พัฒนาพลังงานสะอาดเพื่ออนาคต #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/396242?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

พัฒนาพลังงานสะอาดเพื่ออนาคต

31 ตุลาคม 2562 – 08:35 น.
โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์
เปิดอ่าน 564 ครั้ง

พัฒนาพลังงานสะอาดเพื่ออนาคต

คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบและอนุมัติตามที่กระทรวงพลังงานโดยให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ดำเนินโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ทุ่นลอยน้ำร่วมกับโรงไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนสิรินธร จ.อุบลราชธานี ในวงเงินลงทุนรวม 2,265.99 ล้านบาท รวมทั้งให้หน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องสนับสนุนและเร่งรัดการพิจารณาในขั้นตอนของโครงการดังกล่าวเพื่อให้สามารถดำเนินการได้ตามที่กำหนดในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย 2561–2580 ซึ่งโรงไฟฟ้าแห่งนี้สามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าได้เฉลี่ยประมาณ 87.53 ล้านหน่วยต่อปี มีกำหนดจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเดือนธันวาคม 2563 ซึ่งสอดรับกับที่หลายฝ่ายสนับสนุนให้ไทยปรับแผนการใช้พลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิลจำพวกน้ำมันและแก๊สที่ปัจจุบันมีสัดส่วนถึง 80% ให้ลดสัดส่วนลงหันมาสู่พลังงานธรรมชาติที่สะอาดยั่งยืน

อย่างไรก็ดีมีข้อดีและข้อเสียของโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์เท่าที่มีการศึกษาและประเมินพบว่าข้อดีคือเป็นพลังงานที่มีอย่างต่อเนื่องเป็นพลังงานสะอาดที่ไม่ก่อให้เกิดมลภาวะมีการบำรุงรักษาน้อยมากและใช้งานแบบอัตโนมัติได้ง่าย สร้างไฟฟ้าได้ทุกขนาดตั้งแต่เล็กๆ เพื่อใช้กับเครื่องคิดเลขไปจนถึงโรงงานไฟฟ้าขนาดใหญ่ระดับ 100 kW ขึ้นไป ซึ่งไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ก็ใช้เซลล์แสงอาทิตย์ลักษณะพื้นฐานได้เหมือนกัน สำหรับข้อเสียพบว่าเซลล์แสงอาทิตย์มีอายุการใช้งานค่อนข้างน้อยและการสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ต้องใช้เงินลงทุนสูงอีกทั้งปริมาณพลังงานที่ผลิตได้จะไม่คงที่เนื่องจากสภาพอากาศที่ไม่แน่นอนรวมถึงการผลิตไฟฟ้าทำได้เฉพาะตอนกลางวันเนื่องจากต้องใช้แสงจากดวงอาทิตย์ในการผลิตพลังงาน แต่เทคโนโลยีมีความก้าวหน้าตลอดเชื่อว่าจะมีนวัตกรรมเข้ามาหนุนเสริม

หลายประเทศในโลกได้สนับสนุนพลังงานทดแทนจากธรรมชาติ อาทิ โรงไฟฟ้า Noor Abu Dhabi สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เป็นโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ด้วยกำลังการผลิตเกือบ 1,177 เมกะวัตต์ สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการให้แสงสว่างบ้านเรือนซึ่งครอบคลุมความต้องการของประชาชนกว่า 90,000 คน อีกทั้งช่วยลดการลงทุนในก๊าซธรรมชาติเพื่อใช้ในการผลิตไฟฟ้าลงได้ ซึ่งส่งผลทำให้ปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากขั้นตอนการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติลดลงได้ถึง 1 ล้านเมตริกตันต่อปี หรือเทียบเท่ากับการเอารถยนต์ออกจากท้องถนนกว่า 200,000 คัน โดยสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ตั้งเป้าการมีส่วนร่วมในพลังงานสะอาดเป็นสัดส่วน 50% ของพลังงานทั้งหมดในปี 2593 ทำให้เห็นทิศทางประเทศต่างๆ เดินเข้าสู่การใช้พลังงานสะอาด

เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา สำนักงานส่งเสริมการค้าและการพัฒนาแห่งสหรัฐ (ยูเอสทีดีเอ) ซึ่งมีเป้าหมายสนับสนุนการพัฒนาโครงการพื้นฐานสำคัญและการยกระดับความเป็นหุ้นส่วนเชิงพาณิชย์ ตามแนวทางยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิก โดยยูเอสทีดีเอได้นำร่องให้การช่วยเหลือบริษัทผู้ผลิตพลังงานทดแทนในไทยเพื่อสนับสนุนการพัฒนาโรงงานไฟฟ้าแสงอาทิตย์และแผงโซลาร์เซลล์พร้อมระบบกักเก็บพลังงานแบบผสมผสานในพื้นที่ จ.สุพรรณบุรี ซึ่งเอกชนไทยรายนี้เป็น 1 ใน 17 โครงการที่ได้รับคัดเลือกจาก กฟผ. และสำนักงานกำกับพลังงานตามโครงการรับซื้อไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนจากผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดเล็ก จึงเห็นได้ว่าปัจจุบันไทยกำลังก้าวเดินบนถนนพลังงานสะอาด แต่สิ่งจำเป็นคือต้องทำควบคู่กับการส่งเสริมพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อต่อยอดนวัตกรรมเพื่อความมั่งคงไม่ต้องพึ่งพาผู้อื่น

ปรับปรุงสนามบินภูเก็ตต้องทำโดยเร็ว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/396143?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ปรับปรุงสนามบินภูเก็ตต้องทำโดยเร็ว

31 ตุลาคม 2562 – 00:00 น.
เรวัต อารีรอบ,สนามบินภูเก็ต,อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน
เปิดอ่าน 538 ครั้ง

ปรับปรุงสนามบินภูเก็ตต้องทำโดยเร็ว คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

‘ดับเครื่องชน’ ขอสนับสนุน อดีต ส.ส.ภูเก็ต พรรคประชาธิปัตย์ ‘เรวัต อารีรอบ’ ที่ขอให้รัฐมนตรีคมนาคม ‘ศักดิ์สยาม ชิดชอบ’ เพิ่มประสิทธิภาพสนามบินนานาชาติภูเก็ตเพื่อความปลอดภัย

หนังสือที่มีถึงรัฐมนตรีคมนาคมจากอดีตส.ส.ภูเก็ต มีเหตุผลที่ดีมากๆ และต้องทำเป็นแม่แบบหรือ ‘ภูเก็ตโมเดล’ เพื่อต่อไปจะได้ปรับปรุงสนามบินอื่นๆ บ้าง

โดยขอให้เพิ่มประสิทธิภาพของท่าอากาศยานนานาชาติภูเก็ตเพื่อรองรับเที่ยวบินที่เพิ่มขึ้นและเพื่อความปลอดภัยด้านการบินโดยให้ท่าอากาศยานนานาชาติภูเก็ตมีเทคโนโลยีใหม่เป็นระบบ GBAS (Ground-Based Augmentation System)

เป็นการเสริมสมรรถนะประสิทธิภาพความถูกต้องและความน่าเชื่อถือในการลงจอดของเครื่องบินซึ่งจะลดความสูญเสียด้านเศรษฐกิจและสร้างความปลอดภัยให้แก่นักท่องเที่ยว อีกทั้งยังทำให้เกิดภาพลักษณ์ที่ดีแก่ประเทศ

ภูเก็ตเป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลก ดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาตินับหลายล้านคนต่อปี สร้างรายได้มหาศาล สร้างงานสร้างอาชีพให้คนท้องถิ่นจำนวนมาก แต่ปรากฏว่าท่าอากาศยานนานาชาติภูเก็ตไม่สามารถรองรับเที่ยวบินได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งในด้านจำนวนเครื่องบินที่ลงจอดโดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว เพราะระบบนำร่องในสนามบินเป็นระบบเก่า ILS (Instrument Landing System) ไม่สามารถวางเส้นทางนำร่องให้ตรงกลางรันเวย์ทำให้ระยะต่ำสุดในการลงสนามบินสูงกว่าปกติเป็นเหตุให้เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง

ภูเก็ตเป็นเกาะมีสภาพแปรปรวนทางอากาศจึงเกิดวิทัศนวิสัยเลวร้ายมองไม่เห็นสนามบินเป็นประจำ ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยนักท่องเที่ยว ส่งผลเสียต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและรายได้ของประเทศและเมืองภูเก็ต

