จีนสั่งจำคุก 4 ปีนักข่าวรายงานข่าวโควิดในอู่ฮั่น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/641424

วันที่ 28 ธ.ค. 2563 เวลา 17:00 น.จีนสั่งจำคุก 4 ปีนักข่าวรายงานข่าวโควิดในอู่ฮั่นนักข่าวหญิงชาวจีนที่เป็นสื่อกลุ่มแรกๆ ที่รายงานการแพร่ระบาดของ Covid-19 ในเมืองอู่ฮั่นถูกศาลตัดสินจำคุก 4 ปี

ศาลชั้นต้นในเมืองเซี่ยงไฮ้ของจีนตัดสินจำคุก จางจัน นักข่าวชาวจีนคนแรกๆ ที่ลงพื้นที่รายงานการแพร่ระบาดของ Covid-19 ในเมืองอู่ฮั่นซึ่งเป็นต้นตอการระบาด เป็นเวลา 4 ปี ในข้อหาก่อให้เกิดความวุ่นวาย

บทความของจางเมื่อเดือน ก.พ.ที่ผ่านมาเขียนถึงการระบาดของเชื้อโคโรนาไวรัสว่า รัฐบาลไม่ได้ให้ข้อมูลที่เพียงพอกับประชาชน และหลังจากนั้นก็สั่งล็อกดาวน์เมืองอู่ฮั่นทันที

ทั้งบทความและการรายงานสดของจางถูกแชร์อย่างแพร่หลายในโลกโซเชียลมีเดียจนกระทั่งเรื่องไปถึงหูรัฐบาลที่เคยสั่งลงโทษแพทย์ที่เปิดเผยว่าเกิดโรคระบาดในเมืองอู่ฮั่นเป็นกลุ่มแรกๆ

เครือข่ายต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนในจีนเผยว่า (CHRD) จางหายตัวไปจากเมืองอู่ฮั่นเมื่อวันที่ 14 พ.ค. และวันต่อมาก็พบว่าจางถูกตำรวจในเมืองเซี่ยงไฮ้ซึ่งห่างจากอู่ฮั่นถึง 640 กิโลเมตร ควบคุมตัวไว้

จางถูกตั้งข้อหาอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนที่แล้ว โดยระบุว่าเธอเผยแพร่ข้อมูลเท็จผ่านตัวอักษร วิดีโอ และสื่ออื่นๆ อาทิ วีแชท ทวิตเตอร์ และยูทูบ รวมทั้งถูกกล่าวหาว่าให้สัมภาษณ์กับสื่อต่างประเทศเผยแพร่ขอมูลเกี่ยวกับการแพร่ระบาดในเมืองอู่ฮั่นด้วยเจตนาร้าย

จางเริ่มประท้วงการจับกุมด้วยการอดอาหารในเดือน มิ.ย. โดยทนายความส่วนตัวของจางเผยว่าสุขภาพเธอกำลังย่ำแย่ และถูกบังคับให้อาหารผ่านสายยางทางจมูก

***หมายเหตุ ภาพประกอบเป็นบุคลากรทางการแพทย์จากมณฑลจี๋หลินร่ำลาเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ในเมืองอู่ฮั่นหลังร่วมมือกันรับมือ Covid-19 ในเมืองอู่ฮั่นนานกว่า 11 สัปดาห์ 

แพทย์ใหญ่ทำเนียบขาวเตือนหายนะครั้งใหญ่รออยู่ข้างหน้า #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/641415

วันที่ 28 ธ.ค. 2563 เวลา 15:30 น.แพทย์ใหญ่ทำเนียบขาวเตือนหายนะครั้งใหญ่รออยู่ข้างหน้าผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขเห็นพ้องว่าหายนะครั้งใหญ่กำลังมาถึงหลังพบไวรัสกลายพันธุ์ลุกลามหลายประเทศ ขณะผู้ติดเชื้อทั่วโลกทะลุ 80 ล้านราย

เซาท์ไชน่ามอร์นิ่งโพสต์รายงานว่า นายแพทย์แอนโธนี เฟาซี ผู้อำนวยการสถาบันโรคภูมิแพ้และติดเชื้อแห่งชาติสหรัฐ และหัวหน้าทีมเฉพาะกิจเพื่อรับมือการแพร่ระบาดของโควิด-19 ประจำทำเนียบขาว ส่งคำเตือนหลังผู้ติดเชื้อไวรัสในสหรัฐและทั่วโลกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องท่ามกลางการแพร่ระบาดของไวรัสสายพันธุ์ใหม่ที่มีประสิทธิภาพในการแพร่กระจายมากขึ้นกว่าเดิม

โดยขณะนี้จำนวนผู้ติดเชื้อทั่วโลกทะลุ 80 ล้านรายเป็นที่เรียบร้อย และมีผู้เสียชีวิตกว่า 1.7 ล้านรายทั่วโลก ขณะที่ในสหรัฐมีผู้ติดเชื้อกว่า 19 ล้านรายแล้ว

