เปิดตัวคอลเลคชั่นฤดูใบไม้ผลิ-ฤดูร้อน2020 จาก COS #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/469728

เปิดตัวคอลเลคชั่นฤดูใบไม้ผลิ-ฤดูร้อน2020 จาก COS

วันศุกร์ ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

คอลเลคชั่นฤดูใบไม้ผลิ-ฤดูร้อน 2020 จาก COS นำเสนอแฟชั่น 2 รูปแบบที่แตกต่างแต่เชื่อมโยงกันในแง่ของประโยชน์ใช้สอยและการออกแบบแนวดีคอนสตรัคท์ ผสมผสานเทคนิคต่างๆ และนวัตกรรมใหม่เข้ากับความมินิมัลเพื่อรังสรรค์ออกมาเป็นคอลเล็กชั่นที่คลาสสิกแต่มีความแตกต่าง

เสื้อผ้าในฤดูกาลนี้มีความทันสมัย ถ่ายทอดผ่านฝีมือการตัดเย็บที่ละเอียด และมีการนำนวัตกรรมใหม่มาใช้ เช่น การย้อมผ้าด้วยสีจากผัก และผ้าเดนิมเคลือบ เนื้อผ้าและรูปทรงของเสื้อผ้าทำให้เกิดความโดดเด่นด้วยรายละเอียด มีการใช้เทคนิคการผลิตผ้าชนิดตีเกลียวสูงผสมผสานกับผ้าฝ้ายเพื่อสร้างผลงานชิ้นเด่นของฤดูกาลนี้ การพัฒนาเนื้อผ้าเป็นหัวใจสำคัญของแบรนด์ และผ้าฝ้ายในคอลเลคชั่นนี้มาจากแหล่งผลิตแบบยั่งยืน 100% รวมถึงผ้าฝ้ายที่มาจาก Better Cotton Initiativeผ้าฝ้ายออร์แกนิก ผ้าฝ้ายรีไซเคิล และผ้าฝ้ายที่นำกลับมาใช้ใหม่

ด้วยแรงบันดาลใจจากรูปทรงเรขาคณิตและการภาพถ่ายทางอากาศ คอลเลคชั่นนี้นำเสนอรูปทรงใหม่ๆ ในแบบเสื้อผ้าสำหรับสตรีการผสมผสานทรงที่เข้ารูปกับรูปทรงหลวมๆเพื่อรังสรรค์สัดส่วนสไตล์โอเวอร์ไซส์ การซ้อนเลเยอร์และทำกระเป๋าซ่อนเพื่อเติมความน่าสนใจให้กับเดรสในฤดูกาลนี้ ชุดสูทคลาสสิกสามชิ้นมีการเพิ่มความดิบด้วยเทคนิคใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นเบลเซอร์แบบแขนกุด กางเกงขาสั้นบ็อกเซอร์ในสไตล์เทเลอร์ และกางเกงขากระบอกที่ทำจากผ้าไหมสปันชุดกระโปรงที่พริ้วไหวใช้เทคนิคการเดรปที่ดูเบาสบาย ผสมผสานกับการตัดเย็บแบบเทเลอร์ ทำจากผ้าฝ้ายและผ้าป๊อปลินชายกระโปรงมีทั้งแบบสั้นและยาวเพื่อความทันสมัยส่วนช่วงคอนั้นออกแบบใหม่เพื่อรังสรรค์ดีไซน์ที่สวยงามเหนือกาลเวลา

สำหรับเสื้อผ้าบุรุษนั้นมีการใช้ผ้าฝ้ายสองด้านเย็บติดกันเพื่อนำมาทำเป็นเสื้อแจ๊กเกตผ้าควิลท์เพิ่มความเบาสบายให้กับการเลเยอร์ความเป็นลูกผู้ชายสไตล์ใหม่ที่ออกแบบโดยจินตนาการผ่านความอ่อนโยนของผู้หญิง ทำให้เกิดรูปทรงที่ดูสนุกสนานมากขึ้น เทคนิคการเดรปทำให้เสื้อผ้าแนวเทเลอร์ดูมีลูกเล่นและเพิ่มประโยชน์ใช้สอยไม่ว่าจะเป็นเสื้อเบลเซอร์และเสื้อเชิ้ตแบบกระดุมคู่หรือเสื้อเทรนช์โค้ตและเสื้อป๊อปลินดูเรียบง่ายแต่เปี่ยมไปด้วยประโยชน์ใช้สอย มีช่องลับไว้สำหรับใส่ของ แรงบันดาลใจจากแลนด์สเคปนั้นถ่ายทอดผ่านผ้าถักลายที่นำมาทำเป็นเสื้อไหมพรมและเติมเต็มคอลเลคชั่นด้วยสไตล์การตัดเย็บที่ผสมผสานเข้ากับผ้าเดนิมแนวใหม่นำมาเคลือบเพื่อให้เกิดพื้นผิวที่น่าสนใจและโดดเด่นในฤดูกาลนี้

ทั้งยังแปลกตาด้วยแอคเซสซอรี่มากมายเช่น รองเท้ามูลที่ใส่ได้ทั้งชายและหญิง ต่างหูสี่เหลี่ยมผืนผ้าทำจากเงินสเตอร์ลิง และกระเป๋าพับทรงสามเหลี่ยม รวมถึงยังมีเครื่องประดับสำหรับผมที่เป็นชิ้นโดดเด่นของฤดูกาลนี้ ไม่ว่าจะเป็นที่คาดผมหรือกิ๊บติดผมที่มีลวดลายสวยงามและได้แรงบันดาลใจมาจากรูปทรงเรขาคณิต เช่นกัน

สถาบันกิโมโน(ญี่ปุ่น) นิฮอนวาโสกากุเอน ยืนยันเดินทางมาแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมในไทย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/469715

news_default

สถาบันกิโมโน(ญี่ปุ่น) นิฮอนวาโสกากุเอน ยืนยันเดินทางมาแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมในไทย

วันศุกร์ ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

สถาบันกิโมโน (ญี่ปุ่น) ยืนยันการเดินมาแสดงและแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม ในงาน “Kimono Festival Thailand 2020 & Muay Thai Art” ระหว่างวันที่ 14-17 กุมภาพันธ์นี้ ที่ประเทศไทยแน่นอน เชื่อมั่นการจัดการกับไวรัสโคโรนา 2019 ในไทย

อาจารย์ผุสดี นาวาวิจิต อดีตนายกสมาคมนักเรียนเก่าญี่ปุ่นฯ และประธานฝ่ายต่างประเทศของสถาบันกิโมโน (สถาบันนิฮอนวาโสกากุเอน) โดย มาดามฮิโรโกะ มัสชึชิม่า ผู้เคยรับรางวัลเฟรนด์ออฟไทยแลนด์คนแรก แจ้งว่า คณาจารย์กิโมโนกว่า 100 คน จากทุกเมืองของประเทศญี่ปุ่น รวมทั้งนักเรียนและแฟนคลับแต่งกิโมโนของสถาบันฯ ขอยืนยันการเดินทางเพื่อแสดงวัฒนธรรมแลกเปลี่ยนกับประเทศไทย ในงาน “Kimono Festival Thailand 2020 & Muay Thai Art” ที่มีจะขึ้นระหว่างวันที่ 14-17 กุมภาพันธ์ 2563 นี้ โดยเชื่อมั่นในการดูแลและจัดการกับการระบาดของโรคไวรัสโคโรนา 2019 ในประเทศไทย ทั้งนี้ คณะทำงานจากประเทศไทย นำโดย พล.ต.อ.วุฒิ ลิปตพัลลภ เป็นประธานจัดงานและที่ปรึกษาของสมาคมมิตรภาพไทย-ญี่ปุ่น (กิโมโน), นายสมชาย พหุลรัตน์ เลขาธิการสมาคมฯ และประธานอำนวยการ, นายชัยรัตน์ ไตรรัตนจรัสพร ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย พร้อมที่จะดูแลต้อนรับอย่างเต็มที่เช่นกัน

แกร็บ ผนึก ททท. สานต่อโครงการ‘นํ้าใจ’มัดใจนักท่องเที่ยว ส่งเสริมพาร์ทเนอร์คนขับแกร็บแท็กซี่ ร่วมเป็นเจ้าบ้านที่ดี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/469716

แกร็บ ผนึก ททท. สานต่อโครงการ‘นํ้าใจ’มัดใจนักท่องเที่ยว ส่งเสริมพาร์ทเนอร์คนขับแกร็บแท็กซี่ ร่วมเป็นเจ้าบ้านที่ดี

วันศุกร์ ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

แกร็บ (Grab) ร่วมมือกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สานต่อโครงการ “น้ำใจ” เพื่อรณรงค์การเป็นเจ้าบ้านที่ดีของคนไทยและวางรากฐานท่องเที่ยวไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน โดยขยายกลุ่มเป้าหมายไปยังพาร์ทเนอร์ผู้ขับขี่แกร็บแท็กซี่ ซึ่งเป็นด่านหน้าที่ต้อนรับนักท่องเที่ยว พร้อมมอบรางวัลแท็กซี่ต้นแบบด้านการส่งเสริมภาพลักษณ์การท่องเที่ยวไทยให้แก่พาร์ทเนอร์ผู้ขับขี่แกร็บแท็กซี่ใน 5 สาขาซึ่งประเมินจากคะแนนการให้บริการของผู้โดยสาร เพื่อเชิดชูเกียรติและสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้ขับรถแท็กซี่ ให้ตระหนักถึงบทบาทในการเป็นเจ้าบ้านที่ดี พร้อมร่วมส่งเสริมการท่องเที่ยวไทยและช่วยยกระดับมาตรฐานการให้บริการแก่นักท่องเที่ยว

นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ รองผู้ว่าการด้านสินค้าและธุรกิจท่องเที่ยว การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กล่าวว่า “ในแต่ละปีมีนักท่องเที่ยวต่างชาติมาเยือนเมืองไทยหลายสิบล้านคนททท.มองเห็นความสำคัญของการเป็นเจ้าบ้านที่ดีของคนไทยเพื่อต้อนรับและส่งมอบประสบการณ์การเดินทางที่น่าจดจำแก่นักท่องเที่ยว สิ่งที่ถือเป็นเสน่ห์และเอกลักษณ์ของคนไทยซึ่งหาจากที่ไหนไม่ได้ นั่นคือ น้ำใจ เราจึงได้ริเริ่ม โครงการ “น้ำใจ” ขึ้น เพื่อรณรงค์การเป็นเจ้าบ้านที่ดี พร้อมกระตุ้นจิตสำนึกให้คนไทยทุกคนร่วมกันรักษาแหล่งท่องเที่ยวควบคู่ไปกับการดูแลนักท่องเที่ยว

ที่ผ่านมา เราได้จัดทำโครงการเสริมสร้างเครือข่ายทางการท่องเที่ยวเจ้าบ้านที่ดีผ่านการจัดอบรมที่มุ่งเน้นการเพิ่มศักยภาพให้กับบุคลากรระดับปฏิบัติการในชุมชนทั่วประเทศ โดยล่าสุด ททท. ได้จับมือกับ แกร็บ ประเทศไทย ขยายผลโครงการไปยังกลุ่มผู้ขับขี่รถโดยสารสาธารณะอย่างพาร์ทเนอร์คนขับแกร็บแท็กซี่ ซึ่งถือเป็นด่านแรกในการต้อนรับนักท่องเที่ยว เพื่อให้พวกเขาตระหนักถึงบทบาทในการสร้างความประทับใจแก่นักท่องเที่ยวด้วยน้ำใจแบบไทยๆ ซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนและส่งเสริมอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวให้เติบโตได้อย่างยั่งยืน”

