ทำไมร้านดัง..สั่งเลิกใช้ ไข่จากฟาร์มทารุณแม่ไก่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/396467?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ทำไมร้านดัง..สั่งเลิกใช้ ไข่จากฟาร์มทารุณแม่ไก่

1 พฤศจิกายน 2562 – 11:05 น.
ซาลโมเนลลา,ไข่ไก่,ฟาร์ม,หทัย ลิ้มประยูรยงค์,กรมปศุสัตว์
เปิดอ่าน 1,475 ครั้ง

ทำไมร้านดัง..สั่งเลิกใช้ ไข่จากฟาร์มทารุณแม่ไก่ โดย… ทีมข่าวรายงานพิเศษ

ที่ผ่านมางานวิจัยหลายชิ้นระบุเตือนภัย “เนื้อไก่” ที่วางขายทั่วไป เนื่องจากตรวจพบสารอันตรายตกค้างหลายชนิด เช่น ยาเร่งโฮโมน ยาปฏิชีวนะ ฯลฯ โดยเฉพาะที่ส่งมาขายจาก “ฟาร์มเลี้ยงไก่ขนาดใหญ่” ล่าสุดมีการรณรงค์เลิกกิน “ไข่ไก่” ที่ได้มาจากแม่ไก่เลี้ยงในฟาร์มกรงขังแบบปิด ทำให้ไก่ไม่สามารถขยับปีกหรือเคลื่อนไหวได้…เพราะเสี่ยงโรคกระดูกพรุนและปนเปื้อนเชื้อแบคทีเรีย “ซาลโมเนลลา” สูงกว่าไก่เลี้ยงอิสระ 25 เท่า

ช่วงเดือนกรกฎาคม 2562 “ซิเนอร์เจีย แอนิมอล” (Sinergia Animal) องค์กรพิทักษ์สัตว์ระหว่างประเทศสร้างแคมเปญในเว็บไซต์รณรงค์ชื่อดัง “Change.org” เชิญชวนคนไทยร่วมลงชื่อสนับสนุนแสดงพลังผู้บริโภค ขอให้ร้านขายแซนด์วิชชื่อดัง “ซับเวย์” จากอเมริกา ที่มีสาขาประมาณ 100 แห่งทั่วไทย เลิกใช้ “ไข่” จากไก่ที่ถูกขังทรมาน โดยมีข้อความรณรงค์บางส่วนดังนี้

“…แม่ไก่กว่า 50 ล้านตัวในประเทศไทยถูกขังอยู่ในกรงแคบๆ ทั้งชีวิตเพื่อออกไข่ นักวิชาการด้านสวัสดิภาพสัตว์ให้ความเห็นตรงกันว่า กรงแบบนี้เป็นการทารุณกรรมสัตว์ที่โหดร้ายที่สุดรูปแบบหนึ่ง อีกทั้งฟาร์มระบบกรงยังมีความเสี่ยงปนเปื้อนจากเชื้อซาลโมเนลลาสูงกว่าฟาร์มไร้กรงร้านซับเวย์ในอเมริกาเหนือและลาตินอเมริการู้ดีจึงได้ประกาศนโยบายเลิกใช้ไข่ไก่จากฟาร์มระบบกรงแล้วแต่กลับไม่ประกาศนโยบายอย่างเดียวกันในประเทศไทย

…แม่ไก่ถูกขังอยู่ในกรงที่เล็กมาก จนแทบขยับตัวหรือกางปีกเต็มที่ไม่ได้ อาจทำให้เกิดโรคทางกระดูก เช่น โรคกระดูกพรุน บางตัวก็ขนร่วง มีผลการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่ระบุว่าไก่เป็นสัตว์ที่มีอารมณ์ความรู้สึกและเจ็บปวดเป็น พวกเขาจึงสมควรได้รับความเห็นอกเห็นใจมากกว่านี้ ระบบกรงไม่ใช่แค่ไม่ดีต่อแม่ไก่ แต่ยังเพิ่มความเสี่ยงในการปนเปื้อนเชื้อซาลโมเนลลา งานวิจัยฉบับสำคัญที่สุดเกี่ยวกับประเด็นนี้ระบุว่า ฟาร์มระบบกรงมีโอกาสปนเปื้อนเชื้อแบคทีเรียซาลโมเนลลาสูงกว่าฟาร์มไร้กรงถึง 25 เท่า (ซาลโมเนลลา คือแบคทีเรียที่ทำให้เกิดอาหารเป็นพิษรุนแรง หากเกิดกับเด็กทารกหรือเด็กอาจทำให้ถึงแก่ชีวิตได้)…”

เชื้อแบคทีเรีย “ซาลโมเนลลา” ตัวนี้ กรมปศุสัตว์ไทยได้ประกาศเมื่อปี 2553 ว่าเป็น “โรคระบาดสัตว์” และเป็นเชื้อโรคติดต่อระหว่างสัตว์กับคนได้ด้วย สามารถทำให้คนที่ไปสัมผัสเปลือกไข่หรือกินไข่ที่มีเชื้อโรคตัวนี้ปนเปื้อน เสี่ยงเป็นโรคไทฟอยด์ โรครากสาดน้อย หรือโรคทางเดินอาหารอักเสบ

หลังแคมเปญนี้ออกมาได้ประมาณเกือบ 3 เดือน มีคนเข้าไปลงชื่อสนับสนุนกว่า 8.5 พัน

องค์กรพิทักษ์สัตว์ “ซิเนอร์เจีย แอนิมอล” พยายามติดต่อไปยังผู้บริหาร “ซับเวย์” ในประเทศไทยหลายครั้ง เพื่อให้ใช้มาตรฐานเดียวกับประเทศอื่นๆ จนในที่สุดบริษัทแม่ของซับเวย์อเมริกาประกาศบนเว็บไซต์ว่า ภายในปี 2025 บริษัทจะใช้เพียงไข่ไก่จากฟาร์มไร้กรงเท่านั้น สำหรับร้านค้าในไทยและอีก 6 ประเทศในเอเชีย ได้แก่ สิงคโปร์ มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม ไต้หวัน เกาหลีใต้

 “หทัย ลิ้มประยูรยงค์” เจ้าหน้าที่รณรงค์ change.org ให้สัมภาษณ์ “คม ชัด ลึก” ว่า นี่คือการแสดงพลังของผู้บริโภคไทย ที่ผ่านมาการรณรงค์ส่วนใหญ่มักพุ่งเป้าเรียกร้องไปที่ภาครัฐเช่น ให้ยกเลิกใช้สารเคมีเกษตรแต่เริ่มมีแนวโน้มเรียกร้องกับภาคธุรกิจโดยตรงเพิ่มมากขึ้น หลายคนคิดว่าเรียกร้องไปแล้ว มันจะเปลี่ยนได้หรือ ทำไมเขาต้องฟังเรา

หทัย กล่าวยืนยันว่า “ที่จริงแล้ว ผู้บริโภค คือคนจ่ายเงินซื้อสินค้าและบริการ ทำให้ผู้บริโภคมีพลังมากที่สุด ยิ่งถ้ารวมพลังกันผ่านพื้นที่อย่าง Change.org ที่คนธรรมดาๆ สามารถส่งเสียงให้ดังยิ่งขึ้นด้วยเทคโนโลยีการสื่อสาร จะยิ่งจุดประกายสร้างกระแสความเคลื่อนไหวในสังคม ทำให้เสียงดังขึ้นไปอีก เมื่อภาคธุรกิจได้ยิน ก็จะทนต่อเสียงเรียกร้องไม่ไหว ต้องคำนึงถึงความต้องการและความปลอดภัยของผู้บริโภคมากกว่าเดิม”

ทั้งนี้ข้อมูลสถิติ “เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์และปศุสัตว์รายจังหวัด” จากกรมปศุสัตว์ระบุ ปี 2561 ประเทศไทยเลี้ยงไก่ได้ 454 ล้านตัว ขณะที่รายงานจาก “ศูนย์วิจัยกรุงศรี” อธิบายโครงสร้างอุตสาหกรรมไก่เนื้อในปัจจุบันว่า “ถูกครองตลาด” โดยผู้ประกอบการรายใหญ่ 7 ราย โดยบริษัทใหญ่เหล่านี้ลงทุนในอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องกับเนื้อไก่แบบครบวงจร ผลิตไก่เนื้อได้ร้อยละ 50 ของไก่เนื้อทั้งหมดทั่วไทย ส่วนฟาร์มเลี้ยงไก่เกษตรกรรายย่อย มีเพียงร้อยละ 10

เมื่อปี 2561 ไทยผลิตไก่เนื้อเป็นอันดับ 10 ของโลก ประมาณปีละ 2 ล้านตัน หรือร้อยละ 2 ของผลผลิตไก่เนื้อทั่วโลก คนไทยบริโภคไก่เฉลี่ยปีละ 1.2-1.3 ล้านตัน หรือร้อยละ 60 ของผลผลิตทั้งหมด

หมายความว่าฟาร์มเลี้ยงไก่ไทยเป็น 1 ในยักษ์ใหญ่ของโลก โดยมี 7 บริษัทเจ้าสัวครองตลาด และส่วนใหญ่ใช้วิธีเลี้ยงไก่ในกรงขังแบบปิด ไม่ให้ “ไก่” หรือ “แม่ไก่” ได้มีโอกาสออกไปยืดเส้นยืดสาย ขยับปีก ขยับขา… ดูแล้วก็น่าสงสาร “น้องไก่” ที่เกิดมายืนคุดคู้อยู่ในกรงเล็กๆ รอวันถูกเชือดขาย

“ไก่” ที่ถูกเลี้ยงในกรงคับแคบเหล่านี้ มักมีร่างกายอ่อนแอ ต้องใช้ยาปฏิชีวนะและสารเคมีต่างๆ จำนวนมาก เพื่อลดการติดเชื้อหรือติดโรคต่างๆ เมื่อการเลี้ยงไก่ต้องใช้ “ยา” ปริมาณจำมาก ยาเหล่านี้ก็ตกค้างมายังผู้บริโภคได้ง่ายเช่นกัน

เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2561 มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคแสดงผลทดสอบ ‘การตกค้างจากยาปฏิชีวนะ (Antibiotics) ในเนื้ออกไก่และตับไก่สด’ โดยสุ่มเก็บตัวอย่างจากห้างสรรพสินค้า ตลาดสด และห้างออนไลน์ ระหว่าง 9-15 มิถุนายน 2561 จำนวน 62 ตัวอย่าง ผลปรากฏว่าการพบยาปฏิชีวนะตกค้าง 26 ตัวอย่าง หรือร้อยละ 42 โดยพบ 5 ตัวอย่างเกิดจากการตกค้างยาปฏิชีวนะชนิด “เอนโรฟลอกซาซิน” (Enrofloxacin) อีก 21 ตัวอย่าง พบการปนเปื้อนของ “ยาด็อกซีไซคลิน” (Doxycycline)

อันตรายของ ยาด็อกซีไซคลิน ทำให้เกิดอาการระคายเคืองระบบทางเดินอาหาร มีผื่นคันบริเวณผิวหนัง และฟันมีสีคล้ำ ส่วนใหญ่พบในเด็กมากกว่าผู้ใหญ่ ส่วนเอนโรฟลอก อาจทำให้เกิดอาการอาเจียนหรือท้องเสีย ทั้งนี้ หากใช้ยาตัวนี้สูงกว่าขนาดที่แนะนำ 10 เท่า อาจทำให้กระดูกอ่อนตามข้อต่อต่างๆ เกิดความเสียหาย ยิ่งไปกว่านั้นคนไหนกินเนื้อสัตว์ที่มียาเหล่านี้ตกค้างหรือปนเปื้อนเป็นประจำ อาจส่งผลให้ร่างกายเกิดอาการดื้อยา จนสุดท้ายอาจไม่มีตัวยาใดมารักษาได้

นอกจาก “เนื้อไก่” ที่ตรวจพบสารตกค้างอันตรายแล้ว หวังว่าเครือข่ายคุ้มครองผู้บริโภคข้างต้น จะช่วยกันสำรวจว่า “ไข่ไก่” ที่วางขายทั่วไทยนั้น มีสารอันตรายอะไรตกค้างด้วยหรือเปล่า

