‘ขอนแก่น 9’ถั่วลิสงพันธุ์ใหม่มาแรง พืชไร่ใช้น้ำน้อยสนองนโยบายรัฐสู้แล้ง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/466183

xnews_default

‘ขอนแก่น 9’ถั่วลิสงพันธุ์ใหม่มาแรง พืชไร่ใช้น้ำน้อยสนองนโยบายรัฐสู้แล้ง

วันอังคาร ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2563, 15.20 น.

นางสาวเสริมสุข  สลักเพ็ชร์  อธิบดีกรมวิชาการเกษตรเปิดเผยว่า ถั่วลิสงเป็นพืชตระกูลถั่วที่ปลูกได้ตลอดปี เป็นพืชที่มีอายุเก็บเกี่ยวสั้น ปลูกได้ทั้งต้นฤดูฝน ปลายฤดูฝน และฤดูแล้ง เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงของรายได้ให้เกษตรกร และเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดิน โดยมีพื้นที่ปลูกสำคัญคือ ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งผลผลิตถั่วลิสงใช้ประโยชน์ได้หลากหลายรูปแบบ ทั้งเป็นแหล่งอาหารโปรตีน ต้นใช้เลี้ยงสัตว์และปรับปรุงบำรุงดิน

ประเทศไทยนิยมใช้ถั่วลิสงเพื่อบริโภคโดยตรงหรือแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์  ซึ่งในกลุ่มถั่วลิสงใช้เมล็ดนี้จัดกลุ่มตามขนาดเมล็ดคือ กลุ่มเมล็ดโต มีน้ำหนัก 100 เมล็ดมากกว่า 60 กรัมพันธุ์มาตรฐานในกลุ่มนี้ ได้แก่ ขอนแก่น 6 กลุ่มเมล็ดปานกลางมีน้ำหนัก 100 เมล็ด 35 -60 กรัม พันธุ์มาตรฐานในกลุ่มนี้ ได้แก่ ไทนาน 9 และขอนแก่น 5 โดยในกลุ่มที่มีขนาดเมล็ดปานกลางเกษตรกรต้องการพันธุ์ที่มีฝักและเมล็ดที่มีขนาดใหญ่ขึ้นซึ่งเหมาะกับการบริโภค  ซึ่งพันธุ์มาตรฐานที่นิยมปลูกในปัจจุบัน ได้แก่ พันธุ์ไทนาน 9 ยังมีขนาดเมล็ดค่อนข้างเล็ก  และถึงแม้จะมีพันธุ์ขอนแก่น 5 ทีมีขนาดเมล็ดโตกว่าพันธุ์ไทนาน 9 แต่ก็ยังปรับปรุงพันธุ์ถั่วลิสงให้มีขนาดโตและให้ผลผลิตที่สูงขึ้นได้อีก

อธิบดีกรมวิชาการเกษตรกล่าวว่า ศูนย์วิจัยพืชไร่ขอนแก่น กรมได้พัฒนาพันธุ์ถั่วลิสงในกลุ่มที่มีขนาดเมล็ดปานกลาง เพื่อให้ได้พันธุ์ที่มีขนาดเมล็ดโตขึ้นและให้ผลผลิตสูงกว่าพันธุ์มาตรฐานไทนาน 9 และ ขอนแก่น 5 เพื่อพิจารณาเป็นพันธุ์แนะนำให้เกษตรกรได้เลือกปลูก โดยคัดเลือกพันธุ์ในปี 2540 ที่ศูนย์วิจัยพืชไร่ขอนแก่น และแปลงทดลองห้วยหลวง อ.กุดจับ จ.อุดรธานี และประเมินผลผลิตทั้งในแปลงทดลองและแปลงของเกษตรกรตามขั้นตอนปรับปรุงพันธุ์  จนได้ถั่วลิสงพันธุ์ใหม่ที่มีคุณสมบัติที่ต้องการใช้ชื่อพันธุ์ว่า “ถั่วลิสงพันธุ์ขอนแก่น 9” เป็นพันธุ์ที่คัดได้จากการผสมระหว่างสายพันธุ์ KKFC4000-1 กับพันธุ์ไทนาน 9

ถั่วลิสงพันธุ์ขอนแก่น 9 มีลักษณะเด่นคือ ขนาดเมล็ดโตกว่าพันธุ์มาตรฐานที่อยู่ในกลุ่มขนาดเมล็ดปานกลาง โดยมีน้ำหนัก 100 เมล็ดเท่ากับ 52.8 กรัม  ซึ่งขนาดเมล็ดโตกว่าถั่วลิสงพันธุ์ไทนาน 9 ที่มีน้ำหนัก 100 เมล็ด 44.2 กรัม และขอนแก่น 5 จำนวน 48.5 กรัม รวมทั้งถั่วลิสงพันธุ์ขอนแก่น 9 ยังให้ผลผลิตฝักแห้ง 264 กิโลกรัมต่อไร่ สูงกว่าถั่วลิสงพันธุ์ไทนาน 9 ที่ให้ผลผลิตฝักแห้ง 247 กิโลกรัมต่อไร่  และขอนแก่น 5  ให้ผลผลิตฝักแห้ง 250 กิโลกรัมต่อไร่

“จากการสัมภาษณ์เกษตรกรส่วนใหญ่ยอมรับคุณสมบัติของถั่วลิสงพันธุ์ขอนแก่น 9 มากกว่าพันธุ์ไทนาน 9 โดยลักษณะที่เกษตรกรยอมรับมากที่สุดคือ ผลผลิตและการงอก รองลงมาเป็น ขนาดฝัก และการเก็บเกี่ยว การติดฝัก ขนาดเมล็ด และการปลิดฝัก  โดยรวมเกษตรกรชอบพันธุ์ขอนแก่น 9 ที่ให้ผลผลิตสูงฝักดก ขนาดฝักและเมล็ดโต ปลิดฝักง่าย  ซึ่งถั่วลิสงพันธุ์ขอนแก่น 9 นี้ถือเป็นงานวิจัยและปรับปรุงพันธุ์พืชของกรมวิชาการเกษตรที่ตอบสนองนโยบายรัฐบาล ที่ส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกพืชใช้น้ำน้อยทดแทนการทำนาปรังในช่วงสถานการณ์ภัยแล้งที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่ขณะนี้ เพราะถั่วลิสงจัดอยู่ในกลุ่มพืชไร่ที่ใช้น้ำน้อย  โดยในปี 2563 ศูนย์วิจัยพืชไร่ขอนแก่น มีเมล็ดพันธุ์คัด เมล็ดพันธุ์หลัก และเมล็ดพันธุ์ขยายเพื่อให้เกษตรกรใช้ปลูกในฤดูแล้งได้ คิดเป็นพื้นที่ปลูก 50 ไร่ ” อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าว

มท.สั่งทุกจังหวัดลุยมาตรการเร่งด่วน! ‘ขุดดินแลกน้ำ’แก้ปัญหาภัยแล้งตามนโยบายรัฐบาล #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/466097

news_default

มท.สั่งทุกจังหวัดลุยมาตรการเร่งด่วน! ‘ขุดดินแลกน้ำ’แก้ปัญหาภัยแล้งตามนโยบายรัฐบาล

วันอังคาร ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2563, 10.28 น.