ดร.เก่งการ เหล่าวิโรจนกุล ผู้อำนวยการฝ่ายรัฐกิจสัมพันธ์ แกร็บ ประเทศไทย กล่าวว่า “ที่ผ่านมา แกร็บ ประเทศไทย ได้ร่วมมือกับ ททท. ในการส่งเสริมการท่องเที่ยวและกระตุ้นเศรษฐกิจในทั้งเมืองหลักและเมืองรองอย่างต่อเนื่องผ่านกิจกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการใช้บิ๊กดาต้า เพื่อสนับสนุนการจัดทำระบบบริหารจัดการข้อมูลอัจฉริยะด้านการท่องเที่ยวของประเทศเพื่อให้สามารถตอบสนองต่อความต้องการของนักท่องเที่ยวให้ดียิ่งขึ้นผ่านโครงการ Tourism Smart Data, The Time is Now หรือการจัดแคมเปญการตลาดและมอบสิทธิพิเศษต่างๆ เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ เป็นต้น

ปัจจุบัน 1 ใน 3 ของผู้โดยสารที่ใช้บริการแกร็บในประเทศไทย เป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ โดยนับตั้งแต่ปี 2560 จนถึงปัจจุบัน เราได้ให้บริการการเดินทางกับกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติราว 6 ล้านคน ครอบคลุม 20 เมือง ใน 18 จังหวัดทั่วประเทศ และจะขยายพื้นที่การให้บริการเพิ่มขึ้นในอนาคต ดังนั้น พาร์ทเนอร์คนขับแกร็บจึงถือเป็นกลุ่มที่มีบทบาทสำคัญในการต้อนรับและสร้างความประทับใจให้กับนักท่องเที่ยว นอกเหนือจากการมีฟีเจอร์แปลภาษาอย่าง “แกร็บแชท” ที่ช่วยให้พาร์ทเนอร์คนขับสามารถสื่อสารกับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติได้แล้ว การร่วมมือกับ ททท. ในการจัดอบรมพาร์ทเนอร์คนขับแกร็บแท็กซี่ภายใต้โครงการน้ำใจในครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งในความตั้งใจในการร่วมสนับสนุนการท่องเที่ยวไทย ผ่านการสร้างความตระหนักและปลูกจิตสำนึกในการเป็นเจ้าบ้านที่ดีให้กับพาร์ทเนอร์คนขับของเรา เพื่อช่วยขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวด้วยน้ำใจเสน่ห์แบบไทยที่มัดใจคนทั่วโลก”

นอกจากการจัดอบรมเกี่ยวกับบทบาทการเป็นเจ้าบ้านที่ดีและการดูแลนักท่องเที่ยวให้กับพาร์ทเนอร์คนขับแกร็บ กว่า 200 คนแล้ว แกร็บ ประเทศไทย ยังได้ร่วมกับ ททท. จัดพิธีมอบรางวัลแท็กซี่ต้นแบบด้านการส่งเสริมภาพลักษณ์การท่องเที่ยวไทย เพื่อยกย่องและชื่นชมพาร์ทเนอร์คนขับแกร็บแท็กซี่ที่มีความเป็นเลิศในการปฏิบัติหน้าที่ และมีความโดดเด่นในด้านการส่งเสริมการท่องเที่ยว โดยประเมินผลจากคะแนนการให้บริการและความคิดเห็นของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ซึ่งแบ่งเป็น 5 สาขา ดังนี้ รางวัลแท็กซี่ขวัญใจนักท่องเที่ยว ซึ่งได้คะแนนการให้บริการจากชาวต่างชาติสูงที่สุด ได้แก่ นายพูลสวัสดิ์ จำเนียรสุข รางวัลแท็กซี่ให้บริการยอดเยี่ยมซึ่งได้รับคำชื่นชมในด้านมาตรฐานการให้บริการอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ นายกมลาสน์กุลบันลือพิชญ์ รางวัลแท็กซี่ใช้ภาษาดีเด่น ซึ่งมีความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษเพื่อสื่อสารกับนักท่องเที่ยวได้ดีได้แก่ นายถาวร ต้นประดู่ รางวัลแท็กซี่นำเที่ยวดีเด่น ซึ่งมีความรู้และสามารถแนะนำแหล่งท่องเที่ยวให้กับนักท่องเที่ยว ได้แก่ นายวุฒินันท์ โพธิ์ชุ่ม รางวัลแท็กซี่จิตสาธารณะ ซึ่งมีประวัติในการให้ความช่วยเหลือนักท่องเที่ยว ได้แก่ นายพลิศ วีรสอน

‘ไทยซูเปอร์โมเดล คอนเทสต์ 2020’เข้มข้น เปิดตัว 76 สาวมั่นเข้ารอบ 20 คนสุดท้าย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/469718

‘ไทยซูเปอร์โมเดล คอนเทสต์ 2020’เข้มข้น เปิดตัว 76 สาวมั่นเข้ารอบ 20 คนสุดท้าย

วันศุกร์ ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

เข้มข้นขึ้นทุกที สำหรับเวทีของสาวมั่นทันสมัยไทยซูเปอร์โมเดล คอนเทสต์ 2020 (THAI SUPERMODEL CONTEST 2020) ช่อง 7HD ร่วมกับ บิโอเร เมคอัพ รีมูฟเวอร์ พร้อมด้วย มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์, น้ำแร่ธรรมชาติ มองต์เฟลอ,เครื่องปรับอากาศไดกิ้น อินเวอร์เตอร์ และแพนทีน ได้จัดงานแถลงข่าวเปิดรันเวย์ ไทยซูเปอร์โมเดล คอนเทสต์ 2020 อย่างเป็นทางการ พร้อมประกาศรายชื่อผู้ผ่านเข้ารอบ 20 คนสุดท้าย ณ โซน B ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว

บรรยากาศในงานแถลงข่าวมีการแสดงมินิแฟชั่นโชว์จากเหล่ารุ่นพี่ เนย-ปภาดา กลิ่นสุมาลย์ (ไทยซูเปอร์โมเดล 2015) สา-อนิสา นูกราฮา (ไทยซูเปอร์โมเดล 2010) พิ้งค์พลอย-ปภาวดีชาญสมอน (ผู้เข้ารอบ 10 คนสุดท้าย ไทยซูเปอร์โมเดล 2015) เฟิร์น-เกษรา วัฒนสังข์ (ไทยซูเปอร์โมเดล 2018) เจนนี่-ชยิสรา วัฒนะนาวิน (ไทยซูเปอร์โมเดล 2019) รวมถึง 3 หนุ่มจากเวที สมาร์ทบอย ตรัย-จักรภัทร อังศุธนมาลี (สมาร์ทบอย 2018) ภูมิ-เกียรติภูมิ บันลือชัยฤทธิ์ (ผู้เข้ารอบ 12 คนสุดท้าย สมาร์ทบอย 2018) และ แทน-แทนตะวัน ทัดเดโอ (สมาร์ทบอย 2019) ที่มารีเทิร์นเวที พร้อมส่งกำลังใจให้กับผู้เข้าประกวด ขณะที่การตัดสินผู้ผ่านเข้ารอบ 20 คนสุดท้าย ได้รับเกียรติจาก ใหญ่-อมาตย์ นิมิตภาคย์,หนิง-ปณิตา ธรรมวัฒนะ, อ๋อม-อรรคพันธ์ นะมาตร์, ฮาน่า ลีวิส และ จิงจิง-วริศรา ยู มานั่งแท่นกรรมการ โดยมี แอมป์-พีรวัศ กุลนันท์วัฒน์ และ เจส-เจสสิก้า สมปอง ทำหน้าที่พิธีกรดำเนินงาน ท่ามกลางเสียงเชียร์ของเหล่าแฟนๆ ที่มาให้กำลังใจผู้เข้าประกวดกันอย่างเนืองแน่น

นาฏนภางค์ จงสมจิต ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ และรักษาการผู้จัดการฝ่ายการตลาด ช่อง 7HD เปิดเผยถึงกิจกรรมต่างๆที่จะเกิดขึ้นในการประกวดปีนี้ว่า “การประกวด ไทยซูเปอร์โมเดลคอนเทสต์ ช่อง 7HD ดำเนินการประกวดมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2545 เพื่อเปิดโอกาสให้สาวไทยได้ก้าวขึ้นเป็นนางแบบมืออาชีพและนักแสดงแถวหน้าของประเทศ โดยผู้ที่ผ่านเข้ารอบ 20 คนสุดท้ายจะมีโอกาสทำกิจกรรมการพัฒนาบุคลิกภาพด้านต่างๆ จากผู้เชี่ยวชาญในแวดวงแฟชั่น และการแสดง ได้แก่ กิจกรรมดูแลผิวหน้า โดยผู้เชี่ยวชาญจาก บิโอเร เมคอัพ รีมูฟเวอร์ กิจกรรมพิเศษจากน้ำแร่ธรรมชาติมองต์เฟลอ กิจกรรมอบรมการแต่งหน้า โดย ArtyProfessional by BSC กิจกรรมเมคโอเว่อร์ โดยชลาชล แบงค็อกคอร์สเรียนการแสดง การเดินแบบ และพัฒนาบุคลิกภาพ โดยกันตนา เทรนนิ่ง เซ็นเตอร์ คอร์สเรียนร้องเพลง และเรียนเต้นโดย World Star Academy เพื่อสร้างความพร้อม ความมั่นใจให้ก้าวสู่วงการแฟชั่นและวงการบันเทิงอย่างสมบูรณ์แบบ”

ส่วนอีกหนึ่งกิจกรรมพิเศษที่จัดติดต่อกันเป็นปีที่ 7 คือ การประกวด สมาร์ทบอย 2020 (SMART BOY 2020) ซึ่งเป็นกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้หนุ่มๆ รุ่นใหม่ มีโอกาสก้าวเข้าสู่วงการบันเทิงปีนี้จะเปิดรับสมัครเด็กหนุ่มที่มีอายุระหว่าง 16-19 ปี ในวันเสาร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ 2563 ณ ลานโปรโมชั่น ชั้น 1 ศูนย์การค้าเดอะ สตรีท รัชดาฯ ผู้ที่ผ่านการคัดเลือกสมาร์ทบอย 2020 จำนวน 12 คน จะได้ทำกิจกรรมสร้างเสริมบุคลิกภาพ การแสดง การเดินแบบ ถ่ายแบบ ร่วมกับผู้ประกวดไทยซูเปอร์โมเดล 2020 และจะตัดสินพร้อมกันในรอบตัดสิน ไทยซูเปอร์โมเดล คอนเทสต์ 2020 วันที่ 27 มีนาคม 2563 ณ BCC Hall ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว และ ช่อง 7HD จะถ่ายทอดการประกวดให้ชมทั่วประเทศ เวลา 23.10 น.

ทั้งนี้ ก่อนการตัดสินในรอบสุดท้าย ยังมีกิจกรรมการคัดเลือกตำแหน่งโฟโตจินิค โมเดล (PHOTOGENIC MODEL) ให้กับ1 สาวมั่นที่ผ่านเข้ารอบ 20 คนสุดท้าย ที่มีบุคลิกภาพโดดเด่นถ่ายภาพสวย ขึ้นกล้อง ซึ่งจะมีการคัดเลือกโดยเหล่าคณะกรรมการในแวดวงแฟชั่น นักแสดง และผู้จัดละครที่มีชื่อเสียง ในวันอังคารที่ 10 มีนาคม 2563 ณ โซน B ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว พร้อมเปิดโอกาสให้แฟน ๆ ทางบ้านร่วมสนุก โหวตตำแหน่ง ดิจิทัล ช้อยส์ (DIGITAL’S CHOICE) อีก 1 ตำแหน่ง ได้ทาง www.ch7.com/tsm อีกด้วย

ติดตามข่าวสารการประกวดได้ที่ Website : http://www.ch7.com/tsm, Facebook Fanpage : Thai Supermodel Contest, Instagram : @thaisupermodel, Twitter : @tsmch7

นายกรัฐมนตรี ยกย่องครูศิลป์แผ่นดิน ในงาน‘อัตลักษณ์แห่งสยาม ครั้งที่ 11’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/469719

