‘น้องมะลิ’ควง‘แม่โบว์’ ตะลุยนิทรรศการ‘Enjoy Science Careers : สนุกกับอาชีพวิทย์ 3’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/467139

‘น้องมะลิ’ควง‘แม่โบว์’ ตะลุยนิทรรศการ‘Enjoy Science Careers : สนุกกับอาชีพวิทย์ 3’

วันอาทิตย์ ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ต้อนรับบรรยากาศของความสดใสร่าเริงด้วยภาพกิจกรรมสุดน่ารักของคู่แม่-ลูกคนดัง “แม่โบว์-แวนดา” และ “น้องมะลิ” ด.ญ.พาขวัญสหวงษ์ ที่จูงมือกันมาร่วมงานนิทรรศการ “Enjoy Science Careers : สนุกกับอาชีพวิทย์ 3” ที่จัดโดย บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด ร่วมกับองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) สังกัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมและโรบินสัน ณ โรบินสันไลฟ์สไตล์ศรีสมาน

เมื่อมาถึงงาน น้องมะลิไม่รอช้า ตรงดิ่งไปยังนิทรรศการอินเตอร์แอ๊กทีฟ แนะนำ 10 สุดยอดอาชีพสายสะเต็มแห่งยุค 4.0 เพลิดเพลินกับกิจกรรมสวมบทบาทและทดลองใช้เครื่องมือและอุปกรณ์ของแต่ละอาชีพอาทิ วิศวกรภูมิศาสตร์สารสนเทศผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพ สิ่งแวดล้อมและความปลอดภัย นักพัฒนาซอฟต์แวร์นักพัฒนาหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ นักคิดค้นวัคซีนวิศวกรชีวการแพทย์ นักสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์จากขยะนักออกแบบผลิตภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อมนักวิทยาศาสตร์อาหาร และเกษตรกรยุคใหม่ โดยมีบุคคลต้นแบบสายอาชีพสะเต็มร่วมพูดคุยและให้ข้อมูลอย่างสนุกสนาน

‘มูลนิธิเวิร์คพอยท์’มอบของขวัญพร้อมนำศิลปินร่วมทำกิจกรรม แก่เด็กๆ ในพื้นที่ห่างไกล #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/467138

‘มูลนิธิเวิร์คพอยท์’มอบของขวัญพร้อมนำศิลปินร่วมทำกิจกรรม แก่เด็กๆ ในพื้นที่ห่างไกล

วันอาทิตย์ ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

เพราะเด็กกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศชาติ มูลนิธิเวิร์คพอยท์ จึงร่วมมอบของขวัญเติมความสุขแก่เด็กๆ เพื่อเป็นการร่วมสนับสนุนให้เด็กและเยาวชนเติบโตเป็นเด็กยุคใหม่รู้รักสามัคคีรู้หน้าที่พลเมืองไทย โดยนำขนม ของเล่น เครื่องเขียน อุปกรณ์กีฬา และจักรยาน มอบเป็นของขวัญวันเด็กให้กับน้องๆ ในกรุงเทพฯปทุมธานี และพระนครศรีอยุธยา โดยมี ศุภเดชอัศวดำรงเดช กรรมการมูลนิธิเวิร์คพอยท์ และประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานอำนวยการ บมจ.เวิร์คพอยท์ฯ เป็นผู้มอบ

นอกจากนั้น มูลนิธิเวิร์คพอยท์ยังนำขนม ของเล่น เครื่องเขียน อุปกรณ์กีฬาของขวัญ เสื้อกันหนาวและผ้าห่ม พร้อมทั้งนำ จ่อย รวมมิตร และ แดเนียลวิวัฒน์วงศ์ ศิลปินไมค์ทองคำ ค่ายยุ้งข้าวเรคคอร์ด รวมทั้ง พี่แป๊ะ-สุภาพชาย บุตรจันทร์ ผู้ประกาศข่าวช่องเวิร์คพอยท์ หมายเลข 23 และ ปอเปี๊ยะ-กาลเวลา เสาเรือน ผู้สื่อข่าวไปร่วมให้ความสุขกับน้องๆ และชาวบ้าน ในพื้นที่ห่างไกลใน4 พื้นที่ คือ รร.บ้านปากปัด, รร.บ้านปากมั่งห้วยทับช้าง และ รร.บ้านห้วยพิชัย อ.ปากชม จ.เลย และ รร.ตำรวจตระเวนชายแดน บ้านห้วยหมากหล่ำ อ.โนนสะอาด จ.อุดรธานี ซึ่งการเดินทางกว่า 1,000 กม.แม้หนทางจะยากลำบากแต่มูลนิธิเวิร์คพอยท์ก็ตั้งใจส่งต่อความสุขให้ถึงมือเด็กๆ ทุกคนโดยร่วมกับกองพันปฏิบัติการจิตวิทยาหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษที่นำวงดนตรีกองทัพบกเพื่อประชาชนไปมอบความบันเทิง

ม.บูรพา ร่วมกับ สคช.เปิดตัวโครงการ MICE #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/467137

ม.บูรพา ร่วมกับ สคช.เปิดตัวโครงการ MICE

วันอาทิตย์ ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยบูรพา ร่วมกับสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) (สคช.) จัดประชุมสัมมนาชี้แจงผู้เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมวิชาชีพการจัดประชุมและนิทรรศการ หรือ ไมซ์ พร้อมเปิดตัวโครงการจัดทำมาตรฐานอาชีพและคุณวุฒิวิชาชีพ สาขาวิชาชีพการจัดประชุมและนิทรรศการ (MICE) เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้อาชีพในสาขาวิชาชีพการจัดประชุมและนิทรรศการ (MICE) มีมาตรฐานอาชีพและคุณวุฒิวิชาชีพที่สอดคล้องกับความต้องการของผู้ประกอบการ มีความเป็นสากลและเหมาะสมกับประเทศไทย ณ โรงแรมสุโกศล กรุงเทพฯ

ทั้งนี้การจัดประชุมดังกล่าวได้เชิญชวนตัวแทนจากหน่วยงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชน สมาคมสถาบันการศึกษา ที่มีความเกี่ยวข้องกับวิชาชีพการจัดประชุมและนิทรรศการ (MICE) กว่า 50 ท่านเข้าร่วมเพื่อสร้างความเข้าใจและชี้แจงวัตถุประสงค์โครงการ และรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะในจัดทำมาตรฐานอาชีพและคุณวุฒิวิชาชีพสาขาวิชาชีพการจัดประชุมและนิทรรศการ (MICE)

จวกยับ!คอนเสิร์ตThe Legend music festival แจ้งยกเลิกด่วน-แฟนเพลงด่ายับ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/467152

จวกยับ!คอนเสิร์ตThe Legend music festival แจ้งยกเลิกด่วน-แฟนเพลงด่ายับ

วันเสาร์ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2563, 19.06 น.

