ก่อนเรียกว่าฝนเทียมยังต้องพึ่งพาเครื่องบินของกองทัพอากาศอยู่ เราต้องเตรียมพร้อมทั้งเครื่องมืออุปกรณ์เพื่อเอาชนะดินฟ้าอากาศแบบเดียวกับภารกิจของกรมฝนหลวง

 ‘เครื่องบิน’ เป็นสิ่งสำคัญที่สุด
อ๊อด เทอร์โบ


 ลมหนาวมาแล้ว
 โปรดเตรียมรับมือ

ผมเฝ้าติดตามข่าวเรื่องน้ำท่วมมาหลายวันและดีใจที่คนไทยไม่ทอดทิ้งกันยามตกทุกข์ได้ยากต่างบริจาคผ่านรัฐบาลและบิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ เพื่อนำไปมอบให้คนไทยในภาคอีสานที่ จ.อุบลราชธานี หลายคนรอบๆ ตัวผมต่างให้ความเห็นว่าหลังจากน้ำท่วมเป็นเรื่องใหญ่กว่าเพราะอาคารบ้านเรือนถนนหนทาง โรงพยาบาล โรงเรียน วัดวาอาราม ฯลฯ เสียหายมาก

ผมจึงมองว่าทุกเหล่าทัพมีเครื่องมือและกำลังพลพร้อมอยู่แล้วน่าจะช่วยฟื้นฟูให้สภาพดีขึ้นและที่เห็นมาต้องรอคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาไฟเขียวก่อน จึงอยากให้ช่วยๆ กันนะครับ

จากการติดตามข่าวการพยากรณ์อากาศบอกว่าต่อไปฝนจะค่อยๆ ลดลงและคิวต่อไปเป็นลมหนาวหรือฤดูหนาว ซึ่งโปรดเตรียมเสื้อผ้าเครื่องมือกันหนาวไว้ด้วย ไม่อยากให้ประชาชนงอมือ-งอเท้า รอความช่วยเหลือหรือไปโทษดินฟ้าอากาศอย่างเดียว เราเป็นคนไทยต้องต่อสู้ชีวิตครับ ต้องดิ้นรนเพื่ออยู่ให้สบายในโลกนี้
เผด็จ (โคราช)

 เรียนคุณ ‘เผด็จ’ โคราช
 ผมชอบจดหมายของคุณในตอนท้ายมากๆ ครับที่บอกให้คนไทยต้องสู้ชีวิต ซึ่งเป็นเรื่องจริงและเวลานี้ทุกอย่างเริ่มดีขึ้นแล้วต่อไปก็ต้องฟื้นฟูทุกอย่างให้เข้าสู่สภาวะปกติโดยเร็วที่สุดจะได้ดำรงชีวิตกันต่อไป

พอน้ำลดแล้วปลายปีที่จะมีลมหนาวหรือฤดูหนาวเข้ามาซึ่งช่วงสิ้นปีเก่า-รับปีใหม่ ถือว่าเป็นฤดูแห่งความสุข ก็ขอให้ช่วยกันทำทุกอย่างให้ดีขึ้นด้วย

อย่าไปสนใจหรือทุ่มเทกับการเมืองให้มากไปเพราะคติที่ว่า ‘การเมืองไม่มีมิตรแท้-ศัตรูถาวร’ ยังใช้ได้อยู่เสมอ

โปรดทำมาหากินทำตัวเป็นคนดีเพราะในที่สุดต้องถือว่าเราโชคดีที่เกิดมาบนผืนแผ่นดินไทยที่มีน้ำใจเช่นนี้
อ๊อด เทอร์โบ


 โรงงานทิ้งของเสีย
 เรียนผ่านไปยังรัฐมนตรีอุตสาหกรรม
(สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ)

ผมขอให้ ‘คม ชัด ลึก’ เป็นสื่อกลางผ่านไปยังรัฐมนตรีอุตสาหกรรม ‘สุริยะ จึงรุ่งเรื่องกิจ’ ว่าจะต้องจัดการกับโรงงานอุตสาหกรรมอย่างเฉียบขาดตามกฎหมายครับ

เวลานี้เอกชนและหลายหน่วยงานรณรงค์งดใช้โฟมหรือถุงพลาสติกเท่านั้นยังไม่พอ แต่กระทรวงอุตสาหกรรมต้องจริงจังกับทุกโรงงานครับเพราะบางแห่งเห็นแก้ไข-มักง่าย ปล่อยมลพิษหรือของเสียลงแม่น้ำลำคลองที่มีทั้งในกทม.และต่างจังหวัด ประชาชนคนเดินดินรอบๆ โรงงานได้แต่ร้องเรียนและทนเดือดร้อนไม่รู้จะหันหน้าไปพึ่งพาใครแล้ว
วีระพล (แม่กลอง)


 รพ.จิตเวชโคราช
 องค์กรดีศรีคุณธรรม

ผมขอแสดงความยินดีกับ รพ.จิตเวชนครราชสีมา ที่ได้รับโล่รางวัล องค์กรดีศรีคุณธรรมโคราช ประจำปี 2562 ซึ่ง ‘นพ.กิตต์กวี โพธิ์โน’ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลได้เข้ารับรางวัลไปแล้ว

ทั้งนี้โรงพยาบาลได้ยึดหลักคุณภาพและคุณธรรมในการดำเนินการและพัฒนาอย่างต่อเนื่องและโดยเฉพาะบุคลากรต้องมีแนวทางในการทำงานคือ

การฝึกสติและสมาธิ โดยใช้วิธีการรับรู้ลมหายใจเข้า-ออกของตัวเอง เริ่มก่อนการปฏิบัติงานคุกครั้งและหลังเสร็จงาน ใช้เวลาประมาณ 3-5 นาที สติและสมาธิจะมีผลต่อสมองโดยตรง เกิดการเปลี่ยนแปลงทางที่ดีขึ้นทั้งด้านความคิด การกระทำ เจ้าหน้าที่จะรู้สึกจิตใจสบายและเป็นสุขส่งผลดีต่อคุณภาพงาน คือทำงานด้วยความรอบคอบ ไม่วอกแวก ควบคุมอารมณ์และความคิดได้ ช่วยส่งเสริมการผ่อนคลายจิตใจลดความเครียดจากการทำงาน โดยขณะนี้ทุกแผนกจะติดตั้งตุ๊กตาสติ เป็นภาพการ์ตูนติดที่หน้าจอคอมพิวเตอร์ เป็นสัญลักษณ์พักอารมณ์ ย้ำเตือนให้เจ้าหน้าที่มีสติอยู่ตลอดเวลา

การยึดหลักปรัชญาความพอเพียงในการดำเนินชีวิต ไม่เบียดเบียนตัวเอง สังคม และสิ่งแวดล้อม บุคลากรมีความใฝ่รู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลง ซื่อสัตย์ ขยัน อดทน เอื้ออาทรต่อผู้อื่นและให้การดูแลผู้ป่วยทางจิตอย่างให้เกียรติ เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ส่งเสริมให้มีตลาดนัดสีเขียว จำหน่ายพืชผักปลอดสารพิษ เสริมรายได้และสร้างเสริมการมีสุขภาพดี ซึ่งจะส่งผลให้มีสุขภาพจิตดีไปด้วย

การใช้พลังจิตอาสา ส่งเสริมการใส่ใจต่อสังคมส่วนรวม ซึ่งผลของการเป็นผู้ให้นั้นจะทำให้เกิดความปีติสุข เกิดความเสียสละ จะช่วยส่งเสริมให้เกิดการทำงานเป็นทีมที่ยิ่งขึ้น ซึ่งขณะนี้บุคลากรได้ร่วมกันพัฒนาให้พื้นที่ในโรงพยาบาลมีความร่มรื่น สวยงาม เอื้อต่อการฟื้นฟูจิตใจของผู้ป่วยทางจิต

ปรากฏการณ์ ‘ลันลาเบล’… อีกด้านมืดของสังคมไทย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/390994?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ปรากฏการณ์ ‘ลันลาเบล’… อีกด้านมืดของสังคมไทย

30 กันยายน 2562 – 08:40 น.
ลันลาเบล,พริตตี้,น้ำอุ่น,แสงเทียนกลางพายุ
เปิดอ่าน 205 ครั้ง

คอลัมน์… แสงเทียนกลางพายุ โดย… ฉาย บุนนาค หนังสือพิมพ์ กรุงเทพธุรกิจ

          โจษจันทั่วเมืองกว่า 2 สัปดาห์ปรากฏการณ์ข่าว “ลันลาเบล” พริตตี้สาวที่ศพถูกทิ้งไว้คาล๊อบบี้คอนโดอย่าง “เลือดเย็น” จนเป็นปริศนาถึงสาเหตุการตาย

ภายหลังจากตำรวจและกองพิสูจน์หลักฐานเริ่มทยอยสืบสวน… ตรวจสอบ และคลี่คลายคดี ก็พบว่า “ลันลาเบล” นั้นถูกมอมเหล้าอย่างหนักจนเสียชีวิต โดย “น้ำอุ่น” พริตตี้บอยวัย 25 และเพื่อนร่วมปาร์ตี้อีก 6 ราย…เป็นผู้ต้องหา

แม้ตำรวจจะมีการตั้ง 3 ข้อกล่าวหาหนัก คือ หน่วงเหนี่ยวกักขังจนผู้อื่นถึงแก่ความตาย… พาไปเพื่อกระทำอนาจาร และ ความผิดฐานกระทำอนาจาร รวมถึง ความผิดข้อหาซ่องโจรกับกลุ่มเจ้าของบ้านแล้ว… แต่คำถามที่ยังคาใจสังคมอยู่คือ “กินเหล้าอย่างเดียวแล้วถึงตายจริงหรือ??”