นายกรัฐมนตรี ยกย่องครูศิลป์แผ่นดิน ในงาน‘อัตลักษณ์แห่งสยาม ครั้งที่ 11’

วันศุกร์ ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และ นายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศลรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ร่วมนำเสนอนิทรรศการแสดงผลงานหัตถศิลป์ไทย ต่อ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เพื่อเผยแพร่และประชาสัมพันธ์การจัดงานอัตลักษณ์แห่งสยาม ครั้งที่ 11 ซึ่งจัดขึ้นโดยศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (องค์การมหาชน) หรือ SACICT

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี ยังได้เชิดหนังใหญ่ร่วมกับ ครูวีระมีเหมือน ครูศิลป์ของแผ่นดิน ประจำปี 2562 พร้อมยกย่องครูศิลป์แผ่นดินในการรักษามรดกวัฒนธรรมของไทย เพื่อส่งต่อให้เยาวชนคนรุ่นหลังได้สืบทอดต่อไป โดยแสดงออกถึงความรักชาติ ก่อเกิดความสามัคคีของคนในชาติ ตลอดจนการนำพาประเทศสู่ความสำเร็จ ซึ่งการแสดงจะต้องใช้ศิลปะถึง 5 แขนง ได้แก่ หัตถศิลป์ ที่ต้องสร้างตัวหนัง นาฏศิลป์ ต้องเรียนรู้ท่าทางการแสดง และถือว่าเป็นต้นแบบของการแสดงโขน ทั้งการเต้น การพากย์ ซึ่งการแสดงในอดีตนั้นหนังใหญ่มีไว้แสดงเพื่อการบันเทิง งานไหนมีหนังใหญ่จึงถือว่าเป็นงานสำคัญเป็นงานใหญ่ มีไว้ประดับเกียรติ และเป็นการพระราชพิธีจึงสะท้อนให้เห็นว่าไม่ใช่เป็นการแสดงที่มีทั่วไป จึงนับเป็นโอกาสดีที่คนไทยจะได้ร่วมชื่นชมและภาคภูมิใจไปกับมหรสพที่มีมายาวนานตั้งแต่ครั้งในอดีตและร่วมสืบสานให้คงอยู่

นายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (องค์การมหาชน) หรือ SACICT นำเสนอนิทรรศการแสดงผลงานหัตถศิลป์ไทยต่อ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี เพื่อเผยแพร่และประชาสัมพันธ์การจัดงานอัตลักษณ์แห่งสยาม ครั้งที่ 11 ซึ่งจัดขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 11 แล้ว และในปีนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “เสน่ห์แห่งภูมิปัญญา” มีวัตถุประสงค์สำคัญคือเพื่อส่งเสริมและจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ และงานหัตถกรรมไทยให้เป็นที่รู้จักและยอมรับทั้งชาวไทยและต่างประเทศ รวมถึงการเชิดชูเกียรติบุคคลเป็น ครูศิลป์ของแผ่นดิน, ครูช่างศิลปหัตถกรรม และ ทายาทช่างศิลปหัตถกรรม ประจำปี 2563 พร้อมทั้งเผยแพร่เกียรติประวัติให้เป็นที่รู้จักต่อสาธารณชนในวงกว้าง นำไปสู่การสร้างการรับรู้ เรียนรู้สร้างแรงบันดาลใจและเป็นแนวทางให้เกิดการนำองค์ความรู้จากภูมิปัญญาใช้ประโยชน์ต่อการพัฒนาต่อยอดต่อไป

สำหรับในปีนี้ SACICT  ขอเชิญชวนมาร่วมกิจกรรมภายในงาน“อัตลักษณ์แห่งสยาม ครั้งที่ 11” ซึ่ง SACICT ได้คัดสรรกิจกรรมที่น่าสนใจไว้มากมายถึง 7 โซน ประกอบด้วย ชื่นชมนานาศิลปาชีพไทย เชิดชูครู-ทายาทหัตถศิลป์ ภูมิปัญญาจารึกแผ่นดิน รังสรรค์หัตถศิลป์ เอกลักษณ์แห่งท้องถิ่น การออกร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์ และ SACICT Shop โดยงานจัดขึ้นระหว่างนี้จนถึงวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2562 ที่ฮอลล์ EH 101 ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา

งาน “อัตลักษณ์แห่งสยาม ครั้งที่ 11” จัดขึ้นระหว่างนี้จนถึงวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2563 เวลา 10.00-20.00 น. ณ ฮอลล์ EH 101 ศูนย์นิทรรศการและการประชุม ไบเทค บางนา รายละเอียดเพิ่มเติมคลิกที่เฟซบุ๊ค SACICT

‘อธิบดีปศุสัตว์’รับมอบวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า-คู่มือฝึกอบรมอาสาปศุสัตว์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/469963

‘อธิบดีปศุสัตว์’รับมอบวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า-คู่มือฝึกอบรมอาสาปศุสัตว์

วันศุกร์ ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2563, 15.38 น.

เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2563 นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ พร้อมด้วย นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ นายสุรเดช สมิเปรม รองอธิบดีกรมปศสัตว์ นายสัตวแพทย์ชัยวัฒน์ โยธคล รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ และนายสัตวแพทย์ประสิทธิ์ ชัยทวีทรัพย์ รักษาการผู้อำนวยการสำนักควบคุม ป้องกัน และบำบัดโรคสัตว์ รับมอบวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าและคู่มือการฝึกอบรมอาสาปศุสัตว์ด้านโรคพิษสุนัขบ้าจากองค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก ณ ห้องประชุม 1 อาคารอำนวยการ กรมปศุสัตว์

องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก ประเทศไทย ได้มอบวัคซีน 11,500 โด๊ส ช่วยเหลือสุนัขและแมวจรจัดทั่วประเทศ และคู่มือฝึกอบรมอาสาปศุสัตว์ 10,000 เล่ม กิจกรรมนี้เป็นโครงการต่อเนื่องเป็นปีที่สามซึ่งจัดขึ้นภายใต้โครงการ Life Better With Dog ที่ได้รับการสนับสนุนผ่านกิจกรรมสื่อโซเชียล “1 รายชื่อ 1 วัคซีน” และได้มีการรวบรวมวัคซีนทั้งหมดเป็นจำนวน 11,500 โด๊สเพื่อเป็นการรณรงค์ช่วยเหลือสุนัขและแมวจรจัดในประเทศไทยให้ปลอดภัยจากโรคพิษสุนัขบ้า และมีคุณภาพชีวิตที่ดี ปัจจุบันมีหลายประเทศรวมถึงในประเทศไทยยังมีปัญหาในเรื่องโรคพิษสุนัขบ้าระบาด ซึ่งอาจมีสาเหตุจากขาดเอาใจใส่ของผู้เลี้ยงสุนัขและแมว

โดย อธิบดีกรมปศุสัตว์ ได้มีความเห็นว่า “ในนามของกรมปศุสัตว์รู้สึกยินดีมาก ที่องกรค์พิทักษ์สัตว์แห่งโลกได้เห็นความสำคัญของสัตว์ ที่ผ่านมาก็ได้มีความร่วมมือในทุกมิติกับทางองค์กรในการช่วยเหลือสัตว์มาหลายครั้ง นอกจากนี้ จะเห็นได้ว่าจากความร่วมมือทุกภาคส่วนทำให้โรคพิษสุนัขบ้าในประเทศไทยลดลง และสำหรับในปีนี้กรมปศุสัตว์ได้รับมอบหมายให้เป็นเจ้าภาพจัดงานวันป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าโลกในเดือนกันยายนปีนี้โดยเฉพาะเรื่องการฉีดวัคซีน ผ่าตัดทำหมัน และคุ้มครองสวัสดิภาพสัตว์ ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญมากที่สุด ผลงานของกรมปศุสัตว์เองก็ได้ช่วยเหลือสัตว์ค่อนข้างเยอะรวมถึงเรื่องกฎหมายด้านการคุ้มครองสัตว์และสวัสดิภาพสัตว์ เช่น มาตรฐานการเพาะเลี้ยงสุนัขแมว มาตรฐานด้านปางช้าง พร้อมควบคู่กับการบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งจะมีเป็นการประกาศอย่างเป็นทางการเร็วๆ นี้”

นางสาวโรจนา สังข์ทอง ผู้อำนวยการองค์การพิทักษ์สัตว์แห่งโลก ได้ให้ข้อมูลในโครงการนี้ว่า “องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลกของเราไม่สามารถทำได้ด้วยตัวเอง หากปราศจากความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ตลอดสามปีที่ผ่านมา องค์กรฯได้มอบวัคซีนไปแล้ว  25,000 โด๊สโดยเรามีจุดมุ่งหมายที่จะช่วยให้สัตว์ในชุมชน ปลอดเชื้อโรคพิษสุนัขบ้า ซึ่งส่งผลกระทบต่อคนโดยตรง เราช่วยเหลือและทำงานร่วมกับภาครัฐและเอกชนเพื่อหาวิธีแก้ปัญหาที่อาจนำไปสู่การฆ่าสัตว์หรือทารุณสัตว์อย่างไม่จำเป็น และเรามีกลุ่มผู้ใช้สื่อโซเชียลมาร่วมกิจกรรม ทำให้โครงการนี้ประสบความสำเร็จได้ด้วยดี”

เตือนเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลระบาดช่วงข้าวแตกกอ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/469750

news_default

เตือนเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลระบาดช่วงข้าวแตกกอ

วันศุกร์ ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.01 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในระยะที่กำลังเข้าฤดูร้อน เริ่มพบการทำลายของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล แต่ไม่ถึงกับระบาดสร้างความเสียหายกับผลผลิต โดยเฉพาะภาคกลางและภาคเหนือตอนล่าง ปัจจัยที่มีผลต่อการระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลคือ สภาพอากาศร้อน อุณหภูมิสูงนาข้าวมีน้ำขังตลอดเวลา ทำให้เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลเพิ่มจำนวนได้มาก และการปลูกข้าวหนาแน่น ใช้ปุ๋ยไนโตรเจนอัตราสูง ใช้พันธุ์ข้าวไม่ต้านทาน และใช้สารเคมีมากเกินจำเป็น ทำให้ศัตรูธรรมชาติของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลหายไป ดังนั้น เมื่อข้าวเริ่มแตกกอ เกษตรกรต้องตรวจแปลงนาโดยสังเกตที่โคนกอข้าวที่มีระดับน้ำขัง จะพบเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล ใช้ปากเจาะดูดกินน้ำเลี้ยงต้นข้าว

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรแนะนำวิธีให้เกษตรกรเฝ้าระวัง หมั่นเดินสำรวจแปลงนา หากพบเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลไม่เกิน 5 ตัวต่อจุด เกษตรกรไม่ต้องกังวล ไม่ใส่ปุ๋ยไนโตรเจนอัตราสูง และรักษาศัตรูธรรมชาติในแปลงเพราะจะช่วยควบคุมเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลได้ แต่ถ้าพบว่าแต่ละจุดมีมากกว่า10 ตัว ขึ้นไป ให้ใช้กับดักแสงไฟล่อเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลตัวเต็มวัยมาทำลายก่อนที่จะวางไข่ หรือใช้วิธีไขน้ำออกจากแปลงนาหรือใช้เชื้อราบิวเวอเรีย หรือสารสกัดสะเดาพ่น เมื่อฉีดพ่นเชื้อราบิวเวอเรียแนะนำให้พ่นช่วงเย็นแดดไม่แรง สปอร์จะงอกและเส้นใยเจริญเติบโตในตัวเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล ทำให้เป็นโรคตาย ส่วนการใช้สารสกัดสะเดายับยั้งการลอกคราบและการวางไข่ของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลได้

มกอช.หนุนวิสาหกิจฯโป่งกระทิง พัฒนาโรงคัดบรรจุผัก-ผลไม้เข้าเกณฑ์GMP #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/469748

