เทศกาล ‘สินค้าโครงการหลวง’ ดี อร่อย ส่งความสดจากยอดดอยสู่ชุมชน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/593735

เทศกาล ‘สินค้าโครงการหลวง’ ดี อร่อย ส่งความสดจากยอดดอยสู่ชุมชน

เทศกาล ‘สินค้าโครงการหลวง’ ดี อร่อย ส่งความสดจากยอดดอยสู่ชุมชน

วันอังคาร ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

จากสถานการณ์แพร่ระบาดของ ไวรัสโควิด-19 รอบใหม่นี้ ได้ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรผู้ผลิตพืชผลต่างๆ ทั่วประเทศ ท็อปส์ และ เซ็นทรัลฟู้ด ฮอลล์ ในเครือเซ็นทรัล รีเทล จึงได้ร่วมสนับสนุนการส่งต่อผลผลิตจากเกษตรกรสู่ผู้บริโภค นอกจากจะเป็นการระบายผลผลิตช่วยเหลือแก่เกษตรกร แล้วยังเป็นการส่งมอบสุขภาพที่ดีแก่ประชาชน โดยตลอดเดือนสิงหาคมนี้ ท็อปส์ มาร์เก็ต, ท็อปส์ ซูเปอร์สโตร์, เซ็นทรัล ฟู้ด ฮอลล์ รวม 59 สาขา และช่องทางท็อปส์ ออนไลน์ ได้จัดเทศกาล “สินค้าโครงการหลวง  ดี อร่อย ส่งความสดจากยอดดอยสู่ชุมชน” โดยนำพืชผัก สดๆ ผลไม้อร่อยๆ และสินค้าแปรรูปหลากหลาย จากโครงการหลวง มาให้ทุกท่านได้ช้อป ตั้งแต่วันนี้-31 สิงหาคม 2564

โดยผลิตผลภายใต้การดูแลและควบคุมคุณภาพของโครงการหลวง ส่งตรงความสดจากยอดดอยถึงมือผู้บริโภค ไม่ว่าจะเป็นผักสดที่มีหมุนเวียนทุกสัปดาห์ ได้แก่ ฟักทองญี่ปุ่น ผักโขม มะเขือเทศพันธุ์เนื้อ เบบี้ฮ่องเต้ ยอดฟักซาโยเต้ ลูกฟักแม้ว ถั่วแขก ผักกาดกวางตุ้ง มะเขือม่วง แตงกวาญี่ปุ่น คะน้าฮ่องกง ปวยเล้ง สลัดคอส, ผักออร์แกนิคนานาชนิด ได้แก่ บีทรูท ปวยเล้ง โอ๊คลีฟเขียว บัตเตอร์เฮด,ผลไม้สดอร่อยดีต่อสุขภาพ ได้แก่ เสาวรส ลูกพลับอโวคาโด ฯลฯ สินค้าแปรรูปโครงการหลวง ได้แก่ถั่วแดงหลวง งาดำ ข้าวกล้องไก่ป่า ข้าวกล้องเฮงาะเลอทิญข้าวกล้องเล่าทูหยา ข้าวดอยซ้อมมือ ควินัวนอกจากนี้ยังมีสินค้าแปรรูปตราดอยคำ ได้แก่ น้ำผลไม้ ผลไม้อบแห้ง ซอสมะเขือเทศ น้ำผึ้งเกสรดอกลำไย แยมผลไม้ เครื่องดื่มผงสำเร็จรูปเป็นต้น

ในสถานการณ์โควิด-19 การดูแลรักษาสุขภาพเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง ดังนั้น การเลือกซื้อผลผลิตที่ดีมีคุณภาพเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ จึงเป็นสิ่งสำคัญเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันแก่ร่างกาย และยังเป็นการร่วมช่วยเหลือกลุ่มเกษตรกรให้มีรายได้เลี้ยงดูครอบครัว อุดหนุนสินค้าโครงการหลวง ได้ที่ ท็อปส์ มาร์เก็ต, ท็อปส์ ซูเปอร์สโตร์, เซ็นทรัล ฟู้ด ฮอลล์ ทุกสาขา พร้อมช้อปผ่าน www.tops.co.th ในเทศกาล “สินค้าโครงการหลวง ดี อร่อย ส่งความสด จากยอดดอยสู่ชุมชน” ได้ตั้งแต่วันนี้จนถึง 31 สิงหาคม2564

นายเตช บุนนาค เลขาธิการสภากาชาดไทย วิสัยทัศน์แห่งการพัฒนาประสิทธิภาพงานสภากาชาดไทยให้ดียิ่งขึ้น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/593712

นายเตช บุนนาค เลขาธิการสภากาชาดไทย  วิสัยทัศน์แห่งการพัฒนาประสิทธิภาพงานสภากาชาดไทยให้ดียิ่งขึ้น

นายเตช บุนนาค เลขาธิการสภากาชาดไทย วิสัยทัศน์แห่งการพัฒนาประสิทธิภาพงานสภากาชาดไทยให้ดียิ่งขึ้น

วันอังคาร ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายเตช บุนนาค เลขาธิการสภากาชาดไทย

สภากาชาดไทย เป็นองค์กรการกุศลระดับชาติดำเนินการเพื่อมนุษยธรรม ตามหลักกาชาดสากลเป็นองค์กรที่มีลักษณะเป็น พลวัต และนวัตกรรมมีวิสัยทัศน์ที่จะก้าวไปข้างหน้าสู่ความเป็นเลิศและเป็นไปตามคติทัศน์ของสภากาชาดไทย คือ การบรรเทาทุกข์ บำรุงสุข บำบัดโรค กำจัดภัย เพื่อประโยชน์สุขและเป็นที่พึ่งของประชาชน

และในโอกาสที่สภากาชาดไทยมีประกาศแต่งตั้งให้ นายเตช บุนนาค ดำรงตำแหน่งเลขาธิการสภากาชาดไทย เมื่อวันที่1 พฤษภาคม พ.ศ. 2564 หนังสือพิมพ์แนวหน้า จึงขอนำบทสัมภาษณ์ จาก วารสารฬ ฉบับเดือนกรกฎาคม 2564 ถึงประสบการณ์ทำงาน ตลอดจนวิสัยทัศน์ การทำงานของสภากาชาดไทยในอนาคตมาให้ได้อ่านกัน

 นายเตช บุนนาค ในบทบาทข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศ

ชีวิตการทำงานของนายเตช บุนนาค เริ่มต้นจากการเป็นนักเรียนทุนรัฐบาลที่ได้มีโอกาสเดินทางไปศึกษา ณ ประเทศสหราชอาณาจักร จวบจนในปีพ.ศ. 2512 นายเตชได้เข้ารับราชการในตำแหน่งเลขานุการโท กรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ การทำงานด้วยความตั้งใจทำให้ได้รับความไว้วางใจให้เลื่อนตำแหน่งขึ้นเป็นหัวหน้ากองเอเชียตะวันออก กรมการเมือง ในเวลาเพียงไม่นาน ซึ่งนับเป็นโอกาสอันดีที่ทำให้ท่านได้ปฏิบัติหน้าที่ข้าราชการผู้ร่วมสร้างผลประโยชน์แก่ประเทศชาติครั้งสำคัญ

หนึ่งในภารกิจที่สำคัญในช่วงชีวิตการปฏิบัติหน้าที่ข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศของนายเตชคือการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2518 ซึ่งท่านเล่าถึงการทำงานเพื่อสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับสาธารณรัฐประชาชนจีนในสมัยนั้นว่าได้เริ่มศึกษาประวัติศาสตร์และข้อมูลมาตั้งแต่เป็นเลขานุการโท นับเป็นปฏิบัติการที่มีความท้าทายอย่างยิ่งเนื่องจากเป็นช่วงเวลานั้นที่สาธารณรัฐประชาชนจีนเพิ่งได้เข้าสหประชาชาติ ประเทศไทยจึงเริ่มเดินหน้าเจรจาเพื่อฟื้นฟูความสัมพันธ์กับสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเต็มที่เพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศไทย นายเตชเล่าถึงความทรงจำในช่วงเวลานั้นว่า “นับว่าเป็นเกียรติอย่างยิ่งและเป็นความท้าทายที่ได้ปฏิบัติหน้าที่เพื่อประเทศชาติ”

เส้นทางนักการทูตของนายเตช ยังมีโอกาสได้ปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งเอกอัครราชทูตไทยประจำประเทศต่างๆ อาทิ สาธารณรัฐประชาชนจีน สาธารณรัฐฝรั่งเศส สหรัฐอเมริกา รวมถึงดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรประจำสำนักงานสหประชาชาติและองค์การระหว่างประเทศ ณ นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส ท่านกล่าวถึงเส้นทางการปฏิบัติหน้าที่ไว้ว่า “เราทำงานเป็นข้าราชการ เราโชคดีที่ได้ทำหน้าที่เป็นประโยชน์แก่บ้านเมือง”

 ถวายงานรับใช้ในสำนักราชเลขาธิการน้อมนำคำสอนพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9

นายเตช เล่าถึงอีกหนึ่งช่วงชีวิตที่สำคัญของชีวิตข้าราชการคือการได้รับโอกาสถวายงาน พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เมื่อปีพ.ศ.2547ท่านได้ย้ายสังกัดจากกระทรวงการต่างประเทศไปเป็นที่ปรึกษาสำนักราชเลขาธิการ การได้รับโอกาสในครั้งนั้นทำให้ท่านได้ศึกษาความรู้ใหม่ๆ ในการบริหารตลอดจนกลไกการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ท่านเล่าให้ฟังถึงการรับราชการในช่วงเวลานั้นว่า “เป็นประสบการณ์ที่ดีต่อผมมาก เพราะได้มีโอกาสรับใช้เบื้องพระยุคคลบาทพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ผมได้เห็นพระองค์ทรงงานมากมายเพื่อบ้านเมืองในทุกระดับอย่างละเอียดถี่ถ้วน”

การถวายงานพระบาทสมเด็จ พระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทำให้นายเตชได้เห็นความใส่พระราชหฤทัยในรายละเอียดที่ควรนำมาเป็นแบบอย่างในการทำงานอาทิ เรื่องของซองจดหมาย ท่านเล่าถึงความประทับใจเมื่อครั้งทำงานที่สำนักราชเลขาธิการพระองค์ท่านทรงเกษียน (เขียน)ข้อความว่าสำนักราชเลขาธิการใช้ซองเปลืองทำให้ข้าราชบริพารต่างตระหนักถึงการใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่า นอกจากนี้พระองค์มีพระราชดำริอันสะท้อนถึงพระเมตตาต่อทุกชีวิต เช่นโปรดเกล้าฯ ให้ฟาร์มม้าสถานเสาวภาเลี้ยงม้าทุกตัวต่อไปแม้จะปลดประจำการแล้วก็ตาม เพราะม้าทุกตัวล้วนเคยช่วยงานทำประโยชน์ให้กับสภากาชาดไทยมาแล้วทั้งสิ้น สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นแบบอย่างที่ดีที่สามารถนำมาปรับใช้ในการดำเนินชีวิตและการทำงานตลอดมา

 สภากาชาดไทย บทบาทการทำงานเพื่อองค์กรสาธารณกุศล

นายเตชเล่าให้ฟังถึงจุดเริ่มต้นของการทำงานในสภากาชาดไทยว่าเมื่อครั้งที่ท่านยังปฏิบัติหน้าที่ ณ นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิสท่านได้มีโอกาสเฝ้าฯรับเสด็จ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี ทรงมีรับสั่งว่าหลังจากเกษียณอายุราชการแล้วให้มาช่วยงานสภากาชาดไทย ดังนั้นหลังจากที่ลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เมื่อปีพ.ศ. 2551 จึงมีโอกาสเข้ามาสนองพระราชประสงค์ของพระองค์ท่าน

นายเตชรับตำแหน่งผู้ช่วยเลขาธิการ สภากาชาดไทย ฝ่ายบริหารซึ่งมีขอบข่ายในการดูแลด้านบริหารจัดการแทบทุกด้านอาทิ ด้านกายภาพที่จะต้องบริหารจัดการพื้นที่ภายใต้ความดูแลของสภากาชาดไทยทั้งในกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัดเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด รวมไปถึงด้านการจัดการจราจรและการก่อสร้างอาคารภายในพื้นที่ซึ่งมีพัฒนาการอย่างต่อเนื่องสภากาชาดไทยได้มีการจัดตั้งสำนักกายภาพขึ้น ซึ่งท่านได้มีส่วนร่วมในความรับผิดชอบและสนับสนุนงานดังกล่าวท่านมีความเห็นว่าการจัดการด้านกายภาพของสภากาชาดไทยในอนาคตจะต้องปรับตัวให้ทันกับความเปลี่ยนแปลงพร้อมทั้งจัดการกับปัญหาทางกายภาพที่เกิดขึ้นให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นับตั้งแต่ชีวิตการรับราชการจวบจนถึงปัจจุบัน นายเตชยังคงทำงานภายใต้สังกัดสภากาชาดไทยอยู่ เพราะท่านเชื่อว่าการทำงานช่วยให้ร่างกายและจิตใจไม่ร่วงโรยไปตามวัย ท่านได้ยกตัวอย่างบุคคลหนึ่งซึ่งนับว่าเป็นต้นแบบในการทำงานเพื่อส่วนรวมนั่นคือ นายแผน วรรณเมธี ผู้อาวุโสที่ให้โอกาสและคำแนะนำแก่ท่านมาตั้งแต่เริ่มเข้าทำงานในกระทรวงการต่างประเทศจนมาถึงการร่วมงานกัน ณ สภากาชาดไทย นายแผนยังเป็นแบบอย่างในการทำงานอย่างเต็มกำลังและยังคงทำงานอย่าง
ต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน

นอกจากนี้นายเตชยังให้ข้อคิดเกี่ยวกับการทำงานไว้อย่างน่าสนใจว่า “สิ่งที่สำคัญที่สุดคือเราต้องทำให้ดีที่สุดให้กับองค์กรที่เราทำงานอยู่ ทำงานด้วยใจและตั้งใจทำให้งานนั้นออกมาดีที่สุด ถ้าจะเป็นแพทย์ก็ต้องตั้งใจว่าจะเป็นแพทย์ที่ดีที่สุด ถ้าจะประกอบอาชีพใดก็ต้องตั้งใจว่าจะทำสิ่งนั้นอย่างดีที่สุด”

 สภากาชาดไทยกับภารกิจงานที่หลากหลายเพื่อการช่วยเหลือสังคม

กว่า 13 ปีที่นายเตชได้เข้ามาร่วมขับเคลื่อนงานของสภากาชาดไทย ทำให้ท่านได้เห็นถึงภารกิจงานสภากาชาดไทยที่มีอยู่อย่างหลากหลาย เป็นกลุ่มงานสำคัญจำนวน 3 กลุ่มได้แก่

1. กลุ่มงานบริการการแพทย์ เพื่อตอบสนองพันธกิจด้านการบริการทางการแพทย์และสุขอนามัย มุ่งเน้นบริการรักษาพยาบาลและป้องกันโรคเพื่อให้ประชาชนและผู้ด้อยโอกาสทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงบริการทางการแพทย์ที่มีคุณภาพ โดยมีหน่วยงานภายใต้สังกัดได้แก่ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย โรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชเทวี ณ ศรีราชา สภากาชาดไทย ศูนย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู สภากาชาดไทย และศูนย์วิจัยโรคเอดส์ สภากาชาดไทย

2. กลุ่มงานบริจาคโลหิตและอวัยวะสภากาชาดไทยเป็นองค์กรที่ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลในการทำหน้าที่ดำเนินการรับบริจาคโลหิตและจัดสรรโลหิตไปยังสถานพยาบาลต่างๆ ทั่วประเทศไทย ภายใต้หลักการความปลอดภัยและมีคุณภาพทั้งผู้ให้และผู้รับ ปัจจุบันสภากาชาดไทยมีศูนย์บริจาคโลหิตทั้งในกรุงเทพมหานครและตามภูมิภาคเพื่อให้มีโลหิตเพียงพอต่อการใช้งาน นอกจากนี้สภากาชาดไทยยังมีหน่วยงานที่ดูแลการรับบริจาคอวัยวะและเนื้อเยื่อเพื่อการปลูกถ่ายอวัยวะ พร้อมทั้งมีหน่วยงานในการรับบริจาคดวงตาที่มีมาตรฐานและความปลอดภัย บริการเหล่านี้มีวัตถุประสงค์เพื่อมุ่งสนับสนุนและส่งเสริมบริการทางการแพทย์ให้ประชาชนทุกคนได้เข้าถึงโอกาสในการมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

3. กลุ่มงานพันธกิจกาชาด เพื่อตอบสนองพันธกิจการบรรเทาทุกข์ผู้ประสบภัยและพันธกิจการส่งเสริมคุณภาพชีวิต ซึ่งเป็นภารกิจที่สำคัญอย่างยิ่งของสภากาชาดไทยในการบรรเทาทุกข์ให้กับผู้ประสบภัยในเหตุการณ์ต่างๆ อย่างทันท่วงที พร้อมกันนี้ยังมีบทบาทในการพัฒนาคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของเยาวชนและผู้สูงอายุ ผ่านอาสากาชาดที่มีอยู่ในทุกจังหวัดของประเทศไทย

นายเตชกล่าวด้วยว่านอกจากประวัติศาสตร์การก่อตั้งองค์กรที่มีมาอย่างยาวนานแล้ว ด้วยภารกิจงานรอบด้านของสภากาชาดไทยทำให้มีบทบาทหน้าที่งานอีกหลายด้านที่บุคคลทั่วไปอาจไม่ทราบว่าอยู่ภายใต้ความดูแลของสภากาชาดไทย และมีสภากาชาดเพียงไม่กี่แห่งที่ดำเนินการเช่น

-ศูนย์ผลิตผลิตภัณฑ์จากพลาสมา สภากาชาดไทย คือหน่วยงานภายใต้ศูนย์บริจาคโลหิตที่มีวัตถุประสงค์ในการจัดทำผลิตภัณฑ์จากพลาสมาสำหรับการรักษาผู้ป่วยโรคต่างๆ โดยศูนย์ฯแห่งนี้ตั้งอยู่ที่ตำบลบางพระ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี นายเตชกล่าวถึงศักยภาพในการผลิตว่า “ปัจจุบันศูนย์ฯ สามารถผลิตผลิตภัณฑ์จากพลาสมาได้เกือบร้อยละ 50 ของความต้องการใช้ทั้งประเทศ ซึ่งช่วยลดการนำเข้ายาจากต่างประเทศเพื่อใช้ในการรักษา”

-สถานเสาวภา สภากาชาดไทย คือหน่วยงานที่มีหน้าที่ในการผลิตวัคซีน เซรุ่มชนิดต่างๆ เพื่อใช้ในการรักษาโรคโดยมีสวนงูที่ให้บริการผลิตเซรุ่มจากงูและบริการให้ความรู้แก่ประชาชนทั่วไปเกี่ยวกับงูชนิดต่างๆ อีกทั้งยังมีสถานีเพาะเลี้ยงม้าและสัตว์ทดลองที่มุ่งดูแลสัตว์เลี้ยงทดลองให้มีสุขภาพดีเพื่อใช้ในการทดลองและเพาะเลี้ยงม้าเพื่อผลิตเซรุ่มจากเลือดม้าอีกด้วย เรียกได้ว่าเป็นสภากาชาดเพียงแห่งเดียวในโลกที่มีฟาร์มม้าอยู่ภายใต้การบริหารจัดการของตนเอง

นอกจากนี้ในด้านการส่งเสริมองค์ความรู้และมุ่งผลิตบุคลากรทางด้านสาธารณสุขที่มีคุณภาพนายเตชยังได้กล่าวถึง3 สถาบันที่สำคัญ ได้แก่ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทยซึ่งใช้เป็นสถานที่ฝึกอบรมและสร้างสมความรู้ให้แก่นิสิตคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชเทวี ณ ศรีราชา สภากาชาดไทย ที่เป็นสถานที่ในการพัฒนาทักษะและประสบการณ์นักศึกษาคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา และสถาบันการพยาบาลศรีสวรินทิราสภากาชาดไทย ซึ่งมีบทบาทสำคัญยิ่งในการพัฒนาบุคลากรทางการพยาบาลทั้งในทางวิชาชีพและทางวิชาการ

ภารกิจงานที่หลากหลายและครอบคลุมดังกล่าวจึงเป็นสิ่งที่นายเตชมองว่า สภากาชาดไทยเป็นองค์กรสาธารณกุศลขนาดใหญ่ที่ขับเคลื่อนพันธกิจงานอันหลากหลายโดยมีเป้าหมายสูงสุดคือการส่งเสริมด้านสุขภาพและสนับสนุนให้ประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดีให้สมดังที่ “มหาชนไว้วางใจสภากาชาดไทย เราทุกคนจึงต้องทำงานให้ดีที่สุด”

 พัฒนาระบบ น้อมนำพระราชดำริยกระดับงานสภากาชาดไทยให้ที่ดียิ่งขึ้น

ในฐานะเลขาธิการสภากาชาดไทย นายเตช บุนนาค กล่าวถึงวิสัยทัศน์ในการบริหารงานสภากาชาดไทยท่านมองว่า “สิ่งที่สำคัญการส่งเสริมให้สภากาชาดไทยเป็นองค์กรที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลที่สูงยิ่งขึ้น เพราะนั่นแปลว่าเราสามารถที่จะเป็นองค์กรการกุศลที่สามารถรับใช้สังคมได้อย่างเป็นเลิศ” ดังนั้นนอกจากการส่งเสริมให้แต่ละกลุ่มงานของสภากาชาดไทยสามารถทำงานได้อย่างเต็มศักยภาพตามแต่ละหน่วยงานแล้ว การพัฒนาระบบระบบและพัฒนาบุคลากรเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งที่สภากาชาดไทยดำเนินการอย่างต่อเนื่อง

หนึ่งในแนวทางที่สำคัญที่มีการดำเนินการให้การทำงานของสภากาชาดไทยมีศักยภาพดียิ่งขึ้นคือการพัฒนาระบบการจัดเก็บข้อมูลสมาชิกอาสากาชาด นายเตชอธิบายถึงระบบ VTRIS (Volunteer Thai Red Cross Society) ที่เป็นระบบในการรวบรวมข้อมูลของอาสากาชาดทั้งหมด เนื่องจากในปัจจุบันมีผู้แสดงความประสงค์รวมเป็นอาสากาชาดจำนวนนับล้านคนทั่วประเทศ ท่านจึงมองว่าการพัฒนาระบบการจัดเก็บข้อมูลอาสากาชาดช่วยให้การประสานงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ดังเช่นในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ระบบของสภากาชาดไทยสามารถระดมความช่วยเหลือจากแพทย์และพยาบาลผู้เป็นอาสากาชาดเพื่อมาร่วมกันช่วยบรรเทาสถานการณ์ที่ยากลำบาก

นอกจากนี้ นายเตช ยังเห็นว่า บุคลากรสภากาชาดไทยทุกคนควรน้อมนำพระราชดำริในสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ที่ทรงส่งเสริมให้ทุกคนหมั่นพัฒนาตนเองและเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ เพื่อยกระดับการทำงานของตนเอง รวมถึงการเรียนรู้ที่จะนำเครื่องมือต่างๆ มาใช้ในการทำงานของตนเองให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นอีกด้วย

สภากาชาดไทยกับภารกิจเพื่อสู้กับวิกฤติโรคโควิด-19

ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 สภากาชาดไทยเป็นองค์กรหนึ่งที่ทำหน้าที่อย่างรอบด้านเพื่อบรรเทาความทุกข์ของประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน รวมถึงให้การรักษาและพัฒนาการป้องกันโรคอย่างต่อเนื่อง นายเตช กล่าวถึงการเตรียมความพร้อมรับมือกับสถานการณ์การแพร่ระบาดโรคโควิด-19 ว่า นับตั้งแต่มีข่าวการติดเชื้อโรคโควิด-19และเกิดการติดเชื้อในประเทศไทยเป็นรายแรกสภากาชาดไทยได้ร่วมกับโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทยหารือเพื่อเตรียมแนวทางแผนปฏิบัติการเพื่อรองรับทั้งในด้านการรักษารวมถึงตรวจหาเชื้อ จนกล่าวได้ว่า “โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทยไม่เคยประมาทและทำงานอย่างขยันขันแข็งมาโดยตลอด” รวมไปถึงอาสากาชาดที่ลงพื้นที่ให้ความช่วยเหลือประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดอย่างทันท่วงที

นอกจากการเตรียมพร้อมเพื่อรับมือในแต่ละช่วงสถานการณ์แล้ว สภากาชาดไทยยังให้การสนับสนุนการคิดค้นและพัฒนาวัคซีน ChulaCov19 ที่บริหารการวิจัยโดย ศ.นพ.เกียรติ รักษ์รุ่งธรรม และสภากาชาดไทยยังมีแผนการก่อสร้างโรงงานที่จะมีศักยภาพในการผลิตวัคซีนโควิด-19 ในอนาคตอีกด้วย

ขณะที่ความร่วมมือกับต่างประเทศ นายเตช กล่าวถึงการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และสถานการณ์กับต่างประเทศอยู่เสมอ เนื่องจากสภากาชาดไทยเป็นหนึ่งในสมาชิกสหพันธ์สภากาชาดและสภาเสี้ยววงเดือนแดงระหว่างประเทศ ซึ่งจะมีการหารือเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลกันอย่างต่อเนื่องทั้งในระดับภูมิภาค ระดับภาคพื้นเอเชีย-แปซิฟิก ไปจนถึงระดับโลก ทำให้ได้ทราบถึงสถานการณ์และวิธีการรับมือของแต่ละประเทศ นอกจากนี้ในช่วงที่ผ่านมาสภากาชาดไทยยังมีบทบาทในการสนับสนุนเงินช่วยเหลือให้กับสภากาชาดอินเดีย และสภากาชาดเมียนมา เพื่อรับมือกับสถานการณ์การแพร่ระบาดโรคโควิด-19 อีกด้วย

 ส่งกำลังใจไปยังบุคลากรการแพทย์สภากาชาดไทยทุกคน

ในยามที่บุคลากรทางการแพทย์ทั้งภายใต้สังกัดสภากาชาดไทยต้องทำงานอย่างเต็มศักยภาพเพื่อช่วยเหลือประชาชนจากการแพร่ระบาดโรคโควิด-19 นายเตช
ได้ฝากกำลังใจและคำชื่นชม ไปยังผู้ปฏิบัติงานทุกคนว่า “ผมประทับใจมากและชื่นชมด้วยใจจริงที่แพทย์และพยาบาลโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย รวมถึงบุคลากรของคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยทุกท่านทำงานอย่างเหน็ดเหนื่อย เสียสละและอุทิศตนเองเพื่อช่วยเหลือทุกคน เพราะฉะนั้นหากมีสิ่งใดที่ช่วยได้สภากาชาดไทยยินดีที่จะช่วยเหลือสนับสนุนอย่างเต็มที่