วันที่ 18 มกราคม 2563 กรณีมีกำหนดการงาน The Legend music festival 2020 คอนเสิร์ตที่รวมระดับศิลปินตำนานทั่วฟ้าเมืองไทยมาร่วมแสดง ไม่ว่าจะเป็น นูโว, เสก โลโซ, บิลลี่ โอแกน, ติ๊ก ชีโร่ เป็นต้น โดยจัดแสดงที่สนาม เอสซีจี สเตเดียม เมืองทองธานี

โดยวันนี้เป็นวันกำหนดการคอนเสิร์ตที่เริ่มในช่วงเย็นวันที่ 18 ม.ค.  ทว่าแฟนเพจเฟซบุ๊ก The Legend music festival ได้ระบุข้อควาขออนุญาตยกเลิกการจัดงานอย่างกะทันหัน โดยระบุข้อความไว้ดังนี้

“งาน The Legend music festival 2020 วันนี้ !!! เสาร์ที่ 18 มกราคม 2563 ณ สนาม SCG. เมืองทอง สเตเดียม ขอแจ้งยกเลิกการจัดงานในวันนี้และขอเลื่อนไปก่อน เนื่องจากติดระเบียบข้อกฎหมายในการจัดงานบางประการ กราบขอขอโทษแฟนๆ ทางผู้จัดและทีมงานพยายามแก้ปัญหาสุดความสามารถจนวินาทีสุดท้าย ขออภัยเป็นอย่างสูงมา ณ ที่นี้ และจะแถลงข่าวความคืบหน้าให้ทราบโดยเร็วที่สุด”

ทำให้เหล่าบรรดาแฟนเพลงที่ซื้อบัตรคอนเสิร์ตไว้ รวมถึงทางพ่อค้าแม่ค้าที่มาเช่าที่ขายของ ต่างแสดงความไม่พอใจอย่างมาก พร้อมเข้ามาแสดงความคิดเห็นจวกผู้จัดงานอย่างมากมาย

‘ไอซ์ ปรีชญา’สุดช็อก! ผู้จัดการส่วนตัวเสียชีวิตกะทันหัน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/467096

news_default

‘ไอซ์ ปรีชญา’สุดช็อก! ผู้จัดการส่วนตัวเสียชีวิตกะทันหัน

วันเสาร์ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2563, 14.51 น.

วันที่ 18 มกราคม 2563 ทำเอาช็อกวงการบันเทิง เมื่อโกโก้ เกียรติศักดิ์ เหลืองรุ่งโรจน์ ผู้จัดการส่วนตัวไอซ์ ปรีชญา พงษ์ธนานิกร เสียชีวิตกะทันหัน

โดย ไอซ์โพสต์ภาพคู่กับผู้จัดการส่วนตัว พร้อมข้อความแสดงความอาลัยว่า  “พี่โก้.. มันไม่จริงใช่มั้ย? พี่ทิ้งหนูแบบนี้ไปได้ยังไง ไหนพี่บอกว่าเราจะไม่ทิ้งกันไง หนูไม่มีพี่แล้วหนูจะทำยังไง พี่ต้องอยู่คอยสอนหนู ว่าหนู คอยเตือนหนู คอยดูแลหนู คอยทำให้หนูหัวเราะ คอยให้กำลังใจหนูก่อนสิ ทำไมพี่ไปโดยที่พี่ไม่บอกหนูเลย ว่าพี่เจ็บป่วยยังไงบ้าง ทำไมจากหนูไปเร็วแบบนี้ละ เมื่อวานเรายังกอดกันอยู่เลยนะพี่ แต่วันนี้พี่ไม่อยู่แล้ว

พรุ่งนี้เราจะต้องเจอกันไม่ใช่หรอ พี่เป็นทั้งพี่ เป็นทั้งเพื่อนและ ครอบครัว หนูรักพี่มากๆ นะคะ ต่อจากนี้ไปหนูจะดูแลตัวเอง ทำทุกอย่างที่พี่สอน หนูไม่นึกเลยว่าเมื่อวานจะเป็นครั้งสุดท้ายที่เราจะได้กอดกัน ได้เห็นหน้ากัน มีอีกตั้งหลายเรื่องที่หนูยังไม่ได้บอกพี่

พี่เป็นคนเก่ง พี่เป็นคนที่อดทน พี่จริงใจ พี่คอยสร้างแต่เสียงหัวเราะ พี่เป็นคนมีน้ำใจ แต่ตอนนี้หนูเสียคนที่หนูรักไปอีกคน มันเร็วเกินไปจนหนูรับไม่ได้ ไม่ว่ายังไงก็ตาม ทุกๆคนที่รู้จักพี่รักพี่ และหนูก็รักพี่เสมอและพี่จะอยู่ความทรงจำของหนูแบบนี้ตลอดไป ขอให้พี่หลับสบายนะคะ R.I.P P’COCO #ripcoco #myamazingmanager #iloveyou #alwaysinmyheart @coco_yellow”

ไข้หัดสุนัข…สัญญาณเตือนจากเสือวัดหลวงตาบัวถึงทาสหมา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/388916?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ไข้หัดสุนัข…สัญญาณเตือนจากเสือวัดหลวงตาบัวถึงทาสหมา

17 กันยายน 2562 – 11:05 น.
วัดป่าหลวงตาบัว,วัดเสือ,รมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช,ไข้หัดสุนัข
เปิดอ่าน 924 ครั้ง

เสือวัดป่าหลวงตาบัว ป่วยตาย 86 ตัว โดยไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด  แต่สันนิษฐานว่าเกิดจากการติดเชื้อ !

เสือทั้ง 86 ตัวที่ป่วยตาย เป็นเสือของกลางที่ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ยึดมาจากวัดป่าหลวงตาบัว หรือ วัดเสือ จ.กาญจนบุรี นำไปดูแลที่สถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าเขาประทับช้าง และเขาสน จ.ราชบุรี จำนวน 147 ตัว ตั้งแต่ปี 2559 และทยอยล้มตายลงเรื่อยๆ

ผู้ดูแลบอกว่า เสือที่ตายทุกตัวมีอาการเหมือนโรคอัมพาตลิ้นกล่องเสียง ! แต่ล่าสุด มหาวิทยาลัยมหิดล แจ้งผลการตรวจในห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์ (ห้องแล็บ) พบว่า เสือทั้ง 86 ตัว ตายด้วย โรคไข้หัดสุนัข !

ประกิต วงศ์ศรีวัฒนกุล รองอธิบดีกรมอุทยานฯ บอกว่า จากการตรวจสอบเสือที่ตายพบการติดเชื้อไวรัสไข้หัดสุนัข ซึ่งเป็นโรคติดต่อร้ายแรงในสุนัข และสัตว์ป่าหลายชนิด รวมทั้งเสือโคร่ง ซึ่งปัจจุบันยังไม่มียารักษาเป็นการเฉพาะ ทำได้เพียงการรักษาตามอาการเท่านั้น เช่น การให้ยาปฏิชีวนะ ลดอาการอักเสบ ลดไข้ รักษาอาการภูมิแพ้ บางตัวที่มีอาการหายใจเสียงดังมาก สัตวแพทย์จะผ่าตัด แต่ยังไม่ทราบสาเหตุการเกิดอาการของโรคที่แน่ชัด

เขาบอกว่า จากการส่งซากเสือโคร่งไปตรวจที่คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กำแพงแสน และคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และสัตวแพทย์จากซาฟารีเวิลด์ พบว่าเกิดจากอาการอัมพาตลิ้นกล่องเสียงและเป็นสาเหตุของการตาย แต่ทั้ง 2 สถานีเพาะเลี้ยงอยู่ห่างกัน แสดงว่าเสือมีการติดเชื้อมาก่อน