ความชอบมาพากลของ “กองพิสูจน์หลักฐาน”… กับความเคลือบเคลงใจของสังคม เรื่องนี้ยังคงต้องเป็นที่พิสูจน์ต่อไปภายหลังจาก แม่ลัลลาเบล ทำเรื่องร้องต่อ “กระทรวงยุติธรรม” เพื่อตรวจสอบสาเหตุการตายอีกครั้ง…

นี่ไม่ใช่แค่เรื่อง พริตตี้สาว ถูกมอมเหล้าจนหัวใจวายตายโดยวัยรุ่นผู้คึกคะนองคนหนึ่ง… หากแต่สะท้อนอีกด้านมืดของสังคมไทยที่ด่างพร้อยและจำเป็นต้องรักษา…

ในฐานะคนไทยคนหนึ่ง ผู้เป็นพ่อของลูกสาววัย 9 ขวบ ที่กำลังเติบโตสู่วัยแรกรุ่นท่ามกลางสังคมที่เรียกตัวเองว่ามี“อารยธรรม” แต่ “นิยมเพศพาณิชย์”… เหตุการณ์นี้จึงสร้างความน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง…กับสังคมที่มีประชากร 70 ล้านคน… มีความเจริญรุ่งเรืองในทุกมิติ มากว่า 1 พันปี… มีความอุดมสมบูรณ์ทางธรรมชาติดั่งคำกล่าว “ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว”… มีความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจ โดยตามประมาณการในปี 2562 GDP ของประเทศไทยมีมูลค่าราว 516,662 ล้านดอลลาร์สหรัฐ… ซึ่งเท่ากับ อันดับ 2 ในอาเซียนหรือเทีบเท่าความใหญ่กับอันดับ 25 ของโลก

มีศาสนาพุทธ เป็นศาสนาประจำชาติ… มีขนบธรรมเนียมประเพณีที่สะท้อนถึงอารยธรรมและความงดงามของวิถีชีวิตมากมาย… มีวัดวาอารามกว่า 4 หมื่นแห่งทั่วประเทศ… มีพระสงฆ์กว่า 3.5 แสนรูป มีตำรวจผู้ควรผดุงความยุติธรรมกว่า 2.3 แสนนาย… มีกฎหมายที่ห้ามการค้ามนุษย์… ค้าประเวณี… และกระทำอนาจาร…

หากแต่จากข้อมูลของ Unicef ในการประชุมระดับโลกครั้งที่ 2 และการหาผลประโยชน์ทางการค้าทางเพศกับเด็ก (Second World Congress and Commercial Sexul Exploitation of Children) เมื่อปี พศ. 2544 ระบุว่า จำนวนโสเภณีเด็กในประเทศไทยมีจำนวนสูงถึงอันดับ 3 ของโลก โดยมีประมาณ 2 แสนราย และมีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากขยายตัวของอุตสาหกรรมบริการทางเพศในสภาวะสังคมปัจจุบันนั่นเอง…

ย้ำอีกครั้งนะครับ ว่านี่คือตัวเลขเมื่อ 18 ปีก่อน แหล่ะแค่เฉพาะโสเภณีเด็ก…

โดยปัจจุบัน… แม้ไม่เคยมีการเก็บสถิติอย่างเป็นระบบของสำนักงานสถิติแห่งชาติ แต่จากการคาดคะเนโดยองค์กรและสถาบันวิจัยต่างๆ ระบุว่า มีจำนวนผู้ให้บริการทางเพศใน “ทุกรูปแบบ” สูงถึง 2 ล้านคนเลยทีเดียว!!

หวังว่า กรณีปรากฏการณ์ “ลันลาเบล” คงกระตุ้นสังคมให้ตื่นตัวอีกครั้ง กับเรื่องความจริงที่สะท้อนเสื่อมทรามทางศีลธรรมในสังคมไทยที่ผู้คนส่วนใหญ่ “ไม่อยากพูดถึง” หรือ “แกล้งไม่เห็น”… “ความจริงครึ่งเดียว” หรือ “เรื่องโกหก” ที่เรามัก “บอกเล่าสู่กันเอง” ว่า เมืองไทยคือเมืองพุทธ… เมืองยิ้ม… เรามีอารยธรรม… มีความศิวิไลซ์… มีประเพณีที่งดงาม… หากแต่ สถานบริการทางเพศยังเกลื่อนเมือง… พร้อมกับค่านิยมเรื่องเพศพาณิชย์และทัศนคติอุบาทว์ ว่าด้วยสโลแกน “เงินมาผ้าหลุด” ยังมีเต็มหัวใจ…

ส่วนด้าน “หญิงสาวชายหนุ่ม”… “พริตตี้เกิร์ล”… “พริตตี้บอย”… ผู้พร้อมสนองบริการก็หาใช่เข้าวงการอย่างน่าสงสารเพราะ ถูกหลอกมาทำ… หรือยากจนลำบากสถานการณ์บังคับมาเหมือนแต่ก่อนไม่!! บ่อยครั้งที่สาเหตุการเข้าสู่วงการสมัยนี้ เป็นเพราะ เรื่องค่านิยมผิดๆ ว่าใครๆ เค้าก็ทำกัน จนกลายเป็นอาชีพปกติ… และการ “อยาก” มีเงินทองเพื่อซื้อความสะดวกสบาย เกินพอดีแก่ชีวิต…

งานบริการ “มิจฉาอาชีพ” ลักษณะนี้ จึงตอบโจทย์ เป็นอย่างดี… ด้วยเหตุผลว่า บนเส้นทางนี้ “เงิน” มันหาง่าย บนต้นทุนที่ต่ำเพราะไม่ต้องใช้สมองและการลงทุนใดๆ… ใช้เพียงร่างกายและวิญญาณเพียงเท่านั้น…

หวังว่า “คุณจุติ ไกรฤกษ์” รัฐมนตรีกระทรวงพัฒนามนุษย์… คงไม่นิ่งเฉยและใช้โอกาสกระแส “ลันลาเบล” นี้… เสนอนโยบายจัดระเบียบสังคมใหม่ พร้อมปลูกฝังค่านิยมที่ถูกต้องควบคู่คุณธรรมให้กับเยาวชนไทยต่อไป

ดูบทความทั้งหมดของ แสงเทียนกลางพายุ

จับพิรุธ..ทรัพย์สิน ธนาธร เจาะปัจจัยเปลี่ยนสมการ การเมือง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/390996?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

จับพิรุธ..ทรัพย์สิน ธนาธร เจาะปัจจัยเปลี่ยนสมการ การเมือง

30 กันยายน 2562 – 08:17 น.
ธนาธน จึงรุ่งเรืองกิจ,พรรคอนาคตใหม่
เปิดอ่าน 134 ครั้ง

จับพิรุธ..ทรัพย์สิน ธนาธร เจาะปัจจัยเปลี่ยนสมการ การเมือง

รายการเนชั่นสุดสัปดาห์กับ 3 บก. ออกอากาศทุกวันเสาร์เวลาห้าโมงเย็นทางเนชั่นทีวีช่อง 22 “สมชาย มีเสน” ซีอีโอเครือเนชั่น ”วีระศักดิ์ พงษ์อักษร“ บรรณาธิการบริหาร นสพ.กรุงเทพธุรกิจ และ ”บากบั่น บุญเลิศ“ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร นสพ.ฐานเศรษฐกิจ ร่วมวิเคราะห์ประเด็น ”จับพิรุธ !ทรัพย์สินธนาธร เจาะปัจจัยเปลี่ยนสมการการเมือง”

    “บากบั่น” กล่าวว่า นสพ.ฐานเศรษฐกิจ จัดพิมพ์หนังสือเกิดมาต้องตอบแทนบุญคุณแผ่นดิน เขียนโดย น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ ที่เขียนถึง พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์​ อดีตประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ โดยสองอดีตนายกรัฐมนตรี (ชวน หลีกภัย, อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ) และนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันเขียนคำนิยมให้ จัดจำหน่ายในช่วงสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ซีเอ็ดบุ๊ค และนสพ.ฐานเศรษฐกิจ โดยรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายมอบให้มูลนิธิรัฐบุรุษ

          “สมชาย” กล่าวว่า การเมืองวันนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม รวมทั้ง ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ คือตัวแปรทางการเมือง หลายวันที่ผ่านมานายกฯ ไปประชุมยูเอ็นที่สหรัฐโดยมีคนไทยมาต้อนรับ รวมทั้งมีการจ้างคนต่างชาติมาถือป้ายประท้วง และมีคนไทยถือป้ายขับไล่ พล.อ.ประยุทธ์ ในช่วงการหารือที่เอเชียโซไซตี้ และปาฐกถาเรื่อง ”การเสริมสร้างความเป็นหุ้นส่วนเพื่อความยั่งยืนระหว่างประเทศ จากความแข็งแกร่งภายในสังคมไทย” ตอนนี้มีเอกสารหลุดในโลกออนไลน์ว่าธนาธรจ้างล็อบบี้ยิสต์สหรัฐ (APCO worldwide LLC) ดำเนินการโจมตีขั้วตรงข้ามและสร้างภาพลักษณ์ให้ตัวเอง แม้พรรคอนาคตใหม่ยืนยันว่าเป็นเอกสารจริง ไม่ได้หลุดออกมาก็ตาม

      “บากบั่น” ระบุว่า เอกสารระบุว่าธนาธรจ้างล็อบบี้ยิสต์รายนี้ดำเนินการกิจกรรมทางการเมืองหกเดือน เดือนละหนึ่งหมื่นดอลลาร์ แม้พรรคอนาคตใหม่ชี้แจงเหตุผลต่างๆ และอ้างว่าต้องเปิดเผยสัญญานี้ตามกฎหมายสหรัฐก็ตาม แต่เมื่อไปดูบันทึกข้อเก้าของเอกสารนี้ระบุว่าให้ล็อบบี้ยิสต์รายนี้ดำเนินกิจกรรมทางการเมืองด้วย โดยธนาธรได้อนุมัติในสัญญาจ้างฉบับนี้ด้วย

    “วีระศักดิ์” ประเมินว่า เอกสารชุดนี้พรรคอนาคตใหม่บอกว่าเป็นเอกสารที่ต้องเปิดเผยในการทำงานเพื่อประชาธิปไตยตามสัญญาจ้างและทำตามกฎหมายสหรัฐ แต่โลกออนไลน์รับรู้เอกสารชุดนี้ที่หลุดออกมาก่อนที่พรรคจะแถลงข่าวนี้

เอกสาระบุว่าล็อบบี้ยิสต์มีภารกิจจัดตารางและนัดคิวให้ธนาธรในการพบบุคคลต่างๆ และไม่เกี่ยวข้องกับการสร้างสถานการณ์ รวมทั้งยืนยันว่าการเดินทางไปต่างประเทศของธนาธรนั้นสร้างประโยชน์ให้ประเทศ แต่น่าคิดว่าทำไมจ้างหกเดือนคือถึงสิ้นปีนี้

ส่วนคนไทยที่ไปประท้วงนายกฯ นั้น หลายคนรู้แล้วว่ามีความสัมพันธ์กับส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคอนาคตใหม่บางคนรวมทั้งแกนนำกลุ่มที่ต้านนายกฯ ในประเทศ

 “สมชาย” สรุปว่า อาจเป็นไปได้ว่าสัญญาจ้างครั้งนี้ผู้จ้างและผู้รับจ้างรู้กำหนดการของนายกฯ ดังนั้นการประท้วงนายกฯ ครั้งล่าสุดนี้ต้องดูว่าการดำเนินการข้างต้นอยู่ในบันทึกข้อเก้าของสัญญาจ้างนี้หรือไม่

ส่วนการแจ้งบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อป.ป.ช.ของหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่นั้น

 “สมชาย” กล่าวว่า พรรคการเมืองอยู่ในกฎหมายมหาชน แต่นักกฎหมายพรรคอนาคตใหม่บอกว่ากฎหมายไม่มีข้อห้ามให้พรรคกู้เงินจากบุคคลอื่น พรรคจึงดำเนินการกู้เงินธนาธรได้ ธนาธรแจ้งป.ป.ช.ว่ามีทรัพย์สินห้าพันกว่าล้านบาท หนี้สินหกแสนกว่าบาท รายได้ประจำปีนั้นมีเงินเดือนส.ส.และเงินประจำตำแหน่งรวมไว้ด้วย

โฆษกพรรคอนาคตใหม่แถลงข่าวว่าบลายด์ทรัสต์ของธนาธรเป็นเอ็นโอยู ยังไม่ใช่สัญญา เพราะหัวหน้าพรรคยังไม่ทำหน้าที่ส.ส. แต่ทำไมธนาธรแจ้งบัญชีต่อป.ป.ช.ที่รวมเงินเดือนส.ส.และเงินประจำตำแหน่งไว้ด้วย

