ALAND (เอแลนด์) ส่งต่อเทรนด์แฟชั่นเกาหลี เปิดโผล คอลเลคชั่นใหม่ Autumn/Winter 2020 สตรีทสไตล์ ยูนีค ไม่ซ้ำใคร! #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ผู้หญิง – ALAND (เอแลนด์) ส่งต่อเทรนด์แฟชั่นเกาหลี เปิดโผล คอลเลคชั่นใหม่ Autumn/Winter 2020 สตรีทสไตล์ ยูนีค ไม่ซ้ำใคร! (naewna.com)

ALAND (เอแลนด์) ส่งต่อเทรนด์แฟชั่นเกาหลี เปิดโผล คอลเลคชั่นใหม่ Autumn/Winter 2020 สตรีทสไตล์ ยูนีค ไม่ซ้ำใคร!

ALAND (เอแลนด์) ส่งต่อเทรนด์แฟชั่นเกาหลี เปิดโผล คอลเลคชั่นใหม่ Autumn/Winter 2020 สตรีทสไตล์ ยูนีค ไม่ซ้ำใคร!

วันพฤหัสบดี ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 15.41 น.

ALAND (เอแลนด์) ไลฟ์สไตล์สโตร์แอนด์คัลเจอร์สเปซ (Lifestyle Store & Culture Space)ชื่อดังที่ส่งต่อเทรนด์แฟชั่นจากเกาหลี ครบครันทั้งสินค้าแฟชั่น เสื้อผ้าแคชชวลและสตรีทสไตล์ ที่มีความ ยูนีค ไม่ซ้ำใคร มีสาขาในประเทศเกาหลีมีมากถึง 16 สาขารวมไปถึงประเทศญี่ปุ่นและประเทศสหรัฐอเมริกา พร้อมดึงเหล่าดีไซเนอร์เลือดใหม่กว่า 80 แบรนด์ดัง ร่วมสร้างสินค้าเอาใจกลุ่มหนุ่มสาวนักช็อปรุ่นใหม่ ที่มีคาแรคเตอร์เป็นของตัวเอง หัวคิดทันสมัย รักอิสระ ชอบการแต่งกายที่มีเอกลักษณ์ ซึ่งทางSIAM PIWAT RETAIL HOLDINGพร้อมเดินหน้าบุกธุรกิจค้าปลีกด้วยการเปิดตลาดในเมืองไทย มุ่งนำเสนอประสบการณ์ที่แตกต่างให้ตรงใจหนุ่มสาวแฟชั่นนิสต้าทุกยุคทุกสมัย พร้อมเผยโฉม Autumn/Winter 2020 คอลเลคชั่นใหม่สุดฮอตประจำปี ด้วยการสร้างสรรค์ผลงานจากเหล่าดีไซเนอร์ ให้สายแฟชั่นมาร่วมอัปเดตเทรนด์กันอย่างต่อเนื่องเพื่อเป็นการต้อนรับฤดูหนาวอย่างเป็นทางการ ในแบบฉบับแคชชวลที่มีความสบายและสามารถสวมใส่ได้ในทุกวัน โดยภายในร้านจะถูกแบ่งออกเป็น 4โซน ได้แก่ แฟชั่นเสื้อผ้าสุภาพบุรุษสุภาพสตรี,ยูนิเซ็ก, แอคเซสซอรี่และไลฟ์สไตล์โดยทาง ALAND (เอแลนด์) ยังพร้อมนำเสนอสินค้าที่มีความพิเศษและน่าสนใจ ซึ่งเป็นแนวคิดหลักของการออกแบบ ด้วยการหยิบยกเอาความโดดเด่นมาตีความใหม่ได้อย่างลงตัว อาทิ ROMANTIC CROWN เสื้อผ้าดีไซน์แปลกใหม่ไม่เหมือนใคร ไอเท็มยอดฮิต ขายดีติดอันดับของกลุ่มวัยรุ่นไทยและเกาหลี พร้อมด้วย MAINBOOTH ความเท่แบบคนรุ่นใหม่ในธีมที่แตกต่างกันในทุกฤดูกาล สามารถมิกซ์แอนด์แมทช์ได้ทุกช่วง ต่อด้วยแบรนด์ CHUCK เสื้อผ้าสไตล์ลำลอง ที่โดดเด่นด้วยความเรียบง่าย ใส่ได้ในชีวิตประจำวัน และที่สร้างความแตกต่างอย่างชัดเจนจนถูกพูดถึง สำหรับแบรนด์ PLASMA SPHERE  โดยการหยิบยกเอาชั้นบรรยากาศในระบบสุริยะ มาฉีกกรอบให้โดดเด่นด้วยคาแรคเตอร์ ไปจนถึง CURETTY เอาใจสาวเปรี้ยวอย่างเต็มรูปแบบ ด้วยเอกลักษณ์จากเฉดสี เนื้อผ้าใส่สบาย ตอบโจทย์ทุกสไตล์

ซึ่งจากความตั้งใจของSIAM PIWAT RETAIL HOLDINGผู้นำความคิดสร้างสรรค์ที่ล้ำสมัยที่ได้คว้าALAND (เอแลนด์)ไลฟ์สไตล์สโตร์แอนด์คัลเจอร์สเปซมาต่อยอดธุรกิจค้าปลีกแฟชั่นไลฟ์สไตล์ก็เพื่อตอบสนองการใช้ชีวิต รวมไปถึงช่วยเพิ่มความน่าสนใจ ลงบนความเรียบง่ายไม่เหมือนใครในแบบฉบับของเอแลนด์ ทั้งยัง ช่วยสร้างสีสันให้กับวงการแฟชั่น ที่นับว่าเป็นจุดประสงค์หลักของทางแบรนด์อีกด้วยร่วมอัพเดทเทรนด์แฟชั่น เพิ่มเติมได้ที่ Facebook: ALAND Thailand / Instagram: aland_th หรือ โทร. 02 251 9750และสามารถร่วมช้อปคอลเลคชั่นใหม่ พร้อมกันได้แล้ววันนี้!  ที่ ALAND ทั้ง 3 สาขา อาทิสยามเซ็นเตอร์, ไอคอนสยาม และสาขาเมกะบางนา

บวงสรวงงาน ‘เพื่อนพึ่ง(ภาฯ)63′ เพื่อความเป็นสิริมงคลภายใต้แนวคิด ’25ปีแห่งการแบ่งปัน พอเพียง ยั่งยืน’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ผู้หญิง – บวงสรวงงาน’เพื่อนพึ่ง(ภาฯ)63’เพื่อความเป็นสิริมงคลภายใต้แนวคิด’25ปีแห่งการแบ่งปัน พอเพียง ยั่งยืน’ (naewna.com)

บวงสรวงงาน'เพื่อนพึ่ง(ภาฯ)63'เพื่อความเป็นสิริมงคลภายใต้แนวคิด'25ปีแห่งการแบ่งปัน พอเพียง ยั่งยืน'

บวงสรวงงาน’เพื่อนพึ่ง(ภาฯ)63’เพื่อความเป็นสิริมงคลภายใต้แนวคิด’25ปีแห่งการแบ่งปัน พอเพียง ยั่งยืน’

วันพฤหัสบดี ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 15.39 น.

พิธีบวงสรวงงาน‘เพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ประจำปี 2563’เพื่อความเป็นสิริมงคล ภายใต้แนวคิด ‘25 ปี แห่งการแบ่งปัน พอเพียง ยั่งยืน’

เมื่อวันที่ 30 พ.ย.63 เวลา 15.00 น. ที่สวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ, ศาตราจารย์พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย รองประธานกรรมการที่ปรึกษา และประธานกรรมการบริหาร มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย  เป็นประธานประกอบพิธีบวงสรวงงาน “เพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ประจำปี 2563”เพื่อความเป็นสิริมงคล ภายใต้แนวคิด “25 ปี แห่งการแบ่งปัน พอเพียง ยั่งยืน” ในระหว่างวันที่ 4-8 ธันวาคม 2563 ประกอบพิธีบวงสรวงโดย ฉัตรชัย ปิ่นเงิน หัวหน้าฝ่ายโหรพราหมณ์ 

ในการนี้มีคณะกรรมการมูลนิธิฯ ร่วมในพิธี อาทิ ดร.สรจักร เกษมสุวรรณ, ฉัตรชัย พรหมเลิศ, สายสม วงศาสุลักษณ์, ผาณิต พูนศิริวงศ์, ฐิติวัฒน์ ว่องวรรณกุล โดยมี ดร.จรัลธาดา กรรณสูต องคมนตรีและ คุณหญิงปราณี เอื้อชูเกียรติ ร่วมด้วย ณ สวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ เขตจตุจักร กรุงเทพฯ ในรูปแบบงานออนกราวด์และออนไลน์เสมือนจริงผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ในระหว่างวันที่ 4-13 ธันวาคม 2563 ผ่าน http://www.เพื่อนพึ่งพา.com เพื่อเผยแพร่การดำเนินงานของมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย ในโอกาสครบรอบ 25 ปีของการดำเนินงาน โดยรายได้จากการจัดงานนำเข้าสมทบทุนมูลนิธิฯ เพื่อใช้ในการดำเนินกิจการสาธารณกุศลตามวัตถุประสงค์ต่อไป ทั้งนี้  มูลนิธิฯ ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจาก สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินทรงเป็นประธานเปิดงาน พร้อมด้วย สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี  กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ในวันที่ 4 ธันวาคม 2563 เวลา 17.30 น. 