นายแพทย์เซาฟีแสดงความกังวลต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งใกล้ถึงช่วงเทศกาลปีใหม่ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะมีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอีกอย่างมีนัยสำคัญ และเห็นด้วยกับคำพูดของว่าที่ประธานาธิบดีโจ ไบเดนที่มองว่าสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดกำลังรออยู่ข้างหน้า

พร้อมเตือนว่าสหรัฐกำลังอยู่ใน “จุดวิกฤต” เนื่องจากชาวอเมริกันจำนวนมากเพิกเฉยต่อแนวทางปฏิบัติในการควบคุมการแพร่ระบาดของโรค

เช่นเดียวกับสกอตต์ กอตต์ลีบ อดีตหัวหน้าสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา และสมาชิกคณะกรรมการของไฟเซอร์ (Pfizer) ที่ให้สัมภาษณ์กับ CBS ว่า “มีเดือนที่น่ากลัวรออยู่ข้างหน้า”

โดยเชื่อว่าไวรัสสายพันธุ์ใหม่ซึ่งเกิดขึ้นในหลายประเทศ อาทิ สหราชอาณาจักร เยอรมนี แคนาดา สวีเดน ฝรั่งเศส สวิตเซอร์แลนด์ ไอร์แลนด์ โปรตุเกส เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น ได้เข้ามาในสหรัฐแล้ว และขณะนี้เจ้าหน้าที่สาธารณสุขกำลังเฝ้าระวังแม้ว่าจะยังไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนว่าไวรัสสายพันธุ์ใหม่จะส่งผลให้โรครุนแรงขึ้นก็ตาม

ทั้งนี้ สหรัฐเริ่มฉีดวัคซีนให้กับประชาชนตั้งแต่วันที่ 14 ธ.ค. ขณะที่ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมายังคงมีผู้ป่วยในโรงพยาบาลเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

โดยก่อนหน้านี้ยังมีผู้เชี่ยวชาญออกมาเตือนว่าการแพร่ระบาดของไวรัสสายพันธุ์ใหม่ที่สามารถแพร่กระจายได้มากขึ้นมีแนวโน้มว่าจะทำให้มีจำนวนผู้ติดเชื้อรวมถึงผู้เสียชีวิตทั่วโลกเพิ่มขึ้นในปีหน้า

Photo by Patrick Semansky / POOL / AFP

แอสตราเซเนกาอ้างพบสูตรแห่งชัยชนะเพิ่มประสิทธิภาพวัคซีน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/641411

วันที่ 28 ธ.ค. 2563 เวลา 14:00 น.แอสตราเซเนกาอ้างพบสูตรแห่งชัยชนะเพิ่มประสิทธิภาพวัคซีนการพัฒนาวัคซีนยังแข่งขันกันอย่างหนัก แต่ล่าสุดแอสตราเซเนกาเคลมว่าได้ค้นพบสูตรที่จะเพิ่มประสิทธิภาพของวัคซีน

ปาสคาล โซริออท ประธานผู้บริหารของแอสตราเซเนกา (AstraZeneca) บริษัทที่พัฒนาวัคซีน Covid-19 ร่วมกับมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ให้สัมภาษณ์กับ The Sunday Times สื่อของอังกฤษว่า บริษัทค้นพบ “สูตรแห่งชัยชนะ” ที่ช่วยพัฒนาประสิทธิภาพของวัคซีนของทางบริษัทให้ดีขึ้นเทียบเท่ากับวัคซีนอื่นๆ เมื่อฉีดครบทั้งสองโดส แต่ยังปฏิเสธที่จะให้รายละเอียดในขณะนี้

“ผมไม่สามารถบอกคุณได้มากกว่านี้ เพราะเราจะเผยแพร่เรื่องนี้เมื่อถึงเวลาหนึ่ง” ปาสคาลระบุ

ปาสคาลยังเสริมอีกว่า เขาหวังว่าการทดสอบวัคซีนจะมีประสิทธิภาพที่ราว 90% ใกล้เคียงกับประสิทธิภาพวัคซีนของไฟเซอร์กับไบโอเอ็นเทค (Pfizer-BioNTech) ซึ่งอยู่ที่ 95% และของโมเดอร์นา (Moderna) ที่ 94.5%

ทั้งนี้ ในการทดลองวัคซีนของแอสตราเซเนกาที่พัฒนาร่วมกับมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดให้ประสิทธิภาพอยู่ที่ 90% เมื่ออาสาสมัครได้รับวัคซีนครึ่งโดสในครั้งแรก และตามด้วยอีก 1 โดสอย่างน้อย 1 เดือนหลังจากรับวัคซีนครั้งแรก แต่เมื่ออาสาสมัครได้รับวัคซีนเต็มทั้งสองโดส โดยแต่ละโดสห่างกันอย่างน้อย 1 เดือน ประสิทธิภาพของวัคซีนอยู่ที่ 62%

