คุมเข้มชุมนุม​ หลังพบ “โควิด19” ในกทม. #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

คุมเข้มชุมนุม​ หลังพบ”โควิด19″ในกทม. (komchadluek.net)

คุมเข้มชุมนุม​ หลังพบ”โควิด19″ในกทม.

คุมเข้มชุมนุม​ หลังพบ"โควิด19"ในกทม.

2 ธันวาคม 2563 – 20:40 น.

กลุ่มแพทย์พยาบาลอาสา​แจกเจลแอลกอฮอล์​ หน้ากากอนามัย ให้ผู้ชุมนุมหลังพบผู้ติดเชื้อใน​ กทม. 

สถานการณ์โรคไวรัสโควิด19​ ที่พบผู้ติดเชื้อในประเทศ อาศัยอยู่ใน​ เขตบางนา​ กรุงเทพฯ​ ซึ่งหลายภาคส่วนเป็นกังวล เรื่องโรคโควิดจะระบาดอีกครั้ง​ และการมาชุมนุม คือ​ การรวมตัวของประชาชนจำนวนมาก  

การชุมนุมของกลุ่มคณะราษฎรและแนวร่วม​วันนี้​  กลุ่มแพทย์ พยาบาล จิตอาสา จึงต้องเดินแจกเจลแอลกอลฮอล์และประชาสัมพันธ์ให้ผู้ชุมนุมสวมหน้ากากอนามัย​

นส.กัลยากาญจน์ บู่สี ทีม DNA บุคลากรการแพทย์และอาสาสมัคร เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาทางกลุ่มก็จะแจกเจลแอลกอฮอล์ให้ผู้ชุมนุมอยู่แล้ว แต่หลังจากสถานการณ์โควิด พบในพื้นที่ กทม.และผู้ติดเชื้อในประเทศ ทางกลุ่มจึงออกประชาสัมพันธ์ และแจกเจลแอลกอฮอล์ให้ผู้ชุมนุม ถี่มากขึ้นโดยจะเดินลาดตระเวน แจกให้ผู้ชุมนุมได้ทำความสะอาดและขอให้ใส่หน้ากากอนามัย หากคนใดไม่มีก็จะแจกให้  

คุมเข้มชุมนุม​ หลังพบ"โควิด19"ในกทม.


“ยอมรับว่าเป็นกังวลเรื่องโควิด แต่ก็ต้องป้องกัน การที่ให้ล้างมือด้วยเจลแอลกอลฮอล์นั้นก็เป็นอีกช่องทางหนึ่งที่จะช่วยสกัดยับยั้งเชื้อโรคได้ “

“วิชิต” มั่นใจชาวประจวบฯให้โอกาสปักธง นายกฯอบจ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“วิชิต” มั่นใจชาวประจวบฯให้โอกาสปักธง นายกฯอบจ (komchadluek.net)

“วิชิต” มั่นใจชาวประจวบฯให้โอกาสปักธง นายกฯอบจ

"วิชิต" มั่นใจชาวประจวบฯให้โอกาสปักธง นายกฯอบจ

2 ธันวาคม 2563 – 19:51 น.

“วิชิต ปลั่งศรีสกุล ” มั่นใจชาวประจวบฯให้โอกาสปักธง นายกฯอบจ. ชู 3 นโยบายยกระดับชีวิต

นายวิชิต ปลั่งศรีสกุล ผู้สมัครนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เบอร์สอง พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ในการเลือกตั้งนายกอบจ.และสมาชิกสภาจังหวัด(ส.จ.)ที่จะมีขึ้นในวันที่20ธ.ค.นี้นั้น ขอให้ชาวประจวบฯพร้อมใจไปใช้สิทธิเลือกตั้งครั้งนี้อย่างพร้อมเพียง และเชื่อว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะโปร่งใส หากประชาชนพบการทุจริตในการหาเสียงขอให้แจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทันที ที่ผ่านมาตนลงพื้นที่หาเสียงพบว่ากระแสตอบรับนโยบายเปลี่ยนประจวบฯให้ดีกว่านี้ของตนสอดรับกับเสียงสะท้อนในแปดอำเภอ ดังนั้นหากตนได้รับโอกาสจากชาวประจวบฯตนจะนำนโยบายดังกล่าวไปพัฒนาจังหวัดให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรม

นายวิชิต กล่าวว่า ตอนนี้สถานการณ์โรคไวรัสโควิด-19กลับมาระบาดอีกครั้ง ขอความร่วมมือชาวประจวบฯและนักท่องเที่ยวปฏิบัติตนตามคำสั่งของรัฐบาลอย่างเคร่งครัดเพื่อป้องกันการระบาดของโรคนี้ ตนเชื่อว่าหากทุกคนร่วมใจกัน โอกาสการกระจายของโรคนี้จะต่ำมาก และเชื่อมั่นว่าทุกคนในจ.ประจวบฯร่วมมือป้องกันการระบาดของโรคนี้ ขณะเดียวกันการประสานและวางมาตรการระบบสาธารณสุขของจังหวัดประจวบฯเพื่อดูแลชาวประจวบฯตามแนวชายแดนที่ติดกับประเทศเพื่อนบ้านหลายร้อยกิโลเมตรนั้น หากชาวประจวบฯให้โอกาสตน ตนจะบูรณาการระบบสาธารณสุขขั้นพื้นฐานในหมู่บ้านและตำบลที่ห่างไกลให้ครอบคลุม เพื่อสุขภาวะที่ดีและชาวบ้านดูแลตัวเองเพื่อให้ห่างไกลจากโรคภัยไข้เจ็บในขั้นต้นได้  รวมทั้งประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกวดขันการข้ามแดนอย่างเคร่งครัด

นายวิชิต กล่าวว่า ขณะเดียวกันตนจะแปรวิกฤตจากภาวะของไวรัสนี้ที่กระทบกับทุกประเทศให้เป็นโอกาสในการเปลี่ยนแปลงเพราะแทบทุกประเทศปรับตัวในรูปแบบนิว นอร์มอล ดังนั้นการศึกษาในรูปแบบใหม่ของโลกวันนี้ต้องปรับตัว ตนจะประสานผลักดันให้เกิดมหาวิทยาลัยแห่งอนาคตในพื้นที่ที่จะสร้างนวัตกรรมใหม่ๆให้เกิดขึ้นเพื่อให้ลูกหลานของชาวประจวบฯได้เข้าถึงโอกาสดังกล่าวรองรับการปรับตัวของโลกในวันข้างหน้า

นายวิชิต กล่าวว่า ขณะเดียวกันพื้นที่ชายฝั่งทะเลที่ชาวประจวบฯประกอบอาชีพประมงและแหล่งท่องเที่ยวก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน เพราะภาวะเศรษฐกิจในตอนนี้ ตนมีแนวคิดจะเชื่อมโยงระบบออนไลน์ของทั้งแปดอำเภอเพื่อพัฒนาระบบการค้า การเกษตร การประมง การท่องเที่ยวให้เกิดการบูรณาการทั้งระบบอีกครั้งเพื่อสร้างระบบเศรษฐกิจชุมชนและฐานรากให้เข้มแข็ง ชาวบ้านดูแลตัวเองและมีฐานะทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้น