‘ไฟ-ฟ้า โดย ทีทีบี’ เปิดคลาสออนไลน์สอนทำอาหารฟรี จุดประกายทำขายให้เป็น ช่วยผู้ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/593723

‘ไฟ-ฟ้า โดย ทีทีบี’ เปิดคลาสออนไลน์สอนทำอาหารฟรี  จุดประกายทำขายให้เป็น ช่วยผู้ได้รับผลกระทบจากโควิด-19

‘ไฟ-ฟ้า โดย ทีทีบี’ เปิดคลาสออนไลน์สอนทำอาหารฟรี จุดประกายทำขายให้เป็น ช่วยผู้ได้รับผลกระทบจากโควิด-19

วันอังคาร ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

มาริสา จงคงคาวุฒิ

ไฟ-ฟ้า โดย ทีทีบี เคียงข้างคนไทยฝ่าวิกฤติโควิด-19 เปิดโครงการจุดประกายทำขาย “ให้” เป็น : ซีซั่น 2  เปิดครัวสอนทำอาหารทั้งคาวและหวาน รวมทั้งเครื่องดื่มเมนูสุดฮิต ผ่านทางออนไลน์เต็มรูปแบบ พร้อมยกระดับความเข้มข้นจัดทัพเชฟและผู้เชี่ยวชาญในวงการอาหาร แชร์ความรู้และประสบการณ์ ติวเข้มเมนูจานเด็ดและการปั้นธุรกิจจาก แม็คโคร โฮเรก้า อคาเดมี (MakroHoreca Academy) เพื่อช่วยเหลือบุคคลที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 ให้พร้อมก้าวผ่านวิกฤตินี้ไปด้วยกัน ตอกย้ำความมุ่งมั่นของไฟ-ฟ้า โดย ทีทีบี ที่มีเป้าหมายจุดประกายชุมชน เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับสังคมดีขึ้นอย่างยั่งยืน และปลุกพลังแห่งการ “ให้” อย่างต่อเนื่อง โดยผู้สนใจสามารถสมัครเข้าร่วมโครงการผ่านออนไลน์ได้ตั้งแต่วันนี้-27 สิงหาคม 2564 ทาง www.tmbfoundation.or.th

นางสาวมาริสา จงคงคาวุฒิ หัวหน้าเจ้าหน้าที่บริหารกิจกรรมสังคมเพื่อความยั่งยืน ทีเอ็มบีธนชาต หรือ ทีทีบี(ttb) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในปัจจุบันส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อทุกภาคส่วนไฟ-ฟ้า โดย ทีทีบี โครงการแห่งการให้ที่ยั่งยืน ยังคงเดินหน้าสร้างสรรค์กิจกรรมดีๆ เพื่อสังคมอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดเปิดตัวโครงการ จุดประกายทำขาย “ให้” เป็น : ซีซั่น 2 เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือกลุ่มคนที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติโควิด-19 ด้วยแนวคิด “ทำเป็น ขายเป็น และให้เป็น”โดยมีเป้าหมายเพื่อติดอาวุธเสริมทักษะพิเศษรอบด้านสู่การสร้างโอกาสทางอาชีพ โดยเน้นอาชีพเกี่ยวกับอาหาร ได้แก่ ทักษะการ “ทำเป็น” เรียนรู้ทักษะการทำอาหารคาวอาหารหวาน และเครื่องดื่มสุดฮิต จากเชฟมืออาชีพ ทักษะการ “ขายเป็น” สามารถนำความรู้ไปต่อยอดเพื่อสร้างโอกาสทางอาชีพ สร้างรายได้เสริม และมีโอกาสได้เป็น “ผู้ให้” เพื่อส่งต่อและแบ่งปันความรู้ที่ได้รับนำไปช่วยเหลือผู้อื่นในสังคมได้ต่อไป

“โครงการจุดประกาย ทำขาย “ให้” เป็น : ซีซั่น 2 ต่อยอดจากความสำเร็จในซีซั่นแรก ที่มีผู้สนใจเข้าร่วมโครงการจำนวนมาก ซึ่งการกลับมาของซีซั่น 2 นี้ นอกจากเป็นการตอกย้ำความมุ่งมั่นที่จะช่วยเหลือผู้คนที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตินี้ ยังเป็นการเพิ่มทักษะความสามารถ เพื่อนำไปใช้ต่อยอดเป็นอาชีพเสริมได้จริง โดยยกระดับกิจกรรมให้เข้มข้นขึ้นด้วยความร่วมมือจากเชฟและผู้เชี่ยวชาญในวงการร้านอาหาร จากแม็คโคร โฮเรก้าอคาเดมี (Makro Horeca Academy)ที่จะมาสร้างสรรค์เมนูจานเด็ดและการปั้นธุรกิจให้ประสบความสำเร็จท่ามกลางวิกฤติในครั้งนี้ โดยกิจกรรมในครั้งนี้ ได้จัดในรูปแบบออนไลน์ทางโปรแกรม Zoom และ Facebook Closed Group เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ที่คำนึงถึงความปลอดภัยด้านสุขอนามัยเป็นหลัก”

คลาสสอนทำอาหารออนไลน์ แบ่งกิจกรรมเป็น 3 คลาส ได้แก่ 1.คลาสอาหารคาว อาทิ ก๋วยเตี๋ยวเรือสูตรโบราณ ข้าวเหนียวหมูทอดสูตรเงินล้าน พร้อมแจ่วปลาร้าสุดแซ่บ ข้าวหมูแดงหมูกรอบสูตรภัตตาคาร ซอสอเนกประสงค์ อาทิ ซอสกะเพรา และซอสสามรส เพื่อทำอาหารตามสั่งแบบสูตรลับฉบับมืออาชีพ ข้าวด้ง เดลิเวอรี่ และชาบูเสียบไม้ เป็นต้น2.ขนมหวาน/เครื่องดื่ม อาทิ ข้าวเหนียวมูนหน้าต่างๆ และชาชงเงินล้าน เป็นต้น และ 3.คลาสสอนธุรกิจ เรื่องการคิดต้นทุนอาหาร การลงทุนทำร้านออนไลน์และออฟไลน์ การตลาดออนไลน์ และการบริหารจัดการร้านแบบเดลิเวอรี่เป็นต้น โดยผู้ที่สนใจสามารถสมัครเข้าร่วมเรียนรู้ได้ฟรี (รับจำนวนจำกัด) โดยเปิดรับสมัครตั้งแต่วันนี้-27 สิงหาคม 2564 นี้ ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.tmbfoundation.or.thหรือสแกน QR Code

“การกลับมาในครั้งนี้ของ โครงการจุดประกาย ทำขาย “ให้” เป็น ซีซั่น 2 มีเป้าหมายสำคัญในการเป็นส่วนหนึ่งที่ได้ช่วยเหลือคนในสังคมที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 ตอกย้ำความมุ่งมั่นของไฟ-ฟ้า โดย ทีทีบีที่มุ่งจุดประกายชุมชน เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ดีให้กับสังคมอย่างยั่งยืน พร้อมให้คนไทยผ่านวิกฤติครั้งนี้ไปด้วยกัน” นางสาวมาริสา กล่าวสรุป

‘คริสตัล แคน’ น้ำดื่มบรรจุกระป๋อง บรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/593733

‘คริสตัล แคน’ น้ำดื่มบรรจุกระป๋อง  บรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

‘คริสตัล แคน’ น้ำดื่มบรรจุกระป๋อง บรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

วันอังคาร ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

เดินหน้าส่งความสดชื่นทั่วทิศ คุณภาพทั่วไทย น้ำดื่มคริสตัล เปิดตัว “คริสตัล แคน” ครั้งแรกของน้ำดื่มคุณภาพแบบบรรจุกระป๋อง อนาคตใหม่ของบรรจุภัณฑ์ที่ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สานต่อแนวคิด Crystal CAREการดำเนินธุรกิจด้วยความรับผิดชอบใส่ใจในทุกขั้นตอนที่เกี่ยวข้องกับสังคมและสิ่งแวดล้อม

“คริสตัล แคน” นับเป็นครั้งแรกที่แบรนด์น้ำดื่มชั้นนำของประเทศหันมาให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมด้วยการออกบรรจุภัณฑ์รูปแบบกระป๋องอะลูมิเนียม โดยประเดิมจับมือ 7-11 มอบ “คริสตัล แคน” น้ำดื่มคริสตัลบรรจุกระป๋องสุดคิ้วต์ Crystal x Yuree 4 ดีไซน์ใหม่ “สดชื่น-ม่วนใจ๋-ม่วนซื่น-หรอยแร๊ง” โดยบรรจุภัณฑ์ในรูปแบบกระป๋องอะลูมิเนียมถือเป็นรูปแบบใหม่ของบรรจุภัณฑ์สำหรับน้ำดื่มที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และเป็นเทรนด์ที่กำลังได้รับความนิยมอย่างสูงในต่างประเทศ ตอบโจทย์ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนที่ให้ความสำคัญกับการใช้และสร้างความสมดุลในการใช้ทรัพยากรให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ด้วยการคืนสภาพและสร้างคุณค่าใหม่ให้กับส่วนประกอบในวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ โดยไม่มีของเสีย เพื่อสร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจควบคู่ไปกับความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อม เนื่องจากกระป๋องอะลูมิเนียมสามารถนำมารีไซเคิลเป็นบรรจุภัณฑ์เครื่องดื่มที่ปลอดภัยและถูกสุขลักษณะได้อีกครั้ง โดยยังคงคุณสมบัติและคุณภาพเดิม พร้อมทั้งใช้พลังงานในกระบวนการรีไซเคิลต่ำกว่าการใช้ทรัพยากรใหม่ถึง 95% ซึ่งเป็นแนวทางที่น้ำดื่มคริสตัลให้ความตระหนักรับผิดชอบ เพื่อช่วยลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

“คริสตัล แคน” น้ำดื่มคริสตัลในบรรจุภัณฑ์รูปแบบกระป๋อง ขนาด 325 มล. มาพร้อม 4 ดีไซน์สุดคิ้วต์ ในคอลเลคชั่น Crystal x Yuree “สดชื่น-ม่วนใจ๋-ม่วนซื่น-หรอยแร๊ง” จัดเต็มด้วยคาแร็กเตอร์ที่เป็นตัวแทนคริสตัลใน 4 ภูมิภาคต่างๆ ออกแบบโดย “ยุรี เกนสาคู” นำทีมโดย “พี่ยักษ์วัดแจ้งมาดเข้ม”, “พี่ยักษ์วัดโพธิ์สุดเท่”, “เจ้าไซบีเรียนแสนรู้”, “น้องเหมียวจอมซน”, “แพไนด้าสายกิน”,“นกกระเรียนมงกุฎแดงผู้รักเดียวใจเดียว“, “GogiChan เงือกน้อยชุบแป้งทอด” ฯลฯ ทำหน้าที่ส่งมอบความสะอาดสดใหม่และความมั่นใจว่าจะอยู่ภูมิภาคไหนก็ได้ดื่มน้ำดื่มคริสตัลที่มีคุณภาพมาตรฐานเดียวกันจากโรงงานทั้ง 15 แห่งทั่วประเทศ สร้างความสดชื่นและเพิ่มกำลังใจในการทำงานที่บ้านช่วงโควิด-19 ให้กับทุกคน

มช.ผนึกกำลัง มทร.อีสาน ผสานองค์ความรู้พัฒนาพื้นที่ภาคเหนือ-อีสาน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/593857

มช.ผนึกกำลัง มทร.อีสาน ผสานองค์ความรู้พัฒนาพื้นที่ภาคเหนือ-อีสาน

มช.ผนึกกำลัง มทร.อีสาน ผสานองค์ความรู้พัฒนาพื้นที่ภาคเหนือ-อีสาน

วันจันทร์ ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 21.40 น.

