จัดตั้งโรงพยาบาลสนามราชานุกูล เพื่อเด็กพิเศษและครอบครัว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/595865

จัดตั้งโรงพยาบาลสนามราชานุกูล  เพื่อเด็กพิเศษและครอบครัว

จัดตั้งโรงพยาบาลสนามราชานุกูล เพื่อเด็กพิเศษและครอบครัว

วันพฤหัสบดี ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

กระทรวงสาธารณสุขผนึกกำลังกรุงเทพมหานคร กระทรวง พม.และองค์กรเอกชน ร่วมจัดตั้ง“โรงพยาบาลสนามราชานุกูล เพื่อเด็กพิเศษและครอบครัว 100 เตียง”รับรักษายกครอบครัว ลดผลกระทบทางใจจากการพรากจาก พร้อมให้บริการ 14 สิงหาคม นี้

แพทย์หญิงพรรณพิมล วิปุลากร อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุข ได้ร่วมกับกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และองค์กรเอกชน ร่วมกันจัดตั้ง โรงพยาบาลสนามราชานุกูล เพื่อเด็กพิเศษและครอบครัวขึ้น ภายในสถาบันราชานุกูล โดยใช้พื้นที่บริเวณ
โรงเรียนราชานุกูล 2 อาคาร เบื้องต้นสามารถ รองรับผู้ป่วยได้จำนวน 100 เตียง ถือเป็นโรงพยาบาลสนามเฉพาะเด็กพิเศษ และครอบครัวแห่งแรกที่ติดเชื้อโควิดแต่ไม่มีอาการ หรือมีอาการเพียงเล็กน้อยซึ่งจะให้การดูแลเด็กพิเศษอายุ 3-13 ปี พร้อมสมาชิกในครอบครัวที่อายุไม่เกิน 60 ปี

แพทย์หญิงพรรณพิมล วิปุลากร แพทย์หญิงมธุรดา สุวรรณโพธิ์ เยี่ยมชม “โรงพยาบาลสนามราชานุกูล เพื่อเด็กพิเศษและครอบครัว 100 เตียง”

ทั้งนี้ อธิบดีกรมสุขภาพจิตกล่าวถึงสถานการณ์การแพร่ระบาดและการติดเชื้อโควิด-19 ในประเทศไทยรอบที่ 3 ว่า มีเด็กและวัยรุ่น ติดเชื้อโควิด-19 เพิ่มสูงขึ้นถึงร้อยละ 14ของผู้ติดเชื้อทั้งหมดในประเทศไทยสาเหตุมาจากรูปแบบการแพร่ระบาดเปลี่ยนจากคลัสเตอร์สถานบันเทิง คลัสเตอร์แรงงานมาเป็นการติดเชื้อภายในครอบครัวแทน โดยเฉพาะส่วนหนึ่งเป็นเด็กพิเศษ เมื่อเจ็บป่วยต้องได้รับความรักและความใส่ใจจากคนใกล้ชิดร่วมกับทีมแพทย์คอยดูแล ดังนั้นโรงพยาบาลสนามแห่งนี้จึงมีความพิเศษที่จัดรูปแบบการรักษาใกล้เคียงกับบ้านให้มากที่สุดทั้งด้านสิ่งแวดล้อมและผู้ที่เด็กคุ้นเคย

ด้านแพทย์หญิงมธุรดา สุวรรณโพธิ์ ผู้อำนวยการสถาบันราชานุกูล กล่าวถึงความสำเร็จของการตั้งโรงพยาบาลสนามแห่งนี้ ว่าเป็นการประสานความร่วมมือหลายภาคส่วนประกอบด้วยกรุงเทพมหานครสนับสนุนด้านอาคารสถานที่และสิ่งแวดล้อมให้ได้ มาตรฐานบับเบิลแอนด์ซีล (Bubble & Sealed) ภาคเอกชนสนับสนุนนวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่ออำนวยความสะดวกระหว่าง รักษาตัวในโรงพยาบาลสนาม อาทิ โปรแกรมแพทย์ทางไกล (Telemedicine) ระบบกรองเชื้อระบายอากาศ เครื่องฆ่าเชื้อยูวีซี ประจำห้องเพื่อลดการแพร่กระจายเชื้อและฆ่าเชื้อและโปรแกรมครอบครัวแห่งสติเพื่อเสริมภูมิคุ้มกันทางใจ ขณะที่กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ (พก.) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ทำหน้าที่ ในการประสานส่งต่อและให้ความช่วยเหลือด้านสังคมสงเคราะห์และสวัสดิการในระหว่างที่เด็กพิเศษและครอบครัวพักรักษาตัว อยู่ในโรงพยาบาลสนามรวมทั้งแผนการให้ความช่วยเหลือและติดตามภายหลังหายจากอาการป่วยและปลอดเชื้อโควิดเดินทาง กลับสู่ชุมชน กระทรวงสาธารณสุขโดยสถาบันราชานุกูล กรมสุขภาพจิตเข้ามาดูแลผู้ติดเชื้อที่เป็นเด็กพิเศษร่วมกันกับสถาบันเด็กแห่งชาติมหาราชินี และโรงพยาบาลราชวิถี กรมการแพทย์ ที่ต้องการบริการแบบพิเศษด้วยการสนับสนุนทีมผู้ดูแลรักษามืออาชีพ ประกอบด้วย จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น กุมารแพทย์ อายุรแพทย์ พยาบาล ทีมสหวิชาชีพและเจ้าหน้าที่พร้อมปฏิบัติงานตลอด 24 ชั่วโมง ผ่านอุปกรณ์เทคโนโลยีสารสนเทศที่ทันสมัยเพื่อติดตามอาการอย่างใกล้ชิดเหมาะกับเด็กพิเศษและติดตามภาพถ่ายเอกซเรย์ปอดอย่างต่อเนื่องเพื่อเฝ้าระวังอาการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาที่พักรักษาตัวรวมทั้งวางแผนการส่งต่อกรณีฉุกเฉิน

โรงพยาบาลสนามราชานุกูลเพื่อเด็กพิเศษและครอบครัวพร้อมเปิดให้บริการในวันเสาร์ที่ 14 สิงหาคม 2564 เป็นต้นไป ครอบครัวที่มีเด็กพิเศษ (สติปัญญาบกพร่อง ออทิสติกสมาธิสั้น และบกพร่องการเรียนรู้)ที่ผลตรวจโควิดด้วย Antigen Test Kit เป็นบวกสามารถติดต่อสำหรับประสานส่งต่อเข้าโรงพยาบาลสนามฯ ได้ที่ 084-1078129, 065-8850584และ 097-0780696

สำนักงานยุวกาชาด สภากาชาดไทย จัดอบรมออนไลน์ให้เยาวชน 15-30 ปี หลักสูตรปฐมพยาบาล #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/596006

สำนักงานยุวกาชาด สภากาชาดไทย จัดอบรมออนไลน์ให้เยาวชน15-30ปี หลักสูตรปฐมพยาบาล

สำนักงานยุวกาชาด สภากาชาดไทย จัดอบรมออนไลน์ให้เยาวชน15-30ปี หลักสูตรปฐมพยาบาล

วันพุธ ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 21.15 น.

18 สิงหาคม 2564  สำนักงานยุวกาชาด สภากาชาดไทย โดย ฝ่ายส่งเสริมอาสายุวกาชาด จัดอบรมให้ความรู้แบบออนไลน์ให้แก่เยาวชน อายุ 15-30 ปี หลักสูตรปฐมพยาบาล รุ่นที่  3 จำนวน 289 คน   เพื่อให้ความรู้แก่เยาวชนที่มีใจรักในงานอาสาสมัคร สภากาชาดไทย  พร้อมที่จะเรียนรู้ทักษะด้านปฐมพยาบาล  เพื่อนำความรู้ที่ได้รับไปใช้ในยามที่จำเป็นสำหรับช่วยเหลือครอบครัว สังคม ชุมชนในโอกาสต่อไป  ผู้สนใจจะเข้ารับการอบรมรุ่นต่อไปสมัครและดาวน์โหลดข้อมูลได้ที่ Fanpage : อาสายุวกาชาด สภากาชาดไทย สำหรับผู้สนใจเป็นอาสาสมัคร สภากาชาดไทย เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งที่พร้อมที่จะเป็น “ผู้ให้” เติมพลังแห่งน้ำใจที่ยิ่งใหญ่ ขับเคลื่อนสังคมไทย….ด้วยใจอาสาสมัคร เพียงคุณโหลดแอพพลิเคชั่น TRC Volunteer คุณก็จะเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนอุดมการณ์ด้านมนุษยธรรมร่วมกับ สภากาชาดไทย

คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ลงนาม MOU เพื่อการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีวินิจฉัย ป้องกัน และรักษาโรคด้านจักษุวิทยา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/595947

คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ลงนาม MOU เพื่อการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีวินิจฉัย ป้องกัน และรักษาโรคด้านจักษุวิทยา

คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ลงนาม MOU เพื่อการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีวินิจฉัย ป้องกัน และรักษาโรคด้านจักษุวิทยา

วันพุธ ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 18.31 น.

คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ กับ บริษัท Mitsubishi UFJ Research and Consulting จำกัด ประเทศญี่ปุ่น เพื่อการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีวินิจฉัย ป้องกัน และรักษาโรคด้านจักษุวิทยา

ศ.นพ.สุทธิพงศ์ วัชรสินธุ คณบดี คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ Mr. Masakazu Ikeda ประธานบริษัท Mitsubishi UFJ Research and Consulting จำกัด กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ได้ลงนามความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีวินิจฉัยป้องกัน และรักษาโรคด้านจักษุวิทยา ระหว่าง คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ บริษัท Mitsubishi UFJ Research and Consulting จำกัด ประเทศญี่ปุ่น โดยมี รศ.นพ.อรรณพ ใจสำราญ รองคณบดีฝ่ายวิรัชกิจ, รศ.พญ.วิลาวัณย์ พวงศรีเจริญ หัวหน้าภาควิชาจักษุวิทยา, รศ.พญ.วิศนี ตันติเสวี รองหัวหน้าภาควิชาจักษุวิทยา ฝ่ายวิรัชกิจ, ศ.พญ.วสี ตุลวรรธนะ อาจารย์ประจำภาควิชาจักษุวิทยา, รศ.(พิเศษ) นพ.ภาคภูมิ คัมภีร์พันธุ์ ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายบริหาร และ อาจารย์ประจำภาควิชาจักษุวิทยา และอ.นพ.รัฐ อิทธิพานิชพงศ์ อาจารย์ประจำภาควิชาจักษุวิทยา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวทิยาลัย ได้ร่วมกันแถลงข่าวการลงนามความร่วมมือนี้เมื่อวันอังคารที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2564 เวลา 12.00 น. ผ่านทางเฟซบุ๊กไลฟ์ แฟนเพจ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ซึ่งการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือนี้ได้ลงนามเป็นที่เรียบร้อยเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2564 เพื่อวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีวินิจฉัยป้องกัน และรักษาโรคด้านจักษุวิทยาร่วมกัน อาทิ เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence:AI) ระบบโทรเวชกรรม (Telemedicine) และอุปกรณ์อัจฉริยะ (smart devices) ให้กับกลุ่มประเทศรายได้ปานกลางและกลุ่มประเทศรายได้ต่ำ (LMICs) โดยคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และบริษัท Mitsubishi UFJ Research and Consulting จำกัด ประเทศญี่ปุ่น ได้วางแผนร่วมกันในการสนับสนุนสุขภาพระดับโลกผ่านการทำวิจัยและการพัฒนาโครงการใหม่ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีวินิจฉัยโรคด้านจักษุวิทยา โดยอาศัยความรู้ ความเชี่ยวชาญ และความร่วมมือของหน่วยงานแต่ละแห่ง

จากสถิติในช่วงไม่กี่ปีผ่านที่มา มีจำนวนผู้ป่วยโรคด้านจักษุวิทยาและความบกพร่องทางการมองเห็นมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นในประเทศต่างๆ สืบเนื่องจากการเพิ่มประชากร การสูงวัยขึ้นของประชากร และพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไป นอกจากนี้ การวินิจฉัยและรักษาโรคด้านจักษุวิทยา เป็นประเด็นทางสุขภาพที่ได้รับการมองข้ามในกลุ่มประเทศรายได้ปานกลางและกลุ่มประเทศรายได้ต่ำ เมื่อเทียบกับประเด็นสุขภาพอื่นๆ อีกทั้งการเข้าถึงการวินิจฉัยและรักษาโรคด้านจักษุวิทยาที่มีอยู่อย่างจำกัด ดังนั้น ในกลุ่มประเทศดังกล่าวต่างเผชิญกับจำนวนผู้ป่วยโรคด้านจักษุวิทยาและความบกพร่องทางการมองเห็นที่เพิ่มสูงขึ้น จึงจำเป็นอย่างที่จะต้องได้รับการวินิจฉัยและรักษาโรคอย่างเหมาะสม และเพื่อเป็นการเตรียมพร้อมรับมือกับความท้าทายที่เกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิผล จึงได้พัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมขั้นสูงเพื่อเพิ่มการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ด้านจักษุวิทยา และเพิ่มคุณภาพการวินิจฉัยและรักษาโรคด้านจักษุวิทยา

ศ.นพ.สุทธิพงศ์ วัชรสินธุคณบดี คณะแพทยศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการสร้างนวัตกรรม ผลักดันการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยในการวิจัยและการให้บริการทางการแพทย์ สร้างชุมชนการวิจัยเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีวินิจฉัยโรคอย่างยั่งยืน ส่งเสริมบุคลากรในการพัฒนาโครงการวิจัย และเพิ่มคุณภาพงานวิจัยอย่างสม่ำเสมอ สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในการเป็นผู้นำการสร้างสรรค์องค์ความรู้และนวัตกรรมเพื่อสร้างเสริมสังคมสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน รวมไปถึงยุทธศาสตร์ของมหาวิทยาลัยในการพัฒนางานวิจัยและสร้างนวัตกรรมที่มีประโยชน์สูงเพื่อสังคม

และในโอกาสอันดีนี้ เราจึงได้แถลงความก้าวหน้าอีกขั้นของภาควิชาจักษุวิทยา ในการสร้างความร่วมมือกับ บริษัท Mitsubishi UFJ Research and Consulting จำกัด ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาและการวิจัยในเครือ Mitsubishi UFJ Financial Group (MUFG) โดยตั้งอยู่ที่กรุงโตเกียว กรุงนาโกยา และกรุงโอซากา ประเทศญี่ปุ่น เป็นบริษัทที่มุ่งขับเคลื่อนโครงการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องการบริการให้คำปรึกษาสำหรับองค์กรต่างๆ การวิจัยเชิงนโยบายสำหรับรัฐบาลแห่งชาติและรัฐบาลท้องถิ่น การบริการข้อมูลเพื่อการจัดการ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และการวิจัยทางเศรษฐกิจ โดยมีหน่วยงานภายใต้ความร่วมมือในครั้งนี้ คือ Center on Global Health Architecture ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนการแก้ปัญหาประเด็นสุขภาพโลก ในการร่วมกันวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีวินิจฉัยโรคด้านจักษุวิทยา

รศ.นพ.อรรณพ ใจสำราญ รองคณบดีฝ่ายวิรัชกิจ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเสริมว่า คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะสถาบันชั้นนำในการผลิตแพทย์ในประเทศไทย ได้มีข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการกับสถาบันอุดมศึกษาในต่างประเทศรวมทั้งหน่วยงานทางภาครัฐ ภาคเอกชนและองค์กรระหว่างประเทศต่างๆ เป็นจำนวนมาก รวมจำนวน 52 แห่ง ซึ่งครอบคลุมภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลก รวมทั้งประเทศญี่ปุ่นที่ทางเราได้มีความสัมพันธ์ร่วมกันมาเป็นเวลายาวนาน นับเป็นการต่อยอดงานวิจัยทางการแพทย์ให้มีความก้าวหน้า เพื่อประโยชน์ต่อประเทศในอนาคต

โรงพยาบาลเกษมราษฎร์ รามคำแหง เปิดให้บริการตรวจโควิด-19 แบบ RT-PCR ฟรี! #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/595884

โรงพยาบาลเกษมราษฎร์  รามคำแหง เปิดให้บริการตรวจโควิด-19 แบบ RT-PCR  ฟรี!