“หวังว่าชาวประจวบฯจะให้โอกาสและร่วมใจเปลี่ยนแปลงประจวบฯให้ดีกว่านี้ไปด้วยกัน เลือกตั้งครั้งนี้ผมพร้อมทำหน้าที่หากประชาชนให้โอกาส  ประสบการณ์การทำงานระดับชาติของผมคือ อดีต ส.ส.สามสมัย,ที่ปรึกษารัฐมนตรีหลายกระทรวง,วิปรัฐบาลนั้น ผมเชื่อว่าประสบการณ์ข้างต้นจะบูรณาการหน่วยงานอื่นๆมาช่วยพัฒนาบ้านเกิดได้ดีขึ้น เพราะงบประมาณของอบจ.ประจวบฯปีละห้าร้อยกว่าล้านบาทนั้น ต้องอาศัยหน่วยงานอื่นๆมาช่วยอีกทางหนึ่งด้วย”นายวิชิต ระบุ

ครูใหญ่ อรรถพล​ บัวพัฒน์​ ทุบศาลพระภูมิ ที่ชุมนุมห้าแยกลาดพร้าว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ครูใหญ่ อรรถพล​ บัวพัฒน์​ ทุบศาลพระภูมิ ที่ชุมนุมห้าแยกลาดพร้าว (komchadluek.net)

ครูใหญ่ อรรถพล​ บัวพัฒน์​ ทุบศาลพระภูมิ ที่ชุมนุมห้าแยกลาดพร้าว

2 ธันวาคม 2563 – 19:17 น.

ครูใหญ่ อรรถพล​ บัวพัฒน์​ ทุบศาลพระภูมิ ในที่ชุมนุมห้าแยกลาดพร้าว หลังศาลรัธรรมนูญวินิจฉัยให้ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา พ้นผิด กรณีพักบ้านทหาร


เมื่อเวลา 19.00 น. วันที่ 2 ธ.ค. ที่ ห้าแยกลาดพร้าว นายอรรถพล บัวพัฒน์ หรือ ครูใหญ่ เปิดใจหลังจาก  ขึ้นเวทีปราศรัยในพื้นที่ชุมนุมบริเวณห้าแยกลาดพร้าว โดยมีเนื้อหาวิพากษ์วิจารณ์การวินิจฉัยการตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญในกรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ใช้บ้านราชการในกรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ เป็นบ้านพักและทำการทุบศาลพระภูมิ

นายอรรถพล กล่าวว่า​ คำตัดสินของศาลผิดหวังแต่ไม่ผิดคาด เพราะคิดไว้อยู่แล้วว่ามันต้องออกมาเป็นแบบนี้ ที่ผ่านมาเรามีอำนาจตุลาการ เป็นอำนาจยึดโยงกับระบบอำนาจนิยม การไต่เต้าและระบบเส้นสาย จึงไม่แปลกใจว่าทำไมศาลถึงตัดสินอะไรที่ค้านสายตาประชาชน หากเทียบเคียงกับกรณีการตัดสินคดีของนายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ถูกตัดสิน ทำอาการออกทีวีก็มีความผิด เราหวังว่า อำนาจตุลาการควรมีความยึดโยงกับประชาชนมากกว่านี้ 

ส่วนแนวทางของการชุมนุมหลังจากนี้ ที่ผ่านมาตนได้เดินทางไปภาคอีสานและได้คุยกับเกษตรชาวนาต่าง ๆ ก็ได้พูดคุยว่า ถ้าหากมีโอกาสมาที่การชุมนุม ก็อยากจะให้ นำข้าวสาร ข้าวเหนียว ข้าวเปลือกต่าง ๆ ติดมาด้วย นำมาขายให้กับพรรคพวกการชุมนุมของเรา โดยที่จะได้ไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง มันน่าจะมีอะไรที่ดีกว่า 

ส่วนการยกระดับการชุมนุมนั้น ยังตอบทิศทางไม่ได้ เพราะมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา 

19.13 น.นายอานนท์ นำภา แกนนำคณะราษฏร63 ขึ้นเวทีปราศรัย บอกเป็นไปตามคาดที่ศาลรัฐธรรมนูญพิพากษาแบบนี้ เป็นการสร้างบรรทัดฐานใหม่ที่นายกรัฐมนตรีได้สร้างมันขึ้นมาแล้ว และต่อไปนี้จะต้องปฏิรูปศาลด้วย ประชาชนจะต้องวิพากษ์วิจารณ์ได้ถ้าพิพากษาดี ประชาชนก็ชื่นชมได้ และถ้าพิพากษามาไม่ดีประชาชนสามารถติติงตำหนิได้เช่นกัน ก่อนใช้ค้อนทุบศาลพระภูมิด้านหน้าวทีปราศรัย

19.45 น. รุ้ง ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล ขึ้นเวทีปราศรัยถึงการหายตัวของคนคิดต่างทางการเมือง และเหตุการสลายการชุมนุม

20.10  นายพริษฐ์ ชีวารักษ์หรือเพนกวิน ขึ้นเวทีปราศรัยโดยการเริ่มชวนมวลชน พูดศักดินาจงพินาศ ประชาราษฏร์จงเจริญ สามครั้ง ก่อนเริ่มวิพากษ์วิจารณ์ การวินิฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการตัดสินเกี่ยวกับพล.อ.ประยุทธ์ จันโอชา นายกรัฐมนตรีอยู่บ้านพักของทางราชการในค่ายทหารก่อนมีการเผาหนังสือชื่อความคิด ความรู้ และอำนาจการเมืองในการปฏิวัติสยาม ของ อ.นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 

เวลา 21.10 น.ไผ่ ดาวดิน ขึ้นเวลาปราศรัยจัดกิจกรรม พร้อมกับแหวน รามคำแหง ล้อเรียนการทำงานของศาลรัฐธรรมนูญในการวินิจฉัยปมบ้านพักของนายกรัฐมนตรี 

รมว.เกษตรฯ มอบเมล็ดพันธุ์ผักสวนครัว ‘โครงการตู้เย็นข้างบ้านต้านโควิด–19’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – รมว.เกษตรฯมอบเมล็ดพันธุ์ผักสวนครัว ‘โครงการตู้เย็นข้างบ้านต้านโควิด–19’ (naewna.com)

รมว.เกษตรฯมอบเมล็ดพันธุ์ผักสวนครัว ‘โครงการตู้เย็นข้างบ้านต้านโควิด–19’