อย่าลืมว่าในอดีตนั้นนักการเมืองลงสัตยาบันแล้วยังฉีกได้ ดังนั้นเอ็มโอยูชิ้นนี้ก็ฉีกได้เช่นกันโดยมือของพรรคอนาคตใหม่

ปัญหาคือว่าแม้จะโอนทรัพย์สินของธนาธรเข้าบลายด์ทรัสต์ยังไม่เกิดและไม่มีกฎหมายกำหนดก็ตาม แต่หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่แถลงข่าวนี้ต่อสังคมว่าจะทำแต่ยังไม่ได้ทำ แปลว่าหัวหน้าพรรคนี้หลอกสังคม สังคมเป็นเหยื่อ ตนเคยเตือนแล้วว่าสิ่งที่บางคนหาเสียงแบบนี้ คำตอบวันนี้มันชัดแล้วว่ามันคือการหลอกลวงสังคม

“บากบั่น” ระบุว่า ก่อนเลือกตั้งไม่กี่วันธนาธรแถลงข่าวว่าต้องการสร้างมาตรฐานนักการเมืองใหม่โดยจะโอนทรัพย์สินของตัวเองไปยังบลายด์ทรัสต์และอ้างว่าตัวเองเป็นคนแรกๆ ทางการเมืองที่ดำเนินการแบบนี้ ความจริงอดีตรัฐมนตรีคนอื่นๆ เคยทำแบบนี้มาก่อนแล้ว แต่ไม่มีใครออกมาพูดแบบธนาธร ดังนั้นเหตุนี้ประชาชนโดนหลอกธนาธรหรือไม่

เพราะเมื่อพิจารณาสิ่งที่ป.ป.ช.เปิดเผยพบว่าธนาธรยังไม่มีการทำบลายด์ทรัสต์

 “วีระศักดิ์” กล่าวว่า หากกฎหมายพรรคการเมืองฉบับเก่าบังคับใช้อยู่นั้นคดีความของหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ในวันนี้คงไม่เกิดขึ้น แต่รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน มาตราสี่สิบห้าที่อุดช่องว่างไม่ให้บุคคลไปครอบงำพรรคการเมืองและกฎหมายพรรคการเมืองฉบับใหม่ระบุชัดว่าไม่ให้บุคคลหรือนายทุนครอบงำพรรคได้ และระบุเจ็ดเงื่อนไขกิจกรรมที่อนุญาตพรรคการเมืองว่าจะมีรายได้ให้พรรคได้อย่างไร

ธนาธรยื่นบัญชีต่อป.ป.ช.ว่าให้พรรคกู้เงินหนึ่งร้อยเก้าสิบเอ็ดล้านบาท แม้ก่อนหน้านี้จะเคยบอกสื่อต่างชาติว่าให้พรรคกู้เงินหนึ่งร้อยสิบล้านบาท

    “สมชาย” กล่าวว่า เงินกู้ที่พรรคดำเนินการกับธนาธรนั้นมีสองครั้ง น่าสังเกตว่าพรรคอนาคตใหม่ตั้งขึ้นในช่วงเดือนมีนาคมปีที่แล้ว และระดมทุนเข้าพรรคไม่ได้จึงอาจเป็นไปได้ว่าพรรคใช้เงินของธนาธรล่วงหน้าแล้วมาบันทึกเป็นเงินกู้หนึ่งร้อยหกสิบล้านบาทเศษแบบลงบัญชีย้อนหลัง และการกู้เงินครั้งที่สองจึงระบุสามสิบล้านบาทถ้วน

    “บากบั่น” ตั้งข้อสังเกตว่า เงินกู้ครั้งแรกนั้นพรรคอนาคตใหม่ใช้หมดภายในสามเดือน แล้วจึงเกิดการกู้ครั้งที่สองจากธนาธร

  “วีระศักดิ์“ ประเมินว่ามันเป็นไปได้หลายอย่างกับการกู้เงินของพรรคนี้ที่จะอ้างเหตุผลต่างๆ เช่น กู้สมทบล่วงหน้า และธนาธรสร้างคำใหม่ขึ้นมาว่า ”การกู้เงินไม่ต้องลงบัญชีว่าเป็นรายได้ เงินกู้ไม่ใช่รายได้ และชี้แจงต่อกกต.ไปนานแล้ว” ตรรกะหลักบัญชีของเอกชนคิดอีกแบบหนึ่ง และพรรคการเมืองที่อยู่ในหลักกฎหมายมหาชนต้องใช้อีกตรรกะหนึ่ง

เจษฎ์ โทณวณิก อดีตที่ปรึกษาคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กล่าวไว้ว่า “กรณีดังกล่าวต้องวางหลักการให้ชัดก่อนว่า พรรคการเมืองไทยมีสถานะเป็นองค์กรเอกชนหรือองค์กรมหาชน หากมีสถานะเป็นองค์กรเอกชนเหมือนบริษัทห้างร้านทั่วไปก็มีสิทธิ์จะทำอะไรก็ได้ที่กฎหมายไม่ได้บัญญัติห้ามไว้ แต่ถ้าพรรคการเมืองมีสถานะเป็นองค์กรมหาชนซึ่งไม่ใช่องค์กรที่แสวงหากำไรเหมือนบริษัทห้างร้าน การจะทำอะไรในสิ่งที่แม้กฎหมายไม่ได้ห้าม ก็ทำไม่ได้ คือจะทำได้เฉพาะสิ่งที่กฎหมายอนุญาตเท่านั้น

ทั้งนี้มาตรา 62 ของพ.ร.ป.พรรคการเมืองระบุถึงรายได้พรรค 7 ช่องทางซึ่งไม่ได้บัญญัติเปิดช่องให้กู้ยืมเงินจากแหล่งเงินกู้ใดๆ ได้ หากตีความว่าพรรคการเมืองเป็นองค์กรเอกชนก็จะสามารถกู้เงินได้ เพราะกฎหมายไม่ได้บัญญัติห้าม แต่ถ้าตีความว่าพรรคการเมืองเป็นองค์กรมหาชนก็จะไม่สามารถกู้เงินได้ เพราะกฎหมายบังคับให้มีรายได้จาก 7 ช่องทางนี้เท่านั้น เรื่องนี้ยังไม่มีบรรทัดฐานชัดเจนจึงต้องรอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยและวางบรรทัดฐาน

ส่วนที่ธนาธรไปอ้างหลักกฎหมายเกี่ยวกับการทำธุรกิจว่าเงินกู้ไม่ใช่รายได้นั้นเป็นคนละเรื่องกัน และไม่สามารถนำมาเทียบเคียงกับพรรคการเมืองได้เลย ประกอบกับองค์กรเอกชนเองก็มีหลายประเภท ทั้งห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด บริษัทมหาชน ซึ่งแต่ประเภทก็มีข้อกำหนดแตกต่างกันไป และเป็นคนละเรื่องกับพรรคการเมือง”

      “สมชาย” กล่าวว่า ควรรอการวินิจฉัยของกกต.ในเรื่องนี้ว่าจะส่งศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่ และเป็นการชี้ชะตาพรรคอนาคตใหม่

   “บากบั่น” สรุปว่าถ้าพรรคการเมืองกู้เงินบุคคลอื่นได้ หากพรรคนั้นๆเข้ามาทำงานบริหารบ้านเมือง แบบนี้พรรคนั้นๆ จะโดนครอบงำจากคนที่ให้พรรคนั้นๆ กู้เงินได้

ส่วนปัจจัยเปลี่ยนสมการการเมืองที่ตอนนี้ส.ส.หลายคนส่อแววยุติการปฏิบัติหน้าที่และต้องเลือกตั้งซ่อมส.ส.นั้น

   “วีระศักดิ์” ตั้งคำถามว่า การเลือกตั้งซ่อมนั้นมีผลแปรผันกับสถานการณ์การเมืองของฝ่ายค้านกับรัฐบาลเช่นใด

 “สมชาย” ประเมินว่าตอนนี้พรรครัฐบาลมีสองร้อยห้าสิบเอ็ดเสียง ฝ่ายค้านมีสองร้อยสี่สิบเจ็ดเสียง (ไม่รวมธนาธร) มีแนวโน้มสี่เขตต้องเลือกตั้งใหม่ คือ นครปฐม (อนาคตใหม่), ขอนแก่น (เพื่อไทย), กำแพงเพชรและสมุทรปราการ (พลังประชารัฐ)

การทำงานที่ผ่านมาเหมือนว่ากกต.เตะลูกทิ้งหลายครั้งและบางกรณีเสนอให้องค์กรอิสระและฝ่ายกระบวนการยุติธรรมพิจารณา ทั้งๆ ที่กกต.ดำเนินการเองได้

หากสี่เขตที่ต้องเลือกตั้งใหม่พรรคฝ่ายค้านและรัฐบาลส.ส.จะหายไปฝั่งละสองเสียง การลงมติในสมัยประชุมสภาผู้แทนราษฎรที่จะถึงนี้ รัฐบาลต้องเสนอร่างกฎหมายและลงมติ (ไม่นับรวมการเสนอร่างกฎหมายงบประมาณที่เป็นสมัยประชุมวิสามัญ) ตอนนี้มีกระแสงูเห่าขึ้นมาแล้วเพราะคะแนนของสองฝ่ายใกล้กัน

ดังนั้นหากมองการเลือกตั้งซ่อมในแต่ละเขตนั้นจะพบว่าเขตห้า นครปฐม (จุมพิตา จันทรขจร) พรรคอนาคตใหม่ มีสามหมื่นสี่พันกว่าคะแนน ที่ผ่านมาพบว่าผู้สมัครของพรรคนี้ทะเลาะกันเอง และพรรคร่วมรัฐบาลที่แพ้นั้นจะลงแข่งขันด้วย เขตสอง กำแพงเพชร (พ.ต.ท.ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์) พรรคพลังประชารัฐ ชนะคู่แข่งหลักหมื่นคะแนน ตรงนี้มั่นใจได้ว่าพปชร.คงรักษาพื้นที่ไว้ได้ เขตห้า สมุทรปราการ (กรุงศรีวิไล สุทินเผือก) พรรคพลังประชารัฐ ชนะพรรคอื่นๆ ราวหนึ่งหมื่นคะแนน เขตเจ็ด ขอนแก่น (นวัธ เตาะเจริญสุข) พรรคเพื่อไทย ชนะคู่แข่งจากพรรคพลังประชารัฐราวสามพันคะแนน ตรงนี้น่าจะสู้กันสูสี

ตนไม่เชื่อว่าจะเกิดระบบฮั้วคะแนนกันเพราะมันกระทบส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ที่แต่ละพรรคมี กฎหมายกำหนดว่าหากมีการเลือกตั้งใหม่ในหนึ่งปีต้องคำนวณคะแนนใหม่ของแต่ละพรรค โดยพรรคเล็กอาจไม่มีส.ส.และพรรคใหญ่นั้นคนอันดับท้ายอาจหลุดตำแหน่งส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ แต่พรรคเพื่อไทยอาจฮั้วกับพรรคอนาคตใหม่ได้ เพราะพรรคเพื่อไทยไม่มีโอกาสได้ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์เพราะคะแนนพึงมีนั้นเกินไปแล้ว