หมายความว่าเมื่อนำผลการทดสอบทั้งหมดมาพิจารณา ประสิทธิภาพโดยรวมของวัคซีนจะอยู่ที่ 70%

ปาสคาลยังแสดงความเชื่อมั่นว่าวัคซีนของออกซ์ฟอร์ด-แอสตราเซเนกาจะยังมีประสิทธิภาพในการรับมือกับเชื้อโคโรนาไวรัสชนิดกลายพันธุ์ที่พบในสหราชอาณาจักรและอีกหลายประเทศขณะนี้ได้ แม้จะต้องรอผลการทดสอบยืนยันให้แน่ชัดอีกครั้งก็ตาม

อินโดไฟเขียวตรวจโควิดจากลมหายใจ รู้ผลใน 3 นาที ค่าตรวจหลักสิบ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/641405

วันที่ 28 ธ.ค. 2563 เวลา 12:45 น.อินโดไฟเขียวตรวจโควิดจากลมหายใจ รู้ผลใน 3 นาที ค่าตรวจหลักสิบอินโดนีเซียอนุมัติ ‘GeNose C19’ เครื่องตรวจโควิด-19 จากลมหายใจ ใช้งานสะดวกค่าตรวจแสนถูก

เดอะสเตรตส์ไทมส์รายงานจากกรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย เมื่อวันที่ 27 ธ.ค. ว่าอินโดนีเซียเปิดตัว “GeNose C19” เครื่องตรวจโควิด-19 จากลมหายใจที่พัฒนาโดยนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยกาดยาห์มาดา (Gadjah Mada) ซึ่งเครื่องตรวจนี้สามารถตรวจหาเชื้อได้ภายในเวลาเพียง 3 นาที

ศาสตราจารย์ กูวัต ตรียานา (Kuwat Triyana) ผู้นำทีมวิจัยเผยว่าเครื่องตรวจลมหายใจนี้ได้รับการอนุมัติจากกระทรวงสาธารณสุขเแล้วในวันที่ 24 ธ.ค. ที่ผ่านมา โดยเบื้องต้นจะแจกจ่ายเครื่องตรวจลมหายใจจำนวน 100 เครื่องสำหรับจุดคัดกรองต่างๆ ในที่สาธารณะ เช่น สนามบิน สถานีรถไฟ และโรงพยาบาล ซึ่งคาดว่าจะสามารถทำการทดสอบให้กับประชาชนได้ 12,000 คนต่อวัน

โดยทีมวิจัยตั้งเป้าที่จะผลิตเครื่องทดสอบให้ได้ 10,000 เครื่องภายในสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ เพื่อที่จะสามารถตรวจคัดกรองประชาชนได้วันละ 1.2 ล้านคน

สำหรับค่าใช้จ่ายสำหรับการทดสอบด้วยเครื่องตรวจลมหายใจนี้อยู่ที่ครั้งละ 15,000 ถึง 25,000 รูเปียห์ หรือราว 32 ถึง 53 บาทเท่านั้น ขณะที่การทดสอบ PCR ซึ่งเป็นการทดสอบมาตรฐานที่กำหนดโดยองค์การอนามัยโลก (WHO) มีค่าใช้จ่ายกว่า 2 ล้านรูเปียห์ (ประมาณ 4,200 บาท)

ขณะนี้อินโดนีเซียมีผู้ป่วยโควิด-19 ในประเทศราว 713,365 คน และผู้เสียชีวิต 21,237 คน ซึ่งเป็นจำนวนที่สูงที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

Photo by Juni Kriswanto / AFP

อเมริกันเฮ! รอดชัตดาวน์หลังทรัมป์ยอมเซ็นแพ็กเกจเยียวยาโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/641391

วันที่ 28 ธ.ค. 2563 เวลา 11:20 น.อเมริกันเฮ! รอดชัตดาวน์หลังทรัมป์ยอมเซ็นแพ็กเกจเยียวยาโควิดประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยอมลงนามร่างกฎหมายเยียวยาผลกระทบจากโควิด-19 หลังปฏิเสธมาพักใหญ่

บีบีซีรายงานว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐยอมลงนามร่างกฎหมายงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจและเยียวยาผลกระทบจากโควิด-19 ในวงเงิน 2.3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ โดยได้จัดสรรงบประมาณ 1.4 ล้านล้านเหรียญสหรัฐสำหรับรัฐบาล และ 9 แสนล้านเหรียญสหรัฐสำหรับเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา ส่งผลให้หน่วยงานของรัฐรอดพ้นจากการชัตดาวน์

โดยในตอนแรกทรัมป์จะปฏิเสธการลงนามในร่างกฎหมายดังกล่าวท่ามกลางความไม่พอใจของประชาชนจำนวนมาก ซึ่งหากทรัมป์ไม่ลงนามภายในเที่ยงคืนของวันที่ 28 ธ.ค. จะส่งผลให้การทำงานของหน่วยงานรัฐบาลบางส่วนต้องหยุดชะงัก