วันที่ 14 มกราคม 2563 ที่กระทรวงมหาดไทย นายฉัตรชัย พรหมเลิศ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ภัยแล้งที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ของประเทศไทยได้ส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตและการประกอบอาชีพของประชาชน โดยรัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาสถานการณ์ภัยแล้งอย่างต่อเนื่องและติดตามข้อมูลสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด รวมทั้งการสำรวจข้อมูลแหล่งน้ำและประมาณการใช้น้ำของแต่ละพื้นที่ ทั้งน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค การเกษตร การอุตสาหกรรม และการรักษาระบบนิเวศ เพื่อเป็นข้อมูลพิจารณาแก้ไขปัญหาและบริหารจัดการทรัพยากรน้ำให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งต้องใช้เวลาและงบประมาณจำนวนมากเพื่อให้มีปริมาณน้ำที่เพียงพอกับความต้องการของทุกภาคส่วน ดังนั้น พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีได้ให้แนวทางการดำเนินการแก้ไขปัญหาภัยแล้งในระยะเร่งด่วน ด้วยการ “ขุดดินแลกน้ำ” โดยใช้วัสดุมูลดินที่ได้จากการขุดลอกแหล่งน้ำธรรมชาติหรือแหล่งอื่นๆ ที่เหมาะสมเพื่อเป็นการบริหารจัดการวัสดุมูลดินให้เกิดประโยชน์ และเป็นการขุดบ่อเพื่อสร้างแหล่งกักเก็บน้ำขนาดเล็กในพื้นที่

นายฉัตรชัย พรหมเลิศ กล่าวว่า เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปอย่างประสิทธิภาพสามารถแก้ไขปัญหาภัยแล้งในระยะเร่งด่วน พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จึงได้มอบหมายให้สั่งการผู้ว่าราชการจังหวัดบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่พิจารณาดำเนินการ “ขุดดินแลกน้ำ” ตามความเหมาะสมของสภาพพื้นที่และสอดคล้องกับสถานการณ์ โดยให้ปฏิบัติตามระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด รวมทั้งให้ศึกษาแนวทางการดำเนินการตามนโยบายการขุดลอกแหล่งน้ำสาธารณประโยชน์ที่ตื้นเขินเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยหรือภัยแล้งของกรมที่ดิน กระทรวงมหาดไทย และแนวทางการบริหารจัดการวัสดุที่ได้จากการขุดลอก ของกรมทรัพยากรน้ำ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ประกอบการดำเนินการดังกล่าวด้วย

ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวต่อว่า สำหรับการดำเนินการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยแล้ง พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ ได้มีข้อสั่งการเพื่อแก้ไขปัญหาภัยแล้งในการประชุมเปิดกองอำนวยการน้ำแห่งชาติและแก้ไขปัญหาภัยแล้ง เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2563 โดยให้ทุกจังหวัดดำเนินการ อาทิ การกำกับติดตาม เฝ้าระวังสถานการณ์น้ำ และปัญหาการใช้น้ำของภาคส่วนต่าง ๆ ทั้งน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค น้ำเพื่อรักษาระบบนิเวศ และน้ำเพื่อการเกษตรอย่างใกล้ชิด รวมถึงให้ประเมินสถานการณ์เป็นระยะอย่างต่อเนื่องและทันเหตุการณ์ การมอบหมายส่วนราชการ หน่วยทหาร องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ เตรียมกำลังคน วัสดุ อุปกรณ์ เครื่องจักรกลสาธารณภัย ให้พร้อมปฏิบัติงานตลอด 24 ชั่วโมง การควบคุมการระบายน้ำ จัดสรรน้ำ โดยให้ความสำคัญกับการน้ำอุปโภคบริโภคเป็นลำดับแรก การติดตามการดำเนินการตามแผนการเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง ปี 2562/63 โดยเฉพาะสถานการณ์การเพาะปลูกข้าวนาปรัง โดยให้ควบคุมไม่ให้มีปริมาณเพิ่มขึ้นเนื่องจากปริมาณน้ำไม่เพียงพอต่อการสนับสนุน พร้อมขอความร่วมมือไม่ให้เกษตรกรทำการปิดกั้นลำน้ำหรือสูบน้ำเข้าพื้นที่เพาะปลูก หากพื้นที่ใดมีความจำเป็นต้องสูบน้ำ ให้ปฏิบัติตามปฏิทินการสูบน้ำของกรมชลประทานอย่างเคร่งครัด และให้ดูแลการชดเชยเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ ให้เป็นไปตามระเบียบกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และให้ประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ให้กับประชาชน และเน้นย้ำให้ประชาชนติดตามข้อมูลข่าวสารจากทางราชการอย่างต่อเนื่อง

นายฉัตรชัย พรหมเลิศ กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงมหาดไทยมีความห่วงใยพี่น้องประชาชนและเกษตรกรผู้ใช้น้ำในทุกพื้นที่ ทั่วประเทศและจะได้ติดตามสถานการณ์น้ำร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อวางแผนแก้ไขปัญหาให้พี่น้องประชาชนตลอดฤดูแล้งนี้ ทั้งนี้ หากพี่น้องประชาชนได้รับความเดือดร้อนจากสถานการณ์ภัยแล้ง สามารถแจ้งกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ หรือติดต่อสายด่วนสาธารณภัย 1784 ตลอด 24 ชั่วโมง

รายงานพิเศษ : กรมวิชาการเกษตรจัดระเบียบงบดำเนินงานปี’63 ป้องงานวิจัยพันธุ์พืช-โครงการพระราชดำริฯ-ส่งออก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/465991

