TCEB เชิญร่วมรับฟังการบรรยายพิเศษ และเสวนาจากกูรู ยกระดับผู้ประกอบการไมซ์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/595588

TCEB เชิญร่วมรับฟังการบรรยายพิเศษ และเสวนาจากกูรู ยกระดับผู้ประกอบการไมซ์

TCEB เชิญร่วมรับฟังการบรรยายพิเศษ และเสวนาจากกูรู ยกระดับผู้ประกอบการไมซ์

วันอังคาร ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 16.33 น.

TCEB เชิญร่วมรับฟังการบรรยายพิเศษ และเสวนาจากกูรูในอุตสาหกรรมไมซ์ เพื่อตอบโจทย์ไมซ์ยุคนิวนอร์มอล ด้วยกลยุทธ์เสริมองค์ความรู้ด้านสุขอนามัย ผนวกนวัตกรรมไมซ์ ให้แก่สถานที่จัดงานที่ได้มาตรฐานทั่วประเทศ

ทีเส็บ (TCEB) ยกระดับผู้ประกอบการไมซ์ ผ่านการบรรยายพิเศษ และเสวนาจากกูรูในอุตสาหกรรมไมซ์ เพื่อตอบโจทย์ไมซ์ยุคนิวนอร์มอล ด้วยกลยุทธ์เสริมองค์ความรู้ด้านสุขอนามัย ผนวกนวัตกรรมไมซ์ ในวันพฤหัสบดีที่ 19 สิงหาคม 2564 เวลา 13.30 น. – 16.00 น. TMVS ภายใต้แคมเปญ “MICE VACCINATION with 2HY” เสริมองค์ความรู้ด้านสุขอนามัย ผนวกเทคโนโลยีไมซ์ แก่สถานที่จัดงานที่ได้มาตรฐานทั่วประเทศ ในหัวข้อ Move 2 (Innovative) HY – สร้างแนวทางการจัดงานรูปแบบใหม่ เพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายด้วยนวัตกรรม สร้างประสบการณ์ที่แตกต่างด้วยความเสมือนจริง

เมื่อนวัตกรรมเข้ามามีบทบาทอย่างมากในการเสริมสร้างศักยภาพอุตสาหกรรมไมซ์ และสุขอนามัยก็เป็นกลยุทธ์สำคัญที่ขับเคลื่อนให้การจัดงานเกิดขึ้นได้ เสวนานี้ เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไมซ์ไทยได้เสริมความรู้ ขยายขีดความสามารถและเพิ่มศักยภาพของตนเอง จากกูรูไมซ์ทั้งภาครัฐและเอกชน ร่วมกำหนดทิศทางไมซ์ไทยและแบ่งปันแนวคิดด้านนวัตกรรมในการสร้างสรรค์การจัดงานไมซ์รูปแบบใหม่ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้ายุควิถีปกติใหม่ในปัจจุบัน พร้อมรับงานไมซ์จากทั่วโลกที่จะกลับมาหลังวิกฤต Covid-19 

ภายในงาน พบกับการบรรยายพิเศษ ในหัวข้อ “MICE Innovation : เส้นทางนวัตกรรมไมซ์ไทยกับการตอบรับการจัดงานในวิถีปกติใหม่ของโลก” โดย คุณศุภวรรณ ตีระรัตน์, CED, CEM, CIS, DES, EMD, SEP, UCP รองผู้อำนวยการสายงานพัฒนาและนวัตกรรม สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ

กูรูไมซ์ทั้ง 4 ท่าน จากองค์กรภาครัฐ และเอกชน ได้แก่ คุณอรชร  ว่องพรรณงาม, CEM, CIS, CED, DES, EMD, SEP ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาศักยภาพอุตสาหกรรมไมซ์ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ, คุณภาโรจน์ เด่นสกุล CEO & Co-Founder Zipevent, คุณบุญเลิศ นราไท ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. เออาร์ไอพี, คุณกฤษณา จรรยาสกุลวงศ์ ผู้บริหาร รอยัล พารากอน ฮอลล์ และทรู ไอคอน ฮอลล์ และ ผอ. สำราญ  สอนผึ้ง  ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส ฝ่ายหน่วยตรวจ สถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ ที่พร้อมให้ความรู้และแบ่งปันประสบการณ์ในเรื่องที่ผู้ประกอบการไมซ์ไทยพลาดไม่ได้ อาทิ

เมื่อนวัตกรรมสร้างโลกเสมือนจริงได้ งานแสดงสินค้าที่ส่งเสริมให้ผู้ซื้อพบผู้ขายโดยตรงจึงเกิดขึ้นได้ท่ามกลางวิกฤตโควิด-19 , เทคโนโลยีที่สถานประกอบการให้ความสำคัญเพื่อตอบโจทย์อุตสาหกรรมไมซ์ได้อย่างดีที่สุด , การปฏิบัติด้านสุขอนามัยที่ต้องเตรียมพร้อมรับความต้องการจากงานไมซ์ทั่วโลก , ท่านจะเพิ่มศักยภาพตนเองอย่างไร เพื่อเตรียมพร้อมรับการจัดงานหลังวิกฤตการณ์โควิด-19

ยกระดับความรู้ด้านมาตรฐานสถานที่จัดงานไมซ์ มาตรฐานด้านนวัตกรรมใดที่จะตอบโจทย์ เพื่อเสริมความมั่นใจ และเตรียมพร้อมให้ท่านได้เป็นตัวเลือกแรกของสถานที่จัดงาน ของการจัดงานในยุคปัจจุบัน

สำหรับผู้ที่สนใจสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ที่ https://forms.gle/FvjsKmRvzvnPnGKa7

สามารถติดตามรายละเอียดการจัดงานทั้งหมดได้ที่ https://www.facebook.com/micecapabilities

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ : ฝ่ายพัฒนาศักยภาพอุตสาหกรรมไมซ์ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) โทร. 02 694 6000

รมว.พิพัฒน์ ยกระดับความปลอดภัยพื้นที่แซนด์บ็อกซ์ ดึงความเชื่อมั่นนักท่องเที่ยวและภาพลักษณ์ประเทศไทยกลับมาอีกครั้ง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/595581

รมว.พิพัฒน์ ยกระดับความปลอดภัยพื้นที่แซนด์บ็อกซ์ ดึงความเชื่อมั่นนักท่องเที่ยวและภาพลักษณ์ประเทศไทยกลับมาอีกครั้ง

รมว.พิพัฒน์ ยกระดับความปลอดภัยพื้นที่แซนด์บ็อกซ์ ดึงความเชื่อมั่นนักท่องเที่ยวและภาพลักษณ์ประเทศไทยกลับมาอีกครั้ง

วันอังคาร ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 16.12 น.

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา สั่งการเข้มดูแลความปลอดภัยนักท่องเที่ยว พร้อมขยายผลขอความร่วมมือจากฝ่ายความมั่นคงและจังหวัดที่เปิดพื้นที่นำร่องด้านการท่องเที่ยว ช่วยป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำรอยคดีทำร้ายนักท่องเที่ยวชาวสวิสในจังหวัดภูเก็ต เรียกความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยและภาพลักษณ์ของประเทศไทยให้กลับมาอีกครั้ง ลุยเพิ่มจำนวนอาสาสมัครท่องเที่ยวภายในชุมชนต่างๆ ทั่วประเทศคอยสอดส่อง เสริมกำลังพลกองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว เผยเตรียมนำเรื่องยกระดับมาตรการดูแลความปลอดภัยนักท่องเที่ยว พร้อมหารือกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา  ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี  เพื่อบูรณาการความร่วมมือจากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า จากเหตุคดีฆาตกรรมนักท่องเที่ยวชาวสวิสในจังหวัดภูเก็ต เมื่อต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของโครงการ

“ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์” เปิดพื้นที่นำร่อง (แซนด์บ็อกซ์) รับนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศที่ได้รับการฉีดวัคซีนแล้วมาเที่ยวภายในจังหวัดภูเก็ตแบบไม่กักตัว โดยหลังจาก พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้ลงพื้นที่มาบัญชาการด้วยตนเองจนสามารถคลี่คลายคดีได้อย่างรวดเร็ว เรียกความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยและภาพลักษณ์ของประเทศไทยให้กลับมาได้อีกครั้ง

ทางกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้ขอความร่วมมือจากฝ่ายความมั่นคง ทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหาร รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องภายในจังหวัดภูเก็ตช่วยดูแลและป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำรอยแบบนี้ขึ้นอีก พร้อมขยายผลขอความร่วมมือไปยังพื้นที่นำร่องด้านการท่องเที่ยวอื่นๆ อาทิ โครงการ “สมุย พลัส โมเดล” เปิดพื้นที่นำร่องเกาะสมุย เกาะพะงัน และเกาะเต่า ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งเริ่มไปเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม ที่ผ่านมา และอีก 2 โครงการที่กำลังจะเริ่มภายในเร็วๆ นี้ ได้แก่ โครงการ “กระบี่ อีเวน มอร์ อะเมซิ่ง” เปิดพื้นที่นำร่องเกาะพีพี เกาะไหง และไร่เล ในจังหวัดกระบี่ และโครงการ “พังงา พร้อมต์” เปิดพื้นที่นำร่องเขาหลัก เกาะยาวน้อย และเกาะยาวใหญ่ จังหวัดพังงา เพื่อรับนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศที่ฉีดวัคซีนครบโดสแล้ว เดินทางเชื่อมต่อจากโครงการภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ ด้วยสูตรท่องเที่ยวข้ามเกาะแบบ 7+7 กล่าวคือ นักท่องเที่ยวต้องท่องเที่ยวและพำนักภายในจังหวัดภูเก็ตครบ 7 คืนแรกก่อน เมื่อเข้ารับการตรวจหาเชื้อโควิด-19 ด้วยวิธี RT-PCR ครั้งที่ 2 แล้วผลออกมาเป็นลบ จึงจะสามารถเที่ยวเชื่อมโยงระหว่างภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์เพื่อพำนักช่วง 7 คืนหลังในพื้นที่นำร่อง 3 จังหวัด ทั้งจังหวัดสุราษฎร์ธานี กระบี่ และพังงาได้

“กระทรวงการท่องเที่ยว ฯ ได้มีข้อสั่งการไปยังตำรวจท่องเที่ยว พร้อมขอความร่วมมือจากผู้ว่าราชการจังหวัด และผู้บังคับการตำรวจภูธรในจังหวัดที่เปิดพื้นที่นำร่องรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ให้ช่วยกำชับเจ้าหน้าที่คอยสอดส่องดูแลความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวต่างชาติขณะเดินทางเข้ามาในพื้นที่นั้นๆ เพื่อยกระดับความปลอดภัยในพื้นที่นำร่องให้สูงขึ้น”

ทั้งนี้ กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยวมีกำลังพลทั้งประเทศที่ประมาณ 2,000 คนเท่านั้น หากถามว่าดูแลเรื่องความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวต่างชาติได้ทั้งประเทศหรือไม่ คำตอบคือมีกำลังไม่เพียงพอ ทางกองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยวจึงได้แก้ปัญหาด้วยการฝึกอบรมอาสาสมัครท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น จากปัจจุบันมีจำนวนอาสาสมัครท่องเที่ยวอยู่ประมาณ 3,000 คน โดยจะต้องฝึกอบรมเพื่อเพิ่มจำนวนมากขึ้น โดยเฉพาะอาสาสมัครท่องเที่ยวที่อยู่ในชุมชนต่างๆ ให้ครอบคลุมทุกชุมชนและหมู่บ้านทั่วประเทศไทยมากที่สุด เนื่องจากคนในชุมชนย่อมรู้ดีกว่าคนนอกชุมชน เมื่อมีใครที่แปลกปลอมเข้ามาในชุมชน ก็จะมีอาสาสมัครฯคอยจับตาดู สอดส่องความปลอดภัยแก่นักท่องเที่ยวได้อย่างทั่วถึงมากกว่า

“ประเทศไทยต้องเร่งยกระดับการดูแลความปลอดภัยแก่นักท่องเที่ยวให้เข้มข้นขึ้น ยิ่งมาเกิดเหตุการณ์ทำร้ายนักท่องเที่ยวชาวสวิสในช่วงที่มีการเปิดโครงการภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์แบบนี้ ทำให้ภาพลักษณ์ของประเทศไทยด่างพร้อย

ทุกฝ่ายจึงต้องช่วยกันกอบกู้ความเชื่อมั่นจากนักท่องเที่ยวต่างชาติกลับคืน ทางกระทรวงการท่องเที่ยวฯได้พยายาม

ขออุปกรณ์ เทคโนโลยี และความร่วมมือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเสริมศักยภาพแก่ตำรวจท่องเที่ยวในการดูแลความปลอดภัยแก่นักท่องเที่ยว โดยเตรียมนำเรื่องนี้ไปหารือกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เพิ่มเติม โดยเฉพาะประเด็นการทำงานแบบบูรณาการร่วมกับจังหวัดต่างๆ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว”  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวฯ กล่าวในที่สุด

‘SAIJAI’ มาร์เก็ตเพลสออนไลน์ใหม่ ศูนย์รวมบริการการดูแลถึงที่บ้าน ตอบรับชีวิตยุคใหม่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/595537

‘SAIJAI’ มาร์เก็ตเพลสออนไลน์ใหม่  ศูนย์รวมบริการการดูแลถึงที่บ้าน ตอบรับชีวิตยุคใหม่

‘SAIJAI’ มาร์เก็ตเพลสออนไลน์ใหม่ ศูนย์รวมบริการการดูแลถึงที่บ้าน ตอบรับชีวิตยุคใหม่

วันอังคาร ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 15.11 น.

เปิดตัว “SAIJAI” หรือ “ใส่ใจ” มาร์เก็ตเพลสออนไลน์แบบออนดีมานด์ใหม่จับเทรนด์ Care From Home ให้บริการดูแลถึงที่บ้านครอบคลุมบริการที่หลากหลาย ตอบรับชีวิตยุคใหม่ที่ครบวงจรและสะดวกสบายยิ่งขึ้น

จากพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาในช่วง 16 เดือนที่ผ่านมาทำให้เกิดความต้องการไลฟ์สไตล์ที่บ้านอย่างมาก แบรนด์ต่างๆ กำลังจับตามองตลาด “Care From Home” (บริการดูแลถึงที่บ้าน) ซึ่งเป็นตลาดหลักที่น่าสนใจที่เป็นผลพวงจากการเติบโตอย่างรวดเร็วของ “Sharing Economy”(เศรษฐกิจแบบแบ่งปัน) โดยคาดว่า ทั่วโลกจะมีมูลค่า 335 พันล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2568 นี้ซึ่งประเทศไทยนับเป็นตลาดแรก ๆ ของภูมิภาคที่ก้าวเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจดังกล่าวซึ่งปัจจุบัน Sharing Economy ได้กลายเป็นฟันเฟืองหนึ่งที่สำคัญทางการค้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจกระแสหลักในเมืองไทยอย่างรวดเร็ว

“SAIJAI (ใส่ใจ)” เป็นอีกหนึ่งแพลตฟอร์มมาร์เก็ตเพลสออนไลน์ใหม่ที่พัฒนาขึ้นบนแนวคิดของ “Sharing Economy” โดยให้บริการดูแลถึงที่บ้าน ครอบคลุมบริการที่หลากหลาย ได้แก่ แม่บ้าน พี่เลี้ยงเด็ก ดูแลผู้สูงอายุ ติวเตอร์ คนขับรถ และดูแลสัตว์เลี้ยงเป็นศูนย์รวมของ “ผู้ให้บริการ”ซึ่งเป็นบุคคลทั่วไปที่มีทักษะด้านต่าง ๆ ลงทะเบียนได้ทุกประเภท ขณะที่ “ลูกค้า” สามารถเรียกใช้บริการผ่านเว็บไซต์ https://saijai.io/ได้อย่างง่ายดาย สะดวกรวดเร็ว และมีความปลอดภัยสูงระดับสากลผ่านการพัฒนาระบบที่ทันสมัยและครบวงจรเน้นฟังก์ชั่นการใช้งานภาษาไทย เพื่อคนไทยโดยเฉพาะ

นอกจากนั้น “SAIJAI”ยังมีส่วนร่วมในการจัดหางานให้กับแรงงานที่มีทักษะซึ่งอยู่ในภาวะว่างงานจากภาคการท่องเที่ยวและการบริการที่กำลังเผชิญกับวิกฤตโควิด-19 ของประเทศไทย ด้วยการทำงานเป็นผู้ดูแลที่มีความยืดหยุ่นมากขึ้น โดยสามารถจัดตารางเวลาการทำงานของตนเองเลือกทำงานแบบเฉพาะกิจหรือแบบนอกเวลาได้ ซึ่งนับเป็นเทรนด์การทำงานที่กำลังจะกลายเป็นบรรทัดฐานรูปแบบใหม่ในอนาคตปัจจุบันมีผู้ให้บริการดูแลเข้าร่วมมากกว่า 1,000 รายทั่วประเทศไทย