 “กรมปศุสัตว์” และ “อย.” ต้องช่วยกันเฝ้าระวังการใช้ยาปฏิชีวนะไม่ให้ตกค้างใน “ไข่ไก่” เกินมาตรฐานที่สากลโลกกำหนดไว้ อยากขอร้องให้ส่งเจ้าหน้าที่ไป “สุ่มตรวจสอบ” เป็นระยะๆ แล้วเอาผลตรวจมาโชว์

 เพื่อให้คนไทย “กินไข่” อย่างสบายใจมากกว่านี้…

ใจฝ่อแล้ว “กี้ร์-วันชนะ” เสียงทองล่องหน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/396417?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ใจฝ่อแล้ว “กี้ร์-วันชนะ” เสียงทองล่องหน

1 พฤศจิกายน 2562 – 09:55 น.
ท่องยุทธภพ,อริสมันต์ พงษ์เรืองร,แดงฮาร์ดคอร์,วันชนะเกิดดี,รายงานพิเศษ,เจาะประเด็นร้อน
เปิดอ่าน 2,874 ครั้ง

คอลัมน์ “ท่องยุทธภพ” โดย “ขุนน้ำหมึก” จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 1 พ.ย.62

**********************

ในที่สุด คดีล้มการประชุมสุดยอดอาเซียน ปี 2552 ศาลจังหวัดพัทยาให้เลื่อนการอ่านคำพิพากษาออกไปก่อน เฉพาะจำเลย คน ได้แก่ พ...ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์วรชัย เหมะ และสำเริง ประจำเรือ เพราะจำเลยทั้งสามได้ยื่นคำร้องเพิ่มเติมต่อศาลฎีกา

ส่วนจำเลยที่ไม่ปรากฏตัวต่อศาล ได้แก่ อริสมันต์ พงศ์เรืองรองวันชนะ เกิดดีนพ.วัลลภ ยังตรง และ นิสิต สินธุไพร ทำให้แฟนเพลงเสื้อแดงบางคน เรียกร้องอยากฟังเพลง “ใจฝ่อ” ของ อริสมันต์

รู้หน้าไม่รู้ใจ เชื่อใครไม่ได้อีก เธอมีรายย่อยปลีก จะหลีกลี้หนีไป เจ็บกับความช้ำใน ใจฝ่อแล้ว”

เวทีนี้พี่เลี้ยงเยอะ

แทบไม่น่าเชื่อว่า นักร้องเพลงวัยรุ่นคนหนึ่ง จะมีเส้นทางการเมืองยาวนานมาก ตั้งแต่เหตุการณ์พฤษภาคม 2535 จนมาถึงวิกฤติการณ์เดือนพฤษภาคม 2553 จาก “ฮีโร่อมฮอลล์” กลายเป็น “ดาวร้าย” ในสายตาของคนกลุ่มหนึ่ง

อริสมันต์ ก่อนหายตัวไป

กี้ร์” อริสมันต์ พงศ์เรืองรอง เคยมี “มหาจำลอง” เป็นไอดอลทางการเมืองยุคพลังธรรม ก่อนจะเปลี่ยนมาเป็น “ทักษิณ ชินวัตร” ยุคไทยรักไทย

ว่าด้วยคดีล้มประชุมอาเซียน วันที่ ธันวาคม 2554 “กี้ร์” เดินทางจากเขมรเข้ามอบตัวที่ศาลพัทยาในคดีล้มประชุมอาเซียนฯ กี้ร์นอนคุกพักหนึ่ง ต่อมา ศาลพิจารณาให้ปล่อยตัวชั่วคราว

งานเพลงร้องคู่ “อริสมันต์-วันชนะ”

ช่วงรัฐบาลยิ่งลักษณ์ “กี้ร์ อริสมันต์” ทำเพลง “รักในโฟนอิน” และเพลง “คนของแผ่นดิน” ที่มีเนื้อหาสนับสนุนทักษิณ และหารายได้เยียวยาผู้ชุมนุม ที่ได้รับผลกระทบในเหตุการณ์ทางการเมืองตั้งแต่ปี 2552

ฐานธุรกิจของกี้ร์ มีทั้งธุรกิจรับเหมาก่อสร้างที่ทำมานานในหมู่เครือญาติ และธุรกิจชื่อภรรยาอย่าง บริษัท เฮ้าส์ ออฟ ฮาร์ท พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ทำบ้านจัดสรรและเชื่อว่าคงจะมีอื่นๆ อีกมากมาย

กี้ร์ไม่น่าเดือดร้อน หากว่าจะต้องไป “พักร้อน” อยู่ต่างประเทศแบบระยะยาว 

นักร้องการเมือง

กี้ร์” อริสมันต์ เป็นชาวราชบุรี มีเพื่อนรักร่วมอุดมการณ์เสื้อแดงชื่อ “วันชนะ เกิดดี” ชาวเพชรบุรี ทั้งคู่เคยหลบหนีไปอยู่ในกัมพูชา หลังเหตุการณ์การสลายการชุมนุมเดือนพฤษภาคม 2553

วันชนะ

วันชนะ เกิดดี เป็นนักร้องดังในห้วงเวลาเดียวกันกับอริสมันต์ เพียงแต่คนละแนวเพลง หลังชื่อเสียงราโรย วันชนะไปทำธุรกิจร้านอาหาร เปิดบริษัททำเพลง และมีอัลบั้มเป็นของตัวเอง แล้วหันมาเอาดีโลดแล่นเป็นแกนนำ นปชติดยี่ห้อ “แดงฮาร์ดคอร์”

สมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ วันชนะได้รับตำแหน่งประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี กินเงินเดือนรัฐอยู่พักหนึ่ง และระหว่างนั้น เขาได้แต่งเพลงเพื่อคนเสื้อแดง นายใหญ่ และนายหญิงปูจ๋าหลายสิบเพลง

ปี 2562 วันชนะลงสมัคร ส..เขตที่บ้านเกิด สังกัดพรรคไทยรักษาชาติ แต่พรรคถูกยุบ ก็ไม่ได้ไปต่ออีกตามสูตร

เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2562 ปล่อยเพลงใหม่ “ต้นทักษิณ” ออกมาสู่อ้อมอกอ้อมใจเอฟซีเสื้อแดง พร้อมสเตตัสต้นไม้วิเศษว่า “ต้นไม้ที่ควรปลูกที่สุดในเวลานี้ เหมาะกับประเทศไทย เป็นต้นไม้วิเศษ คือต้นทักษิณเท่านั้น ปลูกแล้วหายจน”

งานเพลงสุดท้ายของวันชนะ

ก่อนจะหายตัวไปจากประเทศไทย วันชนะได้คัฟเวอร์เพลง “เอก ธนาธร” ให้กำลังใจหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ซึ่งผู้ที่ร้องเพลงนี้คือ “แซม” สนธยา วงศ์ศรีแก้ว กลุ่มศิลปินนอกกะลา

แม้จะหนีไปอยู่ไหน วันชนะก็คงปล่อยเพลงออกมาเป็นระยะๆ เพราะมี “คนรู้ใจ” ทำรายการวิเคราะห์ข่าวบนยูทูบอยู่

หมอสายพลังงาน

ยุคพรรคไทยรักไทย “นพ.วัลลภ ยังตรง” อดีต ส..สมุทรปราการ มีชื่อเสียงโด่งดัง แต่พักหลัง เงียบหายไป และหันมาหนุนภรรยา อนุสรา ยังตรง มาลงเล่นการเมืองแทน

ช่วงปี 2552-2553 ปากน้ำถือว่าเป็นฐานที่มั่นคนเสื้อแดง บรรดานักการเมืองสายทักษิณ ไม่ว่าจะเป็นสงคราม กิจเลิศไพโรจน์ประชา ประสพดี และ นพ.วัลลภ ยังตรง ก็เข้าร่วมขบวนคนเสื้อแดงด้วย

นพ.วัลลภ ยังตรง

ตั้งแต่ปี 2556 หมอวัลลภ ตั้งบริษัท ไทยฟิวเจอร์เอ็นเนอร์ยี ทำธุรกิจพลังงานทดแทน โดยลงทุนก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ บนเนื้อที่ประมาณ 300 ไร่ ที่ชลบุรี ด้วยเงินลงทุนกว่า 2,700 ล้านบาท

หมอวัลลภ อาจหลบไปตั้งหลักสักพัก แล้วค่อยโผล่ออกมาเหมือนแกนนำ นปช.หลายคนที่ย่องไปมอบตัวต่อศาลเรียบร้อยแล้ว

อนาคตมืด หัวโจกแดง พ่วงฝ่ายแค้นเขมร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/396452?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

อนาคตมืด หัวโจกแดง พ่วงฝ่ายแค้นเขมร

1 พฤศจิกายน 2562 – 09:10 น.
ชูธงทวนกระแส,สมเด็จฮุน เซน,กี้ร์ อริสมันต์,สม รังสี,จักรภพ เพ็ญแข
เปิดอ่าน 5,331 ครั้ง

อนาคตมืด หัวโจกแดง พ่วงฝ่ายแค้นเขมร คอลัมน์…  ชูธงทวนกระแส  โดย… พรานข่าว

ไม่เหนือความคาดหมายเมื่อไม่เห็น อริสมันต์ พงศ์เรืองรอง, ธนกฤต ชะเอมน้อย (วันชนะ เกิดดี), นพ.วัลลภ ยังตรง และนิสิต สินธุไพร มาฟังคำพิพากษาคดีล้มการประชุมอาเซียน ในวันที่ 31 ตุลาคม 2562

สำหรับ “กี้ร์” อริสมันต์ และ วันชนะ เกิดดี น่าจะหลบไปพักพิงที่กัมพูชา เพราะรู้จักมักคุ้นกับ “ผู้ใหญ่” ในฝ่ายผู้กุมอำนาจหลายคน

อย่างไรก็ตามสถานการณ์ในกัมพูชาวันนี้เปลี่ยนไปจากปี 2553-2555 ที่แกนนำเสื้อแดงไปหลบพักพิงอยู่ในเขมรนับร้อยคนและมีชีวิตความเป็นอยู่หรูหรา

การเมืองในกัมพูชาร้อนแรงขึ้นมาหลังการประกาศ “กลับกัมพูชา” ของ “สม รังสี” อดีตผู้นำฝ่ายค้านและอดีตผู้ก่อตัั้งพรรคกู้ชาติกัมพูชา (ซีเอ็นอาร์พี) ในวันที่ 9 พฤศจิกายน 2562 ซึ่งตรงกับวันฉลองเอกราชของชาวกัมพูชา

 “สม รังสี” มีแผนจะปลุกระดมมวลชนครั้งใหญ่และเรียกร้องให้ “แรงงานเขมร” ในไทย เดินเท้าไปยังด่านพรมแดนคลองลึก อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว เพื่อนำพาอดีต ส.ส.ของพรรคซีเอ็นอาร์พี ที่ลี้ภัยอยู่ในสหรัฐกลับเข้ากัมพูชา

มู สกฮัว และ  สม รังสี 

ฝ่ายผู้กุมอำนาจ “สมเด็จฮุน เซน” ไม่ประมาทสม รังสี เพราะนักการเมืองเขมรคนนี้ มีสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรปหนุนหลัง จึงต้องพึ่งพาให้ไทยเป็นหูเป็นตา คอยติดตามความเคลื่อนไหวของอดีตส.ส.พรรคซีเอ็นอาร์พี

เมื่อ 24 ตุลาคม 2562 “มู ซกฮัว” อดีตรองประธานพรรคซีเอ็นอาร์พี และอดีตส.ส.ฝ่ายค้านกัมพูชา เดินทางถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ แต่ถูกกักตัวไว้นานหลายชั่วโมงและถูกปฏิเสธการเข้าประเทศทำให้ต้องเดินทางกลับไปยังสหรัฐ ซึ่งเป็นประเทศต้นทาง

          ปฏิบัติการของ มู ซกฮัว เป็นไปตามแผนที่วางไว้ หากมู ซกฮัว เข้าประเทศไทยได้ สม รังสี ก็จะใช้เส้นทางนี้เข้ากัมพูชาเช่นเดียวกัน