และรอติดตามการพิจารณาเรื่องร้องเรียนการเลือกตั้งหนึ่งร้อยกว่าเรื่องที่ยังอยู่ในการพิจารณาของกกต.ว่าจะสรุปออกมาเช่นใด

“บากบั่น” สรุปว่า การเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้มีผลแปรผันสำหรับฝ่ายค้านและรัฐบาล ระหว่างการได้ส.ส.เขตเพิ่มหรือลดลงในสี่เขตดังกล่าว ที่ส่งผลต่อจำนวนส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ของหลายพรรคด้วย

เวทีแห่งความจริง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/390995?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

 เวทีแห่งความจริง

30 กันยายน 2562 – 08:01 น.
ประชุมสมัชชาสหประชาชาติ,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา
เปิดอ่าน 35 ครั้ง

บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันจันทร์ที่ 30 กันยายน 2562

เสร็จสิ้นไปแล้วสำหรับภารกิจของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ที่เข้าร่วมประชุมสมัชชาสหประชาชาติครั้งที่ 74 ณ สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ระหว่างวันที่ 21-27 กันยายน โดยนายกฯ และคณะมีการเจรจาและแสดงวิสัยทัศน์ในเวทีระดับโลกเป็นครั้งแรกของรัฐบาลประยุทธ์สอง ซึ่งไทยกำหนดวาระสำคัญของการประชุมไว้ 3 เรื่อง คือประเด็นหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ประเด็นด้านสภาพภูมิอากาศ และประเด็นการพัฒนาเพื่อความยั่งยืน ที่ไทยชูแนวทางนี้ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาโดยตลอดและตรงกับ 3 เสาหลักของสหประชาชาติ และสอดคล้องกับผลประโยชน์ของไทย การประชุมครั้งนี้ถือว่าประสบความสำเร็จที่ไทยได้แสดงบทบาทและศักยภาพบนเวทีโลกรวมถึงในฐานะประธานอาเซียนด้วย

ที่เป็นไฮไลท์และได้รับความสนใจจากนานาชาติน่าจะเป็นเรื่องที่ว่าด้วยหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ซึ่งนายกรัฐมนตรีบอกกับที่ประชุมหลังจากที่คนไทยทุกคนมีสิทธิเข้าถึงระบบหลักประกันสุขภาพเกือบ 100% ส่งผลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ เพราะหากประชาชนมีสุขภาพดี มีสติปัญญา เข้มแข็ง จะเป็นแรงงานที่มีศักยภาพพัฒนาประเทศ และนอกจากการดูแลรักษาผู้ป่วยแล้ว ไทยยังเน้นเรื่องการป้องกันดูแลรักษาสุขภาพไม่ให้ป่วย ซึ่งจะช่วยลดการใช้จ่ายงบประมาณ และปัจจุบันมีการจัดหมอชุมชน และอสม.ลงพื้นที่ดูแลรักษาพยาบาลเบื้องต้น โดยตั้งเป้าให้มีทั่วประเทศ 7,000 ทีม ขณะนี้ดำเนินการแล้ว 1,000 ทีม โดย 1 ทีมจะดูแลประชาชน 30,000 คนควบคู่กับการแก้ปัญหาแออัดในโรงพยาบาลขนาดใหญ่ โดยยกระดับโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพประจำตำบลและนำเทคโนโลยีมาใช้ในการนัดรักษาผ่านระบบออนไลน์

นอกเหนือจาก 3 เสาหลักของสหประชาชาติแล้ว  พล.อ.ประยุทธ์ ยังได้ชี้แจงถึงบทบาทของการกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีสมัยที่สอง  ระหว่างร่วมรับประทานอาหารกับผู้บริหารเอเชียโซไซตี้ ก่อนปาฐกถาในหัวข้อ “การเสริมสร้างความเป็นหุ้นส่วนเพื่อความยั่งยืนระหว่างประเทศ จากความแข็งแกร่งภายในสังคมไทย” ตอนหนึ่งว่า ทุกประเทศมีปัญหาหมด เพียงแต่เป็นปัญหาภายใน ถามว่าประเทศไหนไม่เคยขัดแย้ง ก็ขัดแย้งกันหมดทั่วโลก เพียงแต่แก้ปัญหานี้อย่างไร  เพื่อหยุดความขัดแย้งไม่ให้บานปลายอีก แล้วเดินหน้าไปสู่การปฏิบัติ การเป็นประชาธิปไตยด้วยการสร้างระเบียบต่างๆ ทราบดีว่าประชาธิปไตยเป็นสากลที่ทุกคนยอมรับ เป็นโรงเรียน เป็นระบบมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดในโลกในปัจจุบัน ตนเองยอมรับ และเราก็ผ่านการเลือกตั้งเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตยและหลายประเทศก็ให้การรับรองแล้วเช่นกัน

บทบาทนายกรัฐมนตรีในระบอบประชาธิปไตยของพล.อ.ประยุทธ์ ครั้งนี้ แม้จะได้รับการตอบรับที่ดีจากนานาประเทศรวมไปถึงคนไทยที่อยู่ในต่างแดนโดยเฉพาะที่นิวยอร์กที่มาให้กำลังใจอย่างอบอุ่นแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน โดยไม่มีภาพการต่อต้านจากกลุ่มคนเสื้อแดงที่นัดหมายกันว่าจะมาก็ตาม แต่ก็ยังให้เป็นอุปสรรคแบบงงๆ จากกลุ่มคนต่างชาติเพียงยี่สิบกว่าคนถูกจัดตั้งมาประท้วงพอเป็นน้ำจิ้มกับพวกเด็กหน้าเดิมๆ พอให้เห็นและชวนน่าฉงนกับเบื้องหลังของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ ซึ่งคงไม่เป็นเรื่องยากที่หน่วยข่าวของรัฐบาลจะกระชากหน้ากากผู้อยู่เบื้องหลังของเรื่องเหล่านี้ ขณะเดียวกันเราก็หวังว่าปฏิสัมพันธ์ของนายกรัฐมนตรีกับนานาประเทศนั้นๆ จะเสริมสร้างความแข็งแกร่งระหว่างกันในทุกๆ ด้าน ทั้งสังคม การเมือง รวมไปถึงเศรษฐกิจนำพาไปสู่การเกื้อหนุนเพื่อผลประโยชน์ชาติ ประชาชนระหว่างกันด้วย

จากเหยื่อผันตัวเป็นโจร(อิเล็กทรอนิกส์) #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/390663?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

จากเหยื่อผันตัวเป็นโจร(อิเล็กทรอนิกส์)

27 กันยายน 2562 – 13:20 น.
สายตรวจระวังภัย,โจรอิเล็กทรอนิกส์,รหัสธุรกรรมโอทีพี
เปิดอ่าน 131 ครั้ง

คอลัมน์…  สายตรวจระวังภัย   โดย…  ทีมข่าวอาชญากรรม

ทุกวันนี้การก่ออาชญากรรมบนโลกออนไลน์สามารถทำได้ง่าย ซึ่งสวนทางกับการป้องกันและตรวจสอบที่ยังทำได้ค่อนข้างยาก ฉะนั้นผู้ใช้บริการต้องระมัดระวัง โดยต้องคัดกรองบุคคลที่ติดต่อผ่านเครือข่ายออนไลน์อย่างถี่ถ้วน ที่สำคัญข้อมูลสำคัญด้านการเงิน บัตรประจำตัวประชาชน และหลักฐานอื่นที่เป็นเรื่องส่วนบุคคล จึงไม่ควรนำไปเผยแพร่ในสื่อออนไลน์ หรือไว้ใจให้ใครง่ายๆ ผ่านเสียงตามสายที่ยกหูโทรศัพท์ติดต่อ เพราะผู้ไม่หวังดีอาจนำไปใช้ประโยชน์จนเกิดความเสียหายได้

เมื่อพูดถึงข้อมูลส่วนบุคคลสามารถนำไปทำอะไรได้บ้าง? ก็ต้องบอกว่าในยุคปัจจุบันนี้เอาไปทำอะไรต่อมิอะไรก็ได้สารพัด อาทิ สามารถนำมาใช้ออกแบบสินค้า บริการ เพื่อให้ตรงกลุ่มเป้าหมาย หรือสามารถนำไปใช้เพื่อหาข้อมูลได้ตรงกับความสนใจของเรามากยิ่งขึ้น ซึ่งส่วนนี้ด้านดีก็มี แต่ด้านร้ายก็เยอะ เพราะข้อมูลของเราอาจจะถูกนำไปใช้ในทางไม่ดีได้เหมือนกัน โดยเกิดคดีเข้าร้องทุกข์กับตำรวจมากมายในยุค “ไซเบอร์” ตอนนี้ เช่น เอาเลขบัตรประชาชน หรือข้อมูลต่างๆ ไปสวมรอย, ข้อมูลพิกัดที่อยู่ต่างๆ สามารถเปิดช่องให้โจรรู้ หรือขโมยเข้าบ้านได้, ติดตาม สะกดรอย สอดแนม ชี้ช่องให้ผู้ไม่หวังดี, การ spam E-mail หรือหมายเลขโทรศัพท์ เป็นต้น

เช่นเดียวกับคดีที่ปรากฏเป็นข่าวการจับกุมล่าสุดที่คนเป็นโจรในวันนี้เคยตกเป็นเหยื่อแก๊งต้มตุ๋นถูก “ฉ้อโกงทางอิเล็กทรอนิกส์” มาก่อน ทว่าความอยากรู้วิธีการโกงของโจรในครั้งนั้นเป็นเช่นไรจึงเข้าไปสอบถามข้อมูลด้วยตัวเอง พอรู้ขั้นตอนวิธีการก็ผันตัวเองจากเหยื่อมาเป็น “โจรอิเล็กทรอนิกส์” เสียเอง

เกี่ยวกับเรื่องนี้ พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ผบช.สตม.) มีการแถลงผลจับกุม นายวรวัช แดงดี และ นายกานต์ พูนจันทร์ ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดหัวหิน ฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชน หลังถูกตำรวจตรวจคนเข้าเมือง 2 เข้าจับกุมตัว ที่อำเภอหัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เมื่อวันที่ 21 กันยายน ที่ผ่านมา สืบเนื่องจากช่วงเดือนมิถุนายนถึงเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ผู้ต้องหาทั้งสองคนได้ติดต่อผู้เสียหายรวมทั้งสิ้น 12 ราย โดยอ้างตัวว่าเป็นเจ้าหน้าที่สินเชื่อธนาคารไทยพาณิชย์และมีการเสนอให้ผู้เสียหายทำการกู้ยืมเงิน

ทันทีที่ผู้เสียหายหลงเชื่อก็จะให้เปิดบัญชีธนาคารไทยพาณิชย์ โดยให้มีเงินคงเหลือในบัญชีเอาไว้ จากนั้นก็จะหลอกเอาข้อมูลส่วนตัว อาทิ หมายเลขบัตรประจำตัวประชาชน และ รหัสธุรกรรมโอทีพี (OTP) เพื่อยืนยันตัวบุคคล สำหรับนำข้อมูลไปลงในแอพพลิเคชั่นโอนเงินผ่านโทรศัพท์มือถือ จากนั้นก็โอนเงินออกจากบัญชีผู้เสียหายไปยังบัญชีธนาคารที่รับซื้อผ่านอินเทอร์เน็ตในราคาบัญชีละ 1,000 บาท แล้วถอนเงินออกโดยไม่ใช้บัตรเอทีเอ็ม ซึ่ง นายวรวัช ทำหน้าที่หลอกลวง ซื้อบัญชีทางโซเชียลมีเดีย และโอนเงินจากบัญชีผู้เสียหาย รวมถึงถอนเงินโดยไม่ใช้บัตร ส่วน นายกานต์ ทำหน้าที่นำรหัสตระเวนถอนเงินสดที่ได้จากการหลอกลวงในพื้นที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

จะเห็นได้ว่าการให้ช่องทางในการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลถึงแม้จะมีข้อดี แต่หากไม่ระวังก็อาจจะส่งผลเสียได้เช่นกัน หากคนอื่นสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ก็สามารถนำไปต่อยอดทำอย่างอื่นได้เหมือนกัน เฉกเช่นโจรอิเล็กทรอนิกส์ที่ยังวนเวียนหาเหยื่อที่ไม่ทันระวังตัว รักความสะดวก ชอบความสะบายอยู่ทุกวัน..!!