วันพฤหัสบดี ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ส่งมอบเมล็ดพันธุ์พืชผักสวนครัวภายใต้โครงการตู้เย็นข้างบ้านต้านภัย COVID–19 แก่เกษตรกรที่ต.เหมืองแก้ว อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ ที่ลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์กรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมส่งเสริมการเกษตรร่วมกับบริษัท อีสท์เวสท์ ซีด จำกัด, บริษัท เจียไต๋ จำกัด และกลุ่มเพื่อนเฉลิมชัย ร่วมสนับสนุนเมล็ดพันธุ์พืชผักสวนครัวให้เกษตรกรและประชาชนทั่วไป ใช้ปลูกบริโภคในครัวเรือน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนจากสถานการณ์ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) โดยเปิดให้ลงทะเบียนระหว่างวันที่ 24 กันยายน – 13 ตุลาคม 2563 ที่ผ่านมา มีผู้สนใจเข้าร่วมทั่วประเทศกว่า 300,000 ราย ครั้งนี้ส่งมอบเมล็ดพันธุ์ผักคุณภาพดีให้เกษตรกร 5 ราย ได้แก่ ผักคะน้า ผักบุ้ง กวางตุ้ง แตงกวา พริกขี้หนูกะเพรา เป็นต้น ซึ่งที่ผ่านมากรมส่งเสริมการเกษตรส่งมอบเมล็ดพันธุ์ตามโครงการดังกล่าวผ่านสำนักงานเกษตรจังหวัด สำนักงานเกษตรอำเภอ และส่งมอบแก่เกษตรกรโดยตรง ซึ่งในจ.เชียงใหม่มีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการกว่า 7,637 ราย

“ตามนโยบายรัฐบาลกำชับต้องดูแลเกษตรกรให้ดีที่สุด โครงการมาตรการต่างๆ รัฐบาลพร้อมสนับสนุนเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร อาทิ มาตรการเยียวยาชาวสวนลำไย และประกันรายได้ ถือเป็นการสื่อถึงความห่วงใยจากรัฐบาลไปสู่เกษตรกร อย่างไรก็ตาม ดีใจที่วันนี้เห็นพี่น้องข้าราชการมาอยู่ร่วมเป็นครอบครัวกับประชาชน ต้องการให้ข้าราชการเข้ากับประชาชนให้มากที่สุด ให้เหมือนเป็นคนครอบครัวเดียวกัน เพื่อรับทราบปัญหานำไปแก้ไขต่อไป” นายเฉลิมชัย กล่าว

ชูผลสำเร็จวิสาหกิจฯอุดรธานี แปรรูป ‘อ้อยอินทรีย์’ สร้างมูลค่า-ขยายตลาดเอเชีย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ชูผลสำเร็จวิสาหกิจฯอุดรธานี แปรรูป‘อ้อยอินทรีย์’สร้างมูลค่า-ขยายตลาดเอเชีย (naewna.com)

ชูผลสำเร็จวิสาหกิจฯอุดรธานี แปรรูป‘อ้อยอินทรีย์’สร้างมูลค่า-ขยายตลาดเอเชีย

ชูผลสำเร็จวิสาหกิจฯอุดรธานี แปรรูป‘อ้อยอินทรีย์’สร้างมูลค่า-ขยายตลาดเอเชีย

วันพฤหัสบดี ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

เพ็ญศิริ วงษ์วาท

นางเพ็ญศิริ วงษ์วาท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 3 อุดรธานี(สศท.3) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ขับเคลื่อนการเกษตรสมัยใหม่ เน้นประยุกต์ใช้เทคโนโลยี นวัตกรรมและภูมิปัญญาพัฒนาสินค้าเกษตร สร้างมูลค่าเพิ่ม คุณภาพและมาตรฐานสินค้าเกษตรให้ปลอดภัยต่อผู้ผลิตและผู้บริโภคบนพื้นฐานทำเกษตรกรรมยั่งยืน ในส่วนจ.อุดรธานี ปีงบประมาณ 2563 ที่ผ่านมา กระทรวงเกษตรฯบูรณาการกับมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานีขับเคลื่อนศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม (Agritech and Innovation Center : AIC)โดยสนับสนุนเครื่องจักรและอุปกรณ์ต่างสำหรับผู้ประกอบการกลุ่มอุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร ภายใต้แผนบูรณาการวิจัยการพัฒนาศักยภาพและขีดความสามารถแข่งขัน สำหรับผู้ประกอบการกลุ่มอุตสาหกรรมแปรรูปอาหารจังหวัดอุดรธานีและหนองบัวลำภู การใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับพื้นที่ ตามแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อชุมชนยั่งยืน

สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 3 อุดรธานี (สศท.3) ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์แปรรูปอ้อยอินทรีย์ของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์วิถีไทยบ้านนางาม ซึ่งนับเป็นกลุ่มวิสาหกิจตัวอย่างที่ประสบผลสำเร็จในการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้แปรรูปอ้อยอินทรีย์ เพื่อสร้างมูลค่าให้สินค้าเกษตร และได้รับการสนับสนุนเครื่องรีดอ้อยแบบกึ่งอัตโนมัติ เครื่องกวนสำหรับแปรรูปผลิตภัณฑ์ไซรัปอ้อยชนิดให้ความร้อนด้วยแก๊สปิโตรเลียมเหลว ถังบรรจุผลิตภัณฑ์ไซรัปอ้อย จากมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานีที่บูรณาการกับกระทรวงเกษตรฯขับเคลื่อนศูนย์ AIC

นายสมบูรณ์ ภูน้ำทรัพย์ ประธานกลุ่มวิสาหกิจฯเปิดเผยว่า ครอบครัวของตนเริ่มปลูกอ้อยอินทรีย์ (GAP,PGS) ตั้งแต่ปี 2554 พื้นที่ปลูก 3 ไร่ และเล็งเห็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าเกษตร รวมถึงโอกาสทางตลาดและการเข้าถึงแหล่งเงินทุนรวม จึงตั้งกลุ่มวิสาหกิจฯขึ้นเพื่อแปรรูปอ้อยอินทรีย์เป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ เริ่มดำเนินการเมื่อเดือนสิงหาคม 2562 ปัจจุบันมีสมาชิก 50 คน สำหรับการผลิตอ้อยอินทรีย์ของกลุ่มวิสาหกิจฯ จะปลูกพันธุ์สุพรรณบุรี 50 เนื่องจากเป็นพันธุ์ที่ใช้หีบน้ำอ้อยสดโดยเฉพาะ ให้รสชาติ หวาน หอม และพันธุ์ขอนแก่น 3 เป็นพันธุ์ที่ปรับปรุงสายพันธุ์ให้เหมาะสมสำหรับปลูกในภาคอีสาน ต้นทุนการผลิต ทั้ง 2 พันธุ์เฉลี่ย 4,000-5,000 บาท/ไร่(เริ่มให้ผลผลิตตั้งแต่ปีที่ 1 และเก็บเกี่ยวไปจนถึงอายุ 3 ปี)ให้ผลผลิตเฉลี่ย 8 – 10 ตัน/ไร่/ปี ให้ผลผลิตรวม 24 ตัน/ปี ระยะเวลาเก็บเกี่ยวพันธุ์สุพรรณบุรี 50 เก็บเกี่ยวผลผลิตได้ตลอดทั้งปี ส่วนพันธุ์ขอนแก่น 3 เก็บเกี่ยวช่วงเดือนธันวาคม – เมษายน