“SAIJAI”อยู่ภายใต้การพัฒนาของ บริษัท บ้านใส่ใจ จำกัด ก่อตั้งโดย ไมเคิล เคนเนอร์ (Michael Kenner)ผู้เชี่ยวชาญด้านดิจิทัลที่มีบทบาทสำคัญต่อความสำเร็จของบริษัทสตาร์ทอัพหลายแห่ง และ บิล บาร์เน็ต (Bill Barnett)มืออาชีพด้านที่ปรึกษาด้านการบริการที่มีชื่อเสียงจาก C9 Hotelworksซึ่งการทำงานร่วมกันของทั้งสองนั้นทำให้ SAIJAI จุดประกายการเติบโตอย่างก้าวกระโดด ด้วยการผสมผสานระหว่างเทคโนโลยี การพัฒนาธุรกิจ และความเชี่ยวชาญที่แสดงให้เห็นข้อได้เปรียบของธุรกิจใหม่นี้

ไมเคิล เคนเนอร์ (Michael Kenner) ผู้ร่วมก่อตั้ง SAIJAI กล่าวว่า“จากวิกฤตการณ์โลกในปัจจุบัน และพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปเป็นแบบ New Normal ช่องทางออนไลน์จึงเป็นทางออก และเป็นตัวช่วยที่ดีสำหรับการใช้ชีวิตภายใต้เงื่อนไขต่าง ๆ ของผู้ให้บริการและผู้บริโภค”

ด้านบิล บาร์เน็ต กล่าวว่า “จุดสนใจของเราคือแพลตฟอร์มรูปแบบภาษาไทยที่เน้นตลาดภายในประเทศที่ใหญ่กว่า เมื่อเทียบกับแพลตฟอร์มอื่น ๆ ในตลาดที่เน้นข้อเสนอทั่วไปสำหรับชาวต่างชาติ”

“SAIJAI” สมัครสมาชิกฟรีและลงทะเบียนเป็นผู้ให้บริการได้แล้ววันนี้ค้นหารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://saijai.io/

‘ASTACURMIN’ ตัวช่วยสุดยอดสารต้านอนุมูลอิสระจากธรรมชาติ เหมาะกับคนรักสุขภาพ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/595530

‘ASTACURMIN’ ตัวช่วยสุดยอดสารต้านอนุมูลอิสระจากธรรมชาติ เหมาะกับคนรักสุขภาพ

‘ASTACURMIN’ ตัวช่วยสุดยอดสารต้านอนุมูลอิสระจากธรรมชาติ เหมาะกับคนรักสุขภาพ

วันอังคาร ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 14.52 น.

Work From Home ทั้งวัน จนตาล้า ผิวหน้าพัง งานนี้ต้องมีตัวช่วย ด้วย 2 สุดยอดสารต้านอนุมูลอิสระจากธรรมชาติ “ Astaxanthin และ Curcumin ” ใน “ASTACURMIN”

ปัญหาจากการทำงานแบบ Work From Home ไม่ได้มีแค่ความเครียดและความกังวลเท่านั้น แต่ยังส่งผลถึงระบบการทำงานร่างกายที่อาจเหนื่อยล้าตามไปด้วย เห็นชัดที่สุดก็คงเป็นเรื่องของดวงตา เคยสังเกตกันหรือไม่ว่า หลังจากที่ทำงานจนหมดวัน เราจะเริ่มรู้สึกสายตาอ่อนล้า จนอยากจะปิดตาลงทันที เพราะการจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์ โน๊ตบุ๊ค แท็ปเล็ต หรือโทรศัพท์มือถือ ติดต่อกันเป็นเวลานาน อาจทำให้การมองเห็นภาพไม่ชัดเจน หรือระคายเคืองตา และมีผลเสียต่อสายตาในระยะยาว อย่างเช่น โรคจอประสาทตาเสื่อมได้ ประเด็นถัดมาที่น่ากลัวไม่แพ้กันก็คือความโรยราของผิวหน้า เพราะแสงสีฟ้าที่ส่งผ่านมาจากหน้าจอดิจิทัลต่าง ๆ จะทำปฏิกิริยากับผิวของเราด้วยการเข้าไปสร้างสารอนุมูลอิสระ ทำให้ผิวเสื่อมก่อนวัยเร็วมากขึ้น 

ปัจจุบัน อินเตอร์ ฟาร์มา มีการศึกษาวิจัย เกี่ยวกับสารที่มีส่วนช่วยในการปกป้อง ฟื้นฟู เพื่อนำมาใช้เป็นตัวช่วยสำคัญในการชะลอความเสื่อมก่อนวัยทั้งกับดวงตาและผิวหน้า โดยพบว่ามี 2 สารอาหารจากธรรมชาติที่เป็นสุดยอดในด้านการต้านอนุมูลอิสระ ได้แก่ แอสตาแซนทิน (Astaxanthin) และ เคอร์คูมิน (Curcumin)

Astaxanthin สารอาหารสำคัญจากสาหร่ายทะเล ถือว่าเป็นราชาแห่งสารต้านอนุมูลอิสระ เพราะมีประสิทธิภาพสูงกว่าวิตามินอี 550 เท่า และสูงกว่าโคเอนไซม์คิวเท็น 800 เท่า โดยเป็นสารอาหารที่จัดอยู่ในกลุ่มแคโรทีนอยด์ นอกจากพบในสาหร่ายทะเลแล้ว ยังมีในอาหารประเภทผักสด ผลไม้ที่มีสีส้ม สีเหลือง สีแดง เช่น แครอท ฟักทอง มะเขือเทศ เป็นต้น อีกทั้งในเนื้อสัตว์จำพวก ล็อบสเตอร์ ปู และปลาแซลมอน เป็นต้น

Curcumin สารสำคัญที่พบในขมิ้นชัน มีประโยชน์ต่อสุขภาพหลายประการ โดยเฉพาะมีฤทธิ์ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ต้านการอักเสบ รวมถึงต้านเชื้อไวรัสและแบคทีเรีย และช่วยชะลอความเสี่ยงการเกิดโรคอัลไซเมอร์ได้อีกด้วย แต่โดยทั่วไป สารเคอร์คูมินในขมิ้นจะมีเพียง 1 -5 เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักเท่านั้น ทำให้ร่างกายดูดซึมเข้ากระแสเลือดได้น้อยและไม่มีความคงตัว แต่ด้วยเทคโนโลยี Nano Encapsulation เทคโนโลยีขั้นสูงที่สามารถคงประสิทธิภาพของสาร Curcumin โดยมีหลักการในการห่อหุ้มสารออกฤทธิ์ด้วยเทคนิคเฉพาะ เพื่อป้องกันไม่ให้สารออกฤทธิ์ Curcumin สลายตัวจากปัจจัยต่าง ๆ  มีความคงตัวมากขึ้น และยังสามารถนำส่ง ตรงสู่เซลล์เป้าหมายได้ดียิ่งขึ้น

“ASTACURMIN” ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมชนิดแคปซูล ของ อินเตอร์ ฟาร์มา เป็นผลิตภัณฑ์เดียวที่ใช้เทคโนโลยี Nano Encapsulation เพื่อรวบรวม 2 สารอาหารสำคัญทั้ง Astaxanthin และ Curcumin เข้าด้วยกัน เป็น Multi- Antioxidants  จึงนับว่าเป็นสุดยอดตัวช่วยในด้านการต้านอนุมูลอิสระ โดยถูกพัฒนาให้อยู่ในรูปแบบที่รับประทานง่าย

นอกจาก ASTACURMIN จะช่วยในการบำรุงสายตา ลดเลือนริ้วรอย ต้านการอักเสบ และปกป้องรังสี UV แล้ว ยังมีส่วนช่วยป้องกันโรคหัวใจ และเสริมสร้างการทำงานของตับได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย เหมาะอย่างยิ่งในการดูแลสุขภาพ และชะลอความเสื่อมในส่วนต่างๆ ของร่างกาย โดยรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นตั้งแต่ 1-2 สัปดาห์แรก เช่น อาการเหนื่อยล้าบริเวณดวงตาลดลง ผิวกระจ่างใสขึ้น

ปัจจุบัน อุปกรณ์ดิจิทัลไม่ว่าจะเป็น โทรศัพท์ แท็ปเล็ต โน๊ตบุ๊ค หรือคอมพิวเตอร์ กลายเป็นปัจจัย 5 ไปแล้ว หลายคนเหนื่อยล้าจากการทำงาน แต่ก็ยังใช้เวลาพักผ่อนไปกับการไถหน้าจอโทรศัพท์ โดยลืมคิดถึงผลเสียต่อร่างกายในระยะยาว เพราะฉะนั้น ควรมีตัวช่วยดี ๆ อย่าง ASTACURMIN ติดตัวไว้ ก่อนที่จะร่างกายจะเสื่อมถอยเกินแก้นะคะ สนใจสามารถดูรายละเอียดผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพเพิ่มเติมได้ที่ InterpharmaStore ผ่านทางเว็บไซต์ http://www.interpharma.co.th, Facebook InterpharmaThailand , Line :  @interpharma และ Call center 094-956-9536

แพทย์จุฬาฯ แจ้งข่าวดี ทดสอบวัคซีน ‘ChulaCOV19’ ในอาสาสมัคร เร่งวิจัยระยะต่อไป #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/595477

แพทย์จุฬาฯ แจ้งข่าวดี ทดสอบวัคซีน ‘ChulaCOV19’  ในอาสาสมัคร เร่งวิจัยระยะต่อไป

แพทย์จุฬาฯ แจ้งข่าวดี ทดสอบวัคซีน ‘ChulaCOV19’ ในอาสาสมัคร เร่งวิจัยระยะต่อไป

วันอังคาร ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 11.14 น.