ศาตราจารย์พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย รองประธานกรรมการที่ปรึกษา และประธานกรรมการบริหาร มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย  เปิดเผยว่า  งาน “เพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ประจำปี 2563” ถือเป็นครั้งที่ 8 และเพื่อให้ประชาชนทั่วประเทศสามารถเข้าชมงานได้ตลอดเวลา จึงแบ่งการจัดงานเป็น 2 รูปแบบ คือ รูปแบบออนกราวนด์ เที่ยวชมงานในสถานที่จริง ท่ามกลางความร่มรื่นและสวยงามของต้นไม้และดอกไม้นานาพันธุ์ บริเวณสวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ เขตจตุจักร กรุงเทพฯ เป็นเวลา 5 วัน ระหว่างวันที่ 4-8 ธันวาคม 2563 โดยมีทางเข้าหลัก (Gate Way) ถ.กำแพงเพชร 4 และรูปแบบออนไลน์เสมือนจริงผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (Virtual Event) เป็นเวลา 10 วัน ระหว่างวันที่ 4-13 ธันวาคม 2563  ผ่าน http://www.เพื่อนพึ่งพา.com

ผู้เข้าชมงานสามารถเลือกซื้อสินค้าและผลิตภัณฑ์ต่างๆ  เลือกอิ่มอร่อยจากร้านค้า ได้ทั้งที่สถานที่จัดงานฯ และสั่งซื้อสินค้าผ่านออนไลน์ได้ทาง Shopee และสั่งซื้ออาหารได้จาก Lineman  และ “Wongnai” รวมถึงร่วมชมการแสดงคอนเสิร์ตในรูปแบบของ Virtual Concert 25 ปี เพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ผ่านทาง http://www.เพื่อนพึ่งพา.com โดยรายได้จากการจัดงานนำเข้าสมทบทุน มูลนิธิอาสา เพื่อนพึ่ง (ภาฯ) เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยตามวัตถุประสงค์ของมูลนิธิฯ ต่อไป 

Happy Life by ชีวจิต Season 9 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ผู้หญิง – Happy Life by ชีวจิต Season 9 (naewna.com)

Happy Life by ชีวจิต Season 9

Happy Life by ชีวจิต Season 9

วันพฤหัสบดี ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 14.43 น.

ชีวจิต  เอาใจคนรักสุขภาพอย่างต่อเนื่อง   จัดกิจกรรม Happy Life by ชีวจิต Season 9 กิจกรรม ออนทัวร์โรงพยาบาลและ  OFFICE BUILDING   ทั่วกรุงเทพและในจังหวัดใกล้เคียง   เพื่อมอบสาระความรู้ในการดูแลสุขภาพให้ห่างไกลโรค โดยทีมแพทย์   ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน อาทิ ผศ.ดร.เอกราช บำรุงพืชน์ ประธานชมรมโภชนวิทยา  มหาวิทยาลัยมหิดล, ดร.ชลิดา  เถาว์ชาลี ตันติพิภพป้ายุง คุณผกา  เส็งพานิช  พร้อมด้วยกูรูสายสุขภาพ ครูกาญจน์ , ครูแอปเปิ้ล   รวมถึงนักสร้างแรงบันดาลใจอย่างคุณพศิน อินทรวงศ์   ที่แท็คทีมสลับกันส่งไม้ต่อมาถ่ายทอดเทคนิคการมีสุขภาพดี  จากการเลือกรับประทานอาหาร  วิธีออกกำลังกาย แบบสามารถนำกลับไปสร้างเสริมความแข็งแรงให้กับร่างกายได้ง่ายๆ   และสร้างจิตใจที่เข้มแข็งสู้โรค  เรียกได้ว่าครบทั้งสุขภาพกาย  สุขภาพใจ  ที่สายเฮลตี้ต้องไม่พลาด

ตลอดเดือนธันวาคมนี้ พบกันที่โรงพยาบาล และ OFFICE BUILDING อันได้แก่ โรงพยาบาลวิภาวดี ,  Q-House  ลุมพินี ,  โรงพยาบาลเปาโลเกษตร , โรงพยาบาลพญาไทยนวมิทร์ , โรงพยาบาลกรุงเทพสนามจันทร์ ,โรงพยาบาลไทยนครินทร์ , โรงพยาบาลมิชชั่น , โรงพยาบาลนครธน , The Circle ราชพฤกษ์  โดยสามารถติดตามวันและเวลาในการจัดกิจกรรมได้ทาง เฟสบุ๊คแฟนเพจ นิตยสารชีวจิต   หรือสอบถามโทร. 02-422-9999 ต่อ 4135 หรือ 085-661-4667  และสามารถสำรองที่นั่งเข้าร่วมกิจกรรมล่วงหน้า  โดยไม่มีค่าใช้จ่าย !!!             

คลิ๊ก >>> https://forms.gle/xeGV1Qyw4akZRVZKA

‘ไก่ อูกัส’ (KAI UKAS) ไลฟ์สดช่วยชาวบ้านที่ทอผ้าไหม.. ขายไม่ถึงชั่วโมงได้เป็นหลายแสนที่สุรินทร์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ผู้หญิง – ‘ไก่ อูกัส'(KAI UKAS) ไลฟ์สดช่วยชาวบ้านที่ทอผ้าไหม.. ขายไม่ถึงชั่วโมงได้เป็นหลายแสนที่สุรินทร์ (naewna.com)

'ไก่ อูกัส'(KAI UKAS) ไลฟ์สดช่วยชาวบ้านที่ทอผ้าไหม.. ขายไม่ถึงชั่วโมงได้เป็นหลายแสนที่สุรินทร์

‘ไก่ อูกัส'(KAI UKAS) ไลฟ์สดช่วยชาวบ้านที่ทอผ้าไหม.. ขายไม่ถึงชั่วโมงได้เป็นหลายแสนที่สุรินทร์

วันพฤหัสบดี ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 13.34 น.

“ไก่ อูกัส” เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของผู้ที่ลุกขึ้นมาจุดประกายการเสียสละเพื่อส่วนรวม แม้เธอเองก็ลำบากไม่ต่างจากคนอื่น จากผลกระทบทางเศรษฐกิจเพราะพิษโควิด19 ก็ตาม โดยได้ผลิตหน้ากากผ้าการกุศลนำรายได้ช่วยเหลือบุคลากรทางการแพทย์ในจังหวัดนราธิวาส

หน้ากากผ้าที่ไม่ใช่แค่หน้ากากผ้าอีกต่อไปแต่เป็นการพัฒนาต่อยอดผ้าไทยอย่างยั่งยืนจริงๆ และด้วยความมุ่งมั่นที่จะช่วยคนไทยด้วยกันทั้งผู้ผลิตงานแฮนด์เมดผ้าไหมที่ย่า-ยายบรรพบุรุษของเราทำแล้วนั้น ทำให้เธอได้มีโอกาสได้เดินทางไปจังหวัดสุรินทร์ตามคำเชิญของคุณซาร่า นริศรา ทิมบาลิโน ซึ่งเป็นคนอำเภอสังขะและเธอคนนี้เคยตามไปดูงานแฟชั่นโชว์ในการออกแบบผ้าบาติกของจังหวัดนราธิวาสของคุณไก่ เลยทำให้เธอคนนี้เกิดแรงบันดาลใจที่อยากที่จะทำให้จังหวัดสุรินทร์ของตนเองได้มีโอกาสดีๆแบบนั้นบ้าง จึงได้เชิญและพาคุณไก่ลงพื้นที่เพื่อพัฒนาการออกแบบสีสันลวดลายผ้าของหลายอำเภอ อย่าง อ.เมือง อ.สังขะ อ.ศรีณรงค์ อ.ลำดวน อ.ศีขรภูมิ ฯลฯ และพบปะกับผู้คนหลากหลายที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ผ้าไหมสุรินทร์ในครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 ที่ผ่านมานี้

“ไก่อูกัส”เปิดเผยว่า “การเดินทางไปจังหวัดสุรินทร์ในครั้งแรกต้องขอขอบคุณน้องๆ Celeb คนดังประจำจังหวัดสุรินทร์อย่างคุณซาร่า นริศรา ทิมบาลิโน่ คุณจิ๊บ ร้านสโรรักษ์ และคุณพิมมี่เพื่อนๆในกลุ่มต่างมารับเราไปดูแลกันแย่างเป็นกันเองดูแลทั้งที่พัก อาหารการกินเป็นอย่างดี”

อย่างอดีตท่านผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาสท่านเอกรัฐ หลีเส็น ซึ่งปัจจุบันท่านเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ท่านเป็นคนมองการไกลเป็นคนหนุ่มรุ่นใหม่ที่เล็งเห็นประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตถ้าไก่อูกัสได้ไปพัฒนาผ้าบาติกที่นั่น และท่านรองผู้ว่าหญิงแกร่งอย่างท่านปาติเม๊าะ สะดียะมู ท่านทันสมัยมากๆท่านส่งให้ทีมพัฒนาชุมชนพาลงพื้นที่ให้เพราะท่านมีความเห็นที่ตรงกับเราว่า “เสื้อผ้าไม่ใช่แค่เสื้อผ้าอย่างที่เราเคยพูดไว้ มันคือธุรกิจหมื่นล้านแสนล้านได้เลยนะถ้าเราพัฒนามันได้” และที่สำคัญท่านยังได้บอกชาวบ้านด้วยว่า “ถ้าเขาพัฒนาแล้วขายดีจะทำทันไหม”

แต่ครั้งแรกที่ไปก็ได้พบกับนายอติเทพ กมลเวชช์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ ท่านวสันต์ ชิงชนะ พัฒนาการจังหวัดสุรินทร์ และพัฒนาชุมชนหลายท่าน เพราะได้มีโอกาสได้ไปร่วมงานในงานเปิดตัวผ้าไหมของสุรินทร์ทั้ง 17 อำเภอที่ห้างโรบินสัน และท่านนายอำเภออีกหลายๆท่านที่นั่น ส่วนการไปสุรินทร์ในครั้งที่ 2 นักข่าวส่วนกลางได้แนะนำให้รู้จักกับรองผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานสุรินทร์ รองอิสระ สาตรา ได้พาไปดูผ้าไหมที่บ้านไหมทองสะเร็น ที่ท่านผู้บริหารคิดค้นนำผ้าไหมไทยแท้ 100%มาทอเป็นผ้ายีนส์เกรดพรีเมี่ยมเหมือนกับของประเทศญี่ปุ่น และผ้าไหมที่ทอเป็นลายงู-ลายหนังจระเข้ ที่บรรดาเหล่า World Class Designer อย่าง D&G ,Tod’s, Hermes, Balenciaga และอีกหลายท่าน ได้นำมาทำเป็นแฟชั่นที่บ้านไหมทองงสะเร็น