รายงานพิเศษ : กรมวิชาการเกษตรจัดระเบียบงบดำเนินงานปี’63 ป้องงานวิจัยพันธุ์พืช-โครงการพระราชดำริฯ-ส่งออก

วันอังคาร ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นางสาวเสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร ชี้แจงกรณีคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2563 ปรับลดงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 ของกรมวิชาการเกษตร ซึ่งเป็นงบดำเนินงานลดลง 50% นั้น เพื่อลดผลกระทบต่อการดำเนินงานโดยเฉพาะงานตามภารกิจและงานสำคัญตามนโยบายของรัฐบาล กรมวิชาการเกษตรได้กำหนดแนวทางบริหารงบประมาณโดยปรับแผนดำเนินงานให้สอดคล้องกับงบประมาณที่ได้รับ โดยคำนึงถึงการใช้งบประมาณที่มีอยู่ให้คุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อทุกโครงการและทุกแผนงานที่ได้วางไว้ ซึ่งงบประมาณที่ถูกปรับลดลงนี้ เป็นงบดำเนินงานไม่เกี่ยวกับงบลงทุนจัดซื้อครุภัณฑ์ และสิ่งก่อสร้างแต่อย่างใด

ทั้งนี้ กรมทำหนังสือชี้แจงทำความเข้าใจให้ทุกหน่วยงานทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาคพิจารณาทบทวนและจัดลำดับความสำคัญ รายละเอียดกิจกรรมเนื้องานที่มีความสำคัญ จำเป็น และเหมาะสมในการดำเนินงานในปีงบประมาณ 2563 โดยเฉพาะงานวิจัยและพัฒนาพันธุ์พืช ซึ่งเป็นภารกิจหลักของกรม โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ งานด้านบริการที่มีผลกระทบต่อประชาชนและการส่งออก เช่น การตรวจรับรองแหล่งผลิตพืช (GAP) โรงงานแปรรูป โรงรม (GMP) การตรวจสอบปัจจัยการผลิต  ศัตรูพืช และออกใบรับรองบริการวิชาการด้านพืช การผลิตเมล็ดพันธุ์ดีซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญและตอบสนองต่อนโยบายของรัฐบาลเพื่อจำหน่ายและจ่ายแจกให้แก่เกษตรกร เช่น มันสำปะหลัง ข้าวโพด รวมทั้งพืชตระกูลถั่วที่ใช้น้ำน้อย งานบริการทั้งหมดนี้จะต้องได้รับผลกระทบน้อยที่สุด ส่วนงานอื่นๆ ให้พิจารณาปรับลดปริมาณงานตามวงเงินงบประมาณที่ได้รับ

“ในปี 2563 งบประมาณของกรมวิชาการเกษตร 1,277 ล้านบาท เป็นงบดำเนินงานไม่ใช่งบลงทุนจัดซื้อครุภัณฑ์และสิ่งก่อสร้าง ถูกปรับลดลง 638 ล้านบาท หรือคิดเป็น 50%ของงบดำเนินงาน ซึ่งกรมกำชับให้ทุกหน่วยงานใช้จ่ายงบประมาณอย่างประหยัด คุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุดต่องานราชการ โดยย้ำให้ทุกหน่วยงานในสังกัดทราบว่างานวิจัยและพัฒนาพันธุ์พืช โครงการพระราชดำริ งานด้านบริการต่างๆ ที่มีผลกระทบต่อประชาชนและการส่งออกต้องได้รับผลกระทบน้อยที่สุด ส่วนกิจกรรมบางชนิดที่ปรับลดได้ให้ดำเนินการทันที เช่น ติดตามประเมินผล จัดประชุมนอกสถานที่ โดยให้ใช้วิธีประชุมทางไกลผ่านทางจอภาพ หรือ VIDEO Conference แทน” อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าว

ศูนย์เกษตรที่สูงจ.เลยจัดใหญ่ กิจกรรมโปรโมทแหล่งท่องเที่ยว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/465987

news_default

ศูนย์เกษตรที่สูงจ.เลยจัดใหญ่ กิจกรรมโปรโมทแหล่งท่องเที่ยว

วันอังคาร ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายชาตรี บุญนาค รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่ประชากรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตร และมีรายได้จากการจำหน่ายผลผลิตด้านการเกษตร งานด้านการส่งเสริมการเกษตรจึงนับเป็นภารกิจสำคัญยิ่งในการขับเคลื่อนภาคการเกษตรไทย เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้มั่นคงยั่งยืน

ทั้งนี้ จุดมุ่งหมายของการส่งเสริมการเกษตรคือ ส่งเสริมให้เกษตรกรมีคุณภาพชีวิตที่ดีและมั่นคงในการประกอบอาชีพ ผ่านโครงการนโยบายสำคัญ รวมถึงส่งเสริมอาชีพของกลุ่มเกษตรกรและเครือข่าย ภายใต้การบูรณาการทำงานร่วมกันของหน่วยงานสังกัดกรมส่งเสริมการเกษตร โดยการดำเนินงานในส่วนภูมิภาคนอกจากสำนักงานเกษตรจังหวัดและสำนักงานเกษตรอำเภอ จะเป็นหน่วยงานหลักขับเคลื่อนงานส่งเสริมการเกษตรแล้ว ยังมีศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตร เป็นแหล่งเรียนรู้และทำหน้าที่เชื่อมโยงการทำงานระหว่างหน่วยงานส่วนกลางกับส่วนภูมิภาค หน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และหน่วยงานอื่นในพื้นที่ โดยร่วมกันขับเคลื่อนงานผ่านศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.)และเครือข่าย ซึ่งเป็นแหล่งเรียนรู้ในชุมชน ต่อยอดสู่แปลงใหญ่และกลุ่มวิสาหกิจชุมชน เชื่อมโยงสู่การท่องเที่ยวเชิงเกษตร เป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้ภาคเกษตรเป็นอย่างดีและจะส่งผลดีต่อความยั่งยืนของภาคเกษตรโดยเฉพาะอย่างยิ่งงานโครงการพระราชดำริ ซึ่งถือเป็นภารกิจสำคัญที่กรมส่งเสริมการเกษตรดำเนินงานสนองพระราชดำริมาอย่างต่อเนื่องตามพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ

ด้านนายบุญรอด  คำทะริ  ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรจังหวัดเลย (เกษตรที่สูง) กล่าวว่า ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรจังหวัดเลย(เกษตรที่สูง) มีแนวทางส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตรทั้งภายในศูนย์ฯที่มีแปลงเรียนรู้ให้ผู้สนใจเข้าศึกษาเยี่ยมชม และสร้างเครือข่ายด้านการท่องเที่ยวเชิงเกษตรให้กลุ่มเกษตรกร  ด้วยการส่งเสริมการทำเกษตรดีที่ปลอดภัย ส่งเสริมและสนับสนุนการสร้างเมืองแห่งสุขภาพดีร่วมกับกลุ่มเกษตรกรและเครือข่ายในจ.เลย เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวเชิงเกษตรจากแปลงเรียนรู้ที่มีชีวิตของศูนย์ฯ เชื่อมโยงสู่กลุ่มเกษตรกรและเครือข่ายการท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่มีศักยภาพของจ.เลย จึงจัดกิจกรรม “27 ปี สืบสานงานพระราชดำริ ตามแนววิถีเกษตรพอเพียง  พร้อมเพรียงพัฒนาหญ้าแฝก เพื่ออนุรักษ์ดินและน้ำ นำศูนย์และชุมชนเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรอย่างยั่งยืน”ขึ้น โดยมีพิธีเปิดวันที่ 9 มกราคม 2563 ณ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรจังหวัดเลย (เกษตรที่สูง) อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย

รักษ์เกษตร : ดินปนหินดินลูกรัง..ไม่ยากอย่างที่คิด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/465986

news_default

รักษ์เกษตร : ดินปนหินดินลูกรัง..ไม่ยากอย่างที่คิด

วันอังคาร ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

คำถาม ที่ไร่ของผมส่วนใหญ่เป็นดินปนหินและดินลูกรังครับ จะปลูกอะไรก็ไม่ค่อยขึ้น ขอทราบวิธีแก้ปัญหานี้ด้วยครับ ขอบคุณมากครับ

ขจรศักดิ์ สุวรรณอัปสร

อ.ขามทะเลสอ จ.นครราชสีมา

คำตอบ

ดินปนหินและดินลูกรังเป็นดินที่มีปริมาณของหน้าดินน้อยมีธาตุอาหารต่ำ ไม่เหมาะสมกับการปลูกพืชใดๆ เลย การปลูกพืชในดินลูกรังจึงเป็นไปได้ยาก จะต้องมีการลงทุนปรับปรุงบำรุงดินให้มีคุณภาพเสียก่อน จึงจะมีความเหมาะสมต่อการปลูกพืชได้

แนวทางปรับปรุงบำรุงดินปนหินและดินลูกรังมีวิธีดังนี้

1. หาแหล่งน้ำในการทำการเกษตรเพราะพื้นที่ดินลูกรังส่วนใหญ่จะเป็นเป็นพื้นที่เขาซึ่งขาดน้ำ จึงต้องขุดสระกักเก็บน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้งเป็นลำดับแรก

2. งดใช้สารเคมีในการกำจัดวัชพืชโดยเด็ดขาดและให้ใช้ปุ๋ยคอกและปุ๋ยหมักเท่านั้นเพราะปุ๋ยเคมีจะทำให้ดินยิ่งเสื่อมหนักไปกว่าเดิม

3. กำจัดวัชพืช โดยใช้วิธีการตัดหรือถาง แล้วนำเศษวัชพืชมาทำเป็นปุ๋ยหมักเพื่อใส่ต้นพืชที่จะปลูกต่อไป

4. ปลูกพืชตระกูลถั่วคลุมดิน เพื่อสร้างพื้นดินให้ไส้เดือนสามารถอยู่ได้จะได้ช่วยปรับปรุงบำรุงดินให้ดีขึ้น

5. ปลูกต้นกล้วย เพื่อสร้างร่มเงาให้กับไม้ยืนต้นที่จะปลูกก่อนเป็นพืชแรก

6. รดน้ำและใช้น้ำอย่างประหยัด เพื่อรักษาความชื้นของดิน

7. ปลูกไม้ยืนต้นและไม้ผลต่างๆ เมื่อต้นกล้วยโตแล้ว โดยต้องขุดหลุมให้กว้างกว่าปกติแล้วรองก้นหลุมด้วยปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอก จากนั้นให้คลุมโคนต้นด้วยเศษหญ้าเพื่อรักษาความชื้นของดิน

8. ปลูกพืชแบบผสมผสานเพื่อให้ต้นไม้พึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน

9. ทำการกำจัดวัชพืช เมื่อวัชพืชต่างๆ สูงขึ้นมากเกินไป ให้ทำการทับให้วัชพืชนั้นๆ ล้มลงไป เพื่อให้หญ้าและวัชพืชต่างๆ ยังคงรักษาความชื้นในดินได้และเศษหญ้ายังย่อยสลายกลายเป็นหน้าดินต่อไป

10. งดให้น้ำเป็นบางช่วงเมื่อต้นไม้เริ่มโตขึ้นแล้ว ให้งดให้น้ำบ้าง เพื่อหัดให้ต้นไม้สามารถหากินได้เอง แต่ต้องทำการใส่ปุ๋ยให้ปีละประมาณ 2-3 ครั้ง

การจัดการดินปนหินและดินลูกรังให้เหมาะสมต่อการปลูกพืช มีหลักที่สำคัญคือ การรักษาความชื้นในดินโดยการปลูกพืชคลุมดินการคืนชีวิตให้กับดินโดยการเลี้ยงไส้เดือนดิน การใช้ปุ๋ยหมักการสร้างหน้าดินโดยการทับหญ้าให้หญ้าย่อยสลายกลายเป็นหน้าดินและการปรับปรุงฟื้นฟูสภาพดินปนหินและดินลูกรัง จำเป็นอย่างยิ่งต้องมีการลงทุน ต้องทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป ใจต้องรักและอดทนนะครับ