      ตายง่ายเพราะสายเลือดชิด
การล้มตายของเสือชุดนี้ แน่นอนว่าเกิดจากการติดเชื้อไข้หัดสุนัข แต่ที่สงสัยคือทำไมถึงได้ตายด้วยโรคเดียวกันทุกตัว ? ทั้งที่มีคำยืนยันจาก ธัญญา เนติธรรมกุล อธิบดีกรมอุทยานฯ ว่าเสือทุกตัวได้รับการดูแลอย่างดีตามหลักวิชาการทุกอย่าง

เป็นไปได้ว่า สาเหตุที่เสือติดเชื้อและล้มตายได้ง่าย เป็นเพราะพวกมันมีความบกพร่องทางยีน ซึ่งเกิดจากการผสมพันธุ์กันเองในเครือญาติเดียวกัน หรือที่เรียกว่า สายเลือดชิด ทำให้เสือรุ่นที่เกิดใหม่อ่อนแอ ภูมิคุ้มกันไม่แข็งแรงเหมือนสัตว์ที่ผสมพันธุ์ข้ามสายเลือด

นสพ.ภัทรพล มณีอ่อน หัวหน้ากลุ่มงานจัดการสุขภาพสัตว์ป่า กรมอุทยานฯ ให้ข้อมูลว่า มาตรการดูแลสุขภาพเสือโคร่งในสถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าทั้ง 2 แห่ง ได้ประสานกับคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เก็บอุจจาระและตัวอย่างเลือดตรวจสอบ ติดตามโรค จากสัตว์ป่า สัตว์ต่างถิ่น และสัตว์อพยพ เมื่อทราบผล จะพิจารณาให้วัคซีนป้องกันโรคไข้หัดสุนัขตามขั้นตอน และมีการติดตามผลเป็นระยะ ส่วนเสือที่มีอาการป่วยหนักอาจพิจารณาผ่าตัดเป็นรายกรณี

“ยืนยันว่าที่ผ่านมาในระหว่างการตรวจยึดพบว่าเสือวัดหลวงตาบัวมีการตายอยู่แล้ว จากภาวะเลือดชิด โดยพบเสือลูกกรอกที่ดองไว้ และหนังเสือจำนวนมาก เสือเดิมที่อยู่ในสถานีไม่มีความผิดปกติใดๆ เกิดขึ้น แต่เสือจากวัดที่นำมาเลี้ยงไว้ทั้ง 2 สถานี มีอาการเหมือนกัน ทั้งที่สถานีอยู่ห่างกัน ดังนั้นปัญหาพันธุกรรมจึงเป็นสาเหตุสำคัญ”

สำหรับเสือโคร่งของกลางจากวัดป่าหลวงตาบัว เดิมมีอยู่จำนวน 7 ตัว  ถูกยึดเป็นของกลาง โดยกรมป่าไม้ ตั้งแต่วันที่ 12 มิถุนายน 2544 เนื่องจากวัดครอบครองเสือโคร่ง สัตว์ป่าคุ้มครองภายใต้พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 โดยไม่ได้รับอนุญาต

แม้กรมป่าไม้จะยึดเสือโคร่งทั้ง 7 ตัวไว้เป็นของกลาง แต่ก็ได้ฝากเลี้ยงไว้ในวัดนี้ต่อไปภายใต้การดูแลโดยสัตวแพทย์ แต่ช่วงระยะเวลา 15 ปี เสือโคร่ง 7 ตัว ได้ผสมพันธุ์ออกลูกออกหลานอยู่ภายในวัดเพิ่มขึ้นถึง 148 ตัว

เมื่อเสือมีจำนวนมากเข้า ทางวัดจึงเปิดให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวเข้าชมจนวัดกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังของ จ.กาญจนบุรี แต่ในเวลาเดียวกันก็ถูกร้องเรียนเกี่ยวกับพฤติกรรมทารุณกรรมสัตว์และการลักลอบค้าสัตว์ป่า จนทำให้กรมอุทยานฯ ต้องเข้ามาตรวจสอบและยึดเสือทั้งหมดไปดูแลยังสถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าเขาประทับช้าง และเขาสน จ.ราชบุรี ซึ่งที่นั่นแม้สัตว์ทุกตัวจะได้รับการดูแลเป็นอย่างดี แต่เนื่องจากความเป็นสัตว์สายเลือดชิด จึงทำให้พวกมันมีภูมิคุ้มกันอ่อนแอ เป็นสาเหตุให้ติดเชื้อง่ายและป่วยตายในที่สุด

 เสือตายเตือนภัยถึงน้องหมา!
มองแง่ดี ข่าวการตายของเจ้าเสือผู้น่าสงสาร น่าจะเป็นคุณูปการอย่างยิ่งต่อชีวิตสัตว์เลี้ยงอีกนับไม่ถ้วน โดยเฉพาะ น้องหมาและน้องแมว ซึ่งเจ้าของพวกมันคงจะได้ตระหนักและตื่นตัวกับเรื่อง “สายเลือดชิด” และ “โรคหัดสุนัข”

การเป็นสัตว์สายเลือดชิดนั้นทราบกันดีแล้วว่าเกิดจากการผสมพันธุ์ในคอกเดียวกันหรือสายเลือดเดียวกัน ทำให้ทายาทรุ่นต่อไปเป็นสัตว์ที่อ่อนแอ และเสี่ยงติดเชื้อโรคต่างๆ ได้ง่าย

ส่วนโรคไข้หัดสุนัขชื่อก็บอกแล้วว่าเป็นโรคที่เกิดกับสุนัขโดยตรง แต่สามารถแพร่ไปสู่สัตว์อื่นได้เช่นกัน เชื้อโรคนี้ทางการแพทย์แม้ยังไม่มียารักษาให้หายได้ แต่ก็สามารถป้องกันได้ไม่ยาก ในทางกลับกัน หากไม่มีการป้องกันอย่างต่อเนื่อง โรคนี้มีโอกาสแพร่ระบาดได้ไม่ยากเช่นกัน

    รู้จักโรคไข้หัดสุนัข
โรคไข้หัดสุนัข (Canine Distemper) เกิดจากเชื้อ Canine Distemper Virus (CDV) อยู่ในตระกูล Paramyxovirus คล้ายกับไวรัสโรคหัดในคน (Measles) แต่เป็นคนละชนิดกัน จึงไม่ติดคน

น้องหมาที่เป็นโรคนี้มีอัตราการตายสูงมาก ถือเป็นโรคติดต่อร้ายแรงอันดับหนึ่งของโรคที่เกิดขึ้นกับสุนัข เพราะติดต่อได้ง่ายและรวดเร็วมาก สามารถติดต่อผ่านทางอากาศได้ และติดต่อผ่านทางน้ำมูกน้ำตาหรือสัมผัสกับน้องหมาที่ป่วยเป็นโรคนี้

โรคนี้พบมากในน้องหมาที่มีอายุระหว่าง 3-6 เดือน เพราะน้องหมากลุ่มนี้ไม่มีภูมิต้านทานที่แข็งแรงพอ และแม้จะเป็นพวกที่โตเป็นหนุ่มเป็นสาวแล้ว หากเจ้าของไม่พาไปฉีดวัคชีนอย่างต่อเนื่องก็เสี่ยงไม่แพ้กัน และที่แย่กว่านั้นปัจจุบันการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ยังไม่สามารถผลิตยาต้านไวรัสโรคไข้หัดสุนัขได้โดยตรง