“เราไม่ได้ช่วยแค่ชาวบ้านที่ผ้าแค่นั้นยังช่วยโปรโมทให้คนได้เห็นสุรินทร์ในแง่มุมที่มีสถานที่ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์อยู่หลายแห่งมากๆทำให้หลายๆคนสนใจ เพราะทั้งการท่องเที่ยวและแฟชั่น แบบเที่ยวไทยเท่ห์-ไทยช่วยไทยมันไปด้วยกันได้อยู่แล้ว และยังทำโปรโมทให้คนที่ซื้อผ้าไหมของสุรินทร์นำมาให้ไก่อูกัสออกแบบได้แบบไม่คิดเงินด้วยเป็นการส่งเสริมการขายผ้าไหมของชาวบ้านอีกแรง และที่สำคัญเราได้ทำเซ็นเตอร์ไว้เพื่อรองรับคนที่นำผ้าไหมมาให้ทางคุณไก่ออกแบบอยู่ที่ ร้าน P&C เวดดิ้งสตูดิโอของคุณปรีชาและคุณเปิ้ล จันทรา ยวงทอง ที่สองท่านนี้ได้จับมือกับไก่อูกัสและคุณซาร่าเพื่อต่อยอดให้ผ้าไหมสุรินทร์ โกอินเตอร์ไปกับดีไซเนอร์มีรางวัลคนเก่งคนนี้ ตอนนี้ลูกค้าคนดังประจำจังหวัดอย่างคุณจิรภา บุญธรรม แห่งกีฬาสยาม ตัวแทนจำหน่ายชุดกีฬาชั้นนำ และคุณเก๋ เอมอร เกษอินทร์ แห่งร้านอาหารสวนป่าและรีสอร์ทชื่อดัง คุณชนมณี ประธานชมสตรีสุรินทร์ ฯลฯ ต่างก็มาใช้บริการกันแบบร้านแทบแตก ตอนนี้ชาวบ้านเห็นเราเป็นเทพเลยเพราะขายผ้าให้เขาทีหลายตังค์มากเขาเลยรักเราแทบทุกอำเภอ”

“จริงๆแล้วเป็นหลักการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างหนึ่งให้เกิดการแข่งขันนะคะ ถ้าคิดในแง่ดีทุกคนต้องทำงานหนักขึ้น ผู้บริโภคก็จะได้งานที่ดีขึ้น และเราก็อยากให้น้องๆดีไซเนอร์คนเก่งของจังหวัดสุรินทร์ที่เป็นช้างเผือกเหล่านั้นได้ขึ้นมาบนรันเวย์แบบจริงจังเสียที และที่สำคัญจงอย่าลืมว่า ทุกการแข่งขันนั้นทำให้เราแข็งแรง” เธอน่าจะถูกกับ ส.เสือ เพราะสมุยก็ ส.เสือ สุรินทร์ก็ยัง ส.เสืออีก และยังมีอีกหลายจังหวัดที่เธออยากไปอย่าง จ.โคราช จ.สกลนคร จ.ขอนแก่น ฯลฯ เธออยากไปดูผ้าเขาและทำโปรเจ็คไทยช่วยไทย ได้สำเร็จสมบูรณ์แบบกับคนท้องถิ่น”

ใครที่สนใจติดต่อกับเธอได้เลยที่ Facebook: Ukas PeerUmakorn Line: kai ukas Tel: 093-3644151 เธอบอกยินดีอย่างที่สุดและอย่าเกรงใจถ้าเป็นเรื่องของผ้าไทยติดต่อมาได้เลย

พช.จัดงาน ‘โครงการสืบสานภูมิปัญญา OTOP ผ้าไทย และเผยแพร่อัตลักษณ์ผ้าแห่งสยาม’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ผู้หญิง – พช.จัดงาน ‘โครงการสืบสานภูมิปัญญา OTOP ผ้าไทย และเผยแพร่อัตลักษณ์ผ้าแห่งสยาม’ (naewna.com)

พช.จัดงาน 'โครงการสืบสานภูมิปัญญา OTOP ผ้าไทย และเผยแพร่อัตลักษณ์ผ้าแห่งสยาม'

พช.จัดงาน ‘โครงการสืบสานภูมิปัญญา OTOP ผ้าไทย และเผยแพร่อัตลักษณ์ผ้าแห่งสยาม’

วันพฤหัสบดี ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 13.31 น.

กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย กำหนดจัดงานแถลงข่าว “โครงการสืบสานภูมิปัญญา OTOP ผ้าไทย และเผยแพร่อัตลักษณ์ผ้าแห่งสยาม” โดยมีนายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชนให้เกียรติเป็นผู้แถลงข่าวครั้งนี้ ในวันพฤหัสบดีที่ 3 ธันวาคม 2563 ณ ลานเอนกประสงค์ ชั้น 2 อาคารศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ อาคารรัฐประศาสนภักดี (อาคาร B)

กรมพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย ได้สืบสานพระราชปณิธานสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรทราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อการอนุรักษ์และสืบสานภูมิปัญญาของคนไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการพัฒนาผ้าไทยโดยเสมอมา เกิดการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรม ภูมิปัญญารักษาขนบประเพณี ส่งผลให้เกิดการสร้างอาชีพ สร้างงาน สร้างรายได้ ให้เกิดขึ้นกับผู้ประกอบการในชุมชน อันเป็นกลไกการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก ให้มีความมั่นคง สามารถพึ่งพาตนเองได้ ทำให้เกิดการหมุนเวียนในห่วงโซ่ทางเศรษฐกิจระดับประเทศ 

และด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณกรมการพัฒนาชุมชนได้สืบสานภูมิปัญญาและอนุรักษณ์ผ้าไทยให้คงอยู่โดยมีการลงนามบันทึกข้อตกลงร่วมมือ (MOU) กับสภาสตรีแห่งชาติในพระบรมราชินีปถัมภ์ จัดทำโครงการ “สืบสาน อนุรักษ์ศิลป์ ผ้าถิ่นไทย ดำรงไว้ในแผ่นดิน” ขึ้นลงนาม MOU ร่วมกับ 76 จังหวัดและกทม.ในการสวมใส่ผ้าไทย และกรมการพัมนาชุมชนเองก็ได้พลักดันมาตราการส่วมใส่ผ้าไทย จนเป็นมติคณะรัฐนมตรี เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2563 เห็นชอบมาตราการส่งเสริมและสนับสนุนการใช้และส่วมใส่ผ้าไทย จนเกิดการรณรงค์ให้คนไทยส่วมใส่ผ้าไทยอย่างน้อยอาทิตย์ละสองวัน

ประกอบกับในสถานการณ์ปัจจุบันที่มีการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ทำให้ประเทศไทยอยู่ในวิกฤติ ส่งผลกระทบในวงกว้างต่อการใช้ชีวิตของประชาชนทั่วประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อรายได้ของผู้ประกอบการผ้าในท้องถิ่นชุมชน ซึ่งเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก ดังนั้น การรณรงค์กระตุ้นให้เกิดค่านิยมการใช้ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากผ้าทอพื้นเมือง ซึ่งเป็นภูมิปัญญาของคนไทยจะก่อให้เกิดรายได้กระจายสู่ชุมชนอย่างรวดเร็วและทั่วถึง รวมไปถึงการเร่งพัฒนาศักยภาพของผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP ให้มีความสามารถในการผลิต การออกแบบ การตัดเย็บ การดีไซน์ผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด และตลาดออนไลน์ เพื่อให้เกิดการค้าเชิงพาณิชย์ อันจะทำให้เกิดรายได้ ความมั่นคงในชีวิต วิถีชุมชนยั่งยืน

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กล่าวว่า กระทรวงมหาดไทย ได้รับนโยบายจาก พลเอกประยุทธ์ จันทรโอชา นายกรัฐมนตรีให้ดำเนินการเรื่องการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชน โดยเฉพาะผ้าไทย เพื่อกระตุ้นให้เกิดการสืบสานภูมิปัญญา การพัฒนาและยกระดับผลิตภัณฑ์ OTOP ให้มีคุณภาพมาตรฐานสูงขึ้น เป็นการสร้างคุณค่ามรดกทางวัฒนธรรม พัฒนาศักยภาพและยกระดับผลิตภัณฑ์ OTOP ในการพัฒนาสินค้าอัตลักษณ์ และการแปรรูปผลิตภัณฑ์ผ้าให้มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น สามารถขยายตลาดเชิงพาณิชย์ได้มากขึ้น เสริมสร้างภาพลักษณ์ การรับรู้คุณค่าของผลิตภัณฑ์ OTOP สู่ระดับสากล และเพื่อขยายการตลาดให้กับผลิตภัณฑ์ OTOP ทั้งในประเทศและต่างประเทศ  และตลาดออนไลน์โดยการพัฒนาผลิตภัณฑ์รูปแบบใหม่ ดีไซน์ใหม่ ๆ