นาย รัตวิ

กษ.เร่งทำแผนปฏิบัติการ ขับเคลื่อนภาคเกษตร-แก้ภัยแล้ง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/465988

news_default

กษ.เร่งทำแผนปฏิบัติการ ขับเคลื่อนภาคเกษตร-แก้ภัยแล้ง

วันอังคาร ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า จากกรณีนายเฉลิมชัย ศรีอ่อนรมว.เกษตรและสหกรณ์ แถลงข่าว “มอบของขวัญปีใหม่ การขับเคลื่อนภาคการเกษตร ปี 2563” เมื่อวันที่ 3 มกราคมที่ผ่านมา โดยเน้นทุกหน่วยงานทำงานเชิงรุก แก้ปัญหาปากท้องเกษตรกรครบทุกมิติ ซึ่งประกอบด้วยประเด็นสำคัญ อาทิ การบริหารจัดการแหล่งน้ำทั้งระบบ การส่งเสริมการเกษตรปลอดภัยและเกษตรอินทรีย์ การใช้ระบบตลาดนำการผลิต เพื่อแก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ/ล้นตลาด ลดต้นทุนการผลิต บริหารจัดการประมงอย่างยั่งยืน แก้ปัญหาเฉพาะหน้าให้เกษตรกร จัดทำข้อมูลสารสนเทศด้านการเกษตรแห่งชาติ (National AgricultureBigData) และศูนย์เทคโนโลยีทางการเกษตร (Agri-technology and innovation center : AIC) พัฒนาศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) รวมไปถึงจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2564 ของกระทรวงเกษตรฯ ล่าสุด รมว.เกษตรฯสั่งการให้สศก.แจ้งทุกหน่วยงาน เพื่อเร่งจัดทำรายละเอียดแผนปฏิบัติการ (Action plan)ขับเคลื่อนงานสำคัญปี 2563 ให้เร็วที่สุด พร้อมประชาสัมพันธ์ แผนปฏิบัติการให้เกษตรกรและประชาชนทราบทุกช่องทางสื่อสาร แบบเชิงรุก

อย่างไรก็ตาม ส่วนการรับมือสถานการณ์ภัยแล้งปีนี้ ทุกหน่วยงานของกระทรวงเกษตรฯ ต้องติดตามสถานการณ์ และสรุปความเสียหายจากสถานการณ์ภัยแล้งที่เกิดขึ้น และผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในปี 2563 อย่างรวดเร็วและทันสถานการณ์ โดยรวบรวมมาตรการช่วยเหลือภัยแล้งที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงาน อาทิ การบริหารจัดการแหล่งน้ำ พัฒนาฟื้นฟูแหล่งน้ำ ปลูกพืชใช้น้ำน้อย ทำปศุสัตว์ หรือปล่อยปลาในแหล่งน้ำเพื่อเป็นอาหาร ทั้งนี้ สศก. จะเร่งรวบรวมแผนปฏิบัติการของทุกหน่วยงานให้เสร็จภายในมกราคม และรายงานรมว.เกษตรฯ ซึ่งสศก.จะเร่งดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะการวิเคราะห์สถานการณ์และผลกระทบด้านเศรษฐกิจ ภัยแล้ง ที่มีผลต่อภาคเกษตร เพื่อเสนอแนะนโยบายและมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร รวมทั้งเร่งตั้งศูนย์ Big Data ด้านการเกษตร (National Agricultural Big Data Center : NABC) นอกจากนี้ สศก. พร้อมเดินหน้าบูรณาการขับเคลื่อนงานตามแผนปฏิบัติการกับทุกหน่วยงานให้เป็นรูปธรรม และติดตามผลดำเนินงานต่อเนื่อง เชื่อมั่นว่าปี 2563 ภาคเกษตรของไทยจะยังเติบโตได้อย่างมีศักยภาพแม้ต้องเผชิญสถานการณ์ภัยแล้ง และความผันผวนของเศรษฐกิจโลก

ปศุสัตว์เตรียมเปิดศูนย์ควบคุมฯ ฉีดวัคซีนป้องกัน‘โรคปากเท้าเปื่อย’ในโคนมที่มวกเหล็ก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/466037

ปศุสัตว์เตรียมเปิดศูนย์ควบคุมฯ ฉีดวัคซีนป้องกัน‘โรคปากเท้าเปื่อย’ในโคนมที่มวกเหล็ก

วันจันทร์ ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2563, 21.15 น.

ปศุสัตว์เตรียมเปิดศูนย์ควบคุมฯ ฉีดวัคซีนป้องกัน‘โรคปากเท้าเปื่อย’ในโคนมที่มวกเหล็ก

13 มกราคม 2563 นายสัตวแพทย์(น.สพ.) สมชวน รัตนมังคลานนท์ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า จากการระบาดของโรคปากและเท้าเปื่อยในโคนมในอำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรีที่ทำให้มีโคล้มด้วยนั้น ในวันที่ 14 มกราคม 2563 นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ จะเปิดศูนย์ปฏิบัติควบคุมโรคในพื้นที่ ระดมสัตวแพทย์ เจ้าหน้าที่ เวชภัณฑ์ และอาหารเร่งช่วยเหลือเกษตรกร เบื้องต้นส่งเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบ แนะนำให้เข้มงวดการเข้าออกฟาร์ม ทั้งคนและยานพาหนะต้องผ่านการฆ่าเชื้อทุกครั้ง และนำวัวมารับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคได้ฟรี

ทั้งนี้ สถานการณ์โรคปากเท้าเปื่อยในโคนมที่ อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี ว่า การควบคุมโรคปากและเท้าเปื่อยนั้น อธิบดีกรมปศุสัตว์ได้กำชับปศุสัตว์จังหวัดทุกจังหวัดในการเฝ้าระวัง ควบคุมโรคอย่างใกล้ชิด และลงพื้นที่ช่วยเหลือเกษตรกรในทุกกรณีที่แจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์จังหวัด และปศุสัตว์อำเภอ ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบและให้คำแนะนำกับเกษตรกรแล้ว

สำหรับสาเหตุการระบาดของโรคปากเท้าเปื่อยในโคนมช่วงนี้ เกิดจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง รวมถึงสถานการณ์ภัยแล้งที่ส่งผลให้หญ้าขาดแคลน โคจึงกินอาหารไม่เพียงพอ สุขภาพอ่อนแอ และติดเชื้อได้ง่าย โดยเฉพาะการกินฝุ่นข้าวโพดที่มากจนเกินไปส่งผลต่อการย่อยของวัว ทั้งนี้ อ.มวกเหล็ก มีพื้นที่กว้างและเลี้ยงโคนมหนาแน่น มีเกษตรกร 2,390 ราย โคนม 99,897 ตัว เมื่อโคป่วยยังคงมีการ เคลื่อนย้ายสัตว์ ซากสัตว์ เช่น มูลสัตว์ น้ำนม อาหารสัตว์ ตลอดเวลาทำให้การควบคุมไม่ให้โรคได้ลำบาก อีกทั้งเมื่อเกษตรกรพบโคมีอาการผิดปกติไม่แจ้งโรคต่อปศุสัตว์อำเภอและจังหวัด หรือแจ้งโรคช้า