17 สิงหาคม 2564 โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และศูนย์วิจัยวัคซีน คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกันแถลงข่าวแจ้งความคืบหน้าการทดสอบฉีดวัคซีน“ChulaCov19” (จุ-ฬา-คอฟ-ไนน์-ทีน) ชนิด mRNA สัญชาติไทย ของอาสาสมัครผู้ผ่านการคัดกรองที่มีสุขภาพดีในระยะที่ 1 พบอาสาสมัครมีภูมิคุ้มกันดีกระตุ้นแอนตี้บอดี้ได้สูงมากในการยับยั้งเชื้อสายพันธุ์ดั้งเดิม และสามารถยับยั้งเชื้อข้ามสายพันธุ์ได้ทั้ง 4 สายพันธุ์คือ Alpha, Beta, Gamma และDelta ได้ เร่งเตรียมเดินหน้าผลิตและเตรียมการเพื่อขึ้นทะเบียนใช้ในภาวะฉุกเฉินต่อไป

ศ.นพ.สุทธิพงศ์ วัชรสินธุ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย และคณบดีคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่าจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ในประเทศไทย โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย และคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้จัดเตรียมความพร้อมของสถานที่ แพทย์ พยาบาล บุคลากร เทคโนโลยีต่างๆ ที่ทันสมัย มีมาตรฐาน นำมาใช้ในการตรวจคัดกรองและรักษาประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ ศูนย์วิจัยวัคซีน คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นสถาบันการวิจัยทางการแพทย์ที่ได้รับความร่วมมือจากนักวิจัยทางการแพทย์ และนักวิทยาศาสตร์ทั้งในระดับประเทศและระดับโลกมาร่วมกันพัฒนา วิจัย ต่อยอด คิดค้น ผลิตวัคซีน เพื่อใช้ในการป้องกันโรคต่างๆ ให้กับประชาชน โดยล่าสุด การพัฒนาวัคซีน ChulaCov19 ในระยะที่ 1 เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2564 ที่ผ่านมา เป็นวันแรกที่ได้ทำการทดสอบในอาสาสมัครผู้ผ่านการคัดกรองที่มีสุขภาพดี พร้อมทั้งติดตามผล ภายใต้การดูแลจากทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอย่างใกล้ชิด พบว่า อาสาสมัครในการทดสอบระยะแรกทั้งหมด มีระดับภูมิคุ้มกันที่ดีมาก และมีความปลอดภัย

นับเป็นเรื่องที่น่ายินดีอย่างยิ่ง ที่การคิดค้นพัฒนาวัคซีน ChulaCov19 เป็นไปได้ตามเป้าหมาย ประชาชนเกิดความเชื่อมั่น และมั่นใจในความปลอดภัยสูงสุดของการทดสอบฉีดวัคซีน อย่างไรก็ตาม ต้องขอขอบคุณกระทรวงสาธารณสุข สถาบันวัคซีนแห่งชาติ ศูนย์วิจัยวัคซีน คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และอีกหลายหน่วยงานทั้งภาครัฐ เอกชน และภาคประชาชน รวมถึงนักวิจัยทางการแพทย์และนักวิทยาศาสตร์ทั้งในระดับประเทศและระดับโลกที่ร่วมกันพัฒนาวิจัย ต่อยอดคิดค้นผลิตวัคซีน รวมถึงการพัฒนาวัคซีน ChulaCov19 ของศูนย์วิจัยวัคซีน คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จนประสบความสำเร็จสามารถผลิตและพร้อมฉีดให้กับอาสาสมัครในระยะต่อไป นับว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดีอย่างยิ่ง ที่จะนำมาใช้และสร้างคุณประโยชน์และชื่อเสียงให้แก่ประเทศไทยในระดับสากลอย่างแน่นอน

ทางด้าน ศ.นพ.เกียรติ รักษ์รุ่งธรรม ผู้อำนวยการบริหารโครงการพัฒนาวัคซีนโควิด-19 ศูนย์วิจัยวัคซีน คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย กล่าวว่า การพัฒนาวัคซีน ChulaCov19 ได้รับการสนับสนุนจากทางภาครัฐ เอกชน และภาคประชาชน อาทิ สถาบันวัคซีนแห่งชาติ, สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.), ทุนศตวรรษที่สอง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และเงินบริจาคจากสมาคมศิษย์เก่าแพทย์จุฬาฯ กองทุนบริจาควิจัยวัคซีนสภากาชาดไทย

วัคซีน ChulaCov19 เป็นการคิดค้นออกแบบและพัฒนาโดยคนไทยจากความร่วมมือสนับสนุนโดยแพทย์นักวิทยาศาสตร์ผู้คิดค้นเทคโนโลยีนี้ของโลกคือ Prof. Drew Weissman มหาวิทยาลัยเพนซิลวาเนีย ซึ่งมีความมุ่งมั่นที่ตรงกันคือต้องการให้เทคโนโลยี mRNA vaccine เข้าถึงคนส่วนใหญ่โดยเฉพาะในต่างประเทศที่รายได้ปานกลางหรือรายได้ต่ำมากขึ้น

วัคซีน ChulaCov19 ผลิตโดยสร้างชิ้นส่วนขนาดจิ๋วจากสารพันธุกรรมของเชื้อไวรัสโคโรนา (โดยไม่มีการใช้ตัวเชื้อแต่อย่างใด) ซึ่งเมื่อร่างกายได้รับชิ้นส่วนของสารพันธุกรรมขนาดจิ๋วนี้เข้าไป จะทำการสร้างเป็นโปรตีนที่เป็นส่วนปุ่มหนามของไวรัสขึ้น (spike protein) และกระตุ้นให้เกิดการสร้างภูมิคุ้มกันไว้เตรียมต่อสู้กับไวรัสเมื่อไปสัมผัสเชื้อ เมื่อวัคซีนชนิด mRNA ทำหน้าที่ให้ร่างกายสร้างโปรตีนเรียบร้อยแล้ว ภายในไม่เกิน 6 วัน mRNA นี้จะถูกสลายไปโดยไม่มีการสะสมในร่างกายแต่อย่างใด

ที่ผ่านมาทางศูนย์วิจัยวัคซีน คณะแพทย์ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ทำการทดลองในลิง และหนู ได้ประสบผลสำเร็จ พบว่าสามารถช่วยยับยั้งไม่ให้เชื้อไวรัสเข้าสู่กระแสเลือดและสามารถสร้างภูมิคุ้มกันได้ในระดับสูง จึงนำมาสู่การผลิต และทดสอบทางคลินิกระยะที่ 1ให้กับอาสาสมัครในวันจันทร์ที่ 14 มิถุนายน 2564 เป็นวันแรก โดยแบ่งการทดสอบได้ดังนี้

– การทดสอบในระยะที่ 1 แบ่งออกเป็นสองกลุ่มอายุ จำนวน 72 คน 

– กลุ่มแรก เป็นอาสาสมัครผู้ที่มีอายุ 18-55 ปี ทดสอบจำนวน 36 คน

– กลุ่มที่สอง เป็นอาสาสมัครผู้ที่มีอายุ 56-75 ปี ทดสอบจำนวน 36 คน

ในจำนวนสองกลุ่มข้างต้นจะแบ่งเป็นกลุ่มย่อยที่ฉีดวัคซีน 10 ไมโครกรัม,  25 ไมโครกรัม และ 50 ไมโครกรัม เพื่อดูว่าวัคซีน ChulaCov19มีประสิทธิภาพสูงสุดที่ปริมาณเท่าไร เพราะปัจจุบันโมเดอร์นาใช้วัคซีนปริมาณ 100 ไมโครกรัม ส่วนไฟเซอร์ใช้ 30 ไมโครกรัม ทางศูนย์ฯ ต้องศึกษาว่าคนไทยหรือเอเชีย