ปัจจุบันกลุ่มวิสาหกิจฯจะนำผลผลิตอ้อยอินทรีย์ทั้งหมดมาแปรรูปเป็นน้ำอ้อยสด น้ำอ้อยปึก น้ำอ้อยผง และน้ำอ้อยก้อน ซึ่งได้รับการรับรองจาก อย. และส่วนน้ำอ้อยไซรัป ขณะนี้ทางกลุ่มวิสาหกิจฯ อยู่ระหว่างขออย.เพิ่มเติมด้วย ผลิตภัณฑ์ทั้งหมดจำหน่ายภายใต้แบรนด์ ครบ. (คริสตจักร โรงเรียน บ้าน) สำหรับสถานการณ์ด้านตลาด ผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่ร้อยละ 60 ส่งจำหน่ายที่เซ็นทรัลพลาซา อุดรธานี ส่วนผลิตภัณฑ์ร้อยละ 40 ส่งจำหน่ายร้านค้าในอำเภอศรีธาตุ อาทิ ร้านค้าในโรงพยาบาลตลาด และร้านจำหน่ายสินค้า OTOP ประจำอำเภอ ซึ่งในอนาคตทางกลุ่มวิสาหกิจฯมีแผนขยายตลาดไปต่างประเทศแถบเอเชียก่อน รวมถึงจะเพิ่มช่องทางขายออนไลน์ เพื่อให้ผู้บริโภคเข้าถึงได้ง่ายและรวดเร็วอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม ส่วนการดำเนินงานในอนาคต กลุ่มวิสาหกิจฯมีแผนขยายพื้นที่ปลูกเพิ่มเป็น 20 ไร่ รองรับความต้องการของตลาดและมีแผนผลิตถ่านอัดแท่งจากชานอ้อย รวมถึงมีโครงการปลูกอ้อยพันธุ์ Earth Safe RK03 ที่ได้รับพัฒนาสายพันธุ์จากมูลนิธิรักษ์ดินรักษ์น้ำ เป็นพันธุ์ที่ปลูกง่าย ให้ผลผลิตเร็วใช้เวลาเพียง 4-6 เดือนเท่านั้น ถือว่าเร็วกว่าอ้อยพันธุ์ปกติเป็นเท่าตัวทั้งนี้ การรวมกลุ่มของเกษตรกรเพื่อพัฒนาผลผลิต แปรรูปผลิตภัณฑ์เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์วิถีไทยบ้านนางามสามารถสร้างรายได้ให้ตนเองและชุมชน โดยการพัฒนาศักยภาพการผลิตการเกษตรแบบอินทรีย์และการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับพื้นที่ ตามแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อชุมชนยั่งยืน สำหรับเกษตรกรหรือผู้สนใจข้อมูลผลิตและแปรรูปผลิตภัณฑ์อ้อยอินทรีย์ ทางกลุ่มยินดีให้เข้ามาศึกษาดูงานได้หรือขอคำปรึกษาได้ที่นายสมบูรณ์ ภูน้ำทรัพย์ ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์วิถีไทยบ้านนางาม 74 หมู่ที่ 11 ตำบลตาดทอง อำเภอศรีธาตุ จังหวัดอุดรธานี หรือ โทร. 09-4186-4291

มีเฮส่งท้ายปี! ‘เฉลิมชัย’ เผยประกันรายได้ชาวสวนยาง 1.8 ล้านราย ทั้งบัตรเขียว-บัตรชมพู #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – มีเฮส่งท้ายปี! ‘เฉลิมชัย’เผยประกันรายได้ชาวสวนยาง1.8ล้านราย ทั้งบัตรเขียว-บัตรชมพู (naewna.com)

มีเฮส่งท้ายปี! 'เฉลิมชัย'เผยประกันรายได้ชาวสวนยาง1.8ล้านราย ทั้งบัตรเขียว-บัตรชมพู

มีเฮส่งท้ายปี! ‘เฉลิมชัย’เผยประกันรายได้ชาวสวนยาง1.8ล้านราย ทั้งบัตรเขียว-บัตรชมพู

วันพุธ ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 11.32 น.

“เฉลิมชัย”เคลียร์”นายกฯ” ปัญหายางจบ ไฟเขียวโครงการประกันรายได้ชาวสวนยาง 1.8 ล้านราย ทั้งบัตรเขียวบัตรชมพู มีเฮส่งท้ายปี เริ่มโอนเงินส่วนต่างสัปดาห์หน้า

เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2563 นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอโครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยาง ระยะที่ 2 วงเงินรวมทั้งสิ้น 10,042,820,489.28 บาท จำนวนเกษตรกรชาวสวนยาง 1.8 ล้านราย โดยผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2563 และจะดำเนินการจ่ายเงินส่วนต่างราคายางเป็นระยะเวลาทั้งสิ้น 6 เดือน เริ่มตั้งแต่ เดือนตุลาคม 2563 ถึง เดือนมีนาคม 2564 แต่การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) และ ธ.ก.ส.ยังไม่สามารถโอนเงินส่วนต่างครั้งที่ 1 ได้ภายในเดือนพฤศจิกายนตามกำหนดเวลา เนื่องจากสำนักงบประมาณติดขัดประเด็นเรื่องเกษตรกรชาวสวนยางกลุ่มบัตรสีชมพู

ทั้งนี้ จากปัญหาที่เกิดขึ้นล่าสุด นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้หารือกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จนเป็นที่ยุติให้ดำเนินการเช่นเดียวกับโครงการประกันรายได้ระยะที่ 1 คือ เกษตรกรชาวสวนยางทั้งบัตรสีเขียวและบัตรสีชมพูที่ขึ้นทะเบียนกับ กยท.และผ่านการตรวจสอบรับรองเรียบร้อยจะได้เข้าร่วมโครงการประกันรายได้ระยะที่ 2 ทุกคน โดยนายกรัฐมนตรีได้แจ้งผลการหารือต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวานนี้ (1 ธ.ค) และให้ กยท.มีหนังสือประสานไปยังสำนักงบประมาณเพื่อจะสามารถจ่ายเงินส่วนต่างให้เกษตรกรชาวสวนยางต่อไป

อย่างไรก็ตาม ทาง กยท.จะมีหนังสือถึงสำนักงบประมาณภายในสัปดาห์นี้ พร้อมกับส่งรายชื่อเกษตรกรชาวสวนยางที่ขึ้นทะเบียนที่ผ่านการตรวจสอบแล้วให้กับ ธ.ก.ส.ชุดแรก โดยพร้อมโอนเงินส่วนต่างครั้งที่ 1 ภายในสัปดาห์หน้า ถือเป็นของขวัญส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่จากรัฐบาล และในเดือนมกราคมปีหน้าก็จะโอนจ่ายสำหรับงวดต่อไปจนครบ6 งวด 6 เดือน ตามกรอบโครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยางระยะที่ 2