อดีตส.ส.หญิง ที่ถือสองสัญชาติ (เขมร-อเมริกัน) เล่าให้นักข่าวต่างชาติฟังว่า ในระหว่างผ่านกระบวนการตรวจคนเข้าเมืองเมื่อเธอส่งหนังสือเดินทางให้เจ้าหน้าที่และพิมพ์ลายนิ้วมือพร้อมทั้งถ่ายภาพ เจ้าหน้าที่ผู้ตรวจหนังสือเดินทางมองหน้าเธอแล้วมองกลับไปที่หน้าจอ

หลังจากนั้นกดปุ่มบางอย่างที่เดาว่า “เป็นการแจ้งเตือนกันภายใน” วินาทีนั้นเธอรู้แล้วว่า “จะเกิดอะไรขึ้น” เรื่องราวจบลงด้วยการที่เธอเดินทางกลับไปยังกรุงกัวลาลัมเปอร์ในคืนวันเดียวกัน

สม รังสี ปลุกระดมแรงงานเขมรในไทย

สื่อตะวันตกรายงานว่าการปฏิเสธให้เข้าเมืองเป็นเพราะมู ซกฮัว มีพฤติกรรมที่เป็นภัยต่อสังคมไทย ซึ่งการที่เดินทางผ่านไทยไม่ได้ สร้างความวิตกให้ฝ่ายสม รังสี เป็นอย่างมาก

เมื่อปลายปี 2560 มู ซกฮัว พร้อมด้วยอดีตส.ส.ฝ่ายค้านเขมรประมาณ 20 คน ได้หลบออกจากกัมพูชามาอาศัยอยู่ในไทยก่อนเดินทางไปประเทศที่สาม ซึ่งอดีตส.ส.ฝ่านค้าน ต้องหนีหลังได้รับคำเตือนว่าจะถูกจับตัวจากข้อหากบฏ ทั้งที่ไม่เคยมีแผนคิดหนีออกนอกประเทศมาก่อน

“มันเป็นทางเลือกที่ฉันคิดว่าคงจะไม่มีวันเลือก มันเป็นทางเลือกที่เจ็บปวด” มู ซกฮัว กล่าว

จักรภพ เพ็ญแข

เรื่องราวของสม รังสี และพลพรรคฝ่ายค้านเก่าที่ต้องการโค่นล้มรัฐบาลสมเด็จฮุน เซน เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้สมเด็จฮุน เซน แสดงความเป็นมิตรกับรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มากขึ้น

จริงๆ แล้ว สมเด็จฮุน เซน ได้แสดงออกถึงความสนิทแนบแน่นกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มาแต่สมัยรัฐบาล คสช. โดยการไม่ยินยอมให้ “แดงลี้ภัย” ใช้กัมพูชาเป็นฐานโจมตีประเทศไทย

  “จักรภพ เพ็ญแข” เร้นกายหายไปในแวดวงธุรกิจสื่อเขมร อีกด้านหนึ่ง องค์กรเสรีไทยก็ล่มสลายเพราะ “จารุพงศ์ เรืองสุวรรณ” ถอดใจ หมดเงินไปเยอะ แต่ไม่มีความคืบหน้า

สมเด็จฮุน เซน

ถ้ายังจำกันได้ จารุพงศ์ ประชุมขยายวงแดงลี้ภัยที่พนมเปญ ตั้งองค์กรเสรีไทย และ 5 ปีผ่านไป องค์กรเสรีไทยหมดแรง ประชาชนไทยไม่ลุกขึ้นมาโค่นเผด็จการตามที่พวกเขาป่าวประกาศผ่านช่องยูทูบ

หากชั่วโมงนี้แกนนำ นปช.บางคน อาจจะหนีไปซุกอยู่ในบ้านพักของผู้มีอำนาจในกัมพูชา ก็น่าจะเป็นเรื่องความสัมพันธ์ส่วนตัวและจะไม่มีวันเคลื่อนไหวทางการเมืองได้เหมือนเดิม

ของดีที่ถึงมือคนไทย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/396448?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ของดีที่ถึงมือคนไทย

1 พฤศจิกายน 2562 – 07:48 น.
ของดีที่ถึงมือคนไทย,ชิมช้อบใช้,ชิมช้อปใช้ เฟส 3
เปิดอ่าน 508 ครั้ง

บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันศุกรืที่ 1 พฤศจิกายน 2562

ต้องบอกว่า “ปังสุด” สำหรับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ “ชิมช้อบใช้” ที่ประสบความสำเร็จอย่างท่วมท้น ทั้งเฟส 1 และเฟส 2 …จนถึงขณะนี้ไม่ว่าจะเยื้องย่างไปที่ใดคงไม่มีใครรู้จักมาตรการเด็ดที่รัฐบาลจัดหนักจัดเต็มด้วยการเติมเงินเข้ากระเป๋าตังค์คนไทยด้วยแบงก์พันกองมหึมาจำนวน 1.3 หมื่นล้านบาท เจ๋งแค่ไหนให้ดูเอา เพราะยังไม่ทันที่จะสิ้นสุดมาตรการ ล่าสุดนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ ออกมายืนยันอย่างหนักแน่นว่า รัฐบาลเตรียมผลักดันมาตรการ “ชิมช้อปใช้ เฟส 3” ออกมาอีกระลอก โดยขณะนี้กระทรวงการคลังกำลังประเมินผลมาตรการชิมช้อปใช้เฟส 1 กับ 2 ก่อนว่า มาตรการที่ออกไปแล้วมีผลอย่างไรบ้าง คาดว่าจะใช้ระยะเวลา 1 เดือน

คงต้องอดใจรออีกสักระยะ แต่เชื่อว่า “ชิมช้อบใช้เฟส 3” จะเป็นมาตรการสุด “อลังการงานสร้าง” เหนือกว่า เฟส 1 และ 2 อย่างแน่นอน ซึ่งมาตรการเติมเงินเข้ากระเป๋าตังค์จำนวน 1,000 บาทต่อหัว อาจไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปมากนัก แต่อยากให้มองในตัวแคมเปญและมาตรการเสริมด้านต่างๆ ที่ตามมาในเฟส 3 เชื่อว่า ครั้งนี้คงโดนใจพี่น้องชาวไทยชนิดเอาใจไปเลยก็เป็นได้ เพราะต้องไม่ลืมว่าหลังจากนี้ประเทศไทยจะเข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยวอย่างเต็มตัว อีกทั้งยังใกล้ถึงเทศกาลคริสต์มาส-ปีใหม่ ดังนั้นมีหรือที่รัฐบาลจะไม่เรียกคะแนนนิยมเพื่อให้คนไทยได้แกะกล่องของขวัญห่อโตจากชิมช้อปใช้เฟส 3

แม้จะเสียเงินกองโตเหยียบสองหมื่นล้าน แต่ถือว่าคุ้มสุดๆ เพราะผลที่ตามมาคือ “รัฐบาล” ได้รับเสียงปรบมือไชโยโห่ฮิ้วจากประชาชนทั่วสารทิศ พร้อมคำกล่าวขานเรียกร้องให้ลุงตู่ๆๆๆๆๆ อยู่ยาวไปอีกสักพัก ส่วนพวกที่ค่อนขอดก็อาจจะเก็บเนื้อเก็บตัวไม่กล้าแหกปากวิจารณ์มาตรการดังกล่าวไปอีกพักหนึ่งเช่นกัน แต่เหรียญย่อมมีสองด้านเสมอ ในฐานะคนไทยหากวิเคราะห์มาตรการดังกล่าวด้วยใจเป็นกลางแบบไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดอาจเกิดข้อสงสัยว่า “ชิมช้อบใช้” มันตอบโจทย์ในเรื่องการ “กระตุ้นเศรษฐกิจ” ได้มากน้อยแค่ไหน

 “ชิมช้อบใช้” เป็นมาตรการที่มีวัตถุประสงค์เพื่อต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ และการท่องเที่ยวในระดับชุมชน เพื่อชดเชยภาคส่งออกที่ชะลอตัวลงเนื่องจากได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจต่างประเทศ…ดังนั้นคงต้องมามองกันว่า เงินจำนวน 1.3 หมื่นล้านจากเฟส 1 และเฟส 2 กระจายลงไปสู่เศรษฐกิจระดับชุมชนได้มากน้อยเพียงใด ..ซึ่งตรงนี้เป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะต้องออกมาแจกแจงตัวเลขเม็ดเงินของการใช้จ่ายในมาตรการดังกล่าวอย่างละเอียดว่า เงินทุกบาททุกสตางค์ลงไปถึงชุมชนได้มากน้อยแค่ไหน นอกจากนี้รัฐบาลต้องชี้ให้เห็นว่าเม็ดเงินจำนวนมหาศาลสามารถเป็นกลไกส่วนหนึ่งในการช่วยผลักดันให้จีดีพีปี 2562 เติบโตไปถึงเป้าหมายร้อยละ 3 ได้จริงหรือไม่ และที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใดรัฐบาลต้องน้อมรับทุกคำติติติงและพร้อมจะนำไปแก้ไขปรับปรุงเพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้

แม้ในภาพใหญ่เราจะได้เห็นประชาชนนำ “แอพเป๋าตัง” ออกไปจับจ่ายใช้สอยตามร้านค้าต่างๆ ทั่วประเทศกันอย่างอึกทึกครึกโครม แต่ในโลกของความเป็นจริงการใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในลักษณะเช่นนี้อาจทำได้แค่เพียงให้เศรษฐกิจไทยกระเตื้องตื่นตัวชั่วครู่ประเดี๋ยวประด๋าว ดังนั้นจากนี้ต่อไปจึงเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะต้องทำงานหนักด้วยการออกมาตรการแก้ไขแบบระยะยาวเพื่อพาเศรษฐกิจของไทยพ้นปากเหวให้ได้ อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวถือว่า “ชิมช้อปใช้” เป็นมาตรการโดนใจที่สร้างสุขเติมยิ้มให้คนไทย และที่สำคัญยังได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า เงินจำนวน 1.3 หมื่นล้านไปถึงมือประชาชนจริงๆ แบบไม่มีตกหล่นสักบาทเดียว

ถูกปรับทางปกครอง…เพราะตั้งโรงแรมแต่ไม่มีผู้จัดการ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/396253?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ถูกปรับทางปกครอง…เพราะตั้งโรงแรมแต่ไม่มีผู้จัดการ

1 พฤศจิกายน 2562 – 00:00 น.
การประกอบธุรกิจโรงแรม,เรื่องน่ารู้วันนี้กับคดีปกครอง
เปิดอ่าน 773 ครั้ง

ถูกปรับทางปกครอง…เพราะตั้งโรงแรมแต่ไม่มีผู้จัดการ คอลัมน์… เรื่องน่ารู้วันนี้…กับคดีปกครอง  โดย… นายปกครอง

ในการดำเนินกิจการใดๆ ย่อมต้องปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมาย เช่น “การประกอบธุรกิจโรงแรม” เจ้าของกิจการต้องดำเนินการให้ถูกต้องตามพระราชบัญญัติโรงแรม พ.ศ.2547 และข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง เช่น การกำหนดให้ต้องตั้งผู้จัดการเพื่อทำหน้าที่จัดการโรงแรม กรณีหากโรงแรมไม่มีการตั้งผู้จัดการ กฎหมายดังกล่าวได้กำหนดโทษปรับทางปกครองไว้ด้วยนะครับ

ทั้งนี้ เนื่องจากผู้จัดการโรงแรม ถือเป็นตำแหน่งที่มีความสำคัญโดยมีหน้าที่อำนวยความสะดวกในเรื่องที่พัก อาหาร การควบคุมดูแลการทำงานของเจ้าหน้าที่ทั้งหมด เพื่อให้การบริการเป็นที่พอใจแก่ลูกค้า และยังมีหน้าที่ที่กฎหมายกำหนดไว้เฉพาะอีก เช่น การจัดให้มีการบันทึกรายการต่างๆ เกี่ยวกับผู้พักและจำนวนผู้พัก ในแต่ละห้องลงในบัตรทะเบียนผู้พัก หากผู้เข้าพักมีอายุต่ำกว่า 18 ปี และเข้าพักตามลำพัง ให้ผู้จัดการหรือผู้แทนลงลายมือชื่อกำกับไว้ด้วย และนำไปบันทึกลงในทะเบียนผู้พักให้แล้วเสร็จภายใน 24 ชั่วโมง หลังจากมีการลงทะเบียนเข้าพัก เป็นต้น