ทำไมฝุ่นพิษ..ทำให้มองเห็น เมืองอินโดฯท้องฟ้าสีแดง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/390536?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ทำไมฝุ่นพิษ..ทำให้มองเห็น เมืองอินโดฯท้องฟ้าสีแดง

27 กันยายน 2562 – 09:35 น.
ฝุ่นพิษ,เกาะสุมาตรา,อินโดนีเซีย
เปิดอ่าน 280 ครั้ง

โดย…  ทีมข่าวรายงานพิเศษ

ภาพหมู่บ้านในเกาะสุมาตราที่ถูกปกคลุมด้วยท้องฟ้าสีแดงเข้ม ถูกนักข่าวและคนทั่วโลกแชร์กระหน่ำท่วมท้นสื่อสังคมออนไลน์ สร้างความสงสัยว่าทำไมฝุ่นพิษทำให้เมืองกลายเป็นสีแดงเข้มได้ขนาดนั้น และร่างกายคนที่อาศัยในอากาศแดงนั้น จะได้รับอันตรายมากน้อยเพียงไร ?

วันที่ 22-23 กันยายน ที่ผ่านมา สื่อมวลชนอินโดนีเซียรายงานความแตกตื่นของชาวอิเหนาที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เมืองจัมบี (Jambi) ตอนกลางเกาะสุมาตรา ที่ตื่นเช้าขึ้นมาพบว่าท้องฟ้ากลายเป็นสีแดงเข้ม หลังเผชิญกับสถานการณ์หมอกควันพิษจากไฟไหม้ป่าต่อเนื่องหลายวัน นักวิทยาศาสตร์ชาวอินโดนีเซียพยายามออกมาปลอบใจว่า ท้องฟ้าสีแดงที่เกิดขึ้นนั้นไม่มีอันตรายอะไร และไม่ได้เกิดจากความร้อนในอากาศหรืออุณหภูมิสูงขึ้น แต่เกิดจากอากาศหนาแน่นเต็มไปด้วยอนุภาคของฝุ่นละอองจิ๋วขนาดเล็ก

คำตอบข้างต้นอาจจะยิ่งเพิ่มความสงสัย เหตุไฉนประเทศอื่นมีฝุ่นละอองพิษมากมายแต่ท้องฟ้าไม่เป็นสีแดง ?
ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่า แสง (light) เกิดจากการแผ่รังสีของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ในบรรยากาศมีคลื่นความถี่หลากหลายรูปแบบ แต่ดวงตาของมนุษย์จะมองเห็นแค่ช่วงคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่มีความถี่ช่วงแคบๆ ระหว่าง 380-740 นาโนมิเตอร์ (nm.) หรือเรียกกันว่า “ช่วงคลื่นที่มองเห็นได้” แหล่งกำเนิดแสงมี 2 ประเภท คือ 1.แสงที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ เช่น แสงจากดวงอาทิตย์ ดวงดาว ฟ้าผ่า แสงจากหิ่งห้อย ฯลฯ และ 2.แสงที่เกิดจากฝีมือมนุษย์สร้างขึ้น เช่น ไฟฉาย ไฟฟ้า

แสงเดินทางได้เร็วถึง 3 แสนกิโลเมตรต่อวินาที ไม่มีสิ่งใดในจักรวาลเดินทางได้เร็วเท่าแสงอีกแล้ว โลกอยู่ห่างจากดวงอาทิตย์ประมาณ 150 ล้านกิโลเมตร แสงจากดวงอาทิตย์ใช้เวลาเดินทางผ่านสุญญากาศมาถึงโลกโดยใช้เวลา 8 นาที หมายความว่าแสงที่เราเห็นตอนนี้ คือแสงจากดวงอาทิตย์เมื่อ 8 นาทีที่แล้ว

เมื่อปี ค.ศ. 1661 หรือ 358 ปีที่แล้ว เซอร์ ไอแซค นิวตัน ค้นพบว่าแสงที่มนุษย์มองเห็นเป็น “แสงสีขาว” (Light White) นั้น ที่จริงแล้วประกอบไปด้วย “7 สีรุ้ง” ได้แก่ ม่วง คราม น้ำเงิน เขียว เหลือง แสด แดง นั่นเอง

มนุษย์มองเห็นสีต่างๆ ได้เพราะมีแสงไปกระทบสิ่งนั้น แล้วสะท้อนเข้าสู่ดวงตา ส่งผ่านเส้นประสาทตาไปสู่สมอง เรามองเห็นลูกแอปเปิ้ลเป็นสีแดง เพราะสีที่มองไม่เห็นของแสงอาทิตย์ ส่องมายังผิวของลูกแอปเปิ้ล ผิวนั้นดูดซึมสีของแสงทั้งหมดเอาไว้ ยกเว้น “ความยาวคลื่นสีแดง” ที่สะท้อนออกมาได้ ทำให้ส่งต่อสีแดงไปยังตามนุษย์ โดยสีทั้ง 7 มีขนาดความยาวคลื่นแตกต่างกัน สีม่วงคลื่นสั้นสุด ส่วนสีแดงคลื่นยาวมากที่สุด

ในเมื่อแสงจากดวงอาทิตย์ส่องมายังโลกเหมือนกัน แต่ทำไมเราเห็น “สีของท้องฟ้า” แตกต่างกัน ?
โดยตอนเช้าตรู่และตอนเย็นจะเห็นท้องฟ้าเป็นสีส้มๆ แดงอ่อนๆ แต่ตอนกลางวันเห็นเป็นสีฟ้า สืบเนื่องจาก “การกระเจิงของแสง” (Scattering of light) เมื่อรังสีจากดวงอาทิตย์ตกกระทบโมเลกุลของอากาศ จะเกิดการกระเจิงของแสง ช่วงกลางวันแสงอาทิตย์ทำมุมชันกับพื้นโลก แสงเดินทางผ่านบรรยากาศเป็นระยะทางสั้นและมีอุปสรรคกีดขวางน้อย แสงสีม่วง คราม และน้ำเงิน ที่คลื่นเล็กกว่าโมเลกุลของอากาศก็เกิดการกระเจิงของแสงไปบนท้องฟ้าทุกทิศทาง จึงมองเห็นท้องฟ้าเป็นสีฟ้า ยิ่งถ้าเป็นฤดูหนาวความกดอากาศสูงจะยิ่งมองเห็นท้องฟ้าเป็นสีน้ำเงินเข้ม ขณะที่ท้องฟ้าตอนเช้าตรู่กับช่วงพลบค่ำแสงอาทิตย์ทำมุมลาดขนานกับพื้นโลก แสงจึงต้องเดินทางผ่านมวลอากาศเป็นระยะทางยาวกว่า มีอุปสรรคขวางกั้นมากกว่า แสงสีม่วง คราม และน้ำเงิน ที่คลื่นสั้นไม่สามารถเดินทางผ่านโมเลกุลอากาศไปได้ จึงกระเจิงไปทั่วท้องฟ้าเหลือแต่แสงสี เหลือง ส้มและแดง ที่มีความยาวคลื่นมากสามารถผ่านโมเลกุลของอากาศไปได้ เลยมองเห็นท้องฟ้าเป็นแสงสีส้มๆ

 กรณีที่บรรยากาศเต็มไปด้วยฝุ่นควันพิษ ทำไมเราจึงมองเห็นท้องฟ้าเป็นสีแดงตลอดทั้งวันในเมืองจัมบี ?
“รศ.บุญรักษา สุนทรธรรม” ที่ปรึกษาสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ อธิบายให้ “คม ชัด ลึก” ฟังว่า ฝุ่นละอองควันพิษโดยเฉพาะฝุ่นขนาดเล็กแบบพีเอ็ม 2.5 ทำให้บรรยากาศเต็มไปด้วยสิ่งกีดขวาง เมื่อแสงอาทิตย์ส่องลงมาจะเกิดการกระเจิงของแสง (Light scattering) หมายความว่าฝุ่นละอองที่ล่องลอยอยู่ในอากาศกลายเป็นอุปสรรคขวางกั้นทางเดินของแสง เมื่อแสงม่วง คราม น้ำเงินมีความยาวคลื่นสั้นก็กระเจิงออกไปได้ง่าย แต่แสงสีแดงมีความยาวคลื่นมากกว่า เมื่อเจอกับฝุ่นควันพิษในอากาศไม่สามารถกระเจิงออกไปได้เท่าสีอื่นๆ จึงสะท้อนออกมาทำให้ดวงตาเราเห็นท้องฟ้าเป็นสีแดงเข้มกว่าปกติ

“ท้องฟ้าสีแดงที่เกิดขึ้นในอินโดนีเซีย เป็นเพราะฝุ่นควันพิษจำนวนมหาศาลล่องลอยในอากาศ แต่แสงสีแดงเหล่านี้ไม่ได้เป็นอันตรายต่อมนุษย์ ที่ต้องเป็นห่วงคือฝุ่นพิษขนาดเล็กที่สามารถเข้าสู่ทางเดินระบบหายใจมากกว่า ทำให้แสบตา แสบคอ ถ้าฝุ่นน้อยลงไป แสงสีแดงก็จะค่อยๆ หายไปด้วย” รศ.บุญรักษา กล่าวสรุป

ทั้งนี้ ช่วงเวลาวันที่ 21- 22 กันยายน 2562 ช่วงที่ทั่วโลกตื่นเต้นกับคลิปข่าวท้องฟ้าเป็นสีแดงในบางหมู่บ้านบนเกาะสุมาตรานั้น จากรายงานสภาพอากาศสามารถวัดค่าฝุ่นละอองขนาดเล็กกว่า 10 ไมครอน ได้ถึงระดับที่เกิน 700 ทำให้ประชาชนหลายหมื่นคนป่วยเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ โรงเรียนและสนามบินประกาศปิดชั่วคราว รัฐบาลอินโดนีเซียจึงรีบสั่งเครื่องบินทหารกว่า 30 ลำบรรทุกน้ำไปพ่นโปรยใส่บริเวณที่เกิดไฟไหม้ป่าบนเกาะสุมาตราฝุ่นควันพิษ