นายอลงกรณ์ กล่าวว่า โครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยางเป็นมาตรการเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางในการประกันความเสี่ยงด้านรายได้ในภาวะที่ราคายางมีความผันผวน โดยมีวัตถุประสงค์ 1.เพื่อช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรชาวสวนยาง ในกรณีที่ราคายางตกต่ำ ในช่วงวิกฤติการระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา (COVID-19)

2.เพื่อเพิ่มรายได้และสร้างความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกรชาวสวนยางมีเป้าหมายช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางที่ขึ้นทะเบียนกับการยางแห่งประเทศไทย และแจ้งข้อมูลพื้นที่ปลูกยางกับการยางแห่งประเทศไทย จำนวน 1.8 ล้านราย ทั้งเกษตรกรชาวสวนยางและคนกรีดยาง โดยมีหลักเกณฑ์และข้อกำหนด ดังนี้ ราคายางที่ใช้ประกันรายได้แต่ละชนิด (บาท/กิโลกรัม) 1.ยางแผ่นดิบคุณภาพดี 60.00 บาท/กิโลกรัม 2.น้ำยางสด (DRC 100%) 57.00 บาท/กิโลกรัม และ 3. ยางก้อนถ้วย (DRC 50%) 23.00 บาท/กิโลกรัม

สทนช.พัฒนาระบบ THAI WATER PLAN ตรวจติดตามประเมินแผนบริหารทรัพยากรน้ำ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – สทนช.พัฒนาระบบTHAI WATER PLAN ตรวจติดตามประเมินแผนบริหารทรัพยากรน้ำ (naewna.com)

สทนช.พัฒนาระบบTHAI WATER PLAN ตรวจติดตามประเมินแผนบริหารทรัพยากรน้ำ

วันพุธ ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

สทนช.คิดค้นนวัตกรรมเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำด้วยระบบฐานข้อมูล THAIWATER PLAN ติดตาม ประเมินผลงานโครงการด้านน้ำทั่วประเทศ ชี้ระบบสามารถเชื่อมโยงข้อมูลได้ถูกต้อง แม่นยำ รวดเร็วและโปร่งใส นำร่องใช้รายงานผลปฏิบัติงานแผนบูรณาการปีนี้ พร้อมเล็งขยายผลเชี่อมโยงต่อยอดทุกแผนงานในปี’64

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยว่า สทนช.พัฒนาระบบฐานข้อมูลแผนปฏิบัติการด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ตามแผนแม่บทบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ และพัฒนาระบบติดตาม พร้อมทั้งรายงานผลปฏิบัติงานแผนบูรณาการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ภายใต้ชื่อ “THAI WATER PLAN” เพื่อให้สทนช.มีระบบฐานข้อมูลที่ถูกต้อง แม่นยำ น่าเชื่อถือในแต่ละโครงการตามแผนงานและสนับสนุนการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ ตลอดจนเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบแผนปฏิบัติการของหน่วยงานของรัฐและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เกี่ยวกับทรัพยากรน้ำ รวมทั้งแผนงบประมาณบริหารทรัพยากรน้ำแบบบูรณาการให้สอดคล้องนโยบายและแผนแม่บทบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี รวมถึงการพิจารณาจัดทำงบประมาณประจำปี อีกด้วย

“ระบบฐานข้อมูลที่ถูกพัฒนาขึ้นมานี้ จะช่วยสนับสนุนการจัดทำแผนงานของเจ้าหน้าที่ในแต่ละภาคส่วน เป็นการรวบรวมฐานข้อมูลขนาดใหญ่ทั้งข้อมูลโครงการ ข้อมูลงบประมาณ ข้อมูลภูมิสารสนเทศ ข้อมูลที่เกี่ยวข้องจากหน่วยงานอื่น โดยผู้ใช้งานสามารถดึงข้อมูลจากโครงข่ายในระบบนำมาใช้วิเคราะห์ ประมวลผลร่วมกัน เพื่อประกอบคำขอตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ การขออนุมัติงบกลางกรณีเร่งด่วนฉุกเฉินและจำเป็นตามข้อร้องเรียนของประชาชนจากการประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่ การลงตรวจพื้นที่ตรวจราชการของนายกรัฐมนตรีและคณะ รวมทั้งแผนงาน/โครงการในโอกาสต่างๆนอกจากนั้น ยังสามารถรายงานผลการดำเนินงานของโครงการด้านน้ำในทุกแหล่งงบประมาณได้อย่างถูกต้อง ตรงตามข้อเท็จจริงของการดำเนินงาน แสดงความก้าวหน้าของแผนงาน ความสอดคล้องกันระหว่างแผนการใช้จ่ายและแผนที่วางไว้ ตลอดจนปัญหาอุปสรรค และแนวทางแก้ไขปัญหาด้วย” เลขาธิการ สทนช. กล่าว

ทั้งนี้ องค์ประกอบหลักของ THAI WATER PLAN ประกอบด้วย 1.ระบบบริหารจัดการแผนงาน ที่ใช้ในการสร้างฐานข้อมูลสำหรับบูรณาการแผนงานเพื่อการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ และรองรับข้อมูลของหน่วยงานในสายงานทรัพยากรน้ำจำแนกตามยุทธศาสตร์ 2.ชั้นข้อมูลภูมิสารสนเทศ (GIS) เพื่อการวิเคราะห์และประเมินข้อมูลอย่างรวดเร็ว 3.ระบบการวิเคราะห์แบบ Real-Time และ Time-Base ในภาพรวมและเชิงลึก และ 4.ฐานข้อมูลสำหรับเก็บเหตุการณ์สำคัญต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารทรัพยากรน้ำ เพื่อนำไปใช้ในการวิเคราะห์เชิงสถิติ สามารถเข้าใช้งานระบบ THAIWATER PLAN ได้ทั้ง 3 platform คือ iOS Android และ Windows

“ระบบฐานข้อมูล THAI WATER PLAN จัดเป็นนวัตกรรมหนึ่งของ สทนช.ที่จะเป็นเครื่องมือที่จะช่วยขับเคลื่อนงาน หรือโครงการให้เป็นไปตามแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลในการพัฒนาประเทศไทยสู่ Thailand 4.0และจะเป็นกลไกหนึ่งที่จะช่วยผลักดันให้เกิดความมั่นคงในการใช้น้ำภาคการเกษตร ภาคอุตสาหกรรม หรือภาคการใช้น้ำอื่นๆ ควบคู่ไปกับการอนุรักษ์และฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมด้วย โดยในปี 2563 นี้ สทนช. ได้เริ่มใช้ระบบ THAI WATER PLAN ในการติดตามพร้อมทั้งรายงานผลการปฏิบัติงานแผนบูรณาการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแล้ว จำนวนทั้งสิ้น 30,985 โครงการ วงเงิน 28,831 ล้านบาท และจะขยายผลการดำเนินงานต่อยอดให้ครอบคลุมทุกแผนงานโครงการที่เกี่ยวกับน้ำในปี 2564ต่อไป” เลขาธิการ สทนช.กล่าว