โรงพยาบาลเกษมราษฎร์ รามคำแหง เปิดให้บริการตรวจโควิด-19 แบบ RT-PCR ฟรี!

วันพุธ ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 16.31 น.

โรงพยาบาลเกษมราษฎร์  รามคำแหง เปิดให้บริการตรวจ covid-19 แบบ RT-PCR  สำหรับผู้มีความเสี่ยงเข้าเกณฑ์ตรวจ  โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ( ยังไม่รวมค่าใบรับรองแพทย์ ) ทางโรงพยาบาลจะรับตรวจผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 15- 55 ปี เริ่มแจกบัตรคิว เวลา 08.00 น. ณ ลานจอดรถหลังตึก รพ. และจะเริ่มตรวจ เวลา 08.30 น.  ซึ่งจะรับตรวจเพียงวันละ  100 คน  และจะแจ้งผลตรวจผ่านทางSMS  ภายใน 48 ชม.

สำหรับผู้ที่เข้ารับการตรวจหาเชื้อ Covid-19 ต้องไม่เป็นผู้ที่มีข้อจำกัด  ดังต่อไปนี้

1. บุคคลที่มีอายุน้อยกว่า 15 ปีหรือมากกว่า 55 ปี

2. บุคคลที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้จำเป็นต้องมีผู้ช่วยเหลือดูแลตลอดเวลา

3. บุคคลที่มีปัญหาทางด้านการสื่อสาร , การมองเห็น , การได้ยิน , การทรงตัว

4. บุคคลที่มีภาวะหรืออาการทางจิต ประสาท รวมถึงผู้ใช้สารเสพติดที่ผิดกฎหมายทุกประเภท

5. บุคคลที่อยู่ในช่วงกำลังตั้งครรภ์และไม่ได้ฝากครรภ์กับทางโรงพยาบาล

6. บุคคลที่มีโรคประจำตัวและมีแนวโน้มทุดลง

7. บุคคลที่เป็นโรคผิวหนังเช่น สะเก็ดเงิน , ภูมิแพ้ผิวหนัง

8. บุคคลต่างด้าว

‘มูลนิธิมาดามแป้ง’ เดินหน้ามอบเวชภัณฑ์-อุปกรณ์การแพทย์ แก่ศูนย์พักคอย 10 แห่งทั่วกรุงเทพ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/595847

‘มูลนิธิมาดามแป้ง’ เดินหน้ามอบเวชภัณฑ์-อุปกรณ์การแพทย์ แก่ศูนย์พักคอย 10 แห่งทั่วกรุงเทพ

‘มูลนิธิมาดามแป้ง’ เดินหน้ามอบเวชภัณฑ์-อุปกรณ์การแพทย์ แก่ศูนย์พักคอย 10 แห่งทั่วกรุงเทพ

วันพุธ ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 15.22 น.

18 สิงหาคม 2564 มูลนิธิมาดามแป้ง ร่วมกับ เมืองไทยประกันภัย เดินหน้ามอบเวชภัณฑ์-อุปกรณ์ทางการแพทย์ และของใช้จำเป็นภายในศูนย์พักคอย Community Isolation จำนวน 10 เขตทั่วกรุงเทพมหานคร มูลค่ารวมกว่า 400,000 บาท

นางนวลพรรณ ล่ำซำ กรรมการผู้จัดการ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันภัย จำกัด (มหาชน) และประธานกรรมการมูลนิธิมาดามแป้ง กล่าวว่า “จากประสบการณ์การตั้งศูนย์พักคอย หรือ CI 4 มุมเมืองในเดือนที่ผ่านมา ทำให้ทราบว่าเวชภัณฑ์การแพทย์ อุปกรณ์ทางการแพทย์ และของใช้จำเป็นของผู้ป่วยโควิด-19 นั้นยังขาดแคลนภายในศูนย์ อีกทั้งยังเป็นของจำเป็นสำหรับด่านหน้าที่เผชิญความเสี่ยงทุกวินาที เราจึงหวังร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนการทำงานของเจ้าหน้าที่ บุคลากรทางการแพทย์ เพิ่มเติมใน 10 เขตทั่วกรุงเทพฯ ในภาวะที่ผู้ป่วยยังเพิ่มสูงขึ้นทุกวัน”

โดยการส่งมอบอุปกรณ์ทางการแพทย์ และของใช้จำเป็นให้กับ Community Isolation ทั้งหมด 10 แห่ง มีดังนี้ 1) ศูนย์เยาวชนกรุงเทพมหานคร (ไทย-ญี่ปุ่น) เขตดินแดง, 2) วัดสะพาน เขตคลองเตย, 3) ศูนย์สร้างสุขทุกวัยดอนเมือง เขตดอนเมือง, 4) ศูนย์กีฬารามอินทรา เขตบางเขน, 5) ศูนย์กีฬาประชานิเวศน์ เขตจตุจักร, 6) ศูนย์สร้างสุขทุกวัยบางขุนเทียน เขตบางขุนเทียน, 7) ศูนย์สร้างสุขทุกวัยบางแค (เรืองสอน) เขตบางแค, 8) ศูนย์สร้างสุขทุกวัยทวีวัฒนา เขตทวีวัฒนา, 9) ศูนย์สร้างสุขทุกวัยบางกะปิ เขตบางกะปิ และ 10) ศูนย์สร้างสุขทุกวัยสะพานสูง เขตสะพานสูง

นางนวลพรรณ กล่าวเพิ่มเติมว่า “รายการของที่ได้มอบทั้ง 10 เขตนั้น เราได้วางแผนจัดเตรียมเพื่อตอบโจทย์ความต้องการจริง ไม่ว่าจะเป็นเครื่องวัดออกซิเจนในเลือด ที่วัดอุณหภูมิแบบแท่งแก้ว หน้ากากอนามัยแบบ KN95 ถุงขยะพลาสติกสีแดงสำหรับขยะอันตราย เช่น สารเคมีอันตราย ขยะติดเชื้อ ฯลฯ ถุงมือยางทางการแพทย์ เตียงสนามกระดาษ ที่นอนยางสังเคราะห์ PE ที่ใช้วัตถุดิบโพลีเอทิลีน (Polyethylene) รวมไปถึงหมอน ผ้าห่ม และยังได้มอบข้าวกล่องจากครัวมาดามให้แก่เจ้าหน้าที่อย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 10 วัน ทั้งนี้ มูลนิธิมาดามแป้ง และ เมืองไทยประกันภัย ขอร่วมส่งกำลังใจให้ทุกท่านผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปด้วยกัน ด้วยการยืนเคียงข้างสังคมไทยต่อไปดั่งเช่นประโยคที่ว่า ส่งต่อน้ำใจ คนไทยไม่ทิ้งกัน”

นอกจากนี้ ทุกท่านสามารถร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการให้ ด้วยการบริจาคและสมทบทุนได้ที่บัญชี ธนาคารกสิกรไทย เลขที่บัญชี 092-2-61340-0 ชื่อบัญชี มูลนิธิมาดามแป้ง เพื่อโครงการสร้างสังคมแห่งการให้ หรือร่วมสมัครเป็นทีมอาสากล้าใหม่กับเราได้ที่ http://bitly.ws/dsfM

MORHELLO เปิดตัว ‘Webina’ หลักสูตรการอบรมออนไลน์เชิงวิชาการขั้นสูงด้านกัญชาทางการแพทย์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/595779

MORHELLO เปิดตัว ‘Webina’ หลักสูตรการอบรมออนไลน์เชิงวิชาการขั้นสูงด้านกัญชาทางการแพทย์

MORHELLO เปิดตัว ‘Webina’ หลักสูตรการอบรมออนไลน์เชิงวิชาการขั้นสูงด้านกัญชาทางการแพทย์

วันพุธ ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 14.04 น.