ทั้งนี้ การดำเนินงานของโครงการ “สืบสานภูมิปัญญา OTOP ผ้าไทยและเผยแพร่อัตลักษณ์ผ้าแห่งสยาม” ได้เริ่มดำเนินงานมาได้ระยะหนึ่งแล้ว โดยที่ผ่านมาได้ดำเนินการสังเคราะห์ข้อมูลสำคัญที่เกี่ยวกับอัตลักษณ์ที่เด่น ๆ ของผ้าไทย ลายผ้าที่เป็นที่นิยม การย้อมสีธรรมชาติ แนวทางการสร้างมูลค่าเพิ่มของผ้าไทย จากการรวบรวมข้อมูล การลงพื้นที่สัมภาษณ์ผู้ประกอบการ นักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญด้านผ้าไทย ควบคู่ไปกับการอบรม สัมมนาเชิงปฏิบัติ กับผู้ประกอบการผ้าไทยทั่วประเทศ กว่า 300 กลุ่ม/ราย เพื่อเป็นการจัดทำฐานข้อมูลที่สำคัญของผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการ และมีการลงพื้นที่ฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการพัฒนาศักยภาพผู้ผลิต ผู้ประกอบการ เพื่อให้ความรู้ แนวทางการพัฒนาศักยภาพ แนวทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์ และรายละเอียดแผนงานให้กลุ่มเป้าหมายในพื้นที่ อุดรธานี นครราชสีมา กรุงเทพ เชียงใหม่ พิษณุโลก และสงขลา โดยได้รับกระแสตอบรับเป็นอย่างดีโดยมีนักวิชาการ นักออกแบบแฟชั่นชั้นนำของเมืองไทยและมีผลงานในระดับโลกมาร่วมเป็นวิทยากร

ต่อจากนั้นดีไซน์เนอร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบ และการตลาดจึงได้มีการวาง PRODUCT CONCEPT จัดทำร่างแบบ Sketch วางรูปแบบ ลาย โทนสี คู่สี วัสดุที่ใช้ โดยนำอัตลักษณ์ของแบรนด์และจุดเด่นของภิปัญญามาสร้างเป็นจุดดึงดูดทางการตลาดและออกแบบคอลเลคชั่นใหม่ที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาด ทำการวิเคราะห์ความเป็นไปได้ในกระบวนการผลิตตามข้อมูลผลิตภัณฑ์ เพื่อให้ดีไซน์เนอร์ชื่อดัง 60 ท่านทำการออกแบบและให้คำแนะนำการผลิตชิ้นงานต้นแบบจาก 300 ผู้ประกอบการมีการจัดทำ E-Catalogue 300 ผลิตภัณฑ์เพื่อส่งเสริมการขายผ่านระบบออนไลน์ และมีการจัดแสดง 40 ผลงานที่โดดเด่นในรูปแบบแฟชั่นโชว์ชุดพิเศษสุดในงานกาล่าไนท์ เสน่ห์สีสัน แพรพรรณ แห่งสยาม ในวันที่ 18 ธันวาคม นี้ ณ ห้องรอยัลจูบิลลี่ อิมแพ็ค เมืองทองธานี ซึ่งเดินแบบโดยนางแบบแฟชั่นชั้นนำของเมืองไทย

นอกจากนี้ นายสุทธิพงษ์ ยังกล่าวทิ้งท้ายอีกว่า โครงการนี้ยังมีการออกร้านจำหน่ายสินค้า ผลิตภัณฑ์จากผ้าไทย ในวันที่ 16-18 ธันวาคมนี้ ณ ศูนย์ราชการอาคาร B ก็ขอเชิญชาวนทุกท่านมาซื้อหาผลิตภัณฑ์ผ้าไทยซึ่งมีความหลากหลาย ทั้งชุดแฟชั่น ชุดกลางวัน ชุดเดรสกลางคืน ผ้าอัตตลักษณ์ ผ้าผืน ผ้าซิ่น ผ้าพันคอ ผ้าคลุมไหล่ กระเป๋า รองเท้า หมวก เครื่องประดับจากผ้า กลุ่มเคหะสิ่งทอและอื่นๆ เรียกได้ว่าเป็นงานรวมมหกรรมผ้าไทยที่หลากหลายที่สุดแห่งปี ผมขอเชิญชวนทุกท่าน ร่วมกันส่งเสริม อุดหนุน เป็นแรงใจ และร่วมให้การสนับสนุนผ้าไทยให้มีอนาคตที่สดใส อยู่คู่คนไทยและประเทศไทยของเราตลอดไป นายสุทธิพงษ์ กล่าว

ไทย – เยอรมัน ชวนลงมือปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ในงาน ‘เปลี่ยนเรา เปลี่ยนโลก…WE CHANGE Climate Change’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ผู้หญิง – ไทย – เยอรมัน ชวนลงมือปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ในงาน ‘เปลี่ยนเรา เปลี่ยนโลก…WE CHANGE Climate Change’ (naewna.com)

ไทย – เยอรมัน ชวนลงมือปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ในงาน ‘เปลี่ยนเรา เปลี่ยนโลก…WE CHANGE Climate Change’

ไทย – เยอรมัน ชวนลงมือปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ในงาน ‘เปลี่ยนเรา เปลี่ยนโลก…WE CHANGE Climate Change’

วันพฤหัสบดี ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 11.35 น.

3 ธันวาคม พ.ศ. 2563  สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) และองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) ร่วมจัดกิจกรรม “เปลี่ยนเรา เปลี่ยนโลก…WE CHANGE Climate Change” เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในวันสิ่งแวดล้อมไทยที่กำลังจะมาถึง ณ  เฮลิกซ์ การ์เด้นท์ ชั้น 5 ศูนย์การค้า ดิ เอ็มควอเทียร์ โดยในงาน ดร. รวีวรรณ ภูริเดช เลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้เกียรติเป็นประธานกล่าวเปิดงาน และ มร.ไรน์โฮลด์ เอลเกส ผู้อำนวยการองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) ประจำประเทศไทยและมาเลเซีย กล่าวปาฐกถา เรื่อง Climate Change and Partnership for Action

กิจกรรมนี้จัดขึ้นไม่เพียงแค่เพื่อเสริมสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่ยังเสนอแนะแนวทางการปฏิบัติ เพื่อลดผลกระทบและแก้ปัญหาดังกล่าว โดยมีการให้ความรู้ ข้อมูลเชิงประจักษ์ และข้อแนะนำสำหรับทางเลือกต่างๆ ในการใช้ชีวิตประจำวันเพื่อลดโลกร้อน ตลอดจนมีแสดงผลการดำเนินงานด้านนโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย และความร่วมมือไทย – เยอรมัน ในการรับมือและแก้ปัญหาโลกร้อน ผ่านการเสวนา บอร์ดนิทรรศการ และกิจกรรมร่วมสนุกตอบคำถาม และเล่นเกมส์ชิงรางวัลมากมาย

ดร. รวีวรรณ ภูริเดช กล่าวว่า “การดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศให้ประสบผลสำเร็จนั้น ทางภาครัฐไม่สามารถเดินไปได้ลำพัง ภาครัฐจะต้องกำหนดนโยบายที่เหมาะสม ภาคเอกชนต้องดำเนินธุรกิจที่คิดถึงความยั่งยืน แต่ภาคประชาชนเอง คือส่วนสำคัญที่สุด ทุกคนจะสามารถช่วยกัน ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมแค่เพียงเล็กน้อย โดยเริ่มต้นจากสิ่งง่าย ๆ ในชีวิตประจำวันของเรา และถ้าทุกคนร่วมมือร่วมใจกัน ปรับเปลี่ยนกันคนละนิด แต่ทำให้เป็นนิสัยจนเป็นวิถีชีวิตแบบใหม่ที่รักษาสิ่งแวดล้อม ดิฉันก็เชื่อว่า การเปลี่ยนเรา… เปลี่ยนโลก นั้นจะไม่ไกลเกินเอื้อมอย่างแน่นอน”

มร.ไรน์โฮลด์ เอลเกส ผู้อำนวยการองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) ประจำประเทศไทยและมาเลเซีย กล่าวว่า “GIZ รู้สึกเป็นเกียรติที่ได้สนับสนุนประเทศไทย และรัฐบาลเยอรมันในความร่วมมือด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย และเราจะร่วมมือกันในการค้นหานวัตกรรมใหม่ ๆ เพื่อสนับสนุนให้เกิดการขับเคลื่อนงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทยต่อไปในอนาคต ซึ่งกิจกรรมรณรงค์สู่สาธารณชนในวันนี้ ถือเป็นการเดินไปข้างหน้าอย่างมั่นคง และเป็นการประกาศถึงความร่วมมือทั้งในระดับภาครัฐและภาคประชาชน ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายของประเทศไปสู่การปฏิบัติอย่างแท้จริง… ทั้งนี้ การเปลี่ยนแปลงในเชิงระบบนับเป็นภารกิจที่ GIZ ให้ความสำคัญและมุ่งเน้นให้เกิดผลสัมฤทธิ์ ผมเชื่อว่าหากเราทุกคนลงมือปฏิบัติร่วมกันอย่างจริงจัง บนเส้นทางสู่การแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยมีเป้าหมายที่แน่วแน่ร่วมกันแล้ว เราจะสามารถฝ่าฟันและแก้ปัญหานี้ได้อย่างแน่นอน”

โดยกิจกรรมในงานมีการจัดเวทีเสวนา เพื่อสะท้อนแนวคิดและมุมมองที่หลากหลายต่อเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยมีผู้บริหารและกำหนดนโยบายระดับประเทศ นักธุรกิจเพื่อสังคม และดารานักแสดง ผ่านการพูดคุยในหัวข้อ “การใช้ชีวิตกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ…Climate Actions in Your Daily Life” นำโดย คุณชัชวรรณ เย็นอาคาร ผู้แทนจาก สผ. , คุณอลิสา นภาทิวาอำนวย ผู้ร่วมก่อตั้ง Socialgiver , เต้ย-จรินทร์พร จุนเกียรติคุณ และ ต่อ-ธนภพ ลีรัตนขจร