เหมาะกับการฉีด 10 หรือ 25 หรือ 50 ไมโครกรัม จะได้รู้ขนาดที่ปลอดภัยและกระตุ้นภูมิได้สูง หลังจากนั้นจึงเข้าสู่การทดสอบทางคลินิกระยะที่ 2 จำนวน 150-300 คน คาดว่าเริ่มต้นฉีดได้ประมาณเดือนสิงหาคม 2564 เป็นต้นไป

นอกจากนี้ ยังได้แจ้งข่าวดีเกี่ยวกับกับการวิจัยและพัฒนาวัคซีน ChulaCov19 ว่าผลจากการทดลองในอาสาสมัครเมื่อ วันที่ 14 มิถุนายน 2564 ของระยะที่ 1 ในอาสาสมัคร 36 คน กลุ่มอายุระหว่าง 18-55 ปี และอีก 36 คน กลุ่มอายุระหว่าง 56-75 ปี พบว่าเมื่ออาสาสมัครได้ฉีดเข็มที่สองไปแล้ว 7 วันผลข้างเคียงอยู่ในขั้นเล็กน้อยถึงปานกลางเช่น ปวดบริเวณที่ฉีด เพลีย ไข้ หนาวสั่น แต่อาการจะดีขึ้นโดยเฉลี่ยภายใน 1-3 วัน และจากการทดสอบพบว่า ChulaCov19 สามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันชนิดแอนตี้บอดี้ได้สูงกระตุ้นแอนตี้บอดี้ที่ได้สูงมากในการยับยั้งเชื้อสายพันธุ์ดั้งเดิม

นอกจากนี้ สามารถยับยั้งเชื้อข้ามสายพันธุ์ได้ทั้ง 4 สายพันธุ์คือ Alpha, Beta, Gamma และDelta ได้เกิน 80% พร้อมทั้ง ยังกระตุ้นภูมิคุ้มกันชนิด T-Cell ซึ่งจะช่วยขจัดและควบคุมเชื้อที่อยู่ในเซลล์ของคนที่ติดเชื้อได้อีกด้วย

จุดเด่นอื่นๆ ของวัคซีน ChulaCov19 ได้แก่ …

1. จากการทดสอบความทนต่ออุณหภูมิของวัคซีน พบว่าวัคซีน ChulaCov19 สามารถอยู่ในอุณหภูมิตู้เย็น (2-8 องศาเซลเซียส) ได้นานถึง 3 เดือน และเก็บในอุณหภูมิห้อง (25 องศาเซลเซียส) ได้นาน 2 สัปดาห์ ซึ่งทำให้การจัดเก็บรักษาง่ายกว่าวัคซีนโควิด-19 ชนิด mRNA ยี่ห้ออื่นเป็นอย่างมาก

2. ผลการทดสอบในสัตว์ผ่านเกณฑ์ดีมาก จากการทดลองในหนูทดลองชนิดพิเศษที่ออกแบบให้สามารถเกิดโรคโควิด-19 ได้ พบว่า เมื่อหนูได้รับการฉีดวัคซีน ChulaCov19 ครบ 2 เข็ม ห่างกัน 3 สัปดาห์ แล้วให้หนูทดลองได้รับเชื้อโควิด-19 เข้าทางจมูก สามารถป้องกันหนูทดลองไม่ให้ป่วยเป็นโรคและยับยั้งไม่ให้เชื้อไวรัสเข้าสู่กระแสเลือด รวมทั้งสามารถลดจำนวนเชื้อในจมูกและในปอดลงไปอย่างน้อย 10,000,000 เท่า เมื่อทดสอบความเป็นพิษก็พบว่าปลอดภัยดีส่วนหนูที่ไม่ได้รับวัคซีนจะเกิดอาการป่วยโควิด-19 ภายใน  3-5 วัน และทุกตัวมีเชื้อสูงในกระแสเลือด ในจมูก และปอด เป็นจำนวนมาก

3. วัคซีนชนิด mRNA สามารถผลิตได้เร็ว ไม่ต้องรอเพาะเลี้ยงเชื้ออย่างวัคซีนบางชนิด แต่วัคซีนชนิด mRNA เพียงรู้สายพันธุ์ของเชื้อก็ไปออกแบบวัคซีนได้ สังเคราะห์ในหลอดทดลอง ไม่เกิน 4 สัปดาห์มีวัคซีนมาทดสอบในหนูได้ การที่ผลิตได้รวดเร็วนี้ ทำให้ไม่ต้องใช้โรงงานขนาดใหญ่ นอกจากนี้ เมื่อเกิดเชื้อกลายพันธุ์ก็สามารถสังเคราะห์วัคซีนได้เร็วเช่นกัน

สุดท้ายนี้ ศูนย์วิจัยวัคซีน คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ทำการเตรียมความพร้อมพัฒนาทดลองวัคซีนรุ่นที่สองกับสัตว์ทดลองควบคู่กันไปกับรุ่นแรกข้างต้น เพื่อรองรับเชื้อดื้อยาหรือเชื้อกลายพันธุ์ที่ทั่วโลกกำลังวิตกกังวล อาทิ  สายพันธุ์อังกฤษ สายพันธุ์อินเดีย สายพันธุ์แอฟริกาใต้ สายพันธุ์บราซิล ฯลฯ ทั้งหมดนี้นับเป็นวัคซีนที่คิดค้น พัฒนาและผลิตโดยคนไทย จากความร่วมมือของทุกภาคส่วนเป็นอย่างดี ถ้าทุกอย่างเป็นตามแผนคาดว่าจะสามารถผลิตวัคซีนที่ใช้ป้องกันเชื้อกลายพันธุ์ที่ดื้อวัคซีนได้เพื่อทดสอบในอาสาสมัครภายในไตรมาสสี่ของปีนี้

ความท้าทายสำหรับชาวไทยก็คือถ้าเราต้องการให้มีวัคซีนอย่างน้อยหนึ่งในสี่ชนิดที่กำลังดำเนินการวิจัยและพัฒนาอยู่รวมทั้งของ ChulaCov19 mRNA vaccine ให้สามารถขึ้นทะเบียนได้และใช้ได้กว้างขวางภายในก่อนปีใหม่ไทยปีหน้าก็คือเมษายน 2565 ประเทศไทยต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจน 4 ด้านและต้องขับเคลื่อนอย่างจริงจัง คู่ขนานไปนั่นคือ

1). ต้องมีระบบการระดมทุนภาครัฐภาคเอกชนและภาคประชาชนอย่างมีเป้าหมายและเป็นวงเงินที่เพียงพอและมีการอนุมัติการใช้เงินอย่างมีประสิทธิภาพรวดเร็วโดยมีผู้เกี่ยวข้องหลักแต่ละไฟล์ประชุมหารือกันอย่างสม่ำเสมอโดยไม่ติดในรูปแบบของกรอบราชการแบบดั้งเดิม

2). สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรือ อย. เร่งกำหนดแนวทางกติกา การขอขึ้นทะเบียนวัคซีนที่ผลิตคิดคนในประเทศไทยว่าจะต้องทำวิจัยมากน้อยอย่างไรหรือจะยึดเกณฑ์ใกล้เคียงกับของไต้หวัน ซึ่งต้องเร่งออกมาให้ชัดเจนภายในกันยายนนี้เพื่อจะได้มีการดำเนินการได้อย่างรวดเร็ว

3). โรงงานผลิตวัคซีนของไทยในกรณีของ ChulaCov19 mRNA กำลังเร่งระดมการผลิตให้สามารถผลิตวัคซีนสำหรับทดสอบในอาสาสมัครระยะที่สองบีหรือระยะที่สามและต่อยอดไปเป็นการผลิตจำนวนหลายล้านโดส เพื่อใช้จริงในการขึ้นทะเบียน

4). รัฐบาลต้องมีนโยบายการจัดซื้อวัคซีนล่วงหน้าเพื่อทำให้ผู้พัฒนาวัคซีนสามารถที่จะมีงบประมาณในการไปจองเลขสั่งซื้อวัตถุดิบในการผลิตซึ่งจะต้องใช้เวลาในการดำเนินการอย่างน้อยหกเดือนหากประเทศไทยมุ่งมั่นจริงจังและดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพเราเชื่อว่าประเทศไทยภายในก่อนสงกรานต์ปีหน้าจะต้องมีอย่างน้อยหนึ่งวัคซีนได้ใช้จริงสำหรับคนไทยโดยคนไทย

‘มาดามแป้ง’ เปิดศูนย์บริการให้คำปรึกษาปัญหาสุขภาพ พิชิตวิกฤตโควิด-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/595474

‘มาดามแป้ง’ เปิดศูนย์บริการให้คำปรึกษาปัญหาสุขภาพ พิชิตวิกฤตโควิด-19

‘มาดามแป้ง’ เปิดศูนย์บริการให้คำปรึกษาปัญหาสุขภาพ พิชิตวิกฤตโควิด-19

วันอังคาร ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 10.58 น.