แม้ผ่านมาหลายวันแล้ว แต่ยังวัดดัชนีคุณภาพอากาศ หรือ “AQI” (Air Quality Index) ได้เกินกว่า 200 กว่า ซึ่งหากตัวเลขสูงกว่า 100 หมายถึงมีผลกระทบต่อสุขภาพ เช่น เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 24 กันยายน 2562 ที่เมืองจัมบี วัดค่าดัชนีคุณภาพอากาศได้ 220 ส่วนค่าพีเอ็ม 2.5 วัดได้ 199 มก./ลบ.ม. โดยมาตรฐานสากลกำหนดไว้ไม่เกิน 25

ผลจากสภาพการเผาป่าจากอินโดนีเซียได้ลุกลามผ่านสิงคโปร์เข้าสู่มาเลเซียและภาคใต้ของประเทศไทยก็ได้รับผลกระทบไปเรียบร้อยแล้ว เมื่อวันที่ 23 กันยายน ค่าดัชนีคุณภาพอากาศที่ปัตตานีวัดได้ 163 ที่สงขลาวัดได้ 151 ส่วนภูเก็ตอยู่ที่ 148 ถือว่าตัวเลขเกินมาตรฐานความปลอดภัย

เปรียบเทียบกับประเทศไทยช่วงต้นปี 2562 วันที่ 24 มีนาคม ข้อมูลจากเว็บไซต์ airvisual.com บันทึกดัชนีคุณภาพอากาศใน จ.เชียงใหม่ ในวันนั้นว่า มีค่าพุ่งสูงเป็นอันดับ 1 ของโลก คือ 332 วัดค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมง พีเอ็ม 2.5 สูงถึง 233 มก./ลบ.ม. แสดงว่าช่วงนั้นควันพิษในอากาศของไทยเลวร้ายยิ่งกว่าเมืองจัมบีในตอนนี้

ตอนนี้ยังไม่แน่ชัดว่า “รัฐบาลชุดใหม่” ของไทย มีมาตรการป้องกันและเตรียมรับมือฝุ่นควันพิษจิ๋วอย่างไรบ้าง เพราะปีหน้าเวลาเดิม “ควันพิษจิ๋ว” น่าจะโผล่มาอีกอย่างแน่นอน

หรือต้องรอ “ท้องฟ้าเมืองไทยปกคลุมด้วยสีแดง” ถึงค่อยมีแผนเร่งด่วนแห่งชาติ !

งูเห่าคลองหลวง “เสี่ยหนู” จู๋จี๋ “เด็กธนาธร” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/390648?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

งูเห่าคลองหลวง “เสี่ยหนู” จู๋จี๋ “เด็กธนาธร”

27 กันยายน 2562 – 09:20 น.
่ ่ เจาะประเด็นร้อน,อนุทิน,เสี่ยหนู อนุทิน ชา,พรรคภูมิใจไทย,พรรคอนาคตใหม่,รังสิต-คลองหลวง,เอกพจน์ ปานแย้ม,อดีต สสปทุมธานี,ชาญ พวงเพ็ชร์,อนาวิล รัตนสถาพร,ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก,คมชัดลึก
เปิดอ่าน 416 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ หนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 27 ก.ย. 62

************************

ผ่านไปย่านรังสิต-คลองหลวง ยอดนักชิมต้องรู้จักร้านอาหารป่า “จ่าเริง” ที่มีเมนูเด็ด “ผัดเผ็ดงูเห่า” สูตรของจ่าเริง สงสัย เสี่ยหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย อยากชิมงูเห่าผัดเผ็ด จึงดอดไปถ่ายภาพกับ ส.ส.ปทุมธานี

“เสี่ยหนู” โพสต์ภาพในเฟซบุ๊ก โดยถ่ายคู่กับ อนาวิล รัตนสถาพร” ส.ส.ปทุมธานี พรรคอนาคตใหม่ พร้อมระบุแคปชั่นว่า “ไม่มีกัญชา มีแต่กุนเชียง การเมืองไม่ได้คุย คุยแต่เรื่องทั่วไปครับ”

เสี่ยหนูไม่คิดอะไร แต่ข่าวลือ “งูเห่าสีส้ม” ทำเอาผู้แทนหนุ่มต้องแถลงการณ์ส่วนตัวผ่านเฟซบุ๊กเมื่อวันที่ 25 กันยายนนี้ว่า “ผมไม่มีวันทรยศพี่น้องประชาชนที่เลือกผม หรือแม้กระทั่งคนที่ไม่ได้เลือก แต่วันนี้รักในตัวผมแน่นอนครับ..”

ศิษย์ธรรมกาย

การเลือกตั้ง 24 มีนาคม 2562 ที่สนามเมืองปทุมธานี เขตเลือกตั้งที่ 3 อ.คลองหลวง เฉพาะ ต.คลองสาม ต.คลองสี่ ต.คลองหนึ่ง (ในเขตเทศบาลเมืองท่าโขลง) และ ต.คลองสอง (ในเขตเทศบาลเมืองท่าโขลง) มีแชมป์เก่าชื่อ สมศักดิ์ ใจแคล้ว” พรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นอดีตกำนัน ต.คลองหนึ่ง มีภรรยาเป็น ส.อบจ.ปทุมธานี เขต อ.คลองหลวง และลูกชายเป็น ส.ท.เมืองคลองหลวง

อนุทิน และอนาวิล พรรคอนาคตใหม่

ก่อนวันหย่อนบัตรไม่มีใครคาดคิดว่า “อนาวิล รัตนสถาพร” พรรคอนาคตใหม่ จะเบียดเอาชนะ “สมศักดิ์” อดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย ชนิดหักปากกาเซียน

เมื่อฝุ่นควันจาง คอการเมืองจึงเห็นว่า “อนาวิล” เป็นกัลยาณมิตรแห่งวัดพระธรรมกาย มีกองหนุนอย่าง วิระศักดิ์ ฮาดดา นายก อบต.คลองสาม ผู้ปกป้องวัดใหญ่ และ “โต นวนคร” หรือ สิระพงษ์ สิริโพธินันท์ นักธุรกิจใหญ่สายบุญ พร้อมกับ เฉลิมพงศ์ รังสินีวัฒนศักดิ์ ส.อบจ.ปทุมธานี เขต อ.คลองหลวง

กระแสธนาธรเป็นส่วนหนึ่งแต่กองหนุนระดับขาใหญ่ในคลองหลวงที่อุ้มหนุ่มอนาวิลเข้าสภา

ตัวแปรศึกนายก อบจ.ปทุมฯ

ดังที่ทราบกันศึกเลือกตั้งนายก อบจ.ปทุมธานี ครั้งใหม่นี้ รับประกันยิ่งกว่าศึกไทยไฟท์ 5 ดาว เมื่อ “บิ๊กแจ๊ส” พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ประกาศท้ารบแชมป์ 3 สมัยคือ ชาญ พวงเพ็ชร์” ค่ายภูมิใจไทย

เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2562 พล.ต.ท.คำรณวิทย์ จัดงานเปิดตัวลงชิงตำแหน่งนายก อบจ.ปทุมธานี ในนามพรรคเพื่อไทย พร้อมเปิดตัวทีมงานที่ศูนย์ประชุม ม.ธรรมศาสตร์ รังสิต

วันเดียวกันนั้น “อนาวิล” ได้โพสต์ภาพตัวเขาเองเข้าไปอวยพร “บิ๊กแจ๊ส” ในการเปิดตัวลงสนามนายก อบจ.ปทุมธานี ซึ่งตรงกับวันคล้ายวันเกิดของบิ๊กแจ๊สด้วย

บิ๊กแจ๊ส และอนาวิล

ไม่ใช่ครั้งแรกที่อนาวิลถ่ายภาพคู่บิ๊กแจ๊ส โดยเฉพาะกิจกรรมในวัดพระธรรมกาย ก็จะเห็นภาพส.ส.หนุ่มคนนี้กับบิ๊กแจ๊ส จนเข้าใจไปว่าพรรคอนาคตใหม่หนุนบิ๊กแจ๊ส

หากเพื่อไทยจับมืออนาคตใหม่จริง ผู้ที่จะต้องออกแรงสองสามเท่าก็ต้องเป็น “ชาญ พวงเพ็ชร์” นายก อบจ.ปทุมธานี ที่ยืนยันว่าจะลงป้องกันแชมป์แน่นอน

ด้วยเหตุนี้กระมัง “เสี่ยหนู” เลยอยากรับประทานเมนูยอดนิยม “งูเห่าผัดเผ็ด” สูตรจ่าเริงแห่งคลองหลวง

สงครามคลองหลวง

การเมืองท้องถิ่นปทุมธานี มิได้มีแต่การชิงเก้าอี้นายก อบจ.ปทุมธานี มีทั้งนายกเทศมนตรี และนายก อบต. เวลานี้มีการเคลื่อนไหวของกลุ่มการเมืองในพื้นที่บ้างแล้ว

โต นวนคร” หรือ สิระพงษ์ สิริโพธินันท์ กองหนุนคนสำคัญของ ส.ส.อนาวิล เปิดตัวชิงตำแหน่งนายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองท่าโขลง ในนามพรรคอนาคตใหม่

โต นวนคร กองหนุนอนาวิล

เทศบาลเมืองท่าโขลงไม่ธรรมดา เพราะเป็นที่ตั้งของนิคมอุตสาหกรรมนวนคร มีโรงงานประมาณ 200 แห่ง จึงไม่น่าแปลกใจ “กระแสธนาธร” จะมาแรงในเขต 3 ปทุมธานี

อีกรายหนึ่งคือ “เอกพจน์ ปานแย้ม” หรือ เอกพจน์ วงศ์นาค อดีต ส.ส.ปทุมธานี หลายสมัย ซึ่งการเลือกตั้งที่ผ่านมาตัวเขาไม่ลงสนาม โดยขอย้ายจากระดับชาติมาลงท้องถิ่น

เอกพจน์ วงศ์นาค แนวร่วมอนาวิล

ตำแหน่งนายกเทศบาลเมืองคลองหลวง เป็นเป้าหมายของเอกพจน์ ซึ่งสมัยที่แล้วทีมชาญ พวงเพ็ชร์ ได้บริหารเทศบาลเมืองคลองหลวง โดยทีมงาน “เพื่อนเอกพจน์” เป็นแนวร่วมกับทีม “โต นวนคร” ในการเมืองท้องถิ่น

ชาญ พวงเพ็ชร์ นายก อบจ. ปทุมธานี

นายกชาญจึงต้องแสวงหาแนวร่วมโดยด่วน มิเช่นนั้นแล้วแพ้ทุกสนามท้องถิ่นแน่ๆ

การไกล่เกลี่ยข้อพิพาทคดีปกครองทางเลือกใหม่ในการระงับข้อพิพาท #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/390650?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

การไกล่เกลี่ยข้อพิพาทคดีปกครองทางเลือกใหม่ในการระงับข้อพิพาท

27 กันยายน 2562 – 08:49 น.
เรื่องน่ารู้ว่านนี้กับคดีปกครอง,ข้อพิพาท
เปิดอ่าน 455 ครั้ง