ทั้งนี้ มาตรการจ่ายเงินเยียวยาให้กับชาวอเมริกันที่ตกงาน 14 ล้านคน หมดอายุลงไปเมื่อวันที่ 26 ธ.ค. ที่ผ่านมา แต่คาดว่าจะสามารถดำเนินการต่อไปได้เมื่อทรัมป์ลงนามในรางกฎหมายงบประมาณใหม่เรียบร้อยแล้ว โดยความล่าช้าที่เกิดขึ้นส่งผลให้ชาวอเมริกันหลายล้านคนต้องสูญเสียสวัสดิการว่างงานชั่วคราว

การลงนามดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากที่ทรัมป์ทวีตลงบนทวิตเตอร์ส่วนตัวเมื่อวันที่ 27 ธ.ค. ว่า “มีข่าวดีสำหรับร่างกฎหมายเยียวยาผลกระทบจากโควิด-19 โปรดติดตาม”

Good news on Covid Relief Bill. Information to follow!— Donald J. Trump (@realDonaldTrump) December 27, 2020

อย่างไรก็ตามยังไม่ทราบถึงสาเหตุแน่ชัดที่ทรัมป์ตัดสินใจลงนามในร่างกฎหมายในที่สุด แต่ก่อนหน้านี้เขาได้รับแรงกดดันอย่างหนักจากสภาคองเกรส

รวมถึงโจ ไบเดน ว่าที่ประธานาธิบดีคนใหม่ได้เตือนถึง “ผลกระทบที่ร้ายแรง” หากทรัมป์ยังคงชะลอการลงนาม โดยแถลงเมื่อวันที่ 26 ธ.ค. ที่ผ่านมาว่าการที่ทรัมป์ปฏิเสธการลงนามถือเป็นการ “ปัดความรับผิดชอบ”

Photo by ANDREW CABALLERO-REYNOLDS / AFP

หลักสูตร ‘อีคอมเมิร์ซ’ มาแรงถึงในเรือนจำ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/641366

วันที่ 27 ธ.ค. 2563 เวลา 19:37 น.หลักสูตร 'อีคอมเมิร์ซ' มาแรงถึงในเรือนจำเรือนจำในหางโจวร่วมกับมหาวิทยาลัยเถาเป่าเปิดหลักสูตรสอนอีคอมเมิร์ซช่วยนักโทษเริ่มชีวิตใหม่

เมื่อวันที่ 27 ธ.ค. สำนักข่าวซินหัวรายงานว่าเรือนจำเฉียวซือ ซึ่งตั้งอยู่ที่นครหางโจว มณฑลเจ้อเจียงทางตะวันออกของจีน ได้เริ่มต้นร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเถาเป่า (Taobao University) ในสังกัดอาลีบาบา เพื่ออบรมบทเรียนอีคอมเมิร์ซแก่ผู้ต้องขังเมื่อเดือนธันวาคม 2017

โดยแรกเริ่มทางเรือนจำเฉียวซือขอให้มหาวิทยาลัยช่วยสอนผู้ต้องขังเรียนรู้เกี่ยวกับอินเทอร์เน็ต ก่อนที่จะตระหนักว่าหากมีหลักสูตรเกี่ยวกับทักษะเฉพาะทางก็จะช่วยเพิ่มโอกาสให้แก่นักโทษยิ่งขึ้นในอนาคต ทำให้มหาวิทยาลัยวางแผนการสอนและลงนามข้อตกลงกับเรือนจำในเดือนมกราคม ปี 2018

เรือนจำเฉียวซือจัดการเรียนการสอนอีคอมเมิร์ซแก่ผู้ต้องขังกว่า 2,500 รายแล้ว โดยผู้ต้องขังบางส่วนที่พ้นโทษสามารถทำงานค้าขายผลิตภัณฑ์การเกษตรทางออนไลน์ในบ้านเกิด และบางส่วนจัดตั้งบริษัทเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตเป็นของตัวเอง

ด้านมหาวิทยาลัยเถาเป่าเสริมว่ามีแผนการขยับขยายความร่วมมือกับศูนย์บำบัดฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดภายในประเทศ เพื่อสร้างงานสร้างอาชีพแก่ผู้คนด้วยบทเรียนพิเศษอันเป็นประโยชน์ต่อก้าวใหม่ของชีวิต

อี้ซี ผู้ฝึกสอนอีคอมเมิร์ซของมหาวิทยาลัยกล่าวว่า “การสอนอีคอมเมิร์ซในเรือนจำแตกต่างจากปกติมาก เนื่องจากผู้ต้องขังห้ามใช้อินเทอร์เน็ต พวกเขาเลยอาจนึกภาพไม่ออก เราจึงต้องเน้นเรื่องพื้นฐาน ทำให้พวกเขาสนใจให้ได้ โดยเฉพาะคนที่ใกล้พ้นโทษ เพื่อเริ่มธุรกิจได้เร็วที่สุด”