มกอช.หนุนวิสาหกิจฯโป่งกระทิง พัฒนาโรงคัดบรรจุผัก-ผลไม้เข้าเกณฑ์GMP

วันศุกร์ ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ดร.จูอะดี พงศ์มณีรัตน์ สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) นำคณะพร้อมสื่อมวลชน ลงพื้นที่ร่วมกิจกรรมสร้างการรับรู้โครงการพัฒนาโรงคัดบรรจุผักและผลไม้สดขนาดเล็กให้เป็นไปตามหลักการปฏิบัติที่ดีในการผลิต GMP ในพื้นที่แปลงใหญ่ (สับปะรด)อ.บ้านคา จ.ราชบุรี โดยกล่าวว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้ความสำคัญเรื่องมาตรฐาน คุณภาพ ความปลอดภัยของสินค้าเกษตรและอาหาร โดยมียุทธศาสตร์ความปลอดภัยด้านอาหาร เพื่อยกระดับคุณภาพสินค้าเกษตรและอาหารของไทยให้มีมาตรฐานความปลอดภัย เพิ่มประสิทธิภาพแข่งขันด้านสินค้าเกษตรและอาหารของประเทศ

ทั้งนี้ โรงรวบรวมและโรงคัดบรรจุผักและผลไม้สด ทำหน้าที่รวบรวมผักและผไม้จากเกษตรกร มาผ่านกระบวนการผลิตก่อนจำหน่ายสู่ผู้บริโภค ดังนั้น การนำหลักเกณฑ์ที่ดีในการผลิตอาหาร Good Manufacturing Practice (GMP) ซึ่งเป็นเกณฑ์หรือข้อกำหนดพื้นฐานที่จำเป็นในการผลิตมาใช้เป็นเครื่องมือควบคุมให้ผลิตภายในโรงรวบรวมและโรงคัดบรรจุผักและผลไม้สดอย่างปลอดภัย เน้นป้องกันและขจัดความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดความไม่ปลอดภัยแก่ผู้บริโภค

ที่ผ่านมา มกอช. ทำโครงการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการเรื่อง “การจัดการและการกำกับดูแลโรงคัดบรรจุผักและผลไม้ขนาดเล็กตามหลักการปฏิบัติที่ดีในการผลิต (GMP)” เพื่อให้ความรู้แนะนำการควบคุมกระบวนการผลิต และใช้เป็นแนวทางให้คำปรึกษาพัฒนาสถานที่ผลิตที่กำลังจะปฏิบัติตามมาตรฐานสินค้าเกษตร ซึ่งกลุ่มวิสาหกิจชุมชนแม่บ้านโป่งกระทิง ถือเป็นหนึ่งกลุ่มเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการเรื่อง “การจัดการและการกำกับดูแลโรงคัดบรรจุผักและผลไม้ขนาดเล็กตามหลักการปฏิบัติที่ดีในการผลิต(GMP)” พร้อมพัฒนาโรงคัดบรรจุผักและผลไม้สดสู่มาตรฐาน GMP สร้างความเชื่อมั่นต่อผู้บริโภค

ด้านน.ส.กชกร เกิดโภคา ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนแม่บ้านโป่งกระทิงกล่าวว่า กลุ่มฯเข้าร่วมโครงการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการฯ เนื่องจากเห็นว่ามาตรฐาน GMP สำคัญและมีประโยชน์มากใช้เป็นแนวทางผลิต เพื่อประกันว่าผลิตภัณฑ์มีคุณภาพปลอดภัย ตรงตามที่มาตรฐานกำหนดและผลิตภัณฑ์มีความสม่ำเสมอทุกลอตการผลิตช่วยลดข้อผิดพลาดหรือความเบี่ยงเบนที่จะผลิตไม่ได้มาตรฐาน ที่สำคัญช่วยลดต้นทุนการผลิตปัจจุบันกลุ่มฯได้รับการตรวจประเมินโรงคัดบรรจุผักและผลไม้ขนาดเล็กตามหลักปฏิบัติที่ดีในการผลิต (GMP) จากกรมวิชาการเกษตรตั้งแต่วันที่ 9 มกราคม ขณะนี้อยู่ระหว่างออกใบรับรองมาตรฐาน GMP คาดว่าจะได้ใบรับรองเดือนกุมภาพันธ์

สทนช.เปิดเวทีครั้งที่2 รับฟังชี้แจงข้อมูลสร้าง‘เขื่อนหลวงพระบาง’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/469753

news_default

สทนช.เปิดเวทีครั้งที่2 รับฟังชี้แจงข้อมูลสร้าง‘เขื่อนหลวงพระบาง’

วันศุกร์ ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ(สทนช.) จัดเวทีให้ข้อมูล โครงการไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนหลวงพระบาง สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ตามระเบียบปฏิบัติของคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง เรื่อง การแจ้ง การปรึกษาหารือล่วงหน้าและข้อตกลง ครั้งที่ 2 (Procedures for Notification, Prior Consultation and Agreement, PNPCA) มีนายประดับ กลัดเข็มเพชร รองเลขาธิการสทนช. เป็นประธาน พร้อมผู้เข้าร่วมประชุมกว่า 150 คน ประกอบด้วย ดร.จันสะแหวง บุนยงอธิบดีกรมนโยบายและแผนพลังงาน สปป.ลาว ผู้แทนจากส่วนราชการที่เกี่ยวข้องจากส่วนกลางและพื้นที่

นายประดับกล่าวว่า ประเทศไทยอยู่ในลุ่มแม่น้ำโขงตอนล่างรวม 4 ประเทศคือ กัมพูชา ลาว ไทย และเวียดนาม ที่เป็นประเทศสมาชิกคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (Mekong River Commission:MRC) ซึ่งรัฐบาล 4 ประเทศลงนามความตกลงว่าด้วยความร่วมมือ เพื่อพัฒนาลุ่มแม่น้ำโขงอย่างยั่งยืน พ.ศ. 2538มีข้อตกลงใช้น้ำของระบบลุ่มน้ำโขงอย่างสมเหตุสมผลและเป็นธรรม หากนำน้ำจากแม่น้ำโขงมาใช้ภายในลุ่มน้ำ หรือผันน้ำข้ามลุ่มน้ำต้องทำตามระเบียบปฏิบัติเรื่อง การแจ้ง ปรึกษาหารือล่วงหน้า และข้อตกลง PNPCA ซึ่งเป็นกระบวนการที่กำหนดกรอบเวลาดำเนินการ 6 เดือน

สำหรับการเปิดเวที ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 2 โดยครั้งแรกจัดที่จ.นครพนม เพื่อให้ประชาชนจังหวัดนครพนม หนองคายและบึงกาฬ พื้นที่นำร่องของ 8 จังหวัดริมฝั่งแม่น้ำโขง ประกอบด้วย เชียงราย เลย หนองคาย บึงกาฬ นครพนม มุกดาหาร อำนาจเจริญ และอุบลราชธานี ได้รับทราบข้อมูลเบื้องต้นของโครงการไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนหลวงพระบาง และแสดงความคิดเห็นส่งผ่านไปยังลาว เจ้าของโครงการ รวมทั้งหน่วยงานในพื้นที่ ซึ่งการเปิดเวทีวันนี้จะให้ข้อมูลโครงการไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนหลวงพระบางของลาว หลังจากลาวเสนอโครงการผ่านทางคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง

โดยสาระสำคัญจะเน้นชี้แจงความเป็นมาของโครงการ ระเบียบปฏิบัติ PNPCA ให้ข้อมูลโครงการ สรุปรายงานทบทวนด้านเทคนิคโครงการต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในพื้นที่ทราบข้อมูล สรุปความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญระดับประเทศต่อร่างรายงานทบทวนด้านเทคนิคของโครงการไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนหลวงพระบาง รวมทั้งรายงานผลประชุมเวทีให้ข้อมูลที่ผ่านมาส่งให้ทางการลาวทราบผ่านกลไก PNPCA

สำหรับโครงการไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนหลวงพระบางนับเป็นโครงการลำดับที่ 5 ที่ สปป.ลาว มีแผนจะก่อสร้างบนแม่น้ำโขงสายประธาน ต่อจากโครงการไฟฟ้าพลังน้ำไซยะบุรี โครงการไฟฟ้าพลังน้ำดอนสะโฮง โครงการไฟฟ้าพลังน้ำปากแบงและโครงการไฟฟ้าพลังน้ำปากลาย ซึ่งการดำเนินงานดังกล่าวเป็นประเด็นที่ภาคประชาชนและประชาสังคมให้ความสนใจเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะจังหวัดที่มีพื้นที่ติดแม่น้ำโขงของไทยทั้ง 8 จังหวัด

รวมพลคนเกษตรอินทรีย์เมืองจันท์ สนองนโยบายรัฐบาลชูวาระแห่งชาติ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/469751

news_default

รวมพลคนเกษตรอินทรีย์เมืองจันท์ สนองนโยบายรัฐบาลชูวาระแห่งชาติ

วันศุกร์ ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังเปิดโครงการสัมมนารวมพลคนเกษตรอินทรีย์ จ.จันทบุรี ว่ากระทรวงเกษตรฯตระหนักและให้ความสำคัญกับการปลูกผักและผลไม้ปลอดสารเคมี ซึ่งจ.จันทบุรี เป็นหนึ่งใน26 จังหวัดต้นแบบขับเคลื่อนวาระเกษตรอินทรีย์แห่งชาติตั้งแต่ปี 2548 จากการดำเนินงานที่ผ่านมา สภาเกษตรจังหวัดจันทบุรีน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาปฏิบัติจริงโดยความร่วมมือของภาครัฐ เอกชน นักวิชาการ ประชาชน ประชาสังคมและสื่อมวลชน ขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์วิถีคนจันท์ ทำให้การขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ชัดเจนมากขึ้น พัฒนาเกษตรกรให้มีองค์ความรู้และพัฒนารระบบรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์แบบมีส่วนร่วม (PGS) จันทบุรีเพิ่มความสามารถประกอบอาชีพเกษตรกรรมครบวงจร ยั่งยืน

“ปัจจุบันรัฐบาลมุ่งทำเกษตรอินทรีย์ กระทรวงเกษตรฯให้ความสำคัญทำเกษตรปลอดภัยและทำเกษตรอินทรีย์และบูรณาการหน่วยงานในสังกัดร่วมพัฒนาในรูปแบบต่างๆ อาทิ การทำปุ๋ยสั่งตัดที่เป็นอินทรีย์โดยเฉพาะ และการให้ความรู้แก่เกษตรกร อย่างไรก็ตาม การจัดงานครั้งนี้ จ.จันทบุรีสนับสนุนการทำเกษตรอินทรีย์ต่อเนื่อง และทำโครงการนี้ เพื่อสร้างความร่วมมือขับเคลื่อนนโยบายยุทธศาสตร์เกษตรอินทรีย์แห่งชาติ อีกทั้ง ส่งเสริมการทำเกษตรอินทรีย์ เพื่อรณรงค์ประชาสัมพันธ์เกษตรอินทรีย์ให้ประชาชนรับรู้ สร้างความปลอดภัยให้เกษตรกรและประชาชนผู้บริโภค”ร้อยเอกธรรมนัส กล่าว

ทั้งนี้ การจัดงานดังกล่าว จะเกิดการเชื่อมโยงเครือข่ายเกษตรอินทรีย์จ.จันทบุรี เกิดแลกเปลี่ยนเรียนรู้และเครือข่ายเกษตรอินทรีย์ที่เข้มแข็ง ร่วมมือขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์เชิงนโยบาย เกิดกลไกส่งเสริมการทำเกษตรอินทรีย์จังหวัดจันทบุรีชัดเจน ให้ข้อมูลถูกต้องเกี่ยวกับเกษตรอินทรีย์และผู้บริโภคตระหนักรู้ เกิดการยอมรับ เชื่อมั่นในระบบรับรองแบบมีส่วนร่วม (PGS) จันทบุรีต่อไป