การไกล่เกลี่ยข้อพิพาทในคดีปกครอง : ทางเลือกใหม่ในการระงับข้อพิพาท คอลัมน์…  เรื่องน่ารู้ว่านนี้…กับคดีปกครอง  โดย… นายปกครอง 

“ยุติด้วยดี ถูกกฎหมาย เรียบง่าย ได้ผลเร็ว”

“การไกล่เกลี่ยข้อพิพาทในคดีปกครอง” ถือเป็นทางเลือกใหม่ที่น่าสนใจที่จะช่วยให้ข้อพิพาทยุติได้รวดเร็วยิ่งขึ้น โดยไม่ต้องเข้าสู่การพิจารณาคดีของศาล อันเกิดขึ้นภายใต้ความสมัครใจของคู่กรณี และไม่มีรูปแบบพิธีการหรือขั้นตอนที่เคร่งครัด ทั้งยังช่วยรักษาความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างคู่กรณีอีกด้วย

โดยปัจจุบันพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง (ฉบับที่ 12) พ.ศ.2562 กำหนดให้ศาลปกครองมีอำนาจไกล่เกลี่ยข้อพิพาทในคดีเกี่ยวกับเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ที่กฎหมายกำหนดหรือปฏิบัติหน้าที่ล่าช้ากว่าที่กฎหมายกำหนด คดีละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่น และคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง รวมถึงคดีพิพาทอื่นตามที่กำหนดในระเบียบของที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดที่อาจมีขึ้นในอนาคตครับ

หากพิจารณาข้อพิพาทที่เกิดขึ้น จะเห็นได้ว่า…คดีพิพาทเกี่ยวกับกรณีหน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยหรือล่าช้าต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ เป็นข้อพิพาทที่เข้าสู่กระบวนการพิจารณาคดีของศาลปกครองเป็นจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะปัญหาเกี่ยวกับเหตุเดือดร้อนรำคาญ ซึ่งข้อพิพาทประเภทดังกล่าวจำนวนหนึ่งมักจะเป็นข้อพิพาทที่เกิดขึ้นในชุมชน หรือปัญหาจากบ้านใกล้เรือนเคียงกันเอง โดยผู้ได้รับความเดือดร้อนจะฟ้องหน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่ในการระงับเหตุรำคาญที่เกิดขึ้น ซึ่งกรณีเช่นนี้หากสามารถยุติข้อพิพาทด้วยวิธีการไกล่เกลี่ยได้ย่อมจะเป็นผลดีต่อการรักษาความสัมพันธ์ระยะยาวและทำให้ข้อพิพาทยุติลงได้รวดเร็วยิ่งขึ้นอีกด้วย

ขอยกตัวอย่างข้อพิพาทที่เกิดจากเหตุเดือดร้อนรำคาญที่เข้าสู่การพิจารณาคดีของศาลปกครองที่ผ่านมา เช่น

1.ปัญหากลิ่นเหม็นของขี้หมูหรือน้ำเสียจากการเลี้ยงหมู โดยผู้ได้รับความเดือดร้อนได้ร้องเรียนต่อนายกองค์การบริหารส่วนตำบล ซึ่งได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบและสั่งการให้ปรับปรุงแก้ไขแล้ว แต่เหตุรำคาญก็ยังคงมีอยู่ ผู้ได้รับความเดือนร้อนจึงนำคดีมาฟ้องต่อศาลปกครอง โดยศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า แม้จะมีการดำเนินการระงับเหตุแล้ว แต่ก็เป็นการดำเนินการเพียงบางส่วน กรณีจึงยังถือว่าองค์การบริหารส่วนตำบลละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนด พิพากษาให้ดำเนินการระงับเหตุดังกล่าวโดยให้มีการประกอบกิจการอย่างถูกสุขลักษณะ ภายใน 30 วัน (คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ. 1624/2559)

2.ปัญหาเสียงดังจากการประกอบกิจการของเพื่อนบ้าน อันเกิดจากการเคาะและเชื่อมโลหะ โดยผู้ได้รับความเดือดร้อนได้ร้องเรียนต่อนายกเทศมนตรี และต่อมาได้นำคดีมาฟ้องต่อศาล ซึ่งศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่าเจ้าพนักงานท้องถิ่นได้ดำเนินการแก้ไขความเดือดร้อนตามที่ผู้ฟ้องคดีได้ร้องเรียนมาโดยตลอดและต่อเนื่อง และแม้ว่าเสียงดังยังคงมีอยู่แต่เมื่อผลการตรวจวัดระดับเสียงของแหล่งกำเนิดที่บ้านของผู้ฟ้องคดี หรือระดับเสียง ณ สถานที่ที่มีการรบกวน มีค่าไม่เกิน 10 เดซิเบลเอ ซึ่งถือว่าไม่เป็นเสียงรบกวนที่มีมลพิษทางเสียงต่อสุขภาพ จึงไม่เป็นเหตุรำคาญตามกฎหมายการสาธารณสุข (คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.627/2561)

คดีพิพาทที่หยิบยกมานั้นเป็นกรณีที่สามารถใช้วิธีระงับข้อพิพาทด้วยการไกล่เกลี่ย เพื่อให้เรื่องยุติได้รวดเร็วขึ้น ทั้งยังประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย และยังช่วยรักษาความสัมพันธ์ของคู่กรณีด้วย ทั้งนี้หลักการสำคัญของการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท เช่น หลักความไว้วางใจของคู่กรณี ซึ่งการจะให้ข้อพิพาทสามารถยุติลงได้ต้องเริ่มจากการที่คู่พิพาท “เปิดใจ” ที่จะแสดงออกถึงความต้องการของตนได้อย่างเต็มที่ รับฟังความต้องการ หรือข้อจำกัดของคู่พิพาทฝ่ายอื่น และยอมรับผลของการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท โดยมีหลักประกันว่าสิ่งต่างๆ ที่คู่กรณีได้เปิดเผยต่อกันในกระบวนการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทจะไม่ถูกนำไปเปิดเผยในภายหลัง และหลักความเป็นกลางในการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท โดยตุลาการผู้ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทจะต้องไม่ใช่องค์คณะที่รับผิดชอบสำนวนคดี

โดยคู่กรณีที่สนใจสามารถริเริ่มให้มีการไกล่เกลี่ยโดยยื่นคำขอต่อศาลปกครองชั้นต้นหรือศาลปกครองสูงสุดได้ นับแต่มีการฟ้องคดีจนถึงวันสิ้นสุดการแสวงหาข้อเท็จจริง ซึ่งระยะเวลาการดำเนินการไกล่เกลี่ยจะมีความรวดเร็ว นอกจากนี้การไกล่เกลี่ยข้อพิพาทในคดีปกครองยังมีรายละเอียดที่ประชาชนจำเป็นต้องรู้อีกหลายประการ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นหลักการสำคัญที่จะช่วยให้ข้อพิพาทในคดีปกครองยุติได้โดยเร็วและเป็นธรรมแก่คู่กรณีทั้งสิ้น

ท่านที่สนใจสามารถศึกษารายละเอียดได้จากพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง (ฉบับที่ 12) พ.ศ.2562 และระเบียบที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดว่าด้วยการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทในคดีปกครอง พ.ศ.2562

แล้วพบกับ “เรื่องน่ารู้วันนี้…กับคดีปกครอง” กันใหม่สัปดาห์หน้า โทรสอบถามข้อมูลเบื้องต้นหรือปรึกษาคดีได้ที่สายด่วนศาลปกครอง 1355 ครับ

วัฒนธรรมตำรวจย้ายโดยสมัครใจ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/390649?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

วัฒนธรรมตำรวจย้ายโดยสมัครใจ

27 กันยายน 2562 – 08:38 น.
อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน,วัฒนธรรม,ตำรวจ
เปิดอ่าน 24 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

ข่าวใหญ่เมื่อวันก่อนน่าตกใจมากเพราะนายตำรวจคนหนึ่งฆ่าตัวตายเพราะไปเรียนสอบสวนแล้วเกิดความเครียดเลยคิดสั้นปลิดชีพตัวเองลาจากโลกนี้ไปเลย

ไม่ทราบว่าการปฏิรูปตำรวจไปถึงไหนแล้วเพราะ ‘วัฒนธรรมตำรวจ’ ยังเหมือนเดิมและต่างใช้กำลังภายใน-กำลังภายนอก-กำลังเงิน และเส้นสายหาทางไปอยู่หน่วยงานตำรวจที่ดีกว่าและมีช่องทางทำมาหากินได้มากกว่า

นี่คือความจริงที่เป็นอยู่ทุกวันนี้และเหมือนผนังทองแดง-กำแพงเหล็กที่ไม่มีใครตัวเขียวๆ สามารถแก้ไขระบบนี้ได้

วัฒนธรรมตำรวจจึงมีอยู่ต่อไปและทุกคนพากันงุนงงเพราะจู่ๆ ผบ.ตร. ‘พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา’  สั่งการว่าต่อไปนี้ใครจะย้ายขอให้เป็นไปโดยสมัครใจไม่มีทางบีบบังคับและต่อไปจะลดจำนวนตำรวจฆ่าตัวตายเพราะถูกโยกย้ายไปอยู่ในที่ไม่สามารถทำงานได้ดี-พูดง่ายๆ เหมือนปลาคนละน้ำ

ดังนั้นต่อไปตำรวจก็จะยังเหมือนเดิมและมีแต่ประเทศไทยเท่านั้นที่เป็นแบบนี้ ตำรวจคือผู้ทรงอิทธิพลมือหนึ่งถือกฎหมาย อีกมือถือปืนใครจะไปสู้!