MORHELLO แพลตฟอร์มออนไลน์เพื่อสุขภาพและการแพทย์ที่ครบวงจรครอบคลุมเรื่องกัญชาทางการแพทย์หนึ่งเดียวของไทย  เปิดตัวเว็บบินาร์หลักสูตรการอบรมทางออนไลน์เชิงวิชาการขั้นสูงสำหรับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านอนาคตของการดูแลสุขภาพอย่างมืออาชีพ : การศึกษากัญชาทางการแพทย์เชิงวิชาการขั้นสูง

MorhelloWebinar : The future & beyond of Medicinal Cannabis ครั้งแรกในเมืองไทยร่วมแชร์ความรู้และประสบการณ์จากผู้เชี่ยวชาญระดับโลก มุ่งสร้างชุมชนผู้เชี่ยวชาญด้านกัญชาทางการแพทย์ในประเทศไทย พร้อมก้าวสู่การเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงด้านการดูแลสุขภาพสำหรับแพทย์มืออาชีพและผู้ป่วยในอนาคต

คุณศิริญา เทพเจริญ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานการตลาด บริษัท ณุศาศิริ (มหาชน) บริษัทชั้นแนวหน้าในวงการอสังหาริมทรัพย์ผู้ก่อตั้งแพลตฟอร์ม MORHELLO เปิดเผยว่า จากวัตถุประสงค์ของการก่อตั้งแพลตฟอร์มออนไลน์เพื่อสุขภาพและการแพทย์ ภายใต้แบรนด์ “MORHELLO” ซึ่งตั้งเป้าที่จะเป็นแพลตฟอร์มทางการแพทย์ขั้นสูงแห่งแรกสำหรับแพทย์ที่ให้ความช่วยเหลือผู้ป่วยรักษาด้วยการใช้กัญชาทางการแพทย์แบบครบวงจรหนึ่งเดียวของไทย

MORHELLO ได้มองเห็นถึงโอกาสในการเรียนรู้ของแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ของไทย เพื่อศึกษาในเรื่องของกัญชากับการรักษาในเชิงลึก เพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ การศึกษาวิจัยและการผลิตผลิตภัณฑ์สุขภาพ  และเพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ และต่อยอดวงการสาธารณสุขของไทย  จึงได้เกิดการร่วมมือกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญระดับโลกในการจัดหลักสูตรการอบรมทางออนไลน์เชิงวิชาการขั้นสูงครั้งแรกขึ้นในประเทศไทย ที่จะรวบรวมแพทย์และผู้เชี่ยวชาญด้านกัญชาและเอ็นโดแคนนาบินอยด์ (Endocannabinoid) ระดับโลก มาให้ความรู้ที่เป็นผลวิจัยทางการแพทย์ที่ได้รับการรับรองเพื่อให้เกิดการเรียนรู้อย่างสูงสุด

“MORHELLO” มีความตั้งใจที่จะช่วยให้แพทย์และผู้ป่วยได้เรียนรู้ และเข้าใจโลกของการใช้กัญชาในการรักษาทางการแพทย์ แพลตฟอร์มนี้จะช่วยให้แพทย์และผู้เชี่ยวชาญทุกคนได้เรียนรู้ในเรื่องกัญชาทางการแพทย์ขั้นสูง  ซึ่งการจัดการอบรมในครั้งนี้  ถือได้ว่าเป็นโอกาสสำคัญในการเรียนรู้ของแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ของไทย ซึ่งถือเป็นหลักสูตรอบรมขั้นสูงของการใช้กัญชาทางการแพทย์ครั้งแรกในประเทศไทยที่มีเป้าหมายเพื่อให้แพทย์ และบุคลากรทางการแพทย์เฉพาะด้านที่สนใจได้เรียนรู้เชิงลึก เพื่อเพิ่มองค์ความรู้และเพื่อเป็นประโยชน์ทางการรักษา มุ่งส่งเสริมมาตรฐานและความรู้ขั้นสูงจากอาจารย์หมออันทรงคุณวุฒิจากทั่วโลก เพื่อส่งเสริมการพัฒนาค้นคว้าวิจัยด้านวิทยาศาตร์กัญชาทางการแพทย์แบบยั่งยืน เพิ่มโอกาสใหม่ในวิทยาศาสตร์การแพทย์ขั้นสูงและเพิ่มโอกาสทางอาชีพในการเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญให้คำปรึกษาด้านการดูแลสุขภาพและการรักษาโรคเฉพาะด้าน

ทั้งยังช่วยสร้างชุมชนผู้เชี่ยวชาญด้านกัญชาทางการแพทย์ในประเทศไทยส่งเสริมให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงด้านการดูแลสุขภาพด้วยกัญชาสำหรับแพทย์มืออาชีพและผู้ป่วยในอนาคตโดยจะมีการจัดอบรมหลักสูตรการเรียนการสอนเพื่อให้เป็นประโยชน์ในการต่อยอดของวงการสาธารณสุขของประเทศไทยขึ้นในเดือนตุลาคมนี้” คุณศิริญากล่าว

นพ.ดร.วรโชติ กรัณยโสภณ กล่าวว่า การจัดอบรมหลักสูตรสัมมนาออนไลน์หลักสูตรกัญชาทางการแพทย์สำหรับผู้ให้บริการด้านสุขภาพครั้งที่ 1 Morhello Webinar : The future & beyond of Medicinal Cannabis ครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก MORHELLO Ambassador ซึ่งเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและที่ปรึกษาระดับโลก Dr. Joseph Rosado เจ้าของร่วมคลินิก Coastal Cannabis ซึ่งเป็นกลุ่มคลินิกกัญชาทางการแพทย์ในเขตโวลูเซีย รัฐฟลอริดา ประธานและผู้บริหารของ International Medical Consultants ผู้อำนวยการร่วมด้านการแพทย์ของ Minorities for Medical Marijuana และผู้อำนวนการทางการแพทย์ของ marijuanadoctors.com มาร่วมแบ่งปันความรู้และประสบการณ์ครอบคลุมความรู้ในเรื่องกัญชาทางการแพทย์ขั้นสูงและกฎหมายเฉพาะด้าน โดยท่านได้เป็นที่ปรึกษาให้กับมลรัฐและชุมชนต่างๆ มาแล้วทั่วทั้งสหรัฐอเมริกา

นอกจากนี้ ยังได้รับเกียรติจากแพทย์ผู้มากประสบการณ์ในการรักษาและดูแลผู้ป่วยด้วยกัญชาทางการแพทย์อีก 3 ท่าน ได้แก่ Dr.Vasko  Dinev  ผู้ร่วมก่อตั้ง Imperial Green Ltd  แห่ง North Macadona ซึ่งเป็นบริษัทให้คำปรึกษาโดยเน้นเรื่องกัญชาทางการแพทย์ Dr.Mark Braunstein ผู้บริหารผู้ก่อตั้งและแพทย์ประจำสถาบัน  Reconscious Medical  ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตบำบัด  โดยใช้ “เอนทิโอเจน” หรือสารที่มีการออกฤทธิ์ทางจิตเป็นตัวช่วยในการรักษาและ Dr. Andrew Agius  ผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการด้านการแพทย์ของคลินิก ThePain  ซึ่งเป็นศูนย์การแพทย์แบบผสมผานสำหรับการจัดการสหวิทยาการของอาการปวดเรื้อรัง ที่พร้อมจะมาแบ่งปันความรู้และประสบการณ์งานวิจัยทางการแพทย์จากกัญชาและสารแคนนาบินอยด์แบบเชิงลึกในเว็บบินาร์ครั้งนี้

“เราจะมุ่งเน้นไปที่สถานการณ์ฉุกเฉินและแนวโน้มที่สำคัญของการดูแลสุขภาพ  ซึ่งเรามองเห็นโอกาสที่มากมายในอนาคต  เพราะยาที่ได้จากการสกัดจากพืชสามารถเปลี่ยนแนวโน้มของการใช้ยาทั่วโลก โดยในบรรดาสารแคนนาบินอยด์ทั้งหมด cannabidiol ได้มีการใช้กันอย่างแพร่หลายในการรักษาโรคทางจิตเวช เนื่องจากไม่มีผลข้างเคียงด้านจิตใจ

นอกจากนี้ ในทางการแพทย์เชิงประยุกต์ได้มีการนำน้ำมัน cannabidiol ในการคลายความวิตกกังวลและลดอาการที่เกิดจากภาวะซึมเศร้า  การบรรเทาความเครียด การป้องกันโรคเบาหวาน บรรเทาอาการปวดรักษาอาการเจ็บป่วยจากโรคมะเร็ง  บรรเทาการอักเสบ  ทั้งนี้ จากการที่มีการใช้สาร CBD ในผลิตภัณฑ์รักษาโรคเพิ่มขึ้น ตลาด cannabidiol ทั่วโลกคาดว่า จะเติบโตในอัตราเร่งตลอดระยะเวลาคาดการณ์