17 สิงหาคม 2564  “มาดามแป้ง” นวลพรรณ ล่ำซำ ซีอีโอ บมจ.เมืองไทยประกันภัย และประธานกรรมการมูลนิธิมาดามแป้ง ตั้งศูนย์บริการคำปรึกษาปัญหาสุขภาพ และการดูแลตัวเองในช่วงโควิด-19 ภายใต้ชื่อ “MadamePang Friends Club” ให้บริการ 24 ชั่วโมง ทั้งออนไลน์และออฟไลน์ ผ่านเบอร์โทรศัพท์ 0 2290 7979 และ Line Official Account: @madamepangfriends พร้อมสแตนบายให้คำปรึกษาแนะนำข้อมูลในช่วงวิกฤตโควิด-19

นางนวลพรรณ ล่ำซำ กล่าวถึงการจัดตั้ง ‘MadamePang Friends Club’ ว่า “ด้วยสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด-19 ที่ปัจจุบันเกิดปรากฎการณ์ New High ยังมีจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มสูงมากขึ้นต่อเนื่อง จนมีปัญหาด้านต่าง ๆ ตามมาอีกมาก จึงเกิดการรักษาตัวในรูปแบบใหม่ขึ้น ทั้งการรักษาภายในบริเวณบ้าน (Home Isolation) และการรักษาตัวในศูนย์พักคอยประจำชุมชน (Community Isolation) ขึ้น ซึ่งการรักษาตัวสองแบบนี้ รวมถึงการรอคอยการรักษา อาจจะทำให้ผู้ป่วยเกิด ความเครียด จนส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตของตัวผู้ป่วยและคนรอบข้างได้ เมืองไทยประกันภัย จึงร่วมกับ มูลนิธิมาดามแป้ง ตั้งศูนย์บริการนี้ขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม หลังทดลองทำในช่องทางออนไลน์มาแล้วหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา”

นางนวลพรรณ กล่าวเพิ่มเติมว่า “สำหรับบริการจาก ‘Madame Pang Friends Club’ เบอร์ 0 2290 7979  และ Line Official Account: @madamepangfriends ตั้งขึ้นเพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือและบรรเทาความกังวลใจอย่างรวดเร็ว ใน 3 กลุ่มเป้าหมาย คือ พนักงานและครอบครัว, ลูกค้าเมืองไทยประกันภัย และประชาชน โดยให้บริการคำปรึกษาในการดูแลสุขภาพ ทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง โดยทีมอาสากล้าใหม่ที่ผ่านการอบรมหลักสูตรการแพทย์ฉุกเฉิน ซึ่งมีประสบการณ์ในการออกปฏิบัติหน้าที่ช่วยเหลือผู้ป่วยโควิด-19 ตั้งแต่วิกฤตระลอกแรกจนถึงปัจจุบัน ทุกคนจึงมีความรู้และความเข้าใจ เปรียบเสมือนเพื่อนที่พร้อมคลายข้อสงสัยและความกังวลใจ”

มูลนิธิมาดามแป้ง หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะช่วยให้ทุกคนก้าวผ่านวิกฤตไปด้วยกัน สำหรับผู้ที่ต้องการรับคำปรึกษา สามารถติดต่อรับคำปรึกษาได้ทั้งเบอร์ 0 2290 7979 และ Line Official Account: @madamepangfriends รวมถึง 2 แฟนเพจหลัก คือ มูลนิธิมาดามแป้ง และ เมืองไทยประกันภัยนอกจากนี้ ยังสามารถร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการให้ ด้วยการบริจาคและสมทบทุนได้ที่บัญชี ธนาคารกสิกรไทย เลขที่บัญชี 092-2-61340-0 ชื่อบัญชี มูลนิธิมาดามแป้ง เพื่อโครงการสร้างสังคมแห่งการให้ หรือร่วมสมัครเป็นทีมอาสากล้าใหม่กับเรา ได้ที่ http://bitly.ws/dsfM

Virtual Studio ชี้เทรนด์สุขภาพดีไม่มีตก เปิดคลาสออกกำลัง สร้างสุขภาพดีที่บ้านผ่านแอป #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/595319

Virtual Studio ชี้เทรนด์สุขภาพดีไม่มีตก เปิดคลาสออกกำลัง สร้างสุขภาพดีที่บ้านผ่านแอป

Virtual Studio ชี้เทรนด์สุขภาพดีไม่มีตก เปิดคลาสออกกำลัง สร้างสุขภาพดีที่บ้านผ่านแอป

วันอังคาร ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

เทรนด์คนรักสุขภาพยังแรงดีไม่มีตก วัดได้จากตัวเลขความสำเร็จมากกว่า 10,000 ผู้ใช้งาน (SUBSCRIBER) ของ “Virtual Studio” คลาสออกกำลังกายออนไลน์แบบ Virtual ผ่านแอปพลิเคชั่นครั้งแรก โดยผู้นำฟิตเนสอันดับหนึ่งของเมืองไทย ฟิตเนส เฟิรส์ท และ เซเลบริตี้ ฟิตเนส หลังเปิดตัวเพียงไม่นาน ตอกย้ำผู้นำด้านฟิตเนสที่ไม่เคยหยุดพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อสมาชิกและคนรักสุขภาพที่มองหาการออกกำลังกายรูปแบบใหม่ที่ปลอดภัย อยู่ที่ไหนก็เล่นได้ผ่านแอปพลิเคชั่น ด้วยคลาสออนดีมานด์กว่า ١,٨٠٠ คลาส และคลาสสตรีมมิ่ง จากโปรแกรมระดับโลก มอบทางเลือกให้กับผู้ที่ชื่นชอบออกกำลังกายได้มีทางเลือกมากขึ้นและตอนนี้พร้อมแล้วที่จะให้บริการแก่บุคคลทั่วไป

ไม่ใช่แค่คลาสออนไลน์แต่ยังได้ประสบการณ์และความสนุกที่เหนือความคาดหมาย จุดเด่นที่ทำให้คลาส Virtual Studio ต่างจากคลิปออกกำลังกายบน Group Fitness For Free ของ ฟิตเนส เฟิรส์ท และ เซเลบริตี้ ฟิตเนส เห็นจะเป็นเรื่องของประสบการณ์การออกกำลังกายที่สนุกยิ่งขึ้นจากคลาสออนดีมานด์กว่า ١,٨٠٠ คลาส ซึ่งเป็นคลาสชั้นนำจากผู้เชี่ยวชาญทั้งไทยและเทศทั่วโลก ให้คุณเลือกรูปแบบการออกกำลังกายได้ตามชอบ รวมถึงตารางคลาสสตรีมมิ่งรายวัน และคลาสลิขสิทธิ์จากค่ายระดับโลก อย่าง Les Mills และ Zumba ที่ให้สิทธิ์เฉพาะสมาชิกเท่านั้น ผ่านตาราง Live Schedule ตามเวลาเท่านั้น บอกเลยว่าพลาดแล้วพลาดเลย

ที่สำคัญคลาสสตรีมมิ่งรายวัน จะสอนโดยเทรนเนอร์ชาวไทยและเหล่าซูเปอร์สตาร์จาก ฟิตเนส เฟิรส์ท และเซเลบริตี้ ฟิตเนส ที่มาพร้อมดีกรีวิทยาศาสตร์การกีฬา และ Certificate ที่ได้รับการรับรองจากสถาบันด้านฟิตเนสที่มีชื่อเสียง พร้อมนำประสบการณ์การสอนคลาสแบบในยิมมาให้คุณถึงบ้านผ่านทางออนไลน์ ให้ผู้เข้าร่วมยังคงสนุกกับการออกกำลังกายและรักษาสุขภาพไปด้วยกัน ยิ่งไปกว่านั้นเร็วๆ นี้ คุณจะได้พบโปรแกรมและเคล็ดลับการออกกำลังกายที่คุณสามารถทำได้เองที่บ้าน แก้ปัญหาสุขภาพที่เราพบบ่อย พร้อมเคล็ดลับดีๆ เหมือนมีเทรนเนอร์ส่วนตัวอยู่ตรงหน้า