นอกจากนี้ยังเผยว่า “เราพัฒนาระบบการสอนออนไลน์ ทำให้คอร์สเรียนมีประสิทธิภาพ เลือกคนสอนที่ดีที่สุด ซึ่งทั้งหมดเป็นผู้ค้าเถาเป่าที่ประสบความสำเร็จ ผู้ต้องขังบางส่วนที่พ้นโทษกลายเป็นผู้ค้าหน้าใหม่ บางคนประสบความสำเร็จอย่างมากแถมยังช่วยคนอื่นเปิดร้านด้วย”

ด้าน หวงเหล่ย หัวหน้ามหาวิทยาลัยกล่าวว่า “เราอยากให้ผู้ต้องขังรู้ทันกระแสโลกปัจจุบัน รวมถึงทิศทางของอีคอมเมิร์ซและธุรกิจดิจิทัล โดยได้จัดเตรียมคอร์สออนไลน์ไว้มากกว่า 240 คอร์ส ซึ่งสอนเรื่องพื้นฐานและทักษะอีคอมเมิร์ซบางส่วน”

หวังซิน รองผู้อำนวยการศูนย์บำบัดผู้ติดตยาเสพติดหางโจวกล่าวว่า “ประโยชน์ของอีคอมเมิร์ซต่อผู้ต้องขัง ข้อแรกคือดำเนินงานง่ายเพราะหลักการน้อยและใช้เงินทุนต่ำ ข้อสองคือช่วยให้พวกเขากลับสู่สังคมโดยไร้การตีตราบาป และข้อสามคือเป็นสิ่งที่พวกเขาต่างสนใจอย่างมากเป็นทุนเดิม”

ทั้งนี้ ข้อมูลจากอาลีบาบาเผยว่ากระแสความเฟื่องฟูของอีคอมเมิร์ซในจีนช่วยให้เกิดตำแหน่งงานใหม่ที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจดิจิทัลเกือบ 40 ตำแหน่ง อาทิ เจ้าหน้าที่บริการลูกค้าอีคอมเมิร์ซ และผู้ฝึกอบรมเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI)

จีน, หางโจว, เรือนจำ, อีคอมเมิร์ซ, ผู้ต้องขัง, นักโทษ

นักวิจัยไขข้อสงสัย ‘สุสานจิ๋นซี’ ถูกสร้างขึ้นอย่างไรกันแน่? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/641364

วันที่ 27 ธ.ค. 2563 เวลา 18:30 น.นักวิจัยไขข้อสงสัย ‘สุสานจิ๋นซี’ ถูกสร้างขึ้นอย่างไรกันแน่?นักวิจัยไขปริศนาที่มีมานานเกี่ยวกับรูปแบบการผลิตสมบัติทางวัฒนธรรมอันล้ำของโลก

งานวิจัยล่าสุดพบว่าสุสานกองทัพทหารดินเผาหรือสุสานจิ๋นซีฮ่องเต้อันโด่งดัง ซึ่งตั้งอยู่ที่นครซีอัน มณฑลส่านซี ทางตะวันตกเฉียงเหนือของจีน มีแนวโน้มถูกก่อสร้างขึ้นทีละชิ้นโดยกลุ่มศิลปิน มากกว่าจะเป็นรูปแบบการก่อสร้างที่ประกอบขึ้นพร้อมกันขนาดใหญ่

งานวิจัยดังกล่าวซึ่งเผยแพร่ผ่านวารสารอาคิออลเมทรี (Archaeometry) ร่วมจัดทำโดยคณะผู้เชี่ยวชาญจากพิพิธภัณฑ์สุสานจักรพรรดิฉินสื่อหวง (จิ๋นซีฮ่องเต้) และมหาวิทยาลัยคอลเลจลอนดอน ให้ความกระจ่างต่อข้อสงสัยที่มีมานานเกี่ยวกับรูปแบบการผลิตสมบัติทางวัฒนธรรมอันล้ำค่านี้

หลายงานวิจัยก่อนหน้านี้ชี้ว่ามีการใช้ระบบการผลิตแบบแยกส่วนในการสร้างสุสานกองทัพทหารดินเผา ซึ่งถูกประกอบขึ้นจากส่วนประกอบสำเร็จรูปที่คาดว่าถูกทำขึ้นในหลายโรงผลิตด้วยวัตถุดิบหลายประเภท และอาจใช้เทคนิคการเตรียมดินเหนียว แต่การค้นพบของงานวิจัยชิ้นใหม่นี้สอดคล้องกับแนวคิดที่ว่ารูปปั้นทหารดินเผาแต่ละชิ้นถูกทำขึ้นโดยโรงผลิตหรือกลุ่มศิลปิน

คณะนักวิทยาศาสตร์ใช้วิธีวิเคราะห์ด้วยวิธีเอกซ์เรย์ ฟลูออเรสเซนต์ สเปกโตรสโคปี (X-ray fluorescence spectroscopy) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ไม่ก่อความเสียหายต่อโบราณวัตถุ เพื่อวัดปริมาณองค์ประกอบทางธรณีเคมีของดินเหนียวของรูปปั้นที่ได้รับการซ่อมแซม 28 ตัว และวิเคราะห์ส่วนประกอบแต่ละส่วนของรูปปั้น รวมถึงแขนและผ้าคลุม ส่วนหัวและขาของม้า