ทั้งนี้จากรายงานการศึกษาของ Prohibition Partners ได้มีการคาดการณ์ว่ามูลค่าของยา Sativex และ Epidolex ที่ใช้ในการรักษาโรคปวดเรื้อรังและโรคลมชัก ซึ่งมีสาร cannabidiol ประกอบ  จะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดจาก 227 ล้านดอลลาร์สหรัฐ  เป็น 273 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และจาก 940 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็น 1.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2564 และปี 2567 ตามลำดับ  ซึ่งถือเป็นโอกาสมหาศาลของเกษตรกรชุมชน และการแพทย์ การสาธารณสุขไทยในอนาคตที่จะได้เรียนรู้โอกาสในการใช้สารสกัดจากกัญชามาใช้ในการรักษา และต่อยอดสู่งานวิจัยแบบเชิงลึก” นพ.ดร.วรโชติ กรัณยโสภณ กล่าว

ทั้งนี้ หลักสูตรการอบรมทางออนไลน์เชิงวิชาการขั้นสูงด้านกัญชาทางการแพทย์สำหรับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน กำหนดจะจัดขึ้น เป็นเวลา 6 สัปดาห์ ในทุกวันเสาร์ที่ 2, 9, 16, 23, 30 ตุลาคม และ6  พฤศจิกายน 2564 ระหว่างเวลา17.00 – 20.00 น. ของแต่ละวัน ซึ่งจะประกอบด้วยหลักสูตรการอบรมขั้นสูง

ภายใต้หัวข้อการเรียนรู้เฉพาะด้าน ภายใต้หัวข้อ ประวัติศาสตร์ของกัญชาทางการแพทย์คำศัพท์เฉพาะทางระบบกัญชาในร่างกาย (TheEndocannabinoidSystem) วิธีการให้ยาด้วยเภสัชจลนศาสตร์/เภสัชพลศาสตร์สำหรับตัวยาแต่ละตัวและคู่มือปริมาณยาที่ให้เป้าหมายและแผนการรักษาต่อสถานะโรคสายพันธุ์พื้นฐานและประโยชน์จากการบำบัดโรคต่อสถานะโรคสิ่งที่ต้องระมัดระวังสำหรับผู้ป่วยที่รับยาแบบซับซ้อนอะไรคือความเสี่ยงและสิ่งตอบแทนที่ได้รับ?สภาวะของจิตใจและการนำจิตวิทยามาใช้ประโยชน์จากการรักษาที่เป็นไปได้ของCannabidiolสำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็งการนำกัญชามาประยุกต์ใช้ในคลินิกสำหรับผู้ป่วยมะเร็งสารCannabinoidsกับการแก้ปัญหาที่เกี่ยวกับหัวใจและหลอดเลือดหัวใจการใช้กัญชาในการจัดการความผิดปกติของระบบประสาทและกล้ามเนื้อโดยแพทย์ที่สนใจที่จะเข้าร่วมอบรมพร้อมรับใบรับรองผ่านการอบรมขั้นสูงสามารถลงทะเบียนหรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่อีเมล์register@morhello.comพิเศษลงทะเบียนภายในวันที่31สิงหาคม2564ชำระค่าอบรมหลักสูตรในราคาพิเศษเพียง 30,000- บาท

ร่วมเปิดโลกแห่งการเรียนรู้แบบเชิงลึกและพบโอกาสของกัญชากับประโยชน์ทางการแพทย์ก่อนใครกับหลักสูตรการเรียนรู้และการอบรมขั้นสูงด้านการใช้กัญชาและกัญชงทางการแพทย์ Morhello Webinar: The future & beyond of Medicinal Cannabis เปิดรับสมัครเพื่อแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์เข้าร่วมได้ตั้งแต่วันนี้ ถึง2 ตุลาคม2564

อพวช. จัดเต็มความสนุกใน ‘สัปดาห์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ ประจำปี 2564’ รูปแบบ Online #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/595751

อพวช. จัดเต็มความสนุกใน 'สัปดาห์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ ประจำปี 2564' รูปแบบ Online

อพวช. จัดเต็มความสนุกใน ‘สัปดาห์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ ประจำปี 2564’ รูปแบบ Online

วันพุธ ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 11.48 น.

อพวช. จัดเต็ม “กิจกรรมเนื่องในสัปดาห์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ ประจำปี 2564” รูปแบบ Online พิเศษ! เต็มอิ่มจุใจกับกิจกรรมความสนุกด้านวิทยาศาสตร์ตลอดเดือนสิงหาคมนี้

18 สิงหาคม 2564 องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมเฉลิมฉลองวันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ  เพื่อเทิดพระเกียรติพระบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทย รัชกาลที่ 4 เปิด “กิจกรรมเนื่องในสัปดาห์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ ประจำปี 2564” จัดเต็มกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ในรูปแบบออนไลน์ เต็มอิ่มกับกิจกรรมด้านวิทยาศาสตร์ที่สนุกสนานและหลากหลายที่จะทำให้ทุกคนสามารถเข้าถึงการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ได้ทุกที่  ทุกเวลา ผ่านทาง Facebook : NSM Thailand

โดยปีนี้ อพวช. ได้จัด “กิจกรรมเนื่องในสัปดาห์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ ประจำปี 2564” ในรูปแบบออนไลน์ ซึ่งขนกิจกรรมความสนุกด้านวิทยาศาสตร์มาไว้ในงานนี้มากมาย  โดยจัดขึ้นตลอดเดือนสิงหาคม  เพื่อเผยแพร่ความรู้ ประสบการณ์ และโอกาสการมีส่วนร่วมกับประชาชนในกิจกรรมรูปแบบออนไลน์ โดยผ่านช่องทางสื่อสารของ อพวช. ได้แก่ Facebook : NSM Thailand , Website : http://www.nsm.or.th , YouTube : NSM Thailand  และ Facebook พิพิธภัณฑ์และแหล่งเรียนรู้ต่างๆ ของ อพวช. ที่จะนำความรู้ควบคู่กิจกรรมความสนุกมาสลับหมุนเวียนให้ชมและร่วมสนุกกันตลอดเดือนวิทยาศาสตร์ไทย เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและความตระหนักด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม แก่เยาวชนและประชาชนทั่วประเทศ

ด้าน ผศ.ดร.รวิน ระวิวงศ์ ผู้อำนวยการองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ กล่าวว่า “เนื่องในวันที่ 18 สิงหาคมของทุกปี อพวช. ได้จัดกิจกรรมเนื่องในสัปดาห์วิทยาศาสตร์แห่งชาติขึ้นเป็นประจำทุกปี เพื่อ ร่วมเทิดพระเกียรติพระบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทย รัชกาลที่ 4 และร่วมเฉลิมฉลองวันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ อีกทั้งเป็นการสร้างความตระหนักและสร้างแรงบันดาลใจด้านวิทยาศาสตร์ให้แก่สังคมไทย แต่ปีนี้เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่มีความรุนแรงทำให้ไม่สามารถจัดกิจกรรมได้ตามปกติ จึงมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการจัดงานขึ้นใหม่ในรูปแบบออนไลน์ในครั้งนี้ขึ้น

สำหรับกิจกรรมพิธีเปิดในวันที่ 18 สิงหาคม 2564 วันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ อพวช. ได้รับเกียรติจากศาสตราจารย์ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ให้เกียรติเป็นประธานเปิดกิจกรรมฯ ดังกล่าว นอกจากนี้ยังจัดกิจกรรมความสนุกมากมายภายในงาน อาทิ ชมภาพยนตร์สารคดี เรื่อง “ตามรอยเสด็จฯ ร.4 สู่การชมสุริยุปราคา ณ หว้ากอ” , งานเสวนาวันวิทยาศาสตร์ไทย โดย อ.จุลภัสสร พนมวัน ณ อยุธยา เรื่อง “ย้อนรอยวิทย์ศิลป์ถิ่นบางกอก” และถือเป็นโอกาสพิเศษที่ อพวช. มีการเปิดตัว YouTube NSM Thailland อย่างเป็นทางการครั้งแรก พร้อมยังมีการประกาศผลรางวัล NSM Junior Science Influencers ภายในงานนี้อีกด้วย