นอกจากนี้ คลาสออนดีมานด์ ยังมีความหลากหลายเพื่อตอบรับความต้องการของแต่ละบุคคล ทั้งคลาสสำหรับผู้เริ่มต้นออกกำลังกาย จนไปถึงระดับแอดวานซ์ อาทิ Release for desk-sitters บรรเทาความเมื่อยล้าจากการนั่งทำงานนานๆ จนเกิดอาการปวดเมื่อย โดยเฉพาะช่วง Work from Homeรวมท่ายืดเยียดง่ายๆ แม้นั่งอยู่บนเก้าอี้ Meditation-Calming ผ่อนคลายความตึงเครียดภายในใจ ด้วยคลาสที่จะชวนคุณกลับมาสำรวจจิตใจตัวเอง กำหนดจิต กำหนดลมหายใจและปล่อยวางเรื่องหนัก เรียกพลังให้พร้อมสู้กับวันใหม่ เป็นคลาสที่เหมาะกับสถานการณ์ช่วงนี้ยิ่งนัก หรือจะชวนคนที่บ้านลุกมาออกกำลังกายด้วยกันในหมวด Family friendly workouts กับคลาสสนุกๆ สร้างภูมิคุ้นกันให้ร่างกายพร้อมกระชับความสัมพันธ์ในครอบครัว Short and Powerful คลาสออกกำลังกายที่ใช้เวลาสั้นๆ แต่เข้มข้นสามารถเผาผลาญแคลอรี่ได้สูง

นอกจากคลาสออกกำลังกายดีๆ ใน “Virtual Studio”ยังมีทิปสุขภาพดีๆ จากช่องดังมากมายให้สมาชิกได้ติดตาม เช่น mind123 รายการที่รวบรวมบทความและคลิปสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญหลากสาขาเพื่อการมีสุขภาพดีแบบองค์รวม ทั้งเรื่อง อาหาร ความงาม สุขภาพใจ ความสัมพันธ์

ผู้สนใจบริการ Virtual Studio สามารถสมัครได้ตั้งแต่วันนี้ในราคาช่วงแนะนำ 89 บาท/เดือน และเฉพาะผู้ที่เป็นสมาชิกฟิตเนส เฟิรส์ท และเซเลบริตี้ ฟิตเนส อยู่แล้วสามารถสมัครได้ในราคาเพียง 59 บาท/เดือนเท่านั้น คุ้มกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว ถือเป็นราคาที่เปิดโอกาสให้ทุกคนเข้าถึงสุขภาพที่ดีได้ตลอด 24 ชั่วโมง คลาสที่อัดแน่นกว่า 1,800 คลาสชั้นนำจากผู้เชี่ยวชาญทั้งไทยและเทศทั่วโลก เทรนโดยเทรนเนอร์มากประสบการณ์ พร้อมสิทธิพิเศษและข้อมูลดีๆ เพื่อคนรักสุขภาพสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 02-1186665 และ Celebrity Fitness: 02-1186677

สร้างสุขภาพดีด้วยตัวเองที่บ้านได้เลยตอนนี้ที่ “Virtual Studio” ผ่านแอปพลิเคชั่นบนหน้าจอมือถือของคุณได้แล้วที่ Application “Fitness First Asia” และ“Celebrity Fitness Asia” ทั้ง IOS และ Android หรือดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ทาง www.fitnessfirst.co.thwww.facebook.com/FitnessFirstThailandwww.celebrityfitness.co.thwww.facebook

เปลี่ยนเป็นคนใหม่ พร้อมหุ่นฟิต สุขภาพดี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/595317

เปลี่ยนเป็นคนใหม่ พร้อมหุ่นฟิต สุขภาพดี

เปลี่ยนเป็นคนใหม่ พร้อมหุ่นฟิต สุขภาพดี

วันอังคาร ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

HYPOXI นวัตกรรมการออกกำลังกายรูปแบบใหม่ ตัวช่วยให้คุณมีสุขภาพและรูปร่างที่ดีมาพร้อมโปรโมชั่นสุดพิเศษให้สาวๆ ที่มีข้อจำกัดหรือไม่มีเวลาออกกำลังกาย

เทคโนโลยีการออกกำลังกายในระดับเบาถึงปานกลาง (Low Impact) รูปแบบใหม่นี้ เป็นลิขสิทธิ์เฉพาะของ HYPOXI ช่วยให้คุณรูปร่างและสุขภาพที่ดีขึ้น ด้วยการออกกำลังกายที่ไม่มีแรงกระแทก ช่วยเสริมการเผาผลาญไขมันในจุดที่สะสมและกำจัดได้ยาก และลดไขมันเฉพาะส่วนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

HYPOXI ได้รับการคิดค้นโดย Dr.Norbert Egger นักวิทยาศาสตร์การกีฬาชาวออสเตรีย เป็นนวัตกรรมการออกกำลังกายแรกและอุปกรณ์เดียว ที่ผสานกายภาพบำบัดด้วยเทคโนโลยีการบีบอัดเข้ากับการออกกำลังกายในระดับเบาถึงปานกลางช่วยกระตุ้นการไหลเวียนเลือด เพิ่มระดับออกซิเจนในเลือด ให้เกิดการเผาผลาญไขมันและเซลลูไลท์ในจุดที่มีการสะสมและกำจัดได้ยาก เช่น ท้องล่างสะโพก ต้นขา โดยการออกกำลังด้วย HYPOXI จะอยู่ภายใต้การดูแลของโค้ชผู้เชี่ยวชาญอย่างใกล้ชิด เริ่มจากการวิเคราะห์ข้อมูลสุขภาพ และออกแบบโปรแกรม HYPOXI รวมถึงการดูแลโภชนาการเฉพาะบุคคล เพื่อผลลัพธ์ที่รวดเร็ว ปลอดภัย และยั่งยืน

พิเศษสุดกับส่วนลดสำหรับคอร์ส HYPOXI 5 ครั้ง เพียง 5,500 บาท ตั้งแต่วันนี้-วันที่ 31 สิงหาคม 2564 นอกจากนี้ ผู้ที่สนใจยังสามารถลงทะเบียนรับสิทธิ์ ทดลองฟรี 1 ครั้ง มูลค่า 3,000 บาท ที่ facebook.com/HYPOXI Thailand หรือ hypoxi.in.th/th สอบถามรายละเอียดและข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สตูดิโอ HYPOXI ทั้ง 4 สาขา อโศก กรุงเทพฯ โทร.063-9294257 รอยัลการ์เดนพลาซ่า พัทยา โทร.097-0511320 วัน นิมมาน เชียงใหม่ โทร.082-0318690 และเซ็นทรัล ภูเก็ต โทร.082-0320195

ทางเลือกใหม่ฟื้นฟูผู้ป่วยหลอดเลือดสมองด้วยหุ่นยนต์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/595320

ทางเลือกใหม่ฟื้นฟูผู้ป่วยหลอดเลือดสมองด้วยหุ่นยนต์

ทางเลือกใหม่ฟื้นฟูผู้ป่วยหลอดเลือดสมองด้วยหุ่นยนต์

วันอังคาร ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.ก้าวข้ามขีดจำกัดการฟื้นฟูผู้ป่วยหลอดเลือดสมอง ด้วย robotic assisted gait training เพื่อคืนคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับผู้ป่วย

นายแพทย์พีรวุฒิ ตันติสุวณิชย์กุลแพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู โรงพยาบาลเวชธานี ให้ข้อมูลว่า โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) เป็นโรคที่พบได้บ่อยในคนไทย โดยแบ่งออกเป็น หลอดเลือดสมองตีบ เกิดจากการสะสมของไขมันในหลอดเลือด ทำให้หลอดเลือดตีบแคบจนประสิทธิภาพในการลำเลียงเลือดลดลง หลอดเลือดสมองอุดตัน เกิดจากลิ่มเลือดที่ก่อตัวขึ้นจากบริเวณอื่นไหลไปอุดตันที่หลอดเลือดสมอง หรืออาจเกิดจากมีลิ่มเลือดก่อตัวในหลอดเลือดสมองและมีขนาดใหญ่ขึ้นจนอุดตันหลอดเลือดสมอง ส่วน หลอดเลือดสมองแตก เกิดจากหลอดเลือดมีความเปราะบางและมีความดันโลหิตสูง ทำให้หลอดเลือดโป่งพองและแตก หรือมีไขมันสะสมในหลอดเลือดจนทำให้หลอดเลือดปริแตก