อาจจะมีศัพท์เทคนิคอยู่บ้างแต่เพื่อความปลอดภัยจึงแจ้งมาและขอให้พิจารณาปรับปรุงสนามบินนานาชาติภูเก็ต

นี่ไม่ใช่ผลประโยชน์หรือผลดีต่อชาวภูเก็ตเท่านั้นแต่เป็นของคนไทยด้วย
อ๊อด เทอร์โบ


 รฟท.ทำไมขาดทุน
จดหมายจากคุณ ‘วิภาพร’ กทม. บางทีอ่านแล้วอาจจะหายข้องใจว่าทำไม รฟท.จึงขาดทุนเพราะระบบการทำงานนั่นเอง

รฟท.ต้องหันมามองตัวเองและทำงานร่วมกับหน่วยงานอื่นให้ได้โดยไม่ต้องรถไฟความเร็วสูงเพราะยังใช้เวลาอีกหลายปี
อ๊อด เทอร์โบ


 จองตั๋วรฟท.มีปัญหา
 ต้องปรับปรุงด่วน

ขอให้ปรับปรุงการทำงานของรฟท. รถไฟท่องเที่ยว ขอจองตั๋วล่วงหน้าโปรแกรมรถไฟลอยน้ำเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ให้เพื่อนต่างชาติ 3 ปีไม่ได้เลย เจ้าหน้าที่ 1690 แจ้งตั๋วเต็มตลอด เป็นไปได้อย่างไร

ขบวนนี้มีตู้ปรับอากาศ 3 ตู้ พัดลม 10 ตู้ รวม 13 ตู้ เจเาหน้าที่ 1690 แจ้งว่าการเดินทาง 18 มกราคม 2563 เต็ม พรุ่งนี้เปิดจองของการเดินทาง 19 มกราคม เริ่มเปิดเวลา 08.30 น. (โดยเปิดจองเป็นวันๆ ไป) 21 ตุลาคม 2562 โทรเข้าไปขอจองเวลา 08.45 น. เจเาหน้าที่ 1690 แจ้งว่าตั๋วเต็มหมดแล้ว เจเาหน้าที่แจ้งว่าเปิดให้จองทุกสถานี บางสถานีก็จองไม่ได้ด้วยระบบคอมพิวเตอร์ไม่อัพเดท ล่าช้า

ตั๋วเต็มทุกตู้แล้วจะบอกว่ารถไฟขาดทุนได้อย่างไร อีกอย่างรัฐบาลพยายามโปรโมททุกวิถีทางให้คนท่องเที่ยวมากขึ้น เมืองหลัก เมืองรอง แต่ทำไมรถไฟท่องเที่ยวไม่เปิด ไม่ขยาย สวนกระแสมาก ขอให้มีความชัดเจนด้วย
วิภาพร (กทม.)


 ของแก้บนหาย
 ที่วัดหลวงพ่อโสธร
(ผ่านไปยังกรรมการวัดทุกท่าน)

เมืองแปดริ้วมีหลวงพ่อพระพุทธโสธรเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ มีประชาชนมากราบไหว้ขอพรท่านมาก ขออะไรจากท่านมักจะได้สมความปรารถนา เมื่อได้แล้วก็จะมาแก้บนท่านด้วยไข่ต้ม

นำไข่ต้มมาแก้บน วางตะกร้าไข่ไว้ที่ทางวัดจัดที่ไว้ให้แล้วไปไหว้หลวงพ่อองค์จริงที่พระอุโบสถ กลับมาที่วิหารจะลาไข่ต้มกลับบ้านเพื่อเอาไปแจกลูกหลานได้รับประทานเพราะเป็นของมงคล ปรากฏว่าตะกร้าไข่หายไปแล้ว

แปลกใจว่าในวิหารหลวงพ่อมีการลักขโมยไข่ด้วยหรือ ได้พูดคุยกับคนที่นั่งใกล้ๆ กันเขาบอกว่าไม่เฉพาะไข่ต้มที่หาย บางครั้งมีคนเอาผลไม้ใส่ถาดมาถวายหลวงพ่อ ผลไม้หายไปทั้งถาด เป็นไปได้ ขอเตือนมาให้ระวัง
บุญเสริม (เมืองชล)


กมธ.อำนาจล้นฟ้าเรียกแล้วต้องมา…จริงหรือ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/396051?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

กมธ.อำนาจล้นฟ้าเรียกแล้วต้องมา…จริงหรือ

30 ตุลาคม 2562 – 12:40 น.
กมธ,ล่าความจริงพิกัดข่าว,ถวายสัตย์ไม่ครบ,พลตอเสรีพิศุทธ์ เตมียเวส,พลออภิรัชต์ คงสมพงษ์,สภาผู้แทนราษฎร
เปิดอ่าน 2,564 ครั้ง

กมธ.อำนาจล้นฟ้าเรียกแล้วต้องมา…จริงหรือ คอลัมน์… ล่าความจริง..พิกัดข่าว โดย… ปกรณ์ พึ่งเนตร

กลายเป็นประเด็นถกเถียงกันวุ่นวายเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมาธิการสามัญของสภาผู้แทนราษฎร (กมธ.) ว่ามีอำนาจขนาดไหนในการเรียกบุคคลเข้าชี้แจง การเรียกมีข้อจำกัดหรือข้อควรพิจารณาอะไรบ้างหรือไม่ หรือว่าสามารถใช้อำนาจในฐานะ “ฝ่ายนิติบัญญัติ-ตัวแทนประชาชน” เรียกใครมาชี้แจงก็ได้ ตามแต่ที่ กมธ.ต้องการหรือพึงพอใจ

เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นขึ้นมาเพราะ กมธ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริต สภาผู้แทนราษฎร หรือที่เรียกง่ายๆ ว่า “กมธ.ป.ป.ช.” ที่มี พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส เป็นประธาน มีมติให้เรียก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เข้าชี้แจงประเด็นการถวายสัตย์ไม่ครบ
หนำซ้ำ “พี่เต้ พระราม 7” แห่ง กมธ.ทหาร ยังบอกว่าจะเรียกผู้บัญชาการเหล่าทัพเข้าชี้แจงงบจัดซื้ออาวุธด้วย ทั้งๆ ที่ พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผบ.ทบ. ก็เพิ่งเข้าชี้แจงต่อ กมธ.ความมั่นคงแห่งรัฐไปเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา

หนักกว่านั้นคือนักการเมืองระดับหัวหน้าพรรคบางคนถึงกับประกาศว่าจะใช้อำนาจของกมธ.เล่นงานนายกฯ และรัฐมนตรีบางคนให้พ้นจากตำแหน่งให้ได้ ทำให้เกิดคำถามว่าคณะกรรมาธิการสามัญของสภา มีอำนาจมากล้นขนาดนั้นจริงหรือ

ล่าสุด “ประธานชวน” ชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ก็ได้ออกมาปรามนิ่มๆ ตามสไตล์ไปแล้ว โดยเน้นย้ำให้ กมธ.ทำงานตามอำนาจหน้าที่ที่กฎหมายกำหนด และควรให้เกียรติคนที่เชิญหรือเรียกมาด้วย

พลิกดูรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันมาตรา 129 บัญญัติเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมาธิการสามัญประจำสภาผู้แทนราษฎร สรุปก็คือสามารถเรียกบุคคลผู้เป็นสมาชิกและไม่เป็นสมาชิก (หมายถึงส.ส.และคนนอก) เข้าชี้แจงได้ แต่ต้องเป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่ต้องขีดเส้นใต้คือ

“พิจารณาสอบหาข้อเท็จจริงหรือศึกษาเรื่องใดๆ และรายงานให้สภาทราบตามระยะเวลากำหนด และต้องเป็นเรื่องที่อยู่ในหน้าที่และอํานาจของสภา และของคณะกรรมาธิการชุดนั้นๆ ตามที่ระบุไว้ในเหตุผลของการตั้งคณะกรรมาธิการด้วย” อีกทั้งต้องไม่เป็นเรื่องซ้ำซ้อนกันกับคณะกรรมาธิการชุดอื่น

นอกจากนี้ กมธ.ยังมีอํานาจเรียกเอกสารจากบุคคลใด หรือเรียกบุคคลใดมาแถลงข้อเท็จจริง หรือแสดงความเห็นในกิจการที่กระทํา หรือในเรื่องที่พิจารณาสอบหาข้อเท็จจริงหรือศึกษาอยู่นั้นได้ ยกเว้นแค่ผู้พิพากษากับกรรมการองค์กรอิสระ

ทั้งยังกำหนดให้เป็นหน้าที่ของรัฐมนตรีที่รับผิดชอบในกิจการที่ กมธ.สอบหาข้อเท็จจริงหรือศึกษา ที่จะต้องสั่งการให้เจ้าหน้าที่ของรัฐในสังกัดหรือในกํากับเพื่อให้ข้อเท็จจริง ส่งเอกสาร หรือแสดงความเห็นตามที่ กมธ.เรียก

อ่านดูแล้วก็ถือว่าคณะกรรมาธิการมีอำนาจมากจริงๆ แต่ก็มีกรอบการทำงาน ไม่ใช่ใช้อำนาจโดยไร้ขอบเขต คือต้องตั้งเรื่องที่ตนจะศึกษาเสียก่อน ซึ่งเรื่องที่จะตั้งต้องสอดคล้องกับอำนาจหน้าที่ จากนั้นถึงจะเชิญบุคคล หรือเรียกเอกสารจากแหล่งต่างๆ ได้

แต่ที่สำคัญที่สุดก็คือบทบัญญัติตามมาตรา 129 ไม่ถึงกับมีสภาพบังคับ ซึ่งแตกต่างจากรัฐธรรมนูญปี 50 ที่มีสภาพบังคับ และยังมีการออกกฎหมายที่มีสภาพบังคับตามมาด้วย

ปัญหาจึงอยู่ตรงนี้ เมื่อย้อนกลับไปดูเนื้อหาตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกคำสั่งเรียกของคณะกรรมาธิการสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา พ.ศ. 2554 มาตรา 8 หรือเรียกง่ายๆ ว่า “พ.ร.บ.คำสั่งเรียกฯ” ซึ่งออกในช่วงที่บังคับใช้รัฐธรรมนูญฉบับปี 50 กำหนดให้บุคคลที่ได้รับหนังสือขอให้ส่งเอกสาร หรือเชิญมาแถลงข้อเท็จจริง หรือแสดงความเห็นกับ กมธ. หากไม่ยอมจัดส่งเอกสารหรือไม่มาแถลงข้อเท็จจริงหรือแสดงความเห็นให้ กมธ.ออกคําสั่งเรียกเอกสารจากบุคคลนั้น หรือเรียกบุคคลนั้นมาแถลงข้อเท็จจริงหรือแสดงความเห็นด้วยตนเองต่อ กมธ. โดยอาจขอให้บุคคลนั้นนําเอกสาร หรือวัตถุที่เกี่ยวข้องมาประกอบการพิจารณาด้วยก็ได้

ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามจะมีโทษตามมาตรา 13 คือต้องระวางโทษจําคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับไม่เกิน 5,000 บาท หรือทั้งจําทั้งปรับ และถ้าผู้กระทําความผิดตามวรรคหนึ่งเป็นข้าราชการ พนักงาน หรือลูกจ้างของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิ่น ให้ถือว่าเป็นความผิดทางวินัยด้วย

คำถามก็คือ รัฐธรรมนูญเปลี่ยนแล้ว แต่กฎหมายเก่ายังอยู่ และไม่ใช่กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ จึงไม่ได้เลิกไปพร้อมรัฐธรรมนูญเก่า ทำให้เกิดปัญหาว่าตกลง กมธ.ยังมีอำนาจเรียกบุคคลเข้าชี้แจง และคำสั่งเรียกนั้นมีสภาพบังคับตามกฎหมาย ใครฝ่าฝืนมีโทษจำคุกอยู่หรือไม่ ถ้ายังมีอำนาจนั้นอยู่ต้องบอกว่า รัฐบาลและผู้นำทางทหาร…เหนื่อยแน่

แต่ก็ยังมีสุ้มเสียงจากอีกด้านเตือนว่า แม้จะยังมี พ.ร.บ.คำสั่งเรียกฯ ให้อำนาจและระบุบทลงโทษ แต่หาก กมธ.เรียกโดยไม่มีอำนาจ เรียกในเรื่องที่ไม่ได้อยู่ในอำนาจ หรือไม่ได้ตั้งเรื่องศึกษา หรือข้ามขั้นตอน ก็มีสิทธิ์โดนฟ้องกลับ ดำเนินคดีกลับตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 เช่นเดียวกัน

แก๊ง สนนท. “เอก ต๋อม ติ่ง” โปลิตบูโร “อนค.” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/396038?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

แก๊ง สนนท. “เอก ต๋อม ติ่ง” โปลิตบูโร “อนค.”

30 ตุลาคม 2562 – 11:25 น.
รายงานพิเศษ,ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก,เจาะประเด็นร้อน,พรรคอนาคตใหม่,ส้มหวาน
เปิดอ่าน 2,067 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 30 ต.ค.62

***********************************

เอฟซีส้มหวานคงไม่ปลื้ม สำหรับบทวิพากษ์พรรคอนาคตใหม่ของ ชาญวิทย์ ใจสว่าง อดีตผู้สมัคร ส.ส.ชุมพร เขต 1 ที่เผยแพร่ทางเฟซบุ๊ก Chanwit Jaisawang มาสองตอนแล้ว

“ชาญวิทย์” พยายามขยายปม “ระบบอุปถัมภ์” ในอนค. ที่มีการแยกชั้นวรรณะอย่างจริงจัง “…ชนชั้นสูงถูกยกขึ้นสูงสุด ไขว่คว้าไม่ถึง โดยมีชนชั้น 2 ห้อมล้อม เป็นประภาคาร คอยสกัดกีดกันชนชั้น 3 ไม่ให้เฉียดเข้าไปใกล้โดยเด็ดขาด ชนชั้นสูงสุดนี่ล่ะที่เรียกว่า “มติพรรค” เสมอมา กินความแค่คน 5 คน ทอน บุต ช่อ และ 2 ตอ..”

“ทอน บุต ช่อ” คนทั่วไปรู้จักดี แต่ “2 ตอ” หากไม่ใช่คนวงในจริงๆ จะไม่รู้เลย ซึ่งได้มีการเฉลยแล้วคือ “ต๋อม” ชัยธวัช ตุลาธน รองเลขาธิการพรรค และ “ติ่ง” ศรายุทธ ใจหลัก ผู้อำนวยการพรรค

ทั้ง เอก ธนาธร”ต๋อม ธวัชชัย” และ ติ่ง ศรายุทธ” เป็นเพื่อนร่วมอุดมการณ์ เคยทำกิจกรรมภาคประชาชนในฐานะแกนนำ สนนท. ยุค 2540

สนนท.” มรดกซ้ายไทย

หลังเหตุการณ์วันที่ 6 ตุลาคม 2519 ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (ศนท.) ได้ยุติการเคลื่อนไหวทางการเมืองของขบวนการนักศึกษาไทยลงอย่างสิ้นเชิง ยกเว้นการเคลื่อนไหวใต้ดินและการต่อสู้ในเขตป่าเขา

สนนท. ยุครุ่งเรือง

ปี 2527 ตัวแทนองค์การนักศึกษาหรือสโมสรนักศึกษาหลายสถาบัน ได้ร่วมกันก่อตั้ง “สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย” (สนนท.) โดยบทบาททางการเมืองของสนนท. ในช่วงรัฐบาลเปรม คือการรณรงค์ให้ระบอบประชาธิปไตยครึ่งใบ มีความเป็นประชาธิปไตยเต็มใบ

หลังรัฐประหาร 2534 สนนท. สมัยที่มี ปริญญา เทวานฤมิตรกุล เป็นเลขาธิการ ได้เคลื่อนไหวต่อต้านการสืบทอดอำนาจของ รสช. ร่วมกับคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์เดือนพฤษภาคม 2535

อันเป็นที่มาของคำว่า “คนเดือนพฤษภา” ล้อไปกับ “คนเดือนตุลา” ซึ่งวันนี้คนรุ่นนั้นของ สนนท. ก็แยกออกเป็น ขั้ว สี

สามสหาย “เด็กวิดวะ”

บทบาททางการเมืองของสนนท. ภายหลังเหตุการณ์เดือนพฤษภาคม 2535 จะให้การสนับสนุนการเคลื่อนไหวเรียกร้องสิทธิในประเด็นปัญหาต่างๆ ของขบวนการประชาชนชาวบ้าน เช่นสมัชชาเกษตรกรรายย่อยภาคอีสาน สมัชชาคนจน ฯลฯ 

นัยว่า สนนท.ยังคงแสดงบทบาทการเมืองระดับชาติอยู่ต่อไปแต่ก็ให้ความสำคัญในประเด็นปัญหาของการเมืองภาคประชาชนรากหญ้า

แกนนำระดับผู้นำความคิด หรือโปลิตบูโรของพรรคอนาคตใหม่ อย่าง “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ”, “ชัยธวัช ตุลาธน” และ “ศรายุทธ ใจหลัก” ได้เข้าสู่องค์กรนำขบวนนักศึกษาไทยคือ สนนท. ตั้งแต่ปี 2541

ต๋อม เอก ติ่ง สมัยทำกิจกรรมนอกสถาบัน ในนาม สนนท.

บังเอิญพวกเขาเป็น “เด็กวิดวะ” แต่คนละสถาบัน “เอก ธนาธร” ศึกษาอยู่ในคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ต๋อม ชัยธวัช

ส่วน “ต๋อม ชัยธวัช” ศึกษาที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ และ “ติ่ง ศรายุทธ” เรียนอยู่ที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

ติ่ง ศรายุทธ

ไม่แปลกหรอกที่พวกเขาจะถูกมองว่าเป็น “ชนชั้นนำ” ของพรรค เพราะมีความผูกพัน เป็นสหายร่วมอุดมการณ์กันมายาวนาน

กรมการเมือง อนค.

ความเป็นนักกิจกรรมนอกสถาบันของ 3 สหายขับเคลื่อนไปในนาม “สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศ ไทย” (สนนท.)

“ต๋อม ชัยธวัช” เป็นเลขาธิการ สนนท. ปี 2541 มีบุคลิกเป็นนักคิด นักทฤษฎี นักวางแผน จึงมีตำแหน่งรองเลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ ทำงานเคียงคู่กับปิยบุตร

เอกกับติ่ง ก่อสร้างพรรคอนาคตใหม่

ติ่ง ศรายุทธ์” เป็นเลขาธิการ สนนท. ปี 2543 และ “เอก ธนาธร” รองเลขาธิการ สนนท.ปีเดียวกัน สองคนนี้มีบุคลิกต่างกัน “ติ่ง” สายบู๊ ขาลุย จึงเหมาะกับผู้อำนวยการพรรค

ส่วน “เอก” มีความเป็นผู้นำสูง ตอนที่เริ่มก่อร่างสร้างพรรคอนาคตใหม่ มีการจัดทำประวัติธนาธร หัวหน้าพรรค โดยผู้จัดทำหนังสือได้มาสัมภาษณ์ “ติ่ง ศรายุทธ์” และขอให้เขาให้นิยามความเป็นธนาธร

“..ตอบยาก แต่ผมรู้ว่าในรอบ 100 ปี บางทีเราจะมีคนแบบธนาธรแค่คนเดียวเท่านั้น ถ้าจะเปลี่ยนประเทศไทยให้ได้ เอก คือความเป็นไปได้นั้น”

ขอย้ำ “ถ้าจะเปลี่ยนประเทศไทยให้ได้” ต้อง “เอก ธนาธร” เท่านั้น

แท็กติกแชร์ลูกโซ่ครั้งแรกได้เงิน..ครั้งต่อไปโดนโกง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/396069?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

แท็กติกแชร์ลูกโซ่ครั้งแรกได้เงิน..ครั้งต่อไปโดนโกง

30 ตุลาคม 2562 – 10:38 น.
สายตรวจระวังภัย,แชร์ลูกโซ่
เปิดอ่าน 577 ครั้ง

แท็กติกแชร์ลูกโซ่ครั้งแรกได้เงิน..ครั้งต่อไปโดนโกง คอลัมน์…  สายตรวจระวังภัย   โดย….  ทีมข่าวอาชญากรรม

คดีฉ้อโกงลักษณะแชร์ลูกโซ่เกิดขึ้นในสังคมไทยมาแล้วยาวนาน และปรากฏเป็นข่าวมีผู้เสียหายตกเป็นเหยื่ออย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน โดยเฉพาะตอนนี้ที่กำลังเป็นข่าวครึกโครมในคดี “เงินออมแม่มณี” หรือ “แชร์แม่มณี” แม้ที่ผ่านมาหน่วยงานหรือองค์กรที่เกี่ยวข้องจะออกมาแจ้งเตือนให้ระมัดระวัง แต่ด้วยสังคมปัจจุบันมีช่องทางโซเชียลมีเดียให้เข้าถึงแบบออนไลน์ได้อย่างง่ายดาย จึงเป็นเหตุให้มีเหยื่อและมูลค่าความเสียหายมากกว่าอดีต

ถ้าพูดถึงแชร์ลูกโซ่ในเมืองไทยต้องย้อนไปถึงคดีดังในปี พ.ศ.2528 “แชร์แม่ชม้อย” ซึ่งมีตัวการใหญ่คือ นางชม้อย ทิพย์โส ได้คิดค้นวิธีการหลอกลวงประชาชนขึ้นด้วยการอ้างว่า ดำเนินกิจการค้าน้ำมันทั้งในและนอกประเทศ โดยจัดตั้งบริษัทค้าน้ำมันชื่อ บริษัท ปิโตเลียม แอนด์ มารีน เซอร์วิส จำกัด ทำการค้าน้ำมันทุกชนิด มีเรือเดินทะเลสำหรับขนส่งน้ำมันทั้งในและนอกประเทศ จากนั้นชักชวนประชาชนให้มาเล่นแชร์น้ำมัน โดยวิธีการรับกู้ยืมเงินจากประชาชนและให้ผลประโยชน์ตอบแทนสูงเป็นรายเดือน จากนั้นกำหนดวิธีการรับกู้ยืมเงินเป็นคันรถบรรทุกน้ำมันคันรถละ 160,500 บาท ให้ผลตอบแทนเดือนละ 12,000 บาท หรือร้อยละ 6.5 ต่อเดือน หรือร้อยละ 78 ต่อปี และในเดือนธันวาคมของทุกปีจะหักเงินไว้ร้อยละ 4 ของผลประโยชน์ที่ได้รับในรอบปี เพื่อเก็บภาษีการค้าและหักค่าเด็กปั๊มไว้อีกเดือนละ 100 บาท ตามจำนวนเดือนที่นำเงินมาให้กู้ยืม ซึ่งจะออกหลักฐานไว้ให้เป็นสัญญากู้ยืมเงินตามแบบที่มีขายอยู่ทั่วไปในท้องตลาด หรือบางรายจะออกหลักฐานให้เป็นเช็ค โดยผู้ให้กู้ยืมสามารถเรียกคืนเงินต้นเมื่อใดก็ได้ และจะกลับมาให้กู้ยืมอีกก็ได้ในเงื่อนไขเดิม

ถ้ามีผู้นำเงินมาลงทุนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพียงร้อยละ 5-6 เท่านั้น ก็จะสามารถหมุนเวียนจ่ายเป็นดอกเบี้ยได้ตลอดไปแต่ถ้าไม่มีผู้นำเงินมาลงทุนเพิ่มก็จะจ่ายดอกเบี้ยได้ในระยะแรกเท่านั้นในที่สุดเงินต้นที่สะสมไว้จะหมดและไม่สามารถคืนเงินต้นให้ประชาชนได้ในที่สุด ซึ่งคดีนี้มีผู้เสียหายหรือเหยื่อหลงเชื่อเกิน 1.6 หมื่นราย รวมเป็นเงินมูลค่ามหาศาลหลายพันล้านบาท กระทั่งถูกศาลอาญาพิพากษาตัดสินเมื่อปี พ.ศ.2532 ในความผิดฐานฉ้อโกงหลายกระทง ติดคุกคนละ 154,005 ปี และให้ร่วมกันคืนเงินกู้ยืมที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนหลายร้อยล้านบาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ทว่าเมื่อรวมโทษทุกกระทงคงจำคุกทั้งสิ้นคนละ 20 ปี เนื่องจากประมวลกฎหมายอาญาให้จำคุกไม่เกิน 20 ปี ซึ่ง นางชม้อย จำคุกอยู่ในเรือนจำเพียง 7 ปี 11 เดือน 5 วัน เพราะได้รับการลดลงโทษ 2 ครั้ง และพ้นโทษเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2536

อย่างที่บอกในข้างต้นว่าคดีฉ้อโกงลักษณะแชร์ลูกโซ่เกิดขึ้นมานาน และมีให้เห็นเรื่อยมาจนถึงทุกวันนี้ นี่จึงเป็นปรากฏการณ์แชร์ลูกโซ่ “แม่ชม้อย” จากอดีต สู่ “แชร์แม่มณี” ในปัจจุบัน ดังนั้นแชร์ลูกโซ่ถือเป็น “กลโกงในตำนาน” มี “แท็กติก”ง่ายๆ ไม่ซับซ้อน ลงทุนครั้งแรกได้เงิน แต่เมื่อย่ามใจลงทุนเพิ่มครั้งต่อไปโดนโกง! ซึ่งในปัจจุบันกลุ่มมิจฉาชีพ ยังได้พยายามหลอกล่อเหยื่อหลากหลายวิธีด้วยการสร้างแผนธุรกิจมายั่วยวนใจ ลงทุนง่าย ได้เงินเยอะ ได้ผลกำไรที่สูงเกินจริง แต่อย่างไรก็ตาม กลโกง หรือหลักการของแชร์ลูกโซ่ไม่เคยเปลี่ยนแปลง

ในเมื่อมิจฉาชีพมีแท็กติกหลอกล่อก็ต้องมีเทคนิครับมือ ล่าสุด กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) ได้ออกมาเตือนประชาชนอีกครั้งผ่านเพจเฟซบุ๊ก “กองปราบปราม” ซึ่งนำเสนอ 4 ข้อสังเกตของการลงทุนที่เสี่ยงจะเป็นแชร์ลูกโซ่ คือ 1.การันตีผลตอบแทนสูงหรือกำไรที่ฟังดูแล้วเป็นไปไม่ได้ มีการรับประกันผลตอบแทนว่าได้เงินเท่าไร 2.สัญญาจะให้ผลตอบแทนมากขึ้น ถ้าชวนคนอื่นมาลงทุนด้วย 3.เร่งรัดให้ตัดสินใจลงทุน แต่ไม่มีหนังสือชี้ชวน หรือมีแต่ไม่ชัดเจน ไม่มีหน่วยงานรองรับ และ 4.ให้ข้อมูลเฉพาะด้านดีของโปรเจกท์ อ้างอิงความสำเร็จของการลงทุนของคนก่อนหน้า

จำไว้ให้ขึ้นใจถ้าไม่อยากเป็นเหยื่อรายต่อไป ก่อนลงทุนอะไรควรตรวจสอบให้แน่ชัดว่ามีธุรกิจนั้นอยู่จริงหรือไม่ ที่สำคัญพึงระลึกไว้เสมอว่าการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงเกินจริงในเวลาอันสั้นมักไม่มีอยู่จริง..!!

จังหวะการเมืองร้อนแรงฤา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/396055?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

จังหวะการเมืองร้อนแรงฤา

30 ตุลาคม 2562 – 10:20 น.
งูเห่าสีส้ม
เปิดอ่าน 763 ครั้ง

จังหวะการเมืองร้อนแรงฤา คอลัมน์…  จี้จุดตาย..คลายจุดเป็นโดย… เร้นกาย ไร้เงา

การเมืองวันนี้คล้ายว่าความร้อนแรงที่ฝ่ายค้านระบุว่าเปิดประชุมสภาผู้แทนฯ เมื่อใด วาระแก้รัฐธรรมนูญ การติดตามการยกเลิกคำสั่งและประกาศ คสช. ที่ใช้บังคับอยู่ในตอนนี้ การทำงานของครม.ที่ไม่เวิร์กโดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ การอภิปรายไม่ไว้วางใจ ครม.ในช่วงเดือนธันวาคม รวมทั้งการทำงานของกมธ.วิสามัญงบประมาณ

ตรงนี้แกนนำฝ่ายค้านเปรยทำนองว่าจะใช้พื้นที่และเวลาช่วงนี้ขยี้เรือเหล็กให้รั่ว..ตามแรงไฟที่ฝ่ายค้านพยายามโหม?

แต่เอาจริงๆ แล้วคล้ายว่า “คนบนเรือเหล็ก” จะไม่ยี่หระเท่าใดนักกับความร้อนที่ฝ่ายค้านกระพือแรงไฟ เพราะมองแล้วสถานการณ์ยังไม่สุกงอมเท่าใดที่จะปั่นกระแสไล่ลุงตู่ให้ร่วงเก้าอี้…แม้วันนี้หลายปัญหากำลังซัดใส่ก็ตาม

เมื่อมองลึกลงไปก็จะเห็นว่าลุงตู่ยังประคองเกมไว้ได้เรื่อยๆ แม้จะไม่หวือหวา และเอาจริงๆ แล้วฝ่ายค้านก็ยังไม่พร้อมที่จะลุยเลือกตั้งใหม่

รวมทั้งเอกภาพของพรรคอันดับสามการเมืองไทยวันนี้ก็ใช่ว่าจะฮือฮาเหมือนวันวาน และยิ่งชัดเรื่องความขัดแย้งภายในจนกระแสงูเห่าที่พร้อมแตกรังจากขั้วฝ่ายค้านที่ผสมปนเปไปหมด

ยามอันใกล้…“งูเห่าสีส้ม” น่าจะง่ายต่อการทาบทาม เพราะอนาคตใหม่วันนี้มีแรงกระเพื่อมภายในที่คนภายนอกจับจังหวะได้ชัด รวมทั้งยี่สิบกว่าคดีที่ต้องเผชิญนั้น มันต้องลุ้นรายวันว่า จะรอดหรือร่วง…

ส่วนพรรคเพื่อไทยก็ยังไม่มีอะไรที่โดนใจและฝากผีฝากไข้ได้ เพราะแต่ละวันแทบไม่เปิดประเด็นเด็ดๆ ออกมา มีเพียงเกาะกระแสรายวันตีหัวแล้วเข้าบ้าน และพรรคอื่นๆ ในฝ่ายค้านก็ยังไม่มีหลักฐานไว้ทุบเรือเหล็ก

หากสภาวะเป็นแบบนี้ในคิมหันต์ฤดู ไฟการเมืองที่ฝ่านค้านพยายามจุดให้ติดเพื่อเผาเรือเหล็กให้รั่วนั้น ถ้ามันกระพือไม่ติดเพราะไร้แรงลมและเชื้อไฟ ระวังไว้ด้วยในขั้นหนึ่งว่าอาจจะโดนกระแสตีกลับเข้าไปยังมือของผู้ถือคบเพลิง

เพราะแว่วว่าการแอบประสานทางใต้ดินกับส.ส.ฝ่ายค้านจากคีย์แมนของเรือเหล็กบางคนเริ่มขยับแล้ว เพื่อสร้างตำนานงูเห่าภาคสาม เพราะจับยามสามตาแล้วสองพรรคบนถนนเพชรบุรีตัดใหม่น่าจะเหนื่อยในการขยับอาวุธสู้สิ่งยวนใจผู้แทนฯ ฝ่ายค้าน

งานนี้หากใครบางคนจากเรือเหล็กดำเนินการสัมฤทธิผล “ลุงตู่” อาจนั่งยิ้มน้อยๆ ในคิมหันต์ฤดูกับเกมการเมืองที่ส่อแววพลิกขั้วในกาลอันใกล้!

บิ๊กตู่ กลับถิ่น ตท. ระบายความในใจ ไม่ทำสถาบันเสื่อมเสีย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/413041?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=politic

บิ๊กตู่ กลับถิ่น ตท. ระบายความในใจ ไม่ทำสถาบันเสื่อมเสีย

27 มกราคม 2563 – 13:23 น.
บิ๊กตู่,นายกฯ,กลับถิ่น ตท,คสชแก้สารพัดปัญหา,ประเทศ,ข่าววันนี้,สถาบันเตรียมทหาร
เปิดอ่าน 28 ครั้ง

“บิ๊กตู่” กลับถิ่น ตท. ท่ามกลางบรรยากาศอบอุ่น ระบายความในใจกลางเวทีแก้สารพัดปัญหาประเทศ ฝุ่น-หวัด-น้ำ-งบฯ ย้ำทุกเรื่องต้องใช้เวลา ยึดโยงประชาชน อยู่ในกรอบกฎหมาย

ที่โรงเรียนเตรียมทหาร จ.นครนายก เมื่อวันที่ 27 ม.ค.2563 พล.อ.ประยุทธ์จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม เป็นประธานงานเกียรติยศจักรดาว ปี 2563 พร้อมด้วย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ นอกจากนั้นยังมีผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการเหล่าทัพ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ร่วมงานด้วย

โดย พล.อ.ประยุทธ์ รับความเคารพจากกองทหารเกียรติยศ วางพานพุ่มสักการะ พระบรมราชานุสาวรีย์รัชกาลที่ 5 พร้อมกับกล่าวนำคำปฏิญาณศิษย์เก่าว่า “ข้าพระพุทธเจ้าจะรักษามรดกของพระองค์ท่านไว้ด้วยชีวิต” 3 ครั้ง จากนั้นได้วางพวงมาลาอนุสรณ์สถานโรงเรียนเตรียมทหาร และเดินทักทายรุ่นพี่ที่ตั้งแถวกลางสนาม

หลังจากนั้นได้มีพิธีแสดงมุทิตาจิต อดีตผู้บังคับบัญชาและครูอาจารย์ พร้อมมอบรางวัลเกียรติยศจักรดาวสดุดี ให้กับศิษย์เก่าเตรียมทหารที่ได้เสียสละชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ราชการ ได้แก่ น.ต.ณฤพล เลิศกุศล ครูการบิน แอล-39 ที่เสียสละชีวิตตนเองให้ลูกศิษย์รอด โดยให้ลูกศิษย์ดีดตัวออกก่อน ส่วนตนเองบังคับเครื่องจนถึงวินาทีสุดท้าย เพื่อไม่ให้ตกในพื้นที่ชุมชนบ้านเรือนประชาชน โดยมารดาเป็นผู้รับแทน

ทั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ยังได้มอบรางวัลเกียรติยศจักรดาวโดยตำแหน่ง ให้แก่ พล.อ.อ.มานัต วงษ์วาทย์ ผู้บัญชาการทหารอากาศ(ผบ.ทอ.) พล.อ.สมศักดิ์ รุ่งสิตา เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.)นอกจากนั้นยังได้มอบรางวัลเกียรติยศจักรดาวที่ได้รับการคัดสรร ให้แก่ พล.ต.เศรษฐพล เกตุเต็ม ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 34 (ผบ.มทบ.34) ที่เคยนำกำลังไปปราบขบวนการยาเสพติดที่ จ.น่าน เมื่อวันที่ 21 เม.ย.59 แล้วถูกลอบยิงรวม 20 นัดแต่รอดมาได้ราวปาฏิหาริย์ พล.อ.วิชัย แชจอหอ นักรบเหรียญรามา อดีตรองปลัดกลาโหม ที่เพิ่งเกษียณไปเมื่อ ต.ค.ที่ผ่านมา รวมถึง น.อ.ดร.นิรัตน์ ทากุดเรือ อดีตผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ผบ.ฉก.นย.จชต.) และ พ.อ.คมกฤช รัตนฉายา ผู้บัญชาการกองกำลังทหารพรานจังหวัดชายแดนใต้ บุตรชาย พล.อ.กิตติ รัตนฉายา อดีตแม่ทัพภาคที่ 4
รวมถึง พล.ร.ต.วิทยา ละออจันทร์ ได้รับรางวัลสาขาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม น.อ.เสวียง เถื่อนบุญ ได้รับรางวัลสาขาการวิจัย พล.อ.นพดล โชติศิริ อดีตเจ้ากรมแผนที่ทหาร มีบทบาทในการต่อสู้คดีเขาพระวิหารในศาลโลกได้รับรางวัลสาขาบริหารการปกครองและเสริมสร้างความมั่นคงของชาติ พล.อ.ศิริพงษ์ วงศ์ขันตี ผู้อำนวยการองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก (อผศ.) ได้รับรางวัลสาขา การพัฒนาสังคม

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า อาจารย์หลายท่านอายุมากขึ้น ไม่แข็งแรงแต่มาร่วมงานกันได้ทุกปี ขอให้ทุกคนรำลึกถึงครูบาอาจารย์ และเมื่อมีโอกาสก็ช่วยกันดูแล เรื่องมูลนิธิ กองทุนก็ในส่วนของตนนั้นสิ่งที่ทำให้เป็นผู้เป็นคน เป็นนายกฯได้ก็เริ่มจากครอบครัว พ่อ แม่ ญาติพี่น้อง ครู อาจารย์ จากนั้นก็เป็นผู้บังคับบัญชา เพื่อนฝูง ผู้ใต้บังคับบัญชา ทั้งหมดนั้นประกอบกัน เพราะฉะนั้นขึ้นอยู่กับตัวเราว่าจะทำตัวได้ดีมากน้อยแค่ไหน โรงเรียนเตรียมทหารถือเป็นสถาบันที่ถ่ายทอดวิชาความรู้เพื่อหล่อหลอมขัดเกลาทหารและตำรวจ เพื่อให้มีอุดมการณ์รักชาติ รักสถาบัน ปกป้องทรัพย์สินและชีวิตประชาชน ตนรู้สึกอบอุ่นทุกครั้งที่ได้กลับมาเยือน ขอให้ทุกคนตระหนักรู้หน้าที่ของตนเอง ซึ่งผู้ที่ได้รับรางวัลนั้นก็เป็นที่ประจักษ์ให้เห็นถึงความทุ่มเทในการทำหน้าที่สมควรได้รับการเชิดชู และนำมาเป็นต้นแบบ

ปัจจุบันมีการพัฒนาเทคโนโลยี ดิจิทัลจำนวนมาก ทำให้ทุกคนเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้ แม้บางอย่างจะมีกฎหมายก็ตาม แต่เราไม่สามารถใช้กฎหมายเหมือนต่างประเทศได้ ถ้าเราเคารพกฎหมายปัญหาจะไม่เกิดขึ้นทั้งเรื่อง การเมือง เศรษฐกิจ สังคม 

ขณะนี้เรามีปัญหาสำคัญที่ต้องเร่งแก้ไข โดยเฉพาะปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก เรื่องไข้หวัดโคโรนาที่รัฐบาลกำลังบริหารจัดการอยู่ หลายคนเสนอแนวทางปฏิบัติที่เป็นประโยชน์ แต่ต้องดูว่าประเทศเราทำอะไรได้บ้าง หรือการจะไปประเทศอื่นต้องได้รับการอนุมัติจากประเทศปลายทาง จะเอาเครื่องบินเข้าไปได้หรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับเขาเป็นผู้อนุมัติ แต่รัฐบาลเตรียมการมาแล้วในส่วนของในประเทศ และติดต่อประสานงานกับต่างประเทศ นั้นถือเป็นการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ทั้งนี้ก็ต้องแก้ไขปัญหาระยะกลางและระยะยาวต่อไป ทั้งนี้ปัญหาเศรษฐกิจเราก็พยายามแก้ไขตามหลักกการเศรษฐศาสตร์โลก

ส่วนเรื่องปัญหาการเมืองเกี่ยวกับงบประมาณที่ทุกคนต้องเคารพกฎหมาย อีกปัญหาสำคัญก็คือการบริหารจัดการน้ำ โดยเรื่องการสร้างเขื่อนหรือทำอะไรในพื้นที่ ต้องมีการประชาพิจารณ์ เพราะการแก้ไขปัญหาต้องยึดโยงประชาชน ทุกเรื่องไม่สามารถทำได้วันเดียว หลายอย่างต้องใช้เวลา 5-20 ปีตามยุทธศาสตร์ชาติและแผนการปฏิรูป หลายอย่างจะทำตามใจไม่ได้ เพราะต้องมีหลักคิด ข้อมูล และเหตุผล ต้องสอนให้คนรู้จักคิดวิเคราะห์บนพื้นฐานเดียวกัน เราต้องปรับทุกอย่างโดยเฉพาะความคิด ตนต้องการสร้างหลักคิดที่ดี และแผนนโยบายที่ถูกต้อง นโยบายรัฐบาลยังคงเน้นย้ำเรื่องความมั่นคง มั่นคั่ง และยั่งยืน การทำงานต้องเดินต่อไปในทุกมิติ

ทั้งนี้ยอมรับว่า ที่ผ่านมามีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ แต่ก็พยายามเดินหน้าต่อไป และไม่เคยทำให้สถาบันเสื่อมเสีย จึงขอให้ช่วยกันสร้างความเข้าใจว่า รัฐบาลทำงานในทุกมิติ ซึ่งประกอบไปด้วย 20 กระทรวงและอีกหลายหน่วยงานโดยต้องทำงานให้ตรงกับเป้าหมายตามงบประมาณ รวมถึงการพัฒนาด้านต่างๆ ทุกเรื่องต้องเชื่อมโยงกันและยืนยันว่าจะไม่มีการเอื้อประโยชน์ให้ใครคนใดคนหนึ่ง ตนต้องการสร้างหลักคิดที่ดีและถูกต้อง สิ่งใดไม่ถูกกฎหมาย หรือไม่โปร่งใส มีการทุจริตก็ต้องตรวจสอบและลงโทษ อย่างไรก็ตามในส่วนที่มีการแชร์ข้อมูลต่างๆ ตนพยายามอ่านทั้งหมดเกือบทุกคน

ประเทศเรามีศักยภาพหลายเรื่องจึงต้องพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของเราให้มาก โดยเน้นหนักเรื่อง การศึกษา ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญและเป็นจุดเริ่มต้น การเป็นทหารและตำรวจที่ดีทุกคนต้องฝึกฝนตั้งแต่เด็ก ปีนี้ผมมีอายุมากขึ้น ไม่ค่อยได้ไปปฏิสัมพันธ์กับใครเท่าไหร่ แต่เราอย่าแก่ก่อนวัย เราต้องอ่อนกว่าวัย ขอให้ไปดูแลตัวเองให้ดี เรื่องการสร้างเขื่อน และภัยแล้งที่มีการเข้าใจไปต่างๆ ตนไม่โทษใคร แต่โทษตัวเอง เพราะเราต้องทำให้ประชาชนรู้และเข้าใจ

นายกฯ ย้ำว่า รัฐบาลฟังความเห็นจากทุกคนและนำมา ประมวล และมองว่าทุกคนต้องช่วยกันทำให้เกิดการขับเคลื่อนแต่อย่าเครียด ซึ่งความร่วมมือทุกอย่างต้องมีการพูดคุยกัน และขอกำลังใจ และเติมเต็มให้พวกเราทำงานต่อไปข้างหน้า

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากเสร็จพิธี นายกฯได้ลงมาทักทายศิษย์เก่า และศิษย์ปัจจุบันด้านล่างเวที โดยทั้งหมดได้ร่วมร้องเพลง “ศรัทธา” ให้กำลังใจ ซึ่งนายกฯ มีใบหน้าที่ยิ้มแย้ม และโบกมือ กลับคืนไปด้วย

ศรีสุวรรณ จี้ป.ป.ช.เอาผิด 4 ส.ส.เสียบบัตรแทนกัน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/413043?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=politic

ศรีสุวรรณ จี้ป.ป.ช.เอาผิด 4 ส.ส.เสียบบัตรแทนกัน

27 มกราคม 2563 – 13:07 น.
เสียบบัตรแทน,ศรีสุวรรณ จรรยา,พลังประชารัฐ,ภูมิใจไทย,ข่าววันนี้,สภา,สส,ปปช,ยื่นเอาผิด
เปิดอ่าน 41 ครั้ง

ศรีสุวรรณ ร้อง ป.ป.ช.เอาผิด 4 ส.ส. ภท.-พปชร.เสียบบัตรแทนกัน

27 มกราคม 2563 ที่สำนักงาน ป.ป.ช.นนทบุรี เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย นายศรีสุวรรณ จรรยา ได้เดินทางมายื่นคำร้องเพื่อให้ ป.ป.ช.สอบเอาผิด 3 ส.ส.พรรคภูมิใจไทย และ 1 พรรคพลังประชารัฐ  

ทั้งนี้สืบเนื่องมาจากการที่นายฉลอง เทอดวีระพงศ์ และนางนาที รัชกิจปราการ ส.ส.พรรคภูมิใจไทย ซึ่งไม่อยู่นี่ประชุมพิจารณา (ร่าง)พรบ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 แต่ปรากฏว่ามีชื่อเป็นผู้ลงคะแนนเห็นชอบร่างกฎหมายดังกล่าว ตามที่นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรค และอดีตส.ส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ ได้นำมาเปิดเผยต่อสาธารณชน จนกระทั่งนำไปสู่การใช้สิทธิตาม ม.148(1) ของรัฐธรรมนูญ 2560 โดยการเข้าชื่อกันของส.ส. 1 ใน 10 ของสภาฯในการเสนอความเห็นต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร ทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน ต้องส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยว่าร่างกฎหมายดังกล่าวตราขึ้นโดยไม่ถูกต้องตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือไม่นั้น

แต่เนื่องจากต้นเหตุของปัญหาที่เกิดขึ้นมาจากกรณีของนายฉลอง เทอดวีระพงศ์ ส.ส.พัทลุง พรรคภูมิใจไทย ที่เดินทางไปร่วมกิจกรรมวันเด็กที่ จ.พัทลุงในวันที่มีการลงคะแนนเห็นชอบร่างกฎหมายดังกล่าว และนางนาที รัชกิจประการ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ก็ปรากฎภาพถ่ายอยู่ที่ประเทศจีน แต่บุคคลทั้งสองกลับมีชื่อร่วมลงมติในที่ประชุมสภาฯ เมื่อวันที่ 11 ม.ค.ที่ผ่านมาด้วย

นอกจากนั้นยังมีพฤติการณ์เสียบบัตรลงคะแนนแทนกันของ นายสมบูรณ์ ซารัมย์ ส.ส.พรรคภูมิใจไทย และ น.ส.ภริม พูลเจริญ ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ ได้นำบัตรมาเสียบกดลงคะแนนรับร่างกฎหมายดังกล่าวด้วย ปรากฎตามภาพถ่ายการเสียบบัตรแทนกันที่สื่อมวลชนรายงานกันอีกด้วย

พฤติการณ์และการกระทำดังกล่าว จึงอาจเข้าข่ายการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ตามรัฐธรรมนูญ 2560 ม.185 อันถือได้ว่าเป็นการก้าวก่ายหรือแทรกแซงเพื่อประโยชน์ของตนเองหรือของผู้อื่น และอาจเข้าข่ายทุจริตต่อหน้าที่ตาม พรป.ป้องกันและปราบปรามการทุจริต 2561 และเข้าข่ายการฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ในข้อ 7 และข้อ 8 ในประเด็นที่ต้องถือผลประโยชน์ของประเทศชาติเหนือกว่าประโยชน์ส่วนตน และต้องไม่มีพฤติการณ์ที่รู้เห็นหรือยินยอมให้ผู้อื่นใช้ตําแหน่งหน้าที่ของตนแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ ฯลฯ ซึ่งหาก ป.ป.ช. วินิจฉัยว่ามีความผิดตามข้อห้ามข้างต้น ก็อาจนำไปสู่การสิ้นสุดลงของตำแหน่ง ส.ส. ตามมาตรา 101(7) ของรัฐธรรมนูญ 2560 และอาจมีความผิดตามพรป.ป.ป.ช.2561 ม.28(1) และม.30 วรรคแรก ประกอบ ม.172 ได้

นายศรีสุวรรณ กล่าวว่า ด้วยเหตุดังกล่าว สมาคมฯจึงจำต้องมาร้องเรียนให้ ป.ป.ช.ดำเนินการไต่สวนและวินิจฉัยเพื่อยื่นฟ้องต่อศาลฎีกาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เพื่อมิให้เป็นเยี่ยงอย่างที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายต่อไป

อนค.แฉมีการปกปิดสำเนากกต.ฟ้องคดีเงินกู้ผิดขั้นตอนกฏหมาย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/413030?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=politic

อนค.แฉมีการปกปิดสำเนากกต.ฟ้องคดีเงินกู้ผิดขั้นตอนกฏหมาย

27 มกราคม 2563 – 12:49 น.
กกต,ศาลรัฐธรรมนูญ,อนาคตใหม่,ข่าววันนี้,ยุบพรรค,เงินกู้
เปิดอ่าน 35 ครั้ง