นักวิทยาศาสตร์ค้นพบเครื่องหมายบนรูปปั้น 18 ตัว โดยเครื่องหมายที่ถูกพบมากที่สุด 2 แบบ ได้แก่ “กง” (Gong) บ่งบอกถึงสถานที่พักอาศัยของจักรพรรดิโบราณหรือผู้เป็นอมตะ และ “เสียนหยาง” (Xianyang) หมายถึงเมืองหลวงของยุคราชวงศ์ฉิน

นอกจากนี้ นักวิทยาศาสตร์ยังพบความแตกต่างทางองค์ประกอบของรูปปั้นที่มีเครื่องหมายกงและเสียนหยาง ซึ่งคาดว่าเป็นสัญลักษณ์แทนของผลิตภัณฑ์ที่ถูกทำขึ้นจากโรงผลิต 2 แห่ง ที่เกี่ยวข้องกับการจัดหาวัตถุเซรามิกสำหรับโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ในยุคราชวงศ์ฉิน (221-207 ก่อนปีคริสตกาล)

ปัจจุบันมีรูปปั้นมนุษย์และม้ามากกว่า 8,000 ตัว ถูกขุดพบในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ โดยรูปปั้นหลายร้อยตัวที่มีเครื่องหมายกงและรูปปั้นอีกหลายสิบตัวที่มีเครื่องหมายเสียนหยาง ถูกทำความสะอาดและบูรณะซ่อมแซมแล้ว

หลี่ซิ่วเจิน นักวิจัยของพิพิธภัณฑ์ฯ กล่าวว่ารูปปั้นที่มีเครื่องหมายกงดูมีความยิ่งใหญ่และถูกทำขึ้นอย่างประณีตมากกว่า และการที่รูปปั้นแต่ละตัวมีสารพัดข้อมูลเกี่ยวกับเทคโนโลยี ศิลปะ และการจัดระเบียบสังคมอันย้อนกลับไปมากกว่า 2,000 ปีก่อน ทำให้กองทัพทหารดินเผานี้น่าหลงใหลและน่าค้นหามาก

หลี่เสริมว่านักวิจัยพบว่าราชวงศ์ฉินสร้างกองทัพทหารดินเผาขนาดใหญ่นี้จากรูปแบบการบริหารจัดการและกระบวนการผลิตจากโรงผลิต

ที่มา : xinhuathai

ถ้าฉีดวัคซีนแล้วแพ้ ใครจะรับผิดชอบ? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/641359

วันที่ 27 ธ.ค. 2563 เวลา 17:00 น.ถ้าฉีดวัคซีนแล้วแพ้ ใครจะรับผิดชอบ? หลังหลายประเทศเริ่มฉีดวัคซีน คำถามถึงความรับผิดชอบกรณีเกิดผลข้างเคียงร้ายแรงก็เป็นที่พูดถึง

ความพยายามจัดหาวัคซีน Covid-19 ให้เพียงพอต่อคนในประเทศบีบบังคับให้รัฐบาลต้องเลือกว่าจะยอมจ่ายค่าชดเชยให้กับคนที่แพ้วัคซีนแทนบริษัทผู้ผลิตหรือไม่ 

แม้ว่าโดยปกติแล้วผลข้างเคียงที่ไม่คาดคิดของวัคซีนหลังจากผ่านการอนุมัติจากองค์การอาหารและยาแทบไม่ค่อยเกิดขึ้น ทว่าการพัฒนาวัคซีน Covid-19 ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วเพียงไม่กี่เดือนจากที่ต้องใช้เวลาหลายปี ก็ทำให้ความเสี่ยงที่จะเกิดอาการแพ้เพิ่มขึ้น เนื่องจากผลข้างเคียงบางอย่างจะพบหลังจากฉีดวัคซีนเป็นวงกว้างแล้วเท่านั้น

จากข้อมูลของนิตยสาร Science พบว่ามีคนแพ้วัคซีนทั้งของไฟเซอร์ (Pfizer) และไบโอเอ็นเทค (BioNTech) แล้วอย่างน้อย 8 รายในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งรายล่าสุดเป็นแพทย์สหรัฐจากเมืองบอสตันที่มีประวัติภูมิแพ้หอยอยู่แล้ว

ด้วยเหตุนี้ ประเด็น “ความรับผิดทางกฎหมาย” จึงกลายเป็นหนึ่งในข้อตกลงเจรจาซื้อขายวัคซีน เนื่องจากบรรดาผู้ผลิตวัคซีนต่างก็กลัวว่าจะต้องแบกรับต้นทุนทางกฎหมายก้อนโต รวมทั้งค่าชดเชยความเสียหายมากกว่าที่จะต้องเผชิญจากการพัฒนาวัคซีนที่ผ่านการทดลองนานกว่าวัคซีน Covid-19