นอกจากนี้ ยังมีเวทีเสวนาสำหรับนักธุรกิจที่มีใจรักษ์โลกมาร่วมพูดคุยในหัวข้อ “การงานอาชีพที่มีส่วนช่วยเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ…Working and Living Inspired by Climate Change” เพื่อร่วมแบ่งปันแนวคิดการทำงานและการใช้ชีวิตที่ควบคู่ไปกับการใส่ใจปัญหาโลกร้อน โดยมีคุณกชกร วรอาคม ภูมิสถาปนิกซึ่งได้รับรางวัลจากสหประชาชาติจากผลงานการออกแบบภูมิทัศน์ของสวนสาธารณะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม คุณเกวลิน  ศักดิ์สยามกุล ผู้ร่วมก่อตั้งแบรนด์ยาสีฟันเม็ด CHEWW.CO เพื่อลดการใช้หลอดพลาสติก คุณศุภพงษ์ กิติวัฒนศักดิ์ ผู้ร่วมก่อตั้ง Tuk Tuk Hop และ MuvMi รถตุ๊กตุ๊กไฟฟ้า มาร่วมพูดคุย และปิดท้ายงานด้วยมินิคอนเสิร์ตจาก สิงโต นำโชค

คาราบาวกรุ๊ป ผงาดรับรางวัล “ASEAN and Thailand’s Top Corporate Brands 2020” คว้าสุดยอด “แบรนด์องค์กร” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ผู้หญิง – คาราบาวกรุ๊ป ผงาดรับรางวัล“ASEAN and Thailand’s Top Corporate Brands 2020” คว้าสุดยอด “แบรนด์องค์กร (naewna.com)

คาราบาวกรุ๊ป ผงาดรับรางวัล“ASEAN and Thailand’s Top Corporate Brands 2020”  คว้าสุดยอด “แบรนด์องค์กร

คาราบาวกรุ๊ป ผงาดรับรางวัล“ASEAN and Thailand’s Top Corporate Brands 2020” คว้าสุดยอด “แบรนด์องค์กร

วันพฤหัสบดี ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 10.47 น.

คาราบาวกรุ๊ป ผงาดรับรางวัล“ASEAN and Thailand’s Top Corporate Brands 2020”

คว้าสุดยอด “แบรนด์องค์กร” หมวดธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม มูลค่าสูงถึง 56,462 ล้านบาท

บริษัท คาราบาว กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) รับรางวัล ASEAN’s and Thailand’s Top Corporate Brands 2020 หมวดธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม โดยมีมูลค่าแบรนด์องค์กร 56,462 ล้านบาทรางวัลซึ่งจัดโดยคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยมอบให้แก่องค์กรที่มีมูลค่าแบรนด์องค์กรสูงสุดของประเทศไทย และในอาเซียน ประจำปี 2563ซึ่งจัดติดต่อกันมาเป็นปีที่ 11

นายยืนยง โอภากุล กรรมการ บริษัท คาราบาวกรุ๊ป จำกัด (มหาชน)เปิดเผยว่า ปัจจัยที่ทำให้คาราบาว กรุ๊ปได้รับรางวัล มูลค่าแบรนด์องค์กรสูงสุดในหมวดธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มส่วนสำคัญมาจากสินค้าที่มีการวางจำหน่ายแล้วกว่า 30 ประเทศทั่วโลกอาทิ อังกฤษ จีน ออสเตรเลีย แอฟริกา ตะวันออกกลาง และอาเซียน ฯลฯซึ่งมีการเติบโตในด้านรายได้ต่อเนื่องรวมถึงปีนี้ แม้ต้องเผชิญกับสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 โดยรายได้ของคาราบาว กรุ๊ป ในช่วง 9 เดือนของปีนี้ยังคงเติบโตอยู่ที่18% ซึ่งมาจากตลาดส่งออกเป็นหลัก

“ปีนี้ถือเป็นปีที่ท้าทายอย่างยิ่ง จากปัญหาโรคระบาดไวรัสโควิด-19 แต่เราไม่ได้รับผลกระทบเรื่องยอดขายมากนัก เพราะคาราบาว กรุ๊ป ไม่ได้ทำธุรกิจโรงแรม หรือการท่องเที่ยว แต่ทำธุรกิจเครื่องดื่ม ทำให้เราไม่เจ็บตัว เพราะเครื่องดื่มถือเป็นปัจจัย 4 อีกทั้งมีการพัฒนาออกมาอีกหลายๆแบรนด์เช่นเครื่องดื่ม วู้ดดี้ ซี+ล็อค, กาแฟและน้ำดื่มคาราบาว และจากนี้ยังมีแผนผลิตสินค้าใหม่ๆ เกี่ยวกับเครื่องดื่มออกมาอย่างต่อเนื่อง”

ด้าน นายกมลดิษฐ สมุทรโคจร กรรมการ และรองกรรมการผู้จัดการ บริษัท คาราบาว กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)เปิดเผยถึงเคล็ดลับที่ทำให้มูลค่าแบรนด์องค์กรสูงถึง 56,462 ล้านบาทว่า เมื่อพูดถึงแบรนด์คาราบาว ทุกคนจะนึกถึงคุณยืนยง โอภากุล ซึ่งเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ในตลาดเครื่องดื่มชูกำลังที่มีการแข่งขันอย่างมาก และถือเป็นจุดเริ่มต้นของแบรนด์ ด้วยกลุ่มแฟนเพลงคาราบาวกับกลุ่มผู้ดื่มเครื่องดื่มชูกำลัง ถือเป็นคนกลุ่มเดียวกัน ทำให้แบรนด์คาราบาว สามารถแจ้งเกิดได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ ด้วยความต่อเนื่องในการสร้างแบรนด์ของบริษัท ที่ไม่ได้มีเพียงแค่ชื่อคาราบาว แต่มีทั้งโลโก้และคุณยืนยงจึงเป็นการผนึกกำลังของ 3 สิ่งที่ทำให้แบรนด์ที่ก้าวเข้าสู่ปีที่ 19 ยังคงมีความแข็งแกร่งจนถึงทุกวันนี้

“คาราบาว กรุ๊ปใช้การทำงานด้านการตลาดที่หลากหลายไม่เพียงออกสื่อแมส มีเดีย แต่ตั้งแต่วันแรกที่เราเปิดตัว มีการลงพื้นที่จริงโดยพี่แอ๊ดเป็นแบรนด์ แอมบาสเดอร์ที่ลงไปทำงานในพื้นที่ ไปพบผู้บริโภค ร้านค้า มีการใช้ทีมสาวบาวแดง ทำให้แบรนด์ของเราเป็นที่รู้จักตั้งแต่ระดับบนสุดถึงล่างสุด แม้จะเป็นเครื่องดื่มชูกำลังในกลุ่มผู้ใช้แรงงานก็ตาม” นายกมลดิษฐ กล่าว

ด้วยแนวทางของบริษัทที่ให้ความสำคัญกับการสร้างแบรนด์อย่างมาก ไม่เพียงตลาดในประเทศ แต่มุ่งมั่นยกระดับแบรนด์สู่ระดับเวิลด์คลาส ผ่านการใช้กลยุทธ์ต่างๆ ทั้งการจัดการแข่งขันฟุตบอล “คาราบาวคัพ”ในต่างประเทศเพื่อทำให้แบรนด์มีความแข็งแรงขึ้นในระดับอินเตอร์ รวมถึงการเป็นผู้สนับสนุนหลักทีมฟุตบอลเชลซีในระดับโลก

นายกมลดิษฐ กล่าวว่า ปัจจุบันบริษัทมีตลาดต่างประเทศที่แข็งแรงมาก ทั้งอาเซียน ตะวันออกกลาง ยุโรป ในประเทศอังกฤษ ที่สำคัญคือตลาดเพื่อนบ้าน เวียดนาม กัมพูชา พม่าซึ่งเป็นวิสัยทัศน์ที่เกิดขึ้นจากทีมผู้บริหารเมื่อหลายปีที่ผ่านมา และวันนี้พิสูจน์ได้ว่าเมื่อเกิดวิกฤตกรณีโรคระบาดที่เกิดขึ้น บริษัทจึงไม่ได้รับผลกระทบใดๆ โดยรายได้จากการขายสินค้าภายใต้แบรนด์ของคาราบาว ในช่วง 9 เดือน60% มาจากตลาดต่างประเทศ และ 40% มาจากตลาดในประเทศ ซึ่งสัดส่วนรายได้จากต่างประเทศของบริษัทเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เทียบจากในปี 2561 ตลาดในประเทศ 55% และต่างประเทศ 45%

สำหรับแนวทางในการเพิ่มมูลค่าแบรนด์องค์กรให้สูงขึ้น บริษัทมุ่งมั่นสร้างการเติบโตให้กับธุรกิจ ซึ่งจะส่งผลให้มูลค่าแบรนด์องค์กรเติบโตตามไปด้วย โดยเฉพาะในตลาดต่างประเทศที่มีโอกาสอีกมหาศาลรวมถึงการลงทุนใหม่ๆ ในด้านการผลิตซึ่งเป็นต้นน้ำ นอกเหนือจากโรงงานผลิตเครื่องดื่มทั้งขวดและกระป๋องปัจจุบันบริษัทมีการขยายไลน์ไปสู่โรงงานผลิตกล่องกระดาษผลิตฉลาก ฯลฯ ซึ่งจะทำให้บริษัทมีความคล่องตัวในการดำเนินธุรกิจมากขึ้น นอกจากนี้ ยังส่งผลให้ต้นทุนในระยะยาวของบริษัทลดลง ซึ่งจะส่งผลต่อกำไรที่เพิ่มสูงขึ้นในอนาคต