สำหรับกิจกรรมในเพจ Facebook พิพิธภัณฑ์และแหล่งเรียนรู้ของ อพวช. ต่างๆ ยังเตรียมกิจกรรมที่ส่งเสริมประสบการณ์ในด้านวิทยาศาสตร์ที่น่าสนใจตลอดเดือนสิงหาคม 2564  ได้แก่ กิจกรรมเที่ยวทิพย์กับตึกลูกเต๋า โดยพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ , กิจกรรม Explore Technology โดยพิพิธภัณฑ์เทคโนโลยีสารสนเทศ ,กิจกรรม Hands on เรื่องกระดูก โดย พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา,กิจกรรมโหลดภาพธรรมชาติจากมุมมองนักธรรมชาติวิทยา โดยพิพิธภัณฑ์พระรามเก้า , กิจกรรม Explorium @Home ชวนสวมบทบาทนักสำรวจธรรมชาติ โดย จัตุรัสวิทยาศาสตร์ อพวช. @ เดอะสตรีท รัชดา เป็นต้น

สำหรับผู้สนใจร่วมสนุกใน “กิจกรรมเนื่องในสัปดาห์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ ประจำปี 2564” ตลอดเดือนสิงหาคมนี้ สามารถติดตามรายละเอียดได้ที่ Facebook : NSM Thailand

Life & Health : ช่วงโควิด-19 ผู้ป่วยโรคไตกักตัวอยู่บ้านอย่างไร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/595549

Life & Health : ช่วงโควิด-19 ผู้ป่วยโรคไตกักตัวอยู่บ้านอย่างไร

Life & Health : ช่วงโควิด-19 ผู้ป่วยโรคไตกักตัวอยู่บ้านอย่างไร

วันพุธ ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

จากสถานการณ์การระบาดของ โควิด-19 หน่วยงานทั้งภาครัฐบาลและภาคเอกชนจึงมีมาตรการส่งเสริมให้ทำงานจากบ้าน (Work from Home) การเรียนออนไลน์ กันมากขึ้นเพื่อลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อดังกล่าว สำหรับผู้ป่วยโรคไตเป็นกลุ่มผู้ป่วยที่มีแนวโน้มของการเกิดอาการ และภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงจากการติดเชื้อโควิด-19 ได้มากกว่าคนปกติ ดังนั้นผู้ป่วยโรคไตจึงควรเพิ่มความเข้มงวดกับมาตรการในการป้องกันการติดเชื้อ มีการเดินทางเท่าที่จำเป็น อยู่บ้านมากขึ้น ข้อมูลจาก ภญ.ศยามล สุขขาและ รศ.ดร.ภญ.บุษบา จินดาวิจักษณ์ภาควิชาเภสัชกรรม คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล ได้เสนอข้อแนะนำของการดูแลตนเองเมื่ออยู่ที่บ้านของผู้ป่วยโรคไต โดยครอบคลุมผู้ป่วยโรคไตทุกระยะ และผู้ป่วยไตวายที่ต้องได้รับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมหรือฟอกเลือดทางหน้าท้อง เพื่อให้ผู้ป่วยมีสุขภาพไตที่ดี และห่างไกลจากการติดเชื้อโควิด-19

พฤติกรรมที่เสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนของโรคไต

ผู้ป่วยบางคนที่ต้อง Work from Home อาจทำงานหน้าคอมพิวเตอร์อย่างต่อเนื่อง หรือมีการประชุมออนไลน์อย่างต่อเนื่อง มักจะไม่อยากลุกไปเข้าห้องน้ำขณะทำงานหรือประชุม จึงเกิดการกลั้นปัสสาวะเป็นเวลานานๆ ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดนิ่ว หรือการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะได้ ซึ่งในกรณีนี้คนทั่วไปที่กลั้นปัสสาวะนานๆ ก็มีโอกาสของการเกิดนิ่ว และติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ผู้ป่วยบางคนมีการดื่มน้ำลดลงเมื่ออยู่ที่บ้านหากผู้ป่วยดื่มน้ำไม่เพียงพอจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการขาดน้ำ ทำให้ลดปริมาณน้ำและเลือดที่ไปเลี้ยงไต และเกิดภาวะไตวายเฉียบพลันได้ อย่างไรก็ตามผู้ป่วยโรคไตที่ต้องจำกัดน้ำตามที่แพทย์แนะนำ ก็ต้องควบคุมการดื่มน้ำตามคำแนะนำของแพทย์

คำแนะนำเรื่องการใช้ยา ในช่วงที่ผู้ป่วยอาจได้รับยาต่อเนื่องที่บ้าน(telemedicine)

ในผู้ป่วยโรคไตที่มีภาวะของโรคคงที่ แพทย์อาจพิจารณาให้ผู้ป่วยรับยาที่บ้านเพื่อลดความเสี่ยงของการติดเชื้อที่อาจแพร่กระจายในโรงพยาบาล สิ่งสำคัญที่ผู้ป่วยพึงระวังคือยาหมดก่อนนัด ดังนั้นผู้ป่วยจึงควรตรวจเช็ค และนับจำนวนเม็ดยาที่เหลืออยู่อย่างสม่ำเสมอ และรีบติดต่อโรงพยาบาลล่วงหน้า เพื่อให้ทางโรงพยาบาลมีเวลาเตรียมจัดส่งยาทางไปรษณีย์ได้ทันก่อนที่ยาจะหมด นอกจากนี้สิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งคือผู้ป่วยควรควบคุมโรคประจำตัวของตนเองให้ดี โดยการรับประทานยาอย่างสม่ำเสมอ ไม่หยุดยารับประทานยาเองแม้ว่าผู้ป่วยจะรู้สึกดีขึ้นก็ตาม และหากมีอาการผิดปกติใดๆ ให้รีบมาปรึกษาแพทย์โดยไม่ต้องรอจนถึงวันนัด ผู้ป่วยในช่วงอยู่บ้านอาจมีการทำกิจกรรมที่ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกปวดเมื่อย ยาแก้ปวดที่ควรหลีกเลี่ยงการใช้ในผู้ป่วยโรคไต คือยารับประทานในกลุ่มเอ็นเสด (NSAID) เช่น ไอบูโพรเฟน ไพร็อกซิแคม ไดโคลฟีแนค ซีลีคอกซิบ เป็นต้น เนื่องจากยาดังกล่าว
มีผลเสียต่อไต เช่น ทำให้เกิดภาวะไตวายเฉียบพลัน หรือไตอักเสบได้ อย่างไรก็ตามยากลุ่มเอ็นเสดที่ใช้ภายนอก เช่น ยาทาในรูปแบบเจล หรือครีมนั้นสามารถใช้ได้ในผู้ป่วยโรคไต เนื่องจากมีการดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดที่น้อย นอกจากนี้ยาแก้ปวดที่สามารถใช้ได้ในผู้ป่วยโรคไตคือ พาราเซตามอล (ขนาดยาที่แนะนำคือ 325-650 มิลลิกรัม ทุก 6 ชั่วโมง เมื่อมีอาการ โดยไม่เกิน 3,000 มิลลิกรัมต่อวัน) แต่การใช้พาราเซตามอลยังต้องใช้อย่างระมัดระวัง หากผู้ป่วยมีโรคประจำตัวอื่นๆ เช่น โรคตับ โรคพิษสุราเรื้อรัง เป็นต้น ทั้งนี้ขอให้ปรึกษาเภสัชกรก่อนใช้ยา

คำแนะนำสำหรับผู้ป่วย ที่ต้องเดินทางมาฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมที่สถานพยาบาล

ผู้ป่วยต้องสวมหน้ากากผ้า หรือหน้ากากอนามัยตลอดระยะเวลาที่รับบริการในหน่วยไตเทียม ทำการคัดกรองความเสี่ยงของการติดเชื้อโควิด-19 ตามที่สถานพยาบาลกำหนด วัดอุณหภูมิก่อน และหลังการฟอกเลือด ล้างมือด้วยวิธีที่ถูกต้องก่อนเข้าเครื่องฟอกเลือด หากมีการไอ จาม หรือสั่งน้ำมูก ต้องทิ้งกระดาษทิชชูในถังขยะที่เหมาะสม และหากผู้ป่วยมีอาการแสดงที่สงสัยการติดเชื้อของโควิด-19ในขณะอยู่ที่บ้านต้องรีบโทรศัพท์ติดต่อทางสถานพยาบาลเพื่อการคัดกรอง หรือการเข้าสู่ระบบการส่งต่อสถานพยาบาลอย่างเหมาะสมต่อไป

การฉีดวัคซีนโควิด-19 ในผู้ป่วยโรคไต

ผู้ป่วยโรคไตถือเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงต่อการติดเชื้อโควิด-19 และอาจมีอาการเจ็บป่วยรุนแรง จึงเป็นกลุ่มผู้ป่วยที่ควรได้รับวัคซีน โดยควรอยู่ภายใต้การพิจารณาจากแพทย์ที่ดูแลผู้ป่วยและเมื่อผู้ป่วยได้รับวัคซีนแล้ว ก็ไม่ควรละเลยมาตรการป้องกันการติดเชื้อโควิด-19 ที่เป็นข้อปฏิบัติมาตรฐานเช่นเดิม

นอกจากนี้ แม้ว่าผู้ป่วยโรคไตจะกักตัวอยู่ที่บ้าน แต่ก็ควรระวังการติดเชื้อจากบุคคลในครอบครัว ที่อาจจะนำพาเชื้อมาให้ผู้ป่วย หรือการมีการรวมตัวของญาติตามเทศกาลต่างๆ ผู้ป่วยควรมีมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคมเมื่อต้องอยู่ใกล้ชิดกับผู้อื่นในบ้านที่มีความเสี่ยง เช่น การใส่หน้ากากอนามัย การเว้นระยะห่างจากผู้อื่น ประมาณ 1-2 เมตร การล้างมือบ่อยๆ ด้วยสบู่ เลือกรับประทานอาหารที่ร้อนหรือปรุงสุกใหม่ๆ ควรแยกสำรับอาหาร หรือหากรับประทานร่วมกันให้ใช้ช้อนกลาง หลีกเลี่ยงการเอามือขยี้ตา เช็ดจมูกหรือปาก อีกทั้งผู้ป่วยควรมีการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งผู้ป่วยอาจเลือกกิจกรรมที่ทำได้ง่ายๆ เช่น เดินในบ้าน และควรนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพออย่างน้อย 7 ชั่วโมงต่อวัน เพียงเท่านี้ผู้ป่วยโรคไตก็สามารถอยู่ดีมีสุขกับโรคไตและปลอดภัยห่างไกลจากโควิด-19

สรุปว่าในช่วงโควิด-19 ผู้ป่วยโรคไต ควรอยู่บ้านเพื่อลดโอกาสเสี่ยงที่จะติดโควิด-19 รับประทานยา อาหาร น้ำดื่ม ตามที่แพทย์แนะนำ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ หากมีความจำเป็นต้องออกจากบ้าน ให้ปฏิบัติตามมาตรการที่กรมควบคุมโรค แนะนำ

สำหรับผู้สนใจข้อมูลสุขภาพและการใช้ยาของคณะเภสัชศาสตร์ ม.มหิดล สามารถติดตามได้ที่ https://pharmacy. mahidol.ac.th/th/service-know-ledge.phpผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

กูร์เมต์ มาร์เก็ต และ โฮม เฟรช มาร์ท จัดงาน ‘ครบสูตรชุดวันสารท’ ช็อปสะดวกผ่านหลากหลาย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/595564

กูร์เมต์ มาร์เก็ต และ โฮม เฟรช มาร์ท  จัดงาน‘ครบสูตรชุดวันสารท’ช็อปสะดวกผ่านหลากหลาย

กูร์เมต์ มาร์เก็ต และ โฮม เฟรช มาร์ท จัดงาน‘ครบสูตรชุดวันสารท’ช็อปสะดวกผ่านหลากหลาย

วันพุธ ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

พลอยชมพู อัมพุช

กูร์เมต์ มาร์เก็ต และ โฮม เฟรช มาร์ท ซูเปอร์มาร์เก็ตกลุ่มเดอะมอลล์ กรุ๊ป จัดงาน“ครบสูตรชุดวันสารท” คัดสรรชุดไหว้และของไหว้คุณภาพครบครันตามธรรมเนียมจีนการันตีความสด สะอาด ปลอดภัย ช็อปสะดวกผ่านหลากหลายช่องทางการช็อป ครบทุกความต้องการจบในที่เดียวพร้อมบริการจัดส่งสินค้าถึงหน้าบ้าน ตั้งแต่วันนี้-21 สิงหาคม 2564 โดยช่องทางออนไลน์สามารถพรีออเดอร์สั่งจองชุดไหว้ล่วงหน้าได้ตั้งแต่ 16-19 สิงหาคม 2564

พลอยชมพู อัมพุช ผู้จัดการใหญ่บริหารสินค้าซูเปอร์มาร์เก็ต บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า “สำหรับชุดเซ่นไหว้ในเทศกาลสารทจีน ของ กูร์เมต์ มาร์เก็ต และโฮม เฟรช มาร์ท ได้คัดสรรสินค้าอย่างพิถีพิถันเพื่อให้ได้ชุดเซ่นไหว้ที่ดีที่สุดโดยร่วมกับ เบทาโกร ด้วยการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์เนื้อหมู เนื้อไก่ และไข่ไก่ ของ S-Pure ที่ผ่านกระบวนการผลิตแบบธรรมชาติผ่านการเลี้ยงด้วยเทคนิคพิเศษอย่างพิถีพิถัน ในฟาร์มระบบปิดปลอดเชื้อไม่ใช้ยาปฏิชีวนะตั้งแต่วันแรก ปลอดภัย มั่นใจได้ ได้รับการการันตีจาก NSF สหรัฐอเมริกา องค์กรด้านความปลอดภัยและสาธารณสุขระดับโลกมาจัดเป็นชุดไหว้ที่มีคุณภาพ การันตีความสด สะอาด ปลอดภัยครบครันตามธรรมเนียมจีนและมีความหมายเป็นมงคลเพื่อให้ลูกค้าได้รับสินค้าที่ดีที่สุด สำหรับวันสำคัญของลูกหลานชาวจีนและคนไทยเชื้อสายจีนที่จะแสดงความกตัญญูต่อบรรพบุรุษ”

ภายในงานมีบริการชุดไหว้ทั้งหมด 6 ชุด พร้อมรับกล่องมงคลทุกชุด พิเศษสุดสมาชิกบัตร M Card รับสิทธิ์ซื้อชุดเซ่นไหว้ ในราคา M-price อาทิ ชุดไหว้มหามงคลซาแซเสริมสุข S-Pure ประกอบด้วย ไก่ต้มสมุนไพร S-Pure,หมูบะแซ S-Pure และเป็ดย่าง ราคาปกติ 1,370 บาทพิเศษราคา M-price 1,188 บาท พร้อมรับฟรีหม้อชาบูกระทะไฟฟ้า มูลค่า 399 บาท (จำนวนจำกัด 300 ใบ) ชุดไหว้โหงวแซ 2 ประกอบด้วยของคาว 5 อย่าง คือ ไก่เบทาโกรต้ม,หมูบะแซต้ม, เป็ดพะโล้ต้ม, กุ้งก้ามกรามนึ่ง 5 ตัว และปลาหมึกศอกราคาปกติ 1,661 บาท พิเศษราคา M-price1,538 บาท ชุดไหว้ซาแซ 1 ประกอบด้วย ไก่เบทาโกรต้ม,หมูบะแซต้ม และไข่ไก่ย้อมสี แพ็ก 4 ฟอง ราคาปกติ 483 บาทราคาพิเศษ M-price 448 บาท ชุดไหว้โหงวเปี้ยะประกอบด้วย ขนมเทียนไส้เค็ม 4 ชิ้น, ขนมเข่ง 4 ชิ้น,ฮวกก้วยแป้งข้าวเจ้าตลาดเยาวราชเล็ก, เป็งกี่ เปี๊ยะ 5 และ เป็งกี่ ขนมจันอับเล็กราคาปกติ 480 บาท พิเศษราคาM-price 448 บาท ชุดโหงวก้วย ประกอบด้วยองุ่นแดงนอกไร้เมล็ด 500 กรัม, ส้มเมอร์คอท 6 ลูก, แอปเปิ้ลฟูจิจีน,กล้วยหอม, สับปะรดสวนผึ้ง ราคาปกติ 999 บาท พิเศษราคา M-price 888 บาท ชุดไหว้ทันใจ ประกอบด้วย ขนมเทียนไส้เค็ม, ขนมเข่งธรรมดา, เป็งกี่ขนมจันอับเล็ก, ไก่เนื้อเบทาโกรต้ม,หมูบะแซต้ม, ปลาหมึกศอก, กล้วยหอม, ส้มเมอร์คอท, สับปะรดสวนผึ้ง, เงิ่งเตี่ยกลาง (กระดาษเงิน-กระดาษทอง)ราคาปกติ 1,142 บาท พิเศษราคา M-price 1,098 บาท

นอกจากนี้ ยังมีสินค้าของไหว้อื่นๆ ไว้ให้บริการลูกค้า อาทิ อุปกรณ์การไหว้, กระดาษเงิน-กระดาษทอง, ธูป, เทียน ฯลฯ แบบครบจบในที่เดียว ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็สามารถสั่งซื้อได้ทุกช่องทาง ทุกที่ ทุกเวลา ได้แก่ http://www.gourmetmarketthailand.com คลิกเดียวจบ สด ครบทุกมุมโลก ตลอด 24 ชั่วโมง,Gourmet Market Call to Order Service สั่งง่าย ได้ทุกวันตั้งแต่ห้างเปิด-19.00 น. (ตรวจสอบเบอร์โทร.สาขาใกล้บ้านคลิก! https://tmg.click/2S1uQND), แอปพลิเคชั่นPanda Mart และ Happy Fresh หรือที่ กูร์เมต์ มาร์เก็ต และโฮม เฟรช มาร์ท ทุกสาขา พร้อมกันนี้ ยังมอบโปรโมชั่นสุดคุ้มพร้อมด้วยสิทธิพิเศษอีกมากมาย

เลือกซื้อชุดไหว้หรือของไหว้คุณภาพที่ครบครันและคัดสรรอย่างดีที่สุดได้ในงาน “ครบสูตรชุดวันสารท” ตั้งแต่วันนี้-21 สิงหาคม 2564 สามารถติดตามทุกกิจกรรมความพิเศษสุดเอ็กซ์คลูซีฟได้ก่อนใคได้ที่ www.facebook.com/GourmetMarketThailand และ Line @gourmetmarketth

UA SPORTSMASK Featherweight สุดยอดหน้ากากผ้าสำหรับออกกำลังกายใหม่ล่าสุด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/595571

UA SPORTSMASK Featherweight สุดยอดหน้ากากผ้าสำหรับออกกำลังกายใหม่ล่าสุด

UA SPORTSMASK Featherweight สุดยอดหน้ากากผ้าสำหรับออกกำลังกายใหม่ล่าสุด

วันพุธ ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ในช่วงเวลาปัจจุบันที่สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ยังไม่คลี่คลาย หน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้า ยังคงเป็นไอเท็มสำคัญ นอกเหนือไปจากหลีกเลี่ยงการออกจากบ้านเมื่อไม่จำเป็นแล้วการใส่หน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้าที่ได้มาตรฐานทุกครั้งเมื่อออกจากบ้านหรืออยู่ในพื้นที่สาธารณะ ร่วมกับการเว้นระยะห่างทางสังคม ถือเป็นมาตรการสำคัญที่ช่วยลดการแพร่กระจายและป้องกันการติดเชื้อโควิด-19 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อย่างไรก็ตาม แม้ในช่วงเวลาที่ยากลำบากเช่นนี้ นักกีฬาหลายคนยังคงต้องฝึกซ้อมเพื่อรักษาร่างกายให้แข็งแรง หรือแม้กระทั่งเพื่อบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ การมีหน้ากากผ้าหรือหน้ากากอนามัยที่เหมาะสมจึงถือเป็นตัวช่วยที่สำคัญที่ทำให้เหล่านักกีฬาสามารถเดินตามเส้นทางสู่เป้าหมายนั้นได้อย่างปลอดภัยและมีความรับผิดชอบต่อสังคม

Under Armour เข้าใจความต้องการของนักกีฬาเป็นอย่างดี จึงมุ่งมั่นพัฒนา UA SPORTSMASK Featherweight หน้ากากผ้าสำหรับออกกำลังกายที่เบาสบายกว่าที่เคย ต่อยอดจากความสำเร็จของหน้ากากผ้า UA SPORTSMASK ที่เปิดตัวไปเมื่อปี 2020 ชูจุดเด่นเป็นหน้ากากผ้าที่ถูกออกแบบมาเพื่อใส่เล่นกีฬาหรือออกกำลังกายโดยเฉพาะ โดยทีมนวัตกรรมของ Under Armour ได้คิดค้นหน้ากากผ้าที่สามารถนำกลับมาใช้ซ้ำได้ กันน้ำและออกแบบมาเพื่อการหายใจได้ดียิ่งขึ้น ลดการแพร่กระจายของละอองของเหลวจากระบบทางเดินหายใจของผู้สวมใส่

Under Armour ได้นำเอาผลตอบรับจากผู้ที่สวมใส่หน้ากากผ้ารุ่นแรกมาพัฒนาและปรับปรุงหน้ากากผ้า UA SPORTSMASK Featherweight รุ่นใหม่ล่าสุดนี้ให้ดียิ่งขึ้นมีน้ำหนักที่เบากว่าเดิม 40% รูปทรงเพรียวบาง และมาพร้อมกับสายคล้องหูที่นิ่มกระชับทำให้สวมใส่สบายได้ทั้งวันด้านบนของหน้ากากมีโครงหุ้มผ้าที่สามารถปรับให้รับกับจมูก ทำให้สามารถสวมใส่ได้อย่างกระชับ ลดการรั่วไหลของอากาศขึ้นสู่ด้านบนดวงตา ช่วยลดการเกิดฝ้าสำหรับคนที่ใส่แว่นตา หน้ากาก UA SPORTSMASK Featherweight ยังสามารถซัก ตาก และนำกลับมาใช้ซ้ำได้ถึง 30 ครั้ง จึงเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากกว่าหน้ากากที่ใส่แบบครั้งเดียวทิ้ง

UA SPORTSMASK Featherweight ยังคงคุณสมบัติที่โดดเด่นของ UA SPORTSMASK รุ่นแรก คือ มี 3 ชั้น ตามคำแนะนำเกี่ยวกับหน้ากากผ้าขององค์การอนามัยโลก

ชั้นที่ 1 – ผ้าสเปเซอร์ (SpacerFabric) มีน้ำหนักเบาแต่ยังสามารถคงรูปทรงช่องอากาศไว้ได้ จึงทำให้ไม่แนบทับปากและจมูก ช่วยให้หายใจได้สะดวกขึ้น

ชั้นที่ 2 – โฟมโอเพ่นเซลล์ (Open-CellFoam) แผ่นโฟมชั้นกลางที่ระบายอากาศได้ดี แต่ไม่ทำให้ความชื้นหรือเหงื่อแพร่กระจายออกไป

ชั้นที่ 3 – UA ISO-CHILL ชั้นผ้าที่ทำให้รู้สึกเย็นเมื่อสัมผัสกับผิวหน้า มีความยืดหยุ่น และผลิตจากเทคโนโลยี PROTX2TMซึ่งเป็นเทคโนโลยียับยั้งการเกิดจุลินทรีย์และแบคทีเรียบนวัตถุที่ไม่ใช่โลหะ ทำให้หน้ากากสะอาดเหมือนใหม่อยู่เสมอ

ผู้สนใจสามารถเป็นเจ้าของหน้ากากผ้า UA SPORTSMASK Featherweight ได้แล้วที่Under Armour Brand House (ในสาขาที่เปิดให้บริการตามปกติ) หรือทางออนไลน์ที่เว็บไซต์ www.underarmour.co.th ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ในราคาเพียง 790 บาทเท่านั้น