ดังเช่น ข้อพิพาทที่เกิดขึ้นในศาลปกครอง ที่นายปกครองจะนำมาเล่าให้ฟังในวันนี้

มูลเหตุเกิดจาก ชุดเฉพาะกิจจังหวัดได้เข้าตรวจสอบโรงแรมของนายสุพจน์ พบว่ามีผู้เข้าใช้บริการอายุต่ำกว่า 18 ปี จำนวน 26 คน โดยมีการเปิดห้องเช่า จำนวน 6 ห้อง และเข้าพักในเวลา 15 นาฬิกา ซึ่งนายสุพจน์ไม่มีการจัดทำทะเบียนผู้เข้าพักตามที่กฎหมายกำหนด เนื่องจากไม่มีผู้จัดการโรงแรมทำหน้าที่ดังกล่าว ผู้ว่าราชการจังหวัด ในฐานะนายทะเบียนโรงแรมจังหวัด จึงมีคำสั่งลงโทษปรับทางปกครอง เนื่องจากเป็นผู้ประกอบธุรกิจโรงแรมแต่ไม่จัดให้มีผู้จัดการทำหน้าที่จัดการโรงแรม นายสุพจน์จึงฟ้องคดีต่อศาลปกครองขอให้มีคำพิพากษาเพิกถอนคำสั่งนายทะเบียนโรงแรมจังหวัด ที่ลงโทษปรับทางปกครองแก่ตน

คดีนี้ศาลปกครองสูงสุด พิจารณาว่า เนื่องจากผู้ว่าราชการจังหวัด (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2) อยู่ในฐานะเป็นพนักงานฝ่ายปกครอง ตามมาตรา 2 (17) (ฌ) แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และเจ้าหน้าที่ชุดเฉพาะกิจเกือบทั้งหมดเป็นตำรวจ ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ในการสืบสวน ปราบปราม ตรวจค้น จับกุม ผู้กระทำความผิดอาญาได้อยู่แล้ว ดังนั้น เมื่อมีเหตุสงสัยจากการร้องเรียนของประชาชนว่า ได้มีกลุ่มวัยรุ่นจำนวนมาก ซึ่งมีอายุต่ำกว่า 18 ปี ได้เข้าไปใช้บริการโรงแรมของผู้ฟ้องคดีในลักษณะมั่วสุมซึ่งอาจมีการกระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ความผิดเกี่ยวกับเพศ หรือความผิดอาญาอื่น เจ้าหน้าที่ชุดเฉพาะกิจย่อมสามารถเข้าไปในโรงแรมของผู้ฟ้องคดีเพื่อสืบสวนตรวจสอบถึงเรื่องดังกล่าวได้ ซึ่งรวมถึงการกระทำของผู้ฟ้องคดีว่าได้กระทำผิดอาญาตามพระราชบัญญัติโรงแรม พ.ศ.2547 ด้วยหรือไม่ ตามขอบอำนาจที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

ส่วนการที่พบว่าโรงแรมของผู้ฟ้องคดีไม่มีการตั้งผู้จัดการโรงแรม ตามที่พระราชบัญญัติโรงแรม พ.ศ.2547 กำหนด และ ผู้ว่าราชการจังหวัด ในฐานะนายทะเบียนโรงแรมจังหวัด ได้พิจารณาลงโทษปรับทางปกครอง ผู้ฟ้องคดี โดยคำนึงถึงความร้ายแรงแห่งพฤติกรรมที่กระทำผิดของผู้ฟ้องคดีที่ไม่จัดให้มีผู้จัดการโรงแรม ทำให้มีกลุ่มวัยรุ่นซึ่งมีอายุต่ำกว่า 18 ปี และยังเป็นนักเรียน นักศึกษา เข้าไปใช้บริการโรงแรมของผู้ฟ้องคดีในลักษณะมั่วสุมโดยไม่มีการลงทะเบียนผู้พัก ซึ่งหากทางโรงแรมคำนึงถึงประโยชน์สาธารณะเป็นสำคัญก็สามารถปฏิเสธไม่รับเข้าพักได้ และข้ออ้างที่ว่าภายหลังจากที่เจ้าหน้าที่ตรวจพบตนก็ได้ตั้งผู้จัดการโรงแรมในภายหลังแล้วอันถือเป็นความผิดเล็กน้อยนั้น ไม่อาจรับฟังได้

ดังนั้น จึงถือว่าผู้ฟ้องคดีได้กระทำความผิดตามมาตรา 30 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติโรงแรม พ.ศ.2547 คือ ไม่ตั้งผู้จัดการโรงแรม คำสั่งลงโทษปรับทางปกครองในจำนวนที่เป็นไปตามพระราชบัญญัติโรงแรม พ.ศ.2547 ประกอบกับประกาศกระทรวงมหาดไทย ลงวันที่ 15 พฤศจิกายน 2553 เรื่องการกำหนดหลักเกณฑ์ในการพิจารณาโทษทางปกครอง จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว (คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.496/2562)

คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดในคดีนี้ จึงนับเป็นอุทาหรณ์ที่ดีให้กับผู้ประกอบธุรกิจโรงแรมว่า การแต่งตั้งผู้จัดการโรงแรม เป็นสิ่งสำคัญที่ผู้ประกอบธุรกิจโรงแรมต้องรู้และตระหนักที่จะต้องดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด รวมทั้งการให้ผู้ที่อายุต่ำกว่า 18 ปี เข้าใช้บริการโรงแรมในลักษณะมั่วสุม ซึ่งไม่เกิดผลดีทั้งต่อตัวเด็ก ครอบครัวและสังคม การทำธุรกิจอาจต้องตระหนักในเรื่องดังกล่าว ที่มิใช่เพียงผลประโยชน์ในค่าตอบแทนการใช้บริการเท่านั้น ทั้งนี้เพื่อให้สังคมเกิดความสงบสุขเรียบร้อยตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย แต่เมื่อผู้ประกอบธุรกิจไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ของกฎหมายก็ต้องรับโทษ…นั่นเองครับ

(ปรึกษาคดีปกครองได้ที่สายด่วนศาลปกครอง 1355)

ฮัลโลวีน หยุดผีปลอมปลุกผีจริง ปาร์ตี้คืนนี้ไม่เมาก็มันได้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/396256?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ฮัลโลวีน หยุดผีปลอมปลุกผีจริง ปาร์ตี้คืนนี้ไม่เมาก็มันได้

31 ตุลาคม 2562 – 13:30 น.
ฮัลโลวีน,ธีรภัทร์ คหะวงศ์,ดื่มแอลกอฮอล์,สถานบันเทิง,ร้านเหล้า
เปิดอ่าน 551 ครั้ง

ฮัลโลวีน หยุดผีปลอมปลุกผีจริง ปาร์ตี้คืนนี้ไม่เมาก็มันได้ โดย… เจษฎา จันทรรักษ์

ฮัลโลวีน วันปล่อยผี 1 ปี มีวันเดียว 

คืนวันที่ 31 ตุลาคม เด็กฝรั่งจะแต่งแฟนซีชุดผี หิ้วโคมไฟลูกฟักทองเดินเคาะประตูบ้านขอขนมกินเล่น ส่วนผู้ใหญ่ วัยรุ่นก็จะนัดออกไปปาร์ตี้ดื่มฉลองกันตามผับบาร์ เป็นเทศกาลรื่นเริงอีกวันหนึ่งของบ้านเมืองเขา

แต่ในบ้านเรา ประเทศไทยไม่รู้ว่ามีเทศกาลแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่ทุกปีเมื่อถึงวัน ฮัลโลวีน ทีไร ตำรวจกับอาสากู้ภัยเป็นต้องได้เหนื่อยหนักกันทุกที เพราะฮัลโลวีนไม่ใช่วันสำคัญที่รัฐบาลจะใช้อำนาจสั่งห้ามซื้อห้ามขายเหล้าได้ซะที่ไหน

และเพราะรู้ว่าเมืองไทยเป็นประเทศที่มี สิงห์นักดื่มติดอันดับต้นๆ ของโลก แถมอยู่แถวหน้าประเทศที่มี อุบัติเหตุบนนท้องถนนมากที่สุด การจะไปรณรงค์เกลี้ยกล่อมให้นักเที่ยวทั้งหลายที่ออกไปกินเหล้าเมายาปาร์ตี้ ละเลิกพฤติกรรมเมาแล้วขับนั้น คงเป็นกิจกรรมที่หวังผลอะไรไม่ได้แน่นอน

ดังนั้นเป้าหมายหลักของการป้องกันอุบัติเหตุจึงต้องฝากความหวังไว้ที่พี่ๆ ตำรวจทั้งหลายให้ช่วยกวดขันพฤติกรรมของนักดื่มเหล่านี้ให้เต็มที่กว่าทุกวัน  เมื่อวานนี้ (30 ต.ค.) ธีรภัทร์ คหะวงศ์ ผู้ประสานงานเครือข่ายเยาวชนป้องกันนักดื่มหน้าใหม่ จึงออกโรงนำเครือข่ายพัฒนาคุณภาพชีวิต เครือข่ายมหาวิทยาลัยสร้างสุข นักเรียน นักศึกษา จากหลายสถานบัน แต่งแฟนซีชุดผีไปหานายใหญ่ถิ่นปทุมวัน พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ขอให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ บังคับใช้กฎหมายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และกฎหมายจราจรในช่วงเทศกาลวันฮัลโลวีนอย่างเข้มข้นและจริงจัง

ธีรภัทร์ บอกเหตุผลของเครือข่ายที่ต้องดั้นด้นมาถึงสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ก็เพื่อต้องการให้มีมาตรการรับมือปัญหาต่างๆ ในวันฮัลโลวีน หลังพบว่าสถานบันเทิง ร้านเหล้า ผับบาร์ จำนวนมากโฆษณาผ่านสื่อออนไลน์ และป้ายโฆษณา จัดกิจกรรมพิเศษส่งเสริมการขาย โหมโปรโมชั่น ลด แลก แจก แถม เพื่อดึงดูดลูกค้า ซึ่งเกรงว่ากลุ่มเด็กและเยาวชนจะตกเป็นเหยื่อ ด้วยค่านิยมที่ชื่นชอบบรรยากาศงานฮัลโลวีน ซึ่งผู้ประกอบการต่างสร้างสรรค์รูปแบบสีสันที่จูงใจเสี่ยงที่จะเพิ่มปัญหาเมาแล้วขับ ขับรถเร็ว อันตราย ทำให้บาดเจ็บ เสียชีวิตบนท้องถนน

“ไทยมีสถิติอุบัติเหตุบนถนนเป็นอันดับต้นๆ ของโลกอยู่แล้ว สาเหตุหลักก็มาจากเมาแล้วขับ ในขณะที่ข้อมูลจากศูนย์วิจัยปัญหาสุรา พบว่าไทยมีผู้ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์สูงถึง 15.9 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 28.4 จากจำนวนประชากรอายุ15 ปีขึ้นไป ในจำนวนนี้เป็นนักดื่มที่เป็นกลุ่มเด็กและเยาวชนอายุ 15–24 ปี มากถึง 47.1% เรามีนักดื่มหน้าใหม่เพิ่มขึ้น 250,000 คนต่อปี”

ธีรภัทร์ มีประสบการณ์คลุกคลีอยู่กับการศึกษาพฤติกรรมการดื่มสุราของคนไทยมาพอสมควรจึงรู้ดีว่า ปัจจัยสำคัญของการเกิดนักดื่มหน้าใหม่คือการเข้าถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ง่ายเกินไป ในประเทศไทยแม้มีกฎหมายควบคุมแอลกอฮอร์ แต่กลับหย่อนยานและเปิดช่องให้ผู้ประกอบการร้านเหล้าผับบาร์เลือกฝ่าฝืนเพียงเพื่อหวังผลกำไรในช่วงวันดังกล่าวอยู่เสมอ