วันที่ 9 สิงหาคม 2564 ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย นายกสภามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน ได้ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการระหว่างมหาวิทยาลัยเชียงใหม่และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน ผ่านระบบออนไลน์ (Zoom Meeting) โดยรองศาสตราจารย์ ดร.โฆษิต ศรีภูธร รักษาราชการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน และศาสตราจารย์คลินิก นายแพทย์นิเวศน์ นันทจิต อธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร่วมลงนาม และได้รับเกียรติจากศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์อาวุธ ศรีศุกรี อุปนายกสภามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และ ดร.สรจักร เกษมสุวรรณ อุปนายกสภามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน เป็นพยานในพิธีลงนามความร่วมมือ

ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย นายกสภามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน กล่าวว่า ผมรู้สึกเป็นเกียรติและมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มาร่วมเป็นสักขีพยานและกล่าวแสดงความยินดีกับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน ในการลงนามความร่วมมือระหว่างทั้งสององค์กรในวันนี้ สาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผมมีความยินดีเป็นพิเศษ เนื่องจากการลงนามในวันนี้มีจุดเริ่มต้นจากการที่ผมในฐานะรองประธานกรรมการที่ปรึกษามูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย ได้ตามเสด็จสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชรมหาวัชรราชธิดา องค์ประธานกรรมการมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย  ที่เสด็จมาทรงเปิดสถานีโทรมาตรอัตโนมัติที่ศูนย์สาธิตการพัฒนาและรณรงค์การใช้หญ้าแฝก ด้านป่าไม้ที่ 1 อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2563 เพื่อเป็นการเฝ้าระวังป้องกันภัยพิบัติและช่วยบรรเทาผลกระทบจากอุทกภัยให้แก่พี่น้องประชาชนในพื้นที่ป่าต้นน้ำ อำเภอแม่ริม จากนั้นได้เสด็จมาเสวยพระกระยาหารกลางวันและทอดพระเนตรนิทรรศการเกี่ยวกับเทคโนโลยีในการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้จัดถวาย ณ อาคารอำนวยการอุทยานวิทยาศาสตร์ภาคเหนือ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

เมื่อผมได้ชมนิทรรศการที่คณาจารย์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่จัดถวายแล้ว เห็นว่านอกจากจะเป็นประโยชน์ในการเฝ้าระวังป้องกันภัยพิบัติและช่วยเหลือฟื้นฟูคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของผู้ประสบอุทกภัยแล้ว หากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศจะได้นำองค์ความรู้และเทคโนโลยีที่มีอยู่มาร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสานซึ่งมีฐานด้านบุคลากรและองค์ความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีและทรัพยากรท้องถิ่นในภาคอีสาน ก็จะสามารถร่วมกันพัฒนาอาชีพและยกระดับคุณภาพชีวิตให้แก่พี่น้องประชาชนในภาคอีสาน และเป็นการพัฒนาศักยภาพของบุคลากรของทั้งสองมหาวิทยาลัยไปด้วยในขณะเดียวกัน ผมจึงมอบหมายให้อาจารย์สันติ สาทิพย์พงษ์ ที่ปรึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน ช่วยประสานงานกับท่านศาสตราจารย์ ดร.นายแพทย์พงษ์รักษ์ ศรีบัณฑิตมงคล รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ธัญญานุภาพ อานันทนะ ผู้อำนวยการอุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อให้ทีมจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสานมาศึกษาดูงานและหารือถึงการสร้างความร่วมมือทางด้านวิชาการและเทคโนโลยีร่วมกันที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 

ในการมาศึกษาดูงานของทีมผู้บริหารมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสานเมื่อช่วงต้นเดือนมีนาคม 2564 ที่ผ่านมานั้น นอกจาก ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ธัญญานุภาพ อานันทนะ จะได้บรรยายและนำเยี่ยมชมงานของอุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีภาคเหนือ และได้เปิดโอกาสให้ผู้บริหารจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสานได้เลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่เป็นผลงานวิจัยพัฒนาและต่อยอดสู่เชิงพาณิชย์ของอุทยานวิทยาศาสตร์ฯ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กลับไปทดลองใช้และแจกจ่ายในพื้นที่ภาคอีสานแล้ว มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ยังได้จัดให้ศึกษาดูงานในสถาบันและหน่วยงานต่าง ๆ ของมหาวิทยาลัยที่ตั้งอยู่ในพื้นที่แม่เหียะ และท่านรองอธิการบดี ศาสตราจารย์ ดร.นายแพทย์พงษ์รักษ์ฯ ก็ได้กรุณาให้เกียรติเป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารกลางวันให้กับทีมงานจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน ซึ่งท่านรักษาการอธิการบดี รศ.ดร.โฆษิต ศรีภูธร ซึ่งในขณะนั้นดำรงตำแหน่งรองอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน ประจำวิทยาเขตสกลนคร ก็ได้ร่วมเดินทางมาศึกษาดูงานและหารือถึงแนวทางความร่วมมือในคราวนั้นด้วย และได้มีการประสานความร่วมมือกันเรื่อยมาจนนำมาสู่การลงนามในบันทึกความร่วมมือระหว่างทั้งสองมหาวิทยาลัยในวันนี้ ซึ่งสำหรับผมทั้งในฐานะนายกสภามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสานและกรรมการสภาผู้ทรงคุณวุฒิของสภามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จึงขอชื่นชมความจริงจัง ทุ่มเทของท่านอธิการบดีของทั้งสองมหาวิทยาลัยที่ทำให้เกิดความร่วมมือดังกล่าวขึ้นในวันนี้

นอกจากนี้ สิ่งที่ผมมีความยินดีที่ได้เห็นการลงนามในบันทึกความร่วมมือของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสานกับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ในวันนี้  ก็คือ ความร่วมมือในวันนี้สอดคล้องกับทิศทางและอนาคตของการพัฒนาประเทศที่สำคัญ อย่างน้อย 2 ประการด้วยกัน 

ในประการแรก คือ ความสำคัญต่อการพัฒนาด้านการศึกษา วิชาการและวิจัยร่วมกันในระดับอุดมศึกษา เพื่อการนำเอาองค์ความรู้ เทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ในเชิงพื้นที่ จากพืชเศรษฐกิจที่กำลังเป็นประเด็นทางยุทธศาสตร์ในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ เช่น ข้าว กัญชา เป็นต้น ซึ่งนอกจากจะเป็นการขยายการนำองค์ความรู้และเทคโนโลยีจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ลงไปสู่พี่น้องประชาชนชาวอีสานแล้ว ผลงานความสำเร็จในการนำองค์ความรู้เกี่ยวกับการบริหารจัดการผลงานวิชาการไปสู่เชิงพาณิชย์ ซึ่งเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ ของอุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีภาคเหนือ ยังจะสามารถช่วยส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดการขับเคลื่อนงานวิจัยและพัฒนาของภาคเอกชนในภาคอีสานร่วมกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน เพื่อนำไปสู่การยกระดับภาคการผลิตและการพัฒนาเศรษฐกิจของภาคอีสานได้ในอนาคต ซึ่งถือเป็นอีกบทบาทที่สำคัญอีกบทบาทหนึ่งของสถาบันอุดมศึกษาไทยในอนาคตที่จะต้องเชื่อมโยงองค์ความรู้  ฐานทรัพยากรมนุษย์และธรรมชาติ และความร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดระหว่างสถาบันอุดมศึกษา เพื่อให้เกิดเป็นพลังในการวิจัย พัฒนา และการต่อยอดองค์ความรู้และนวัตกรรมไปสู่สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาและไปสู่การผลิตในเชิงพาณิชย์ เพื่อก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อการพัฒนาประเทศ

ประการที่สอง คือ สาขาที่ทั้งสองมหาวิทยาลัยจะร่วมมือกันล้วนเป็นสาขาความร่วมมือที่ตอบโจทย์การพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนในปัจจุบัน และจะทวีความสำคัญเพิ่มมากขึ้นในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นความร่วมมือด้านการวิจัยนวัตกรรมการปลูกและพัฒนาพืชสมุนไพรท้องถิ่น เช่น กัญชา กัญชง และพืชสมุนไพรไทยชนิดต่าง ๆ ซึ่งมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสานมีคณะทรัพยากรธรรมชาติและโรงพยาบาลแพทย์แผนไทยเป็นฐานของสมุนไพรหลายร้อยชนิด และในสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 เราก็ได้เห็นประโยชน์และคุณค่าของพืชสมุนไพรไทยในการรักษาพยาบาลและต่อสู้กับโรคระบาดที่แพร่กระจายไปทั่วโลกอย่างชัดเจน ในขณะเดียวกัน ในหลายกรณี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ก็มีความก้าวหน้าทางด้านการวิจัยและนวัตกรรมทางการแพทย์ และเภสัชศาสตร์ ที่สามารถต่อยอดการวิจัยพัฒนาสมุนไพรให้เป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ เวชสำอาง  การป้องกันโรคระบาด และอื่น ๆ ในเชิงพาณิชย์ได้เป็นอย่างดี

ศักยภาพในความร่วมมือของทั้งสองมหาวิทยาลัยยังรวมไปถึงความร่วมมือด้านเทคโนโลยีเกี่ยวกับข้าว ซึ่งถือเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้าวหอมมะลิซึ่งเป็นวัฒนธรรมและหัวใจสำคัญทางเศรษฐกิจของชาวอีสานและเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกในฐานะสินค้าที่เป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์  ทั้งสององค์กรยังตกลงจะมีความร่วมมือด้านการจัดการขยะ ซึ่งเป็นปัญหาหลักของสังคมเมืองที่รอการจัดการ และสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ หรือ Sustainable Development Goals รวมทั้งยังเป็นทิศทางการพัฒนาไปสู่การเป็น Green University ของทั้งสองมหาวิทยาลัย และที่สำคัญไม่น้อยคือ ความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมระบบราง ที่ทั้งสองมหาวิทยาลัยมีสถาบันและศูนย์ที่จะเสริมงานวิจัยและการผลิตบัณฑิตร่วมกันได้อย่างดี เป็นความร่วมมือของสถาบันอุดมศึกษาที่มุ่งเน้นการพัฒนาระบบรางในมิติทั้งที่ต่างกันและเกื้อหนุนซึ่งกันและกัน ซึ่งจะมาต่อยอดและเสริมซึ่งกันและกันเพื่อประโยชน์ในการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ของประเทศ เพื่อยกระดับคุณภาพและมาตรฐานให้แก่ระบบรางของประเทศ 

รวมทั้งสร้างนวัตกรรมของฐานของรางรถไฟ การซ่อมบำรุงรักษาระบบราง การสร้างห้องปฏิบัติการที่มีความสามารถในการวิเคราะห์ทดสอบชิ้นส่วนและผลิตภัณฑ์ระบบรางให้ครอบคลุมการขนส่งในทุกระบบ การที่สถาบันอุดมศึกษาสามารถจับมือร่วมใจกัน ทำงานเสริมด้วยศักยภาพเพื่อการพัฒนาคณาจารย์ การเรียนการสอน การวิจัย และการผลิตนักศึกษา ย่อมเป็นสิ่งที่ทุกประเทศปรารถนาที่จะให้เกิดมีขึ้น

ในนามของสภามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน ผมขอแสดงความยินดีกับผู้บริหารและคณาจารย์ของทั้งสองมหาวิทยาลัยเป็นอย่างยิ่งสำหรับการลงนามบันทึกความร่วมมือระหว่างกันในวันนี้ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าความร่วมมือทางวิชาการในครั้งนี้จะเป็นก้าวย่างที่สำคัญ ในการสร้างโอกาสและส่งเสริมให้กับบุคลากรของทั้งมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน ได้มีบูรณาการองค์ความรู้สู่การพัฒนาร่วมกันและบรรลุตามวัตถุประสงค์ของการลงบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทุกประการต่อไป และจะบังเกิดผลลัพธ์แห่งความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมชัดเจนเพื่อเป็นประโยชน์ต่อนักศึกษา ประชาชนคนไทย และการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมของประเทศไทยอย่างยั่งยืนโดยเร็วต่อไป

ศาสตราจารย์คลินิก นายแพทย์นิเวศน์ นันทจิต อธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่  เปิดเผยว่า การลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการระหว่างมหาวิทยาลัยเชียงใหม่กับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน ในวันนี้ถือเป็นทิศทางที่ดีในการร่วมกันนำองค์ความรู้ เทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้เชิงพื้นที่ทั้งภาคเหนือและภาคอีสาน โดยมุ่งเน้นไปที่เทคโนโลยีทางด้านข้าว การจัดการขยะ การปลูกและพัฒนาสายพันธุ์พืชสมุนไพรพื้นถิ่น รวมถึงกัญชง กัญชา และระบบราง ความร่วมมือในการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีตามความเชี่ยวชาญของทั้งสองฝ่าย และด้านการพัฒนาศักยภาพบุคลากรระหว่างมหาวิทยาลัยครับ

รองศาสตราจารย์ ดร.โฆษิต ศรีภูธร รักษาราชการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน (มทร.อีสาน) เปิดเผยว่า มทร.อีสาน ในฐานะเป็นมหาวิทยาลัยอันดับ 1 ในกลุ่มมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล ภายใต้กรอบนโยบายของสภามหาวิทยาลัย โดยศาสตราจารย์พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย นายกสภามหาวิทยาลัย ที่มอบหมายให้ มทร.อีสาน ขับเคลื่อนด้านการจัดการเรียนการสอนผลิตบัญฑิตนักปฎิบัติ ให้ตอบโจทย์กลุ่มสถานประกอบการ ควบคู่ไปกับการพัฒนางานวิจัย สิ่งประดิษฐ์และเทคโนโลยีด้านนวัตกรรมและส่งเสริมการศึกษาและการกินดีอยู่ดีของคนอีสานซึ่งเป็นที่ตั้งของ มทร.อีสาน โดยการลงนามความร่วมมือในครั้งนี้ร่วมกับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เรามีเป้าหมายร่วมกันในการนำองค์ความรู้ เทคโนโลยี และการวิจัยต่างๆ ที่ มทร.อีสาน และ มช.มีความแข็งแกร่งของแต่ละแห่งอยู่แล้ว มาพัฒนาภาคอีสาน และภาคเหนือร่วมกัน ในฐานะเป็นมหาวิทยาลัยท้องถิ่น 

โดยเบื้องต้นได้มีการผสานความร่วมมือในการพัฒนาข้าวสายพันธุ์ต่าง ๆ  การจัดการขยะ การปลูกและพัฒนาสายพันธุ์พืชสมุนไพรพื้นถิ่น รวมถึง กัญชง กัญชา เพื่อประโยชน์ทางการแพทย์แผนไทยและการสาธารณสุข และนำไปสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์และการแปรรูปพืชสมุนไพรเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ ผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ เวชสำอาง และผลิตภัณฑ์อื่นที่สามารถนำไปผลิตเพื่อจำหน่ายในเชิงพาณิชย์ได้ รวมถึงความร่วมมือทางด้านระบบราง เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในระบบขนส่งทางรางและความปลอดภัยในการบริการเดินรถไฟ พร้อมยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมชิ้นส่วนและผลิตภัณฑ์ระบบรางให้เป็นไปตามมาตรฐานระบบรางของประเทศและมาตรฐานสากล เพื่อเพิ่มขีดความสามารถด้านการทดสอบวิเคราะห์ระบบรางและเทคโนโลยีต่างๆ ที่เกี่ยวกับระบบรางมาประยุกต์ใช้เชิงพื้นที่ รวมถึงการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีจากความเชี่ยวชาญทั้งฝ่าย มทร.อีสาน และมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และปัจจัยสำคัญอีกอย่างหนึ่งคือการพัฒนาศักยภาพบุคลากรร่วมกันครับ รศ.ดร.โฆษิต กล่าวตอนท้าย

คลิกอ่านและชมภาพเพิ่มได้ที่นี่ https://rmuti.ac.th/main/news090864-2/

พิพิธภัณฑ์ผ้า เปิดบ้านออนไลน์ ‘QSMT OPEN HOUSE: ONLINE TOUR 2021’ ชมเบื้องหลังงานอนุรักษ์ผ้า #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/593809

พิพิธภัณฑ์ผ้า เปิดบ้านออนไลน์ ‘QSMT OPEN HOUSE: ONLINE TOUR 2021’ ชมเบื้องหลังงานอนุรักษ์ผ้า

พิพิธภัณฑ์ผ้า เปิดบ้านออนไลน์ ‘QSMT OPEN HOUSE: ONLINE TOUR 2021’ ชมเบื้องหลังงานอนุรักษ์ผ้า

วันจันทร์ ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 18.44 น.

เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และวันแม่แห่งชาติ ประจำปี 2564 พิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ จะจัดกิจกรรม “QSMT OPEN HOUSE: ONLINE TOUR 2021” แบบออนไลน์ โดยจะพาทุกท่านไปทำความรู้จักกับงานเบื้องหลังของพิพิธภัณฑ์ผ้าฯ ทั้งความรู้ในงานอนุรักษ์ และเผยแพร่ภูมิปัญญาของบรรพบุรุษไทย ควบคู่ไปกับการเลือกชมและช้อปสินค้าจากพิพิธภัณฑ์ผ้า และมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ทุกวันเสาร์ตลอดเดือนสิงหาคม โดยมีกิจกรรมที่น่าสนใจ ดังนี้

วันเสาร์ที่ 14 สิงหาคม ช้อปเพลินกับ “Shop for Mom with QSMT” เยี่ยมชม ร้านพิพิธภัณฑ์ ซึ่งได้คัดสินค้าหลากหลายประเภทมาให้ได้เลือกซื้อเป็นของขวัญของฝากในเดือนของแม่ พร้อมส่วนลดพิเศษ 5% เมื่อซื้อครบ 500 บาท / ลด 10% เมื่อซื้อครบ 1,000 บาท / ลด 15% เมื่อซื้อครบ 1,500 บาท และลด 20% เมื่อซื้อครบ 2,000 บาท

วันเสาร์ที่ 21 สิงหาคม เพลิดเพลินไปกับ “The inspiration for Power of Love” ชวนพูดคุยเกี่ยวกับแง่มุมต่างๆ ที่เป็นแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์นิทรรศการ “ด้วยพลังแห่งรัก” โดยภัณฑารักษ์ประจำนิทรรศการ

วันเสาร์ที่ 28 สิงหาคม จุใจกับ “Shop for Mom with QSMT: Hilltribe Edition” เลือกซื้อสินค้าผ้าปักชาวไทยภูเขาจากมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ที่คัดสรรมาให้ได้เลือกซื้อเพื่อเป็นของขวัญของฝากสุดพิเศษสำหรับเดือนของแม่ในปีนี้  

ติดตามกิจกรรมเปิดบ้านออนไลน์ “QSMT OPEN HOUSE: ONLINE TOUR 2021” ทุกวันเสาร์ตลอดเดือน ตั้งแต่เวลา 11.00 น. เป็นต้นไป ทาง Queen Sirikit Museum of Textiles และ Queen Sirikit Museum of Textiles’ Shop

‘ออโตเมชั่น’ ตัวช่วยนักวิทย์ฯข้อมูล ในการสร้างความได้เปรียบธุรกิจห้างค้าปลีก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/593800

‘ออโตเมชั่น’ ตัวช่วยนักวิทย์ฯข้อมูล ในการสร้างความได้เปรียบธุรกิจห้างค้าปลีก

‘ออโตเมชั่น’ ตัวช่วยนักวิทย์ฯข้อมูล ในการสร้างความได้เปรียบธุรกิจห้างค้าปลีก

วันจันทร์ ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 18.34 น.

‘ออโตเมชั่น’ ตัวช่วยนักวิทยาศาสตร์ข้อมูลในการสร้างความได้เปรียบธุรกิจห้างค้าปลีก เช่นเดียวกับอุตสาหกรรมอื่นๆ ระบบอัตโนมัติหรือออโตเมชั่นมีศักยภาพในการเปลี่ยนแปลงระบบการทำงานแบบดั้งเดิมได้อย่างรวดเร็วและรุนแรงในทำนองเดียวกับที่นักวิทยาศาสตร์ข้อมูล (data scientist) สร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับประสิทธิภาพการวิเคราะห์ข้อมูลได้อย่างน่าทึ่งแถมยังช่วยเสริมคุณค่าในงานของเขาให้มีมูลค่าสูงยิ่งขึ้นในบทความนี้วีเจย์บาลาจิแมเดสวารัน ผู้อำนวยการฝ่าย Applied Data Science ของดันน์ฮัมบี้ APAC จะมาเผยถึงมุมมองว่าด้วยเรื่องศักยภาพของระบบอัตโนมัติที่จะส่งผลต่ออนาคตของวิทยาศาสตร์ข้อมูลรวมถึงอุปสรรคที่ขัดขวางไม่ให้เกิดการนำมาใช้อย่างแพร่หลาย

“คุณทำอาชีพอะไร?” นี่คือหนึ่งในคำถามที่บรรดานักวิทยาศาสตร์ข้อมูลมักถูกถามอยู่เสมอและคำตอบก็สามารถเปลี่ยนไปได้เรื่อยๆ ขึ้นอยู่กับว่าใครเป็นผู้ถามและเขาหรือเธอมีระดับความเข้าใจที่เราคิดว่าพวกเขามีต่อสายงานของพวกเราแค่ไหน?

สำหรับอาชีพนักวิทยาศาสตร์ข้อมูลสิ่งที่เรา “ทำเพื่อหาเลี้ยงชีพ” อาจอธิบายออกมาเป็นคำพูดได้ยากเป็นพิเศษวิทยาศาสตร์ข้อมูลเป็นคำกว้างๆที่เต็มไปด้วยบทบาทหน้าที่และทักษะงานในด้านต่างๆ มากมายซ่อนอยู่ซึ่งโดยส่วนใหญ่ต้องใช้ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านดังนั้นผมจึงคิดว่าคำตอบส่วนใหญ่ที่คุณจะได้รับเมื่อถามนักวิทยาศาสตร์ข้อมูลว่างานของพวกเขาเกี่ยวข้องกับอะไร? คุณจะได้รับคำตอบไม่ข้อใดก็ข้อหนึ่งในห้าข้อนี้

i. การแสวงหาและจัดเก็บข้อมูล: การรวบรวมการเก็บรักษา และจัดเก็บข้อมูลอย่างเหมาะสม

ii. การจัดการ: การชำระข้อมูลการแยกแยะการดัดแปลงและการนำเข้าข้อมูลตลอดจนการตรวจจับความผิดปกติของข้อมูล

iii. การรายงาน: การประมวลผลข้อมูลในลักษณะที่สามารถนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางธุรกิจ (BI)เช่นการวิเคราะห์ตัวชี้วัดและการแบ่งส่วนทางการตลาด(Segmentation)

iv. การเรียนรู้: การวิเคราะห์ข้อมูลขั้นสูงรวมถึงเทคนิคการเรียนรู้ของเครื่องจักรอย่างง่าย (machine learning)

v. AI หรือปัญญาประดิษฐ์: การประยุกต์ใช้การเรียนรู้ของเครื่องจักรขั้นสูง (advanced machine Learning)

ถึงแม้ผมจะคิดว่าทั้งห้าข้อด้านบนนี้เป็นบทสรุปที่สมเหตุสมผลกับการอธิบายลักษณะงานของนักวิทยาศาสตร์ข้อมูลแต่ผมก็คิดว่ายังมีบางอย่างขาดหายไปซึ่งก็คือระบบออโตเมชั่นนักวิทยาศาสตร์ข้อมูลส่วนใหญ่มักไม่นับรวมระบบออโตเมชั่นว่าเป็นองค์ประกอบหลักในงานของตนแต่มันมีความสำคัญเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆโดยเฉพาะอย่างยิ่งในแง่ของการวัดผลตอบแทนการลงทุน (ROI)

เฉกเช่นเดียวกับ data literacy ซึ่งมีศักยภาพมากพอที่จะเปลี่ยนโฉมคำนิยามของนักวิทยาศาสตร์ข้อมูลแบบพลิกหน้ามือเป็นหลังมือย่อมกลายเป็นสิ่งที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายตามมา โดยภาพรวมระบบออโตเมชั่นถูกมองว่าจะสร้างผลกระทบในระดับการเปลี่ยนแปลงของวิทยาศาสตร์ข้อมูลและที่สำคัญประโยชน์ที่พึงได้รับนั้นมีมากกว่าแค่การทำให้กระบวนการทำงานรวดเร็วขึ้นและมีประสิทธิภาพมากขึ้นหากระบบออโตเมชั่นถูกนำไปใช้งานอย่างเต็มประสิทธิภาพมันจะเป็นเสมือนตัวช่วยในแทบทุกเรื่อง ตั้งแต่สร้างระเบียบปฏิบัติให้แก่พนักงานตลอดจนการสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันเพราะเหตุใดผมจึงเชื่อเช่นนั้น? ลองพิจารณาตามนี้ดู

ระบบออโตเมชั่นช่วยทำลายความน่าเบื่อ การทำสิ่งเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่าเป็นเรื่องที่น่าเบื่อหน่ายยิ่งไปกว่านั้นมันยังเป็นการเสียเวลาเสียแรงทุ่มเทและที่แย่ที่สุดก็คือมันทำให้คุณสูญเสียต้นทุนทางปัญญาที่คุณอุตส่าห์ลงทุนไประบบออโตเมชั่นจะช่วยป้องกันไม่ให้ผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์ข้อมูลที่มากความสามารถต้องสิ้นเปลืองเวลาไปกับการแก้ไขปัญหาเดิมๆ ซ้ำๆหรือทำงานซ้ำซากซึ่งผลลัพธ์ที่ได้ทำให้พวกเขามีเวลาไปทำงานด้านอื่นๆ ที่มีคุณค่ามากขึ้นและทำงานที่มีส่วนร่วมมากขึ้น

คอมพิวเตอร์ช่วยให้เกิดการสินใจที่ดีขึ้นได้อย่างรวดเร็ว หากคุณเป็นผู้ค้าปลีกที่ต้องจัดโปรโมชั่น 15,000 รายการทุกสัปดาห์การผลักภาระงานลักษณะนี้ให้มนุษย์เป็นผู้วิเคราะห์ข้อเสนอทั้งหมดดูจะมากกว่าเกินกว่าที่จะรับไหวต่อให้ทีมงานของคุณมีความสามารถเปี่ยมล้นเพียงใดก็ตามหากคุณเปลี่ยนให้ระบบออโตเมชั่นเข้ามาทำหน้าที่ในการวิเคราะห์แทนโดยตั้งให้เครื่องแสดงและแนะนำแนวทางปฏิบัติพร้อมใส่ค่าผลลัพธ์ที่คาดการณ์ไว้จะเป็นการช่วยให้ทีมงานที่เป็นบุคคลากรสามารถตัดสินใจได้อย่างชาญฉลาดและถูกต้องชัดเจนยิ่งขึ้น

ระบบออโตเมชั่นช่วยให้คุณจำลองสูตรสำเร็จและขยายขอบเขตงานได้ สมมติว่าทีมงานคุณมี 15 คนที่ทำงานด้านวิทยาศาสตร์ข้อมูลที่ขับเคลื่อน 1,000 แคมเปญต่อปีการทำให้กระบวนการเบื้องหลังการทำงานเป็นแบบออโตเมชั่นจะช่วยให้คุณสามารถลดทีมงานให้เหลือเพียงสองคนและสามารถจัดสรรทีมงานที่เหลือซึ่งมากความสามารถไปช่วยแก้ปัญหาใหม่ๆขยายงานไปสู่พื้นที่อื่นๆ หรือพัฒนาแนวคิดใหม่ๆซึ่งประโยชน์ที่เพิ่มมาทั้งหมดนี้ได้มาด้วยค่าใช้จ่ายเท่าเดิม

ความเร็วเป็นข้อได้เปรียบในการแข่งขัน  การตัดสินใจที่ล่าช้ามีค่าเท่ากับการไม่ได้ตัดสินใจยิ่งการตัดสินใจทางธุรกิจของคุณเร็วเท่าไหร่คุณก็ยิ่งสามารถเอาชนะคู่แข่งได้เร็วขึ้นเท่านั้นระบบออโตเมชั่นจะช่วยให้องค์กรมีโอกาสสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันซึ่งเป็นปัจจัยที่จะมีความสำคัญเพิ่มมากขึ้นก็ต่อเมื่อเกิดการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในวงกว้างหรือใช้กันอย่างแพร่หลาย

เช่นเดียวกับปัญญาประดิษฐ์(AI) มีประเด็นถกเถียงเกิดขึ้นมากมายเกี่ยวกับระบบออโตเมชั่นซึ่งอาจจะเดาได้ง่ายๆว่าเป็นเพราะทุกธุรกิจเกือบทุกแห่งได้เดินหน้าและเปลี่ยนให้กระบวนการและขั้นตอนส่วนใหญ่ขององค์กรเป็นระบบออโตเมชั่นแล้วแต่น่าเสียดายที่ในกรณีนี้ไม่ใช่และจะยังคงไม่ได้เป็นเช่นนั้นจนกว่าเราจะสามารถเอาชนะอุปสรรคพื้นฐานบางประการที่ขวางทางการยอมรับในวงกว้างให้ได้เสียก่อน

ประการแรก คือ การตระหนักรู้องค์กรและผู้คนจำนวนมากไม่ได้ตระหนักถึงประโยชน์ที่ระบบออโตเมชั่นมีต่อองค์กรแม้แต่ผู้ที่เข้าใจว่ามันว่ามีประโยชน์ก็ยั่งหวั่นใจว่าจะดำเนินการอย่างไรเพื่อให้ออกมาดีที่สุดหรืออย่างน้อยก็เกิดผลสำเร็จความไม่แน่ใจนี้ยังทำให้ยากต่อการประเมินค่าใช้จ่ายที่จำเป็นในการขับเคลื่อนระบบออโตเมชั่นไปข้างหน้าโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อองค์กรส่วนใหญ่ยังแบกหนี้ต้นทุนด้านเทคนิคเป็นจำนวนมากอยู่แล้วซึ่งจะยิ่งเพิ่มแรงต่อต้านการเปลี่ยนแปลงให้มากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้เราต้องคำนึงถึงปัจจัยด้าน ’มนุษย์’ ด้วยตามที่กล่าวไว้ข้างต้นระบบออโตเมชั่นจะลดปริมาณทรัพยากรบุคคลที่จำเป็นต้องใช้ในการแก้ปัญหาลงอย่างมากแต่นั่นไม่ใช่ปัญหาสำหรับงานวิทยาศาสตร์ข้อมูลที่ผู้เชี่ยวชาญสามารถปรับใช้ทักษะกับงานสาขาอื่นได้อย่างไรก็ตามแนวคิดระหว่าง “มนุษย์กับเครื่องจักร” นั้นยากที่จะสั่นคลอนอย่างไม่ต้องสงสัยและมีบางสิ่งที่พิสูจน์ให้เห็นด้วยว่าการวิเคราะห์ของมนุษย์นั้น “สร้างสรรค์” มากกว่าเครื่องจักร

ในท้ายที่สุดสำหรับคนบางกลุ่มระบบออโตเมชั่นจะไม่มีความสำคัญเร่งด่วนเพราะพวกเขาอาจเชื่อว่าความต้องการของพวกเขาเปลี่ยนแปลงเร็วเกินกว่าที่จะได้รับประโยชน์จากมัน หรือคนเหล่านี้ยังพยายามมองหาแรงจูงใจในแง่ของผลตอบแทนเพื่อใช้ประกอบการพิจารณาอย่างจริงจังซึ่งแน่นอนว่ามันก็ถูกหากต้องมีการเปลี่ยนแปลงอะไรก็ตาม

สำหรับองค์กรที่ต้องการเปิดรับศักยภาพของระบบออโตเมชั่นการใส่ใจต่อสิ่งสำคัญบางประการสามารถเร่งให้เกิดการพัฒนาอันนำไปสู่การใช้งานจริงได้:

i. สร้างการตระหนักรู้:อุปสรรคที่ใหญ่ที่สุดของระบบออโตเมชั่นมักเป็นเรื่องของภายในองค์กรดังนั้นความตระหนักรู้ความเข้าใจและการยอมรับล้วนมีความสำคัญ

ii. เน้นที่คุณค่า: มีเป้าหมายที่ชัดเจนและตั้งคำถามอยู่เสมอว่ากระบวนการที่คุณต้องการเปลี่ยนให้เป็นระบบออโตเมชั่นจะให้คุณค่ามากกว่าในที่สุดใช่หรือไม่

iii. ทำให้ระบบออโตเมชั่นมีความสำคัญ: ขจัดอุปสรรคที่มีอยู่และพยายามมองหาสิ่งที่อาจเป็นปัญหาในอนาคตจัดการกับความกลัวและข้อกังวลต่างๆและช่วยให้ผู้คนเข้าใจถึงประโยชน์ที่จะได้รับจากระบบออโตเมชั่นอย่างแท้จริง

ผู้เขียน

วีเจย์ บาลาจิ แมเดสวารัน ผู้อำนวยการฝ่าย Applied Data Science ของ dunnhumby APAC ดูแลรับผิดชอบทางด้านการลงทุน การสร้างพันธมิตร การเข้าถึงและปรับแต่งระบบ เพื่อช่วยให้ธุรกิจค้าปลีกและแบรนด์ต่างๆ ได้รับประโยชน์สูงสุดจากการตระหนักถึงคุณค่ามหาศาลของข้อมูลที่มีอยู่

ในหลวงถวายพระราชนิพนธ์กลอน สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ‘ชายรักแม่ สุดหัวใจ’ 12 สิงหา วันแม่แห่งชาติ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/593788

ในหลวงถวายพระราชนิพนธ์กลอน สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ‘ชายรักแม่ สุดหัวใจ’ 12 สิงหา วันแม่แห่งชาติ

ในหลวงถวายพระราชนิพนธ์กลอน สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ‘ชายรักแม่ สุดหัวใจ’ 12 สิงหา วันแม่แห่งชาติ

วันจันทร์ ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 17.56 น.

เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง 12 สิงหาคม 2564 ขออัญเชิญพระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อครั้งดำรงพระอิสริยยศเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร ทรงเคยพระราชนิพนธ์กลอนถวายพระพรชัยมงคล สมเด็จพระนางเจ้าฯ เมื่อ 12 สิงหาคม 2515  ขณะทรงศึกษาวิชาการทหาร ณ โรงเรียนนายร้อยดันทรูน  เครือรัฐออสเตรเลีย เป็นบทพระราชนิพนธ์สุดซาบซึ้งสะท้อนให้เห็นถึงความรักมอบแทนใจลูกถึงแม่ผู้เป็นที่รักยิ่ง ว่า….

วันเฉลิม สมเด็จแม่ ได้แต่คิด

ขอน้อมจิต รำลึกถึง คะนึงหา

พระคุณแม่ มากล้น เหลือคณนา

ลูกเกิดมา โชคดี มีแม่งาม

ไปเมืองไหน ถูกถาม ถึงนามแม่

ว่าสวยแท้ ราชินี แห่งสยาม

ควีนสิริกิติ์ จำขึ้นใจ ในพระนาม

ชมว่างาม เพริศพริ้ง ยอดหญิงไทย

แม่รักชาย ห่วงชาย ชายก็รู้

ชายจะสู้ สุดชีวา อย่าสงสัย

จะทำตัว ให้สม แม่วางใจ

จะรักไทย กู้ศักดิ์ศรี จักรีวงศ์

จะรักหญิง ที่เขา เข้าใจแม่

จะแน่วแน่ พุทธศาสน์ ถือพระสงฆ์

การสวดมนต์ ไหว้พระ จะดำรง

จะมั่นคง รักชาวไทย ไม่เสื่อมคลาย

ขอถวาย สมเด็จแม่ เพียงแค่นี้

จงโชคดี มีสุข ทุกข์จากหาย

อย่าคิดมาก ทำพระทัย ให้สบาย

เรื่องลูกชาย แม่อย่าเศร้า เขารักดี

ชายขอกราบ ลงที่ตัก พร้อมรักแท้

ชายรักแม่ สุดหัวใจ ชายไม่หนี

ชายจะเป็น กำลังใจ ป้องไพรี

มอบชีวี และเลือดเนื้อ เพื่อแม่เอย”

กระทรวงวัฒนธรรม ชวนคนไทยร่วมเทิดไท้องค์ราชินีสมเด็จพระพันปีหลวง ผ่านเว็บไซต์ ‘เรารักแม่’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/593781

กระทรวงวัฒนธรรม ชวนคนไทยร่วมเทิดไท้องค์ราชินีสมเด็จพระพันปีหลวง ผ่านเว็บไซต์ ‘เรารักแม่’

กระทรวงวัฒนธรรม ชวนคนไทยร่วมเทิดไท้องค์ราชินีสมเด็จพระพันปีหลวง ผ่านเว็บไซต์ ‘เรารักแม่’

วันจันทร์ ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 17.37 น.

9 สิงหาคม 2564 กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม ชวนคนไทยร่วมลงนามถวายพระพร เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในวโรกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ และวันแม่แห่งชาติ ในวันที่ 12 สิงหาคม 2564 ผ่านเว็บไซต์  www.raorakmae.com  หรือ www.เรารักแม่.com พร้อมน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่มีต่อปวงชนชาวไทยมาอย่างยาวนาน ผ่านโครงการนิทรรศการออนไลน์ “พระเมตตากรุณาของสมเด็จพระพันปีหลวง” 

เว็บไซต์ “เรารักแม่” ได้จัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ซึ่งเป็นพื้นที่ถ่ายทอดเรื่องราวของสมเด็จพระพันปีหลวง ผ่านพระราชประวัติอันงดงามและพระราชกรณียกิจที่เป็นที่จดจำมาอย่างยาวนาน รวมถึงพระอัจริยภาพหลากหลายที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนคนไทย และเป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่เยาวชนผู้เข้าชมเว็บไซต์ อาทิ รางวัลพระเกียรติคุณ , ความวิจิตรของฉลองพระองค์ชุดไทยพระราชนิยมที่หาชมได้ยาก และดอกไม้ในพระนามาภิไธยอันทรงคุณค่า ฯลฯ โดยประชาชนสามารถเข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซต์ และร่วมลงนามถวายพระพรได้อย่างต่อเนื่อง เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้

พร้อมกันนี้ เว็บไซต์ “เรารักแม่” ยังเป็นอีกช่องทางส่งเสริมวัฒนธรรมการแสดงความรัก ความผูกพันของแม่-ลูก และสถาบันครอบครัว โดยได้มีการจัดทำบทเพลงอันไพเราะที่ถ่ายทอดความรู้สึกถึง “แม่” จากการประพันธ์ของ “ครูดอย อินทนนท์” นักแต่งเพลงผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของศิลปินลูกทุ่งและลูกกรุงมากมาย ด้วยบทเพลงที่มีชื่อว่า “พระคุณแม่” ซึ่งเคยถูกขับร้องมาแล้วจากน้ำเสียงต้นฉบับอันก้องกังวาลของ “นกน้อย อุไรพร” ศิลปินนักร้องลูกทุ่งหมอลำชื่อดังทั้งในและต่างประเทศ ในการนี้ ครูดอย อินทนนท์ ได้นำมาดัดแปลงเนื้อร้องและทำนองใหม่ให้เข้ากับยุคสมัยมากขึ้น โดยเนื้อหาของเพลงบอกเล่าเรื่องราวพระคุณของแม่ได้อย่างซาบซึ้งกินใจ เพื่อถ่ายทอดออกมาให้ผู้ฟังเห็นถึงพระคุณอันยิ่งใหญ่มหาศาลของผู้เป็นแม่ ตั้งแต่แม่เริ่มให้กำเนิด ทะนุถนอม ขับกล่อม เลี้ยงดูด้วยความยากลำบากจนเติบโต

สามารถเยี่ยมชมและลงนามถวายพรได้ที่เว็บไซต์ http://www.เรารักแม่.com และรับฟังบทเพลง “พระคุณแม่” ผ่านช่องทางออนไลน์ หรือเฟสบุ๊คเพจ: ศิลปะ ดนตรี กวี วัฒนธรรมไทย

‘มิว’ เปิดใจครั้งแรกหลังเพลงใหม่ดังไกลระดับโลก เผยเคยแคสงานจนท้อเกือบทิ้งฝันเป็นนักแสดง! #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/594111

'มิว'เปิดใจครั้งแรกหลังเพลงใหม่ดังไกลระดับโลก เผยเคยแคสงานจนท้อเกือบทิ้งฝันเป็นนักแสดง!

‘มิว’เปิดใจครั้งแรกหลังเพลงใหม่ดังไกลระดับโลก เผยเคยแคสงานจนท้อเกือบทิ้งฝันเป็นนักแสดง!

วันอังคาร ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 18.21 น.

เป็นศิลปิน-นักแสดงที่มากความสามารถคนหนึ่งวงการบันเทิงไทยสำหรับหนุ่ม “มิว” ศุภศิษฏ์  ซึ่งวันนี้จะมาเปิดเผยเส้นทางจากเด็กเนิร์ด สู่นักแสดงหนุ่มสุดปัง ที่เคยโดยปฎิเสธงานจนท้อจนเกือบเลิกตามฝัน พร้อมเผยความรู้สึกที่งานเพลงดังไกล ติดชาร์ต Billboard Charts ถึง 5 เพลงด้วยกัน ในรายการ “คุยแซ่บSHOW”  ทางช่องOne31 ที่มี  “หนิง” ปณิตา  และ เป๊กกี้ ศรีธัญญา เป็นพิธีกรดำเนินรายการ

รู้สึกอย่างไรที่เพลงใหม่ติด Billboard Charts ถึง 5 เพลง และได้ขึ้นนิตยสาร  Frobos

“มิว” ศุภศิษฏ์  : ก็ติด 5 เพลง มี Drowning, Missing You, Let Be Me, More And More, Time Machine รู้สึกดีใจมาก ๆ ตอนที่ผมรู้ข่าวคือทาง Bill Brod เขาทวิตเตอร์มาหาผมเอง ติดในหมวด Digital Song Sales Chart ส่วนที่ได้ขึ้นิตยสารก็ดีใจและตื่นเต้น ตอนที่รู้ข่าวก็ตื่นเต้นมากๆ ก็อยากขอบคุณแฟนๆ มากๆ เพราะแฟนๆ คอยช่วยเหลือเรา คอยอยู่ข้างๆ เราตลอด

คิดไหมว่าจะมาไกลขนาดนี้

“มิว” ศุภศิษฏ์  : ก็ไม่ได้คิดว่าจะติดบิวบอร์ด หรือว่าจะมี Frobos  เขียนถึง ก็เป็นเรื่องที่เซอร์ไพร์สมากๆ เพราะอัลบั้มนี้เราต้องการแค่อยากทำเพลงที่มีคุณภาพ ให้กับแฟน ๆ เพราะเรารู้สึกว่าแฟนๆ สนับสนุนเรามาตลอดเราก็อยากที่จะพัฒนาผลงานเรา ลองแนวเพลงใหม่ ๆ ของดิสคอฟเวอร์กับเพลง กับทำนอง กับเนื้อร้อง แล้วเราก็ถ่ายทอดออกมาเป็น 10 เพลงนี้ ต้องบอกก่อนว่าตั้งใจมากจริงๆ ทั้งตัวผมเอง ทั้งคนที่มาร่วมงานด้วย

ในนิตยสาร Frobos เขียนชื่นชมเราอย่างไรบ้าง

“มิว” ศุภศิษฏ์  : Frobos ก็จะเขียนถึงเรื่องเพลงประมาณว่า  เรามาใหม่ในเรื่องงานเพลงและเพิ่งมีอัลบั้มแรกด้วย แต่สามารถติดชาร์ตได้ถึง 5 เพลงซึ่งสุดยอดมากๆ ก็ต้องขอบคุณทาง Frobos ด้วย

ก่อนเข้าวงการเป็นเด็กเนิร์ดมาก่อน

“มิว” ศุภศิษฏ์  : ใช่ครับคือของผมจะอยู่ในกรอบมากๆ ก็จะตั้งใจเรียนมากๆ  และก็ชอบเล่นเกม ติดเกม ชอบดูหนังปกติ และเป็นคนที่ขี้อายมากๆ  ถามว่ามีความอยากเป็นนักแสดงตั้งแต่เด็กไหม คือถ้าเป็นเรื่องร้องเพลงเราชอบร้องเพลงอยู่แล้วแต่ไม่ถึงขั้นจะปล่อยเพลงออกมาออกมาจริงจัง ส่วนเรื่องการเป็นนักแสดงก็ไม่เคยคิดเลย และที่ไม่เคยไปประกวดร้องเพลงที่ไหนเพราะเราเป็นคนขี้อายมากๆ ขี้อายถึงขั้นไม่กล้าจับไมค์ ถ้าถือไมค์มือจะสั่น ถามว่าลึกๆ อยากเป็นศิลปินไหม ผมคิดว่าตอนนั้นอยากเหมือนกันแต่เราไม่กล้าพอที่จะทำตรงนี้ เพราะว่ากลัวมากๆ กลัวไปหมดเลย เพราะตอนเด็กจะเป็นคนที่ชอบเอาความคาดหวังของคนอื่นมาใส่ตัวเอง เวลาไปหน้าชั้นก็จะคิดว่าอาจารย์จะคิดอย่างไรกับเรานะ เพื่อนๆ เราจะคิดอย่างไรกับเรานะ ก็เลยทำให้ไม่มีความเป็นตัวของตัวเองเลย ไม่รู้จะต้องวางมืออย่างไร ไม่รู้จะต้องพูดอย่างไรดี

มีเรียนร้องเพลง มีเรียนแสดงไหม

“มิว” ศุภศิษฏ์  : ถ้าตอนเด็กๆ เรายังไม่จริงจัง คือมันมีช่วงหนึ่งที่เรามีเวลาว่าง เราแค่อยากลองพัฒนาอะไรบางอย่างดู เราชอบร้องเพลงก็เรียนร้องเพลงดูไหม พอเรียนไปเรื่อยๆ มันทำให้เราได้ร้องให้คนอื่นฟังบ้าง ซึ่งทำให้เราคลายกังวลไปบ้าง

จุดเริ่มต้นที่เข้ามาวงการบันเทิงคืออะไร

“มิว” ศุภศิษฏ์  : เริ่มจากไปเรียนพิเศษ คือไปเรียนติวเข้ามหาวิทยาลัยที่สยาม แล้วไปเจอโมเดลลิ่ง ซึ่งเขาบอกเราว่าเราหน้าตาโอเคมากเลย มาแคสโฆษณาให้พี่หน่อยได้ไหม มีสัญญาให้เซ็นเลย คือผมก็ตกใจมาก แล้วก็โทรหาบอกมะม๊าก่อนอยากให้ไปลองแคสโฆษณาดูแล้วก็อยากให้เซ็นสัญญาเลย มะม๊าบอกว่าเอาสัญญากลับมาดูก่อนไหมถ้าอยากทำก็ลองทำไปก่อน สุดท้ายไม่ได้เซ็นต์ ตอนไปแคสก็ได้เหมือนกันเป็นซิมมือถือแต่ไม่ได้ถ่าย

แต่กว่าจะได้เล่นโฆษณาแคสโฆษณามาเยอะมาก

“มิว” ศุภศิษฏ์  : ใช่ๆ ถามว่าแคสถึงร้อยไหมน่าจะถึง เพราะมีช่วงหนึ่งที่เราแคสงาน 7 วันเลย แล้วแต่ละวันเราก็แคส 3-4 งาน วนไปเรื่อยๆ แต่ไม่ได้ นอกจากแคสโฆษณาก็มีไปเดินแบบ ไปถ่ายนิตยสาร ตอนเดินแบบผมยังคิดว่าน่าจะสบายกว่างานอื่น เพราะเราแค่เดินเฉยๆ แต่พอเราไปดูรูปแล้วทำไมเราดูแย่จัง คือนักเดินแบบเก่งๆ เขาต้องมีอินเนอร์บางอย่างเพื่อนำเสนอเสื้อผ้าที่เขาใส่อยู่ ซึ่งตอนที่ผมเดินแรกๆ ผมไม่รู้เรื่องก็เลยรู้สึกว่าทำไมเราดูแย่จังเลย

อยากรู้ว่ามิวเรียนมาทางด้านไหน

“มิว” ศุภศิษฏ์  : เรียนวิศวะ เพราะตอนม.6 เคยถามมะม๊ากะปะป๊าว่าขอเรียนนิเทศน์ได้ไหม แต่ท่านว่าไม่เอา เพราะอาม่าอยากให้เรียนวิศวะกับหมอเท่านั้น ผมเลยเรียนวิศวะ เพราะถ้าเรียนหมอมันต้องเรียนนาน ต้องเรียน 6 ปี แถมยังต้องไปเรียนสายเฉพาะอีก ถ้าเรียนหมอก็คงจะต้องยุ่งมากๆ คงไม่มีเวลามาแคสโฆษณา อะไรแบบนี้  แต่ตอนนี้เรียนนานกว่าเรียนหมอ เรียนยันเอก เรียนมา 8-9 ปีแล้ว

ดูมิวผูกพันธ์กับครอบครัว

“มิว” ศุภศิษฏ์  : คือผมรู้สึกว่าเราเติบโตมาเพราะมีพวกท่านดูแลมาโดยตลอด ผมรู้สึกอบอุ่น และท่านเป็นที่ปรึกษาให้เราได้และท่านก็คอยให้กำลังใจเราตลอด เวลาที่เรามีคำถามอะไร หรือว่ามีอะไรที่ต้องตัดสินใจที่มันยากมากๆ ก็จะคอยปรึกษาท่าน

ทำไมเลือกคุยกับคนที่บ้านก่อนที่จะคุยกับเพื่อน

“มิว” ศุภศิษฏ์  : คือผมรู้สึกว่าเพื่อนเราจะชอบเออออตาม ไม่อย่างนั้นคงเป็นเพื่อนกันไม่ได้หรอก (หัวเราะ) บางทีเราอยากจะได้มุมมองที่มองไกลกว่าเรา ก็เลยเลือกที่จะปรึกษาคนที่เป็นผู้ใหญ่กว่าเราบ้าง หรืออาจจะเป็นคนที่เด็กกว่าเราเยอะๆ

แคสงานไม่ได้ครอบครัวว่าอย่างไรบ้าง

“มิว” ศุภศิษฏ์  : ตอนนั้นทางบ้านก็จะบอกว่า ถ้าการเรียนเราโอเค อยากทำอะไรก็ทำได้เลย เราแคสงานมาแล้วไม่ได้เขาก็ไม่ได้ว่าอะไรถือว่าเป็นบทเรียน สำหรับเราด้วย แต่พอถึงเวลาจริงๆ การแคสงานมันยากมากๆ เพราะเวลาไม่ได้ เขาไม่เคยบอกเราเลยว่าไม่ได้เพราะอะไร เขาจะบอกแค่ว่าเราไม่ได้ มันทำให้เราต้องไปคอยรีเช็คตัวเองว่า ทำไมถึงไม่ได้ คือถ้าเขาแจ้งมาเราจะได้ไปพัฒนาปรับปรุงตัวเราได้ แต่ผมไม่เคยทราบเลย มันทำให้เรารู้สึกว่า ทำไมเราไม่ได้นะ ทั้งๆ ที่เราก็ทำเต็มที่แล้ว  เราก็เลยโทษแต่คนอื่น แต่ไม่เคยโทษตัวเองเลย ถามว่ามีท้อบ้างไหม ก็มีเหมือนกันนะ เพราะบางทีเราไปแคส 3-4 งานแต่ไม่ได้ เพราะบ้านก็อยู่นนท์ แต่เราต้องแคสงานไกลถึงทาวน์อินทาวน์ ซึ่งมันไกลมากๆ  พอไม่ได้เยอะมากๆ เราก็เลยขอเบรกก่อนดีกว่า แล้วกลับมานั่งทบทวนตัวเองดู เราไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าการที่เราจะเป็นนักแสดงได้เราต้องมีความสามารถเรื่องการแสดง ทำไมเราไม่มองตรงจุดนี้ เราแค่แคสไปเรื่อยๆ แต่ไม่เคยพัฒนาเรื่องการแสดงเลย ก็เลยรู้สึกว่าเป็นเพราะเรานี่แหละที่ห่วย ก็เลยไปเรียนแคสติ้งก่อนแล้วค่อยกลับมาแคสใหม่

คนอื่นเบรก 2-3 อาทิตย์ แต่มิว เบรกที 3 ปี

“มิว” ศุภศิษฏ์  : ใช่ ก็ไปเรียนแอคติ้ง พอเรากลับมา ไปแคสโฆษณาก็ผ่าน และได้เล่นซีรีส์ด้วย

จบวิศวะทำไมไม่ทำงานด้านวิศวะ

“มิว” ศุภศิษฏ์  : คือมีช่วงหนึ่งที่ได้ไปเรียนต่อ ช่วงนั้นจะว่างมากๆ และที่บ้านก็จะรุ้สึกว่าทำไมไม่ยอมทำงานต่อสักที ผมเลยรู้สึกว่าเรายังอยากทำงานตรงนี้อยู่ คือถ้าเราไปทำงานด้านวิศวะเราต้องจริงจังแน่นอน และคงไม่ได้มาทำงานด้านนี้อีกแล้ว

ที่บ้านว่าอย่างไรในเมื่ออยากทำงานบันเทิง

“มิว” ศุภศิษฏ์  : อาม่ากับคุณแม่เขาใจดี  ส่วนปะป๊าจะบอกว่า ถ้าอยากแคสงานต่อก็ไปเรียนปริญาโทละกัน ผมก็เลยโอเคว่าเรียนโทต่อให้ ก็เรียนโททางด้านวิศวะสายเดิม ช่วงระหว่างเรียนโทก็ไปเป็นอาจารย์พิเศษบ้าง แต่พอจบโทมามันมีซีรีส์กระแสก็เริ่มมา งานก็เยอะมาก แต่งานสอนเราก็ยังรับอยู่ ไปเป็นอาจารย์พิเศษบ้าง แต่ถ้าจะให้ไปเป็นเต็มเวลาคงไม่ได้เพราะเวลาไม่ได้จริงๆ

เวลาเด็กเรียกอาจารย์รู้สึกอย่างไร

“มิว” ศุภศิษฏ์  : ก็จั๊กกะจิ้ เพราะน้องที่เราสอนก็ห่างกับเราแค่ 3-4  ปี แต่มาเรียกเราว่าอาจารย์ เราก็รู้สึกโตๆ เวลาสอนผมจะทำสไลด์แล้วจะชอบพูดแล้วให้น้องเขาจดตาม คือผมจะสอนเรื่องสถิติก็เลยทำให้มีโจทย์อะไรแบบนี้ คือจะสอนเป็นพาร์ทแรก แล้วเว้นเป็นโจทย์ไว้แล้วให้ทุกคนลองทำดู  แต่เวลาเรียนก็จะมีเด็กมาแซวๆ ว่าอาจารย์จะมาสอนหรือมาเดินแบบ

ทำงานหลายอย่าง แล้วที่บ้านก็มีกิจการของตัวเอง อยากรู้ว่าที่บ้านอยากให้เราสืบทอดกิจการไหม

“มิว” ศุภศิษฏ์  : เอาจริงๆ  คุณพ่อคุณแม่ยังไหว ท่านรู้สึกว่าเราอยากทำอะไรเราก็ไปก่อนได้เลย ส่วนตัวธุรกิจที่ท่านทำอยู่นัน้ ก็จะเป็นธุรกิจที่คอยซัพพอร์ทเราเมื่อเราไม่รู้ว่าจะต้องทำอะไร

การเป็นผู้จัดละครนี่ใช่ความฝันของเราไหม

“มิว” ศุภศิษฏ์  :  เป็นอาชีพหนึ่งที่ผมอยากทำมากๆ  ตอนนี้เป็นผู้จัดซีรีส์เรื่อง “The Ocean Eyes” เป็นซีรีส์ที่ร่วมทุนกับฝั่งอเมริกาด้วย ฝั่งจีนด้วย เป็นซีรีส์ที่มีโปรดักซ์ชั่น ที่มีต่างประเทศมาเข้าร่วมด้วย ซึ่งขอบอกก่อนว่า เป็นเรื่องของสัตวแพทย์ทางทะเลนั้นเป็นเรื่องแรกของเอเชียเลย

ซีรีส์เรื่อง “The Ocean Eyes” เรื่องราวเป็นอย่างไร

“มิว” ศุภศิษฏ์  :  เป็นเรื่องราวของทีมสัตวแพทย์ เป็นสัตวแพทย์ทางทะเลมีชื่อทีมว่า “The Ocean Eyes เป็นทีมท็อปของประเทศไทย แล้วทีนี้ก็จะมีการรับบุคคลากรใหม่เข้ามา ก็จะมีตัวละคร 4 ตัว ชื่อ นที  เกรซ พริตตี้ เซ้นท์ ซึ่ง 4 ตัวละครนี้เป็นสมาชิกใหม่ที่เข้ามาในทีม แต่ละคนก็จะมีพื้นเพมาจากคนละครอบครัว มีปมในชีวิตคนละอย่างกัน พอมาอยู่ในทีมนี้การทำงานร่วมกันเป็นอย่างไรบ้าง การที่แต่ละคนมีความสามารถเฉพาะตัว จะมาอะแดปในการทำงานร่วมกันได้อย่างไร เวลาเจอเคส เจอปัญหาต่างๆ ตัวละครแต่ละตัวจะไปในทิศทางไหน ก็อยากให้มาติดตามกัน

เห็นว่าช่วงที่ซีรีส์ออนแอร์มิวดังมาก ได้ถูกเชิญไปต่างประเทศหลายประเทศมากด้วย

“มิว” ศุภศิษฏ์  : ใช่ครับแต่ไม่ได้ไปเพราะว่าโควิดมาพอดี ตอนนั้นมีโอกาสไปฟิลิปปินส์บ้างแล้ว ตอนกลับก็ยังเสียวๆ เพราะไม่รู้ว่าจะต้องเจออะไรบ้างเพราะตอนนั้นเริ่มล็อกดาวน์แล้ว ซึ่งแพลนไปต่างประเทศนั้นมีประมาณ 6- 7 ประเทศได้ แล้วในบางประเทศอย่างจีน ก็จะต้องไปหลายมณฑล สุดท้ายไม่ได้ไป  

การร้องเพลงอีกส่วนหนึ่งที่เราลงทุนถึงขั้นเปิดสตูดิโอเอง

“มิว” ศุภศิษฏ์  : คือหลังจากที่โควิดมามันจะมีช่วงล็อกดาวน์แรกๆ ที่เราได้มานั่งทบทวนตัวเองว่ามันยังมีอะไรที่ยังอยากทำอยู่แต่ยังไม่ได้ทำ ซึ่งผมคิดว่าที่จะทำได้ในตอนนั้นคือการร้องเพลง อยากทำเพลง ก็เลยรู้สึกว่า ถ้าจะทำเพลงก็ควรจะเปิดค่ายขึ้นมาเพื่อจะดูแลเราคนเดียวเพื่อที่จะเป็นศิลปิน  ผมเห็นจากเพื่อนหลายๆ คน เขาจะโดนค่ายเซ็ทอะไรบางอย่างมา เพราะมันเป็นแผนงานของเขา ซึ่งเราอยากทำเพลงที่เป็นตัวเราจริงๆ ทั้งตัวเนื้อเพลง ตัวเอ็มวี สไตล์ต่างๆ คือเราอยากทำเองหมดเลย  อยากมีส่วนร่วมทุกขั้นตอน คือถ้าเราอยู่ค่ายก็ต้องทำตามเขาส่วนหนึ่ง  แต่ถ้าเราสามารถทำเองได้ มันก็เป็นผลงานของเราก็เลยคิดว่าทำเองดีกว่า

เวลาเจออุปสรรเราสู้อย่างไร

“มิว” ศุภศิษฏ์  : อย่างแรกเลยคือเรามีคนมากมายคอยซัพพอร์ตเรา รักเรา เราไม่อยากทำให้เขาผิดหวัดว ไม่อยากไปทำลายความรักของเขา ไม่อยากดูถูกความรักที่เขาให้เรามา  งานทุกอย่างมันมีเหนื่อยอยู่ แต่ถ้าเราล้มเลิกไป แล้วคนที่คอยให้ความรักเรามา คอยซัพพอร์ตเรา เขาจะติดตามเราจากไหน แล้วเขาจะเติมพลังใจของเขาได้อย่างไร เพราะเราเป็นพลังใจของเขาจริงๆ เราก็เลยรู้สึกว่าเราล้มได้แต่ต้องลุกให้เร็วที่สุด เราเหนื่อยได้ แต่ต้องฟื้นให้เร็วที่สุด และต้องพัฒนาตัวเองอยู่เสมอเพื่อตอบแทนสิ่งที่เขาให้มาโดยตลอด

ตอนเจอมรสุมเปิดค่ายเพลงได้ยินว่าไม่เสพโซเชียลเลย

“มิว” ศุภศิษฏ์  : ใช่ ตอนนั้นเรานอยด์มากๆ และห่วงแฟนๆของเรามาก ๆ ช่วงนั้นไม่เสพโซเชียล ลบแอดทวิตเตอร์เลยช่วงนั้น จะได้ไม่ต้องเข้าไปดู

ได้บทเรียนอะไรกับมรสุม กับการวิพากษ์วิจารณ์ของคนบ้าง

“มิว” ศุภศิษฏ์  : อย่างแรกคือเราห้ามคนวิจาร์ณไม่ได้ เพราะเราเลือกมาอยู่ในจุดที่มีคนคนวิจารณ์อยู่แล้ว วงการบันเทิงเป็นงานศิลปะ งานศิลปะอยู่ที่เทสท์ของแต่ละคนอยู่แล้ว เรื่องคำวิจารณ์มันมีอยู่แล้ว ถ้าคำวิจารณ์มันเพื่อปรับปรุงพัฒนาเรา เราจะเก็บไว่พัฒนาตัวเอง แต่ถ้าอันไหนเป็นการสาดอารมณ์ใส่เรา เรารู้สึกว่าเราปล่อยไปดีกว่าเพราะมันไม่ได้ช่วยอะไรเราเลย อันนี้คืออย่างแรก อีกอย่างหนึ่งคือในทุกๆ วงการคนที่มีความสามารถเท่านั้นถึงจะอยุ่รอด สุดท้าย ถ้าเราหยุดพัฒนาตัวเองมันจะมีคนที่จะมาแซงเรา จะมีคนที่จะมาแทนเราอยู่เสมอ เราต้องสร้างสรรค์ผลงานใหม่ เติมสกิลให้เราเก่งขึ้น

ในอดีต “มิว” เคยอกหักจริงเหรอ แล้วทำอย่างไร

“มิว” ศุภศิษฏ์  : ครับ คือผมไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมถึงอกหัก อาจจะเป็นเพราะจีบใครไม่เป็นสักเท่าไหร่ ตอนอกหักก็มีเหมือนกัน ที่เปิดเพลงเศร้า มีคารีเนตแล้วก็เป่า สาวๆ ที่บอกเลิกส่วนใหญ่ก็จะบอกว่าเข้ากันไม่ได้ ซึ่งเราก็รู้แหละว่าเราเข้ากันไม่ได้จริงๆ  เพราะบางทีเราอยากได้อย่างหนึ่งเขาอยากได้อย่างหนึ่ง สุดท้าย ก็ไม่มีใครลดหย่อนเข้าหากัน ก็อยู่ด้วยกันไม่ได้

ปัจจุบันสถานะหัวใจเป็นอย่างไร

“มิว” ศุภศิษฏ์  : ปัจจุบันก็โสด โสดมาหลายปีอยู่เหมือนกัน เพราะตอนที่งานหนักมากๆ เราก็จะจริงจังกับงาน แล้วคนที่เราคุยอยู่เขาเป็นรองเรื่องงาน เขาคงจะไม่ค่อยแฮปปี้  ผมก็เลยเกรงใจเขา แล้วก็รู้สึกว่าเราไม่มีเวลาให้เขา ก็เลยยังไม่พร้อม

สเปกสาวเป็นอย่างไร

“มิว” ศุภศิษฏ์  : ตอนเด็กๆ ก็คิดว่าตัวเล็กๆ ขาวๆ น่าจะเข้ากับเราได้ แต่ปัจจุบันเราเปิดกว้างขึ้นมากๆ คือถ้าเป็นใครที่พร้อมจะเติบโตไปกับเรา เข้าใจเรา ถ้ามีปัญหาอะไรแล้วมานั่งทำความเข้าใจกัน ก็โอเคแล้ว

สถานะโสด แต่เพลงใหม่แต่งให้กับผู้หญิงคนหนึ่งที่สำคัญมากในชีวิต

“มิว” ศุภศิษฏ์  : เพลงนี้แต่งให้อาม่า ตอนที่เริ่มแต่งเพลงนี้ผมได้มีโอกาสไปเที่ยวทะเล ได้ไปดำน้ำ แล้วคิดว่าถ้าเราได้แต่งเพลงอยากแต่งเพลงที่เกี่ยวกับการจมลงไปจังเลย เพราะว่าเราชอบความรู้สึกที่ได้ดำลงไปในน้ำ แล้วก็นึกว่าถ้าเล่าเรื่องการจม เราจะเล่าเรื่องอย่างไรให้มีดูแล้วอบอุ่นต้องทำอย่างไรดี ก็เลยนึกว่าถ้ามันเป็นการจมไปในความทรงจำล่ะ ความทรงจำดีๆ ของใครคนหนึ่งที่บางครั้งเราอาจจะไม่ได้อยู่กับเขาแล้ว มันทำให้ความรู้สึกเหล่านี้เรารู้สึกถึงอาม่าก่อนเป็นคนแรก เพราะอาม่าเสียไปได้ 5 ปีแล้ว แต่เวลาที่เราเหนื่อย เวลาที่เราเศร้า เวลาที่เราท้อ เราก็จะนึกถึงภาพตอนที่เขาอยู่ด้วย แค่โมเม้นท์ง่ายๆ ในเอ็มวี แค่เขาทำข้าวผัดให้เรา นึกถึงตอนที่เขาทำโกโก้ให้เรากินตอนเช้า ตอนที่เขาคอยโอ๋เราเวลาที่เราเสียใจ ก็มีความสุขแล้ว

รู้สึกอย่างไรกับกระแสตอบรับ

“มิว” ศุภศิษฏ์  : ดีใจมากๆ เสียใจอย่างหนึ่งที่เราไม่ได้ทำตรงนี้ตอนที่เขายังอยู่ และเหตุผลหนึ่งที่ผมยังโกออนในเส้นทางนี้อยู่ เพราะตอนที่เขาเสียผมรุ้สึกว่าเรายังไม่มีผลงานจริงๆ จังให้เขาดูเลย แม้ตอนนี้ผมจะไม่รู้ว่เขาไปอยู่ไหนแล้ว เพราะเขาเสียไปแล้ว ไม่รู้ว่าเขาจะอยู่รูปแบบไหน เขาเกิดใหม่หรือเปล่าเราก็ไม่รู้ แต่ถ้าเรามีชื่อเสียงโด่งดังมากๆ จนไปถึงเขาได้ มันก็คงจะดีมากๆ

มิวอยากบอกอะไรกับอาม่าบ้าง

“มิว” ศุภศิษฏ์  : อยากจะบอกว่า ขอบคุณอาม่ามากๆ ที่ทำให้ปะป๊าเกิดมาแล้วปะป๊าทำให้ผมเกิดมา และขอบคุณที่คอยดูแลมาตลอด ขอบคุณที่ให้ความอบอุ่น ของคุณที่ทำให้ผมแต่งเพลงๆ แรกในชีวิตได้แล้วเพลงๆ นี้มันก็ติดบิวบอร์ดด้วย  ขอบคุณอาม่ามากๆ เลยครับ

ฝากผลงานหน่อย

“มิว” ศุภศิษฏ์  : ถ้าเป็นเพลงก็สามารถติดตามได้ทุกแพลตฟอร์มออนไลน์ ส่วนมิวสิควิดีโอสามารถติดตามได้ทางยูทูบแชลแนล และสามารถติดตามได้ทางเฟสบุ๊ค ทางไอจี อินสตาแกรมและทางทวิตเตอร์ด้วยครับ

ติดตามชมคำสัมภาษณ์แบบเต็มๆ ได้ในรายการ “คุยแซ่บShow”  ทุกวันจันทร์-วันศุกร์  เวลา13.40-14.40 น. ทางช่อง one31 Facebook Page : คุยแซ่บShow รับชมย้อนหลังได้ที่ Youtube Channel : Orange Mama