ประเทศพัฒนาแล้วหลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็นสหราชอาณาจักร สหรัฐ ออสเตรเลีย และสหภาพยุโรป ต่างยอมรับความเสี่ยงนี้และพร้อมจ่ายค่าชดเชยความเสียหายแทนบริษัทผู้ผลิตวัคซีนหากเกิดผลข้างเคียงกับผู้ใช้

เหตุผลส่วนหนึ่งนั้นคือการคุ้มครองประชาชน และอีกเหตุผลคือ เพื่อให้ได้วัคซีนในราคาที่ถูกลงซึ่งสุดท้ายประชาชนก็ได้ประโยชน์อยู่ดี

ภายใต้สัญญากับบริษัท แอสตราเซเนกา (AstraZeneca) สหภาพยุโรปจ่ายเงินค่าวัคซีนเพียง 2.5 ยูโร หรือ 92.34 บาทต่อโดส แลกกับการที่รัฐบาลอียูเป็นฝ่ายรับผิดชอบค่าชดเชยความเสียหาย แต่สัญญากับซาโนฟี่ (Sanofi) ต้องจ่ายประมาณ 10 ยูโร หรือ 369.36 บาท เพราะไม่มีข้อตกลงรับผิดชอบแทนดังกล่าว

สำหรับสหรัฐ เมื่อเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา กระทรวงสุขภาพและบริการมนุษย์อ้างกฎหมายการเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ฉุกเฉิน เพื่อให้ความคุ้มครองทางกฎหมายแก่บริษัทผู้ผลิตหรือจัดจำหน่ายเวชภัณฑ์ อาทิ วัคซีน ยกเว้นกรณีเป็นความผิดพลาดโดยจงใจของบริษัท ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ถึงปี 2024

หมายความว่านับจากนี้ไปอีก 4 ปีบริษัทผู้ผลิตยาจะไม่ต้องถูกฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากความเจ็บป่วยที่เกี่ยวข้องกับการฉีดวัคซีน Covid-19 และไม่สามารถฟ้องร้ององค์การอาหารและยา (FDA) ได้เช่นกัน เนื่องจากมีเอกสิทธิ์คุ้มกัน

แต่สหรัฐมีกองทุนเยียวยาผู้เสียหาย (CICP) ซึ่งจะจ่ายเงินชดเชยให้กับผู้ที่ได้รับบาดเจ็บร้ายแรงจากบริษัทผู้ผลิตยาที่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายการเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ฉุกเฉิน

CNBC ระบุว่า หากการเรียกร้องสำเร็จผู้เสียหายจะได้รับเงินชดเชยสูงสุด 50,000 เหรียญสหรัฐหรือ 1,503,500 บาทต่อปีสำหรับการขาดรายได้และค่ารักษาพยาบาลตามที่จ่ายจริง โดยไม่รวมค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีและค่าเสียหายจากการได้รับความเจ็บปวด หากเสียชีวิตจะได้รับเงินชดเชย 370,376 เหรียญสหรัฐ หรือ 11,137,206 บาท

ทว่า เดวิด คาร์นีย์ รองประธานเนติบัณฑิตยสภาที่เชี่ยวชาญด้านการได้รับความเสียหายจากวัคซีนเผยกับ CNBC ว่า การเรียกร้องจาก CICP ไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากผู้เสียหายต้องพิสูจน์ว่าได้รับความเสียหายจากวัคซีนโดยตรง และต้องยื่นคำร้องภายใน 12 เดือนนับแต่ได้รับวัคซีน

และนับตั้งแต่ก่อตั้งเมื่อ 10 ปีที่แล้ว CICP ปฏิเสธคำร้องเสียส่วนใหญ่ โดยจ่ายเงินชดเชยความเสียหายเพียง 29 เคสจากคำร้องทั้งหมด 499 คำร้อง รวมเงินทั้งสิ้น 6 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 180.42 ล้านบาท

ส่วนกฎหมายจีนระบุว่า รัฐบาลแต่ละมณฑลต้องรับผิดชอบค่าชดเชยจากผลข้างเคียงของวัคซีนฟรีที่ทางรัฐบาลจัดหาให้ และผู้ผลิตวัคซีนต้องรับผิดชอบกรณีที่ผู้เสียหายจ่ายเงินเพื่อรับวัคซีนเอง โดยจำนวนค่าเสียหายขึ้นอยู่กับความรุนแรงของผลข้างเคียงและจีดีพีในท้องถิ่น

รัฐบาลรัสเซียเผยว่าจะรับผิดชอบค่าชดเชยส่วนหนึ่งหากเกิดความผิดพลาดกับวัคซีน Sputnik V เช่นกัน