สำหรับน้องหมาที่ได้รับเชื้อไข้หัดสุนัขเข้าสู่ร่างกาย  ให้สังเกตอาการในระยะแรกจะมีไข้สูง ซึม อาเจียน เบื่ออาหาร ระยะที่ 2 จะเริ่มซึม มีขี้ตาหนา น้ำมูกสีเขียวข้น ระยะที่ 3 เชื้อไวรัสเข้าระบบประสาท มีอาการชักและทรงตัวไม่อยู่ ต้นขาอ่อนแรง และตายในที่สุด

สัตวแพทย์แนะนำว่า ในกรณีที่สุนัขได้รับเชื้อไวรัสเข้าสู่ร่างกาย เจ้าของควรจับแยกสุนัขออกจากตัวอื่นที่อยู่ด้วยกัน เพราะอาจเป็นพาหะนำเชื้อไปแพร่ให้ตัวอื่น และในส่วนของสถานที่ที่มีความเสี่ยงสูงต่อการรับเชื้อ ไม่ควรนำสุนัขไปวิ่งเล่น

สำคัญที่สุด! ไข้หัดสุนัขเป็นโรคติดต่อง่าย มีอัตราการป่วยและอัตราการตายสูง ทาสหมาทั้งหลายจงปฏิบัติตามนี้ “พาน้องหมาไป ฉีดวัคซีนทุกปี ใช้บริการคลินิกรักษาสัตว์ใกล้บ้านก็ได้ แล้วน้องหมาจะปลอดภัยจากโรคนี้”

p31

กัปตันเรือเหล็กกับการฝ่าร่องน้ำลึกของฝ่ายค้าน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/388913?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

กัปตันเรือเหล็กกับการฝ่าร่องน้ำลึกของฝ่ายค้าน

17 กันยายน 2562 – 10:20 น.
พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,ฝ่ายค้าน
เปิดอ่าน 29 ครั้ง

กัปตันเรือเหล็กกับการฝ่าร่องน้ำลึกของฝ่ายค้าน โดย…   ทีมข่าวการเมือง เครือเนชั่น

18 กันยายน คือวันที่พรรคร่วมฝ่ายค้านจะอภิปรายทั่วไปแบบไม่ลงมติรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในประเด็นการถวายสัตย์ปฏิญาณตนไม่ครบถ้วนตามรัฐธรรมนูญ, ไม่ชี้แจงที่มาของงบประมาณในโครงการรัฐบาล และน่าจะมีของแถมปลีกย่อยมาเพียบ เช่น เขียนกติกาเอื้อตัวเองกับพวกพ้อง และใช้เวทีนี้ระดมไอเดียแก้ รธน. เพื่อปลดล็อกลุงตู่และเครือข่าย

แน่นอนว่าขั้วต้านลุงตู่หยิบทุกรอยแผลออกมาชำแหละในเวทีนี้แบบไม่ยั้ง…

รวมทั้งในวันนั้นยังเป็นวันที่ทราบผลว่าตำแหน่งเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ (หัวหน้าคสช.) ที่มีการร้องเรียนกันมาหลายเดือน โดยศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยในวันนั้นด้วย

ดังนั้นงานนี้กัปตันเรือเหล็กน่าจะโดนหลากวาระที่ฝ่ายค้านลำเลียงมาเพื่อการนี้สำหรับลุงตู่เป็นกรณีพิเศษ…

ทราบมาว่าลุงตู่ใจชื้นขึ้นเมื่อรู้ว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในเรื่องการถวายสัตย์ปฏิญาณตนที่เผยแพร่ออกมาแล้ว ซึ่งอาจจะเบรกจังหวะขั้วตรงข้ามได้บ้าง แต่ล่าสุดพรรคร่วมฝ่ายค้านและฝ่ายค้านอิสระพร้อมที่จะอภิปรายการทำหน้าที่ สร.1 ของ พล.อ.ประยุทธ์ตามญัตติที่ยื่นไว้ในครั้งนี้ แบบไม่ผ่อนคันเร่ง

อย่าลืมว่าห้าปีที่แล้วกับสถานการณ์วันนี้ของบทบาทลุงตู่ต่างกันสิ้นเชิง…เพราะยามนี้ พล.อ.ประยุทธ์พ้นสภาพหัวหน้าคสช. และมาสวมบทบาทนักการเมืองเต็มตัว…ดังนั้น “ลุงตู่” ย่อมเป็นเป้าหลักที่ขั้วตรงข้ามหวังล้มให้ได้ แม้ความจริงยามนี้จะยังไม่สามารถกระทำได้ แต่การฝากรอยแผลไว้ให้เรือเหล็กไม่มากก็น้อยก็เป็นหน้าที่ของฝ่ายค้านที่จะชี้ให้เห็นว่ารัฐบาลนี้มีสภาพอภิสิทธิ์เหนือคนไทย…หลายประการ

“สุทิน คลังแสง” ประธานวิปฝ่ายค้านระบุว่า การอภิปรายคราวนี้ เน้นไปที่การทำหน้าที่ของหัวหน้ารัฐบาลที่เสมือนไม่ปฏิบัติตามกติกาเพราะหลายกรณีนั้นมันชัดเจนแล้วว่าหัวหน้ารัฐบาลฝ่าฝืนการทำหน้าที่ตามกฎหมาย แบบนี้จะเป็นตัวอย่างให้สังคมได้เช่นใด รวมทั้งการกระทำที่ไม่สมควรของหัวหน้ารัฐบาลและคนใน ครม.

แว่วว่า ในเร็วๆ นี้ พรรคเพื่อไทยจะเขี่ยบอลเปิดเกมให้และอาจมีขุนพลร่วมเวทีบ้าง…จากนั้นพลพรรคสีส้มจะเน้นจังหวะอัดลุงตู่แบบยาวๆ ไป บวกกับแกนนำพรรคร่วมฝ่ายค้าน เช่น เสรีรวมไทย, ประชาชาติ ที่จะมากรีดรอยรั่วให้กัปตันเรือเหล็กเจ็บๆ แสบๆ…แล้วรอจังหวะลุงตู่นอตหลุดกลางเวทีเพื่อขยายผลต่อ

เวลาอีกหลายวันที่พอจะเป็นควันหลงไล่บี้ไล่จิกลุงตู่จนกว่าจะถึงเวลาหลัก

เวลาหลักที่ฝ่ายค้านวางไว้คือ…อย่าลืมว่ากลางเดือนตุลาคม จะมีญัตติเปิดสมัยประชุมวิสามัญเพื่อพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 วาระแรก ตรงนี้จะเป็นเวทีที่ฝ่ายค้านเตรียมอาวุธหนักไว้จัดการเรือเหล็กให้เกิดแผล เพราะสภาพตอนนี้ ส.ส.รัฐบาลลดจำนวนลงเหลือแค่ 251 เสียง (นับรวมประธานและรองประธานสภาผู้แทนราษฎร) เพราะจำนวนสองเสียงที่เคยหนุนลุงตู่แต่หายไปนั้นเป็นเสียงของพรรคไทยศรีวิไลย์และพรรคประชาธรรมไทยที่แยกไปเป็น “ฝ่ายค้านอิสระ” หลังหมดโอกาสได้ตำแหน่งแห่งหนในรัฐบาลและรัฐสภา