“ร้านเหล้าและสถานบันเทิงพวกนี้ไม่มีความละอายที่จะขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้คนเมาครองสติไม่ได้ ขายให้เด็กอายุต่ำกว่า 20 ปี จัดกิจกรรมโปรโมชั่นส่งเสริมการขายเพื่อจูงใจลูกค้า ขายนอกเวลาที่กฎหมายกำหนด ทั้งหมดนี้ย่อมส่งผลต่อการเกิดปัญหาเมาแล้วขับ ขับรถเร็ว เสี่ยงอันตรายบนท้องถนน เพิ่มขึ้นอย่างปฏิเสธไม่ได้”

ธีรภัทร์ บอกว่า ฮัลโลวีนปีนี้เครือข่ายเยาวชนป้องกันนักดื่มหน้าใหม่มีข้อเสนอต่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อนำไปพิจารณา 3 ข้อ คือ
1.ขอให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สั่งการ กำชับ ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจในทุกพื้นที่ดำเนินการบังคับใช้กฎหมายกับร้านเหล้าผับบาร์ตามพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.2551 อย่างจริงจัง โดยเฉพาะประเด็นการห้ามจัดโปรโมชั่นส่งเสริมการขาย ลด แลก แจก แถม (มาตรา 30) การขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้ผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 20 ปี และขายให้คนเมาครองสติไม่ได้ (มาตรา 29) และการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นอกเวลาที่กฎหมายกำหนดให้ขายคือ 11.00-14.00 น. และ 17.00-24.00 น. เป็นต้น

2.ขอให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติเพิ่มความเข้มงวดในการตั้งด่านตรวจวัดปริมาณเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพื่อลดปัญหาการเมาแล้วขับ ลดอุบัติเหตุบนท้องถนน โดยเฉพาะในเส้นทางที่มีสถานบันเทิงร้านเหล้า ผับบาร์ อยู่เป็นจำนวนมาก

3.ขอให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ รณรงค์ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนและผู้ประกอบการได้รับทราบถึงข้อกฎหมายและบทลงโทษตามพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.2551 และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง เพื่อเป็นการป้องปราม การกระทำผิดกฎหมาย ลดผลกระทบที่จะเกิดจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยเครือข่ายที่มีอยู่ทั่วประเทศจะร่วมกันเฝ้าระวังและแจ้งเหตุ เพื่อหนุนเสริมการทำงานของตำรวจในทุกพื้นที่

ขณะที่การเคลื่อนไหวของเครือข่ายเยาวชนป้องกันนักดื่มหน้าใหม่มีกิจกรรมรณรงค์ลดอุบัติเหตุจากพิษภัยของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์คู่ขนาดไปด้วย โดยวันที่  31 ตุลาคม 2562 เครือข่ายได้เชิญชวนมาแต่งหน้าผี ชิมมอกเทล ดูคอนเสิร์ตฟรีกันที่งาน “Halloween 2019 No Al Party หยุดผีซิ่ง” รณรงค์ปาร์ตี้ปลอดเหล้า ลดอุบัติเหตุที่เกิดจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และขับเร็ว ที่ลานกิจกรรมวิกตอรี่ พอยต์ เกาะพญาไท อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ โดยเวลา 13.00-15.00 น. จะมีการแถลงข่าวและเสวนา

จากนั้นเวลา 17.00-21.00 น. ร่วมสนุกกับบูธกิจกรรมพร้อมรับของที่ระลึก ชมคอนเสิร์ตจาก ซิน เดอะวอยซ์ มิกซ์ เดอะแรปเปอร์ วง DS.RU Band วง PENTATONIC พิเศษแต่งหน้าผีฟรี เพียงกดไลค์เพจ MediaMove แชร์โพสต์นี้พร้อมเปิดสาธารณะ และนำมาแสดงต่อสตาฟฟ์ ในบูธ งานนี้สนุกได้ทุกเพศทุกวัย ปลอดภัย ไร้แอลกอฮอล์

ด้าน พล.ต.อ.จักรทิพย์ แม้ไม่ได้ลงมาต้อนรับและรับจดหมายเปิดผนึกจากเครือข่ายเยาชนด้วยตัวเอง แต่ก็มีคำสั่งผ่านลงมายังทีมงานโฆษกตำรวจว่าได้สั่งการและกำชับให้ตำรวจท้องท้องที่กวดขันและบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดกับร้านเหล้าและนักเที่ยวในคืนวันฮัลโลวีนเป็นพิเศษ

พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รอง โฆษก ตร. บอกว่า วันที่ 31 ตุลาคม ซึ่งเป็นวันฮัลโลวีน มีประชาชน นักเที่ยว ทั้งผู้ใหญ่ เด็กและเยาวชน นิยมออกมาท่องเที่ยวในสถานที่ ศูนย์การค้า สถานบริการ สถานบันเทิง ร้านเหล้า บาร์ แหล่งท่องเที่ยวเวลากลางคืนจำนวนมาก   ผบ.ตร. มีความห่วงใยในความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน จึงกำชับไปยังทุกกองบัญชาการให้เพิ่มมาตรการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมและการรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน จัดให้มีเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งในและนอกเครื่องแบบออกตรวจตรา

“ผบ.ตร.ยังเน้นย้ำเป็นพิเศษให้ดำเนินการเชิงรุกในการเข้มงวดกวดขันต่อพื้นที่ล่อแหลมที่อาจเกิดอาชญากรรมและภัยคุกคามทางเพศ ได้แก่ สถานบริการ สถานบันเทิง โรงแรมม่านรูด สวนสาธารณะ แหล่งมั่วสุมหรือที่ชุมนุมของเด็กและเยาวชน เพิ่มวงรอบในการตรวจสอบ กวดขัน กำกับดูแล สถานบันเทิง ร้านเหล้า ผับบาร์ ที่มีการจัดกิจกรรมพิเศษส่งเสริมการขายดึงดูดลูกค้าที่เป็นเด็กและเยาวชนเข้าใช้บริการ ตลอดจนจัดชุดสายตรวจตั้งจุดตรวจค้นสิ่งผิดกฎหมายและตรวจวัดแอลกอฮอล์ หากพบการกระทำความผิดให้ดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดและเด็ดขาด”

รองโฆษก ตร. ยังฝากคำเตือนยังนักเที่ยวว่า ไม่ขับขี่รถขณะเมาสุรา ไม่ขับขี่รถเร็วเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด หรือฝ่าฝืนสัญญาณไฟหรือเครื่องหมายจราจร ไม่ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ขณะขับขี่รถ และคาดเข็มขัดนิรภัย หรือสวมหมวกนิรภัยทุกครั้งเพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของตัวเอง

“ขอความร่วมมือพ่อแม่ ผู้ปกครอง ตลอดจนครูอาจารย์ อบรมตักเตือนบุตรหลานให้ระมัดระวังภัยและการรู้จักป้องกันตนเองในเบื้องต้นที่อาจจะเกิดขึ้นในการออกไปเที่ยวฉลองวันฮัลโลวีน เพื่อหลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่สุ่มเสี่ยงและตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมประเภทต่างๆ อีกทั้งในส่วนของสถานบันเทิง สถานบริการและแหล่งท่องเที่ยว ขอให้ปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด หากพบพฤติการณ์หรือการกระทำผิดของผู้มาใช้บริการที่ผิดกฎหมายให้แจ้งเบาะแสหรือข้อมูลข่าวสารให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทราบ”

รองโฆษก ตร. ยังขอความร่วมมือไปยังประชาชนทั่วไปหากพบเห็นเด็กและเยาวชนตกเป็นเหยื่อถูกล่อลวง หรือประพฤติตนไม่เหมาะสม หรือพบเห็นการกระทำที่ผิดกฎหมายของสถานประกอบการ หรือพบเห็นอาชญากรรมต่างๆ สามารถแจ้งเบาะแสหรือข้อมูลข่าวสารผ่านทางหมายเลขสายด่วน 191 หรือ 1599, แอพพลิเคชั่น police I lert u ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

รัฐบาลสับสน ILO 87-98 คนงานไทย-พม่า…สิทธิภาษีอเมริกา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/396249?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

รัฐบาลสับสน ILO 87-98 คนงานไทย-พม่า…สิทธิภาษีอเมริกา

31 ตุลาคม 2562 – 13:00 น.
สิทธิแรงงาน,สหภาพแรงงาน,ไอแอลโอ ฉบับที่ 87 –98,จีเอสพี,การค้ามนุษย์,มรวจัตุมงคล โสณกุล,โดนัลด์ ทรัมป์,ชาลี ลอยสูง
เปิดอ่าน 1,360 ครั้ง

รัฐบาลสับสน ILO 87-98 คนงานไทย-พม่า…สิทธิภาษีอเมริกา โดย…   ทีมข่าวรายงานพิเศษ

ปัญหานายจ้างเอาเปรียบ “สิทธิแรงงาน” ทั้งคนไทยและเพื่อนบ้าน เป็นประเด็นร้อนแรงในเวทีสิทธิมนุษยชนนานาชาติมานานหลายสิบปี โดยเฉพาะการจัดตั้ง “สหภาพแรงงาน” เพื่อเป็นปากเสียงไม่ให้หนุ่มสาวโรงงานกลายเป็นแรงงานทาส ล่าสุดอเมริกาสั่งตัด ”สิทธิพิเศษภาษีการค้า” (จีเอสพี)…โดยอ้างอนุสัญญาไอแอลโอ ซึ่งเป็นประเด็นเตือนสติรัฐบาลไทยว่า ถึงเวลาแล้วที่จะรับรองสิทธิเจรจาต่อรองของลูกจ้าง ไม่ใช่เฉพาะแรงงานเพื่อนบ้าน แต่คนงานไทยก็ได้ประโยชน์ด้วย ดูเหมือนรัฐบาลกำลังสับสนหรือพยายามเบี่ยงประเด็นไปว่า “ไม่ให้ก็ไม่แคร์!”…

ย้อนไปช่วงปี 2557 อเมริกาประกาศขึ้นบัญชีดำไทย หรือบัญชีที่ 3 ของ “รายงานการค้ามนุษย์” (Trafficking In Persons Report) จากนั้นไม่นานก็โดนต่อว่าใน “รายงานสถานการณ์การใช้แรงงานเด็กในรูปแบบที่เลวร้าย” (Findings on the Worst Forms of Child Labor Report) ที่บังคับใช้เด็กๆ ลูกหลานชาวพม่าแกะกุ้ง-ปลาหรือทำงานในโรงงานนรก แม้แต่สหภาพยุโรปเองก็มีมติให้ “ใบเหลือง” ไทยปี 2558 จากปัญหา “ประมงผิดกฎหมาย” (IUU Fishing : Illegal Unreported and Unregulated Fishing)

ที่ผ่านมาต้องยอมรับว่า “รัฐบาล คสช.” พยายามแก้ปัญหาอย่างเร่งด่วนสั่งปราบปรามผู้ทำผิดคดีค้ามนุษย์ แก๊งอาชญากรรมข้ามชาติ แก๊งลักลอบขนคนเข้าเมือง ฯลฯ พร้อมสั่งจัดระเบียบเรือประมงผิดกฎหมาย และ ปรับปรุงระบบขึ้นทะเบียนแรงงานข้ามชาติ พม่า กัมพูชา ลาว เวียดนาม จนได้รับการยอมรับและได้เสียงปรบมือจากเครือข่ายนักสิทธิมนุษยชนพอสมควร จนมีสั่งปลดล็อก “ไทย” ไม่ต้องขึ้นบัญชีดำแล้ว

แต่ทำไมเกิดเหตุการณ์ฟ้าผ่าจาก “สำนักผู้แทนการค้าสหรัฐอเมริกา” (USTR) วันที่ 28 ตุลาคม 2562 ว่า ประธานาธิบดี “โดนัลด์ ทรัมป์” ตัดสินใจระงับให้ สิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (จีเอสพี) กับสินค้านำเข้าจากไทย โดยอ้างว่าไทยไม่สามารถแก้ไขปัญหากดขี่แรงงานประมงจากเพื่อนบ้านได้ดีพอ โดยเฉพาะ “สิทธิแรงงานตามหลักสากล”