ศ.ดร. กุณฑลี รื่นรมย์ และ ผศ.ดร. เอกก์ ภทรธนกุลอาจารย์ประจำภาควิชาการตลาดคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้สร้างเครื่องมือวัดมูลค่าแบรนด์องค์กร CBS Valuation (Corporate Brand Success Valuation) ตั้งแต่ปี 2554 เปิดเผยว่า ปีนี้แม้จะมีสถานการณ์ไม่ปกติจากการระบาดของไวรัสโควิด-19 แต่คณะผู้วิจัยยังคงทำงานวิจัยวัดมูลค่าแบรนด์องค์กรของบริษัทจดทะเบียนทั้งในประเทศและในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งเสริมให้ผู้บริหารระดับสูงของภาคธุรกิจให้ความสำคัญต่อการสร้างและพัฒนาแบรนด์องค์กร (Corporate Brand) เพื่อความยั่งยืนขององค์กรในระยะยาว

เครื่องมือวัดมูลค่าแบรนด์องค์กร เป็นการนำตัวเลขจากงบการเงินในรายงานประจำปี ซึ่งเป็นข้อมูลที่บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เปิดเผยต่อสาธารณชนมาคำนวณโดยใช้สูตร CBS Valuation ใช้ค่าเฉลี่ยระยะเวลา 3 ปี ปัจจุบันในตลาดอาเซียนมีตลาดหลักทรัพย์ 6 ประเทศ ได้แก่ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไทย และเวียดนาม โดยสูตรคำนวณ CBS Valuation ได้บูรณาการแนวคิดด้านการตลาด การเงิน และการบัญชี อย่างมีระบบทำให้สามารถคำนวณมูลค่าแบรนด์องค์กรออกมาได้เป็นตัวเลขทางการเงินโดยไม่มีความลำเอียง

“ออกานิก้า” มอบพลังความหอมอันบริสุทธิ์จากธรรมชาติด้วย “Magic of Magnolia” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ผู้หญิง – “ออกานิก้า”มอบพลังความหอมอันบริสุทธิ์จากธรรมชาติด้วย“Magic of Magnolia” (naewna.com)

“ออกานิก้า”มอบพลังความหอมอันบริสุทธิ์จากธรรมชาติด้วย“Magic of Magnolia”

“ออกานิก้า”มอบพลังความหอมอันบริสุทธิ์จากธรรมชาติด้วย“Magic of Magnolia”

วันพฤหัสบดี ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 10.28 น.

“ออกานิก้า”มอบพลังความหอมอันบริสุทธิ์จากธรรมชาติด้วย“Magic of Magnolia”

ต้อนรับเทศกาลแห่งความสุขพร้อมปลุกพลังแห่งชีวิตที่สมบูรณ์แบบ

ออกานิก้า(ORGANIKA) แบรนด์ผลิตภัณฑ์สปาและอโรมาเธอราพีลักซ์ชัวรี่สัญชาติไทยมอบของขวัญรับเทศกาลแห่งความสุข ด้วยพลังความหอมอันบริสุทธิ์“Magic of Magnolia”ชุดผลิตภัณฑ์กลิ่นใหม่ล่าสุดที่สกัดจากดอกแมกโนเลีย อันเปี่ยมด้วยเสน่ห์ความหอมละมุนจากธรรมชาติ พร้อมจัดกิจกรรมเวิร์คช็อป “Power of Scents” เพื่อปลุกพลังแห่งชีวิตที่สมบูรณ์แบบ ณ ออกานิก้า เฮ้าส์ โครงการพิมาน 49(สุขุมวิท 49)

          คุณศรีริต้า เจนเซ่นกรรมการผู้จัดการบริษัท ออกานิก้าเฮ้าส์ จำกัดจำกัด ผู้ก่อตั้งและบริหาร
ออกานิก้า(Organika)กล่าวว่าออกานิก้าได้ถ่ายทอดแนวคิดของแบรนด์สะท้อนผ่านโล้โก้ ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากดอกแมกโนเลีย (Magnolia) สัญลักษณ์แห่ง ความสง่างาม พรรณไม้ที่แสดงถึงความงามบริสุทธิ์ พลังแห่งชีวิตและความสมบูรณ์แบบ ด้วยรูปลักษณ์และความงามของดอกแมกโนเลียนั้นช่วยปลอบประโลมใจ และหากพิจารณาใกล้ๆ จะพบว่ากลีบของดอกแมกโนเลียหนาและแข็ง เพื่อปกป้องตัวเองจากพายุ ทำให้กลีบคงทนและจะร่วงหล่นไปก็ต่อเมื่อถึงอายุขัยเท่านั้น ซึ่งแมกโนเลียคือส่วนผสมสำคัญในผลิตภัณฑ์ ทุกชนิดของออกานิก้าที่มีคุณสมบัติช่วยบำรุง ปกป้อง และต่อต้าน ริ้วรอยอย่างอ่อนโยนต่อผิว

“ออกานิก้าได้คิดค้นและพัฒนาผลิตภัณฑ์โดยผู้เชี่ยวชาญอย่างต่อเนื่อง โดยครั้งนี้เราต้องการที่จะนำเสนอกลิ่นใหม่ที่สกัดจากสเต็มเซลล์ของดอกแมกโนเลียออกมาเป็นชุดผลิตภัณฑ์ “Magic of Magnolia” เพื่อมอบเป็นของขวัญในช่วงเทศกาลปีใหม่ที่กำลังจะมาถึง ซึ่งประกอบด้วย เทียนอโรม่าเพื่อนวดผ่อนคลาย, กลิ่นหอมปรับอากาศภายในห้องทั้งแบบสเปรย์ และก้านกระจายความหอม, ครีมบำรุงผิวกายและมือ, ผลิตภัณฑ์อาบน้ำ และน้ำมันสกัดบริสุทธิ์เป็นต้นด้วยพลังความหอมอย่างเป็นธรรมชาติของดอกแมกโนเลียจะช่วยบำบัดอาการเหนื่อยล้าทำให้รู้สึกผ่อนคลาย สบาย และเพิ่มสดชื่นมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ประเภทบำรุงผิว สเต็มเซลล์ของดอกแมกโนเลียจะช่วยฟื้นฟูบำรุงผิว กักเก็บความชุ่มชื้นได้ยาวนาน พร้อมช่วยปกป้องและลดริ้วรอยอีกด้วย”

 นอกจากการเปิดตัวกลิ่น “Magic of Magnolia” พร้อมให้ทุกคนได้สัมผัสเสน่ห์ความหอมละมุนอย่างเป็นธรรมชาติ จากผลิตภัณฑ์ต่างๆ แล้ว ภายในงานยังมีกิจกรรมเวิร์คช็อปภายใต้คอนเซ็ปต์ “Power of Scents”คือการมอบประสบการณ์แห่งกลิ่นที่จะทำให้ทุกคนรู้สึกผ่อนคลายด้วยการทำRoom and Body Mistหรือเสปรย์หอมปรับอากาศที่สร้างสรรค์ความหอมละมุนจากเอสเซนเชียล ออยล์ซึ่งมีส่วนผสมของน้ำหอมสกัดจากดอกแมกโนเลีย โดยผู้มีเกียรติจะได้ทดลองทำสเปรย์ในแบบเฉพาะตัวและสามารถจัดเป็นชุดของขวัญแสนพิเศษให้ตนเองหรือคนที่รักได้อย่างสวยงาม รวมถึงไอเดียการเลือกสรรผลิตภัณฑ์เพื่อมอบเป็นของขวัญต้อนรับเทศกาลปีใหม่ที่กำลังจะมาถึงอีกด้วย

ทั้งนี้ออกานิก้าเป็นแบรนด์ผลิตภัณฑ์สปาและอโรมาเธอราพีออร์กานิกระดับลักซ์ชัวรี่ ที่โดดเด่นด้วยการคัดสรรวัตถุดิบเกรดพรีเมียมจากทั่วทุกมุมโลกมาสร้างสรรค์เป็นผลิตภัณฑ์ชั้นเลิศและปลอดสารพิษอย่างแท้จริง เปิดตัวมานานกว่า5ปีและได้รับการตอบรับอย่างดีเยี่ยมจนขึ้นแท่นเป็นแบรนด์ในดวงใจของกลุ่มลูกค้าผู้มีรสนิยมทั้งชาวไทยและต่างชาติ ตลอดจนเป็นหนึ่งในแบรนด์เครื่องหอมที่ธุรกิจสปาและโรงแรมหรูของไทยไว้วางใจ

ขอเชิญสัมผัสประสบการณ์แห่งความสุข ที่จะเติมพลังแห่งความสดชื่นไปกับออกานิก้า (ORGANIKA) ผลิตภัณฑ์สปาและอโรมาเธอราพีออร์แกนิคระดับลักซ์ชัวรี่ ซึ่งมีจำหน่ายแล้วที่ แฟล็กชิป สโตร์แห่งแรก
“ออกานิก้า เฮ้าส์” (ORGANIKA HOUSE) ในโครงการพิมาน 49 (สุขุมวิท 49) กับบริการสปาและร้านอาหารสุดลักซ์ชัวรี่ครบวงจรสไตล์ออร์แกนิค โดยบริเวณชั้น 5 เปิดให้บริการสำหรับสปา Organika Secret Spaพร้อมมอบโปรแกรมสปาสุดพิเศษ ได้แก่ ออกานิก้า อโรมาติก แคนเดิล มาสสาจ, อโรมาติก มิลค์ บาธ เธอราพี,  บริการขัดตัวด้วยกลิ่นของสครับที่ต้องการ ,บริการทรีทเม้นท์บำรุงผิวหน้า,การนวดแบบ อะบิยังกา มาสสาจ วิท ชิโรดารา และคริสตัล สโตน มาสสาจ หรือการนวดด้วยหินภูเขาไฟ เป็นต้น

ส่วนบริเวณชั้น 6 รังสรรค์เป็นร้านอาหาร Organika Café and Restaurant ซึ่งออกแบบเป็น Roof Top  ที่สามารถมองเห็นทิวทัศน์ได้โดยรอบ ทุกท่านจะได้สัมผัสกับรสชาติความอร่อยกับเมนูอาหารออร์แกนิค ที่ผ่านการปรุงอย่างพิถีพิถันด้วยวัตถุดิบคุณภาพทั้งอาหารเรียกน้ำย่อย ไปจนถึงอาหารจานหลักที่หลากหลาย รวมถึงของหวาน อาทิ ฮันนี่โทสต์ แพนเค้ก และบาน็อฟฟี่  ตลอดจนเครื่องดื่มที่ปรุงจากกาแฟออร์แกนิค ชาสูตรพิเศษ และน้ำผลไม้สกัด

นอกจากนี้ยังมีคาเฟ่และแฟล็กชิพสโตร์สุดหรู“ออกานิก้า ริวิเยร์” (ORGANIKA RIVIERE) บริเวณชั้น M ใกล้กับจุดเชื่อมต่อรถไฟฟ้า ห้างสรรพสินค้าทาคาชิมายะ โครงการไอคอนสยาม ที่ออกแบบและตกแต่งขึ้นอย่างพิถีพิถันโดยใช้สีเขียวอันเป็นตัวแทนของต้นไม้และสายน้ำเป็นสีหลัก พร้อมกับตกแต่งด้วยเทียนหอมและแสงไฟอันสวยงามอย่างวิจิตร เพื่อสร้างสมดุลชีวิตและปลอบประโลมให้ผู้มาเยือนได้ผ่อนคลายจากความวุ่นวายภายนอกได้เป็นอย่างดี

            ร่วมต้อนรับเทศกาลแห่งความสุขด้วยการเลือกผลิตภัณฑ์ออกานิก้าเป็นของขวัญให้คนที่คุณรัก โดย ผลิตภัณฑ์ มีจำหน่ายแล้วที่Flagship สุขุมวิท 49 โทร.02-665 1899หรือสั่งซื้อออนไลน์   @organikahousewww.organikahouse.comORGANIKAHOUSEข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อสำนักงานใหญ่โทร. 02-049 2965  (จันทร์ – ศุกร์)

********************************************

ข้อมูลเพิ่มเติมสามารถติดต่อตัวแทนประชาสัมพันธ์ บริษัท กู้ดวิลคอมมูนิเคชั่นส์ จำกัด

โทร. ฐิตาภรณ์ สุภาพ (ภรณ์)  02-010-5281 Mobile: 065-245-4454 Email : info@goodwillcom.co.th

กลับมาอีกครั้ง ‘หัวหิน แจ๊ส เฟสติวัล 2020’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ผู้หญิง – กลับมาอีกครั้ง‘หัวหิน แจ๊ส เฟสติวัล 2020’ (naewna.com)

กลับมาอีกครั้ง‘หัวหิน แจ๊ส เฟสติวัล 2020’

กลับมาอีกครั้ง‘หัวหิน แจ๊ส เฟสติวัล 2020’

วันพฤหัสบดี ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.45 น.

โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ บีชรีสอร์ทและวิลลา หัวหิน ร่วมกับเทศบาลเมืองหัวหิน การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และแจ๊ส อะไลฟ์ โชว์บิส ออแกไนเซอร์ชื่อดังด้านการจัดงานแสดงดนตรีและความบันเทิง พร้อมสร้างสีสันปรากฏการณ์แห่งดนตรีแจ๊สที่ดีที่สุดแห่งปีอีกครั้งใน “หัวหิน อินเตอร์เนชันแนลแจ๊ส เฟสติวัล 2020” เทศกาลดนตรีแจ๊สนานาชาติประจำปี 2563 พร้อม “แจ๊สกันให้สนั่นหาด” เบื้องหน้าความงดงามของชายหาดหัวหิน ส่งท้ายปลายปี ระหว่างวันที่ 4-5 ธันวาคม 2563

พบกับหลากหลายชุดการแสดง เต็มที่ 2 วัน 2 เวทีกว่า 30 คอนเสิร์ต ทั้งจากเวทีหลักริมหาด “เมน สเตจ” (Main Stage) และเวทีรอง “ฟิวชัน สเตจ” (Fusion Stage) จากขบวนศิลปินชั้นนำแถวหน้าของวงการเพลง อาทิ โก้ มิสเตอร์แซกแมน,บุรินทร์ บุญวิสุทธิ์, สินเจริญ บราเธอร์ส, ปั่น-ไพบูลย์เกียรติ, 3 หนุ่ม ทริปเปิล-เจ (Triple J), ซิดนีย์ แอนด์ เฟรนด์ส (Sydney & Friends) รวมถึงศิลปินนานาชาติชื่อดังอย่าง คีธ โนแลน (Keith Nolan), สตีฟ แคนนอน(Steve Cannon), จูเลียน แครี่ (Julian Cary) และทีมงานเพลงมากความสามารถกว่าอีก 100 ชีวิต ที่จะมารวมตัว “แจ๊สกันให้สนั่นหาด” เพื่อถ่ายทอดมนต์เสน่ห์แห่งเพลงแจ๊สในแบบฉบับของตัวเองเนรมิตให้ทั้งบริเวณเป็นเมืองริมหาดแห่งดนตรีแจ๊ส สร้างความเพลิดเพลินและมอบสุนทรีย์แห่งการพักผ่อนเหนือระดับ โดยสามารถเข้าร่วมงานได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น เพื่อตอกย้ำความเป็นเมืองแห่งการท่องเที่ยวระดับนานาชาติอย่างแท้จริง

อย่างไรก็ตาม แม้ว่างานดังกล่าวจะเป็นการจัดกิจกรรมแบบกลางแจ้ง ผู้เข้าร่วมงานจะต้องปฏิบัติตามมาตรการการเว้นระยะห่างทางสังคม หรือ Social Distancing (โซเชียล ดิสแทนซิ่ง) อย่างเคร่งครัด โดยทางผู้จัดงานมีความเข้มงวดในการเว้นระยะห่างทางสังคมแบบหมู่คณะ รวมทั้งผู้เข้าร่วมงานทุกคนจะได้รับการตรวจวัดอุณหภูมิร่างกายก่อนเข้าพื้นที่ ต้องสแกนคิวอาร์โค้ดผ่านแอพพลิเคชั่น“ไทยชนะ” ซึ่งได้แบ่งหมวดพื้นที่อย่างละเอียดครบถ้วน และมีการจัดเจลแอลกอฮอล์ล้างมือไว้ให้บริการ และสำคัญที่สุดคือการเน้นย้ำการสวมหน้ากากอนามัยของผู้เข้าร่วมงานอย่างเคร่งครัด ทั้งนี้ สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 032-512021 หรืออีเมลchbr@chr.co.th

เสริมแกร่งบุคลากรทางการแพทย์ ในชุมชนกลุ่มเสี่ยง พร้อมรับมือการแพร่ระบาดโควิด-19 ระลอกใหม่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ผู้หญิง – เสริมแกร่งบุคลากรทางการแพทย์ ในชุมชนกลุ่มเสี่ยง พร้อมรับมือการแพร่ระบาดโควิด-19 ระลอกใหม่ (naewna.com)

เสริมแกร่งบุคลากรทางการแพทย์ ในชุมชนกลุ่มเสี่ยง พร้อมรับมือการแพร่ระบาดโควิด-19 ระลอกใหม่

เสริมแกร่งบุคลากรทางการแพทย์ ในชุมชนกลุ่มเสี่ยง พร้อมรับมือการแพร่ระบาดโควิด-19 ระลอกใหม่

วันพฤหัสบดี ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.03 น.

เครือข่ายมหาวิทยาลัยสุขภาพหนึ่งเดียวแห่งประเทศไทย (THOHUN) ร่วมกับบริษัท ไฟเซอร์(ประเทศไทย) จำกัด ผนึกกำลังพันธมิตรแพทยสมาคมแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์และมูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทยเดินหน้ามาตรการเชิงรุกทุกมิติเตรียมพร้อมรับมือการแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ หลังรัฐบาล เปิดประเทศเพื่อพยุงเศรษฐกิจร่วมดำเนินโครงการ “ส่งต่อความช่วยเหลือด้วยสถานการณ์ COVID-19ให้กับโรงพยาบาลและชุมชนในกลุ่มเสี่ยง” โดยส่งมอบชุดอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคลหน้ากาก N95และ Face shield ราว 5,000 ชุดพร้อมผลิตสื่อเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับโรคอุบัติใหม่ COVID-19 และสาธิตเพื่อป้องกันตนเองของบุคลากรทางแพทย์ในโรงพยาบาลระดับภูมิภาคและอาสาสมัครสาธารณสุข รวมทั้งผู้ปฏิบัติงานในชุมชนกลุ่มเสี่ยง

ผศ.ดร.แสงเดือน มูลสม ผู้ประสานงานเครือข่ายมหาวิทยาลัยสุขภาพหนึ่งเดียวแห่งประเทศไทย (THOHUN) กล่าวว่า “สถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ยังคงเป็นปัญหาที่มีผลกระทบทางสุขภาพและเศรษฐกิจเป็นวงกว้างทั่วโลก ประเทศไทยถือว่าประสบความสำเร็จสูงในการควบคุมและรับมือกับโรค COVID-19ในระลอกที่ผ่านมา ด้วยความร่วมมือของทุกภาคส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาสาสมัครสาธารณสุข (อสม. และ อสส.) เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.)ที่กระจายอยู่ในกรุงเทพมหานคร และชุมชนต่างๆ ทั่วประเทศล้านคนถือเป็นกำลังสำคัญด่านหน้า ที่ช่วยประเทศในการตรวจคัดกรองและเฝ้าระวังผู้ป่วยระดับชุมชน จนได้รับยกย่องจากองค์การอนามัยโลกว่าประเทศไทยสามารถควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ เพราะจิตอาสาในการเอาใจใส่สอดส่องดูแลคนในชุมชนของอาสาสมัครสาธารณสุขเหล่านี้

ผศ.ดร.แสงเดือน มูลสม

แต่จากการลงพื้นที่ชุมชนต่างๆ ในช่วงที่ผ่านมา พบว่าอาสาสมัครสาธารณสุขเหล่านี้มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อเนื่องจากขาดความรู้ในการใช้สวมใส่และถอดทิ้งอุปกรณ์ป้องกัน
ส่วนบุคคลอย่างถูกต้องและครบถ้วนและยังขาดสื่อความรู้ที่มีเนื้อหาสอดคล้องกับบริบทการทำงานจริงในชุมชน นอกจากนี้ อุปกรณ์ป้องกันการติดเชื้อยังมีไม่เพียงพอสำหรับเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานทางการแพทย์ในโรงพยาบาลระดับภูมิภาคที่ให้การดูแลและรักษาผู้ป่วยโรค COVID-19 และเมื่อประเทศไทยจะเปิดประเทศต้อนรับนักท่องเที่ยว ทำให้มีการหลั่งไหลของผู้มาเยือนจากต่างชาติไปยังชุมชนทั่วประเทศ จึงจำเป็นที่ทุกภาคควรมีการเตรียมพร้อมเพื่อรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าว ดังนั้น THOHUN และเครือข่ายพันธมิตร จึงได้จัดทำสื่อให้ความรู้เรื่องการสวมใส่อุปกรณ์ป้องกันตนเองของอาสาสมัครสาธารณสุขที่ง่ายและเหมาะสมกับบริบทการทำงานของอาสาสมัครเหล่านี้ โดยจะเผยแพร่ไปทั่วประเทศ เพื่อผู้ปฏิบัติงานหน้าด่านเหล่านี้ ให้มีความพร้อมและปลอดภัยในการรับมือกับการระบาดระลอกต่อไปของ COVID-19”

ดร.นพ.นิรุตติ์ ประดับญาติผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์บริษัทไฟเซอร์ (ประเทศไทย)จำกัด กล่าวว่า“ประเทศไทยนับว่าเป็นประเทศที่ประสบความสำเร็จในการรับมือกับโควิด-19 แต่อย่างไรก็ตามการเตรียมพร้อมสำหรับการระบาดระลอกสองที่มีแนวโน้มว่าจะเกิดขึ้นก็เป็นสิ่งที่จำเป็น ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาไฟเซอร์ได้ใช้วิทยาศาสตร์และทรัพยากรความรู้ที่มีเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้คนทั่วโลก เมื่อเกิดการระบาดของโควิด-19ไฟเซอร์จึงทำทุกวิถีทางเพื่อเอาชนะวิกฤติครั้งนี้ ทั้งการร่วมพัฒนาวัคซีนต้านโรคโควิด-19 และการมอบความช่วยเหลืออื่นๆ ที่ทำได้อย่างเต็มความสามารถ โดยมั่นใจอย่างยิ่งว่าวิทยาศาสตร์จะสามารถเอาชนะวิกฤตในครั้งนี้ได้แน่นอน (‘Science Will Win’)

ดร.สราวุธ ราชศรีเมือง

สำหรับมาตรการการช่วยเหลือตั้งแต่ ระยะแรก มูลนิธิไฟเซอร์ประเทศไทย ได้บริจาคชุดอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคลและหน้ากาก N95 ให้แก่บุคลากรทางการแพทย์ทั่วประเทศผ่านโครงการของแพทยสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ และครั้งนี้ ยังมอบเงินสนับสนุนการจัดซื้อชุดอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคลและหน้ากาก N95 ให้แก่บุคลากรทางการแพทย์บริเวณชายแดนซึ่งเป็นพื้นที่ในกลุ่มเสี่ยง และได้ร่วมมือกับเครือข่ายมหาวิทยาลัยสุขภาพหนึ่งเดียวแห่งประเทศไทย (THOHUN) และมูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย ในการพัฒนาสื่อการสอนเพื่ออบรมบุคลากรทางการแพทย์ในโรงพยาบาลท้องถิ่นให้สามารถรับมือการระบาดของโควิด-19 ระลอกสองที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

ศาสตราจารย์เกียรติคุณแพทย์หญิงสมศรี เผ่าสวัสดิ์ นายกแพทยสภาแห่งประเทศไทย และผู้อำนวยการสำนักงานแพทยสมาคมแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า“การรับมือจากสถานการณ์โควิด-19 ในประเทศไทย ขณะนี้ถือว่าทำได้ในระดับที่ดีมากเป็นผลมาจากการช่วยเหลือและการสนับสนุนจากทุกภาคส่วน รวมถึงกลุ่มแพทย์ในประเทศไทยมีความรู้ความสามารถ เรียกได้ว่าประเทศไทยสามารถเอาชนะโควิด-19 ได้ในระดับที่น่าพอใจ แต่ก็อย่าประมาทเพราะวัคซีนป้องกันโรคยังอยู่ระหว่างการดำเนินการค้นคว้าวิจัย ดังนั้นวัคซีนที่ดีที่สุดของบุคคลทั่วไปในตอนนี้คือ “การสวมหน้ากากอนามัย” และ “การเว้นระยะห่าง” ส่วนวัคซีนที่จะช่วยป้องกันชุมชนและประเทศให้พ้นจากวิกฤตินี้ คือการให้ความช่วยเหลือกลุ่มคนปฏิบัติงานด่านหน้า ให้มีความพร้อมมีเกราะป้องกันที่ดี”

ดร.นพ.นิรุตติ์ ประดับญาติ

ดร.สราวุธ ราชศรีเมือง ผู้อำนวยการมูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย กล่าวว่า “นอกเหนือจากการเสริมความแข็งแกร่งให้กับกลุ่ม อสม. ที่เป็นด่านหน้าของชุมชนแล้ว มูลนิธิศุภนิมิตฯ ยังได้เล็งเห็นความสำคัญของชนกลุ่มน้อยและกลุ่มแรงงานอพยพที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย เพราะกลุ่มคนเหล่านี้ถูกจัดเป็นกลุ่มผู้ด้อยโอกาสทางสังคมที่ต้องเร่งได้รับการดูแลช่วยเหลือ และเป็นกลุ่มเสี่ยงที่มีโอกาสติดเชื้อได้ตลอดเวลา เนื่องจากขาดอุปกรณ์ป้องกัน อีกทั้งยังขาดสิทธิ์ในการดูแลรักษาพยาบาลเหมือนคนทั่วไป ดังนั้นหากติดเชื้อจึงย่อมมีโอกาสแพร่เชื้อสู่ผู้อื่นได้โดยง่าย โดยในระยะที่ผ่านมาทางมูลนิธิศุภนิมิตฯ ได้เตรียมถุงยังชีพที่บรรจุสิ่งของดำรงชีวิตที่จำเป็นและอุปกรณ์ป้องกัน นำไปมอบให้เพื่อบรรเทาผลกระทบเฉพาะหน้า รวมทั้งวางแผนดำเนินการในระยะยาวเพื่อมอบความช่วยเหลืออื่นๆ ต่อไป”

สำหรับการดำเนินโครงการ“การส่งต่อความช่วยเหลือด้วยสถานการณ์ COVID-19 ให้กับโรงพยาบาลและชุมชนในกลุ่มเสี่ยง” ครั้งนี้เป็นการส่งต่อความช่วยเหลือในทุกมิติ ประกอบด้วย มิติองค์ความรู้ ได้แก่ จัดให้มีการอบรมและการผลิตสื่อให้ความรู้ในรูปแบบวีดีโอคลิป (VDO Clip)แก่บุคลากรที่มีส่วนเกี่ยวข้อง โดยเนื้อหาของสื่อนี้จะมีความสอดคล้องกับบริบทการปฏิบัติงานจริงของประเทศไทย ตั้งแต่การประเมินว่าตนเองมีความใกล้ชิดผู้ป่วยมากน้อยเพียงใด หรือมีความเสี่ยงระดับใด เพื่อเลือกใช้อุปกรณ์ป้องกันตนเองได้อย่างเหมาะสม รวมถึงแนวทางการปฏิบัติในการสวม-ใส่-ถอด-ทำลายอุปกรณ์ป้องกันที่ถูกต้อง โดยวีดีโอคลิปดังกล่าวจะถูกเผยแพร่ผ่านทางเว็บไซต์ thohun.org และเว็บไซต์ของเครือข่ายพันธมิตรและ มิติอุปกรณ์ป้องกันโรค ได้มีการจัดหาและส่งมอบชุดอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล(PPE)หน้ากาก N95 และ Face Shield จำนวน 5,000 ชุดผ่านแพทยสมาคมแห่งประเทศไทยฯสู่ 40 โรงพยาบาล สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด และชุมชนในกลุ่มเสี่ยงทั่วประเทศ รวมถึง มิติความช่วยเหลือเฉพาะหน้า ได้มีการจัดเตรียมถุงยังชีพที่บรรจุสิ่งจำเป็นในการดำรงชีวิตและอุปกรณ์ป้องกันการติดเชื้อ มอบผ่านมูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทยฯ สู่ผู้ได้รับผลกระทบที่เป็นชนกลุ่มน้อยและกลุ่มแรงงานอพยพที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย เริ่มต้น4 ชุมชน ได้แก่ ชุมชนตลาดไท จังหวัดปทุมธานี ชุมชนบางขุนเทียนกรุงเทพฯและชุมชนห่างไกลความเจริญในพื้นที่จังหวัดชุมพรและจังหวัดระนอง

สำหรับผู้ที่ต้องการชมสื่อการเรียนรู้ของโครงการ “ส่งต่อความช่วยเหลือด้วยสถานการณ์ COVID-19 ให้กับโรงพยาบาลและชุมชนในกลุ่มเสี่ยง” สามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์ thohun.org
และเฟซบุ๊คเพจ Thailand One Health University Network