แปลว่าสภาพปริ่มน้ำของเรือเหล็กนั้นในยามนี้ยิ่งปริ่มมากขึ้นกว่าเดิม แม้คนวงในพลังประชารัฐยืนยันว่า “งูเห่าภาคสาม” ที่ไปทาบทามไว้นั้นพร้อมที่จะมายกมือให้ เพราะ ส.ส.ขั้วตรงข้ามย่อมอยากได้งบประมาณลงพื้นที่เพื่อโกยคะแนนนิยม และอาจมีบางชีวิตที่หวังจะได้รางวัลสมนาคุณตอบแทนโดยจะใช้สารพัดเทคนิคช่วงลงคะแนนออกมาแปรเสียงให้ขั้วรัฐบาลชนะในวาระแรกของการลงมติร่างกฎหมายการเงินการคลังฉบับนี้

แต่ขั้วหนุนลุงตู่จะมั่นใจพลังงูเห่าได้เต็มร้อยเชียวหรือ…หากกฎหมายการเงินการคลังฉบับนี้โดนคว่ำในรัฐสภา ธรรมเนียมปฏิบัติของขั้วรัฐบาลนั้นคือลาออก

แบบนี้ยุ่งขิงแน่ๆ สำหรับเรือเหล็ก…

และยิ่งผู้จัดการรัฐบาลที่ชื่อ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ ในยามนี้กำลังน่วมจากหลากหลายเรื่องราวในอดีต โดยฝ่ายค้านจ้อง ร.อ.ธรรมนัส ไว้เป็นหนึ่งในการกระทุ้งเรือเหล็กแบบลูกระนาด สภาพแบบนี้แม้ ร.อ.ธรรมนัสระบุว่า “เป็นนักรบต้องมีดาบที่สามซ่อนไว้…และยอมรับว่าการเป็นคีย์แมนหลักของรัฐบาลที่เดินหน้าและเดินใต้ดินหลายเรื่องเพื่อพยุงเรือเหล็กนั้น ทำให้ฝ่ายตรงข้ามจ้องจะเล่นงาน”

มันไม่ใช่เรื่องแปลกเพราะฝ่ายค้านต้องไม่ละสายตาผู้กองตุ๋ยแน่นอน และยังพยายามขยายผลกระหน่ำ ร.อ.ธรรมนัสไปเรื่อยๆ เพราะหาก ร.อ.ธรรมนัสพลาดมาจังหวะหนึ่ง…ก็ไม่ทราบว่าเรือเหล็กจะแล่นได้ไหม…

และยิ่งช่วงนี้ความพร้อมของ ส.ส.รัฐบาลก็น่าวิตก เพราะวิปรัฐบาลบางคนยอมรับว่าหลายครั้งจวนจะเกิดภาวะสภาล่มแต่ก็แก้ไขได้แบบฉิวเฉียด เนื่องจาก ส.ส.ในขั้วนี้หลายคน “ละเลยวินัย”

ดังนั้นหากกลางเดือนตุลาคม รัฐบาลลุงตู่ 2 ที่เข้ามาในครรลองประชาธิปไตยแบบลุ้นรายวัน เพราะภาวะจริงนั้นหลายคนรู้ดีว่าพลังประชารัฐหลุดเข้ามาเป็นพรรคอันดับสองที่มี ส.ส. 116 คนแล้วแข่งขันกับพรรคเพื่อไทยที่มีผู้แทนฯ 135 คน ในการฟอร์มรัฐบาล

กว่าที่ พปชร.จะพลิกรวบรวมเสียงจากหลายพรรคด้วยเงื่อนไขกฎหมายที่ขั้วตรงข้ามมองว่ามีอภินิหารบังเกิดขึ้นกับ พปชร. แบบลุ่มๆ ดอนๆ

และผลงานของครม.พปชร.ยังไม่ออกชัด ผิดกับพรรคร่วมรัฐบาลที่ยิงแต้มเก็บคะแนนไปเพียบ…จนยามนี้โพลล์หลากสำนักแจ้งผลคะแนนที่มาจากความเห็นและกระแสสังคมหลายเรื่องแล้ว

ตรงนี้ก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่มากดดันหัวหน้ารัฐบาล

ดังนั้นแรงกระเพื่อมทางการเมืองในรัฐบาลและพรรคร่วมรัฐนาวา พูดง่ายๆ ตอนนี้น้ำเริ่มรั่วเข้ามาเพียบในเรือเหล็กแล้ว

รอชมว่าลุงตู่มีเวลาไม่กี่วันที่จะอุดรอยรั่วนั้น จะอุดแบบใด…

  ประเด็นอภิปราย โดยไม่ลงมติตามรธน.มาตรา 152 วันที่ 18 กันยายน
1. การถวายสัตย์ปฎิญาณไม่ครบถ้วนตามรัฐธรรมนูญมาตรา 152
– เน้นใช้ข้อกฎหมาย ตามรัฐธรรมนูญ
– นายกรัฐมนตรีที่ไม่ปฏิบัติให้ครบถ้วนจะเกิดผลต่อการบริหารประเทศอย่างไร
– นายกรัฐมนตรีจะตอบคำถามในสภาว่าสรุปแล้วตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ “ลืม” หรือว่า “หลง”
2. การแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อสภา โดยไม่แจ้งที่มาในการใช้จ่ายงบประมาณ
– สอบถามเรื่องการบริหารราชการแผ่นดินของ ครม.และนโยบายการหาเงินของรัฐบาล
– นอกจากการรีดภาษีประชาชนและการกู้เงินรัฐบาลชุดนี้มีอะไรบ้างที่จะแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำของประเทศได้บ้าง
3.การแต่งตั้งบุคคลเข้ามาร่วมครม.เหมาะสมหรือไม่

ตำรวจเป็นเองต้องลงโทษให้หนัก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/388911?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ตำรวจเป็นเองต้องลงโทษให้หนัก

17 กันยายน 2562 – 09:55 น.
อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน,ตำรวจ,ยาเสพติด
เปิดอ่าน 1,621 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

‘ดับเครื่องชน’ วันนี้ขอสนับสนุนให้มีการลงโทษอย่างรุนแรงเด็ดขาดที่สุดต่อเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ทำผิดโดยอำนาจหน้าที่เพื่อให้เป็นตัวอย่างว่าทำดีได้ดี-ทำชั่วได้ชั่ว

สืบเนื่องมาจากนายตำรวจยศ พ.ต.ท. ที่ จ.อุทัยธานี รับจ้างขนยามาจากแม่อายส่งขึ้นรถทัวร์เข้า กทม. และถูกจับได้ ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่รับไม่ได้เพราะผู้รักษากฎหมายทำผิดเสียเอง

ไม่เฉพาะตำรวจเท่านั้นแต่รวมไปถึงเจ้าหน้าที่ของรัฐที่กระทำผิดกฎหมายโดยยึดถือผลประโยชน์ส่วนตัวและพวกพ้อง

รวมถึงทุกคนที่ทำผิดกฎหมายจะต้องได้รับโทษตามบทบัญญัติเพราะถึงเวลาแล้วที่จะต้องปฏิรูปประเทศเสียที

ประเทศไทยจะต้องเป็นสีขาว-ไม่ใช่เป็นสีเทาสีดำอย่างทุกวันนี้
อ๊อด เทอร์โบ


เรื่อง สงสัยเรื่องขยะและขยะพลาสติก
เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ

ขอเป็นสื่อกลางเพื่อสอบถามผู้รู้จริงเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมและการกำจัดขยะและขยะพลาสติก เพราะแม่ผู้เขียนสนใจที่จะรักษ์โลกด้วยการลดใช้ถุงพลาสติก แต่ก็งงๆ อยู่กับมาตรการที่ในความรู้สึกแบบชาวบ้านดูมันจะย้อนแย้งกัน