นพ.พีรวุฒิ ตันติสุวณิชย์กุล

โรคหลอดเลือดสมอง จะส่งผลให้ผู้ป่วยเกิดภาวะสมองขาดเลือดและไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ เช่นมีอาการชาหรืออ่อนแรงบริเวณแขนขาครึ่งซีกของร่างกาย หรือใบหน้า พูดไม่ชัดปากเบี้ยว กลืนลำบาก ปวดหรือเวียนศีรษะทันทีทันใด มองเห็นภาพซ้อนมองเห็นภาพครึ่งซีก หรือตาบอดข้างเดียวแบบฉับพลัน เดินเซและเสียการทรงตัว เป็นต้น ดังนั้นหากมีอาการผิดปกติเกิดขึ้นต้องรีบพบแพทย์ทันที เพราะเป็นโรคที่ร้ายแรงและเป็นอันตรายถึงชีวิต หรืออาจทำให้เป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต และสูญเสียความสามารถในการช่วยเหลือตัวเอง

ผู้ป่วยหลอดเลือดสมองหลายรายเมื่อพ้นขีดอันตรายแล้วแต่ยังต้องอยู่กับภาวะอัมพฤกษ์ อัมพาต จำเป็นต้องได้รับการฟื้นฟูอย่างเต็มที่ในช่วง 3-6 เดือนแรกนับเป็น Golden Period หรือช่วงเวลาทองที่จะช่วยให้ผู้ป่วยมีโอกาสกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ ดังนั้น การฟื้นฟูผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองอย่างถูกต้อง เหมาะสมและทันท่วงที จึงเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อให้ผู้ป่วยสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงปกติมากที่สุดในทั้งด้านร่างกายและจิตใจ

ศูนย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู โรงพยาบาลเวชธานี ได้นำเทคโนโลยีการฝึกกายภาพบำบัดด้วยหุ่นยนต์ (robotic assisted gait training) เข้ามาใช้กับผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองเพื่อเติมเต็มการทำกายภาพบำบัดให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ประกอบด้วย 1.Lokomat gait trainingหุ่นยนต์ช่วยฟื้นฟูผู้ป่วยที่มีปัญหาด้านการทรงตัวและการยืนเดินจากโรคหลอดเลือดสมอง โดยตัวหุ่นยนต์มีข้อต่อบริเวณเข่าและสะโพกที่เลียนแบบการเคลื่อนไหวของร่างกายมนุษย์ได้อย่างใกล้เคียงธรรมชาติ ฝึกผู้ป่วยเกมส์การฝึกที่หลากหลาย ทำให้ผู้ป่วยเพลิดเพลินไปกับการฝึก และสามารถรับรู้ถึงพัฒนาการระหว่างการฝึกของตัวเอง ส่งผลให้ผู้ป่วยมีกำลังใจในการฝึกต่อเรื่อยๆ

2.C-Mill machine หุ่นยนต์ช่วยฟื้นฟูการเดินในสภาพจำลองเสมือนจริง เช่น การเดินในสถานที่ต่างๆการหลบเลี่ยงสิ่งกีดขวาง เพื่อให้ผู้ป่วยเตรียมพร้อมสำหรับสถานการณ์จริงฟื้นฟูการทรงตัวและการก้าวเดิน ปรับจังหวะการก้าวเดินให้เหมาะสม โดยฝึกบนพื้นฐานการเล่นเกมส์และสถานการณ์จำลองที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย ทำให้ผู้ป่วยไม่เบื่อ ลดความกดดันและความเครียดขณะฝึก อีกทั้งยังช่วยให้มีกำลังใจในการฝึกอย่างต่อเนื่องจนถึงเป้าหมาย ซึ่งจะเน้นที่การรับรู้ระยะและทิศทาง (visuospatial) การทำกิจกรรมที่มีความจำเพาะ (task-specific) การมีสมาธิในการทำกิจกรรมที่ซับซ้อน (attention) และการตัดสินใจในการทำกิจกรรมหรือบริหารงาน(executive function)

3.KEEOGO หุ่นยนต์ช่วยเดินที่จะช่วยให้ผู้ป่วยก้าวเดินอย่างมั่นใจและเดินได้ไกลขึ้น ทำให้ผู้ป่วยเคลื่อนไหวอย่างอิสระ ก้าวข้ามขีดจำกัดในการใช้ชีวิตประจำวันจากปัญหาการทรงตัว กล้ามเนื้ออ่อนแรงหรือมีอาการปวด ทำให้สามารถเดินได้ไกลและนานขึ้นอีกทั้งยังช่วยในการขึ้น-ลงบันไดพื้นต่างระดับ การนั่งยองๆ และลุกขึ้นจากพื้นได้ง่ายขึ้น

ทั้งนี้ โปรแกรมฟื้นฟูจะถูกออกแบบโดยแพทย์เฉพาะทาง และออกแบบเฉพาะบุคคลเพื่อให้เหมาะสมกับข้อจำกัดของผู้ป่วยแต่ละราย รวมทั้งยังมีการปรับเปลี่ยนโปรแกรมให้เหมาะสมกับพัฒนาการของผู้ป่วยระหว่างฝึกจึงส่งเสริมให้เกิดผลลัพธ์ที่น่าพึงพอใจทำให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและกลับไปใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงปกติมากที่สุด

ความไวและความจำเพาะของชุดตรวจแอนติเจนของเชื้อโควิด 19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/595316

ความไวและความจำเพาะของชุดตรวจแอนติเจนของเชื้อโควิด 19

ความไวและความจำเพาะของชุดตรวจแอนติเจนของเชื้อโควิด 19

วันอังคาร ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

วันนี้มาคุยกันเรื่องการตรวจแอนติเจนของเชื้อโควิด 19 (Antigen Test Kit, ATK) อีกวันนะครับ ตอนนี้ใครตรวจ ATK เป็นบวก ถือเป็นผู้ติดเชื้อเข้าข่ายเข้ากักตัวที่บ้าน (Home Isolation, HI) พร้อมรับเครื่องมือ ยา และอาหารในการดูแลที่บ้านได้เลย แต่ถ้าจำเป็นเข้ากักตัวในชุมชน (Community Isolation, CI) หรือเข้ารับการรักษาในสถานพยาบาลก็ทำได้เลยเช่นกัน แต่ควรทำ RT-PCRคู่ขนาน และพยายามแยกก่อนได้ผล RT-PCR

มีรายงานทบทวนประสิทธิภาพของการตรวจ ATKโดยรวบรวมการศึกษาทั้งหมด 48 รายงาน ตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ครอกแครน (Cochrane review) สรุปได้ดังนี้

ความไว (sensitivity) หมายถึงโอกาสที่การตรวจ ATK ได้ผลบวกเมื่อผู้ป่วยเป็นโควิด จากการทบทวนพบว่า มีความแตกต่างกันอย่างมากระหว่างผู้มีอาการกับไม่มีอาการ คือผู้มีอาการ มีความไวร้อยละ 72 แต่ถ้าไม่มีอาการ มีความไวร้อยละ 58 และพบว่าความไวจะดีถ้าตรวจภายในสัปดาห์แรกของการมีอาการ คือถ้าตรวจภายในสัปดาห์แรก มีความไวร้อยละ 78 แต่ถ้าตรวจหลังสัปดาห์แรก มีความไวลดลงเหลือเพียงร้อยละ 51 และความไวก็แตกต่างกันไปตามยี่ห้อ โดยมีความไวของแต่ละยี่ห้อแตกต่างกันตั้งแต่น้อยสุดร้อยละ 34 ถึงสูงสุดร้อยละ 88 ดังนั้นหากตรวจ ATK ได้ผลลบไม่ว่าจะมีอาการหรือไม่มีอาการก็ต้องอย่าประมาท หากมีอาการ มีประวัติเสี่ยงสัมผัสเชื้อก็ต้องกักตัว ป้องกันการติดต่อผู้อื่น เพื่อลดการกระจายเชื้อเช่นกันครับ

ความจำเพาะ (Specificity) หมายถึง โอกาสที่การตรวจได้ผลลบเมื่อผู้ป่วยไม่เป็นโรค การตรวจที่มีความจำเพาะสูง จะเป็นเครื่องมือที่เหมาะสมสำหรับวินิจฉัยโรค (diagnostic test) พบว่าความจำเพาะเฉลี่ยสูงมาก ทั้งผู้ที่มีอาการและไม่มีอาการ ความจำเพาะสรุปโดยรวมร้อยละ 99.6 ดังนั้น ผู้ที่ตรวจ ATK ได้ผลบวกมีโอกาสสูงมากที่จะเป็นโควิด 19

อย่างไรก็ตาม การทบทวนประสิทธิภาพของ ATK ดังกล่าว เป็นรายงานที่ทดสอบชุดตรวจ ATK โดยบุคลากรทางการแพทย์เป็นผู้ทำการตรวจ และยังไม่มีรายงานใดที่ประเมินความถูกต้องของชุดตรวจ ATK ด้วยตนเองครับ

พลอากาศโท นายแพทย์ อนุตตร จิตตินันทน์

ประธานราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย