อว.เบิกจ่ายเงินให้มหาวิทยาลัย 2 พันกว่าล้านบาท ‘ลดค่าเทอม’ คืนเงินให้นิสิตนักศึกษา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/598471

อว.เบิกจ่ายเงินให้มหาวิทยาลัย 2 พันกว่าล้านบาท 'ลดค่าเทอม' คืนเงินให้นิสิตนักศึกษา

อว.เบิกจ่ายเงินให้มหาวิทยาลัย 2 พันกว่าล้านบาท ‘ลดค่าเทอม’ คืนเงินให้นิสิตนักศึกษา

วันจันทร์ ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 12.45 น.

อว. เดินหน้าโครงการ “อว. ลดค่าเทอม” ตามนโยบายรัฐบาล เบิกจ่ายเงินส่งให้มหาวิทยาลัยที่ยืนยันข้อมูลครบถ้วนแล้ว 29 แห่ง จำนวน 2,250 ล้านบาท “เอนก” ย้ำ เงินทุกบาทที่รัฐสนับสนุนต้องถึงมือนักศึกษา

วันที่ 30 สิงหาคม 2564 ศ.(พิเศษ) ดร. เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยว่า ตามที่คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติให้  อว. ดำเนินโครงการลดภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาของนิสิตนักศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาทั้งภาครัฐและเอกชน จากสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 นั้น  ขณะนี้ อว. ได้เริ่มการเบิกจ่ายเงินสำหรับโครงการ “อว.ลดค่าเทอม” แล้วตั้งแต่วันที่ 26 สิงหาคม 2564 สำหรับมหาวิทยาลัยและสถาบันที่ได้จัดส่งข้อมูลผ่านการตรวจสอบและยืนยันความถูกต้อง เสนอมายัง อว. ครบถ้วนแล้ว จำนวน 29 แห่ง รวมเป็นเงิน 2,250 ล้านบาท ซึ่งมหาวิทยาลัย/สถาบันอุดมศึกษาจะนำไปใช้ลดค่าเทอมและค่าธรรมเนียมการศึกษาภาคเรียนที่ 1/2564 ในสัดส่วนเงินสนับสนุนจากรัฐบาลตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ได้แจ้งไปแล้ว โดยได้เน้นย้ำให้กระบวนการอนุมัติงบประมาณมีความรวดเร็ว รอบคอบ รัดกุม ขั้นตอนจ่ายเงินขอให้ดำเนินการด้วยความโปร่งใส สามารถติดตามตรวจสอบการจ่ายเงินทุกขั้นตอน ไม่ให้เกิดการทุจริตอย่างเด็ดขาด

รมว.อว.กล่าวต่อว่า อว. ได้เร่งติดตามและตรวจสอบระบบการเบิกจ่ายเงินอย่างใกล้ชิด โดยเงินทุกบาทที่รัฐบาลสนับสนุน ต้องถึงมือนิสิตนักศึกษา โดยมหาวิทยาลัยจะจ่ายเงินคืนกับนิสิตนักศึกษาที่ได้ชำระค่าเทอมและค่าธรรมเนียมการศึกษาไปแล้วหรือใช้ลดค่าเทอมและค่าธรรมเนียมการศึกษาสำหรับผู้ที่กำลังจะชำระเงิน โดยมหาวิทยาลัยไม่เก็บเงินดังกล่าวไว้แต่อย่างใด

ด้าน ศ.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ปลัด อว. รายงานเพิ่มเติมว่า สำนักงานปลัด อว. ได้ตั้งศูนย์ประสานงานเรื่องดังกล่าวและทำงานร่วมกับที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.), ที่ประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏ (ทปอ.มรภ.), ที่ประชุมคณะกรรมการอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล( ทปอ.มทร.), สมาคมสถาบันอุดมศึกษาเอกชนแห่งประเทศไทย (สสอท.) รวมทั้งสถาบันอุดมศึกษานอก อว. กันอย่างใกล้ชิด ใช้ระบบฐานข้อมูลการอุดมศึกษากลางของประเทศ ซึ่งดำเนินการได้อย่างรวดเร็วมาก โดยเมื่อสภาพัฒน์ สำนักงบประมาณและกระทรวงการคลังได้ตรวจสอบโครงการแล้ว ส่งต่อให้กรมบัญชีกลางเพื่อโอนเงินโครงการนี้มาให้ อว. ซึ่ง อว. ได้สั่งการเบิกจ่ายไปยังมหาวิทยาลัยที่ได้จัดส่งและยืนยันข้อมูลเข้ามาครบถ้วนแล้วในสัปดาห์เดียวกันเลย

“การดำเนินงานต่างๆ ร่วมกับมหาวิทยาลัยเป็นไปด้วยดี  อย่างไรก็ตาม อว. ขอความร่วมมือมหาวิทยาลัยและสถาบันอุดมศึกษาทุกแห่ง ให้เร่งตรวจสอบและยืนยันข้อมูลนักศึกษาส่งมาที่กระทรวงโดยเร็ว เพื่อดำเนินการอนุมัติเบิกจ่ายให้เป็นไปตามเป้าหมายและกรอบระยะเวลาต่อไป” ปลัด อว. สรุป

‘มข.’ ร่วมฝ่าวิกฤตโควิด-19 วิจัย-พัฒนา ‘นวัตกรรมเพื่อสังคม’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/598387

‘มข.’ร่วมฝ่าวิกฤตโควิด-19  วิจัย-พัฒนา‘นวัตกรรมเพื่อสังคม’

‘มข.’ร่วมฝ่าวิกฤตโควิด-19 วิจัย-พัฒนา‘นวัตกรรมเพื่อสังคม’

วันจันทร์ ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

จากสถานการณ์การระบาดของ “โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019” หรือ “โควิด-19” ไปทั่วโลก ตั้งแต่ปลายปี 2562 จนถึงปัจจุบัน ส่งผลกระทบอย่างมากมาย ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง รวมถึง สุขภาพ และการ
สูญเสียชีวิตของผู้คนจำนวนมากมาย บนโลกใบนี้ จนถึงวันนี้ มีผู้ติดเชื้อทั่วโลกกว่า 200 ล้านคน และเสียชีวิตประมาณ 5 ล้านราย เฉพาะประเทศไทย มีผู้ติดเชื้อโควิด-19 ทะลุ 1 ล้านคน และเสียชีวิตเกือบ 1 หมื่นรายแล้ว โดย “เดลต้า” ได้กลายเป็นสายพันธุ์หลักในการแพร่ระบาดและคร่าชีวิตผู้คนทั่วโลก

มหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.)ในฐานะที่เป็นสถาบันอุดมศึกษาที่เก่าแก่ที่สุดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (อีสาน) ทั้งยังเป็นมหาวิทยาลัยด้านการวิจัย มีคณะแพทยศาสตร์และที่เกี่ยวข้องกับด้านสาธารณสุขอีกหลายคณะรวมถึงโรงเรียนแพทย์ มีนโยบายที่จะช่วยเหลือนักศึกษา บุคลากร และสังคมในทุกๆ ด้านโดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19

รศ.นพ.ชาญชัย พานทองวิริยะกุล อธิการบดี มข. กล่าวว่า กว่า 2 ปีของการระบาดของไวรัสโควิด-19 มหาวิทยาลัยขอนแก่นได้พัฒนานวัตกรรมหลากหลายเพื่อช่วยเหลือสังคมโดยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งจากฝ่ายนวัตกรรมและวิสาหกิจ คณะแพทยศาสตร์ ทีมสำนักหอสมุด KKU maker สำนักงานเทคโนโลยีดิจิทัลคณะวิศวกรรมศาสตร์ คณะทันตแพทยศาสตร์และคณะวิทยาศาสตร์ สถาบันนาโนฯ โรงงานต้นแบบแบตเตอรี่สโมสรนักศึกษามหาวิทยาลัยขอนแก่นและเครือข่าย ที่ได้ร่วมกันคิดค้น “นวัตกรรมสู่สังคม” เพื่อมอบให้กับโรงพยาบาลศรีนครินทร์และโรงพยาบาลของกระทรวงสาธารณสุขที่ขาดแคลน จำนวนกว่า 28 รายการ

อาทิ ระบบ ThermoScan เพื่อตรวจคัดกรองอุณหภูมิผู้ใช้บริการ, ระบบ VDO สื่อสารสองทาง สำหรับบุคลากรทางการแพทย์และผู้ติดเชื้อ COVID-19, หุ่นยนต์สื่อสารสองทิศทางและระบบลำเลียงอาหารและยา, SWAP box จากแผ่นอะคริลิกป้องกันการไอหรือจามขณะเก็บสิ่งส่งตรวจ, Aerosol box จากแผ่นอะคริลิกป้องกันการไอหรือจามขณะสอดท่อหายใจ, Wireless/extended stethoscope ลดการสัมผัสผู้ป่วยด้วยหูฟัง

รวมทั้ง ห้องตรวจไม่ต้องใช้หมอ (คนไข้ใน), ตู้อบฆ่าเชื้อด้วย UVC สำหรับ reuse ชุด PPE เพื่อส่งให้บุคลากรทางการแพทย์, ตู้อบฆ่าเชื้อด้วย ozone สำหรับ reuse หน้ากาก N95, ตู้อบฆ่าเชื้อ ด้วย ozone สำหรับ reuse ชุด PPE เพื่อ
ส่งให้บุคลากรทางการแพทย์โรงพยาบาลศรีนครินทร์, การควบคุมการให้น้ำเกลือแบบรีโมทคอนโทรล (PAPR ประดิษฐ์)
ให้กับโรงพยาบาลศรีนครินทร์, Negative Pressure จัดทำโดย ทีมนักวิจัยจากคณะวิศวกรรมฯ, PAPR (Powered Air-Purifying Respirator) และแบตเตอรี่สำรอง, ถังขยะไร้สัมผัสสำหรับทิ้งหน้ากากอนามัย เพื่อใช้ในพื้นที่ของมหาวิทยาลัยขอนแก่น, หุ่นยนต์ลำเลียงของในพื้นที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อ covid, Portable HEPA (High EfficiencyParticulate Air) ให้กับโรงพยาบาลศรีนครินทร์, PPE(Personal Protective Equipment) ให้บุคลากรทางการแพทย์โรงพยาบาลศรีนครินทร์, Positve Pressure Mask ให้บุคลากรทางการแพทย์โรงพยาบาลศรีนครินทร์ 27.) Mobile UVC สำหรับฆ่าเชื้อ และ TOT Positve Pressure สำหรับกั้นเก็บตัวอย่างเชื้อ

รศ.นพ.ชาญชัย กล่าวเพิ่มเติมว่าเนื่องจากการระบาดที่รุนแรงขึ้นทำให้ยอดผู้ติดเชื้อมีเพิ่มมากขึ้น เกิดภาวะเตียงเต็มในโรงพยาบาลต่างๆ มข.จึงได้จัดทำระบบการจัดการผู้ป่วยกักตัวอยู่ที่บ้าน “Home Isolation มข.” เพื่อปูทางให้โรงพยาบาลทั่วประเทศนำไปใช้ดูแลผู้ป่วยอาการไม่มากซึ่งกักตัวที่บ้านโดยสามารถดูแลตัวเองและติดต่อกับหมอที่โรงพยาบาลได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ระบบ “Home Isolation Management System” เป็นไปตามมาตรฐาน Telemedicine ที่แพทยสภาได้ประกาศไว้ มีองค์ประกอบ 2 ประการ คือ

1.ผู้ใช้งาน หรือผู้ป่วยจะต้องยืนยันตัวตน และ 2.ต้องมีบันทึกข้อมูลที่ผู้ป่วยบันทึกเข้ามาในระบบและการสื่อสารระหว่างทำการรักษาไว้ในระบบฐานข้อมูล (Database) เพื่อใช้ตรวจสอบย้อนหลังซึ่งนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดขอนแก่น ได้สั่งการให้สถานพยาบาลทุกแห่งในจังหวัดใช้ระบบ Home Isolation มข.เพื่อเตรียมพร้อมรับคนไข้ที่อาจมาจากพื้นที่สีแดงหรือสีแดงเข้มเข้าไปสู่ระบบการดูแลแบบแยกตัวที่บ้าน นอกจากนี้ ยังมีโรงพยาบาลในจังหวัดใกล้เคียงที่นำระบบดังกล่าวไปใช้ เช่น รพ.สุทธาเวช จ.มหาสารคาม รพ.ห้วยเม็ก จ.กาฬสินธุ์ รพ.สต.จ.ร้อยเอ็ด รพ.หลังสวน จ.ชุมพร และรพ.ที่จ.ระนอง กำลังจะเริ่มใช้งาน

สำหรับนวัตกรรมสำหรับการดูแลผู้ป่วยอย่าง “ระบบการดูแลและติดตามอาการผู้ป่วยโควิด-19 แบบแยกตัว” จัดทำขึ้นเพื่อใช้บริหารจัดการกลุ่มผู้ป่วยแบบแยกตัว ทั้งแบบ Home Isolation และการดูแลตนเองในระบบชุมชน (Community Isolation) ซึ่งผู้ป่วยกลุ่มนี้สามารถเข้าถึงการบริการสาธารณสุขได้รวดเร็วขึ้นและติดตามดูแลอาการผู้ป่วยได้อย่างใกล้ชิด สะดวกต่อตัวผู้ป่วยและบุคลากรทางการแพทย์ โดยจุดเด่นของระบบ คือ 1.ผู้ป่วยไม่ต้องติดตั้งแอปพลิเคชั่นใหม่ในโทรศัพท์ ยกเว้นกรณีไม่มีแอปพลิชั่นไลน์ 2.บัญชีผู้ใช้ไลน์หนึ่งๆ ใช้กับผู้ป่วยได้หลายคน

3.บันทึกข้อมูลระบบได้รวดเร็วโดยให้กรอกเฉพาะข้อมูลสัญญาณชีพ และอาการเนื่องจากระบบเชื่อมบัญชีไลน์กับฐานข้อมูลผู้ป่วยแล้ว และ 4.เป็นไปตามมาตรฐานการแพทย์ทางไกล(Tele-medicine) สากล โดยเริ่มใช้งานแล้วที่โรงพยาบาลศรีนครินทร์ซึ่งช่วยให้ระบบการดูแลผู้ป่วยแบบแยกตัวเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ลดการสูญเสียสร้างความมั่นใจ และอุ่นใจให้กับผู้ป่วยที่ต้องรักษาตัวที่บ้าน

“มข.พัฒนาระบบนี้ตามมาตรฐานทางการแพทย์ที่ดีเพื่อนำไปปฏิบัติได้จริงในภาคสนามและตั้งใจเปิดโอกาสให้โรงพยาบาลต่างๆ ที่กำลังมองหาระบบไอทีในการช่วยเหลือประชาชน ได้ใช้ระบบนี้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ และพร้อมเป็นพี่เลี้ยงให้คำปรึกษา ทั้งด้านไอที และการบริหารจัดการผู้ป่วยเพื่อช่วยเหลือประชาชนให้รอดพ้นจากวิกฤตนี้ไปด้วยกัน” อธิการบดี มข. ระบุ

รศ.นพ.ชาญชัย กล่าวในตอนท้ายว่า มาตรการการช่วยเหลือนวัตกรรมและงานวิจัยต่างๆ ที่ มข.ได้พัฒนาขึ้น รวมไปถึง ระบบ Home Isolation มข. เป็นไปตามนโยบายด้าน CSV ที่มุ่งเน้นการบริการวิชาการสู่สังคมการอุทิศเพื่อชุมชนและสังคม เป็นการยกระดับจิตสำนึกในการรับใช้สังคม โดยใช้องค์ความรู้และความเชี่ยวชาญในการรับใช้สังคมอย่างเป็นระบบ และมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งยินดีให้โรงพยาบาลต่างๆ นำไปใช้โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย

ทั้งหมดที่กล่าวมามข.ได้ดำเนินการมานับตั้งแต่เกิดวิกฤตโควิด-19 นับเป็นบทบาทหน้าที่ที่สำคัญของสถาบันอุดมศึกษา ในฐานะที่เป็นผู้ชี้นำ เป็นเสาหลักและเป็นที่พึ่งพิงให้กับสังคมในยามที่ประเทศชาติบ้านเมืองเกิดวิกฤต!!

11 หนังสือสร้างตัวตน และอาจเปลี่ยนชีวิตคุณได้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/598386

11 หนังสือสร้างตัวตน  และอาจเปลี่ยนชีวิตคุณได้

11 หนังสือสร้างตัวตน และอาจเปลี่ยนชีวิตคุณได้

วันจันทร์ ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

สำหรับหนอนหนังสือ ทุกวันคือการอ่าน เป็นความธรรมดา เป็นธรรมชาติของชีวิต เหมือนหายใจ เหมือนกินข้าว และเพราะเราเชื่ออย่างหมดหัวใจเลยว่า “หนังสือสร้างตัวตนและเปลี่ยนชีวิตคนได้” สังเกตง่ายๆ ได้จากคนที่ประสบความสำเร็จอันดับต้นๆ ของโลกล้วนถูกหล่อหลอมด้วยหนังสือเล่มที่ใช่แทบทั้งสิ้น แต่สำหรับคนที่ยังไม่เจอเล่มที่ใช่ อาจจะต้องเริ่มด้วยเล่มที่ “ชอบ” หรือถูกชะตากัน เราจึงถือโอกาสแนะนำหนังสือ 11 เล่ม ที่น่าจะทำให้คุณชอบได้ไม่ยาก เผื่อสักวันคุณจะเจอเล่มที่ “ใช่” และเลือกมันเป็นหนังสือที่เปลี่ยนชีวิตตัวเอง

1. “๑๐๐ ข้อคิดจากอิฐ ๑ ก้อน” (ผู้เขียน : กอบกาญจน์ สุริยสัตย์ วัฒนวรางกูร) บทเรียนชีวิตของนักธุรกิจ & CEO หญิงสุดแกร่ง ผู้ say yes! กับทุกโอกาส ตั้งแต่เด็ก ทั้งคำสอนและแบบอย่างที่ดีจากคุณพ่อคุณแม่ สิ่งที่พบเจอเมื่อไปเรียนต่างแดน การผันตัวมาทำงานที่ต่างจากสิ่งที่เรียน สิ่งที่ได้เมื่อเข้ามาทำงานที่กลุ่มบริษัทโตชิบา ประเทศไทย บทบาทที่ปรึกษาให้ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ได้เข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และเมื่อหมดวาระก็กลับมารับตำแหน่งประธานกรรมการ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เพราะทุกสิ่งที่เข้ามาล้วนดีเสมอ เธอจึงตอบรับทุกโอกาสเข้ามาในชีวิตด้วยคติที่ว่า “นำสิ่งที่ดีสู่ชีวิต!”

2. “Changemaker เสียงเล็กๆของเด็กเปลี่ยนโลก” (ผู้เขียน : ปราชญา ศิริ์มหาอาริยะโพธิ์ญา) เรื่องราวการต่อสู้ของเด็กหญิงวัย 14 ปี ผู้ผลักดัน เรียกร้อง และดำเนินการขอแก้ พ.ร.บ. สุขภาพจิต ให้เด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี เข้าพบจิตแพทย์ได้โดยไม่ต้องได้รับการยินยอมจากผู้ปกครองเธอจะมาบอกเล่าเส้นทางที่เลือก ทั้งจุดเริ่มต้นปัญหา การได้เข้าไปทำงานในสภาเด็กและเยาวชน ปัญหาต่างๆ ที่เด็กต้องพบเจอจนทำให้เกิดเป็นปัญหาสุขภาพจิต คนรอบข้างจะทำอย่างไรได้บ้าง สิทธิที่เด็กควรรับรู้ และเรื่องราวต่างๆ อีกมากมาย การเดินทางของเธอจะพาให้คุณเรียนรู้ไปพร้อมๆ กัน และยังเป็นอีกหนึ่งแรงบันดาลใจให้คุณเลือกเส้นทางในแบบของคุณอีกด้วย

3. “ปลุกพลังหญิงให้ยิ่งใหญ่” (ผู้เขียน : Melinda Gates) หนังสือติดอันดับ New York Times Bestseller ผลงาน เขียนชิ้นโบแดงของเมลินดา เกตส์ อดีตภรรยาคนเก่งของบิลล์ เกตส์ อภิมหาเศรษฐีผู้ทรงอิทธิพลคนหนึ่งของโลก ที่จะสะกิดให้เราทุกคนตระหนักถึงความสำคัญ
ของ “ความเท่าเทียม” และ “ความเหลื่อมล้ำ” ว่าส่งผต่อชีวิตและความเป็นอยู่ของผู้คนอย่างไร โดยเฉพาะ “เด็กหญิง” และ“ผู้หญิง” นี่คือหนังสือที่จะช่วยยกระดับและสร้างแรงบันดาลใจด้วยการเล่าเรื่องความเข้มแข็งและความหวัง ซึ่งเมลินดาผลักดันเราให้ท้าทายกับสถานะที่เป็นอยู่โดยไม่สยบยอม

4. “100 เรื่องเล่าของผู้หญิงเปลี่ยนโลก (เล่ม 1)” (ผู้เขียน : Elena Favilli และ Francesca Cavallo) หนังสือที่ร้อยเรียงเรื่องจริงของ “100 ผู้หญิงธรรมดาที่ไม่ธรรมดาของโลก” ผู้กล้าคิดนอกกรอบและคิดต่างอย่างสร้างสรรค์ไม่ว่าจะเป็น เจน ออสเตน, เซเรนา และวีนัส วิลเลียมส์, ฟรีดา คาห์โล, มาลาลา ยูซัฟไซและคนอื่นๆ อีกมากมาย เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้ (เด็ก) ผู้หญิง ลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงตัวเองและสร้างสิ่งที่มีคุณค่าให้กับโลก

เพราะผู้หญิงเป็นผู้นำได้ ทั้งด้านชีวิตและสังคม นอกจากนี้ ภาพประกอบของหญิงสาว 100 คน ยังรังสรรค์ขึ้นด้วยสไตล์การวาดอันเป็นเอกลักษณ์จากศิลปินหญิงชื่อดังกว่า 60 คนทั่วทุกมุมโลก และเป็นต้นฉบับหนังสือที่ผู้คนช่วยบริจาคมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของการระดมทุนชีวิตที่ดีมากๆ

5. “ร้อยเรื่องเล่าของผู้หญิงเปลี่ยนโลก (เล่ม 2)” (ผู้เขียน : Elena Favilli และ Francesca Cavallo) เล่มต่อ
ของหนังสือ “100 เรื่องเล่าของผู้หญิงเปลี่ยนโลก” ที่ติดอันดับขายดีของนิวยอร์กไทมส์ที่ “สร้างแรงบันดาลใจให้เด็กหญิงทั่วโลกกล้าฝันให้ยิ่งใหญ่ขึ้น ตั้งเป้าหมายให้สูงขึ้น และสู้ให้หนักขึ้น” เป็นเรื่องเล่าก่อนเข้านอนเล่มใหม่ล่าสุดเพื่อสรรเสริญ ผู้หญิงธรรมดาที่ไม่ธรรมดาของโลก ตั้งแต่เนเฟอร์ติติไปจนถึงบิยอนเซ โรซาลินด์แฟรงคลิน ไปจนถึง เจ.เค. โรว์ลิ่ง พระราชินี นักเคลื่อนไหว และอีกมากมาย เป็นการนำความแตกต่างหลากหลายอันน่าตื่นตาตื่นใจ มาร้อยเรียงไว้ด้วยกัน จนทำให้รู้สึกว่า… “อะไรก็เป็นไปได้!”

6. “บทเรียนชีวิต จากแฮร์รี่ พอตเตอร์” (ผู้เขียน : Jill Kolongowski) หนังสือเล่มนี้จะทำให้คุณพบว่าข้อคิดและบทเรียนที่สอดแทรกในหนังสือชุดแฮร์รี่ พอตเตอร์ แท้จริงแล้วเป็นสากลและนำมาปรับใช้กับชีวิตมักเกิ้ลอย่างเราๆ ได้ เป็นเครื่องย้ำเตือนว่า “แฮร์รี่ พอตเตอร์” จะเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตคุณตลอดไป

เนื้อหาในเล่มแบ่งเป็น 16 บท โดยใช้คาถาต่างๆ ในหนังสือชุดแฮร์รี่ พอตเตอร์มาสรุปแง่คิดที่ได้รับจากหนังสือชุดนี้ทั้ง 7 เล่ม ผู้เขียนผสมผสานกลวิธีการเขียนในเชิงวิเคราะห์วรรณกรรมผ่านการบอกเล่าจากประสบการณ์ส่วนตัว เพื่อค้นพบความหมายที่ซ่อนไว้ในเวทมนตร์ ไม่ว่าจะเป็นมิตรภาพระหว่างเพื่อน ความสำคัญของครอบครัว ความกล้าหาญ และความรัก ได้เวลาแล้วที่เราจะกลับไปเยี่ยมฮอกวอตส์กันอีกครั้ง!

7. “ชีวิตนี้ลิขิตได้” (ผู้เขียน : Louise Hay) การดำเนินชีวิตไปอย่างราบรื่นในทุกด้านนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ใช่เรื่องยาก คุณเป็นคนหนึ่งที่บรรลุผลเช่นนั้นได้ ถ้าเพียงแต่รู้ว่าประตูสู่ชีวิตที่ราบรื่นและมีความสุขอยู่ที่ใด และทำอย่างไรจึงจะเปิดประตูนั้นได้ หนังสือเล่มนี้เป็นทั้งแผนที่และกุญแจที่จะช่วยเปิดหนทางไปสู่สิ่งดีๆ ในชีวิต

ลูอิส เฮย์ นักเขียนแนวพัฒนาตนเองชื่อดังได้อธิบายถึงสาเหตุของปัญหาต่างๆ ในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นความล้มเหลวในการงาน การเงิน ความสัมพันธ์ที่ไม่ราบรื่นรวมถึงความไม่สบายต่างๆ ทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ และแนะนำวิธีปฏิบัติเพื่อแก้ไขปัญหาเหล่านั้น ซึ่งจะช่วยให้คุณกลายเป็นคนใหม่ มีวิถีชีวิตใหม่ และประสบความสำเร็จในด้านต่างๆ ตามที่คุณคิดหวังไว้รวมทั้งมีสุขภาพที่สมบูรณ์แข็งแรง

8. “ใครเอาเนยแข็งของฉันไป” (ผู้เขียน : Spencer Johnson) เราทุกคน ย่อมรู้ว่า การเปลี่ยนแปลงนั้นเกิดขึ้นได้ทุกขณะแต่ความเคยชินกับสิ่งที่ทำอยู่ซ้ำเดิม และคิดว่าสิ่งนั้นดีที่สุดแล้ว ทำให้อดเป็นกังวลและต่อต้านสิ่งที่เกิดขึ้นใหม่ไม่ได้เนยแข็งชิ้นเดิมที่เราว่าอร่อยล้ำนั้น แท้จริงเป็นเพราะเรายังไม่เคยได้ลิ้มรสเนยแข็งแบบอื่นฉะนั้นเมื่อต้องสูญเสียเนยแข็งชิ้นเดิมไปคนเป็นจำนวนมากจึงรู้สึกเหมือนกับสูญเสียสิ่งที่ดีที่สุด บ่อยครั้งที่การเปลี่ยนแปลงได้นำโอกาสใหม่ๆ มาให้แต่ละคน ฉะนั้น ถ้าเราเตรียมพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ก็เท่ากับเตรียมตัวเปิดทางกว้างไกลให้แก่ตนเอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการงาน ชีวิตส่วนตัว และเรื่องอื่นๆ อีกมากมาย

9. “ออกจากเขาวงกตได้แล้ว” (ผู้เขียน : Spencer Johnson) ออกจากเขาวงกตได้แล้ว (Out of the Maze) ภาคต่อของ ใครเอาเนยแข็งของฉันไป (Who Moved My Cheese?) เปรียบเทียบ สถานการณ์ยากลำบาก/อุปสรรค ที่ต้องเผชิญซึ่งขัดขวางไม่ให้เราออกไปตามหาเนยแข็งก้อนใหม่กับความซับซ้อนวกวนของเขาวงกต หลายคนสงสัยว่ากว่าจะยอมรับการเปลี่ยนแปลงได้นั้นต้องทำอย่างไร ผู้เขียนจึงให้คำตอบผ่านตัวละครเฮมในเล่มนี้ นั่นคือไม่ยึดติดกับความเชื่อเก่าจนไม่ยอมรับอะไรใหม่ๆ เมื่อความเชื่อ/ความคิดเดิมไม่ได้ผล อย่าลังเลที่จะมองหาความเชื่อใหม่ๆ ประเด็นหลักยังคงอยู่ที่การรับมือกับความเปลี่ยนแปลง ภาษาเรียบง่ายเนื้อเรื่องไม่ซับซ้อน แต่ทิ้งอะไรไว้ให้ผู้อ่านคิด

10. “ชีวิตไม่ง่าย แต่รับมือได้ไม่ยาก” (ผู้เขียน : นัมอินซุก) หนังสือจุดประกายความหวังที่น่ารักและอบอุ่น กับ 55 ข้อคิดการใช้ชีวิตให้คลายความเจ็บปวด เต็มเปี่ยมความมุ่งมั่น ความรัก และความสุข จาก “นัมอินซุก” นักเขียนหนังสือขายดีและโค้ชการใช้ชีวิตชาวเกาหลี
ที่มีผลงาน Bestseller ทั่วเอเชียกว่า 4 ล้านเล่ม! จะปลอบโยนและปลุกพลังให้ใจทุกดวงสว่างไสว ใช้ชีวิตอย่างชาญฉลาด มีความหมายและมีความสุขได้ทุกวัน

หนังสือเล่มนี้จึงเหมือนเป็นที่ปรึกษายามเราไปต่อไม่ไหว เหมือนมีรุ่นพี่หรือโค้ชชีวิตคอยให้คำแนะนำอยู่เคียงข้าง โอบกอดให้เราคลายความสับสน แค่เราเปลี่ยนวิธีคิดเท่านั้น ก็จะพร้อมเดินไปข้างหน้าและใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่าอีกครั้ง…เหมาะสำหรับเป็นคู่มือปลอบใจข้างกายหรือมอบให้คนที่คุณห่วงใย

และ 11. “แซลมอนสอนคน” (ผู้เขียน : Ahn Do-hyeon) นี่คือหนังสือที่ตราตรึงใจผู้คนไม่แพ้ “เจ้าชายน้อย” คุณจะซาบซึ้งกับเรื่องราวแฝงข้อคิดที่จะทำให้คุณ “เข้าใจความหมายในคุณค่าของการมีชีวิตอยู่อย่างแท้จริง” เรียนรู้ไปกับเจ้าแซลมอนสีเงินและแซลมอนตาประกาย ทั้งเรื่องสุข ทุกข์ ความสับสนและเจ็บปวด ความห่วงใย ความยินดี การเอาชีวิตรอดมิตรภาพ และความรัก…เรื่องราวอบอุ่น ดีงามและอ่านง่าย พร้อมที่จะอยู่ในดวงใจคุณ ผ่านภาษาที่งดงาม เหมือนกับเราได้ว่ายทวนน้ำฝ่าอุปสรรคตามติดฝูงแซลมอนไปด้วย

หวังว่า 1 ใน 11 เล่มนี้จะมีเล่มที่คุณสนใจ เมื่ออ่านแล้วหวังว่าจะ “ชอบ” และ ถูกจัดอยู่ในทำเนียบเล่มที่ “ใช่” จนเปลี่ยนความคิดหรือชีวิตคุณได้บ้าง ซึ่งผู้สนใจสามารถสั่งซื้อหนังสือได้ที่ โทร.0-26223000 กด 0 หรือwww.nanmeebooks.com,www.facebook.com/nanmeebooksfan รวมถึงติดตามข่าวสารและหนังสือที่น่าสนใจอีกมากมายเพียง ADD LINE @nanmeebooks และ @nmbadult

นานมีบุ๊คส์

เตือน C.1.2 โควิดสายพันธุ์ใหม่ อาจอันตรายกว่าทุกสายพันธุ์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/661871

วันที่ 30 ส.ค. 2564 เวลา 17:14 น.เตือน C.1.2 โควิดสายพันธุ์ใหม่ อาจอันตรายกว่าทุกสายพันธุ์ผู้เชี่ยวชาญชี้ C.1.2 กลายพันธุ์มากสุด หวั่นระบาดง่าย-ดื้อวัคซีน ขณะนี้พบแล้วหลายประเทศ

ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขในหลายประเทศกำลังกังวลเกี่ยวกับโควิด-19 สายพันธุ์ใหม่ “C.1.2” ซึ่งพบครั้งแรกในแอฟริกาใต้และได้แพร่ระบาดไปแล้วเกือบ 10 ประเทศทั่วโลก ท่ามกลางความกังวลว่าสายพันธุ์ดังกล่าวสามารถแพร่ระบาดได้มากกว่า และต้านทานวัคซีนได้มากกว่าสายพันธุ์อื่นที่มีอยู่ในปัจจุบัน

ทั้งนี้ C.1.2 ตรวจพบครั้งแรกในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งมีการกลายพันธุ์จากสายพันธุ์ C.1 ที่ตรวจพบในเดือนมกราคม โดยการศึกษาที่ดำเนินการโดยสถาบันโรคติดต่อแห่งชาติของแอฟริกาใต้พบว่า C.1.2 มีการกลายพันธุ์ไปอย่างมาก

ตลอดจนมีการกลายพันธุ์ที่ห่างไกลจากไวรัสสายพันธุ์ดั้งเดิมที่พบในอู่ฮั่นมากกว่าสายพันธฺุ์อื่นๆ เมื่อเทียบกับสายพันธุ์ที่น่ากังวล (VOC) และสายพันธุ์ที่น่าจับตามอง (VOI) ทั้งหมดทั่วโลก

นอกจากนี้ยังพบว่าอัตราการกลายพันธุ์ของ C.1.2 นั้นอยู่ที่ประมาณ 41.8 ครั้งต่อปี ซึ่งรวดเร็วเป็น 2 เท่า เมื่อเทียบกับสายพันธุ์อื่นๆ

โดยมีการกลายพันธุ์ที่ตำแหน่ง N440K และ Y449H ด้วย ซึ่งเชื่อมโยงกับความสามารถในการหลบเลี่ยงแอนติบอดีบางประเภทที่ผลิตโดยวัคซีนโควิด-19

สถาบันโรคติดต่อแห่งชาติของแอฟริกาใต้ยังชี้ว่าจีโนมของ C.1.2 เพิ่มขึ้นจาก 0.2% ในเดือนพฤษภาคมมาอยู่ที่ 1.6% ในเดือนมิถุนายน และ 2% ในเดือนกรกฎาคม ซึ่งเป็นอัตราการเพิ่มขึ้นที่มากกว่าสายพันธุ์อัลฟา เบตา และแกมมา

ส่วนคำถามที่ว่า C.1.2 จะมีอันตรายมากกว่าสายพันธุ์เดลตาที่กำลังแพร่ระบาดอย่างรุนแรงทั่วโลกในขณะนี้หรือไม่นั้น นักวิทยาศาสตร์กล่าวว่าจำเป็นต้องมีการศึกษาวิจัยเพิ่มเติมเพื่อยืนยันอีกครั้ง

โดยนอกจากแอฟริกาใต้แล้ว C.1.2 ได้รับการยืนยันในอีกหลายประเทศ อาทิ อังกฤษ จีน นิวซีแลนด์ โปรตุเกส สวิตเซอร์แลนด์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก และมอริเชียส

Photo by Lizabeth MENZIES / Centers for Disease Control and Prevention / AFP

เด็กอินเดียทำเงินเดือนละกว่าล้านบาทจากการขุด Ethereum #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/661864

วันที่ 30 ส.ค. 2564 เวลา 16:16 น.เด็กอินเดียทำเงินเดือนละกว่าล้านบาทจากการขุด Ethereumสองพี่น้องวัย 14 ปีและ 9 ปี เปิดบริษัทขุดคริปโต หวังเป็นทุนการศึกษาเรียนแพทย์

สองพี่น้องชาวอินเดีย Ishaan Thakur เด็กชายวัย 14 ปี และ Aanya Thakur น้องสาววัย 9 ขวบของเขา กำลังเป็นนักธุรกิจตัวน้อยที่ทำเงินได้ถึงเดือนละ 32,000 เหรียญสหรัฐ หรือเกือบ 1.04 ล้านบาท ด้วยการเริ่มต้นจากคอมพิวเตอร์เครื่องเก่าของพวกเขา

จากคอมพิวเตอร์เล่นเกมเครื่องเก่ากลายมาเป็นอุปกรณ์ทำเงิน หลังจากที่ทั้ง 2 เริ่มสนใจในสกุลเงินดิจิทัลเมื่อพ่อของพวกเขาแนะนำให้รู้จักกับ Bitcoin

สองพี่น้องเริ่มสนใจที่จะลงทุนในสกุลเงินดิจิทัลแต่ราคาของพวกมันสูงมากแล้ว ทั้งคู่จึงเลือกที่จะทำเหมืองขุดแทนการซื้อคริปโต แต่พวกเขาพบว่านักขุด Bitcoin นั้นมีอยู่มากแล้วจึงเลือกสกุลเงินที่ใหญ่รองลงมานั่นก็คือ Ethereum

พวกเขาเริ่มต้นการขุด Ethereum โดยใช้แล็ปท็อปสำหรับเล่นเกมเครื่องเก่าที่พวกเขามีอยู่แล้ว โดยได้รับความช่วยเหลือและคำแนะนำเกี่ยวกับการทำเหมืองจากยูทูบและพ่อของเขา

จุดเริ่มต้นในโรงรถ

สองพี่น้องใช้โรงรถที่บ้านของพวกเขาเป็นเหมืองขุดคริปโต โดยในเดือนแรกพวกเขาทำเงินได้ 1,000 เหรียญสหรัฐ พวกเขานำรายได้มาลงทุนซื้ออุปกรณ์เพิ่มเติม ก่อนที่รายได้จะค่อยๆ มากขึ้นเรื่อยๆ จนถึง 32,000 เหรียญสหรัฐอย่างในทุกวันนี้

ในที่สุดทั้งคู่เติบโตเกินกว่าที่จะอยู่ในโรงรถที่บ้าน สองพี่น้องได้ขยายเหมืองไปในในตัวเมืองดัลลาส พร้อมกับอุปกรณ์คอมพิวเตอร์สำหรับประมวลผลถึง 94 เครื่อง ซึ่งสามารถเข้ารหัสได้ประมาณ 9 พันล้านครั้งต่อวินาที ซึ่งต้องเสียค่าไฟฟ้าประมาณเดือนละ 2,500 เหรียญสหรัฐ

Ishaan และ Aanya ตั้งชื่อบริษัทของพวกเขาว่า Flifer Technologies และวางแผนที่จะขยายบริษัทของพวกเขาไปเรื่อยๆ โดยขณะนี้ได้ทำการสั่งซื้อแท่นขุดเพิ่มอีก 4 เครื่องจากเดิมที่มีอยู่แล้ว 5 เครื่อง

Aanya บอกกับเพื่อนๆ เกี่ยวกับธุรกิจใหม่ของเธอเพียงแค่ว่าเธอและพี่ชายกำลังทำเหมืองอยู่ในโรงรถ

เหมืองของเธอไม่ใช่การทำเหมืองแบบเก่าที่ต้องขุดเจาะผ่านชั้นหินเพื่ออค้นหาถ่านหินหรืออัญมณีล้ำค่า แต่การทำเหมืองของเธอใช้คอมพิวเตอร์ทั้งหมด

“แทนที่จะได้เพชรพลอย เราได้รับคริปโตแทน..นับว่าเป็นการลงทุนที่ดี” Ishaan กล่าว

ปัญหาขาดแคลนชิป

อย่างที่ทราบกันดีว่าขณะนี้อุตสาหกรรมเทคโนโลยีทั่วโลกกำลังเผชิญกับวิกฤตขาดแคลนชิป พวกเขาก็เช่นกัน การขุดคริปโตนั้นจำเป็นต้องใช้ชิปเป็นส่วนหนึ่งของอุปกรณ์ที่สำคัญ และนี่คือจุดที่สองพี่น้องพบกับปัญหาแรกของพวกเขา

พวกเขาลงทะเบียนเพื่อรับข้อมูลอัปเดตเกี่ยวกับอุปทานจากผู้ค้าปลีกอย่าง Best Buy และ Micro Center โดยเมื่อมีชิปและฮาร์ดแวร์ที่จำเป็นสำหรับการขุด พวกเขาจะได้รับการแจ้งเตือนทางอีเมล แต่ต้องไปต่อคิวเพื่อรอรับชิ้นส่วนที่ร้านค้าปลีกก่อนที่พวกเขาจะได้มันมาในวันถัดไป

ความตั้งใจและความพยายามของสองพี่น้องคู่นี้ทำให้พวกเขามีรายได้หลักล้านต่อเดือน ซึ่งพวกเขาจะใช้เป็นทุนการศึกษาเพื่อเรียนในสิ่งที่ตัวเองใฝ่ฝันต่อไป

ความฝันของเด็กธรรมดา

แม้ว่าจะสร้างธุรกิจมาได้ด้วยวัยเพียงแค่ 14 ปี แต่สำหรับ Ishaan แล้วเขามองว่านอกเหนือจากเรื่องนี้แล้วตัวเขาเองก็เหมือนกับเด็กทั่วไปที่อายุ 14 ปี

Ishaan เผยว่าพวกเขาจะนำกำไรที่ได้จากการทำเหมืองเป็นทุนการศึกษาสำหรับเข้าเรียนในมหาวิทยาลัย ซึ่งเขาต้องการเข้าเรียนในเพนซิลเวเนีย ส่วนน้องสาวอยากเข้ามหาวิทยาลัยในนิวยอร์ก ทั้งสองกล่าวว่าพวกเขาใฝ่ฝันที่จะเป็นหมอสักวันหนึ่ง

พวกเขาหวังว่าการขุด Ethereum จะช่วยสานฝันให้พวกเขาได้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยที่ต้องการ

ที่มา Dallas News

ภาพโดย REUTERS/Dado Ruvic/Illustration/File Photo

ถึงคิว “กองทุน” จีนเดินเครื่องล้างบางพฤติกรรมฉ้อฉล #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/661854

วันที่ 30 ส.ค. 2564 เวลา 14:11 น.ถึงคิว "กองทุน" จีนเดินเครื่องล้างบางพฤติกรรมฉ้อฉลจีนเพิ่มความเข้มงวดการตรวจตราอุตสาหกรรมกองทุนมูลค่า 9.3 ล้านล้านดอลลาร์

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่าหน่วยงานกำกับดูแลหลักทรัพย์ชั้นนำของจีนให้คำมั่นเมื่อวันจันทร์ว่าจะปราบปรามกองทุนส่วนบุคคลที่บริหารจัดการด้วยความฉ้อฉลและกำจัดกองทุนปลอม หลังจากรัฐบาลใช้ยาแรงมากขึ้นในการจัดการกับอุตสาหกรรมมูลค่า 60 ล้านล้านหยวน (9.28 ล้านล้านดอลลาร์)

ขณะนี้จีนได้พยายามหาช่องทางผันการออมของครัวเรือนเข้าสู่ตลาดทุนมากขึ้น เพื่อเป็นทุนสนับสนุนด้านนวัตกรรมและช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจ ในขณะเดียวกันก็ลดการพึ่งพิงการปล่อยกู้จากธนาคารของเศรษฐกิจในประเทศ

อี้ฮุ่ยหม่าน (Yi Huiman) ประธานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ของจีนกล่าวว่าผู้จัดการกองทุนควรให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ของตนอย่างใกล้ชิดกับนักลงทุน และหลีกเลี่ยงการใช้ผลิตภัณฑ์ของตนหลอกลวงผู้อื่น

“จีนกำลังส่งเสริมการเติบโตอย่างมีคุณภาพของตลาดทุน และการพัฒนาที่ดีของอุตสาหกรรมกองทุนมูลค่า 60 ล้านล้านหยวนเป็นส่วนสำคัญของจีน” อี้ฮุ่ยหม่านกล่าวในการประชุมที่จัดโดยสมาคมการจัดการสินทรัพย์ของจีน

ผู้จัดการกองทุนรวมของจีนยังเผชิญกับการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นจากผู้จัดการสินทรัพย์ระดับโลก เช่น BlackRock และ Fidelity International หลังจากที่หน่วยงานกำกับดูแลยกเลิกการเป็นเจ้าของต่างชาติในภาคธุรกิจนี้เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2020

ภายในสิ้นเดือนกรกฎาคม อุตสาหกรรมกองทุนรวมของประเทศอยู่ที่ 23.5 ล้านล้านหยวน เพิ่มขึ้น 1.6 เท่าเมื่อสิ้นปี 2559 อี้ฮุ่ยหม่านกล่าว

ภาคกองทุนหลักทรัพย์เอกชนเพิ่มขึ้นสองเท่าเป็น 5.5 ล้านล้านหยวน และอุตสาหกรรมไพรเวทอิควิตี้และเงินร่วมลงทุนเพิ่มขึ้นสามเท่าเป็น 12.6 ล้านล้านหยวนในช่วงเวลาดังกล่าว

แม้ว่าจะมีการกวาดล้างอุตสาหกรรมกองทุนส่วนบุคคลของจีนเมื่อเร็วๆ นี้ แต่ก็ยังมีผู้ลงทุนรายเล็กและ “แมงเม่า” จำนวนมากที่ขัดขวางการเติบโตที่มีคุณภาพสูงของภาคธุรกิจ อี้ฮุ่ยหม่านกล่าวเสริมว่าหน่วยงานกำกับดูแลจะเผยแพร่กฎเกณฑ์ใหม่ในเวลาอันควร

ที่ผ่านมาผู้จัดการกองทุนส่วนบุคคลบางคนถึงกับระดมเงินในที่สาธารณะ และยักยอกเงินของลูกค้าด้วย

อี้ฮุ่ยหม่านเรียกร้องให้ผู้จัดการกองทุนจัดลำดับความสำคัญของความต้องการและความสนใจของลูกค้า เนื่องจาก “มีหลายครั้งแล้วที่กองทุนทำเงินได้ แต่นักลงทุนกลับทำเงินไม่ได้”

เขาขอให้ผู้จัดการการเงินจัดการกับปัญหาการปั่นกองทุน ซึ่งพนักงานขายกองทุน แสวงหาค่าคอมมิชชั่นที่สูงขึ้น ส่งเสริมให้นักลงทุนไถ่ถอนเงินทุนที่มีอยู่และสมัครรับเงินทุนที่เพิ่งเปิดตัว ส่งผลให้มีกระแสเงินทุนไหลเข้าจำนวนมาก

Photo – CHINA OUT AFP PHOTO

จีนพบซาก ‘อาณาจักรสู่’ โบราณ อารยธรรมเก่าแก่ 4,800 ปี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/661840

วันที่ 30 ส.ค. 2564 เวลา 13:31 น.จีนพบซาก ‘อาณาจักรสู่’ โบราณ อารยธรรมเก่าแก่ 4,800 ปีคณะนักโบราณคดีเชื่อกันว่าอาณาจักรสู่โบราณรุ่งโรจน์อยู่นานกว่า 2,000 ปี

เฉิงตู, 30 ส.ค. (ซินหัว) — คณะนักโบราณคดีจีนเปิดเผยการค้นพบซากอาณาจักรสู่โบราณ ซึ่งเป็นอารยธรรมเก่าแก่อย่างน้อย 4,800 ปี ในมณฑลซื่อชวน (เสฉวน) ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน

โบราณสถานแห่งนี้ตั้งอยู่ในนครเฉิงตู เมืองเอกของซื่อชวน ถูกค้นพบเมื่อเดือนตุลาคมปีก่อน โดยงานขุดค้นตั้งแต่เดือนมีนาคมถึงสิงหาคมปีนี้นำไปสู่การค้นพบหลุมศพโบราณมากกว่า 80 หลุม และซากบ้านเรือนมากกว่า 10 หลัง ที่สามารถสืบย้อนกลับถึงยุคราชวงศ์โจวตะวันตก (1046-771 ปีก่อนคริสตกาล) และยุควสันตสารทหรือยุคชุนชิว (770-476 ปีก่อนคริสตกาล)

สยงเฉียวเฉียว ผู้นำโครงการขุดค้นข้างต้น เผยว่ามีการค้นพบเครื่องทองสัมฤทธิ์ เครื่องหยก และเครื่องปั้นดินเผาจำนวนมาก อาทิ ตราประทับสัมฤทธิ์ ดาบทรงใบหลิว และสิ่งประดิษฐ์ทั่วไปของอารยธรรมสู่ในพื้นที่ ซึ่งมาจากช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญระหว่างอารยธรรมสู่ตอนต้นอันเป็นยุคของซากโบราณซานซิงตุย (Sanxingdui Ruins) และอารยธรรมสู่ตอนปลาย

สยงระบุว่าโบราณสถานดังกล่าวช่วยส่งมอบข้อมูลการวิจัยที่สำคัญสำหรับการรื้อสร้างประวัติศาสตร์อาณาจักรสู่โบราณขึ้นมาใหม่ เนื่องจากข้อมูลเกี่ยวกับอาณาจักรแห่งนี้ยังคงขาดการสนับสนุนด้านบันทึกที่เป็นลายลักษณ์อักษร

ทั้งนี้ คณะนักโบราณคดีเชื่อกันว่าอาณาจักรสู่โบราณรุ่งโรจน์อยู่นานกว่า 2,000 ปี

เนื้อหาข่าวและภาพด้วยความร่วมมือกับสำนักข่าวซินหัว

ฟิลิปปินส์สั่งเปิดกาสิโน ดูดเงินช่วยประเทศฟื้นฟูโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/661843

วันที่ 30 ส.ค. 2564 เวลา 12:30 น.ฟิลิปปินส์สั่งเปิดกาสิโน ดูดเงินช่วยประเทศฟื้นฟูโควิดผู้นำฟิลิปปินส์ยกเลิกคำสั่งห้ามเปิดบ่อน หวังฟื้นฟูเศรษฐกิจประเทศ

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่าประธานาธิบดีโรดริโก ดูเตอร์เต ของฟิลิปปินส์ยกเลิกคำสั่งห้ามเปิดบ่อนกาสิโนบนเกาะโบราไกย์ ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของประเทศ เพื่อหารายได้และฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศหลังเผชิญกับการแพร่ระบาดของโควิด-19

ก่อนหน้านี้ ดูเตอร์เตสั่งห้ามการพนันและยุติการสร้างกาสิโนแห่งใหม่ รวมถึงปฏิเสธแผนการสร้างรีสอร์ทกาสิโนมูลค่า 500 ล้านเหรียญสหรัฐบนเกาะโบราไกย์ ของ Galaxy Entertainment Group ธุรกิจโรงแรมและกาสิโนจากมาเก๊า

แต่การล็อกดาวน์ที่เข้มงวดและยาวนานของฟิลิปปินส์เมื่อปีที่แล้วส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศเป็นอย่างมาก รัฐบาลฟิลิปปินส์จึงตัดสินใจเปิดกาสิโนอีกครั้งเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ แต่จะมีการจำกัดอายุผู้ใช้บริการ และยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าคำสั่งดังกล่าวจะบังคับใช้เพียงแค่ชั่วคราวหรือถาวร

ด้านบริษัท Galaxy Entertainment Group กล่าวกับรอยเตอร์สว่าบริษัทสามารถเริ่มดำเนินการธุรกิจกาสิโนได้โดยจะเน้นไปที่กลุ่มผู้ใช้บริการชาวต่างชาติ

เช่นเดียวกับบริษัท Alliance Global Group ซึ่งแถลงว่าจะดำเนินการโครงการกาสิโนบนเกาะโบราไกย์ในทันที และหวังว่าอุตสาหกรรมท่องเที่ยวบนเกาะนี้จะฟื้นตัวอย่างรวดเร็วหลังเผชิญกับการแพร่ระบาดของโควิด-19

Photo by LISA MARIE DAVID / POOL / AFP

นิวซีแลนด์พบผู้เสียชีวิตเชื่อมโยง Pfizer เป็นครั้งแรก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/661838

วันที่ 30 ส.ค. 2564 เวลา 11:50 น.นิวซีแลนด์พบผู้เสียชีวิตเชื่อมโยง Pfizer เป็นครั้งแรกนิวซีแลนด์แถลงพบผู้เสียชีวิตหลังฉีดวัคซีนโควิด-19 ของ Pfizer

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่า วันนี้ (30 ส.ค.) กระทรวงสาธารณสุขนิวซีแลนด์รายงานการเสียชีวิตที่เชื่อมโยงกับวัคซีนโควิด-19 ของ Pfizer เป็นครั้งแรกในประเทศ หลังทำการตรวจสอบร่วมกับคณะกรรมการตรวจสอบความปลอดภัยของวัคซีนโควิด-19

กระทรวงสาธารณสุขแถลงว่าผู้เสียชีวิตคนดังกล่าวเป็นเพศหญิง ไม่ระบุอายุ ได้รับการพิจารณาว่าเสียชีวิตจากภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบเฉียบพลัน (Myocarditis) ซึ่งเป็นผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นได้ยากของวัคซีนโควิด-19 จาก Pfizer โดยเคสดังกล่าวได้รับการส่งต่อไปยังเจ้าหน้าที่ชันสูตรศพแล้ว

ทั้งนี้ ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบเฉียบพลัน หรือกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด จะจำกัดความสามารถในการสูบฉีดเลือดของหัวใจและอาจทำให้จังหวะการเต้นของหัวใจเปลี่ยนไป

อย่างไรก็ตาม แถลงการณ์ระบุว่าประโยชน์ของวัคซีนยังคงมีมากกว่าความเสี่ยงที่จะเกิดอาการข้างเคียง รวมถึงภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบเฉียบพลันซึ่งเป็นผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นได้ยาก

ขณะนี้นิวซีแลนด์กำลังต่อสู้กับการแพร่ระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์เดลตาซึ่งส่งผลให้มีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลังจากที่ปลอดไวรัสมาได้เกือบ 6 เดือน

โดยในวันนี้มีรายงานผู้ป่วยรายใหม่อยู่ที่ 53 ราย ส่งผลให้จำนวนผู้ป่วยสะสมในระลอกล่าสุดอยู่ที่ 562 ราย ขณะที่ผู้ติดเชื้อรวมทั้งหมดอยู่ที่ 3,464 ราย และผู้เสียชีวิต 26 ราย

Photo by Carlos JUNIOR / AFP

จีนขยี้สหรัฐ แนะเคารพอธิปไตยอัฟกัน-ทำงานร่วมตอลิบาน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/661832

วันที่ 30 ส.ค. 2564 เวลา 11:13 น.จีนขยี้สหรัฐ แนะเคารพอธิปไตยอัฟกัน-ทำงานร่วมตอลิบานจีนชี้สหรัฐควรเคารพอธิปไตยอัฟกานิสถาน ร่วมมือตอลิบานสู้กลุ่มก่อการร้าย

เมื่อวันที่ 29 ส.ค. ที่ผ่านมาหวัง อี้ รัฐมนตรีต่างประเทศจีนสนทนาทางโทรศัพท์กับแอนโทนี บลิงเคน รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ โดยกล่าวว่าประชาคมระหว่างประเทศควรมีส่วนร่วมกับกลุ่มตอลิบาน ผู้นำคนใหม่ของอัฟกานิสถาน และสหรัฐควรเคารพอธิปไตยของอัฟกานิสถาน

พร้อมเรียกร้องให้สหรัฐดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อช่วยให้อัฟกานิสถานต่อสู้กับกลุ่มก่อการร้าย และยุติความรุนแรงในประเทศ โดยเตือนว่าการถอนกองกำลังอย่างเร่งด่วนของสหรัฐอาจส่งผลให้กลุ่มก่อการร้ายกลับมาแข็งแกร่งขึ้น

หวัง อี้ ยังกล่าวว่าสหรัฐควรทำงานร่วมกับประชาคมระหว่างประเทศเพื่อให้ความช่วยเหลือด้านเศรษฐกิจและมนุษยธรรมแก่อัฟกานิสถาน เพื่อรักษาเสถียรภาพทางสังคมและฟื้นฟูเศรษฐกิจของอัฟกานิสถาน

เน็ด ไพรซ์ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐเผยว่าทั้งสองพูดคุยกันเกี่ยวกับ “ความสำคัญของประชาคมระหว่างประเทศในการจับตาความรับผิดชอบของกลุ่มตอลิบานต่อสาธารณะเกี่ยวกับเส้นทางที่ปลอดภัยและเสรีภาพในการเดินทางของชาวอัฟกันและชาวต่างชาติ”

หวัง อี้ เคยกล่าวก่อนหน้านี้ว่าโลกควรแนะแนวทางและสนับสนุนอัฟกานิสถานในขณะที่กำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่รัฐบาลใหม่แทนที่จะสร้างความกดดัน และชี้ว่าการถอนกองกำลังสหรัฐออกไปอย่างเร่งด่วนนั้นจะส่งผลกระทบร้ายแรง

อย่างไรก็ตามได้ให้คำมั่นว่าจะทำงานร่วมกับรัฐบาลสหรัฐเพื่อส่งเสริมความมั่นคงในอัฟกานิสถาน เว้นแต่ว่าสหรัฐจะพยายามควบคุมและปราบปรามจีน ตลอดจนทำร้ายสิทธิและผลประโยชน์ที่ชอบด้วยกฎหมายของจีน

“จีนจะพิจารณาว่าจะร่วมมือกับสหรัฐอย่างไรขึ้นอยู่กับทัศนคติของสหรัฐที่มีต่อจีน” หวัง อี้กล่าว

ทั้งนี้ ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศอยู่ในจุดตกต่ำที่สุดในรอบหลายสิบปี รวมถึงยังมีความขัดแย้งเกี่ยวกับการสืบหาต้นตอของโควิด-19

อย่างไรก็ตาม หวัง อี้กล่าวว่าการพูดคุยกันระหว่างทั้งสองในประเด็นอัฟกานิสถาน รวมถึงประเด็นการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศเมื่อเร็วๆ นี้แสดงให้เห็นว่าการเจรจาและความร่วมมือดีกว่าการเผชิญหน้า

AFP PHOTO / Fred DUFOUR