ขณะนี้มีการรณรงค์ให้ลดการใช้ถุงพลาสติกตามห้างสรรพสินค้าต่างๆ ซึ่งก็ดูเหมือนดี แต่อีกมุมหนึ่งถ้าเราไม่รับถุงพลาสติกของห้างฯ สามารถนำมาใช้ซ้ำ (reuse) เป็นถุงขยะได้โดยไม่ต้องใช้ ‘ถุงดำ’ ซึ่งน่าจะย่อยยากกว่าถุงพลาสติกที่แจกให้เสียอีก

ถุงพลาสติกของหลายห้างฯ เป็นแบบย่อยสลายได้ (biodegradable) อย่างไรก็ตาม มีคำกล่าวว่าถุงที่ย่อยสลายได้นี้สามารถทำให้เกิด microplastic (จริงหรือไม่?) ถ้าเป็นเช่นนั้นทำไมไม่ใช้ถุงกระดาษที่ย่อยสลายได้แทน หรือจริงๆ แล้วการรณรงค์เรื่องนี้มีประเด็นแอบแฝงเรื่องต้นทุน ผู้เขียนมองว่าถ้าต้นทุนของถุงกระดาษเป็นปัญหาก็น่าจะอยู่ในระดับ ‘สตางค์’ มากกว่า ‘บาท’ ถ้าบวกเข้าไปในราคาสินค้าก็คงไม่กระเทือนมากนัก ขอความกระจ่างด้วย

ผู้เขียนเห็นการรณรงค์ลดแต่ถุงพลาสติกที่ใส่สินค้าจากห้างฯ เท่านั้น แต่ไม่เห็นมีการรณรงค์ลดถุงหรือพลาสติกที่เป็นบรรจุภัณฑ์ต่างๆ เช่น ถุงกับข้าว กล่องใส่อาหาร (clamshell) พลาสติกห่ออาหาร (wrap) หรือพลาสติกรองอาหาร เช่น ก๋วยเตี๋ยวแห้ง (ทำไมไม่ใช้ใบตองแทน?) ฯลฯ พลาสติกพวกนี้อาจมีการใช้มากกว่าถุงที่ใช้ตามห้างฯ เสียอีก และเป็นการใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้งด้วย

การกำจัดขยะนั้น มีขยะหลายประเภทที่ไม่รู้จะกำจัดอย่างไร เช่น ขยะอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องเรือน ฯลฯ (อาจมีบางหน่วยงานทำอยู่ เช่น มูลนิธิสระแก้ว มูลนิธิกระจกเงา ฯลฯ แต่ก็เป็นในวงแคบด้วยข้อจำกัดทางสถานที่/ปริมาณที่รองรับ/วัตถุประสงค์) ทำไมเราไม่ใช้เครือข่าย ‘ซาเล้ง’ มารองรับ

ซึ่งจะเกิดภาวะ win-win ผู้กำจัดได้เงินค่าขายแม้จะไม่มากก็ตาม ส่วน ‘ซาเล้ง’ ก็มีรายได้นำไปขายผู้ประกอบการที่นำกลับไปเข้ากระบวนการแปรรูปให้เป็นวัตถุดิบ (recycle) ซึ่งน่าจะเป็นจุดแข็งของประเทศเรา เพราะในต่างประเทศผู้ส่งกำจัดต้องเสียเงินเป็นการกำจัด ผู้เขียนคิดว่าถ้าตั้งเครือข่าย ‘ซาเล้ง’ และการอบรมการแยกและคัดขยะนำไป recycle น่าจะเป็นผลดี เรามี ‘ซาเล้ง’ คู่บ้านคู่เมืองมานานแล้ว ทำไมไม่ใช้ประโยชน์?

ในกทม.ไม่เห็นมีกระบวนการที่เอื้อต่อการกำจัดขยะที่นอกเหนือจากขยะ ‘รายวัน’ ได้ข่าวว่าบางเขตมีกระบวนการรับขยะเหล่านี้ตามบ้าน แต่เขตที่ผู้เขียนอยู่ไม่เห็นมี ส่วนเทศบาล/อบจ./อบต. ในจังหวัดต่างๆ ก็ไม่เห็นมี หรือถ้ามีก็คงอ่อนประชาสัมพันธ์ ?

‘ภาครัฐ’ มัวทำอะไรอยู่ ไม่เห็นการรณรงค์การแยกขยะให้ชัดเจน

ผู้เขียนเห็นในต่างประเทศเขาแนะนำชัดเจนว่าขยะอะไรควรแยกอย่างไร ชนิดไหน recycle ได้/ไม่ได้ ของไทยไม่มีความชัดเจน ให้เอกชนทำอยู่ไม่พอหรอก
ศ.เกษียณ

 เรียน คุณ ‘ศ.เกษียณ’
ข้อสงสัยของคุณตรงกับความข้องใจของอีกหลายๆ คนและเสนอข้อความที่เป็นประโยชน์มากๆ ซึ่งควรจะมีการพิจารณาร่วมกันเพื่อทำทุกอย่างให้ดีขึ้น

เวลานี้หลายหน่วยงาน และร้านค้า ห้างสรรพสินค้าต่างหันมารณรงค์ลดละเลิกใช้พลาสติกและโฟมต่างๆ กันมาก

ขอบคุณสำหรับจดหมายที่เป็นสาระประโยชน์และหวังว่าจะมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงโดยเฉพาะการแยกขยะซึ่งหลายแห่งดำเนินการอยู่แล้วและขอให้ใช้วัสดุธรรมชาติจะดีกว่า
อ๊อด เทอร์โบ


ยกเลิกช่องกลับรถ
เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ

ผมเป็นคนที่ใช้ถนนเส้นบางนา-ตราดเป็นประจำ เส้นทางปกติด้านล่างทางด่วนบูรพาวิถีสังเกตดูได้ว่ารถมักจะติดขัดช่วงกม.19-20 ช่วงเลย ม.หัวเฉียวไปนิด สาเหตุก็เพราะปล่อยให้มีช่องกลับรถในช่องทางด่วนกลางถนน แล้วรถที่มาจากด้านริมทางก็จะเข้ามาตัดกระแสรถที่มาจากทางด่วนตรงกลาง ทำให้ต้องเปลี่ยนเลนกันประจำ แล้วรถที่กลับกลางถนนก็ทำให้รถขาเข้ากทม.ติดอีก

จึงเรียนมาช่วยบอกผู้ใหญ่ในกรมทางหลวงว่าขอให้ยกเลิกช่องกลับรถนี้เสียเถอะเพราะเลยไปอีกหน่อยก็สามารถกลับได้ที่สะพานลอยกลับรถได้ หรือว่าท่านผู้ใหญ่ในกรมทางหลวงต้องใช้ช่องนี้กลับรถ คนอื่นจะติดขัดขนาดไหนก็ช่างมัน ยิ่งปล่อยให้ถนนข้างล่างติดยิ่งดี คนจะได้ขึ้นไปใช้ทางด่วนข้างบน กลัวผู้ลงทุนทำทางด่วนกำไรน้อย ซึ่งท่ามองกันโดยปกติแล้ว ถ้าสร้างถนนด้านล่างให้ดีแล้วก็ไม่น่าจะมีความจำเป็นในการสร้างทางด่วนข้างบน เปลี่ยนไปสร้างรถไฟฟ้าความเร็วสูงมุ่งออกชลบุรียังดีกว่า

ถ้าอยากรวยควรลาออกจากงานราชการมาหากินข้างนอกดีกว่า เป็นข้าราชการหากินผลประโยชน์กับภาษีประชาชน คนชาติอื่นเขาจะมองได้ว่าคนไทยมันโง่ อายเข้าบ้าง
ต๊ะ ณ เมืองชล

เรียน คุณ ‘ต๊ะ ณ เมืองชล’
จดหมายของคุณให้ความชัดเจนดีมากและใครที่เป็นเจ้าของความคิดและดำเนินการจะต้องมีคำตอบให้โดยด่วนเพราะหลายคนที่ใช้ถนนกำลังคิดว่าไม่สมควร
หรือมีเหตุผลอื่นใดๆ โปรดแจ้งให้ทราบด้วย
อ๊อด เทอร์โบ

น้ำท่วม อุบล อุทกภัยในการเมือง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/388905?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

น้ำท่วม อุบล อุทกภัยในการเมือง

17 กันยายน 2562 – 08:50 น.
กระดานความคิด,น้ำท่วม,อุบลราชธานี,การเมืองท้องถิ่น,สจเปิ้ล,สมปรารถนา วิกรัยเจิดเจริญ,วรสิทธิ์ กัลป์ตินันท์
เปิดอ่าน 571 ครั้ง

คอลัมน์…  กระดานความคิด   โดย…   บางนา บางปะกง 

ท่ามกลางวิกฤติน้ำท่วมเมืองอุบลราชธานี สองวันนี้ก็มีข่าวดี เพราะระดับน้ำในแม่น้ำโขงลดลงมาก ซึ่งจะเอื้อต่อการระบายน้ำจากแม่น้ำมูล นอกจากนี้ ยังพบว่าระดับน้ำด้านบนในลำน้ำชี และลำน้ำมูล ก็ลดลงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ปริมาณน้ำไหลเข้าสู่ตัวเมืองอุบลฯ ลดลงด้วย

สำหรับเมืองไทย นับแต่มีการเมือง 2 ขั้ว ไม่ว่าจะเกิดน้ำท่วมภาคไหน ก็จะเกิดรายการดราม่าผ่านสื่อโซเชียล คลิปผู้เดือดร้อนจากน้ำท่วมในเขตเทศบาลนครอุบลฯ ได้ถูกเพจการเมืองนำไปขยายผลโจมตีรัฐบาลประยุทธ์

พูดถึงน้ำท่วมกับการเมือง ขอฉายภาพ “การเมืองท้องถิ่น” ในพื้นที่น้ำท่วม 2 จุดคือ เทศบาลนครอุบลราชธานี และเทศบาลวารินชำราบ ซึ่งมีผู้ประสบภัยน้ำท่วมจำนวนมากที่กำลังรอความช่วยเหลือจากภาครัฐ

นายกแอน เทศบาลนครอุบลฯ

ปัจจุบัน เทศบาลนครอุบลราชธานี มี “แอน” สมปรารถนา วิกรัยเจิดเจริญ เป็นนายกเทศมนตรีนครอุบลฯ โดยดำรงตำแหน่งมาตั้งแต่ปี 2556

สมัยเลือกตั้งนายกเทศมนตรีนครอุบลราชธานี “สมปรารถนา” เอาชนะ “รจนา กัลป์ตินันท์” อดีตนายก ภรรยาเกรียง กัลป์ตินันท์ แกนนำพรรคเพื่อไทยสายอีสาน ซึ่งตระกูลกัลป์ตินันท์ ผูกขาดการบริหารเทศบาลนครอุบลฯ มานานปี

“นายกแอน” ได้รับการสนับสนุนจาก พล.ต.อ.ชิดชัย วรรณสถิตย์ อดีตรองนายกรัฐมนตรีพรรคไทยรักไทย ผนึกพลังกับสิทธิชัย โควสุรัตน์ อดีต รมช.มหาดไทย และอดุลย์ นิลเปรม อดีตผู้สมัคร ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ

ส่วนเทศบาลเมืองวารินชำราบ “จีระชัย ไกรกังวาร” เป็นนายกเทศมนตรีเมืองวารินฯ มาหลายสมัย และเป็นเครือข่ายของเกรียง กัลป์ตินันท์

ผู้บริหารท้องถิ่นสองฝั่งแม่น้ำมูล ปรากฏว่าอยู่คนละขั้วสี ฝั่งเมืองอุบลฯ อยู่ในปีกรัฐบาลประยุทธ์ ส่วนฝั่งวารินฯ ก็อยู่ในปีกพรรคฝ่ายค้าน

ผิดกับการเมืองระดับชาติ ที่สองฝั่งแม่น้ำมูล ตกเป็นของพรรคเพื่อไทย โดยการเลือกตั้ง ส.ส. 24 มีนาคม 2562 ผลการเลือกตั้งเขต 1 อ.เมืองอุบลราชธานี วรสิทธิ์ กัลป์ตินันท์ (ลูกชายเกรียง) พรรคเพื่อไทย เอาชนะอดุลย์ นิลเปรม พรรคพลังประชารัฐไปแบบเฉียดฉิว

ส.ส.เปิ้ล เพื่อไทยฝั่งวารินฯ

เขต 3 อ.วารินชำราบ และ อ.นาเยีย “ส.จ.เปิ้ล” กิตติ์ธัญญา วาจาดี สายตรงของเกรียง เพื่อไทย ชนะ โยธากาญจน์ ฟองงาม ลูกสาวของสุพล ฟองงาม อดีต ส.ส.อุบลฯ ที่รับบทแม่ทัพพลังประชารัฐ เมืองอุบลฯ

อีกด้านหนึ่ง พรรคอนาคตใหม่กำลังมาแรงในเขตเทศบาลนครอุบลฯ และฝั่งวารินชำราบ จึงไม่น่าแปลกที่แกนนำอนาคตใหม่จะยกทีมไปแจกของช่วยน้ำท่วม แข่งกับทีมเพื่อไทย

เป้าหมายใหญ่ในศึกเลือกตั้งท้องถิ่นของเกรียง กัลป์ตินันท์ คือการยึดเทศบาลนครอุบลฯ กลับคืนมาให้ได้ ฉะนั้นช่วงน้ำท่วมเมืองอุบลฯ ทีมเพื่อไทยอุบล จึงลุยน้ำท่วมช่วยเหลือชาวบ้านอย่างแข็งขัน

รวมสนามเลือกตั้งนายก อบจ.อุบลฯ ค่ายเพื่อไทยได้ตระเตรียมการส่งผู้สมัครลงชิงตำแหน่งนายก อบจ. ซึ่งจะต้องเผชิญหน้ากับทีมพลังประชารัฐ ที่จัดวางตัวไว้แล้วเช่นกัน

ขณะที่วาทกรรมการเมืองเรื่องน้ำท่วม “นายกฯ ไปไหน ไม่ไปช่วยน้ำท่วมอุบลฯ” แพร่กระจายในสื่อโซเชียล ในพื้นที่เมืองอุบลฯ หน่วยงานราชการ อาสาสมัครกู้ภัย และภาคเอกชน ต่างร่วมแรงร่วมใจกันช่วยเหลือผู้ประสบภัย

ฝ่ายการเมือง อย่างสมปรารถนา วิกรัยเจิดเจริญ นายกเทศบาลนครอุบลฯ ก็ลงเรือแจกถุงยังชีพช่วยเหลือชาวบ้าน พร้อมตรวจเยี่ยมให้กำลังใจผู้ประสบภัยทุกวัน