ส่องเกษตร : ทำการเกษตรอย่างมีเป้าหมายและมั่นคง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ส่องเกษตร : ทำการเกษตรอย่างมีเป้าหมายและมั่นคง (naewna.com)

ส่องเกษตร : ทำการเกษตรอย่างมีเป้าหมายและมั่นคง

วันพุธ ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ช่วงเวลาปัจจุบัน ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงของการเร่งรัดการปฏิรูปประเทศ เพื่อให้เป็นไปตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีที่วางไว้ เราต้องทำสิ่งใดบ้างเพื่อให้ไปถึงเป้าหมายที่กำหนดไว้ คือ ความอยู่ดีกินดีอย่างมีความสุขและยั่งยืนของคนในชาติในภาพรวม องค์ประกอบที่จะทำให้เกิดผลดังกล่าวตามยุทธศาสตร์ชาติกำหนดไว้ 23 ด้าน หนึ่งในนั้นคือด้านการเกษตร ซึ่งถือว่าเป็นส่วนสำคัญของแผนปฏิรูปประเทศทั้ง 13 ด้าน โดยเป็นส่วนสำคัญของการผลักดันให้เกิดความมั่นคงทางด้านเศรษฐกิจของประเทศ

หากมองลึกลงในรายละเอียดของแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ประเด็น การเกษตร พบว่าประกอบด้วย 6 ประเด็นย่อย คือเกษตรอัตลักษณ์พื้นถิ่น เกษตรปลอดภัย เกษตรชีวภาพ เกษตรแปรรูปเกษตรอัจฉริยะ และการพัฒนาระบบนิเวศการเกษตร โดยมีเป้าหมายสำคัญต้องทำให้เกษตรกรประกอบอาชีพด้านการเกษตรได้อย่างมั่นคง สร้างความมั่งคั่งให้กับครอบครัวและประเทศชาติได้โดยรวม และมุ่งหวังให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืน ไม่ใช่การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าไปเพื่อสะสมปัญหา และสร้างปัญหาใหม่ที่ใหญ่กว่าเดิม ตามที่ปรากฏให้เห็นกันบ่อยครั้ง

ประเด็นการดำเนินการตามแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ เช่น ประเด็นย่อยเกษตรอัจฉริยะได้ถูกนำมาสร้างเป็นแนวทางการพัฒนาหลายแนวทาง ภายใต้แนวทางต่างๆ ดังกล่าว จะต้องมีแผนงาน/โครงการ/กิจกรรมมารองรับต่อไปดังนั้น การดำเนินการภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ จึงประกอบด้วยหลายระดับในเชิงนโยบาย และครอบคลุมในทุกพื้นที่ แตกย่อยกันลงไป แต่เมื่อไล่ย้อนกลับมาขึ้นมาจะต้องสามารถตอบโจทย์ตามยุทธศาสตร์ชาติได้ ดังนั้น หากเจ้าหน้าที่ในระดับปฏิบัติการ ซึ่งเป็นระดับล่างสุดของการนำนโยบายไปปฏิบัติ ไม่มีความเข้าใจที่ถ่องแท้ต่อยุทธศาสตร์ชาติ แผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ แผนปฏิรูปประเทศ ต่างๆที่กล่าวมา การดำเนินการในระดับปฏิบัติการจึงยากที่จะบรรลุผลตามเป้าหมายได้ เหมือนกับว่าแต่ละโครงการ/กิจกรรมที่ถูกนำไปดำเนินการให้เกิดผลสำเร็จ เป็นจิ๊กซอว์ตัวเล็กๆ ของภาพรวมของผลสำเร็จตามยุทธศาสตร์ชาติ เมื่อจิ๊กซอว์ตัวเล็กๆ ดังกล่าวไม่สอดคล้องกับภาพใหญ่ จึงไม่มีทางที่จะเป็ภาพที่สมบูรณ์ตามที่ต้องการได้ ดังนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่ทุกภาคส่วน ตั้งแต่ระดับบนสุดไปจนถึงระดับล่างสุดในระบบการบริหารบ้านเมืองจะต้องมีความเข้าใจที่ตรงกันและมุ่งสู่เป้าหมายเดียวกัน ซึ่งจากการที่มีโอกาสได้ติดตาม เสนอแนะ และเร่งรัดการปฏิรูปประเทศและยุทธศาสตร์ชาติมาระยะหนึ่ง เห็นได้ว่า ยังมีความเข้าใจที่ไม่ตรงกันและไม่เป็นไปในแนวทางที่จะส่งผลต่อความสำเร็จของการปฏิรูปกระเทศและการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติให้เกิดผล และพบว่าบางหน่วยงานซึ่งเป็นกลไกของภาครัฐ ให้ความสนใจต่อการทำงานตาม Function มากกว่าการดำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติ และขับเคลื่อนเน้นหนักงานนโยบายเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้ามากกว่าวางรากฐานเพื่อให้สอดรับกับเป้าหมายของยุทธศาสตร์ชาติ ยิ่งส่งผลให้เป้าหมายของการพัฒนาประเทศตามยุทธศาสตร์ชาติห่างไกลออกไปทุกขณะ