ตำรวจจึงจะเป็นอย่างนี้ตลอดไปและอมพระมาพูดก็ไม่เชื่อว่าจะมีการทำลายวัฒนธรรมตำรวจลงได้และให้มีการโยกย้ายโดยสมัครใจ!
อ๊อด เทอร์โบ

เทศกาลเจเยาวราช
28 ก.ย.-7 ต.ค. อย่าพลาด

ผมเป็นคนชอบเดินเยาวราชครับ และว่างๆ ก็มีโอกาสไปเสมอๆ และยิ่งเดี๋ยวนี้ไปมาสะดวกมากเพราะมีรถไฟใต้ดินวิ่งไปถึงเลยไม่ต้องสาละวนหาที่จอดรถและเป็นการป้องกันการติดลมไปในตัวเพราะบางคนเพลินหาของกินของใช้จนลืมเวลา

ที่พูดมายืดยาวเพราะอยากเชิญชวนไปเที่ยวเทศกาลเจเยาวราช จะมีระหว่าง 28 กันยายน-7 ตุลาคมนี้ ซึ่งจัดอย่างใหญ่โตมโหฬารและผมอยากให้ไปร่วมถวายราชสดุดีปีมหามงคลและช่วยกันอนุรักษ์ประเพณีสร้างกุศล

ผมได้รวบรวมข้อมูลมาแจ้งให้ทราบอีกครั้งเพื่อจะได้จัดคิวจัดโปรแกรมวันเวลาได้ดังนี้ครับ

ในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษกพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยการจัดงานแบ่งเป็น 2 ส่วน คืองานด้านพิธีกรรม เช่น พิธีรวมผงธูปจาก 22 ศาลเจ้าในเยาวราชมาประดิษฐานที่ซุ้มประตูเฉลิมพระเกียรติเยาวราช ตลอดงานกินเจ 10 วัน และขบวนแห่อัญเชิญเทพเจ้า ‘กิวอ๋องฮุกโจ้ว เต้าบ้อเนี้ย น่ำซิ้ง-ปั๊กเต้าแชกุง’ เพื่อมาประดิษฐานที่ซุ้มประตูเฉลิมพระเกียรติเยาวราช ตลอดงานกินเจ 10 วัน และให้ประชาชนได้สักการบูชา

ได้จัดให้มีการทำอาหารเจมงคลกระทะใหญ่ ‘ผัดหมี่ 10 มังกรทองคำ’ จากโรงแรมแกรนด์ไชน่า เยาวราช มาเป็นมาสเตอร์เชฟในการปรุงอาหาร พร้อมแจกฟรีให้ผู้ร่วมงาน การเปิดงานวันที่ 29 กันยายน และในวันเดียวกันจะมีขบวนแห่รถบุปผชาติองค์สมมติพระโพธิสัตว์กวนอิมที่ยิ่งใหญ่และสวยงาม

การจำหน่ายอาหารเจเลิศรสจากผู้ประกอบการกว่า 100 ร้านค้า เรียงรายเต็มพื้นที่ 2 ฟากฝั่งเยาวราชตลอดระยะเวลา 10 วัน 10 คืน

การประกวดขบวนแห่ผู้สนับสนุนการจัดงาน ชิงโล่รางวังจากผู้ว่าฯ กทม. ซึ่งเป็นปีแรกที่คณะกรรมการจัดทำขึ้น โดยกติกาคือความสวยงามเป็นระเบียบ แปลก ถูกใจคณะกรรมการก็จะเป็นผู้ชนะได้รับโล่รางวัล

ผมจึงขอเชิญชวนไปร่วมกันนะครับ ปีหนึ่งมีหนเดียว
บุญสร้าง (สีลม)

เรียนคุณบุญสร้าง’ สีลม
         ขอบคุณสำหรับข้อมูลที่คุณกรุณานำมาแจ้งให้ผมเป็นสื่อกลางแจ้งให้ผู้ต้องการร่วมงานบุญกุศลเยาวราชนี้ ได้ทราบซึ่งดูแล้วน่าไปอย่างมากครับ

ผมเองไปเยาวราชบ้างปีหนึ่งไม่กี่หนโดยจะมีเพื่อนชาวจีนพาไปชิมของอร่อยๆ ซึ่งล้วนแต่ฝีมือระดับเซียนทั้งนั้นและบริเวณนั้นเป็นต้นน้ำของเจ้าสัวระดับท็อปเท็นของเมืองไทย มีตำนานเก่าแก่ยืนยาวตั้งแต่ชาวจีนเข้ามา

ขอแนะนำว่าควรแต่งกายให้เข้ากับยุคสมัยนะครับเวลานี้บ้านเมืองของเรามีแต่เรื่องเครียดออกไปหาความสุขกันแบบง่ายๆ และพอเพียงดีกว่า
อ๊อด เทอร์โบ

ทุนใหม่ ขยับ เกมรุก ปูทางลงถนน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/390643?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ทุนใหม่ ขยับ เกมรุก ปูทางลงถนน

27 กันยายน 2562 – 08:14 น.
ชูธงทวนกระแส,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,โบว์ ณัฏฐา,ณัฏฐา มหัทธนา,แกนนำกลุ่มพลังมด
เปิดอ่าน 192 ครั้ง

คอลัมน์…  ชูธงทวนกระแส  โดย…  พรานข่าว

ปฏิบัติการเขย่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กลางเวทีประชุมในนครนิวยอร์กของ “นัชชชา กองอุดม” อดีตนักศึกษาไทยที่ร่วมเคลื่อนไหวต่อต้านการรัฐประหาร และรัฐบาล คสช. ทำเอากองเชียร์เสื้อแดง และสายส้มหวาน ในเมืองไทยคึกคักขึ้น หลังออกอาการเซ็งที่พรรคร่วมฝ่ายค้าน ไม่สามารถหักโค่น “ลุงตู่” ในสภาได้

ถ้ายังจำกันได้ นับแต่เกิดรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 “นัชชชา” สมัยเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยเอกชน ได้ชู 3 นิ้ว ก่อนการฉายหนังเดอะฮังเกอร์เกมส์ ภาคสุดท้าย กลางโรงหนังในห้างหรูใจกลางเมือง นับเป็นการต้านรัฐประหารเชิงสัญลักษณ์ครั้งแรกๆ

วันนี้ “นัชชชา” กำลังศึกษาต่ออยู่ที่สหรัฐ ได้ขึ้นชูป้ายประท้วงพร้อมกับชูหน้ากาก “ยุทธนอคคิโอ” ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ที่ฝ่ายต่อต้านเผด็จการทหาร ขณะที่นายกฯ ประยุทธ์ กำลังกล่าวปาฐกถาในการประชุม Asia Society หลังจากนั้น นัชชชาได้โพสต์ภาพและคลิปปฏิบัติการเย้ยลุงตู่ลงเฟซบุ๊กส่วนตัว

ณัชชา กองอุดม ทำทีมประท้วง พล.อ.ประยุทธ์

ถัดจากนั้น “โบว์” ณัฏฐา มหัทธนา แกนนำกลุ่มพลังมด และกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง ได้แชร์ต่อผ่านแฟนเพจ Bow Nuttaa Mahattana ก่อนจะกระจายไปตามเฟซบุ๊กคนเสื้อแดงและกองเชียร์พรรคส้มหวาน

อยากย้อนวีรกรรมของ “นัชชชา” กับผองเพื่อน “รังสิมันต์ โรม” และ “ไผ่ ดาวดิน” เมื่อปี 2558 ซึ่งมีตัวละครสำคัญโผล่เข้าฉากด้วย

22 พฤษภาคม 2558 กลุ่มประชาธิปไตยใหม่ นำโดย รังสิมันต์ โรม และเพื่อนอีก 8 คน ได้นัดชุมนุมแสดงสัญลักษณ์ต้าน คสช. วันครบรอบ 1 ปี รัฐประหาร ที่บริเวณหน้าหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพฯ ตำรวจจึงออกหมายจับ

24 มิถุนายน 2558 นักศึกษาที่ถูกดำเนินคดีมีทั้งหมด 9 คน และหนึ่งในนั้นคือ นัชชชา กองอุดม มีนัดจะเข้าพบตำรวจตามหมายจับ โดยวันดังกล่าว มีการชุมนุมที่หน้า สน.ปทุมวัน ตั้งแต่เช้ายันค่ำ

กลุ่มผู้ชุมนุมประกาศสลายตัว หลังจากตัวแทนนักศึกษาแจ้งความกลับต่อเจ้าหน้าที่ และตำรวจรับปากจะไม่จับกุมนักศึกษาที่มีหมายจับ จากนั้นมีรถคันหนึ่งนำนักศึกษากลุ่มนั้นขึ้นรถไปพักที่สวนเงินมีมา

กระทั่ง 3 เมษายน 2562 พ.ต.ท.เจริญสิทธิ จงอิทธิ พนักงานสอบสวน สน.ปทุมวัน ได้ออกหมายเรียก “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ มารับทราบข้อกล่าวหา ตามความผิด ม.116 ว่า เป็นเหตุที่เกิดขึ้นตั้งแต่ 24 มิถุนายน 2558

โปสเตอร์ที่ผลิตโดยบริษัทรับจ้างพีอาร์ในสหรัฐ

อันเนื่องจากหน่วยข่าวได้ติดตาม และจดหมายเลขทะเบียนรถตู้คันที่พานักศึกษากลุ่มนั้นหลบหนี พบว่าเป็นของธนาธร ซึ่งในวันเกิดเหตุธนาธรได้สังเกตการณ์อยู่ภายนอก

จากนั้น นัชชชาก็หายไปจากแวดวงกิจกรรมการเมือง แม้แต่ช่วงที่โรม และเพื่อนก่อตั้งกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง ก็ไม่เห็นนัชชชามาร่วมทำกิจกรรมด้วย กระทั่งเกิดเหตุนัชชชาพาเพื่อนมาประท้วงลุงตู่ จึงทราบว่า นัชชชามาเรียนหนังสือที่สหรัฐอเมริกาได้หลายปีแล้ว

มีข้อสังเกตการเคลื่อนไหวประท้วงเผด็จการทหาร ในวาระที่มีการประชุมใหญ่ขององค์การสหประชาชาติ โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้เดินทางมาทุกปี และแม่งานในการประท้วงลุงตู่ ก็หนีไม่พ้น “เรดยูเอสเอ” หรือกลุ่มคนเสื้อแดงในอเมริกา

ปีนี้ มีความแปลกแตกต่าง เริ่มตั้งแต่มีป้ายโฆษณาบนอาคารร้านอาหารแห่งหนึ่ง ที่ถนน 45th Street ตัดกับถนน 2nd Ave ในเกาะแมนฮัตตัน นครนิวยอร์ก ใกล้กับที่ทำการสหประชาชาติ โดยป้ายนั้น มีข้อความว่า “Don’t let Democracy Die in Thailand” หรือ“อย่าปล่อยให้ประชาธิปไตยตายในไทย”

ตามมาด้วย กลุ่มชาวต่างชาติที่ใช้ชื่อ Thai Democracy Now ใส่เสื้อหลากสีลายธงชาติไทย ถือป้ายเรียกหาประชาธิปไตยที่ด้านข้างของโรงแรมพลาซ่าแอทธินี ซึ่งเป็นสถานที่พักของ พล.อ.ประยุทธ์ และคณะ

ลักษณะของตัวอักษรชื่อกลุ่ม Thai Democracy Now เป็นแบบเดียวกับป้ายบนร้านอาหาร ซึ่งกลุ่มเรดยูเอสเอ ไม่ได้แสดงตัวว่า พวกเขาเป็นผู้ดำเนินกิจกรรมเหล่านี้

มีเพียง “สุนัย จุลพงศธร” อดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย ที่ลี้ภัยอยู่ในสหรัฐ ได้พยายามประโคมข่าวการเคลื่อนไหวประท้วง พล.อ.ประยุทธ์ โดยก่อนหน้าที่นัชชชาไปยกป้ายประท้วงนายกฯ ประยุทธ์ สุนัยโพสต์ว่า “ประยุทธ์ยังอยู่นิวยอร์ก ผมขอบอกล่วงหน้าให้ว่า จะเจออีกดอก คราวนี้จะจุก พูดไม่ออก ขอบอกเลยว่า การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยเป็นสากล มีคนไทยและต่างประเทศร่วมกันทั่วโลก”

ประเมินจากลักษณะการทำกิจกรรมของกลุ่มต้านทหารในนิวยอร์ก สรุปได้ว่า ไม่ใช่ฝีมือ “คนหน้าเดิม” แต่เป็นยุทธการของ “ทุนใหม่” ที่ต้องการหักโค่น “กลุ่มประยุทธ์” ด้วยพลังประชาชน