ผลคือสินค้า 570 กว่ารายการจะได้รับผลกระทบมูลค่าประมาณ 4 หมื่นล้านบาท โดยเฉพาะสินค้าประเภทเกี่ยวโยงกับ อาหารทะเล ชิ้นส่วนยานยนต์ เครื่องปรับอากาศ เลนส์แว่นตา จานชาม เครื่องประดับ ฯลฯ

  “ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล” เจ้ากระทรวงแรงงาน สั่งเรียกประชุมด่วน เพราะ“โดนัลด์ ทรัมป์” อ้างว่ารัฐบาลไทยไม่ยอมรับ “มาตรฐานสิทธิแรงงานสากล” โดยเฉพาะการให้สัตยาบันรับรอง “อนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ไอแอลโอ:ILO) ฉบับที่ 87 และ 98”

หลายคนสงสัยว่า “ไอแอลโอ ฉบับที่ 87 –98” คืออะไร ?
“อนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ ฉบับที่ 87 และ 98” คือการรับรองสิทธิทั้ง “นายจ้าง” และ “ลูกจ้าง” หรือ คนทำงานทุกคน ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการหรือเอกชนทั่วไป ให้มีสิทธิรวมตัวจัดตั้งและเป็นสมาชิกองค์กรปกป้องผลประโยชน์ของตัวเอง ซึ่งทั่วโลกมีไม่ต่ำกว่า 160 ประเทศให้การรับรองอนุสัญญาฯ นี้แล้ว เหลือเพียงประเทศด้อยพัฒนาจำนวนหนึ่งที่ยังไม่ยอมเข้าร่วม

“อนุสัญญาฉบับที่ 87” เกี่ยวกับเสรีภาพในการจัดตั้งสมาคมหรือสหภาพแรงงาน โดยไม่จำเป็นต้องขออนุญาตหรือขอขึ้นทะเบียนจากหน่วยงานใดๆ ไม่ว่าจะเป็น เจ้าของบริษัทหรือหน่วยงานราชการ รวมถึงสิทธิรวมตัวกันได้อย่างอิสรเสรี ไม่ต้องแบ่งแยกเลือกปฏิบัติ เพศ เชื้อชาติ ศาสนา ฯลฯ และยังสร้างเป็นเครือข่ายสมาชิกองค์กรระหว่างประเทศได้ด้วย

ส่วน “อนุสัญญาฉบับที่ 98” มีเนื้อหารับรองสิทธิของลูกจ้างทั่วไปในการเจรจาต่อรองกับนายจ้าง ระบุให้ “รัฐ” ต้องมีกฎหมายคุ้มครองของลูกจ้างทุกคน แม้ไม่ได้สังกัดสหภาพแรงงานก็ตาม ทุกคนสามารถเรียกร้องความยุติธรรมได้ เช่น เงินชดเชยการถูกเลิกจ้าง วันหยุดชดเชย การหยุดงานประท้วง ฯลฯ

ชาลี ลอยสูง

สรุปคือเป็นอนุสัญญา 87–98 เกี่ยวกับ การรับรองสิทธิลูกจ้างให้ “จัดตั้ง” “รวมตัว”และ “ต่อรอง” กับนายจ้างได้

“ชาลี ลอยสูง” รองประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) อธิบายให้ฟังว่า ช่วงที่ผ่านมาตัวแทนแรงงานไทยทำเรื่องร้องเรียนไปที่เครือข่ายแรงงานระหว่างประเทศหลายแห่ง โดยเฉพาะที่ สหพันธ์แรงงานและสภาแรงงานอุตสาหกรรมแห่งสหรัฐอเมริกา (AFL-CIO) ซึ่งมีสมาชิกกว่า 12 ล้านคนเพื่อให้รับรู้ว่าคนงานในประเทศไทยยังไม่ได้รับการคุ้มครองสิทธิตรงนี้ จะมีวิธีใดช่วยกดดันรัฐบาลไทยได้บ้าง

“พวกเราช่วยกันต่อสู้เรื่องนี้มาเป็น 20 ปีแล้ว และช่วง 6–7 ปีที่ผ่านมา มีการพยายามใช้เครือข่ายแรงงานในอเมริกามาช่วยด้วย พวกเขาเลยไปค้นหาลู่ทาง จนพบว่าเงื่อนไขการให้สิทธิพิเศษภาษีการค้าจีเอสพี ต้องคุ้มครองและปฏิบัติต่อคนงานตามมาตรฐานแรงงานสากล รัฐบาลอเมริกาก็ส่งตัวแทนมาเจรจากับรัฐบาลไทยหลายสมัย ตั้งแต่ รัฐบาลยิ่งลักษณ์ รัฐบาล คสช. แต่ก็ไม่มีรัฐบาลไหนสนใจ จนถึงอาทิตย์ที่แล้วประธานาธิบดีอเมริกาสั่งตัดสิทธิภาษี ตอนนี้พวกนักการเมืองไทยออกมาพูดนั่นนี่ อ้างเรื่องสารเคมีเกษตร อ้างว่าไม่ใช่เมืองขึ้นอเมริกา แสดงว่าพวกเขาไม่ได้มีความรู้เรื่องแรงงานเลย”

ตัวแทนแรงงานไทยกล่าวต่อว่า การต่อสู้เพื่อให้ประเทศไทยลงนามในอนุสัญญา 87–98 นั้น จะช่วยให้ลูกจ้างทั้งคนไทยและคนงานชาติอื่นๆ สามารถรวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อนได้ ไม่ต้องไปขอจดทะเบียนกับกระทรวงแรงงาน และไม่ต้องกลัวว่าถ้าโรงงานไหนอยากตั้งสหภาพแรงงาน พวกแกนนำจะถูกเลิกจ้าง ถูกให้ออกจากงาน เนื่องจากอนุสัญญานี้คุ้มครองสิทธิของคนงานทุกคน ก็เป็นธรรมดาที่ฝ่ายนายทุนหรือนายจ้างจะไม่เห็นด้วย และพยายามคัดค้านผ่านการกดดันรัฐบาลทุกสมัย แต่ในวันนี้ถือเป็นนิมิตหมายอันดีอยากให้สังคมไทยพิจารณาเรื่องนี้ตามหลักฐานความเป็นจริง อย่าสับสน เพราะถึงเวลาแล้วที่คนงานไทยและคนงานเพื่อนบ้านจะได้รับการคุ้มครองตามหลักการแรงงานสากล

จากสถิติปีข้อมูลปี 2560 ประเทศไทยมีสถานประกอบกิจการ 3.6 แสนแห่ง มีจำนวนลูกจ้างประมาณ 8.9 ล้านคน แต่มี “สหภาพแรงงาน” เพียง 1.4 พันแห่ง และสมาชิกสหภาพแรงงานมีเพียง 6.1 แสนคนเท่านั้น เนื่องจากที่ผ่านมา “กลุ่มตัวแทนนายจ้าง” พยายามทำทุกอย่างที่ไม่ให้บริษัทของตนมี “สหภาพแรงงาน” และกฎหมายก็ไม่เอื้ออำนวย

หมายความว่า ไม่ใช่เฉพาะแรงงานพม่า ลาว กัมพูชา แม้แต่ คนงานไทยเอง ก็ยังไม่ได้รับการรับรองหรือสนับสนุนให้เข้าร่วมสหภาพแรงงาน !?!

“นายวิน” ตัวแทนแรงงานจากพม่า อาศัยอยู่ในประเทศไทยมานานกว่า 20 ปี เล่าให้ “คม ชัด ลึก” ฟังว่า พวกเขาติดตามข่าวการตัดสิทธิภาษีการค้าไทยเหมือนกัน เข้าใจว่าอเมริกาอ้างถึงสิทธิแรงงานต่างด้าว โดยเฉพาะชาวพม่าที่ทำงานในภาคประมง เพราะมีจำนวนเยอะและยังมีที่ทำงานในโรงงานอีกไม่น้อย แม้ว่าตอนนี้จะมีสิทธิดีขึ้นกว่าเมื่อสิบปีที่แล้วเยอะ แต่ก็ยังไม่ได้สิทธิเท่าเทียมกับมาตรฐานสากลหรือคนงานไทย

“ตอนนี้โรงงานหรือบริษัทส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีสหภาพแรงงาน แต่ถ้ามีคนงานพม่าก็เข้าร่วมเป็นสมาชิกได้ แต่ห้ามเป็นแกนนำหรือกรรมการของสหภาพ ทำให้ไม่ค่อยมีสิทธิมีเสียงเท่าไร บางโรงงานคนงานเป็นร้อยๆ คน เกือบทั้งหมดเป็นคนพม่า แต่ต้องให้คนไทยไม่กี่คนมาเป็นแกนนำคุยกับนายจ้าง และยังมีปัญหาเรื่องความเท่าเทียมในสิทธิประกันสังคม เช่น เราไม่ได้เงินชดเชยตอนว่างงานแม้แต่ตอนที่โรงงานจ้างให้ออก ถ้าเป็นคนไทยจะได้เงินบางส่วน แต่คนพม่าไม่ได้เลย หรือเงินสะสมในกองทุนประกันสังคม หากย้ายกลับไปอยู่บ้านที่พม่า ทั้งที่จ่ายทุกเดือนมาหลายปี”

นายวินกล่าวต่อว่า ตอนนี้ปัญหาใหญ่อีกประการคือ การขึ้นค่าวีซ่าจาก 2 ปีจ่าย 500 บาท เพิ่มเป็นปีละ 1,900 บาท ซึ่งถือว่าเป็นเงินจำนวนเยอะมากสำหรับแรงงานพม่าที่ได้ค่าแรงวันละไม่กี่ร้อยบาท

ขณะที่ “พร้อมบุญ พานิชภักดิ์” เลขาธิการมูลนิธิรักษ์ไทย ผู้ทำงานคลุกคลีกับแรงงานเพื่อนบ้านในไทยแสดงความเห็นว่า รู้สึกแปลกใจที่อเมริกาอ้างเรื่องนี้ขึ้นมา ไม่รู้ว่ามีเบื้องลึกเบื้องหลังอะไรหรือเปล่า

“ต้องยอมรับว่าหลายปีที่ผ่านมา รัฐบาลจริงจังมากในการดูแลสิทธิของแรงงานจากเพื่อนบ้านเรา คนงานในบริษัทใหญ่หรือโรงงานทั่วไป ได้ค่าจ้างได้สิทธิเท่าเทียมคนงานไทย มีการดูแลสภาพแวดล้อมและความเป็นอยู่ดีขึ้น มีการจัดระเบียบขึ้นทะเบียน ขอวีซ่า ขอใบอนุญาตทำงาน ฯลฯ ตอนนี้เฉพาะคนพม่าในไทยน่าจะมีไม่ต่ำกว่า 2 ล้าน แน่นอนปัญหาบางอย่างยังมีอยู่ แต่สถานการณ์เรื่องละเมิดสิทธิดีขึ้นมากแล้ว แต่อาจยังไม่ดีพอในสายตาของอเมริกา”

“พร้อมบุญ” กล่าววิเคราะห์ถึงการเรียกร้อง “สหภาพแรงงาน” ว่า เป็นสิ่งที่ดี ทั้งสำหรับคนงานไทยและคนงานจากประเทศเพื่อนบ้าน ควรทำให้เกิดขึ้นในสถานประกอบการทุกแห่ง เพราะตอนนี้คนงานพม่าไม่ค่อยมีสิทธิมีเสียงในโรงงาน ต้องขอให้เอ็นจีโอเข้าไปช่วยเจรจากับนายจ้างแทน แต่ถ้าโรงงานเปิดให้มีสหภาพได้ ก็น่าจะเกิดบรรยากาศความร่วมมือในการทำงานที่ดีขึ้นของทุกฝ่าย

ดูเหมือน “อนุสัญญาไอแอลโอ 87 –98” ที่อเมริกาเรียกร้องแทนคนงานไทยนั้น กำลังถูกเบี่ยงประเด็นไปว่า รัฐบาลไทยไม่ง้ออเมริกา !