ขณะที่โครงการ Covax ขององค์การอนามัยโลก (WHO) ซึ่งเป็นโครงการระดมเงินทุนเพื่อจัดซื้อวัคซีนต้าน Covid-19  และแจกจ่ายให้กับทุกประเทศอย่างเท่าเทียมจะจ่ายค่าชดเชยแทนบริษัทผู้ผลิตเช่นกัน เพื่อไม่ให้เป็นอุปสรรคต่อการจัดหาวัคซีน

เคอิจิ ฟุคุดะ จากมหาวิทยาลัยฮ่องกงที่เคยร่วมงานกับ WHO เผยว่า การตัดสินใจจ่ายเงินชดเชยแทนผู้ผลิตวัคซีนสอดคล้องกับกรณีที่เกิดขึ้นในช่วงที่ไข้หวัดนก (H1N1) ระบาดเมื่อปี 2009-2010 เมื่อบรรดาผู้ผลิตวัคซีนแจ้งไปยัง WHO ว่าเป็นไปไม่ได้ที่บริษัทจะรับผิดชอบทั้งหมด

ในขณะนั้นได้ข้อสรุปว่า ผู้ผลิตจะต้องรับผิดในกรณีที่พบความบกพร่องที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพของวัคซีน ส่วนรัฐบาลรับผิดชอบกรณีที่เกิดผลข้างเคียงร้ายแรง

นอกจากนี้ Covax ใช้ระบบชดเชยความเสียหายที่เรียกว่า no-fault compensation หรือการชดเชยความเสียหายโดยไม่ต้องพิสูจน์ความรับผิด สำหรับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากผลข้างเคียงร้ายแรงของวัคซีน Covid-19 โดยผู้เสียหายไม่จำเป็นต้องฟ้องร้อง แต่ยังต้องพิสูจน์ความเกี่ยวข้องของวัคซีนและผลข้างเคียง

จำนวนค่าชดเชยจะขึ้นอยู่กับความรุนแรงของผลกระทบและจีดีพีของประเทศของผู้เสียหาย โดยเงินส่วนนี้ Covax จะได้จากการเก็บภาษีวัคซีนที่บริษัทผู้ผลิตบริจาคและจากประเทศที่เข้าร่วมโครงการ

SET slumps over 2% after hitting 1,500 points in morning #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

SET slumps over 2% after hitting 1,500 points in morning

EconDec 28. 2020

By The Nation

The Stock Exchange of Thailand (SET) Index closed at 1,452.67 on Monday, down 33.64 points or 2.26 per cent. Total transactions amounted to Bt103.63 billion with an index high of 1,512.99 and a low of 1,452.48.

In the morning session, an analyst at Krungsri Securities expected the day’s index to hit 1,500 points before falling amid the Thai government’s zoning lockdown, and mass buy-ups of Super Savings Funds (SSFs) and Retirement Mutual Funds (RMFs) as part of year-end window dressing by fund managers.

“However, the index will be under pressure from the rise in domestic Covid-19 cases, the tight SET valuation and the decline in foreign fund flows,” he said.

The 10 stocks with the highest trade value today were DELTA, GPSC, AEONTS, IVL, PTT, BAY, KEX, EA, CPALL and KBANK.

As of 4.30pm, the price of oil rose by US$0.40 or 0.83 per cent to $48.63 per barrel, while gold rose by $3.90 or 0.21 per cent, to $1,887.10 per ounce.

Other Asian indices were mixed:

Japan’s Nikkei Index closed at 26,854.03, up 197.42 points or 0.74 per cent.

China’s Shang Hai SE Composite Index closed at 3,397.29, up 0.72 points or 0.021 per cent, while Shenzhen SE Component Index closed at 14,044.10, up 27.04 points or 0.19 per cent.

Hong Kong’s Hang Seng Index closed at 26,314.63, down 71.93 points or 0.27 per cent.

South Korea’s KOSPI Index closed at 2,808.60, up 1.74 points or 0.062 per cent.

Taiwan’s TAIEX Index closed at 14,483.07, up 151.65 points or 1.06 per cent.

Gasohol E20 to be base-grade fuel in 6 months #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

Gasohol E20 to be base-grade fuel in 6 months

EconDec 28. 2020

By The Nation

Thailand’s six oil refineries have agreed on a new specification for base-grade petrol (G-Base), the Energy Ministry said on Monday.

The ministry’s Department of Energy Business will now discuss the new G-Base specifications with automotive industry operators and manufacturers, as part of a move to promote gasohol E20 as a base-grade petrol.

“If all parties agree, the department will issue a new draft specification for G-Base petrol quality around April 2021 for refineries to prepare for the adjustment to G-Base,” said department director-general Nanthika Tansupanich.

“About three months later, every filling station nationwide should be selling E20 as base fuel. This process will be completed around July-August 2021.”

Meanwhile the Energy Ministry is now rolling out the Thailand Integrated Energy Blueprint (TEIB) to combine all five energy plans into one plan. The blueprint will contain a new fuel plan that incorporates the affect of electric vehicles (EVs) on affect future fuel consumption.

The department has also prepared preliminary safety standards for EV charging stations in consultation with stakeholders, with implementation expected next year.