สัปดาห์ที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสเดินทางไปจังหวัดปราจีนบุรี เพื่อติดตามการดำเนินงานตามแนวทางการปฏิรูปประเทศและยุทธศาสตร์ชาติ ประเด็นด้านการเกษตร เน้นประเด็นย่อยเกษตรอัจฉริยะ พบว่ามีประเด็นที่จะต้องเร่งรัดให้มากยิ่งขึ้น กำหนดเป้าหมายให้ตรงกัน จึงจะทำให้เกิดผลสำเร็จได้ รวมถึงเห็นความก้าวหน้าของการพัฒนาการเกษตรที่ใช้กลไกของแปลงใหญ่เป็นกลไกหลัก โดยการสร้างเกษตรกรปราดเปรื่อง(Smart Farmer) และเกษตรกรรุ่นใหม่ (Young Smart Farmer) เป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศและยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งทำงานอย่างต่อเนื่องในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา มีการเปลี่ยนแปลงและขยับเข้าใกล้เป้าหมายมากขึ้น เกษตรกรมีการรวมตัวกันพัฒนาอาชีพและกิจกรรมต่อเนื่องต่างๆ เกิดผลดีต่อการบริหารแปลงใหญ่ มีการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการบริหารจัดการแปลง การจัดการด้านปัจจัยการผลิต โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประเด็นเรื่องน้ำและการกำจัดศัตรูพืช รวมทั้งการยกระดับคุณภาพของผลผลิตไปสู๋ระดับ Premium การพัฒนาระบบสร้างความมั่นใจให้กับผู้ซื้อผู้บริโภค ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าของการปฏิรูปด้านการเกษตรที่ชัดเจนมากขึ้น หากแปลงใหญ่มีการรวมตัวกันในลักษณะค่อยเป็นค่อยไป พัฒนาแบบสมาชิกมีความพร้อมมีการช่วยเหลือซึ่งกันและกันระหว่างสมาชิก ก่อนที่ภาครัฐจะเข้าไปส่งเสริมและสนับสนุน โดยไม่ต้องรอหรือเรียกร้องการช่วยเหลือจากภายนอกแต่อย่างใด สมาชิกในกลุ่มมีความสุขที่อยู่ร่วมกัน ทุกวันที่ 20 ของเดือนต้องมาประชุมปรึกษาหารือกัน โดยสมาชิกแต่ละรายจะนำข้าวหม้อแกงหม้อมาร่วมกัน มีการร่วมกิจกรรมสันทนาการหลังจากกิจกรรมหลัก หากมีเวลาเพียงพอ แสดงให้เห็นถึงคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของสมาชิก เป็นที่น่ายินดีว่าสมาชิกกลุ่มแปลงใหญ่ดังกล่าวปลอดหนี้กันทุกคน และยังคงต้องก้าวเดินต่อไปด้วยความมั่นคง เป็นการก้าวที่ค่อยเป็นค่อยไป และมีความยั่งยืนสอดคล้องกับเป้าหมายของยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี อย่างแท้จริง

สมชาย ชาญณรงค์กุล

แนะปลูกถั่วเหลืองหลังนาบำรุงดิน-กำไรงาม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – แนะปลูกถั่วเหลืองหลังนาบำรุงดิน-กำไรงาม (naewna.com)

แนะปลูกถั่วเหลืองหลังนาบำรุงดิน-กำไรงาม

วันพุธ ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นางอิศราภรณ์ ชัยกุณา รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 5 นครราชสีมา(สศท.5) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.)เปิดเผยว่า ถั่วเหลืองนับเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญในประเทศ และตลาดต้องการสูง สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้หลายด้าน ปัจจุบันเกษตรกรนิยมนำมาปลูกหลังทำนา ซึ่งนอกจากจะสร้างรายได้ให้เกษตรกรแล้วยังเป็นการปรับปรุงโครงสร้างของดิน เกิดความสมดุลของธาตุอาหาร ทำให้ดินอุดมสมบูรณ์มากขึ้น โดยแต่ละปีการผลิตถั่วเหลืองเกษตรกรสามารถเพาะปลูกได้ 2 ฤดู คือ ฤดูฝนจะปลูกช่วงกรกฎาคม–สิงหาคม เก็บเกี่ยวผลผลิตประมาณเดือนตุลาคม– พฤศจิกายน และถั่วเหลืองฤดูแล้งเริ่มในเดือนธันวาคม – กลางเดือนมกราคม ของปีถัดไปและเก็บเกี่ยวช่วงเดือนมีนาคม – เมษายน ของปีถัดไป

สำหรับจังหวัดชัยภูมิมีพื้นที่เพาะปลูกถั่วเหลืองประมาณ 9,000 ไร่ เป็นแหล่งเพาะปลูกอันดับต้นๆ ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เนื่องจากสภาพดินร่วนเหนียวปนทราย มีอุณหภูมิเหมาะสมต่อการงอกและเจริญเติบโต สภาพความเป็นกรดด่างที่เหมาะสม มีแหล่งปลูกสำคัญอยู่ในอ.ภูเขียว เกษตรสมบูรณ์ และอ.คอนสาร ซึ่งช่วงเดือนธันวาคม เริ่มเข้าสู่การเพาะปลูกถั่วเหลืองฤดูแล้ง สศท.5 ลงพื้นที่เพื่อติดตามสถานการณ์ผลิตและต้นทุนถั่วเหลือง รุ่นที่ 2 (ถั่วเหลืองหลังฤดูกาลทำนาปี) ของจ.ชัยภูมิ พบว่าปัจจุบันเกษตรกรนิยมปลูกถั่วเหลืองพันธุ์เชียงใหม่ 60,มข.35 และพันธุ์พื้นเมือง ซึ่งหาซื้อได้ตามท้องตลาดทั่วไป ราคาเมล็ดพันธุ์เฉลี่ย 25-30 บาท/กิโลกรัมซึ่งปลูกด้วยวิธีการหว่านใช้เมล็ดพันธุ์ประมาณ 20 กิโลกรัม/ไร่ มีต้นทุนการผลิตจนถึงเก็บเกี่ยวเฉลี่ย 2,827 บาท/ไร่/รอบการผลิต เริ่มเก็บเกี่ยวผลผลิตได้เมื่อมีอายุ 90-110 วัน ให้ผลผลิตรวม 868 ตัน ผลผลิตเฉลี่ย 210 กิโลกรัม/ไร่/รอบการผลิต ราคาที่เกษตรกรขายได้เมล็ดความชื้น 14.5% เฉลี่ย 19 บาท/กิโลกรัม (ราคาณ เดือนพฤศจิกายน 2563) สร้างรายได้เฉลี่ย 3,990 บาท/ไร่/รอบการผลิต คิดเป็นผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย (กำไร) 1,163 บาท/ไร่/รอบการผลิต ด้านสถานการณ์ตลาด ส่วนใหญ่จะจำหน่ายในลักษณะเมล็ดแห้งให้กับพ่อค้าในท้องที่ เพื่อให้ผู้ประกอบการนำไปแปรรูป และบางส่วน เกษตรกรเก็บเป็นเมล็ดพันธุ์เพื่อลดต้นทุนการผลิตต่อไปได้ สศท.5 จึงขอเชิญชวนและส่งเสริมเกษตรกรที่สนใจหันมาปลูกถั่วเหลืองคุณภาพดีเนื่องจากเป็นพืชอายุสั้นปลูกเพียง 4 เดือน ต้องการน้ำน้อย ให้ผลผลิตสูงราคาดีเพื่อรองรับความต้องการของตลาด และยังเป็นพืชที่ช่วยบำรุงคุณภาพดินที่จะส่งผลให้การปลูกข้าวของเกษตรกรได้ผลผลิตสูงขึ้น

ชาวนาเฮลั่น ครม.อนุมัติเพิ่มเงินประกันรายได้ 2.8 หมื่นล้านบาท #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ชาวนาเฮลั่น ครม.อนุมัติเพิ่มเงินประกันรายได้ 2.8 หมื่นล้านบาท (naewna.com)

ชาวนาเฮลั่น ครม.อนุมัติเพิ่มเงินประกันรายได้ 2.8 หมื่นล้านบาท

ชาวนาเฮลั่น ครม.อนุมัติเพิ่มเงินประกันรายได้ 2.8 หมื่นล้านบาท

วันอังคาร ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 18.34 น.

ครม. อนุมัติเพิ่มเงินประกันรายได้ 2.8 หมื่นลบ. โครงการประกันรายได้ปี63/64  เกษตรกรผู้มีสิทธิ์ได้รับเงินชดเชยแน่นอน

วันที่ 1 ธันวาคม 2563 น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผย ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)วันนี้ ( 1 ธ.ค.) ว่า จึงมีมติอนุมัติเพิ่มกรอบวงเงินโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวปี 2563/64 รอบที่ 1 จำนวน  28,711.29 ล้านบาท เพื่อให้การจ่ายเงินชดเชยโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปี63/64 เป็นไปอย่างครบถ้วนแก่เกษตรกรที่มีสิทธิ์ทุกราย  นับเป็นวงเงินอนุมัติเพิ่มเติมจากเดิมที่ ครม. อนุมัติเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2563 จำนวน 18,096.06 ล้านบาท ซึ่งจะทำให้โครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปี63/64 ใช้งบประมาณรวมทั้งสิ้น 46,807.35 ล้านบาท สำหรับวงเงินเพิ่มเติมที่ ครม. อนุมัติในวันนี้ แบ่งออกเป็น 3 ส่วนคือ

1)ค่าดำเนินการชดเชยส่วนต่างระหว่างราคาประกันกับราคาเกณฑ์อ้างอิง โดยใช้แหล่งเงินทุนของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) วงเงินเพิ่มเติมจำนวน 28,078.44 ล้านบาท จากเดิม 17,676.54 ล้านบาท รวมเป็น 45,754.98 ล้านบาท

2)ค่าใช้จ่ายในการชดเชยต้นทุนเงิน ธ.ก.ส. ในอัตราร้อยละ 2.25 วงเงินเพิ่มเติมจำนวน 631.76 ล้านบาท จากเดิม 397.72 ล้านบาท รวมเป็น 100 29.4 9 ล้านบาท

3)ค่าบริหารจัดการ ธ.ก.ส. วงเงินเพิ่มเติมจำนวน 1.09 ล้านบาท จากเดิม 21.8 ล้านบาท รวมเป็น 22.88 ล้านบาท

น.ส.รัชดา กล่าวว่า ที่ผ่านมา ธ.ก.ส. ได้ดำเนินการจ่ายเงินชดเชย จนถึงวันที่ 26 พฤศจิกายน 2563 โดยจ่ายเงินชดเชยให้เกษตรกรในงวดที่ 1 ครบถ้วนแล้ว และงวดที่ 2 บางส่วน สำหรับเกษตรกรที่ระบุวันคาดว่าจะเก็บเกี่ยวถึงวันที่ 14 พฤศจิกายน 2563 จำนวน 1,429,135 ครัวเรือน  เป็นเงิน 15,260.55 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 86.3 ของวงเงินงบประมาณเงินชดเชยที่ ครม. เคยอนุมัติไว้เดิม อย่างไรก็ตาม ยังมีเกษตรกรที่ยังไม่ได้รับเงินชดเชยตามสิทธิ์ สำหรับเกษตรกรที่ระบุวันคาดว่าจะเก็บเกี่ยวตั้งแต่วันที่ 15 – 29 พฤศจิกายน 2563 (งวดที่ 2 บางส่วน และงวดที่ 3 – 4)  อีกจำนวน 2,905,043 ครัวเรือน เป็นเงิน 26,605.61 ล้านบาท และเกษตรกรที่ระบุวันคาดว่าจะเก็บเกี่ยวหลังวันที่ 29 พฤศจิกายน 2563 (งวดที่ 5- 30) อีก 487,370 ครัวเรือน ผลผลิตรวม 2,894,905 ตัน คาดว่าจะใช้วงเงินงบประมาณ 3,888.82 ล้านบาท ซึ่งวงเงินชดเชยดังกล่าวอยู่ในกรอบวงเงินเพิ่มเติมที่ ครม.อนุมัติในวันนี้เรียบร้อยแล้ว จึงขอให้เกษตรกรมั่นใจว่า จะได้รับเงินส่วนต่างประกันรายได้ตามสิทธิ์อย่างแน่นอน

น.ส.รัชดา กล่าวเพิ่มเติมว่า นายกรัฐมนตรีได้เร่งรัดการประชาสัมพันธ์และการดำเนินมาตรการคู่ขนานที่ควบคู่ไปกับโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปี63/64 รวม 3 โครงการคือ 1)โครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี ระยะเวลาดำเนินการ 1 พ.ย. 63-29 ก.พ.64  2)โครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวและสร้างมูลค่าเพิ่ม โดยสถาบันเกษตรกร ระยะเวลาดำเนินโครงการ 1 ต.ค. 63 – 30 ก.ย. 64  และ 3)โครงการชดเชยดอกเบี้ยให้ผู้ประกอบการค้าข้าวในการเก็บสต๊อก ระยะเวลาดำเนินการ 1 พ.ย. 63 – 31 มี.ค. 64 ให้ผู้ประกอบการเก็บข้าวไว้ระยะเวลา 2-6 เดือน และจะได้รับชดเชยดอกเบี้ย 3% ซึ่งทั้ง 3 โครงการนี้ จะสามารถดูดซับอุปทานในช่วงที่ข้าวเปลือกออกสู่ตลาดมาก เพื่อรักษาเสถียรภาพราคาข้าวเปลือก

นอกจากนี้ สำหรับโครงการสนับสนุนค่าบริหารจัดการและพัฒนาคุณภาพผลผลิตเกษตรกรผู้ปลูกข้าวปีการผลิต 63/64 เพื่อช่วยลดต้นทุนการผลิตและกระตุ้นให้เกษตรกรดูแลรักษาข้าวให้มีคุณภาพดี ในอัตราไร่ละ 500 บาท สูงสุดไม่เกิน 20 ไร่ หรือไม่เกิน 10,000 บาทต่อครัวเรือนนั้น วันนี้ (1 ธันวาคม 2563) ธ.ก.ส. ได้เริ่มจ่ายเงินค่าบริหารจัดการฯ เกษตรกรผู้ปลูกข้าวงวดแรกไปแล้ว จำนวนกว่า 400,000 ครัวเรือน รวมเป็นเงินกว่า 1,600 ล้านบาท

อีกประการหนึ่งที่ นายกรัฐมนตรี เน้นย้ำคือ การส่งเสริมพัฒนาพันธุ์ข้าวและการผลิตพันธุ์ข้าว ซึ่งวันนี้ ครม.ได้อนุมัติงบประมาณ จำนวน 1,600 ล้านบาท เพื่อพัฒนาศักยภาพและปรับปรุงเครื่องจักรอุปกรณ์ ปรับปรุงสภาพเมล็ดพันธุ์ของศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าว กรมการข้าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทุกศูนย์ทั่วประเทศ