รัฐมนตรีบางคนสับสนถึงกับให้สัมภาษณ์ทำนองว่า “ที่อเมริกาขอมาจะทำให้คนต่างด้าวได้สิทธิมากกว่าคนไทย” หรือ“การตั้งสหภาพแรงงานจะมีการรวมตัวกันเป็นล้านคน มีอำนาจการต่อรองสูง”

แม้แต่ “นายกฯ บิ๊กตู่” ก็ยังพูดทำนองว่ารัฐบาลไทยกำลังพยายามแก้ไขปัญหาผ่านกระทรวงพาณิชย์ …ไม่ใช่เรื่องที่ต้องตื่นตระหนกและกล่าวให้ร้ายกันไปมา รัฐบาลมีเวลาอีก 6 เดือนที่จะเจรจาพูดคุยกับสหรัฐอเมริกา

กลายเป็นความสับสนจนพูดว่า “รัฐบาลไทยไม่จำเป็นต้องง้อเมริกา” ทั้งที่หัวใจสำคัญคือ “รัฐบาลไทยไม่จำเป็นต้องหงอเจ้าสัว”

แต่ควรทำหน้าที่ “ดูแล” ลูกจ้างคนไทย 8.9 ล้านคน กับ ลูกจ้างพม่า 2 ล้านคน ลูกจ้างชาติอื่นๆ ให้ได้รับสิทธิตามมาตรฐานแรงงานสากล

สามารถมี “สหภาพแรงงาน” เพื่อ “เจรจาต่อรอง” กับนายจ้างได้อย่างเท่าเทียม

เมาหมัดเมาอำนาจ ภาวะน่าเป็นห่วง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/396244?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เมาหมัดเมาอำนาจ ภาวะน่าเป็นห่วง

31 ตุลาคม 2562 – 11:20 น.
วงในวงนอก,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,พลตอเสรีพิศุทธ์ เตมียเวส,ถวายสัตย์ไม่ครบ
เปิดอ่าน 3,236 ครั้ง

เมาหมัดเมาอำนาจ ภาวะน่าเป็นห่วง คอลัมน์…  วงในวงนอก   โดย….   อสนีบาต    aussaneebard@hotmail.com

สร้างความงุนงงพร้อมกับเครื่องหมายคำถามตัวโตๆ

          “กรณีการตรวจสอบ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม นำคณะรัฐมนตรี เข้าถวายสัตย์ปฏิญาณตนไม่ครบถ้วน ยังไม่จบอีกหรือ ????”

บุคคลที่ยังไม่จบ…แสดงความคับข้องหมองใจเห็นมีอยู่รายเดียว คือ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ(ป.ป.ช.) สภาผู้แทนราษฎร

บันทึกสถิติอาการย้ำคิดย้ำทำของท่านเสรีพิศุทธ์ ผู้กลายเป็น “คู่ปรับตลอดกาล” กับ พล.อ.ประยุทธ์ นับตั้งแต่วันที่มีการโหวตนายกฯ ในสภา เริ่มเปิดหัวเชื้อโจมตี “บิ๊กตู่” นักเรียนเตรียมทหารรุ่นน้อง ได้ตำแหน่งนายกฯ อย่างไม่ชอบธรรม มาถึงการแถลงนโยบายรัฐบาลต่อที่ประชุมรัฐสภา “พี่ตู่” เสรีพิศุทธ์ ยกประเด็นคุณสมบัตินายกฯ ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญมาอภิปราย จนไหลลงทะเลกลายเป็นศึกศิษย์เก่าเตรียมทหารในสภา ทำเอา “น้องตู่” ประกาศตัดรุ่นพี่รุ่นน้องกันไปเลยทีเดียว

กระทั่งวันเปิดสภาพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์คนเดิม บอกว่า ไม่ร่วมอภิปรายงบประมาณปี 2563 โดยให้เหตุผล “รัฐบาลนี้มาโดยไม่ชอบธรรม ถวายสัตย์ปฏิญาณไม่สมบูรณ์ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย”

ครั้นถึงวันลงมติร่าง พ.ร.บ.งบฯ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ออกอาการเคืองพรรคร่วมฝ่ายค้านอีก ดันไปงดออกเสียง แทนที่จะยกมือไม่เห็นชอบ ออกอาการงอนตุ๊บป่องพรรคร่วมฝ่ายค้านไปหลายวัน

ดูเหมือนประเด็นที่ทำให้ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ยึดพื้นที่สื่อ ได้รับการนำเสนอให้เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์พฤติการณ์ตัวท่านเอง เห็นจะมีอยู่เรื่องเดียว คือ ตามราวี พล.อ.ประยุทธ์ อยู่นั่นล่ะ

ทั้งที่ประเด็นสถานะ พล.อ.ประยุทธ์ ทั้งที่ปมการถวายสัตย์ไม่ครบถ้วน ต่างได้รับการวินิจฉัยโดยศาลรัฐธรรมนูญเคลียร์ครบทุกประเด็นแล้วมิใช่หรือ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ท่านไปอยู่ไหนมา

          บทบาทหน้าที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผู้เป็นตัวแทนปวงชนชาวไทย มีหน้าที่เป็นปากเป็นเสียงให้ประชาชนในโลกยุคปัจจุบัน มิใช่ให้ไปทำหน้าที่ตามล่าหาอดีตแล้วตกอยู่ในสภาพเหม่อลอยพร่ำเพ้อเรื่องเก่า ย้ำคิดย้ำทำ เหมือนภาวะอาการบางอย่าง

นี่ขนาดได้รับเกียรติให้เป็นประธานกรรมาธิการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่น ดูเอาก็แล้วกัน ออกหนังสือเชิญนายกฯ ให้มาชี้แจงกรรมาธิการ ด้วยเหตุผลเดิมอีกแล้วครับท่าน ว่า “ถวายสัตย์ไม่ครบ”

เลขาธิการนายกรัฐมนตรีอุตส่าห์ทำหนังสือถาม กมธ. ใช้อำนาจใดเรียกนายกฯ ไปแจง พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ สวนกลับเลขาฯ นายกฯ ซะงั้นว่า “เสียมารยาท มาตอบจดหมายแทนนายกฯ ได้กระไร” แล้วยืนกราน ยังไง้ยังไง นายกฯ ต้องมานั่งให้กรรมาธิการปราบโกงสอบสวนพร้อมกับอ้างข้อกฎหมายโน่นนี่นั่น ถ้าไม่มา “บิ๊กตู่” จะมีความผิดโทษฐานปฏิเสธกรรมาธิการ จะต้องโดนจับติดคุก

“โอ้! ชักไปกันใหญ่แล้วครับ !!!”

ไม่แปลกที่ชวน หลีกภัย ประธานสภา ต้องออกมาเตือนสติ

“การเชิญบุคคลมาชี้แจงต้องอยู่ในอำนาจหน้าที่ของกรรมาธิการแต่ละชุด ไม่ใช่เชิญเปะปะ ส่วนเชิญใครนั้นก็เป็นสิทธิ์ของผู้เชิญ ส่วนผู้รับเชิญสำหรับผม แนะนำว่าควรให้ความร่วมมือมาชี้แจง ซึ่งท่านนายกฯ และผบ.ทบ.ก็อยู่ในข่ายที่สามารถเชิญมาชี้แจงได้ เพราะผมเคยกราบเรียนนายกฯ ว่าเวลามีอะไรในสภาก็ให้ท่านมาสภา เพราะเราอยู่ในระบบนี้ก็ต้องเคารพระบบ แต่ถ้าหน้าที่ไม่เกี่ยวกับกรรมาธิการชุดนั้นๆ ก็ไปเชิญเขามาชี้แจงไม่ได้ เพราะแต่ละชุดกำหนดบทบาทเอาไว้ในกฎหมายชัดเจน” คุณชวนกล่าวไว้ เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2562

พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เคยเป็นถึงผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มากด้วยอำนาจบารมี เมื่อมาทำหน้าที่ในฐานะผู้แทนปวงชนชาวไทย มีอำนาจในกรรมาธิการสามารถเรียกคนโน้นคนนี้มาชี้แจงในกรรมาธิการได้ แต่ต้องอยู่ในบทบาทหน้าที่ของ กมธ.ปราบโกง

มิใช่ใช้อำนาจกมธ.สะเปะสะปะ ควานหาแต่เรื่องที่คิดว่าสามารถจี้จุดอ่อนยั่วอารมณ์ “บิ๊กตู่” ให้ตบะแตก มาเป็นเครื่องเล่นทางการเมือง

กลเกมการเมืองแบบเก่าๆ กอปรกับอายุอานามขนาดนี้แล้วด้วย ไม่ใช่แพทย์แต่พอวินิจฉัยสภาพเบื้องต้นได้ น่าจะเข้าข่ายตกอยู่ในอาการเมาหมัดเมาอำนาจ

      บุคคลที่อยู่ในอาการแบบนี้น่าเป็นห่วงพอสมควร อาจจำเป็นต้องได้รับคำปรึกษาและบำบัดนะครับ

เบรก สม รังสี รักษาสัมพันธ์ ฮุนเซน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/396248?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เบรก สม รังสี รักษาสัมพันธ์ ฮุนเซน

31 ตุลาคม 2562 – 10:15 น.
ถอดรหัสลายพราง,สุดยอดอาเซียน,อาเซียนซัมมิท,บิ๊กป้อม,พลอประวิตร วงษ์สุวรรณ,สม รังสี,สมเด็จฮุนเซน,คนเสื้อแดง
เปิดอ่าน 1,953 ครั้ง

เบรก สม รังสี รักษาสัมพันธ์ ฮุนเซน คอลัมน์…  ถอดรหัสลายพราง  โดย… พลซุ่มยิง

ขณะที่ทุกสายตาจับจ้องไปยังการประชุมสุดยอดอาเซียน หรืออาเซียนซัมมิท ครั้งที่ 35 

ในระหว่างวันที่ 2-4 พฤศจิกายน ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี นอกจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม จะใช้เวทีดังกล่าวเจรจากับสหรัฐหลังถูกตัดสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรทางการค้า (จีเอสพี) แล้ว ยังเป็นการโคจรมาพบกันของผู้นำกลุ่มประเทศอาเซียนและประเทศคู่เจรจา

การเตรียมพร้อมรักษาความปลอดภัยถูกยกระดับในขั้นสูงสุดภายใต้การกำกับดูแลของ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี โดยการสนธิกำลังระหว่าง ตำรวจ-ทหาร กว่า 10,000 ชีวิต พร้อมแผนปฏิบัติการรองรับเหตุการณ์ไม่คาดฝัน หวังกู้หน้าและเรียกความเชื่อมั่นคืนกลับประเทศไทยที่ประสบความล้มเหลวในการจัดการประชุมเมื่อ 10 ปีที่แล้ว

  ในห้วงปี 2552 เกิดวิกฤติการเมือง มีการชุมนุมขับไล่รัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และเป็นเวลาเดียวกันที่ประเทศไทยได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอดอาเซียนกับประเทศคู่เจรจา กลุ่มที่เรียกตัวเองว่า ‘คนเสื้อแดง’ ได้บุกเข้าไปในโรงแรมรอยัลคลิฟ บีช รีสอร์ท เมืองพัทยา จ.ชลบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่จัดงาน ส่งผลให้การประชุมต้องยกเลิก ท่ามกลางข้อวิพากษ์วิจารณ์เป็นการทำลายภาพลักษณ์ประเทศและความล้มเหลวในมาตรการรักษาความปลอดภัยของรัฐบาล

มาครั้งนี้ “บิ๊กป้อม” ถอดเหตุการณ์ในอดีตมาเป็นบทเรียน โดยวางมาตรการรักษาความปลอดภัยการประชุมสุดยอดอาเซียนครอบคลุมทุกมิติ หลังพบความเคลื่อนไหวของกลุ่มคนมีความพยายาม ‘ดิสเครดิต’ รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ในช่วงจัดงานสำคัญนี้ ประกอบกับการส่งเจ้าหน้าที่ประกบติดผู้ต้องสงสัยทั้งในและนอกประเทศตลอดจนถึงในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่จะเข้ามาสร้างสถานการณ์

แต่ขณะเดียวกันมีความเคลื่อนไหวตามแนวชายแดนหลังมีกระแสข่าว ทางการไทยปฏิเสธไม่ให้ นายสม รังสี อดีตหัวหน้าพรรคกู้ชาติกัมพูชา (CNRP) และอดีตพรรคฝ่ายค้านกัมพูชาใช้ไทยเป็นทางผ่านเพื่อเดินทางเข้า “กราบแผ่นดินกัมพูชา” ในวันที่ 9 พฤศจิกายน 2562 ซึ่งตรงกับวันเอกราชของกัมพูชา ครบรอบ 66 ปี ภายหลังมีการร้องขอมายังสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง

รายงานข่าวพบว่าคำปฏิเสธของทางการไทยมีขึ้นเนื่องจากกังวลจะกระทบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและอาจส่งผลไปถึงการประชุมสุดยอดอาเซียนที่กำลังจะเกิดขึ้นในเร็ววันนี้ ในฐานะไทยเป็นประธานอาเซียน

ภายหลัง นายสม รังสี ประกาศชัดว่าการกลับมาครั้งนี้จะมีการปลุกระดมชาวกัมพูชาให้ลุกขึ้นมาต่อต้านรัฐบาลสมเด็จฮุนเซน พร้อมนัดหมายกลุ่มผู้สนับสนุนเมืองปอยเปต

ต้องยอมรับว่าประเทศไทยมีเส้นทางสะดวกสุดที่จะใช้เป็นทางผ่านเข้ากัมพูชา เมื่อเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเมื่อวันที่ 23 ตุลาคม ที่ผ่านมา ทางการไทยเคยกักตัวนางมู โสชัว อดีตรองหัวหน้าพรรคกู้ชาติกัมพูชา หรือซีเอ็นอาร์พี อดีตพรรคฝ่ายค้านชั้นนำของกัมพูชาได้ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและส่งตัวกลับไปยังประเทศที่เดินทางมาคือกรุงกัวลาลัมเปอร์ของมาเลเซีย

สอดคล้องกับ ผศ.วันวิชิต บุญโปร่ง อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ วิทยาลัยรัฐกิจ ม.รังสิต เชื่อมั่นว่าทางการไทยคงไม่อนุญาตให้ สม รังสี ใช้ไทยเป็นทางผ่านเพื่อไปเคลื่อนไหวในประเทศกัมพูชาเพราะความสัมพันธ์ไทยกับกัมพูชาขึ้น-ลง วูบวาบเหมือนตลาดหุ้น ที่เป็นไปตามสถานการณ์ แม้ปัจจุบันความสัมพันธ์ทั้งสองประเทศอยู่ในระดับดีโดยเฉพาะความสัมพันธ์ระดับผู้นำระหว่าง สมเด็จฮุนเซน และพล.อ.ประยุทธ์

“ทั้งนี้เชื่อว่าเรื่องภายในประเทศกัมพูชาจะไม่ส่งผลกระทบต่อการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนที่จะเกิดขึ้นในประเทศไทย เนื่องจากกัมพูชามีการบังคับใช้กฎหมายแบบเด็ดขาดกับกลุ่มต่อต้าน ในขณะเดียวกันเครือข่าย สม รังสี ในประเทศกัมพูชาเบาบางลงไปมากแล้ว” ผศ.วันวิชิต ระบุ

ทั้งนี้หากย้อนดูความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชาโดยจะเห็นได้ว่าเริ่มระหองระแหงมาตั้งแต่ปี 2551 และมาหนักสุดกรณีเกิดการปะทะกันในพื้นที่พิพาทประสาทพระวิหาร หรือแม้แต่กรณีมีคนไทยบางกลุ่มใช้พื้นที่ในกัมพูชาเคลื่อนไหวโจมตีรัฐบาลตัวเองในขณะนั้น ซึ่งสาเหตุส่วนใหญ่ล้วนมีปัจจัยมาจากเหตุการณ์ทางการเมืองทั้งสิ้น

แต่หลังเหตุการณ์รัฐประหารเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชามีแนวโน้มไปในทิศทางที่ดีขึ้นและได้รับความร่วมมือที่ดีมาโดยตลอด หลังสมเด็จฮุนเซน แสดงท่าทีชัดเจนไม่ให้กลุ่มคนไทยที่อาศัยอยู่ในประเทศกัมพูชาใช้พื้นที่กัมพูชาเคลื่อนไหวโจมตีคณะรัฐประหารและรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จวบจนถึงปัจจุบันนี้

“ไวพจน์”สั่งลูก ล้มเพื่อไทย ป้องกันแชมป์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/396246?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“ไวพจน์”สั่งลูก ล้มเพื่อไทย ป้องกันแชมป์

31 ตุลาคม 2562 – 09:25 น.
ไวพจน์,รายงานพิเศษ,ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์,ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก,เจาะประเด็นร้อน,คมชัดลึก
เปิดอ่าน 53,044 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึกฉบับวันที่ 31 ต.ค.62

*************************

เป็นตามไปนัดของศาลจังหวัดพัทยา ที่สั่งให้ 11 แกนนำ นปช. มาฟังคำพิพากษาคดีล้มการประชุมสุดยอดอาเซียนเมื่อปี 2552 ในวันที่ 31 ตุลาคม 2562

คดีนี้ศาลได้อ่านคำพิพากษาไปแล้ว เมื่อวันที่ 11 กันยายน ที่ผ่านมา โดยพิพากษาให้จำคุก 4 ปี มีเพียงศักดา นพสิทธิ์ จำเลยที่ 10 เข้าฟังคำพิพากษา ขณะที่จำเลยที่เหลืออ้างว่าป่วย และไม่ได้รับหมายเรียก

ในจำนวนจำเลยที่เหลืออยู่ มี พ.ต.ท.ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์” ส.ส.กำแพงเพชร พรรคพลังประชารัฐ ที่จะเดินทางมาฟังคำพิพากษาด้วย ซึ่งสถานะ ส.ส.ของเขาจะสิ้นสุดลง เมื่อศาลได้อ่านคำพิพากษาต่อหน้าเขา

ติวเข้มลูก..ก่อนลา

แกนนำพรรคพลังประชารัฐ และ พ.ต.ท.ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์ รู้ดีว่า จะมีการเลือกตั้งซ่อมที่กำแพงเพชร จึงวางตัว เพชรภูมิ อาภรณ์รัตน์” ลูกชายของไวพจน์ เป็นว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.เขต 2

เขตเลือกตั้งที่ 2 ประกอบด้วย อ.พรานกระต่าย อ.ลานกระบือ อ.โกสัมพีนคร อ.ไทรงาม (เฉพาะ ต.มหาชัย ต.หนองคล้า ต.หนองทอง และต.พานทอง) อ.เมืองกำแพงเพชร (เฉพาะ ต.สระแก้ว)

ไวพจน์ พาลูกสาวและลูกชายไปออกงานชาวบ้าน

ไล่ย้อนดูไทม์ไลน์หน้าแฟนเพจ “พันตำรวจโทไวพจน์ อาภรณ์รัตน์“ ตลอดช่วงเดือนตุลาคม จะพบว่า “ไวพจน์” ได้พาลูกชาย “เพชรภูมิ อาภรณ์รัตน์” และลูกสาว “พิชญา อาภรณ์รัตน์” ออกงานทุกวัน

อย่างเมื่อ 25 ตุลาคม 2562 ไวพจน์, เพชรภูมิ และพิชญา ร่วมต้อนรับ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า  รมช.เกษตรฯ ที่มาเป็นประธานโครงการยกระดับการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบโดย ธ.ก.ส. ที่ห้องประชุมแฮปปี้พลาซ่า จ.พิจิตร

เดิมที ไวพจน์วางแผนให้ลูกสาวและลูกชาย ลุยการเมืองท้องถิ่น เมื่อสถานการณ์เปลี่ยน จึงต้องดันลูกชายลงสนามแทนตัวเขา

ทายาทไวพจน์

“อาภรณ์รัตน์” เป็นครอบครัวการเมือง เมื่อเลือกตั้งปี 2554 ไวพจน์ส่งภรรยา อุดมรัตน์ อาภรณ์รัตน์ เป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย หลังปี 2557 ไวพจน์กลับมาปลุกปั้นกิจการโคขุนส่งออกที่ไร่อาภรณ์รัตน์ ต.สระแก้ว อ.เมือง จ.กำแพงเพชร

พรีส พิมพ์ และภูมิ ทายาทไวพจน์

ไวพจน์และอุดมรัตน์ มีทายาท คนคือ พรีส พิชญาภูมิ เพชรภูมิ และ พิมพ์ ลูกสาวคนเล็ก ซึ่งเพิ่งสำเร็จการศึกษาปริญญาตรี เกียรตินิยมอันดับ เหรียญทอง คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตร ศาสตร์

ครอบครัว ‘อาภรณ์รัตน์’

จริงๆ แล้ว “พรีส พิชญา” ลูกสาวคนโต มีหน่วยก้านดี ส่อแววนักการเมืองมาแต่สมัยขึ้นเวทีปราศรัยช่วยบิดาหาเสียง คาดว่า ไวพจน์จะให้ลูกสาวลงสมัคร ส.อบจ.กำแพงเพชร เขต อ.โกสัมพีนคร

เหนืออื่นใด ยามที่ไม่มีพ่อ พี่สาวผู้ช่ำชองงานมวลชน คงจะเป็นพี่เลี้ยงช่วยน้องชายกำชัยในสนามเขต 

“พท.-ปชป.” ลุ้นยาก

ช่วงหาเสียงก่อนเลือกตั้ง 24 มีนาคม 2562 วราเทพ รัตนากร แกนนำกลุ่มชากังราว ต้องต่อสู้กับกระแส “ทรยศทักษิณ” อย่างหนักหน่วง กว่าจะได้ชัยชนะทั้ง 4 เขต

ส่วนพรรคเพื่อไทย คนแดนไกลมอบให้ “พล.ต.ท.สมศักดิ์ จันทะพิงค์” รองหัวหน้าพรรค จับมือ “พ.ต.ท.บรรยิน ตั้งภากรณ์” แม่ทัพเลือกตั้งภาคเหนือตอนล่าง เป็นผู้จัดทีมผู้สมัครหน้าใหม่ลงแทนคนเก่า

เพื่อไทย หาเสียงเมื่อเลือกตั้งครั้งที่แล้ว

ในการปราศรัยใหญ่ของเพื่อไทยที่ตัวเมืองกำแพงเพชร คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ นำทีมไปหาเสียง ปรากฏว่า มีคนเสื้อแดงชากังราวมาส่งเสียงเชียร์กันล้นหลาม

สุดท้ายผลการเลือกตั้ง ส.ส.เขต 2 ไวพจน์เป็นผู้ชนะ และโกยแต้ม 34,271 คะแนน ทิ้งห่างอดุลรัตน์ แสงประชุม เพื่อไทย 18,626 คะแนน และสุขวิชชาญ มุสิกุล ประชาธิปัตย์ 13,261 คะแนน

ที่น่าสังเกต คะแนนของ ปชป.หายไปเยอะมาก เมื่อเปรียบเทียบปี 2554 เช่นเดียวกับพรรคเพื่อไทย ที่คะแนนหดหายไป ไม่มาตามเสียงเชียร์

คอการเมืองชากังราววิเคราะห์ว่า หาก นพ.ปรีชา มุสิกุล” อดีต ส.ส.กำแพงเพชร จะส่ง สุขวิชชาญ มุสิกุล ลูกชาย ลงสนามอีกหน ก็คงสู้ทายาทไวพจน์ไม่ได้

หมอปรีชา กับลูกชาย

เซียนข้างสนาม กระซิบว่า ตระกูลอาภรณ์รัตน์ยังเป็นต่อ ไม่ว่าเพื่อไทยจะขนดาวสภา ทั้งสอบได้ สอบตกมาหาเสียงเต็มรูปแบบ

หมอปรีชาอยากลงสนามอีก แต่รอฟังมติพรรค ปชป.ก่อน ส่วนอนาคตใหม่ บอกไม่ลงสนาม ปล่อยให้เพื่อไทยลุยล้างตาเอง

เอาเข้าจริง คะแนนเสียงของพรรคสีส้มที่เขต ชากังราว ก็ไม่ได้มากมายอะไร