ทั้งนี้ โรคปากและเท้าเปื่อยเกิดจากเชื้อไวรัส ไม่มียาฆ่าเชื้อ แต่เป็นโรคที่รักษาได้ หากเป็นในสัตว์กีบคู่ที่โตแล้ว ต้องดูแลอย่างใกล้ชิด ให้อาหารเพียงพอเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันโรค โคที่เป็นโรคนี้แล้วล้ม มักเป็นโควัยอ่อนหรือมีโรคอื่นแทรกซ้อน จึงย้ำเตือนว่า หากโคมีอาการน้ำลายยืดให้รีบแจ้งปศุสัตว์ในพื้นที่ทันที เพื่อเข้าดูแลอาการ รวมถึงการฉีดวัคซีนป้องกันโรคปากเท้าเปื่อย วัวทั่วไปปีละ 2 ครั้ง ส่วนโคนมปีละ 3 ครั้ง โดยทางปศุสัตว์มีการฉีดวัคซีนให้ฟรี งดการนำสัตว์เข้ามาเลี้ยงใหม่จากโคที่ไม่ทราบแหล่งที่มา หรือจากพื้นที่ที่มีโรคระบาด หลีกเลี่ยง ให้บุคคลภายนอกที่ไม่เกี่ยวข้องเข้าฟาร์ม โดยเฉพาะอย่างยิ่งคอกเลี้ยงโคและโรงรีดนม เลือกซื้ออาหารจากแหล่งที่เชื่อถือได้ว่าไม่มีโรคปากและเท้าเปื่อยระบาด ที่สำคัญทำความสะอาดและทำลายเชื้อโรคที่โรงเรือน ถังนมและอุปกรณ์ต่างๆ

ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนปี 2562 จนถึงปัจจุบัน มีการฉีดวัคซีนให้วัวไปแล้ว 91,842 ตัว สำหรับอาการโรคปากเท้าเปื่อย สัตว์จะมีอาการซึม  ไข้สูง น้ำลายไหล มีเม็ดตุ่มใส พุพอง เกิดขึ้นภายในปาก ลิ้น เหงือก เพดานปาก ข้างแก้ม ซอกกีบต่อมาเม็ดตุ่มจะแตกเป็นแผล สัตว์แสดงอาการขาเจ็บ เดินกะเผลก น้ำลายไหลมากขึ้น มีแผลในปาก ลิ้น เท้า และหัวนม สำหรับสถานการณ์โรคในจังหวัดสระบุรี ผู้ว่าราชการจังหวัดประกาศกำหนดเขตเฝ้าระวังโรคระบาดชนิดโรคปากและเท้าเปื่อยในสัตว์กีบคู่ได้แก่ โค กระบือ แพะ แกะ สุกร หมูป่า และกวางตั้งแต่วันที่ 20 ธันวาคม 2562 ปศุสัตว์อำเภอมวกเหล็ก ได้ประกาศเขตโรคระบาดชั่วคราว ชนิดโรคปากและเท้าเปื่อยในพื้นที่หมู่ 2 บ้านคลองม่วงใต้ ตำบลลำพญากลาง อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี ตั้งแต่วันที่ 11 มกราคม 2563 จนถึง 9 กุมภาพันธ์ 2663 เบื้องต้น มีเกษตรกรแจ้งมาแล้ว 108 ราย มี โคนมร่วมฝูง 5,654 ตัว ที่ป่วย / และรักษาให้หาย โดยเหลือ 897 ตัวที่อยู่ระหว่างการรักษา ซึ่งตั้งแต่วันพรุ่งนี้จะมีรองอธิบดีกรมปศุสัตว์ไปเป็นผู้บัญชาการศูนย์ควบคุมโรคด้วยตนเอง รายงานผลปฏิบัติมายังส่วนกลางทุกวัน

“วอนเกษตรกร เมื่อพบว่า โคป่วยให้แจ้งปศุสัตว์ในพื้นที่ อย่าขายโคออกเนื่องจากเป็นโรคที่รักษาได้ การเคลื่อนย้ายโคออกจากฟาร์ม ขณะที่ยังป่วยอยู่ จะทำให้เชื้อไวรัสแพร่กระจายออกไปยังพื้นที่อื่นเป็นวงกว้างขึ้น” นายสัตวแพทย์สมชวน กล่าว

แพทย์ความงามชื่อดังแนะ 6 เคล็ดลับ บอกลาริ้วรอย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/466475

แพทย์ความงามชื่อดังแนะ 6 เคล็ดลับ บอกลาริ้วรอย

วันพุธ ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2563, 17.24 น.

ว่ากันว่าอายุ…เป็นเพียงแค่ตัวเลขแต่เมื่ออายุมากขึ้น ผิวพรรณเราก็เปลี่ยนแปลงไปไม่เหมือนเดิม จากผิวพรรณที่สดใส เปล่งปลั่ง ยกกระชับกลับกลายเป็นหย่อนคล้อยไปตามกาลเวลา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อตีนการอยย่นต่างๆ อันเป็นสัญญาณของความแก่มาเยือน เป็นอุปสรรคของความสวยงาม สร้างความไม่มั่นใจให้ตัวเอง ดังนั้น เรื่องของริ้วรอยจึงถือเป็นปัญหาที่สร้างความกังวลใจให้กับใครหลายๆ คนทั้งผู้หญิงและผู้ชาย จนต้องสรรหาวิธีการต่างๆ ที่มาช่วยชะลอความแก่ลดเลือนริ้วรอย คืนความกระชับอ่อนเยาว์ในผิวหน้า กัลเดอร์มา ประเทศไทยผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับการดูแลผิวหนังและโรคผิวหนังรวมไปถึงด้านสุขภาพความงามจึงได้เชิญแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านความงามแถวหน้าของเมืองไทย

นายแพทย์กำธร ศิริพันธุ์

นายแพทย์กำธร ศิริพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โรงพยาบาลศัลยกรรมตกแต่งดับเบิ้ลยู (W Plastic Surgery Hospital) มาเผยเคล็ดลับข้อแนะนำที่จะช่วยดูแลสุขภาพผิวของตัวเองให้ดูอ่อนเยาว์ สดใสดูมีชีวิตชีวาขึ้นอีกครั้งโดยคุณหมอเล่าให้ฟังถึงปัญหาที่ทำให้เกิดริ้วรอยว่า ปัญหาริ้วรอยเกิดขึ้นได้ตามวัย และอีกประการหนึ่งที่คนอายุไม่เยอะก็อาจจะพบเจอได้ คือ การแสดงอารมณ์ออกทางสีหน้าบ่อยๆ จนก่อให้เกิดเป็นริ้วรอยฝังร่องลึก ซึ่งเราสามารถหลีกเลี่ยงหรือชะลอการเกิดปัญหาเหล่านี้ได้ด้วยการป้องกันตั้งแต่เนิ่นๆ ด้วย 6 เคล็ดลับได้แก่

1.หลีกเลี่ยงแสงแดด และใช้ครีมกันแดดที่เหมาะกับผิว เพราะในแสงแดดมีรังสีและพลังงานมากมายที่ดวงตาเรามองไม่เห็น ซึ่งนอกจากจะทำให้เรารู้สึกร้อนแล้วยังส่งผลต่อผิว ทำให้ผิวเสื่อมโทรมและนำไปสู่การเกิดริ้วรอยเหี่ยวย่นได้ง่ายขึ้น โดยผู้ที่ไม่ได้ทำงานกลางแจ้งหรือโดนแดดตรงๆ คุณหมอก็แนะนำว่าก็ไม่ควรลืมทากันแดด โดยอย่างน้อยควรใช้ที่ประมาณ SPF30 หรือถ้าหากต้องออกแดดมากกว่านั้นก็ให้ใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีค่า SPF สูงขึ้น ตามลำดับ

2.พักผ่อนให้เพียงพอ ในข้อนี้ทุกคนก็คงรู้ดีอยู่แล้วว่าการพักผ่อนที่เพียงพอนั้นมีประโยชน์มาก เพราะคุณจะรู้สึกได้เลยว่าผิวพรรณดูสดใส ใต้ตาดูไม่ดำคล้ำ ใบหน้าดูเต่งตึง ซึ่งเหตุผลที่ทำให้เกิดสิ่งเหล่านี้ก็เพราะว่าร่างกายได้พักผ่อนอย่างเต็มที่และหลั่งโกรทฮอร์โมนที่ช่วยซ่อมแซมและสร้างการเจริญเติบโตของร่างกายจึงทำให้เซลล์ใหม่ถูกสร้างผิวพรรณจึงดูดีขึ้นทดแทน แต่ถึงแม้ว่าผู้คนจะรู้เหตุผลมากมายเพียงใด การนอนอย่างน้อย 6-8 ชั่วโมงต่อวัน ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับหลายๆ คน แต่ถ้าได้เริ่มลงมือทำผลลัพธ์ที่ได้จะต้องดีแน่นอน

3.รับประทานผัก ผลไม้ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ เคล็ดลับการบำรุงความอ่อนเยาว์ของผิวจากภายในก็คือการรับประทานผักและผลไม้ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ โดยผักและผลไม้แต่ละชนิดอาจจะมีสารต้านอนุมูลอิสระที่แตกต่างชนิดกันไป อาทิ วิตามิน ซี เอ  อีเบต้าแคโรทีน และไลโคปีน เป็นต้น โดยคุณสมบัติเด่นของสารต้านอนุมูลอิสระเหล่านี้ก็แตกต่างกันด้วยวิตามิน เอ บำรุงสายตา เบต้าแคโรทีน บำรุงผิวพรรณ เป็นต้น

4.ดื่มน้ำวันละ 8 แก้ว เพราะน้ำเป็นส่วนประกอบหลักของร่างกาย ดังนั้น การดื่มน้ำให้ได้อย่างน้อยวันละ 8 แก้วจะช่วยให้การทำงานของระบบต่างๆ ทำงานได้ดีขึ้น ผิวพรรณเปล่งปลั่งดูอิ่ม และไม่เหี่ยว ทำให้เราดูอ่อนเยาว์ลงอย่างมีประสิทธิภาพ

5.ใช้ครีมและเซรั่มบำรุงผิวที่เหมาะกับสภาพผิวอย่างสม่ำเสมอ การใช้ครีมบำรุงและเซรั่มนั้นช่วยได้เป็นอย่างดีในการดูแลผิวชั้นนอก เพราะในแต่ละวัน ผิวชั้นนอกของเราต้องเจอกับมลภาวะมากมาย ซึ่งอาจนำไปสู่การเกิดริ้วรอยก่อนวัยได้ง่าย เพราะฉะนั้นผิวที่ถูกทำร้ายก็ย่อมต้องการการบำรุงจากภายนอกด้วยเช่นกัน

6.ใช้สารลดเลือนริ้วรอย ประการสุดท้าย เป็นวิธีที่เห็นผลได้อย่างชัดเจนในการป้องกันและลดเลือนริ้วรอย คือการเข้ารับการรักษากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังและความงาม โดยวิธีการ
รักษานั้นก็มีหลากหลายวิธีที่แตกต่างกันไปซึ่งหนึ่งในวิธีที่ได้รับความนิยมกันมาก คือการใช้สารลดเลือนริ้วรอย หรือที่รู้จักกันว่า การฉีดโบฯ โดยใช้สาร BotulinumToxin Type A (โบทูลินั่ม ท็อกซิน ไทป์ เอ)ซึ่งมีผลในการยับยั้งการทำงานของกล้ามเนื้อเฉพาะจุด ทำให้เราขยับกล้ามเนื้อบนใบหน้าได้น้อยลง ริ้วรอยต่างๆ ก็จะหายไป ซึ่งก็Botulinum Toxin Type A มีให้เลือกหลากหลายยี่ห้อ ขึ้นอยู่กับความต้องการของคนไข้ว่าต้องการแก้ปัญหาอะไรบ้างหนึ่งในนั้นคือ ผลิตภัณฑ์ ABO Active3D Treatment ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่ให้ผลลัพธ์สวยเป็นธรรมชาติในการ
ลดเลือนริ้วรอย ยกกระชับ ปรับรูปหน้าช่วยในการกระตุ้นการตื่นตัวของเซลล์ที่สร้างคอลลาเจนหลังฉีดภายใน 10 ชั่วโมงซึ่งมีงานวิจัยที่ยืนยันและรับรองข้อพิสูจน์นี้และจะทำให้ผิวสวยอ่อนเยาว์ขึ้นทันที

เพราะสุขภาพผิวที่ดีนั้น ต้องใส่ใจดูแลตั้งแต่ภายในสู่ภายนอก ทั้งการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ การพักผ่อนรวมถึงการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่เราควรให้ความสำคัญตั้งแต่เนิ่นๆ แต่หากใครที่เกิดปัญหาและต้องการการรักษาที่เร่งด่วนการเข้าไปปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวพรรณเพื่อรับการรักษาก็เป็นวิธีการตัวช่วยที่ได้รับการยอมรับและเป็นที่นิยมมากในปัจจุบัน

แนวหน้าวาไรตี้ สัมภาษณ์พิเศษ : ธเนศวร์ เพชรสุวรรณ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/466429

news_default

แนวหน้าวาไรตี้ สัมภาษณ์พิเศษ : ธเนศวร์ เพชรสุวรรณ

วันพุธ ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2563, 15.39 น.

แนวหน้าวาไรตี้ สัมภาษณ์พิเศษ : ธเนศวร์ เพชรสุวรรณ

รองผู้ว่าการ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

NAEWNA VARIETY วันอาทิตย์ที่ 12 มกราคม 2563 ทางTNN2 (TrueVision ช่อง784) เวลา 16.00-16.30 น.

Re-run 1. วันพุธ 22.00-22.30 น. 2. วันพฤหัสบดี 10.00-10.30 น. 3. วันศุกร์ 00.30-01.00 น. 4. วันศุกร์ 23.00-23.30 น. 5. วันเสาร์ 13.30-14.00 น.

‘ชาร์ลอตต์ โอลิเวีย’ เปิดตัว ‘RAMi’ ลิปสติกคอลเลคชั่นใหม่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/466378

‘ชาร์ลอตต์ โอลิเวีย’ เปิดตัว ‘RAMi’ ลิปสติกคอลเลคชั่นใหม่

วันพุธ ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2563, 12.36 น.

แบรนด์เครื่องสำอางค์ “ชาร์ลอตต์ โอลิเวีย” (Charlotte Olivia, West Kensington London) เปิดตัว RAMi (รามิ) คอลเลคชั่น 2 สีใหม่ที่มีคุณ “นุ่น รมิดา ประภาสโนบล” เป็นคนบรรจงดีไซน์และเลือกสีเองด้วยตัวเอง

Charlotte Olivia “แบรนด์เครื่องสำอางค์ที่มีสีสันสวยงาม บำรุงผิวพรรณ อ่อนโยนต่อผู้ใช้ และที่สำคัญคือต้องเป็นราคาที่สาวๆทุกคนจับต้องได้” คือปณิธาน​ของ คุณ ออยล์ ช่อลดา สุริยะโยธิน เจ้าของแบรนด์ผู้เคยใช้ชีวิตและจบการศึกษาปริญญาโทจากประเทศอังกฤษกับเพื่อนสนิทชาวอังกฤษซึ่งเป็นเจ้าของร้านดูแลความงามที่ West Kensington London ด้วยเทรนด์ตลาดโลกที่ทุกคนห่วงใยใส่ใจสุขภาพมากขึ้น คุณออยล์จึงเริ่มทำสินค้าแรกออกมาเมื่อปี2019 คือ Velvet Soft Matte Lip ที่มีส่วนผสมนำเข้าจากประเทศอังกฤษ, ส่วนผสมจากธรรมชาติ และ ใส่คอลลาเจนเพื่อบำรุงริมฝีปาก จึงชวนเพื่อนสาว คุณ นุ่น รมิดา มาทำ co-collection เนื่องในโอกาสครบ1ปีและตอบแทนลูกค้าที่น่ารักทุกท่าน

คุณนุ่น รมิดา ได้ให้สัมภาษณ์ทำไมจึงเลือกทำ co-collection กับแบรนด์ ชาร์ลอตต์ โอลิเวีย เผยว่า “ได้ไปเจอคุณออยล์และคุณออยล์ก็พูดถึงลิปสติกที่คุณออยล์ได้ทำอยู่ซึ่งเป็นแบรนด์ของตัวเอง โดยเลือกใช้ส่วนผสมนำเข้าจากอังกฤษและจากธรรมชาติ จนคุณออยล์ได้ส่งมาให้ลองใช้ พอลองใช้ครั้งแรกก็ตื่นตาตื่นใจมากเพราะไม่เคยเจอลิปแมตต์ที่เนื้อเบาขนาดนี้แถมยังติดทนนาน และด้วยสีสวยหลากหลายจึงสามารถใช้ได้กับงานหลายๆแบบ และเริ่มสังเกตเห็นว่าปากเริ่มมีความชุ่มชื่นมากขึ้น เมื่อปลายปีที่แล้วคุณออยล์มาปรึกษาอยากหาอะไรทำสนุกๆให้แบรนด์ชาร์ลอตต์ โอลิเวีย ด้วยความที่นุ่นสนใจอยากทำเครื่องสำอางค์อยู่แล้ว เลยคิดกันว่าน่าจะทำcollectionของนุ่น โดยคงความเด่นเรื่องเนื้อลิปเอาไว้ และนุ่นเป็นคนเลือกสีและดีไซน์กล่องเองใหม่ทั้งหมด สีที่นุ่นเลือกก็เป็นสีที่ตัวเองชอบ เพราะอยากมีลิปสติกที่สามารถหยิบมาใช้ได้ในทุกๆโอกาสและสามารถใช้ได้กับทุกสีผิวและเป็นสีที่คิดว่าสาวๆทุกคนใช้ได้ในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็น ทำงาน, เที่ยวหรือปาร์ตี้ จึงเป็นที่มาของ RAMi Collection” คุณนุ่น กล่าวทิ้งท้าย

ทั้งนี้ สาวๆคนไหนสนใจ RAMi X Charlotte Olivia สามารถสอบถาม พรีออเดอร์โปรโมชั่นสุดพิเศษ (จำนวนจำกัด) วันนี้-30 มค.2563 ได้ที่ Line: @c.o.cosmetics สินค้าพร้อมจำหน่ายในประเทศไทยวันที่ 1 กพ. 2563 สามารถหาซื้อได้ที่ Shopee และ Line: @c.o.cosmetics สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook: Charlotte Olivia Cosmetics, Instagram : c.o.cosmetics และ Line : @c.o.cosmetics