วรสิทธิ์ ส.ส.เพื่อไทย

   วรสิทธิ์ กัลป์ตินันท์ ส.ส.อุบลฯ เขต 1 ฝั่งเมืองอุบลฯ ได้ตั้งหน่วยบรรเทาทุกข์ช่วยเหลือชาวบ้าน และตัวเขาเองก็ออกไปมอบถุงยังชีพ เช่นเดียวกับ กิตติ์ธัญญา วาจาดี ส.ส.อุบลฯ เขต 3 ฝั่งวารินฯ ทีมงานของ สุพล ฟองงาม อดีต ส.ส.อุบลฯ ยังช่วยเหลือชาวบ้านแจกของบรรเทาทุกข์ ร่วมกับทหาร และอาสาสมัคร

  น้ำท่วมใหญ่เมืองอุบลในยุคที่มีผู้แทนฯ และใกล้จะมีการเลือกตั้งท้องถิ่น รับประกันชาวบ้านไม่ถูกทิ้งให้อยู่ตามลำพังแน่นอน รายการดราม่าน้ำท่วมในสื่อโซเชียล ก็เป็นธรรมชาติของการเมืองเลือกขั้ว

วิวาทะในภาวะน้ำท่วม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/388903?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

วิวาทะในภาวะน้ำท่วม

17 กันยายน 2562 – 08:10 น.
อุทกภัย
เปิดอ่าน 100 ครั้ง

บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันอังคารที่ 17 กันยายน 2562

การลงพื้นที่ให้ความช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบอุทกภัยในภาคอีสาน โดยเฉพาะ จ.อุบลราชธานี ที่ประสบภัยน้ำท่วมอย่างหนัก โดยเจ้าหน้าที่รัฐ รัฐมนตรี และแกนนำพรรคฝ่ายค้านตลอดถึงจิตอาสาประชาชนทั่วไป ถือเป็นเรื่องยินดียิ่งที่แต่ละฝ่ายเห็นความทุกข์เข็ญของประชาชนซึ่งล้วนตกอยู่ในภาวะที่ไม่อาจช่วยเหลือตัวเองได้ แต่ถึงกระนั้น แทบทุกครั้งที่เกิดน้ำท่วมใหญ่ขึ้นจะมีเรื่องราวตามมาอยู่เสมอ อย่างเช่น ประเด็นทางการเมือง อันเนื่องมาจากการแก้ไขปัญหาของภาครัฐ ซึ่งสุดท้ายนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องก็จะถูกทวงถามความรับผิดชอบอย่างยากจะหลีกเลี่ยง เหมือนเช่นที่น้ำท่วมขังในกรุงเทพ ผู้ว่าฯ กทม.ก็ตกเป็นเป้า ซึ่งเป็นเรื่องไม่อาจหลบเลี่ยงที่ผู้มีหน้าที่ต้องปรับปรุงแก้ไขให้ดีที่สุดโดยเฉพาะการช่วยเหลือผู้ประสบภัยให้ทั่วถึงเป็นการด่วน

อีกเรื่องหนึ่งก็คือ แนวทางการแก้ไขปัญหาในระยะยาว บางพื้นที่มักจะมีผู้เสนอให้สร้างเขื่อนเพื่อป้องกันน้ำท่วม และภัยแล้ง อย่างเช่นที่ จ.สุโขทัย และะพะเยา ซึ่งอยูในลุ่มน้ำยม และต้องประสบปัญหาอุทกภัยแทบทุกปี และแทบทุกครั้งเช่นกัน ที่โครงการสร้างเขื่อนจะถูกหยิบยกขึ้นมา ล่าสุด ชื่อของโครงการเขื่อนแก่งเสือเต้นถูกพูดถึงอีกครั้ง หลังการลงพื้นที่ของรัฐมนตรี ซึ่งอยู่ในพื้นที่นั้นได้รับฟังปัญหาจากประชาชน 2 จังหวัด ซึ่งก็แบ่งรับแบ่งสู้อยู่ว่า การสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้น คนในพื้นที่ส่วนใหญ่กลัวผลกระทบที่จะเกิดขึ้น เช่นน้ำท่วมจากการสร้างเขื่อนที่อาจกินบริเวณกว้าง จึงต้องศึกษาผลกระทบทั้งผลดีและผลเสียอย่างรอบคอบ ปัจจุบันนี้มีความเห็นแบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ ผู้เห็นด้วย ผู้ไม่เห็นด้วย และกลุ่มนักวิชาการ เอ็นจีโอ

วิวาทะเรื่องเขื่อนแก่งเสือเต้น ถือเป็นมหากาพย์ที่เก็บไว้ในลิ้นชักมาหลายทศวรรษ เพราะเสียงคัดค้านที่ยังมีพลังอยู่อย่างต่อเนื่อง แม้ว่า ลุ่มน้ำยมจะประสบปัญหาทั้งภัยแล้งและน้ำท่วมเกือบทถุกปี แต่ฝ่ายที่คัดค้านก็ยืนยันว่า เขื่อนแก่งเสือเต้นไม่สามารถตอบโจทย์ได้ ไม่คุ้มค่ากับทรัพยากรป่าไม้ที่ต้องสูญเสียไป อย่างไรก็ตาม ในสภาพการณ์ปัจจุบัน ถ้าหากดูระดับน้ำในเขื่อนต่างๆ ทั่วประเทศ จะพบว่า อ่างเก็บน้ำของเขื่อนส่วนใหญ่ยังอยู่ในภาวะวิกฤติ แม้แต่ในภาคเหนือและอีสานที่ฝนตกหนัก น้ำก็ไม่ได้ตกเหนือเขื่อน ซึ่งก็เป็นเครื่องยืนยันว่า การเพิ่มเขื่อนเข้ามาเพื่อบริหารจัดการน้ำ ก็ใช่ว่าจะแก้ปัญหาทั้งน้ำท่วมและภัยแล้งได้ดังคาดการณ์

  การบริหารจัดการน้ำนับเป็นเรื่องใหญ่ ซึ่งจะต้องอาศัยหลายแนวทางด้วยกัน โดยข้อเท็จจริงก็คือ ปริมาณน้ำต้นทุนในอ่างเก็บน้ำต่างๆ มีไม่มากเพียงพอในแต่ละปี ถ้าหากปริมาณน้ำฝนน้อยผิดปกติในปีใด ประเทศก็จะต้องประสบภัยแล้งอย่างแน่นอน เพราะการจัดการน้ำในปีก่อนหน้านั้นต้องสนับสนุนทุกกิจกรรมอย่างครบถ้วน เช่น การชลประทานเกษตร รักษาสภาพแวดล้อม ผลิตพลังงานไฟฟ้า ปีนี้ภาคอีสานน้่ำท่วมหนักหลายจังหวัด และในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ก็จะต้องประสบปัญหาภัยแล้ง เพราะน้ำในเขื่อนมีไม่เพียงพอ เช่นเดียวกับลุ่มน้ำภาคกลาง ที่อาจจะทำนาปรังไม่ได้อีกครั้งเพราะน้ำในเขื่อนยังอยู่ในระดับน่าเป็นห่วง นี่คือสภาพความเป็นจริงที่ต้องอาศัยแผนงานระยะยาวเพื่อบรรเทาความเสียหายให้ลดลงจนถึงระดับควบคุมได้