อนาคตใหม่ ยื่นเรื่องศาลรัฐธรรมนูญ ร้องขอความเป็นธรรม รอเอกสารคำวินิจฉัยสู้คดียุบพรรค แฉมีการปกปิดสำเนา กกต.ฟ้องคดีเงินกู้ ผิดขั้นตอนกฏหมาย

27 มกราคม 2563 ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคอนาคตใหม่ น.ส.จารุวรรณ ศรัณย์เกตุ ยื่นเรื่องศาลรัฐธรรมนูญ ร้องขอความเป็นธรรม รอเอกสารคำวินิจฉัยสู้คดียุบพรรค มีการต่อสู้คดีต่อไป

ที่สำนักงานคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของทางราชการ สำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ทำเนียบรัฐบาล ส.ส.บัญชีรายชื่อ น.ส.จารุวรรณ ศรัณย์เหตุ และกรรมการบริหารพรรค ยื่นหนังสืออุทธรณ์ต่อประธานกรรมการข้อมูลข่าวสาร เพื่อขอให้ทำการเปิดเผยเอกสารสามรายการเกี่ยวกับกรณีที่กกต.ส่งฟ้องคดีเงินกู้พรรคอนาคตใหม่ต่อศาลรัฐธรรมนูญ ให้ยุบพรรคอนาคตใหม่ ตามมาตรา 92 แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560 โดยไม่ยอมอนุญาตให้ตนในฐานะผู้มีส่วนได้เสียด้วยความเป็นกรรมการบริหารพรรคอนาคตใหม่ ได้คัดลอกสำเนาเอกสาร อันประกอบด้วย

1) สำเนาคำวินิจฉัยโดยมีการสรุปข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญและข้อกฎหมายที่อ้างอิง ข้อพิจารณา และข้อสนับสนุนในการใช้ดุลพินิจ

2) สำเนาหนังสือการลงมติของกกต. สำเนาการสืบสวน ไต่สวนของเจ้าพนักงาน คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน ความเห็นของเลขาธิการ กกต. คณะอนุกรรมการวินิจฉัย และคำวินิจฉัยของ กกต.

น.ส.จารุวรรณ กล่าวว่าที่ผ่านมาตนได้เดินทางไปที่ กกต. 3 ครั้งแล้ว เพื่อขอคัดสำเนาคำวินิจฉัยและเอกสารต่าง ๆ เพื่อไปประกอบการสู้คดีในศาลรัฐธรรมนูญ แต่ล่าสุดเมื่อวันที่ 10 ม.ค. 2563

กกต.ได้ส่งจดหมายมาเป็นลายลักษณ์อักษรว่าไม่สามารถที่จะให้ข้อมูลได้ และให้ยึดตามหนังสือที่ศาลรัฐธรรมนูญส่งมายังพรรคอนาคตใหม่ ซึ่งตนก็ได้ให้สื่อมวลชนได้ดูแล้วว่ามีเพียงมติของ กกต. 7 คน แต่ไม่มีสำเนาเอกสารใดๆ ที่จะนำไปใช้ในการสู้คดีได้

ในกรณีนี้ กกต.มีการปฏิบัติผิดขั้นตอนตามกฎหมาย จงใจปิดบังข้อมูลไม่ให้ตนต่อสู้คดีได้อย่างชัดเจน และอาจเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ละเว้นปฏิบัติหน้าที่หรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบได้ตรงนี้ต้องไปต่อสู้ในศาลรัฐธรรมนูญต่อไปก็ไม่สามารถที่จะมีสำนวนอะไรที่จะเอาไปคัดค้านในคดีนี้ได้เลย ก็เลยมาอุทธรณ์ต่อกรรมการข้อมูลข่าวสารวันนี้ ว่ามันเป็นเรื่องจำเป็นที่เราจะต้องมีการต่อสู้คดีต่อไป

ยื่นขอขยายเวลาส่งหลักฐานแจงปมเงินกู้อีก 30 วัน

น.ส.จารุวรรณ กล่าวว่า​ ตนมีเกี่ยวข้องในคดีนี้โดยตรงเนื่องจากเป็นกรรมการบริหารพรรคอนาคตใหม่ จึงขอใช้สิทธิในฐานะผู้ถูกร้องยื่นคำร้องสอดเข้ามาเป็นผู้ถูกร้องที่ 2 เพื่อขอใช้สิทธิยื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา และแสดงพยานหลักฐานต่างๆเพื่อใช้สิทธิในการต่อสู้คดีอย่างเต็มที่ รวมทั้งขอขยายเวลาการยื่นเอกสารชี้แจงต่อศาลออกไปอีก

เนื่องจากได้ไปยื่นขอคัดสำเนาคำวินิจฉัยของคณะกรรมการไต่สวน สืบสวน กกต. ตามข้อกล่าวหาต่างๆ เพื่อนำมาเป็นข้อมูลในการต่อสู้คดีตามกระบวนการ มี่ผ่านมาได้ทวงถามกับกกต.แล้วถึง 3 ครั้ง แต่เลขาธิการ กกต.ไม่ยอมมอบสำนวนให้ตามร้องขอ เมื่อวันที่ 22 ม.ค. ที่ผ่านมา ตนจึงขอใช้สิทธิ์อุทธรณ์คำสั่งต่อสำนักงานคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ทำเนียบรัฐบาล แต่ก็ยังไม่ได้รับเอกสารใดๆตามที่ร้องขอ

“การมายื่นคำร้องขอเป็นผู้ถูกร้องสอด ที่ 2 ในฐานะเป็นกรรมการบริหารพรรค พร้อมร้องขอขยายเวลาในการยื่นเอกสารชี้แจงออกไปอีก 30 วัน เนื่องจากรอผลอุทธรณ์ในการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารจากทางราชการ โดยเอกสารเกี่ยวกับคำวินิจฉัยไต่สวนสืบสวน ข้อมูลและพยานชี้ขาดในการวินิจฉัยให้มีคำสั่งเป็นไปโดยชอบธรรมหรือไม่ ถูกต้องตามขั้นตอนกระบวนการพิจารณาหรือไม่ โดยส่วนตัวมีความมั่นใจว่าจะได้ข้อมูลมาสู้คดี เพราะเราทำทุกอย่างตามขั้นตอนของกฎหมาย” น.ส.จารุวรรณกล่าว

เมื่อถามว่า เอกสารของกกต.ที่หลุดออกมา เพียงพอจะนำมาใช้ยื่นชี้แจงหรือไม่ น.ส.จารุวรรณ กล่าวว่า ไม่เพียงพอ เพราะต้องเป็นเอกสารที่ถูกต้องตามกฎหมาย ที่เราร้องขอไป และมั่นใจว่าคณะกรรมการข้อมูลข่าวศาลจะเปิดโอกาสให้เราได้ต่อสู้ และเราก็ทำด้วยความบริสุทธิ์ใจ

อนุทิน ยันทำงานร่วม ปชป.ได้ ไม่มีปัญหา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/413021?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=politic

อนุทิน ยันทำงานร่วม ปชป.ได้ ไม่มีปัญหา

27 มกราคม 2563 – 12:34 น.
อนุทิน,ทำงานร่วมปชป,ไม่มีปัญหา,เสียบบัตรแทนกัน,ภูมิใจไทย,ปชป,ข่าววันนี้
เปิดอ่าน 43 ครั้ง

“อนุทิน” แจง ทำงานร่วม “ประชาธิปัตย์” ได้ ชี้เอาเรื่องบ้านเมืองเป็นสำคัญ เมินพูดคุยหลังถูกแฉ “ภูมิใจไทย” เสียบบัตรแทนกัน

คลิปที่ 1

นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.สาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีได้พูดคุยกับพรรคประชาธิปัตย์หรือไม่ หลังนายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาเปิดเผยว่า ส.ส.พรรคภูมิใจไทย เสียบบัตรแทนกัน ว่า เป็นเรื่องของพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งไม่ต้องพูดคุยอะไร เพราะคนที่เป็นหัวหน้า ก็ต้องไปจัดการกับเรื่องราวภายในพรรคเอง โดยมารยาทการอยู่ร่วมกันก็มีอยู่แล้ว ซึ่งการทำงานร่วมกัน ก็ต้องพยายามให้มีความขัดแย้งน้อยที่สุด เหมือนที่ส่วนตัว จัดการกับคนในพรรคภูมิใจไทย พร้อมยืนยันว่า ยังสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างไม่มีปัญหา เพราะเอาเรื่องบ้านเมืองเป็นสำคัญ